*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3884
  • จำนวนผู้ชม : 2461190
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< กันยายน 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30          

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 27 กันยายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 451 , 15:40:15 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน มนต์เสียงเพลง โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ผมจำได้ว่า สมัยที่ผมเรียนชั้นประถมเมื่อหลายสิบปีมาแล้ว มีหนังสือเล่มบางๆอยู่อีกเล่มหนึ่งคล้ายๆหนังสืออาขยาน โดยหน้า

ปกเล่มนี้พิมพ์ว่า "หนังสือสมบัติของผู้ดี" ซึ่งผมจำเนื้อหาไม่ได้แล้ว แต่ก็คงจะเป็นแนวทางของคนที่จะเป็น 'ผู้ดี' ในชั้นต้นเอาไว้าก่อน

แล้วเมื่อเด็กนักเรียนอ่านหนังสือได้คล่องระดับประถม 2 ก็จะมีหนังสือ เรื่อง "หน้าที่พลเมืองและศิลธรรม" ซึ่งเป็นชุดให้เรียนกันปีละเล่ม

ต่อมาอีก

 

สมบัติผู้ดี

หนังสือ "สมบัติผู้ดี"

 

<div">
หนังสือสมบัติผู้ดี สมบัติที่ดีนี้มาจากไหน
 
หนังสือสมบัติผู้ดี

หนังสือสมบัติผู้ดี
 
      สมบัติผู้ดี คำว่า “สมบัติผู้ดี” นั่นไม่ใช่คำพูดเปรียบเปรย สั่งสอนแต่เพียงอย่างเดียว คำว่า “สมบัติผู้ดี” นั่นเป็นชื่อหนังสือ ซึ่งเรียบเรียงโดยเจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (หม่อมราชวงศ์เปีย มาลากุล) ท่านทรงเรียบเรียงไว้ตั้งแต่ พ.ศ. 2455

    หนังสือสมบัติผู้ดีเล่มนี้เป็นคู่มือสอนกุลบุตร กุลธิดาในสมัยก่อน นอกจากนั้นผ่านมา 100 ปี แล้ว เรายังนิยมพูดถึงกันว่าหนังสือสมบัติผู้ดีนั้นสอนอะไรบ้าง วันนี้เราจึงมาเปิดกรุสมบัติผู้ดีว่ามีอะไรบ้าง

     คำว่าผู้ดีเราคงได้ยินกันมาบ้างแต่ความหมายในปัจจุบันอาจจะตีความแตกต่างไปจากเมื่อร้อยปีที่แล้วบ้าง เพราะว่าอาจจะมีบางคนที่คิดว่าตนเองเป็นผู้ดีแต่คุณสมบัติอาจจะไม่คบเหมือนร้อยปีที่แล้ว วันนี้จึงได้นำสมบัติผู้ดีมาขยายความว่าคำจำกัดความสมบัติผู้ดีเป็นอย่างไร<div">

หนังสือสมบัติผู้ดีนี้มีกำหนดคุณสมบัติผู้ดีไว้ 10 ประการ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรื่องของกาย วาจา ใจ คือ กายจริยา วจีจริยา และมโนจริยา
 
สมบัติผู้ดี 

 

หนังสือสมบัติผู้ดี หนังสืออ่านเพิ่มเติม

 

บทที่ 1 : ผู้ดี ย่อมรักษา ความเรียบร้อย

กายจริยา

 
1. ย่อมไม่ใช้กิริยาอันข้ามกรายบุคคล2. ย่อมไม่อาจเอื้อมในที่ต่ำสูง<div">3. ย่อมไม่ล่วงเกินถูกต้องผู้อื่น ซึ่งไม่ใช่หยอกกันฐานเพื่อน4. ย่อมไม่เสียดสี กระทบกระทั่งกายบุคคล<div">5. ย่อมไม่ลุกนั่งเดินเหินให้พรวดพราดโดนผู้คนหรือสิ่งของแตกเสียหาย
6. ย่อมไม่ส่งของให้ผู้อื่น ด้วยกิริยาอันเสือกไสผลักโยน<div">7. ย่อมไม่ผ่านหน้าหรือบังตาผู้อื่น เมื่อเขาดูสิ่งใดอยู่ เว้นแต่เป็นที่เฉพาะไป
8. ย่อมไม่อื้ออึง เมื่อเวลาผู้อื่นทำกิจ
9. ย่อมไม่อื้ออึง ในเวลาประชุมสดับตรับฟัง
10.ย่อมไม่แสดงกิริยาตึงตัง หรือพูดจาอึกทึกในบ้านแขก
 
วจีจริยา
1. ย่อมไม่สอดสวนวาจาหรือแย่งชิงพูด<div">2. ย่อมไม่พูดด้วยเสียงอันดังเหลือเกิน3. ย่อมไม่ใช้เสียงตวาด หรือพูดจากระโชกกระชาก
4. ย่อมไม่ใช้วาจาอันหักหาญดึงดัน

5. ย่อมไม่ใช้ถ้อยคำอันหยาบคาย
 
มโนจริยา
 
1. ย่อมไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านกำเริบหยิ่งโยโส

2. ย่อมไม่บันดาลโทสะให้เสียกิริยา
 

บทที่ 2 : ผู้ดี ย่อมไม่ทำอุจาดลามก

 
กายจริยา
 
1. ย่อมใช้เสื้อผ้าเครื่องแต่งตัวอันสะอาด และแต่งโดยเรียบร้อยเสมอ
2. ย่อมไม่แต่งตัวในที่แจ้ง
3. ย่อมไม่จิ้มควักล้วงแคะ แกะเการ่างกายในที่ประชุมชน4. ย่อมไม่กระทำการ ที่ควรจะทำในที่ลับในที่แจ้ง
5. ย่อมไม่หาวเรอ ให้ปรากฏในที่ประชุมชน6. ย่อมไม่จามด้วยเสียงอันดัง และโดยไม่ป้องกำบัง<div">7. ย่อมไม่บ้วนขากด้วยเสียงอันดัง หรือให้เปรอะเปื้อน ให้เป็นที่รังเกียจ8. ย่อมไม่ลุกลนเลอะเทอะ มูมมามในการบริโภค<div">9. ย่อมไม่ถูกต้อง หรือหยิบยื่นสิ่งของ ที่ผู้อื่นจะบริโภคด้วยมือตน
10. ย่อมไม่ล่วงล้ำ ข้ามหยิบ ของบริโภคผ่านหน้าผู้อื่น ซึ่งควรขอโทษ และขอให้เขาส่งให้
11. ย่อมไม่ละลาบละล้วง เอาของผู้อื่นมาใช้ในการบริโภค เช่น ถ้วยน้ำ และผ้าเช็ดมือ เป็นต้น
12. ย่อมไม่เอาเครื่องใช้ของตน เช่น ช้อนส้อมไปล้วงตัก สิ่งบริโภคซึ่งเป็นของกลาง
13. ย่อมระวัง ไม่พูดจาตรงหน้าผู้อื่น ให้ใกล้ชิดเหลือเกิน
 
วจีจริยา
1. ย่อมไม่กล่าวถึงสิ่งโสโครก พึงรังเกียจในท่ามกลางประชุมชน
2. ย่อมไม่กล่าวถึงสิ่งควรปิดบัง ในท่ามกลางประชุมชน
 
มโนจริยา
 
1. ย่อมพึงใจที่จะรักษาความสะอาด

บทที่ 3 : ผู้ดี ย่อมมีสัมมาคารวะ กายจริยา

1. ย่อมนั่งด้วยกิริยาอันสุภาพ เฉพาะหน้าผู้ใหญ่
2. ย่อมไม่ขึ้นหน้าผ่านผู้ใหญ่
3. ย่อมไม่หันหลังให้ผู้ใหญ่
4. ย่อมแหวกที่ หรือให้ที่นั่งอันสมควรแก่ผู้ใหญ่ หรือผู้หญิง
5. ย่อมไม่ทัดหรือคาบบุหรี่ คาบกล้อง และสูบให้ควันไปรมผู้อื่น
6. ย่อมเปิดหมวก เมื่อเข้าชายคาบ้านผู้อื่น
7. ย่อมเปิดหมวกในที่เคารพ เช่น โบสถ์ วิหาร ไม่ว่าแห่งศาสนาใด
8. ผู้น้อยย่อมเคารพผู้ใหญ่ก่อน
9. ผู้ชายย่อมเคารพผู้หญิงก่อน
10. ผู้ลาย่อมเป็นผู้เคารพก่อน
11. ผู้เห็นก่อนโดยมากย่อมเคารพก่อน
12. แม้ผู้ใดเคารพตนก่อน ย่อมต้องตอบเขาทุกคน ไม่เฉยเสีย
 
วจีจริยา
 
1. ย่อมไม่พูดจาล้อเลียนหลอกลวงผู้ใหญ่
2. ย่อมไม่กล่าวร้าย ถึงญาติมิตรที่รักใคร่นับถือ ของผู้ฟังแก่ผู้ฟัง
3. ย่อมไม่กล่าววาจา อันติเตียนสิ่งเคารพ หรือที่เคารพของผู้อื่นแก่ตัวเขา
4. เมื่อจะขอทำล่วงเกินแก่ผู้ใด ย่อมต้องขออนุญาตตัวเขาเสียก่อน
5. เมื่อตนทำพลาดพลั้งสิ่งใด แก่บุคคลผู้ใด ควรออกวาจาขอโทษเสมอ
6. เมื่อผู้ใดได้แสดงคุณต่อตนอย่างไร ควรออกวาจาขอบคุณเขาเสมอ
 
มโนจริยา
 
1. ย่อมเคารพยำเกรง บิดา มารดา และอาจารย์
2. ย่อมนับถือนอบน้อมต่อผู้ใหญ่
3. ย่อมมีความอ่อนหวานแก่ผู้น้อย
 

บทที่ 4: ผู้ดี ย่อมมีกิริยาเป็นที่รัก

 
กายจริยา
 
1. ย่อมไม่ฝ่าฝืนเวลานิยม คือ ไม่ไปใช้กิริยายืน เมื่อเขานั่งกับพื้น และไม่ไปนั่งกับพื้น เมื่อเวลาเขายืนเดินกัน 2. ย่อมไม่ไปนั่งนานเกินสมควร ในบ้านของผู้อื่น
3. ย่อมไม่ทำกิริยารื่นเริงเมื่อเขามีทุกข์
4. ย่อมไม่ทำกิริยาโศกเศร้าเหี่ยวแห้ง ในที่ประชุมรื่นเริง
5. เมื่อไปสู่ที่ประชุมรื่นเริง ย่อมช่วยสนุกชื่นบานให้สมเรื่อง
6. เมื่อเป็นเพื่อนเที่ยว ย่อมต้องกลมเกลียว และร่วมลำบาก ร่วมสนุก
7. เมื่อตนเป็นเจ้าของบ้าน ย่อมต้องต้อนรับ และเชื้อเชิญแขกไม่เพิกเฉย
8. ย่อมไม่ทำกิริยาบึกบึนต่อแขก
9. ย่อมไม่ให้แขกต้องคอยนาน เมื่อเขามาหา
10. ย่อมไม่จ้องดูนาฬิกา ในเวลาที่แขกยังนั่งอยู่
11. ย่อมไม่ใช้กิริยาอันบุ้ยใบ้ หรือกระซิบกระซาบกับผู้ใด ในเวลาเมื่อตนอยู่เฉพาะหน้าผู้หนึ่ง
12. ย่อมไม่ใช้กิริยาอันโกรธเคือง หรือดุดัน ผู้คนบ่าวไพร่ ต่อหน้าแขก
13. ย่อมไม่จ้องดูบุคคล โดยเพ่งพิศเหลือเกิน
14. ย่อมต้องรับส่งแขกเมื่อไปมา ในระยะเวลาอันสมควร
 
วจีจริยา
 
1. ย่อมไม่เที่ยวติเตียน สิ่งของที่เขาตั้ง แต่ง ไว้ในบ้านที่ตนไปสู่
2. ย่อมไม่กล่าวสรรเสริญรูป กาย บุคคล แก่ตัวเขาเอง
3. ย่อมไม่พูดให้เพื่อนเก้อกระดาก
4. ย่อมไม่พูดเปรียบเปรย เคาะแคะสตรี กลางประชุม
5. ย่อมไม่ค่อนแคะติรูปกายบุคคล
6. ย่อมไม่ทักถึงการร้าย โดยพลุ่งโพล่งให้เขาตกใจ
7. ย่อมไม่ทักถึงสิ่งอันน่าอาย น่ากระดากโดยเปิดเผย
8. ย่อมไม่เอาสิ่งที่น่าจะอายจะกระดากมาเล่าให้แขกฟัง
9. ย่อมไม่เอาเรื่องที่เขาพึงซ่อนเร้น มากล่าวให้อับอายหรือเจ็บใจ
10. ย่อมไม่กล่าวถึงการอัปมงคล ในเวลามงคล
 
มโนจริยา
 
1. ย่อมรู้จักเกรงใจคน
 

บทที่ 5: ผู้ดี ย่อมเป็นผู้มีสง่า

 
กายจริยา
 
1. ย่อมมีกิริยาอันผึ่งผายองอาจ
2. จะยืนนั่ง ย่อมอยู่ในลำดับอันสมควร ไม่เป็นผู้แอบหลังคนหรือหลีกเข้ามุม
3. ย่อมไม่เป็นผู้สะทกสะท้าน งกเงิ่น หยุดๆ ยั้งๆ
 
วจีจริยา
 
1. ย่อมพูดจาฉะฉานชัดถ้อยความ ไม่อุบอิบอ้อมแอ้ม
 
มโนจริยา
 
1. ย่อมมีความรู้จักงาม รู้จักดี
2. ย่อมมีอัชฌาสัยอันกว้างขวาง เข้าไหนเข้าได้
3. ย่อมมีอัชฌาสัยเป็นนักเลง ใครจะพูดหรือเล่นอันใด ก็เข้าใจและต่อติด
4. ย่อมมีความเข้าใจว่องไว ไหวพริบรู้ทันถึงการณ์
5. ย่อมมีใจอันองอาจกล้าหาญ

บทที่ 6: ผู้ดี ย่อมปฏิบัติการงานดี

 กายจริยา

 
1. ย่อมทำการอยู่ในระเบียบแบบแผน
2. ย่อมไม่ถ่วงเวลาให้ผู้อื่นคอย
3. ย่อมไม่ละเลยที่จะตอบจดหมาย
4. ย่อมไม่ทำการแต่ต่อหน้า
 
วจีจริยา
 
1. พูดสิ่งใดย่อมให้เป็นที่เชื่อถือได้
2. ย่อมไม่รับวาจาคล่องๆ โดยมิได้เห็นว่าการจะเป็นได้หรือไม่
 
มโนจริยา
 
1. ย่อมเป็นผู้รักษาความสัตย์ในเวลา
2. ย่อมไม่เป็นผู้เกียจคร้าน
3. ย่อมไม่เข้าใจว่า ผู้ดีทำอะไรด้วยตนไม่ได้
4. ย่อมไม่เพลิดเพลิน จนละเลยให้การเสีย
5. ย่อมเป็นผู้รักษาความเป็นระเบียบ
6. ย่อมเป็นผู้อยู่ในบังคับบัญชา เมื่ออยู่ในหน้าที่
7. ย่อมมีมานะในการงาน ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก
8. ย่อมเป็นผู้ทำอะไรทำจริง
9. ย่อมไม่เป็นผู้ดึงดันในที่ผิด
10. ย่อมปรารถนาความดี ต่อการงานที่ทำอยู่เสมอ
 

บทที่ 7: ผู้ดี ย่อมเป็นผู้ใจดี

กายจริยา
 
1. เมื่อเห็นใครทำผิดพลาดน่าเก้อกระดาก ย่อมช่วยกลบเกลื่อน หรือทำไม่เห็น
2. เมื่อเห็นสิ่งของ ของใครตกหรือเสื่อมเสีย ย่อมต้องหยิบยื่นให้ หรือบอกให้รู้ตัว
3. เมื่อเห็นเหตุร้าย หรืออันตรายจะมีแก่ผู้ใด ย่อมต้องรีบช่วย
 
วจีจริยา
 
1. ย่อมไม่เยาะเย้ย ถากถาง ผู้กระทำผิดพลาด
2. ย่อมไม่ใช้วาจาอันข่มขี่
 
มโนจริยา
 
1. ย่อมไม่มีใจอันโหดเหี้ยมเกรี้ยวกราดแก่ผู้น้อย
2. ย่อมเอาใจโอบอ้อมอารีแก่ผู้อื่น
3. ย่อมเอาใจช่วยคนเคราะห์ร้าย
4. ย่อมไม่เป็นผู้ซ้ำเติมคนเสียที
5. ย่อมไม่เป็นผู้อาฆาตจองเวร
 

บทที่ 8: ผู้ดี ย่อมไม่เห็นแก่ตัวฝ่ายเดียว

 
กายจริยา
 
1. ย่อมไม่พักหาความสบายก่อนผู้ใหญ่ หรือผู้หญิง
2. ย่อมไม่เสือกสนแย่งชิง ที่นั่ง หรือที่ดูอันใด
3. ย่อมไม่เที่ยวแย่งผู้หนึ่ง มาจากผู้หนึ่ง ในเมื่อเขาสนทนากัน
4. เป็นผู้ใหญ่ จะไปมาลุกนั่งย่อมไว้ช่องให้ผู้น้อยมีโอกาสบ้าง
5. ในการเลี้ยงดูย่อมเผื่อแผ่ เชื้อเชิญแก่คนข้างเคียงก่อนตน
6. ในการบริโภค ย่อมหยิบยก ยื่นส่งสิ่งของแก่ผู้อื่นต่อๆ ไปไม่มุ่งแต่กระทำกิจส่วนตน
7. ย่อมไม่รวบสามตะกลามสี่ กวาดฉวยเอาของที่เขาตั้งไว้เป็นกลางจนเกินส่วนที่ตนจะได้
8. ย่อมไม่แสดงความไม่เพียงพอใจในสิ่งของที่เขาหยิบยกให้
9. ย่อมไม่นิ่งนอนใจให้เขาออกทรัพย์แทนส่วนตนเสมอ เช่น ในการเลี้ยงดู หรือใช้ค่าเดินทาง เป็นต้น
10. ย่อมไม่ลืมที่จะส่งของ ซึ่งคนอื่นได้สงเคราะห์ให้ตนยืม
11. การให้สิ่งของหรือเลี้ยงดูซึ่งเขาได้กระทำแก่ตน ย่อมต้องตอบแทนเขา
 
วจีจริยา
 
1. ย่อมไม่ขอแยกผู้หนึ่งมาจากผู้ใด เพื่อจะพาไปพูดจาความลับกัน
2. ย่อมไม่สนทนาแต่เรื่องตนฝ่ายเดียว จนคนอื่นไม่มีช่องจะสนทนาเรื่องอื่นได้
3. ย่อมไม่นำธุระตนเข้ากล่าวแทรก ในเวลาธุระอื่นของเขาชุลมุน
4. ย่อมไม่กล่าววาจาติเตียน ของที่เขาหยิบยกให้ว่าไม่ดี หรือไม่พอ
5. ย่อมไม่ไต่ถามราคาของที่เขาได้หยิบยกให้แก่ตน
6. ย่อมไม่แสดงราคาของที่จะหยิบยกให้แก่ผู้ใดให้ปรากฏ
7. ย่อมไม่ใช้วาจาอันโอ้อวดตน และลบหลู่ผู้อื่น
 
มโนจริยา
 
1. ย่อมไม่มีใจมักได้ เที่ยวขอของเขาร่ำไป
2. ย่อมไม่ตั้งใจปรารถนาของรักเพื่อน
3. ย่อมไม่พึงใจการหยิบยืมข้าวของ ทองเงินซึ่งกันและกัน
4. ย่อมไม่หวังแต่จะพึ่งอาศัยผู้อื่น
5. ย่อมไม่เป็นผู้เกี่ยงงอน ทอดเทการงานตนให้ผู้อื่น
6. ย่อมรู้คุณผู้อื่นที่ได้ทำแล้วแก่ตน
7. ย่อมไม่มีใจริษยา
 

บทที่ 9: ผู้ดี ย่อมรักษาความสุจริตซื่อตรง

กายจริยา
 
1. ย่อมไม่ละลาบละล้วงเข้าห้องเรือนแขก ก่อนเจ้าของบ้านเขาเชิญ
2. ย่อมไม่แลลอดสอดส่าย โดยเพ่งเล็งเข้าไปตามห้องเรือนแขก
3. ย่อมไม่เที่ยวฉวยโน่น หยิบนี่ของผู้อื่นดูจนเหลือเกิน ราวกับว่าจะค้นหาสิ่งใด
4. ย่อมไม่เที่ยวขอ หรือหยิบฉวยดูจดหมาย ของผู้อื่นที่เจ้าของไม่มีความประสงค์จะให้ดู
5. ย่อมไม่เที่ยวขอ หรือหยิบฉวยดูสมุดพก หรือสมุดจดรายงานบัญชีของผู้อื่น ซึ่งตนไม่มีธุระเกี่ยวข้องเป็นหน้าที่
6. ย่อมไม่เที่ยวนั่งที่โต๊ะเขียนหนังสือของผู้อื่น
7. ย่อมไม่เที่ยวเปิดดูหนังสือ ตามโต๊ะเขียนหนังสือของผู้อื่น
8. ย่อมไม่แทรกเข้าหมู่ผู้อื่นซึ่งเขาไม่ได้เชื้อเชิญ
9. ย่อมไม่ลอบแอบฟังคนพูด
10. ย่อมไม่ลอบแอบดูของลับ
11. ถ้าเห็นเขาจะพูดความลับกัน ย่อมต้องหลบตาหรือลี้ตัว
12. ถ้าจะเข้าห้องเรือนผู้ใด ย่อมต้องเคาะประตูหรือกล่าววาจาให้เขารู้ตัวก่อน
 
วจีจริยา
 
1. ย่อมไม่ซอกแซกไต่ถามธุระส่วนตัว หรือการในบ้านของเขา ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องแก่ตน
2. ย่อมไม่เที่ยวถามเขาว่า นั่นเขียนหนังสืออะไร
3. ย่อมไม่ถามถึงผลประโยชน์ที่เขาหาได้ เมื่อตนไม่ได้มีหน้าที่เกี่ยวข้อง
4. ย่อมไม่เอาการในบ้านของผู้ใดมาแสดงในที่แจ้ง
5. ย่อมไม่เก็บเอาความลับของผู้หนึ่งมาเที่ยวพูดแก่ผู้อื่น
6. ย่อมไม่กล่าวถึงความชั่วร้าย อันเป็นความลับเฉพาะบุคคลในที่แจ้ง
7. ย่อมไม่พูดสับปลับ กลับกลอก ตลบตะแลง
8. ย่อมไม่ใช้คำสบถติดปาก
9. ย่อมไม่ใช้ถ้อยคำมุสา
 
มโนจริยา
 
1. ย่อมไม่เป็นคนต่อหน้าอย่างหนึ่งลับหลังอย่างหนึ่ง
2. ย่อมเป็นผู้รักษาความไว้วางใจของผู้อื่น
3. ย่อมไม่แสวงประโยชน์ในทางที่ผิดธรรม
4. ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในความเที่ยงตรง
 

บทที่ 10: ผู้ดี ย่อมไม่ประพฤติชั่ว

 
กายจริยา
 
1. ย่อมไม่เป็นพาลเที่ยวเกะกะระรั้ว และกระทำร้ายคน
2. ย่อมไม่ข่มเหงผู้อ่อนกว่า เช่น เด็ก หรือผู้หญิง
3. ย่อมไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน เจ็บอาย เพื่อความสนุกยินดีของตน
4. ย่อมไม่หาประโยชน์ ด้วยอาการที่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
5. ย่อมไม่เสพสุราจนถึงเมาและติด
6. ย่อมไม่มั่วสุมกับสิ่งอันเลวทราม เช่น กัญชา ยาฝิ่น 7. ย่อมไม่หมกมุ่นในการพนัน เพื่อจะปรารถนาทรัพย์ 8. ย่อมไม่ถือเอาเป็นของตน ในสิ่งที่เจ้าของไม่อนุญาตให้
9. ย่อมไม่พึงใจ ในหญิงที่มีเจ้าของหวงแหน
 
วจีจริยา
 
1. ย่อมไม่เป็นพาลพอใจทะเลาะวิวาท
2. ย่อมไม่พอใจนินทาว่าร้ายกันและกัน
3. ย่อมไม่พอใจพูดส่อเสียดยุยง
4. ย่อมไม่เป็นผู้สอพลอประจบประแจง
5. ย่อมไม่แช่งชักให้ร้ายผู้อื่น
 
มโนจริยา
 
1. ย่อมไม่ปองร้ายผู้อื่น
2. ย่อมไม่คิดทำร้ายผู้อื่นเพื่อประโยชน์ตน
3. ย่อมมีความเหนี่ยวรั้งใจตนเอง
4. ย่อมเป็นผู้มีความละอายแก่บาป
 
      เราจะเห็นว่าในยุคนี้ผู้คนทั้งหลายต่างต้องการให้ตนเองดูดี ไม่เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ผู้ชายเองก็เหมือนกัน เพราะเดี๋ยวนี้เครื่องเสริมความงามของฝ่ายชายเองก็มีมาดเช่นเดียวกัน บางคนก็ถึงขนาดยอมเจ็บตัวไปผ่าตัดกระดูก จัดกล้ามเนื้อต่างๆ จนไม่รู้ว่าหน้าตาเดิมเป็นอย่างไร ความจริงวิธีการที่ทำให้เราเองดูดีโดยไม่ต้องเสียเงิน และไม่ต้องเจ็บตัว คือการฝึกกิริยามารยาทของเราเอง คนบางคนหน้าตาอาจจะดูธรรมดา แต่เป็นคนมีความเชื่อมั่นในตัวเอง เป็นคนร่าเริง สดชื่น ทำอะไรพอดีๆ มีกิริยามารยาทดี มีความเชื่อมั่น ก็ทำให้ดุดีขึ้นไปโดยปริยาย ตรงนี้มีความสำคัญมากเลย ดังนั้นถ้าเราอยากให้ตัวเองดูดี ไปที่ไหนก็เป็นที่ยอมรับ ให้ฝึกสมบัติผู้ดีกันเถอะ ไม่มีคำว่าเชย
 

ที่มาของสมบัติผู้ดี

       ที่มาของสมบัติผู้ดี ที่มาของมารยาทไทย ต้นแหล่งจริงๆ มาจากพระวินัยของพระภิกษุในพระพุทธศาสนา คือในครั้งพุทธกาล พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาเกิดใหม่ และขยายไปอย่างรวดเร็วกว้างขวางมาก ซึ่งศาสนาที่เกิดขึ้นก่อนเขารู้สึกเสียผลประโยชน์ เพราะชาวบ้านมาศรัทธาพระพุทธศาสนา จึงได้มีกระบวนการโจมตีพระพุทธศาสนา โจมตีพระภิกษุ ใส่ร้าย อย่างมากมายเพื่อลดความเชื่อถือ ไม่ให้พระพุทธศาสนาเติบโต แต่ว่าพระพุทธศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นเป็นของจริง ไม่ใช่ความเชื่อแต่เป็นความจริงของโลกและชีวิต ดังนั้นทองแท้ไม่กลัวไฟ พระพุทธศาสนาก็ยังคงขยายกว้างออกไป แต่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระองค์ทรงทราบว่า พระภิกษุที่มาบวชในพระพุทธศาสนา แล้วออกไปเผยแผ่ธรรมในที่ต่างๆ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ที่เคลื่อนที่ได้ของพระพุทธศาสนา ดังนั้นการประพฤติ ปฏิบัติที่เหมาะสมถูกต้องจะสร้างศรัทธาให้แก่ผู้พบเห็น มีความสำคัญมาก พระองค์จึงสอนมารยาทให้พระภิกษุไว้มากมายทั้งมารยาทในการขบฉัน มารยาทในการดูแลรักษาพยาบาล มารยาทในการต้อนรับภิกษุผู้เป็นอาคันตุกะ อีกทั้งการอยู่ร่วมกันในหมู่พระภิกษุจากทุกชั้นวรรณะ แม้อายุจริงยังถูกยกเลิก เมื่อบวชเป็นพระภิกษุแล้ว ถือเป็นการเกิดใหม่ในชีวิตสมณะ แหละนี้คือพระพุทธศาสนา นี่คือหมู่สงฆ์ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
 
>พระสัมมาสัมพุทธเจ้า 

พระสัมมาสัมพุทธเจ้า

      พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงเลือกเอามารยาทหมวดที่สำคัญขึ้นมา 5 หมวด มาบรรจุอยู่ในปาฏิโมกข์ให้สงฆ์ทุกรูปไปฟังการสวดทบทวนปาฏิโมกข์ทุกปักษ์คือทุกสองสัปดาห์ ในหมวดหนึ่งเรียกว่า เสขิยวัตร มีทั้งหมด 75 ข้อ เป็นเรื่องที่ว่าด้วยมารยาทของพระภิกษุโดยเฉพาะ เช่นหมวดแรกคือมารยาทในการครองผ้า จะนุ่งห่มจีวรห่มอย่างไร หมวดที่สอง มารยาทในการเข้าบ้าน พระภิกษุเมื่อเข้าไปในหมู่บ้านแล้ว จะต้องไม่เดินโคลงไปเคลงมา ต้องมีความสงบสำรวม หมวดที่สามคือมารยาทในการขบฉันภัตตาหาร คือไม่ทำคำข้าวให้ใหญ่เกินไป เวลาเคี้ยวก็ไม่คุยกัน หมวดที่สี่คือมารยาทในการแสดงธรรม ผู้ฟังธรรมต้องมีความเคารพในการฟังธรรม จึงแสดงธรรม หมวดที่ห้าคือ มารยาทในการขับถ่าย ไม่ถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ หรือบ้วนน้ำลายลงในของเขียว (พันธุ์ไม้ใบหญ้าต่างๆ) จะปัสสาวะ อุจจาระจะต้องนั่ง นี่คือ 5 หมวดหลักในเสขิยวัตร ตรงนี้เองคือแหล่งที่มาของมารยาทในสังคมไทย และสังคมพุทธตลอดเอเชียอาคเนย์
 
      เพราะฉะนั้นสงฆ์เอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้ความสำคัญ ถึงขนาดให้ทบทวนทั้ง 75 ข้อนี่ ทุกๆ 15 วัน ส่วนตัวเราเองอยู่บ้าน สมบัติผู้ดีลองเปิดดูเถอะ แล้วหมั่นทบทวนบ่อยๆ ให้เป็นสมบัติติดตัวเรา เราไปที่ไหนจะสวยเสมอ สวยสมวัย ไม่ต้องกลัวว่าอายุเยอะแล้วจะดูไม่ดี คนมีมารยาทมีสมบัติผู้ดีไปถึงไหนก็ดูดีตลอด เป็นเด็กก็ดูน่ารักแบบเด็ก เป็นหนุ่มเป็นสาวก็ดูน่าชื่นชม เป็นผู้ใหญ่ก็น่าเคารพ ยำเกรง น่าเชื่อถือ มีอายุมากขึ้นก็เป็นที่ลูกหลานเข้าใกล้แล้วอบอุ่น สบายใจ เป็นแบบอย่างให้ทุกคนได้ มีสมบัติผู้ดีเมื่อไหร่ เราจะเป็นคนมีความมั่นใจในตัวเอง ในการเข้าสังคมในทุกที่ แล้วเป็นที่รักของทุกๆ คน



 

"พานทอง...." นี่หรือ "ของแท้"?

    
 

 

                โดยปกติ......

 

                อะไรที่เกี่ยวกับลูกๆ ของคุณทักษิณ ผมพยายามไม่พูดถึง

                มาเมื่อวานนี้แหละ (๒๖ ก.ย.๖๒)

                ดูข่าวโทรทัศน์

                เห็นนายพานทองแท้ หรือโอ๊ค ยืนให้สัมภาษณ์นักข่าวที่หน้า "ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง"

                บอกได้คำเดียว ทั้งตกใจ แปลกใจ และเป็นห่วง เกิดขึ้นพร้อมกัน!

                คือนายพานทองแท้ไปขึ้นศาลในฐานะจำเลย ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน กรณีรับโอนเงินเป็นเช็ค ๑๐ ล้านเข้าบัญชี

                อันเป็นส่วนหนึ่งของการกระทำจากการทุจริตปล่อยกู้สินเชื่อระหว่างธนาคารกรุงไทย กับเอกชนกลุ่มกฤษดามหานคร

                คดีนี้ หลังจากศาลยกฟ้องทักษิณไปเมื่อ ๓๐ สิงหา.

                นายพานทองแท้ก็เปลี่ยนแนวทางต่อสู้ในคดีของตัวเองทันที

                โดยขอเปลี่ยนคำให้การเดิม เป็นคำให้การใหม่ทั้งหมด แต่คงการปฏิเสธไว้เหมือนเดิม

                และเมื่อวาน นายพานทองแท้ขึ้นเบิกความในนัดไต่สวนพยานจำเลย ซึ่งมีนายพานทองแท้ปากเดียว

                เมื่อเบิกความเสร็จ.....

                ศาลก็นัดฟังคำพิพากษา วันที่ ๒๕ พ.ย.๖๒

                นักข่าวมะรุมมะตุ้มสัมภาษณ์ คิดว่าหลายท่านคงได้ดูกันบ้างแล้วจากข่าวโทรทัศน์ตอนบ่ายยันค่ำวาน

                พานทองแท้ตอบหลายคำถาม และตอนหนึ่งบอกว่า....

                ".......วันนี้ได้ให้คำตอบกับศาลไปอย่างชัดเจนทุกข้อซักถาม แต่ก็ไม่ทราบว่าจะชัดพอไหม

                มีความคาดหวังว่า สิ่งที่พูดไปกับศาลวันนี้ จะทำให้ผลการตัดสินออกไปในทิศทางที่ดี

                หลังจากเสร็จขึ้นศาลวันนี้ จะไปทำบุญ เพื่อความเป็นสิริมงคล และจะกลับมาฟังคำตัดสินอีกครั้งในวันที่ ๒๕ พ.ย.นี้ จะเดินทางมา”

                คำสัมภาษณ์นายพานทองแท้ก็ทั่วๆ ไป

                แต่ที่สะดุดตา-สะดุดใจมาก จนอดไม่ไหวที่ต้องพูดถึง ก็ตรงหน้าตาและกิริยาท่าทางของพานทองแท้นั่นแหละ

                บอกตรงๆ โอ๊คโทรมมาก!

                โทรมจนผิดรูปร่าง เห็นก็ตกใจ รีบเปิดวิกิพีเดีย ด้วยอยากรู้อายุ วิกีพิเดียบันทึกไว้ว่า

                นายพานทองแท้ ชินวัตร ชื่อเล่น : โอ๊ค (2 ธันวาคม พ.ศ.2522) นักธุรกิจชาวไทย สมาชิกพรรคเพื่อไทย

                บุตรชายของ ดร.ทักษิณ ชินวัตร กับคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ เกิดที่เมืองฮันต์สวิลล์ ในรัฐเท็กซัสของสหรัฐอเมริกา

                มีน้องสาวสองคน คือ พินทองทา และแพทองธาร

                โอ๊คอายุ ๔๐ เท่านั้นเอง!

                คิดมาก งานหนัก ตรอมใจ หรือมีโรคภัยไข้เจ็บเรื้อรังใดเบียดเบียน?

                จึงทำให้โอ๊คไม่มีราศีทายาทมหาเศรษฐีอันดับโลกที่ชื่อทักษิณหลงเหลืออยู่เลย

                ผิวหน้าแห้งรัดกะโหลก กร้าน เหลือง เหมือนหนังไก่บ้านย่าง ผอม ซูบ แก้ม, คางรวบหากัน จนดูหัวโตผิดสัดส่วน

                ปากไล้ๆ ลิปมัน แต่ไม่สามารถปกปิดริ้วรอยแห้งเกรียม

                โอ๊คสวมแว่นกันแดดแฟชั่นสีชาสร้างจุดเด่นบนใบหน้า ความใหญ่ของกรอบ ปกปิดผิวพุพองเป็นหย่อมๆ ตามโหนกแก้มได้บ้าง

                แต่การยืนให้สัมภาษณ์กลางแจ้ง จึงเห็นโอ๊คชมดชม้อยตาบ้าง ทำตาโต ตาวาวบ้าง ตวัดสายตาค้อนหวานๆ สลับปะหลับ-ปะเหลือกบ้าง

                สอดรับภาษากายของโอ๊คที่จีบปาก-จีบคอจำนรรจาประกอบกิริยากรีดกราย

                เห็นแล้วอึ้ง ทึ่ง แปลกใจ คิดไม่ถึง ในกิริยาอาการที่เรียกว่า

                โอ๊ค "จริตจะก้าน" ไม่ปานหญิง!?

                ก่อนๆ ไม่เป็นแบบนี้ แต่ที่เห็นเมื่อวาน "โอ๊คเปลี๊ยนไป" ถึงขั้นต้องบอกว่า "เป็นเอามาก"

                ท่านที่ดูข่าว เห็นต่างจากที่ผมตั้งข้อสังเกตนี้มั้ย?

                ครับ...ก็ห่วง

                ในความเป็นลูกชายคนเดียวของครอบครัวชินวัตร เรื่องคดีน่ะ ผมไม่ห่วง คนเก่งกฎหมายพันรอบเอวถึงเข่าอยู่แล้ว

                และโอ๊คก็บอก ๒๕ พฤศจิกา.ไปแน่

                แสดงว่ามั่นใจ รายการ "พี่รอแป๊บนะ เดี๋ยวหนูถึง" คง(ไม่)มีให้เสียยี่ห้อชินวัตร รอบ ๒ เป็นแน่?

                ที่ห่วง ก็ตรง "หน่อตระกูลชินวัตร" นี่แหละ เห็นสารรูปพานทองแท้ หมองยิ่งกว่าพานทองแดง และทีท่า "กู่ไม่กลับ" แบบนี้

                พ่ออาจเศร้าใจยิ่งกว่าไม่ได้กลับบ้านซะอีก ดีไม่ดีตรอมใจ โทษกรรม-โทษเวร ส่งไปเลย

                ทั้งที่ไม่มีเวร-ไม่มีกรรมที่ไหนทำ มีแต่พ่อ-แม่ทำ

                กับโอ๊คทำเอง!

                โอ๊คบอก จะไปทำบุญ เพื่อความเป็นสิริมงคล

                ผมขอแนะ ทำบุญกับตัวเองดีกว่า...โอ๊ค

                ทำบุญกับคนอื่น ความเป็นสิริมงคลจะเกิดหรือไม่เกิด ก็ยังไม่รู้

                ทำกับตัวเอง ทำให้มากๆ เข้าไว้ รับประกัน ความเป็นสิริมงคลเกิดกับตัวเองแน่นอน

                ทำบุญกับตัวเองทำอย่างไรให้ได้บุญทันตาเห็น มีหลายอย่าง หลายวิธี

                พูดในภาพรวม แค่ไม่ทำบาป บุญก็เกิดแล้ว แค่ไม่ทำสิ่งชั่ว สิ่งดี...สิ่งเป็นมงคล ก็เกิดแล้ว

                ครั้งที่พระพุทธองค์ทรงเริ่มเผยแผ่พระศาสนา ทรงวางหลักการปฏิบัติตามคำสอนไว้ ๓ ประการ คือ

      ๑.สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง

                ไม่ทำความชั่วทุกอย่าง หมายถึง การไม่ประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ คือไม่ทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น

      ๒.กุสะลัสสูปสัมปะทา

                ทำแต่ความดี หมายถึง การประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ คือทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความสุข ความเจริญ แก่ตนเองและผู้อื่น

      ๓.สะจิตตะปะริโยทะปะนัง

                ทำใจให้ผ่องใส หมายถึง การอบรมจิตใจของตนเองให้บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คือ ความโลภ ความโกรธ ความหลง

                รวมเรียกว่า โอวาทปาติโมกข์-(วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์)

                นี่แหละ...โอ๊ค ของแท้ ไม่ต้องไปเสียเงิน-เสียทองปล่อยนก ปล่อยปลา หรือสร้างวัด-สร้างวาที่ไหนหรอก

                สร้างตัวเองก่อนนี่แหละ ประเสริฐสุด เป็นบุญสุด บุญทั้งตัวเอง ทั้งตระกูล และจะเป็นอานิสงส์เป็นใบบุญถึงพ่อ ถึงอาปูด้วยซ้ำ

                ที่พูดทั้งหมดนี้ ด้วยปรารถนาดีกับโอ๊คจากใจ เพราะอะไร พูดก็พูดเถอะ เพราะคุณพ่อของโอ๊ค เคยปรารภเรื่องโอ๊คกับผม ๒๐ กว่าปีมาแล้ว

                ท่านห่วงในสิ่งที่โอ๊คทำมาก.......

                ผมเข้าใจในความเป็นพ่อคน-แม่คน ว่ามีความรู้สึกและมีความมุ่งหวังจากลูกแค่ไหน?

                ลูกดี มีค่าเหนือเงินทองแสนล้าน

                โอ๊คไม่มีลูก โอ๊คคงไม่เข้าใจ แต่ทักษิณมีลูกชายชื่อโอ๊ค ทักษิณจึงเข้าใจ

                เมื่อเข้าใจ ลึกลงไปในหัวใจ เจ็บไหนจะเท่าใจเจ็บของพ่อ!

                ไอ้ที่ห้อมหน้า-ห้อมหลัง เปิดประตูรถที โค้งที นายน้อยครับ..ท่านครับ นั่นน่ะ หมดเงิน-หมดบารมีเมื่อไหร่ จะมีแต่คนถุยใส่หน้า

                "ไอ้ขี้ยา กูไม่รู้จัก"!

                ใครๆ ก็อยากได้เงิน ที่เหนื่อยยาก ที่ตะกายผิด-ตะกายถูกกันอยู่ทุกวันนี้ สิ่งเดียวที่ปรารถนา คือเงิน

                เขาพูดกันว่า "เงินคือแก้วสารพัดนึก"

                ใช่...

                เงินบันดาลได้ทั้งความดี, ความเลว เงินบันดาลได้ทั้งความจริงใจและเสแสร้ง

                คนมีเงินมากๆ จะหามิตรสหายที่จริงใจได้ยาก ที่มี...ก็ไม่รู้แน่ว่า จริงใจต่อเรา หรือจริงใจต่อเงินเรา

                สังเกตมั้ย ตอนยากจน มีเสื้อเดียว ผลัดกันใส่คนละวันได้ มีปลาทูตัวเดียว แบ่งกันกินคนละซีกได้

                แต่พอรวยเป็นมหาเศรษฐี มีมั้ย ที่รวยแสนล้าน จะแบ่งให้เพื่อนห้าหมื่นล้าน

                ฉะนั้น เงินมันน่ากลัว สำหรับคนไม่มีสติ

                แต่สำหรับคนมีสติ เงินไม่น่ากลัว เงินจะเป็นปัจจัยเสริมความดีถึงขั้น" บารมี ๓๐ ทัศ" นั่นเลย

                อย่างน้อยก็ในชั้น "ทานบารมี" คือการให้ในสิ่งอันควรให้ การซื้อยาหรือการจัดปาร์ตี้มีสาวเอ็น ไม่เป็นการให้ในสิ่งควรให้ ไม่นับเป็น "ทานบารมี"

                เงินไม่ชั่ว แต่การใช้เงินขาดสติ พาชั่ว พาทั้งตัว ทั้งตระกูลตกต่ำ อาจถึงขั้นพินาศ

                ใครที่รวยๆ ก็อย่านึกเชียวนะว่า "ชาตินี้ปิดประตูจน"

                เห็นมั้ยล่ะ บริษัทนำเที่ยว "โทมัส คุก" เก่าแก่ที่สุดของโลก ร่วม ๒๐๐ ปี รายได้ปีละเป็นแสนๆ ล้าน

                วานซืน "ล้มละลาย" ไปแล้ว!

                ฉะนั้น มีเงิน ถ้าขาดสติ โอกาสฉิบหายมีมาก

                ตรงกันข้าม ไม่มีเงิน แต่มีสติ โอกาสรวยมีมาก

                พูดถึงเงิน...........

                น้ำท่วมที่อุบลฯ ในภาพรวม "ลดแล้ว" แต่ในภาพย่อ บางแห่งยังท่วมขังชนิดรอระบาย

                เมื่อเงินสด ๔๐๐ ล้าน จากคนบริจาคให้บิณฑ์แจกจ่ายชาวบ้านน้ำท่วมรายละ ๕,๐๐๐ บาท

                ข่าวคราวสิ่งของและความช่วยเหลืออย่างอื่น ดูจืดจางไปเลย

                เพราะทั้งข่าว-ทั้งคน ต่างพุ่งความสนใจไปเรื่อง "เงินแจก" เป็นหลักใหญ่

                แต่อยากบอกว่า "ทหาร-จิตอาสา" ยังอยู่ติดพื้นที่ที่ชาวบ้านเดือดร้อน ๒๔ ชั่วโมงเหมือนเดิม

                เมื่อวาน (๒๖ ก.ย.) พ.ท.นพ.ภาคย์ โลหารชุน นำหน่วยแพทย์ลงพื้นที่

                เจอกับบัวขาว "ร.ต.สมบัติ บัญชาเมฆ" ที่ลงพื้นที่เหมือนกัน เมื่อเจอ ต่างโผเข้ากอดกัน

                ในโลกนี้ บางเรื่อง ต้องพูดกันมาก กว่าจะเข้าใจ

                แต่บางเรื่อง คำเดียวก็ไม่ต้องเอ่ย

                แค่เห็น.....

                ทั้งโลก ก็เข้าใจ

                จบดีกว่า..เนอะ!. 

นายกฯถกเลขาฯยูเอ็นไทยพร้อมมีบทบาทอย่างเข้มแข็งแก้ไขประเด็นท้าทายสำคัญ

    
 

นายกรัฐมนตรีชื่นชมบทบาทของเลขาธิการสหประชาชาติที่พยายามผลักดันการปฏิรูปองค์กรในด้านต่างๆ เพื่อพัฒนาการทำงานของสหประชาชาติให้มีประสิทธิภาพ และเกิดผลลัพธ์อย่างเป็นรูปธรรมเพื่อประโยชน์ของประชาชนในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ด้านการพัฒนา การบริหารจัดการองค์กร ตลอดจนการเสริมสร้างสันติภาพและความมั่นคง ประเทศไทยพร้อมสนับสนุนการดำเนินนโยบายเพื่อการปฏิรูปดังกล่าว เพื่อช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันการพัฒนาสหประชาชาติ ทั้งนี้ ไทยพร้อมมีบทบาทที่เข้มแข็งอย่างต่อเนื่องในประเด็นท้าทายที่ไทยให้ความสำคัญ อาทิ การพัฒนาที่ยั่งยืน การสาธารณสุข และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพร้อมแสดงบทบาทในการเป็นสมาชิก Ecosoc ในปีหน้า
 
เลขาธิการสหประชาชาติขอบคุณบทบาทที่ชัดเจนของไทยในเวทีระหว่างประเทศ ทั้งในระดับภูมิภาค และระดับโลก ทั้งนี้ ชื่นชมไทยในฐานะประธานอาเซียนที่ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความยั่งยืนเช่นเดียวกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ
 
นายกรัฐมนตรี ยืนยันแนวทางของไทยในการส่งเสริมให้อาเซียน เป็นประชาคมที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง และพร้อมขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน 2573 (ค.ศ. 2030) ซึ่งไทยมีแนวทางการดำเนินงานด้านการพัฒนาตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีย้ำว่าการแก้ปัญหาในโลกไม่มีประเทศใดทำได้ลำพัง ต้องมีความร่วมมือกัน ไม่ใช่เพียงแต่ทวิภาคี แต่ต้องดำเนินการแบบไตรภาคีและพหุภาคีด้วย

จากนั้นเวลา 12.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น นายกรัฐมนตรีและภริยา พร้อมด้วยคณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานนานาชาติจอห์น เอฟ. เคนเนดี นครนิวยอร์ก เพื่อเดินทางกลับประเทศไทย และจะเดินทางถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิในวันศุกร์ที่ 27 กันยายน เวลา 21.55 น.

วิปสองฝ่ายเคาะกรอบเวลาอภิปรายพ.ร.บ.งบฯ10ต.ค.นี้คาดให้เวลาถก2-3วัน

    
 

เมื่อถามถึงกรณีในหลายจังหวัดที่จะมีการเลือกตั้งซ่อม พรรคชาติพัฒนา (ชพน.) จะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งหรือไม่ นายเทวัญ กล่าวว่า ขอรอดูก่อนว่าพื้นที่นั้นพรรคเคยส่งผู้สมัครหรือไม่ หากเคยส่งก็ต้องมีการหารือกันในพรรคร่วมรัฐบาล เพราะเป็นเรื่องของมารยาท แต่ตนไม่แน่ใจว่าจะมีผลต่อคะแนนปาร์ตี้ลิสต์หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ไม่มีใครพูดคุยเรื่องนี้ เพราะทุกคนกำลังมีสมาธิกับการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ
หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา กล่าวถึงเหตุผลที่แท้จริงของการลาออกจากพรรค ชพน. ของนายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษาและนายชนภัทท์ จันทรุเบกษา บุตรชาย รวมถึงสมาชิกบางส่วน ว่า นายชลิตรัตน์ อยู่กับพรรคมานาน ซึ่งได้พูดมานานแล้วว่าอยากไปทำธุรกิจการบินที่ จ.ร้อยเอ็ด เพราะทิ้งมานานแล้วจึงอยากกลับไปดูแล้ว ตนยังอวยพรขอให้ธุรกิจประสบความสำเร็จ ยังบอกเลยว่าถ้าธุรกิจดีแล้วจะได้มาช่วยการเมืองต่อ
"ยืนยันว่าการออกจากพรรคของนายชลิตรัตน์และสมาชิกบางส่วนไม่ได้มีการโกรธกัน ผมยังบอกขอให้โชคดี ให้ลองไปทำธุรกิจดูสักพักหนึ่ง แล้วค่อยกลับมาช่วยกัน ส่วนนายชนภัทท์ ที่ผ่านมาช่วยผมทำงานมาโดยตลอด แต่เขาอาจจะอยากไปช่วยบิดาทำงานมากกว่า ไม่เป็นไร ซึ่งนายชลิตรัตน์ ก็พูดว่าไม่ได้ไปไหน คงเป็นห่วงว่าหากไปทำธุรกิจส่วนตัวอาจจะเกิดปัญหาทับซ้อนจึงลาออกก่อน"นายเทวัญ กล่าว

 ///

เฮ!คนไทยจะหลุดพ้นจากเผด็จการทรราชย์'ปิยบุตร'เปิดตัวหนังสือ'การเมืองแห่งความหวัง'

    
 

เมื่อครั้งอยู่ในแวดวงวิชาการ ผมพยายามบังคับตนเองให้มีผลงานหนังสือออกมาให้ได้อย่างน้อยปีละ 1 เล่ม ผมได้วางโครงการการเขียนหนังสือไว้ทุก 5 ปี จะมีงานอะไรออกมาบ้าง
ก่อนเข้าสู่แวดวงการเมือง ผมตั้งใจจะออกหนังสือเป็น Series รวม 3 เล่ม ได้แก่
1. รัฐธรรมนูญ
เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ข้อความคิด อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ และการเปลี่ยนผ่านรัฐธรรมนูญ
2. ศาลรัฐประหาร
เกี่ยวกับบทบาททางการเมืองของศาล และความสัมพันธ์ของศาลกับรัฐประหารและเผด็จการ
3. รัฐประหาร
เกี่ยวกับข้อความคิดเรื่องรัฐประหาร ตั้งแต่รากศัพท์ ความเป็นมา ประวัติศาสตร์ เทคนิควิธี ผลทางกฎหมาย และระบอบเผด็จการ
ปรากฏว่าผมทำได้เพียงสองเล่ม เล่มแรก ออกมาในปี 2559 เล่มที่สองออกมาในปี 2560 ส่วนเล่มที่สาม มีต้นฉบับเรียงรออยู่ แต่ผมไม่มีเวลาไปปรับปรุงเรียบเรียง และใส่เชิงอรรถให้สมบูรณ์ เนื่องจากตัดสินใจออกจากแวดวงวิชาการเข้าสู่แวดวงการเมืองแทน
ผมยังมีโครงการเขียนหนังสือต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ, ประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญฝรั่งเศส, ปฏิวัติฝรั่งเศส แต่ทั้งหมดนี้ต้องยุติลงไปทั้งหมด อย่างน้อยๆก็เป็นการชั่วคราว จนกว่าผมจะออกจากวงการเมือง
แม้ผมจะเปลี่ยนเส้นทางชีวิต จากอาชีพอาจารย์มหาวิทยาลัย ที่ใช้ทักษะทั้งการอ่าน การพูด การเขียน การฟัง มาเป็นอาชีพนักการเมืองที่ใช้ทักษะการพูดและการฟังมากกว่าการอ่านและการเขียนก็ตาม แต่ผมตั้งใจไว้เสมอว่า จะไม่ทิ้งเรื่องการอ่านและการเขียน
ทุกวันนี้ แม้ผมจะมีเวลาอ่านและเขียนน้อยลงไปมาก แต่ก็พยายามบังคับตนเองให้อ่านหนังสือทุกวัน อย่างน้อยที่สุด 1-2 ชั่วโมงก่อนนอน และบนรถหรือเครื่องบินเวลาเดินทางไปจังหวัดอื่น ในส่วนการเขียนนั้น แม้ผมจะหาเวลานั่งนิ่งๆสักสัปดาห์ละ 1-2 วัน เพื่อเขียนหนังสือ แทบไม่ได้เลย แต่อย่างน้อยที่สุด ผมก็พยายามทดแทนด้วยการเขียนสั้นๆลงเฟสบุ๊ค และการเขียนบทปราศรัย บทอภิปรายของตนเอง ผมตั้งใจไว้ตั้งแต่เริ่มต้นเข้าสู่การเมืองว่า หากเวลายังคงอำนวย ผมจะเตรียม คิด และเขียนบทปราศรัยทางการเมือง และบทอภิปรายในสภา ด้วยตนเองทั้งหมด ซึ่งผ่านมาปีเศษจนถึงปัจจุบัน ผมยังทำได้อยู่
ความตั้งใจที่จะมีหนังสือออกมาปีละเล่ม ผิดพลาดขาดหายไปเมื่อปีที่แล้ว มาปีนี้ หากจะพลาดไปอีก ก็คงรู้สึกผิดไม่มากก็น้อย ในขณะที่ผมไม่มีเวลาในการเขียนหนังสือใหม่ทั้งเล่ม ดังนั้น การนำบทสัมภาษณ์ บทปราศรัย บทอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่ผมเข้าสู่วงการเมือง มารวมเล่มตีพิมพ์ ก็คงเป็นวิธีทดแทนแก้ไขได้อยู่บ้าง
หนังสือชื่อ "การเมืองแห่งความหวัง" นี้ จัดพิมพ์โดยพรรคอนาคตใหม่ รายได้ที่ผมได้รับทั้งหมดจะบริจาคให้กับพรรคอนาคตใหม่
กำหนดวางแผงในวันที่ 5 ตุลาคม 2562 ที่บู๊ทของสำนักพิมพ์มติชน และอีกหลายสำนักพิมพ์
ระหว่างนี้ ขอนำคำนำมาเผยแพร่ให้อ่านกันก่อนครับ
...
คำนำผู้เขียน
การพบกันระหว่างการเมืองและประวัติศาสตร์เป็นประเด็นปัญหาใหญ่ การเมืองกลายเป็นสิ่งที่เรียกว่าทางประวัติศาสตร์ได้ก็เฉพาะในสถานการณ์พิเศษอย่างยิ่ง ซึ่งผมเรียกมันว่า “เหตุการณ์การเมือง” (l’événement politique) กล่าวคือ เหตุการณ์ที่สร้างมาตราส่วนขนาดใหญ่ให้แก่ประชาชนในการไปสู่ความเป็นไปได้แบบใหม่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ... แต่แม้ว่าความเป็นไปได้ในลักษณะดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้น เราก็ต้องรู้จักที่จะทำงานสร้างมาตราส่วนขนาดเล็กลงมา สำนึกทางการเมืองต้องดำรงอยู่ และเรารู้ดีว่าถ้ามันดำรงอยู่ในมาตราส่วนขนาดเล็ก มันจะกลายเป็นมาตราส่วนขนาดใหญ่ตามมาได้นับตั้งแต่ที่เหตุการณ์นั้นถูกยึดกุมและถูกขับเคลื่อนด้วยจำนวนของประชาชนมหาศาล สิ่งที่ผมคิด ก็คือ การเมืองคืนกลับมาเพื่อหล่อเลี้ยงให้ความคิดดำรงอยู่ในสถานการณ์ เพื่อทำการเมืองให้บังเกิดขึ้น ต้องไม่เพียงแค่มีวิสัยทัศน์ที่ผ่านการไตร่ตรองและผ่านการถกเถียงอย่างกว้างขวางในประเด็นที่ว่าสังคมสามารถเป็นแบบใดและต้องเป็นแบบใด แต่ทำการเมืองยังรวมถึงการทดลองความคิดเหล่านี้ วิสัยทัศน์เหล่านี้ ในมาตราส่วนขนาดใดก็ตาม ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ เท่าที่เราสามารถทำมันได้
Alain Badiou, Eloge de la politique, 2017, pp.20-21.
การเมือง มีสองความหมาย นอกจากมีความหมายเกี่ยวกับอำ นาจแล้ว ยังเกี่ยวกับการมีและใช้อำนาจอย่างเป็นธรรม เพื่อไปสู่ความผาสุกและชีวิตที่ดีกว่าเดิม
การทำการเมือง คือ การสร้างความเป็นไปได้
การเปลี่ยนแปลงขนาดใหญ่ การสร้างความเป็นไปได้ในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในชีวิตให้แก่ประชาชน หรือที่ Alain Badiou เรียกว่า “l’événement politique” อาจเกิดได้ยาก
ในช่วงชีวิตหนึ่ง เราอาจไม่เคยได้เห็นมัน
แต่ความเป็นไปได้เช่นว่า ไม่ได้หมายความว่า จะไม่มีวันมาถึง
เมื่อมันยังไม่เกิด เมื่อมันยังมาไม่ถึง หรือแม้กระทั่งเมื่อยังมองแทบไม่เห็นหนทางที่มันจะมาถึง ก็ไม่ได้หมายความว่า เราควรนั่งเฉยๆ และรอให้มันมาถึง
ตรงกันข้าม ยิ่งมันยังมาไม่ถึง ก็ต้องยิ่งลงมือทำ เพื่อให้มันมาถึงสักวัน
การเมือง คือ ความเป็นไปได้
การเมือง คือ การทำให้ประชาชนจำนวนมหาศาลเปล่งศักยภาพของตนเพื่อเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
ไม่มีอะไรที่จะหยุดยั้งการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่าได้ ขอเพียงแต่เราช่วยกันลงมือ
...
ผมตัดสินใจลาออกจากอาจารย์ประจำ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ลาออกจากอาชีพที่ผมรักที่สุดในชีวิต ยุติการบรรยายในห้องเรียน ยุติการควบคุมดูแลการทำ วิทยานิพนธ์ของนักศึกษา เข้าสู่แวดวงการเมือง ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ ก็ด้วยความเชื่อมั่นในความเป็นไปได้ในการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า
ท่ามกลางความมืดมิดของสังคมไทย
ท่ามกลางสถานการณ์เผด็จการมารครองเมือง
ผมยังคงเชื่อมั่นเสมอว่า ความเปลี่ยนแปลงจักต้องมาถึงสักวันหนึ่ง
ขอเพียงแต่มีความหวัง
หล่อเลี้ยงความเป็นขบถไว้ในจิตใจ
มุ่งมั่นทำงานทางความคิดเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดจิตใจของผู้คน
ก้าวเดินอย่างรอบคอบประกอบการประเมินสถานการณ์
หนังสือเล่มนี้ คือ การรวบรวมบทปราศรัยในเวทีต่างๆ บทสัมภาษณ์ และบทอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรของผม โดยเริ่มต้นตั้งแต่วันที่ผมเริ่มต้นชีวิตนักการเมือง ก่อตั้งพรรคอนาคตใหม่ จนถึงการอภิปรายในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 โดยตั้งชื่อหนังสือว่า “การเมืองแห่งความหวัง” ด้วยความหวังว่าประชาชนคนไทยผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศจะตัดสินใจร่วมเดินบนเส้นทางแห่งความหวังนี้ ไปกำหนด “อนาคตใหม่” ด้วยกัน
ผมขอขอบคุณ วิรพา อังกูรทัศนียรัตน์, สังคม จิรชูสกุล, นฤมล กระจ่างดารารัตน์, พรเฉลิม รัตนไตรภพ ที่ช่วยเข็นหนังสือเล่มนี้ออกมาได้สำเร็จ
ผมขอขอบคุณ ธนภรณ์ สาลีผล ที่ช่วยเหลือผมในงานทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ผมเข้าสู่แวดวงการเมือง และยังช่วยถอดเสียงมาเป็นตัวหนังสืออีกด้วย, เชตวัน เตือประโคน ที่เดินทางไปรณรงค์หาเสียงกับผมในหลายพื้นที่ สรุปเนื้อหาการอภิปราย พร้อมๆ กับมีเกร็ดความรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นมาเล่าให้ฟังเสมอ, ศิริโชค เลิศยะโส และตะวัน พงศ์แพทย์ ที่เก็บภาพสวยและทรงพลัง, ศรันย์ สุธรรมดิเรกลาภ ผู้ถอดเสียงออกมาเป็นตัวหนังสือ, วรวุฒิ บุตรมาตร, ศุภชัย เสียงจันทร์, วชิรวิทย์ คงคาลัย, วรยุทธ มูลเสริฐ, คณวัช รอดแก้ว, ธนบรรฎ อิสระดำรงกุล, พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล ที่ตัดสินใจร่วมก่อร่างสร้างอนาคตใหม่ตั้งแต่เริ่มต้น
ผมขอขอบคุณเจ้าหน้าที่พรรค เพื่อน ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ อดีตผู้สมัคร ส.ส. พรรคอนาคตใหม่ ทีมงานจังหวัด และอาสาสมัครของพรรคอนาคตใหม่ ทุกคนมีส่วนร่วมในความสำเร็จเบื้องต้นของพรรคอนาคตใหม่
สุดท้าย ผมขอมอบคำขอบคุณสำหรับ ศรายุทธิ์ ใจหลัก, ชัยธวัช ตุลาธน, ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ที่ตัดสินใจออกจากพื้นที่อันสะดวกสบายของแต่ละคน มาเผชิญหน้ากับอุปสรรคและความยากลำบาก เพื่อสร้าง “อนาคตใหม่” ด้วยกัน
ใน ยัญพิธีเชือดแพะ นวนิยายเลื่องชื่อของมาริโอ บาร์กัส โยซา (Mario Vargas Llosa) มีตอนหนึ่งที่ อูราเนียได้ไปพบกับพ่อของเธอที่ล้มป่วยหนักจากเส้นเลือดในสมองแตก
แกไม่เข้าใจหรอก อูราเนีย มีหลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับยุคสมัยนั้นที่แกมาเข้าใจเอาในภายหลัง ในตอนแรก เรื่องบางอย่างไม่มีวันทำความเข้าใจได้เลย แต่หลังจากฟัง สืบค้น และคิด แกก็เข้าใจได้ว่าคนหลายล้านคนที่ถูกโหมกระหน่ำด้วยโฆษณาชวนเชื่อและขาดข้อมูลข่าวสาร ซ้ำเติมด้วยการปลูกฝังยัดเยียดความคิดความเชื่อและการแยกตัวจากสังคมอื่น ปราศจากจำนงเสรีหรือกระทั่งความสงสัยใคร่รู้ ด้วยเหตุจากความกลัวและความเคยชินในการยอมตนเยี่ยงทาสและประจบสอพลอนั้น สามารถเทิดทูนบูชาตรูฆิโยได้อย่างไร ไม่ใช่แค่กลัวเขาแต่รักเขา เหมือนลูกรักพ่อแม่ผู้ใช้อำนาจเผด็จการได้ในท้ายที่สุด โดยทำให้ตนเองเชื่อว่าการโบยตีนั้นทำไปเพื่อประโยชน์ของตัวพวกเขาเอง แต่สิ่งที่แกไม่เคยเข้าใจก็คือ ชาวโดมินิกันที่ได้รับการศึกษาที่ดีที่สุด ปัญญาชนในประเทศ นักกฎหมาย แพทย์ วิศวกร คนที่จบจากมหาวิทยาลัยดีๆ ในสหรัฐฯ หรือยุโรป คนที่ละเอียดอ่อนได้รับการกล่อมเกลามาอย่างดี มีประสบการณ์ อ่านมาก มีความคิด และน่าจะมีความสำนึกชัดเจนต่อความไร้สาระพวกนี้ คนที่มีความรู้สึกและความละอายแก่ใจ จะยอมให้ตัวเองถูกกดขี่ข่มเหงอย่างป่าเถื่อน (ทุกคนล้วนแล้วแต่โดนกันถ้วนหน้า ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)
สักวันหนึ่ง คนไทยจะหลุดพ้นจากเผด็จการทรราชย์ ...

โฆษกรัฐบาลเผย กิจวัตรประจำวัน ของนายกฯ-อาจารย์น้อง

    
 

 

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 หมวดหมู่ : X-CITE 

 

 

 

 .....................................................................
 
 

7พรรคฝ่ายค้าน พบ ผู้บริหารเนชั่น เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

27 ก.ย. 2562
868 7
7พรรคฝ่ายค้าน พบ ผู้บริหารเนชั่น เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น

แกนนำ7พรรคฝ่ายค้าน พบผู้บริหารและคณะบรรณาธิการสื่อเครือเนชั่น เดินหน้าแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแก้ไขรัฐธรรมนูญ "สุดารัตน์" ลั่นจะปล่อยให้มีรธน. ที่รัฐบาลยังปฏิบัติตามไม่ได้อย่างนั้นหรือ ขณะที่ "ธนาธร" ย้ำไม่เเตะหมวดเกี่ยวข้องสถาบันฯ

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า สำหรับวัตถุประสงค์ในการเดินสายพูดคุยกับสื่อมวลชน และองค์กรภาคต่างๆ เพื่อที่อยากจะให้ทุกภาคส่วนได้ระดมความเห็นที่มีต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งที่ผ่านมาตั้งแต่มีการรัฐประหาร ทำให้เกิดคำถามต่างๆ มากมาย ว่ามีการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปประเทศจริงหรือไม่ และรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพื่อต่อการพัฒนาประเทศและแก้ปัญหาเศรษฐกิจหรือไม่

ขณะที่การร่างรัฐธรรมนูญภายใต้ คสช. จะเห็นได้ว่ามีการเริ่มใช้มาตั้งแต่ปี 60 ตัวนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็ไม่สามารถปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญที่เขียนไว้ได้ จึงมีการใช้ม.44 มายกเว้นไปหลายครั้ง และจะเห็นได้ว่าตั้งแต่เลือกตั้งจนมีรัฐบาล ก็มีการปฏิบัติที่ขัดรัฐธรรมนูญหลายอย่าง หากมองกลับกันคนที่เป็นนายกรัฐมนตรีไม่ใช่พลเอกประยุทธ์ ก็คงจะติดคุกไปแล้วตั้งแต่ 2 เดือนแรก และจะปล่อยให้เป็นแบบนี้ไปตลอดเลยหรือ

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุว่า การเขียนกติกาที่ไม่สามารถกระทำได้จริง รัฐบาลต้องทำผิดรัฐธรรมนูญ จะทำให้เกิดผลเสียตามมาโดยเฉพาะการที่ต่างชาติไม่ให้ความเชื่อถือ ซึ่งก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ และการที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดให้มีกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ ก็จะทำให้เกิดความสับสนในการทำหน้าที่ระหว่างกรรมการยุทธศาสตร์กับสภา 

สิ่งเหล่านี้ก็จะทำให้เกิดความไม่เข้าใจสำหรับต่างชาติ การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ สิ่งสำคัญคือการหาทางปฏิรูปการเมือง เพื่อลดปัญหาความขัดแย้ง และจะไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้นอีกในอนาคตอย่างแน่นอน

ด้าน นายธนาธร กล่าวว่า รัฐธรรมนูญในทิศทางของทุกพรรคมีความต่างกัน ตนมองว่าไม่มีเอกภาพทางความคิด ทุกพรรคมีสิทธิคิดและแสดงความคิดเห็นได้ ส่วนตัวจึงอยากให้เกิดการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน รวมถึงสื่อมวลชน อย่างจริงจัง 

ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการปรับสมดุลระหว่างกัน ว่าการแก้ไขจะกำหนดบทบาทแบบใด หลังจากเปิดสมัยประชุมสภา เรื่องการศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญจะถูกบรรจุอยู่ในวาระแรกๆ เชื่อว่าเมื่อมีการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้น ฉะนั้นก็จะมีความชัดเจนเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญมากขึ้น 

ยืนยัน ว่าที่ผ่านมาพรรคร่วมฝ่ายค้านไม่เคย พูดคุยเรื่องผลประโยชน์จากการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เคยพูดคุยว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะแก้ไขอย่างไรให้ชนะการเลือกตั้ง ทุกคนเห็นตรงกันว่าควรจะแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ และคืนประชาธิปไตยให้กับประชาชน

นายธนาธร ระบุด้วยว่า ฝ่ายค้านต่อให้มีกี่เสียงก็คงแก้รัฐธรรมนูญไม่ได้ ต้องให้เป็นวาระของสังคม สิ่งนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้วหลังปี 40 ที่หลายๆฝ่ายไม่ยอมรับ ส่วนตัวมองว่าไม่ช้าก็เร็ว คิดว่าหลายฝ่ายตอนนี้มองเหมือนกัน ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา และต้องมีการแก้ไข โดยย้ำว่าเคยทำได้มาแล้ว สถานการณ์ในขณะนี้ไม่แตกต่างกับครั้งนั้น ครั้งนี้อาจจะมีปัญหามากกว่าด้วยซ้ำ

อย่างไรก็ตาม หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ยืนยันการแก้ไขรัฐธรรมของฝ่ายค้าน จะไม่มีการแตะต้องในหมวด 1 และ 2 ที่เกี่ยวข้องกับเบื้องสูง

ด้านนาวาอากาศเอกอนุดิษฐ์ กล่าวว่า การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยืนยัน 7 พรรคฝ่ายค้านนำประโยชน์ของประชาชนเป็นหลัก จะเห็นได้ว่าขณะนี้ รัฐบาล บริหารราชการแผ่นดินที่ไม่มีกฎหมายพิเศษเหมือนกับในระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดเงื่อนไขต่างๆ ขึ้น ซึ่งเป็นปัญหาต่อการพัฒนาประเทศ และแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ 

7 พรรคฝ่ายค้านจึงเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญผ่านกระบวนการอภิปรายในสภา ที่ขณะนี้ได้มีการเลื่อนญัตติในการศึกษาการแก้ไขจำนวนขึ้นมาในการเปิดสมัยประชุมสภา และรัฐธรรมนูญในอนาคตก็จะมีที่มาจากประชาชนเพื่อตอบสนองประชาชนจึงเห็นว่าการตั้งสสร.น่าจะเป็นทางออกที่ดีที่สุด

.

ด้านพันตำรวจเอกทวี มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้ประชาชน ได้นายกรัฐมนตรีจากคนที่ ประชาชนไม่ได้เลือก และมูลฉบับนี้นำปัญหาในทุกๆด้านมาผูกไว้ หากมีการร่วมกันหาทางออกในการเขียนกติกาที่ดีปัญหาความขัดแย้งเหมือนเหตุการณ์พฤษภาคม ปี 35 จะไม่เกิดขึ้นอีก

 ...........................................................
 
 

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค การค้า - การเกษตร เปิดดีลขายยางให้อินเดียเพิ่ม

เปิดดีลขายยางให้อินเดียเพิ่ม

27 Sep 2019
 

"จุรินทร์" รุกหนักช่วยชาวสวนยาง เปิดดีลส่งเสริมการขายบนเวทีเปิดสัมนาการค้าเมืองเจนไน-อินเดียใต้ การันตียางพาราไทยได้มาตรฐานโลก ขอช่วยลดภาษีและนำเข้าเพิ่ม

นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า จากที่ได้ไปเปิดสัมมนา โอกาสใหม่ทางธุรกิจของอุตสาหกรรมอย่างระหว่างไทยและอินเดียและกิจกรรมสร้างเครือข่ายธุรกิจโดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ สมาคม All India Rubber Industries Association (AIRIA) และสมาคม Automobile Tyre Manufactures Association (ATMA) ณ เมืองเจนไน ประเทศอินเดียซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของอินเดียมีประชากรกว่า 7 ล้านคน

ทั้งนี้ได้เห็นศักยภาพที่เข้มแข็งทางเศรษฐกิจของรัฐทมิฬนาฑูว่า เป็นรัฐที่สร้างรายได้ทางเศรษฐกิจให้แก่ประเทศอินเดียมากเป็นอันดับ 2 และเป็นแหล่งลงทุนของต่างชาติสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ อีกทั้งเป็นฐานการผลิตสำคัญของอินเดียตามนโยบาย Make in India โดยเฉพาะในด้านอุตสาหกรรมยานยนต์ จนได้ชื่อว่าเป็น “ดีทรอยต์ ออฟ อินเดีย”

 สำหรับอินเดียและไทยมีความสัมพันธ์กันมายาวนาน และรัฐบาลทั้งสองมีนโยบายที่สอดคล้องประสานกัน โดยเฉพาะนโยบาย Act East ของอินเดียกับนโยบาย Look West ของไทย ซึ่งมีส่วนสำคัญในการได้ส่งเสริมความเป็นพันธมิตรหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่งไทยกับอินเดียมีความตกลงการค้าเสรี( FTA) ที่เชื่อมโยงการค้ากับไทย 2 ฉบับได้แก่ FTA ไทย-อินเดีย ซึ่งได้กล่าวถึงเรื่องการลดภาษีนำเข้ายางจากประเทศไทย ซึ่งจะรับไปหารือ และยังมี FTA อาเซียน-อินเดียด้วย ส่งผลให้การค้าระหว่าง 2ภูมิภาคขยายตัวอย่างต่อเนื่อง


ทั้งนี้เห็นควรยกระดับการค้าอาเซียน-อินเดีย เพื่อให้ขยายตัวต่อเนื่อง โดยในปี 2561 การค้าระหว่างอินเดีย-อาเซียน คิดเป็นมูลค่ากว่า 8 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้าถึง 9.8 %นอกจากนั้นยังมี RCEP (ความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค) ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งความสัมพันธ์ทางการค้าที่จะช่วยให้การค้าระหว่างอินเดียกับอาเซียนมีความแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ในโอกาสที่ไทยเป็นประธานอาเซียนและประธานการประชุมรัฐมนตรี RCEP ในปีนี้ เราตั้งเป้าที่จะเจรจาให้บรรลุข้อตกลง RCEP ในสิ้นปีนี้ ซึ่งจะทำให้อาเซียนและอินเดียสามารถเข้าสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีประชากรรวมกันกว่า 3,560 ล้านคนหรือประชากรกว่าครึ่งโลก มีมูลค่าการค้ามากกว่า 10.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 30% ของมูลค่าการค้าของโลกในอนาคต

 

สำหรับสินค้าสำคัญของไทย คือ สินค้าทางการเกษตร เช่นยางพารา ถือว่าเป็นสินค้าที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ เพราะไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกยางพาราสำคัญของโลก และยืนยันว่ายางพาราไทยมีคุณภาพมาตรฐานสากล โดยรัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการพัฒนาคุณภาพสินค้ายางพารา เพื่อสร้างความมั่นใจเรื่องคุณภาพ มาตรฐานให้แก่ผู้ซื้อในต่างประเทศ ซึ่งได้เล็งเห็นว่า อินเดียในฐานะศูนย์กลางอุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์ และไทยในฐานะผู้ผลิตยางพาราสำคัญ จะสามารถร่วมมือกันยกระดับธุรกิจการค้าและการลงทุนในอุตสาหกรรมยางระหว่างกันให้เพิ่มมากขึ้นได้อีกขั้นหนึ่ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ข้อมูลในปี 2561 ไทยมีการส่งออกยางพาราไปอินเดียมูลค่า  5,538 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 8 เดือนแรกปี 2562 มีการส่งออกมูลค่า 2,357 ล้านบาท โดยอินเดียเป็นตลาดส่งออกยางพาราอันดับ 7 ของไทยรองจาก จีน มาเลเซีย ญี่ปุ่นสหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และบราซิล โดยอินเดียเก็บภาษีนำเข้ายางพาราที่อัตรา 25%

 
หน้าแรก / Politics “บิ๊กตู่”ขี้เกียจทะเลาะ“คนรักผมตั้งเยอะแยะ”

“บิ๊กตู่”ขี้เกียจทะเลาะ“คนรักผมตั้งเยอะแยะ”

27 Sep 2019
 

“บิ๊กตู่” เมินม็อบต้านที่นิวยอร์ก”ระบุทำดีถึงประท้วง  บอก "ขี้เกียจทะเลาะ" ซัดกลับคนบงการมีหลักฐานทุกอัน   ยันไม่กลัว “คนรักผมตั้งเยอะแยะ”


วันที่ 27 ก.ย.2562 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์พิเศษกับวีโอเอไทย ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา กรณีมีกลุ่มผู้ประท้วงถือป้ายเรียกร้องประชาธิปไตยระหว่างร่วมประชุมในสหรัฐฯว่า 

“ผมไม่สนใจในเรื่องคำท้วง ถ้ามีการทักท้วงผม แสดงว่าผมทำได้ดี ถ้าผมทำได้ดีเขาประท้วง ถ้าผมทำไม่ดี เขาก็เฉยๆ กับผม ปล่อยให้ผมตายไป ไม่ใช่ แสดงว่าผมต้องทำอะไรดีสักอย่างเขาถึงมาประท้วง แล้วไปดูคนประท้วง คนไทยหรือเปล่า ไม่ใช่ มาจากไหนก็ยังไม่รู้เลย ถามรู้จักประเทศไทยไหม ไม่รู้จัก แต่มาถือป้ายประท้วง ไปว่าคนอยู่เบื้องหลังโน้น เข้าใจหรือเปล่า มีหลักฐานทุกอัน 

ผมขี้เกียจทะเลาะเรื่องนี้นะ จริงๆ ผมไม่ได้ให้ความสนใจ มีคนรายงานผมแล้วว่า มาแล้วจะต้องเจอ ผมไม่กลัว แล้วคนไทยที่มารับผม ทำไมไม่บอกล่ะ คนรักผมตั้งเยอะแยะ

 
หน้าแรก / Politics “บิ๊กป้อม”สุดทน คนไทยไปขายประเทศได้ไง!

“บิ๊กป้อม”สุดทน คนไทยไปขายประเทศได้ไง!

27 Sep 2019
 

“บิ๊กป้อม”สั่งสอบปม “ธนาธร”จ้าง“ล็อบบี้ยิสต์” ลั่นคนไทยไปขายประเทศได้ไง!

วันที่ 27 ก.ย.2562 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณี มีการเผยแพร่เอกสารที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ จ้างล็อบบี้ยิสต์เคลื่อนไหวทางการเมืองกับประเทศไทย ว่า ก็ต้องตรวจสอบดู แต่เขาบอกว่าเขาจ้างล็อบบี้ยิสต์อย่างเดียว แต่ไม่ทำเรื่องนี้ เราก็ต้องสอบสวนดู

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ

ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ
 
เมื่อถามว่า ในด้านความมั่นคงจะกระทบอะไรหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เกี่ยวกับประเทศไทย ก็ต้องกระทบหมด คนไทยจะไปขายประเทศได้ยังไง

เมื่อถามว่า เป็นช่วงเดียวกับที่นายกรัฐมนตรี ปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ”ใช่ ดูแล้วมันไม่ได้ มันไม่น่าจะทำอย่างนั้น แล้วคนที่มาก็ไม่ใช่คนไทย” ส่วนจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไรนั้น ตนยังไม่รู้ต้องให้นักกฎหมายเขาดูก่อน

ส่วนจะมีความเชื่อมโยงกับเอกสารโครงข่ายขบวนการทำลายประเทศหรือไม่ พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อันนั้นไม่เกี่ยวกัน แต่ฝ่ายความมั่นคงก็ต้องติดตามต่อไป

 
หน้าแรก / ตลาดเงิน - ตลาดทุน ฟื้นแนวคิด ทำประกันผู้มีรายได้น้อย

ฟื้นแนวคิด ทำประกันผู้มีรายได้น้อย

27 Sep 2019
อ่าน 156 ครั้ง
 

คลังฟื้นแนวคิด ทำประกันผู้มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการรัฐ

               นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยในงานสัปดาห์ประกันภัย ประจำปี 2562ว่า ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ในการส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนระดับฐานราก ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนกลุ่มดังกล่าวให้ดีขึ้น

               โดยในเบื้องต้น ควรจะมีทั้งการประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุ เนื่องจาก ประชาชนระดับฐานรากยังไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้ ทำให้ไม่มีหลักประกันในชีวิต จึงต้องการให้อุตสาหกรรมประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมดังกล่าว  แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเห็นโครงการดังกล่าวเข้าไปอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อไหร่ เนื่องจากต้องรอแนวทางการศึกษาที่เหมาะสม ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาพิจารณาร่วมกัน


 
 

กำลังดูอยู่ว่าจะต้องมีประกันสุขภาพ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ประกันอุบัติเหตุก็สำคัญ เช่น เกษตรกร หรือประชาชนในชุมชน หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นให้คปภ.ไปศึกษาความเหมาะสมว่าหากจะต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรเป็นรูปแบบใดนายอุตตม กล่าว

               นอกจากนี้ ยังต้องการให้อุตสาหกรรมประกันภัย เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้มากที่สุด และเอามาตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค ตั้งแต่ระดับผู้มีรายได้น้อยไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ให้ได้ เพราะบางครั้งผู้บริโภคอาจไม่ทราบความต้องการของตัวเอง จึงเป็นหน้าที่ของธุรกิจประกันภัยที่จะหานวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่มานำเสนอ

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า เบี้ยประกันภัยรับรวมช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้อยู่ที่ 4.14 แสนล้านบาท แบ่งเป็นประกันชีวิต 2.94 แสนล้านบาท ประกันวินาศภัย 1.19 แสนล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันภัยมีสินทรัพย์รวมถึง 4.26 ล้านล้านบาท ซึ่งสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

               อย่างไรก็ตามคปภ.ได้สนับสนุน ให้บริษัทประกันลงทุนด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อช่วยลดต้นทุนรวมถึงการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการรับเครมและการจ่ายสินไหม ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุน ให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบประกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะทำให้ธุรกิจประกันมีความแข็งแกร่งและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อไป


หน้าแรก / ตลาดเงิน - ตลาดทุน ฟื้นแนวคิด ทำประกันผู้มีรายได้น้อย

ฟื้นแนวคิด ทำประกันผู้มีรายได้น้อย

27 Sep 2019
 
 คลังฟื้นแนวคิด ทำประกันผู้มีรายได้น้อย ผ่านบัตรสวัสดิการรัฐ

               นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเปิดเผยในงานสัปดาห์ประกันภัย ประจำปี 2562ว่า ได้หารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประธุรกิจประกันภัย(คปภ.)ในการส่งเสริมให้บริษัทประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสวัสดิการและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะประชาชนระดับฐานราก ผ่านโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนกลุ่มดังกล่าวให้ดีขึ้น

               โดยในเบื้องต้น ควรจะมีทั้งการประกันสุขภาพ และประกันอุบัติเหตุ เนื่องจาก ประชาชนระดับฐานรากยังไม่สามารถเข้าถึงระบบประกันภัยได้ ทำให้ไม่มีหลักประกันในชีวิต จึงต้องการให้อุตสาหกรรมประกันภัยเข้ามามีส่วนร่วมดังกล่าว  แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะเห็นโครงการดังกล่าวเข้าไปอยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อไหร่ เนื่องจากต้องรอแนวทางการศึกษาที่เหมาะสม ซึ่งทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องเข้ามาพิจารณาร่วมกัน

กำลังดูอยู่ว่าจะต้องมีประกันสุขภาพ เพราะเป็นเรื่องที่สำคัญ แต่ประกันอุบัติเหตุก็สำคัญ เช่น เกษตรกร หรือประชาชนในชุมชน หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นจะเป็นอย่างไร เพราะฉะนั้นให้คปภ.ไปศึกษาความเหมาะสมว่าหากจะต้องมีสิ่งเหล่านี้อยู่ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐควรเป็นรูปแบบใดนายอุตตม กล่าว

               นอกจากนี้ ยังต้องการให้อุตสาหกรรมประกันภัย เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้มากที่สุด และเอามาตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค ตั้งแต่ระดับผู้มีรายได้น้อยไปจนถึงธุรกิจขนาดใหญ่ให้ได้ เพราะบางครั้งผู้บริโภคอาจไม่ทราบความต้องการของตัวเอง จึงเป็นหน้าที่ของธุรกิจประกันภัยที่จะหานวัตกรรมหรือผลิตภัณฑ์ใหม่มานำเสนอ

ด้านนายสุทธิพล ทวีชัยการ เลขาธิการ คปภ. กล่าวว่า เบี้ยประกันภัยรับรวมช่วงครึ่งปีแรกของปีนี้อยู่ที่ 4.14 แสนล้านบาท แบ่งเป็นประกันชีวิต 2.94 แสนล้านบาท ประกันวินาศภัย 1.19 แสนล้านบาท ขณะที่ธุรกิจประกันภัยมีสินทรัพย์รวมถึง 4.26 ล้านล้านบาท ซึ่งสามารถเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้เป็นอย่างดี

               อย่างไรก็ตามคปภ.ได้สนับสนุน ให้บริษัทประกันลงทุนด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เพื่อช่วยลดต้นทุนรวมถึงการให้บริการที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งการรับเครมและการจ่ายสินไหม ขณะเดียวกัน ยังสนับสนุน ให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงระบบประกันได้ง่ายขึ้น ซึ่งเชื่อว่าในอนาคตจะทำให้ธุรกิจประกันมีความแข็งแกร่งและเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ต่อไป

 

ภาษีเจริญ -บางพลัดค่า PM2.5 ยังเกินมาตรฐาน!!!

27 Sep 2019
 

คพ.เผยคุณภาพอากาศในกทม. ค่า PM2.5 ยังเกินมาตรฐาน 2 แห่ง ในเขตภาษีเจริญ –บางพลัด แต่ภาพรวมแนวโน้มลดลง

        นายประลอง ดำรงค์ไทย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) เปิดเผยว่า จากการติดตามตรวจสอบสถานการณ์คุณภาพอากาศประจำวันที่ 27 กันยายน 2562 พบว่าพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล พบปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ตรวจวัดได้ระหว่าง 25-52 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร (มคก./ลบ.ม.) โดยค่า PM2.5 เกินเกณฑ์มาตรฐาน 2 พื้นที่ (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 มคก./ลบ.ม.) คือบริเวณเขตภาษีเจริญ มีค่า 52 มคก./ลบ.ม. และเขตบางพลัด มีค่า 51 มคก./ลบ.ม. โดยทั้ง 2แห่ง คุณภาพอากาศอยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ แต่มีแนวโน้มลดลงจากวันก่อนหน้า เนื่องจากยังคงได้รับอิทธิพลจากความกดอากาศที่ปกคลุมประเทศไทย แต่เริ่มมีกำลังอ่อนลง ทั้งนี้ คาดว่าลักษณะเช่นนี้จะมีจนถึงวันที่ 28 กันยายน 2562 จึงขอความร่วมมือประชาชน  "งดเผาในที่โล่งทุกชนิด" รวมทั้ง  "บำรุงดูแลรักษาเครื่องยนต์ไม่ให้เกิดควันดำ" 

 นายประลอง กล่าวว่า คพ. จะติดตามตรวจสอบและเฝ้าระวังสถานการณ์ฝุ่นละอองอย่างใกล้ชิดและซักซ้อมแผนการจัดการเชิงพื้นที่ในช่วงวิกฤตตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ "การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง" ตามนโยบาย"รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม" (นายวราวุธ ศิลปอาชา) โดยในวันที่ 2 และ 3 ตุลาคม 2562 นี้   คพ. กำหนดให้มีการประชุมร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อซักซ้อมแผนการตอบโต้สถานการณ์เพื่อเตรียมพร้อมรับมือหากสถานการณ์เข้าสู่ช่วงวิกฤต

    

นายประลอง กล่าวอีกว่า สำหรับคุณภาพอากาศในพื้นที่อื่นๆ ได้แก่ พื้นที่ตำบลหน้าพระลาน จ.สระบุรี พบปริมาณฝุ่นละออง PM10 ตรวจวัดได้ที่ 137 มคก./ลบ.ม. มีค่าเกินมาตรฐาน (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 120 มคก./ลบ.ม.) อยู่ในระดับที่มีผลกระทบต่อสุขภาพ สาเหตุ เกิดจากมีฝุ่นสะสม เนื่องจากมีการประกอบกิจการโม่ บด ย่อยหิน เหมืองหิน โรงงานปูนซิเมนต์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง รวมถึงการบรรทุกขนส่งหินตลอดวัน 

 สำหรับพื้นที่ภาคใต้ พบปริมาณฝุ่นละออง PM10 มีค่าระหว่าง 20-35 มคก./ลบ.ม. และ PM2.5 มีค่าระหว่าง มีค่าระหว่าง 8-20 มคก./ลบ.ม. ซึ่งมีแนวโน้มลดลงจากวันก่อนหน้า คุณภาพอากาศอยู่ในระดับดีมาก เนื่องจากทิศทางลมเปลี่ยนแปลง ประกอบกับสถานการณ์จุดความร้อนในภูมิภาคอาเซียนตอนล่างมีแนวโน้มลดลง ทำให้ปัญหาฝุ่นละอองในพื้นที่บรรเทาลง ทั้งนี้เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัวที่อยู่อาศัยในบริเวณที่ฝุ่นละอองเกินมาตรฐานข้างต้น ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้าน     ควรสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็ก

 
หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค การค้า - การเกษตร “ภูฏาน”ชวนไทยลงทุนนิคมอุตฯ

“ภูฏาน”ชวนไทยลงทุนนิคมอุตฯ

27 Sep 2019
 

"วีรศักดิ์” ถกJTC ไทย-ภูฏาน ครั้งแรกรอบ 2 ปี เดินหน้าความร่วมมือเศรษฐกิจทุกสาขา พร้อมดันการค้าสองฝ่ายทะลุ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2564 ชี้โอกาสเอกชนไทยลงทุนท่องเที่ยว โรงแรม-ก่อสร้างนิคมอุตสาหกรรม

 นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้นำคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้า ไทย – ภูฏาน (JTC) ครั้งที่ 3 ระหว่างวันที่ 26 – 27 กันยายน 2562 ณ กรุงทิมพู ประเทศภูฏาน ตามคำเชิญของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐการของภูฏาน โดยการประชุม JTC ครั้งนี้ ได้เน้นการหารือเพื่อกระชับความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และขยายการค้าการลงทุนระหว่างกัน หวังให้มูลค่าการค้าสองฝ่ายเติบโตจาก 40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปัจจุบัน สู่ 50 ล้านดอลาร์สหรัฐ ภายในปี 2564 ตามที่ผู้นำสองฝ่ายตั้งเป้าหมายไว้

                                      วีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล

โดยภูฏานสนใจเรื่องการแปรรูปผลผลิตการเกษตร การพัฒนาสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ หรือสินค้า OGOP (One Gewog One Product) การออกแบบบรรจุภัณฑ์การพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าหัตถกรรม เป็นต้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ไทยเชี่ยวชาญ และยินดีแบ่งปันประสบการณ์ ถ่ายทอดความรู้เชิงวิชาการแก่ภูฏาน

นอกจากนี้ เนื่องจากปีนี้เป็นปีที่ไทยและภูฏานได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 30 ปีได้มีโอกาสเข้าร่วมงานเฉลิมฉลองความสัมพันธ์ที่จัดขึ้นในช่วงที่ไปเยือนพอดี จึงยิ่งเห็นว่าชาวภูฏานมีทัศนคติที่ดีกับคนไทย เริ่มรู้จักสินค้าและบริการของไทยมากขึ้นผ่านการไปท่องเที่ยว และศึกษาในไทย เป็นโอกาสดีที่ทั้งสองประเทศจะกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

ด้านนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เผยว่า ในการประชุม JTC ครั้งนี้ ฝ่ายภูฏานแจ้งว่ารัฐบาลมีนโยบายที่จะขยายเขตนิคมอุตสาหกรรม (industrial estate park) เพื่อดึงดูดการลงทุนในภูฏาน ฝ่ายไทยจึงได้ขอให้ภูฏานแจ้งข้อมูลกฎระเบียบด้านการลงทุน และโครงการส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศให้ฝ่ายไทยทราบ เพื่อที่จะได้ประชาสัมพันธ์ให้แก่นักลงทุนไทยที่สนใจ โดยเฉพาะในสาขาที่ไทยมีศักยภาพ เช่น การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การโรงแรม และการท่องเที่ยว เป็นต้น

ปัจจุบันผู้ประกอบการไทยมีการลงทุนด้านธุรกิจโรงแรมในภูฏานอยู่แล้วหลายราย นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังได้หารือในรายละเอียดของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่จะดำเนินการ และพัฒนาร่วมกันได้ ไม่วาจะเป็นด้านการเกษตร ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้กลไกความร่วมมือด้านการเกษตรที่มีอยู่ ส่งเสริมความร่วมมือทางวิชาการด้านการเกษตรและการประมง โดยภูฏานสนใจส่งออกสินค้าเกษตรที่ตนมีศักยภาพมาไทย เช่น ถั่งเช่า เห็ด ควินัว หน่อไม้ฝรั่ง แอปเปิ้ล ส้ม มันฝรั่ง และน้ำผึ้ง ซึ่งไทยได้ให้ข้อมูลด้านกฎระเบียบมาตรฐานการนำเข้าของไทย เพื่อให้ภูฏานสามารถจัดเตรียมเอกสารข้อมูลการยื่นคำขอนำเข้าได้ถูกต้อง ด้านหัตถกรรม ทั้งสองฝ่ายสามารถใช้บันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ที่มีอยู่ระหว่างศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพระหว่างประเทศของไทยกับกรมอุตสาหกรรมครัวเรือนของภูฏาน แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และความร่วมมือทางวิชาการด้านหัตถกรรมให้มากขึ้น

ฝ่ายไทยยังได้เชิญภูฏานเข้าร่วมจัดนิทรรศการและจำหน่ายงานศิลปหัตถกรรมในงาน Craft Bangkok และงานฝ้ายทอใจที่ศูนย์ส่งเสริมศิลปาชีพฯ มีแผนจัดขึ้นในปี 2563 ด้วย ด้านการท่องเที่ยว ไทยยินดีสนับสนุนความร่วมมือด้านการท่องเที่ยวกับภูฏาน โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและศาสนา ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรด้านการท่องเที่ยว ด้านการบริหารจัดการโรงแรม ธุรกิจท่องเที่ยว ซึ่งปัจจุบันการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ร่วมกับสภาการท่องเที่ยวแห่งภูฏานเป็นกลไกที่ใช้หารือและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกันอยู่

“ภูฏานสนใจเรื่องการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาช่วยในการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานของรัฐและเอกชนผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (ระบบ National single window) โดยเฉพาะข้อมูลการนำเข้า-ส่งออกตลอดจนการพัฒนาผู้ประกอบการให้สามารถทำธุรกิจซื้อขายสินค้าออนไลน์ (พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์) และการขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เพื่อสร้างความแตกต่างและมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า ซึ่งเป็นเรื่องที่กระทรวงพาณิชย์ของไทยมีประสบการณ์ในการพัฒนาระบบ และมีการส่งเสริมผู้ประกอบการในด้านนี้อยู่แล้วจึงยินดีที่ให้การสนับสนุนช่วยเหลือทางวิชาการภูฏานในเรื่องเหล่านี้ โดยขอให้ฝ่ายภูฏานแจ้งความต้องการในรายละเอียดเพื่อที่จะได้วางแนวทางทำกิจกรรมร่วมกันต้อไป

นอกจากนี้ไทยได้เชิญให้ภูฏานประชาสัมพันธ์ให้ผู้ประกอบการเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติที่กระทรวงพาณิชย์ของไทยมีแผนจะจัดขึ้นด้วย อาทิ งาน STYLE (17 – 21 ตุลาคม 2562) งาน Bangkok Gems and Jewelry (กุมภาพันธ์ และกันยายน 2563) และงาน THAIFLEX-Anuga (พฤษภาคม 2563) เป็นต้น ซึ่งจะเป็นโอกาสดีในการนำเสนอสินค้าศักยภาพของภูฏานให้เป็นที่รู้จักแก่ชาวไทยและต่างประเทศที่มาร่วมงาน

สำหรับภูฏานเป็นคู่ค้าลำดับที่ 7 ของไทยในเอเชียใต้ รองจากอินเดีย ปากีสถาน บังกลาเทศ ศรีลังกา มัลดีฟส์ และเนปาล โดยในปี 2561 การค้าสองฝ่ายมีมูลค่า 39.75 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ โดยไทยส่งออกไปภูฏาน 39.25 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้าจากภูฏาน 0.05 ล้านดอลลาร์สหรัฐ. ในปี 2562 ช่วง 8 เดือนแรก การค้าระหว่างไทยกับภูฏาน มีมูลค่า 28.14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกของไทยไปภูฏาน มูลค่า 28.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้าส่งออกที่สำคัญ อาทิ ผ้าผืน ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลีและอาหารสำเร็จรูป ผ้าทอจากฝ้าย และการนำเข้าของไทยจากภูฏาน มูลค่า 0.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สินค้านำเข้าที่สำคัญ เช่นสินแร่โลหะที่ใช้ในอุตสาหกรรม เครื่องจักรไฟฟ้าและส่วนประกอบ น้ำแร่ และผักและผลไม้


หน้าแรก / Tech ไอที ด่วน!ศาลสั่งถอนประกาศ กทสช.ให้ ทีโอที ส่งรายได้จากการให้บริการ

ด่วน!ศาลสั่งถอนประกาศ กทสช.ให้ ทีโอที ส่งรายได้จากการให้บริการ

27 Sep 2019

   ศาลปกครองกลางพิพากษาเพิกประกาศ กทสช.เรื่องให้ ทีโอที ต้องนำส่งเงินรายได้จากการให้บริการ หลังสิ้นสุดสัมปทาน เป็นรายได้แผ่นดิน ชี้เป็นประกาศที่ไม่เป็นธรรม ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์เพื่อให้ผู้ใช้บริการใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง

 

    วันนี้( 27 ก.ย.) ศาลปกครองกลาง มีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.)  เรื่อง มาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคราวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ฉบับที่2) ลงวันที่ 17 ก.ย.2558 ข้อ4 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้เงินรายได้จากการให้บริการที่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละของส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ให้บริการเคยนำส่งภายใต้สัญญาสัมปทาน ณ วันสุดท้าย ก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ทั้งนี้ ให้มีผลนับแต่วันที่ 21 ก.ย.2558 ที่ประกาศดังกล่าวมีผลบังคับใช้

  คดีนี้ บมจ. ทีโอที  ยื่นฟ้อง กทสช.ต่อศาลปกครองกลาง ว่า กทสช.ออกประกาศ  เรื่องมาตรการคุ้มครองผู้ใช้บริการเป็นการชั่วคาวในกรณีสิ้นสุดการอนุญาต สัมปทาน หรือสัญญาการใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ (ฉบับที่2) ลงวันที่ 17 ก.ย.2558 ข้อ4 เฉพาะในส่วนที่กำหนดให้เงินรายได้จากการให้บริการที่ต้องนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินจะต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าอัตราร้อยละของส่วนแบ่งรายได้ที่ผู้ให้บริการเคยนำส่งภายใต้สัญญาสัมปทาน ณ วันสุดท้าย ก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทาน ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ใช้อำนาจเกินกว่ากฎหมายกำหนด เนื่องจากพ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ พ.ศ. 253 มิได้บัญญัติให้อำนาจกสทช.ในการหารายได้เข้ารัฐแต่อย่างใด

    ส่วนเหตุผลที่ศาลพิพากษาเพิกถอนประกาศ ระบุว่า การกำหนดเงินขั้นต่ำที่จะต้องนำส่ง เป็นรายได้แผ่นดินตามประกาศที่พิพาทเป็นการกำหนดกรอบรายได้ขั้นต่ำแบบเฉพาะเจาะจง ไม่ได้คำนึงถึงรายได้และรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละรอบเดือน ย่อมเป็นการสร้างภาระเกินสมควรแก่ผู้ให้บริการ  ประกอบกับการให้บริการในช่วงระยะเวลาคุ้มครองเป็นการให้บริการชั่วคราวในระหว่างสิ้นสุดระยะเวลาสัมปทาน เพื่อให้ผู้ใช้บริการใช้บริการได้อย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่มุ่งแสวงหากำไร ดังนั้นการที่กสทช. กำหนดให้ผู้ให้บริการต้องนำส่งรายได้ขั้นต่ำโดยใช้หลักเกณฑ์ตามสัญญาสัมปทานเดิม ทั้งที่ข้อเท็จจริงในการให้บริการเปลี่ยนแปลงไปจึงไม่เป็นธรรม นอกจากนี้ในการตรวจสอบรายได้จากการประกอบกิจการในช่วงระยะเวลาคุ้มครองได้กำหนดให้มีคณะทำงานซึ่งประกอบด้วยผู้แทนกระทรวงการคลัง อัยการสูงสุด  ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และผู้แทนกระทรวงไอซีที ทำหน้าที่ตรวจสอบการจัดทำรายงานรายได้จากการให้บริการของผู้ให้บริการอยู่แล้ว ซึ่งถือว่าเป็นกลไกควบคุมตรวจสอบความชอบของรายงาน รายได้ของผู้ให้บริการไว้อย่างชัดเจนเพียงพอแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องกำหนดจำนวนเงินรายได้ขั้นต่ำที่ผู้ให้บริการต้องนำส่ง เป็นรายได้รัฐ แต่อย่างใด เมื่อมาตรการดังกล่าวไม่สอดคล้องกับรายได้ และรายจ่ายที่เกิดขึ้นจริงในแต่ละรอบการประกอบการ จึงไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์ของการออกประกาศดังกล่าว และไม่เป็นธรรม จึงพิพากษาให้เพิกถอน

...................................................
 
27 กันยายน 2562 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน