*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3798
  • จำนวนผู้ชม : 2409419
  • จำนวนผู้โหวต : 522
  • ส่ง msg :
  • โหวต 522 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 1 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 245 , 13:03:59 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         พรรคการเมืองหลายพรรคที่จะส่งตัวแทนพรรคลงสนามเลือกตั้งตามเขตต่างๆ ทั้งที่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลหรือพรรคร่วมฝ่าย

ค้าน ต่างก็ไม่เกรงใจกันแล้ว แต่หากเห็นว่าผู้ที่ผิดหวังในคราวที่แล้ว แต่มีคะแนนไล่เรี่ยกับผู้ที่ถูกใบเหลืองใบแดงที่ต้องหลุดวงโคจร

ออกไป ก็ไม่รั้งรอต่อไปอีกแล้ว นอกจากนั้น ผู้ที่รู้กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นอย่างดีก็บอกว่า การเลือกตั้งซ่อมในครั้งนี้ อาจถึงกับทำให้

เปลี่ยนรัฐบาลเลยทีเดียว

         เช้าวันนี้ ตรงกับวันชาติครบรอบ 70 ปีของจีน แล้วจีนก็จัดพิธีสวนสนามโชว์แสนยานุภาพของตน ให้ชาวโลกต้องตะลึงไปตาม

กัน

 

 

 

๗ พรรคค้าน 'คว่ำกระดานเล่น'

    
 

         "คุณประวิตรมีอำนาจอะไรมาเรียกผมไป...ผมพร้อม เขากล้าเจอผมหรือเปล่า"?

 

                อื้อฮือ....

                ถ้าไม่รู้มาก่อนว่าใครพูด ต้องเข้าใจว่าเป็นพวกกุ๊ยแบะท่านักเลง

                แต่บังเอิญได้ยินกะหู-ดูจากข่าว ว่าไม่ใช่กุ๊ย

                แต่เป็นผู้มีการศึกษาสูง นามว่า "ท่านธนาธร" หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ใครต่อใครตั้งให้เป็น "นายกฯ โซเชียล"

                ท่านพูดอย่างนั้นผ่านนักข่าว ที่ถามสมมุติ ถ้าถูกเชิญตัวไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องล็อบบี้ยิสต์?

                ก็เอาเถอะ เมื่ออยากทราบพลเอกประวิตรมีอำนาจอะไร ผมจะช่วยกราบเรียนให้ท่านนายกฯ โซเชียลทราบคร่าวๆ

                ในทางราชการ ฝ่ายบริหารบ้านเมือง........

                พลเอกประวิตร เป็นรองนายกรัฐมนตรี ได้รับมอบหมายดูแลด้านความมั่นคง

                ดังนั้น พลเอกประวิตร "มีอำนาจ" ตามกฎหมาย ที่จะสั่งให้เรียกท่านธนาธรไปสอบถามได้

                ในกรณีมีข้อสงสัยที่ต้องการได้รับคำตอบที่เป็นประโยชน์ทั้งราชการงานเมืองและทั้งตัวท่านธนาธรเอง

                ในความเป็นบุคคล........

                พลเอกประวิตร เกิดปี พ.ศ.๒๔๘๘ อายุตอนนี้ก็ ๗๔ ปี

                ส่วนท่านธนาธร เกิดปี พ.ศ.๒๕๒๑ ตอนนี้อายุ ๔๑ ปี

                ดูตามวัยแล้ว พลเอกประวิตร นับเนื่องรุ่นพ่อ-รุ่นแม่ท่านธนาธร

                คนไทยนั้น ถึงจะมีการศึกษาหรือไม่มี แต่ด้วยเชื้อไขแห่งชาติสกุลไทย

                คนไทย โดยสายเลือด จะเป็นคนมีสัมมาคารวะ ในการแสดงออก ระหว่างผู้น้อยกับผู้ใหญ่

                แต่ฟังประโยคคำพูดธนาธร ไม่น่าเป็นแบบอย่างที่ดีของคนรุ่นใหม่เลย

                "ผมพร้อม เขากล้าเจอผมหรือเปล่า"?

                คำพูดแบบนี้ มันแสดงถึงการท้าทายว่า ร่างกายท่านธนาธรอยากปะทะ!

                พลเอกประวิตร ท่าน ๗๔

                "นางสมพร" มารดาท่านธนาธร แค่ ๖๗-๖๘ ปี

                ท่านธนาธร ๔๑

                เช่นนี้แล้ว ด้วยสัมมาคารวะแห่งคนมีชาติสกุล การแสดงออกทาง "กาย-วาจา" ควรต้อง "รู้จักรุ่น-รู้จักอาวุโส"

                ถ้าปะทะ พลเอกประวิตร สู้ท่านนายกฯ โซเชียลไม่ไหวหรอก

                ไม่เชื่อถามช่อสิ?

                ส่วนทางใจ นั่น...ไม่เกี่ยวมรรยาท แต่เกี่ยวกับอุปนิสัยสันดานและการอบรมสั่งสอน

                ดังนั้น ถ้าท่านธนาธรจะด่าหรือจะแช่งพลเอกประวิตรงุบงิบในใจ เชิญตามสบาย

                เหตุที่ให้เน้นภาษากายและวาจานั้น มิใช่เพื่อให้เกียรติกับ "ผู้อาวุโส" อย่างเดียว

                หากแต่การรู้แห่งวัยตน และการแสดงออกให้เหมาะสมกับวัยตน มันเป็นการให้เกียรติทั้งตัวเองและทั้งชาติสกุลแห่งตนด้วย

                วางตำแหน่งตัวเองเป็น "พ่อของฟ้า" ควรเป็นพ่อมีสกุลรุนชาติด้วย อย่างที่แสดงออก ประเภท "พ่อหัวร้อน" เอะอะท้าตี-ท้าต่อย

                แบบนั้น สถุล!

                เรื่องการสืบสาวเอกสารลับ/แจ้งทั้งหลาย ไม่ว่าใครที่แอบไปจ้างวานพวกบริษัทล็อบบี้ยิสต์ หรือขบวนการครองโลกให้ทำอะไรๆ ทางบ่อนทำลายประเทศไทย รัฐบาล กระทั่งสถาบัน นั้น

                มันมี และมีมาตลอด!   

                ไม่ต้องไปจ้างถึงสหรัฐฯ-ยุโรปหรอก ข้อมูลลึกๆ ลับๆ ของเมืองไทย มากต่อมาก มันไปจากเมืองไทย โดยพวกสถานทูตมันซื้อ "คนไทย-คนใน" นี่แหละ ขายความลับให้พวกเขา

                แล้วสถานทูตนั่นแหละ รายงานเป็น "บันทึกรายวัน" ส่งไปถึงกระทรวงการต่างประเทศของเขาอีกทอด

                ๕๐ ปี เขาโละเอกสารเก่าๆ ทิ้งที ผมยังได้มาเป็นปึก อ่านออกบ้าง ไม่ออกบ้าง

                แต่ปะติด-ปะต่อได้ว่า สหรัฐฯ เข้ามาเชิดหลังฉากตั้งแต่ก่อน ๒๔๗๕ ด้วยซ้ำ

                ฉะนั้น กรณีว่าใครไปจ้างม็อบต่างชาติแปลงเป็นคนไทยไปด่านายกฯ ประยุทธ์ที่นิวยอร์กก็ดี

                ที่ท่านนายกฯ โซเชียลไปเซ็นจ้างบริษัทล็อบบี้ยิสต์ในสหรัฐฯ อ้างว่า ให้ช่วยประสานการเข้าพบคนนั้น-คนนี้ก็ดี

                เนื้อแท้-เนื้อใน มันคืออะไร?

                ด้วยสถานะพลเอกประวิตร ถ้าท่านอยากรู้ ไม่ต้องเชิญลูกแม่สมพรไปถามหรอก

                ด้วยนโยบายที่เปลี่ยนไปของสหรัฐฯ ต่อไทยขณะนี้ ยกหูไป "ต้นทาง" แกร๊กเดียว รู้จริงทะลุดาก โดยไม่ต้องเสียเวลานั่งฟังคนโกหก!

                ใช่.....
                วันนี้ แนวรบด้านตะวันออกเฉียงเหนือ "ที่ไทย" ของสหรัฐฯ มันเปลี่ยนไปแล้ว

                ๑๕ ปีก่อน สหรัฐฯ เล่นไพ่ อม "ทักษิณ" เป็นสเปโตให้ตระกูลบุชมาตลอด

                กระทั่งเหตุการณ์ ปี ๕๒-๕๓ ปฏิบัติการแดงทั้งแผ่นดิน จนถึง ปี ๕๗ สหรัฐฯ ก็ยังอมทักษิณ

                และทั้งคั่ว-ทั้งอม "ยิ่งลักษณ์!" เสริมสเปโต กะน็อกมืดประเทศไทย!

                ที่น็อกไม่ได้ซักที เพราะอะไรน่ะหรือ?             

                เพราะถึงนโยบายการเมืองระหว่างประเทศเปลี่ยนตามยุคสมัย แต่นโยบายทางการทหาร ระหว่างกองทัพกับกองทัพ

                "ไทย-สหรัฐฯ" เป็นแกนในมั่นคง!

                พูดกันจริงๆ ประชาธิปไตย-เผด็จการ มันหน้ากากสวมหลอกเด็ก อำนาจ "เป็น-ตาย" จริงๆ อยู่ที่กองทัพ

                การเมือง เรื่องผลประโยชน์ นักการเมืองก็เล่นไป แต่การประเทศ เรื่องความมั่นคง

                "ทหาร-กองทัพ" เขาไม่ยอมให้นักการเมืองเล่น ในประเด็นที่กองทัพ "ไม่เอาด้วย"

                เนี่ย......

                ที่เราเห็นว่าบ้านเมืองเราวิกฤติถึงขั้นจะเสียเมืองได้ง่ายๆ แต่กลับไม่เสีย ไม่มีอำนาจไหนเข้ามาแทรกแซง

                นั่นเพราะกองทัพ "สหรัฐฯ-ไทย" เป็นแกนประสานความเข้าใจ ประเทศชาติจึงไม่พังจากพวกการเมืองซน

                ก็ต้องบอกว่า ขณะนี้ ทั้งการเมืองและการทหารระหว่างไทย-สหรัฐฯ

                ปึ้กมาก!

                โดยเฉพาะ "การทหาร" ทั้งสองฝ่าย ฉะนั้น ก็อยากจะบอกว่าที่ไอ้ตี๋ซ่าเที่ยวไปชักน้ำเข้าลึก-ชักศึกเข้าบ้าน นั่นน่ะ

                ที่มึงไปทำอะไร-ต่อมิอะไร ทั้งลับ-ทั้งแจ้ง ทั้งจุ๊กจิ๊กส่วนตัวกันเอง และทั้งไปจุกจิกกะเขา

                ทำไปท้าดีไปเหอะ เดี๋ยวเขาเอาเทปมาฉายให้ดู แล้วจะร้อง ไอ๊หย่า...มันไอโออั้วนี่หว่า!

                จะบอกท่านนายกฯ โซเชียลและขบวนการแดงทั้งแผ่นดินเอาบุญ

                สหรัฐฯ เลิกเล่นไพ่รัมมี่นานแล้ว ฉีกสเปโตทักษิณ-ยิ่งลักษณ์ลงชักโครกไปแล้ว

                ตอนนี้ ลงขันเป็นเจ้ามือป๊อกเด้ง "ได้-เสีย" กินด้วยกันในอาเซียน!

                ดังนั้น ๗ พรรคฝ่ายค้าน คอยจับผิดนายกฯ วันละเรื่องแล้วเดินสายด่าประจาน ๘ ทิศ ก็ทำไป

                ใกล้จะมีเลือกตั้งท้องถิ่นแล้วนี่.........

                เขย่าขวดพรรคกันนอนก้นไปเรื่อยๆ ปูทางส่งคนกินหัวเมืองเล็ก-หัวเมืองน้อย เป็นวิสัยที่ทำได้

                แต่ขอบอก การลามปามฝังเชื้อให้แยกประเทศ อย่างที่นังอาจารย์อะไรนั่น ไปขึ้นเวที ๗ พรรคค้าน

                ปลุกระดม ยุยงให้คน ๓ จังหวัดใต้ แก้รัฐธรรมนูญมาตรา ๑ ที่ว่าประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

                แต่นังอาจารย์คนนั้น ยุยงให้แก้!

                ขอบอกว่า "อย่าปลุกระดม" อย่างนี้เป็นอันขาด และการที่ ๗ พรรคค้าน เลยเถิดขนาดนี้ ไม่เป็นผลดีกับตัวเองเลย

                อะไรก็ตาม "ย้ำพูด-ย้ำทำ" บ่อยๆ สื่อนำเป็นเชื้อไปพูดจาขยายความเรื่อยๆ

                คนฟังบ่อยๆ ก็เหมือนน้ำหยดลงหินบ่อยๆ

                คำพูดปลุกเร้าให้คนแยกชาติ-แยกแผ่นดินนั้น ก็จะค่อยซึมฝังเข้าไปในห้วงรู้สึก-นึก-คิดเป็น "จิตผนึก" ในที่สุด

                ต้องการปลุกให้ประชาชนลงถนน!

                ใช่....

                นี่คือสิ่งที่ ๗ พรรคค้านต้องการ ต้องการใช้ประชาชนที่ลงถนนเป็นเงื่อนไขสู่การใช้อำนาจรัฐ

                เขาต้องเป็นเชื้อล่อให้กองกำลัง "ตำรวจ-ทหาร" ออกมา เสริมคำว่า

                นี่ไง...รัฐบาลทหาร รัฐบาลประชาธิปไตยซ่อนรูปเผด็จการ ส่งกองกำลังเข้าปราบประชาชน

                เขาต้องทำทุกทางให้ประชาชนลงถนน เพราะเป็นทาง "รอดตาย" ทางเดียวที่เหลืออยู่ของระบอบทักษิณ

                ที่จะ ใช้เป็นเงื่อนไขนำสู่การล้มรัฐบาลประยุทธ์

                ถ้าแก้รัฐธรรมนูญ "เขียนใหม่" ทั้งฉบับไม่ได้

                ชาตินี้ ทั้งชาติ..........

                ทั้งยิ่งลักษณ์-ทักษิณ ทั้งสมุนที่หนีคุกและจะทยอยหนีตามไปอีกเรื่อยๆ ก็จะต้องหนีไปตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสกลับมาตายบ้าน

                ในทางเดียวกัน ถ้าไม่ล้มรัฐบาลนี้ และไม่ไล่พลเอกประยุทธ์ออกไป

                ๗ พรรคค้าน ก็ไม่รู้ชาติไหน จะได้เป็นรัฐบาล!?

 

อุตุฯเตือนเหนือ กลาง ตะวันออก มีฝนเพิ่ม แถมหมอกในตอนเช้าขับรถให้ระวัง!

    
 

 

อนึ่ง พายุระดับ 5 (ไต้ฝุ่น) “มิแทก” บริเวณด้านตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไต้หวัน กำลังเคลื่อนตัวทางทิศเหนือ คาดว่าจะเคลื่อนเข้าประเทศเกาหลีและญี่ปุ่นในช่วงวันที่ 2-3 ต.ค. 62 สำหรับผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณดังกล่าวขอให้ตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วย โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อประเทศไทย

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 30 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 26-28 องศาเซลเซียส.

 

อัยการสั่งไม่ฟ้อง'ธนาธร'กับพวกไลฟ์สดวิจารณ์พลังดูด คสช.

    
 

1 ต.ค.62-   ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ถ.รัชดาภิเษก นายกฤษฎางค์ นุตจรัส ทนายความของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เดินทางมารับฟังคำสั่งคดีจากพนักงานอัยการ ในคดีที่ นายธนาธร, นายไกลก้อง ไวทยการ นายทะเบียนพรรค และ น.ส.จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ กรรมการบริหารพรรค ตกเป็นผู้ต้องหาในข้อหาร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 (แก้ไขฉบับที่ 2 พ.ศ.2560) มาตรา 14 (2) ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จากกรณีผู้ต้องหาร่วมกันจัดรายการ “คืนวันศุกร์ให้ประชาชน” ผ่านเฟซบุ๊กไลฟ์ ในแฟนเพจเฟซบุ๊กของพรรคและแฟนเพจเฟซบุ๊กของนายธนาธร วิจารณ์กระแสข่าวกรณีพลังดูดของ คสช.

โดยนายกฤษฎางค์ เปิดเผยว่า วันนี้อัยการได้แจ้งว่า อธิบดีอัยการสำนักคดีอาญามีความเห็นสั่งไม่ฟ้อง นายธนาธร, นายไกลก้อง และ น.ส.จารุวรรณ ขั้นตอนหลังจากนี้ อัยการจะต้องส่งความเห็นสั่งไม่ฟ้องดังกล่าวไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อทำความเห็นกลับมายังพนักงานอัยการว่า เห็นพ้องกับอัยการหรือ เห็นแย้ง หากตำรวจเห็นพ้องด้วย คดีถือเป็นอันยุติ  แต่หากตำรวจเห็นแย้ง ตามขั้นตอนก็ต้องนำความเห็น ส่งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้วินิจฉัยชี้ขาดต่อไป.

เปิดตัว'ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์'นักวิชาเกินผู้เสนอให้ไทยเลิกเป็น'ราชอาณาจักร' พบเคลื่อนไหวกับกลุ่มต้าน'บิ๊กตู่'

    
 

1 ต.ค.62- ในอดีตมีการพูดถึงรัฐไทยใหม่ โดยปแกนนำนปช. นำไปสู่การเคลื่อนไหวใต้ดินของบรรดาคนเสื้อแดง เพื่อแยกประเทศ โดยแยกภาคเหนือ อีสาน เป็นอีก 1 ประเทศ  ล่าสุดมีความพยายามแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดย 7 พรรคฝ่ายค้าน แม้จะมีการยืนยันว่า ไม่มีการแก้หมวด 1 และหมวดสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่หลังจาก น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ ออกมาพูดว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เฮงซวยทุกมาตรา ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า แท้จริงแล้วกลุ่ม 7 พรรคฝ่ายค้าน มีเป้าหมายอะไรกันแน่ 

ในเวทีสัญจรภาคใต้  ที่จังหวัดปัตตานี ของ 7 พรรคฝ่ายค้าน เมื่อวันที่  28  กันยายน  มีตัวละครใหม่โผล่มา นั่นคือ ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์" รองหัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ 

ในการเสวนาร่วมกับหัวหน้า 7 พรรคฝ่ายค้าน ดร.ชลิตากล่าวว่า ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ อยากเน้นว่า ความเป็นประชาธิปไตยเท่านั้นที่จะแก้ปัญหาอย่างได้ผล เพราะเอื้อต่อการสร้างการมีส่วนร่วม การคุ้มครองเสรีภาพ ฉะนั้น ภายใต้ระบอบ คสช. สถานการณ์ชายแดนใต้ไม่มีทางดีขึ้น และรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่สามารถแก้ปัญหาชายแดนใต้ได้ ทั้งนี้ สาเหตุหลักเป็นผลพวงของความรู้สึกถึงความไม่ชอบธรรม ความคับข้องของคนที่รู้สึกว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง การใช้กฎหมายพิเศษของรัฐ รวมถึงเรื่องแนวคิดและอุดมการณ์เรื่องการแบ่งแยกดินแดน และต้องการอิสรภาพ ทั้งหมดมีความเกี่ยวพันกับปัญหาอื่นๆ ทั้งปัญหาทางสังคม ความยากจน การแบ่งแยกระหว่างผู้คน ซึ่งความไม่สงบทำให้ปัญหาเหล่านี้มีความรุนแรงมากขึ้น โดยที่รัฐมีแนวทางแก้ปัญหา คือ 1.การใช้กำลังทหารและตำรวจ ในการรักษาความมั่นคง 2.การพัฒนาพื้นที่คุณภาพชีวิต และ 3.การส่งเสริมทางสังคมวัฒนธรรม เราพบว่าแนวทางดังกล่าวมีปัญหามาก ล้วนอยู่ภายใต้อำนาจเบ็ดเสร็จของกองทัพ ซึ่งอันที่จริงไม่ควรเป็นงานด้านความมั่นคง แต่ทหารกลับมามีอำนาจและมีบทบาทในทุกด้าน 

"อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาของประเทศไทยอาจไม่ต้องอยู่กันเป็นรัฐเดี่ยวหรือรวมศูนย์ก็ได้ การแก้รัฐธรรมนูญอาจแก้มาตรา 1 ด้วยก็ไม่เห็นจะแปลกอะไร"

การแก้ มาตรา 1 ก็เท่ากับ การเปลี่ยนแปลงการปกครอง  จากราชอาณาจักร เป็น สหพันธรัฐ 

ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์ เป็นใครมาจากไหน?  ทำไมถึงอยู่ร่วมเวทีเดียวกับ 7 แกนนำพรรคฝ่ายค้าน  เช่น นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์, นายวันมูหะมัดนอร์  มะทา และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  ฯลฯ

ดร.ชลิตา อยู่ในเครือข่ายต่อต้านรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เคลื่อนไหวมาอย่างต่อเนื่อง เช่นกรณีให้กำลังใจจ่านิว   ให้กำลังใจนายโกวิท วงศ์สุรวัฒน์ พ่อของพิธีกรชื่อดัง จอห์น วิญญู  ที่หน้าศาลรัฐธรรมนูญ พร้อมกับให้สัมภาาณ์ว่า ประชาชนต้องวิพากวิจารณ์ศาลรัฐธรรมนูญได้ 

นอกจากนี้ยังพบว่า เคยเคลื่อนไหวร่วมกับแกนนำอยากเลือกตั้ง  และพรรคอนาคตใหม่อีกด้วย. 


 

'บิ๊กแดง'เผย'บิ๊กตู่'เตรียมเดินสายเยี่ยมเหล่าทัพ เริ่มที่ทบ. 9 ตุลาคม

    
 

พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ตนยังได้สั่งการให้มีการปรับปรุงห้องศูนย์ท่องเที่ยวกองทัพบกเป็นศูนย์คอมพิวเตอร์และศูนย์เรียนรู้ E-Learning เพื่อเป็นจุดเซ็นเตอร์หรือศูนย์รวมให้บุตรหลานของกำลังพลได้มีพื้นที่เรียนรู้ในเวลาหลังเลิกเรียน แบะสามารถมารอคอยผู้ปกครองเลิกงานได้ คาดว่าจะแล้วเสร็จและเปิดทำการได้ภายในเดือนเม.ย.ปี 63

เมื่อถามถึงความคืบหน้ารายละเอียดการทำบทความเชิงวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางการเมืองว่าจะแล้วเสร็จและเปิดเผยได้เมื่อไหร่นั้น พล.อ.อภิรัชต์ ตอบกลับว่า ตนจะพูดเรื่องสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยระบุว่า อาจจะเป็นวันที่ 8 ต.ค. หรือหลังจากวันที่ 9 ต. ค.ไปแล้ว เพื่อจะพูดให้ฟัง โดยเฉพาะเรื่องการแ้ไขปัญหาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพราะใครจะเข้าใจปัญหาภาคใต้ได้ดีกว่าคนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เนื่องจากตนเคยอยู่ในพื้นที่เป็นอดีตผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลามาก่อน เคยกิน เคยนอน และทำงานที่นั้นเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูล โดยจะเป็นผู้บรรยายเอง.

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค การค้า - การเกษตร เงินเข้าแล้ว!!! ปาล์มเฮ!รัฐโอนให้ไร่ละ475 บาท

เงินเข้าแล้ว!!! ปาล์มเฮ!รัฐโอนให้ไร่ละ475 บาท

01 Oct 2019

เป็นไปตามคาด! คึกคักทั้งประเทศ รัฐเคาะจ่ายเงินให้ชาวสวนปาล์มนำร่องประกันรายได้ชนิดแรก ใน 5 พืชสินค้าสัญญา งวดที่ 1 เกษตรกรจะได้รับชดเชย 1.32 บาท/กก. หรือ 479.49 บาท/ไร่ (ไม่เกิน 25 ไร่) ธ.ก.ส.เผยงวดแรกจ่ายแล้วกว่าพันล้าน ตกค้างนิดหน่อยเร่งทยอยจ่ายจนครบ ส่วนใครที่ยังไม่มาสมัครรีบแจ้งยังทัน รอรับงวดต่อไป 

 

“ฐานเศรษฐกิจ” ได้รับรายงานตั้งแต่เช้าว่า ทาง ธ.ก.ส.ได้โอนเงินเข้าบัญชีเกษตรกรโดยตรงแล้ว ทำให้บรรยากาศเต็มไปความครึกครื้น ไม่ว่าจะเป็นจังหวัดตรัง พังงา  ชุมพร และคาดว่าเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มทั่วประเทศคงจะได้รับข่าวดีเช่นเดียวกัน

นายประสาน พูลเวช รองผู้อำนวยการฝ่ายนโยบายรัฐ ธนาปคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า จากการชดเชยงวดแรกที่รัฐบาลจ่ายไปประกันรายได้เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มไม่เกิน 25 ไร่ ราคา 1.32 บาท/กก. ใช้วงเงินประมาณ 1,3ึ71 ล้านบาท ยังมีตกค้างเล็กน้อย อาทิ เลขที่บัญชียังไม่ตรง เป็นต้น ส่วนรอบ 2 และรอบถัดไปหากเกษตรกรมาลงทะเบียนเพิ่มจะมีได้รอบถัดไป แต่จะมาย้อนหลังให้ไม่ได้

“วันนี้ เวลา 14.00 น.นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พิธีการจ่ายเงินประกันรายได้งวดแรกให้แก่เกษตรกรตามโครงการประกันรายได้เกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน ปี 2562-2563 ณ ชั้น 3 บริเวณวงเวียนริมน้ำกระทรวงพาณิชย์”

ทั้งนี้สำหรับการประกาศราคาอ้างอิงปาล์มน้ำมัน งวดที่ 1  ผลปาล์ม ราคา 2.68 บาท/กก. เกษตรกรจะได้รับชดเชย 1.32 บาท/กก. หรือ 479.49 บาท/ไร่ (ไม่เกิน 25 ไร่) การคำนวณใช้ราคาซื้อขายผลปาล์มทะลาย (อัตราน้ำมัน 18%) รายวันเฉลี่ยย้อนหลังของลานเทและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี กระบี่ ชุมพร ปัตตานี และชลบุรี ที่สำนักพาณิชย์ จังหวัดสำรวจ ในช่วงวันที่ 12 สิงหาคม-25 กันยายน 2562 รวม 44 วัน ปริมาณผลผลิตที่จะชดเชยงวดที่ 1 เท่ากับ 363.25 กิโลกรัมต่อไร่ ซึ่งคำนวณจากผลผลิตเฉลี่ย 2,906 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ตามมติคณะอนุกรรมการฯ เมื่อวันที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา

'บิ๊กตู่'ถึงกับเอ่ยปากชม'อย่างนี้เขาเรียกว่าสวยและมีสมอง'

    
 

1 ต.ค.62- ที่ตึกบัญชาการ 1ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์​ จันทร์​โอชา​ นายก​รัฐมนตรี​และ​รมว.​กลาโหม​ เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี​ (ครม.) โดยก่อนการประชุมที่บริเวณหน้าตึกบัญชาการ 1 นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม นำคณะผู้บริหาร เข้าพบนายกฯเพื่อแสดงผลงานวิสาหกิจเริ่มต้น (Startup) โดยอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคเหนือ ที่คัด 7 ผลงานโดดเด่น จากอุทยานวิทยาศาสตร์ 7 มหาวิทยาลัย มาจัดแสดง

 โดยนายกฯ กล่าวว่า เราต้องดูแลคนระดับฐานรากให้มากขึ้น การที่จะทำให้ฐานรากมีรายได้มากขึ้น ต้องนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วย ต้องทำให้ครบระบบ ถ้าทำแบบเดิมราคาก็ไม่ได้ อย่างผลิตภัณฑ์ที่นำมาวันนี้ตนเห็นก็ดีใจ ถ้าเอาวัสดุเหลือใช้มาทำให้เกิดเมืองสีเขียว ส่วนปัญหาเรื่องที่ดินที่อาจจะออกโฉนดไม่ได้ แต่จะไปดูจะทำประโยชน์อะไรได้ไหม อย่างการปลูกกาแฟใต้ต้นไม้ใหญ่ นี้คือสิ่งที่รัฐบาลดูแลให้ลงรายละเอียดข้างล่าง ถ้าทำลอยๆเอาเงินไปให้ก็ไม่ได้อะไร ต้องดูการใช้เงินให้เหมาะสม ให้ถูกต้อง บางทีก็เข้าใจยาก ซึ่งบางครั้งมันก็ยากในการทำ แต่ผลออกมาคุ้มค่ากว่า ไม่อย่างนั้น บ้านเราก็เจอปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมอยู่อย่างนี้ เราต้องหาวิธีการปรับเปลี่ยนทุกอย่างให้สอดคล้องกับธรรมชาติ

 นายกฯ ยังกล่าวกับนักศึกษาที่มาจัดแสดงผลงานอีกว่า สถาบันต่างๆหรือมหาวิทยาลัยต่างๆจะต้องทำเพื่อประเทศชาติ ยังไม่ใช่เวลาของเรา เวลานี้เราต้องทำหน้าที่ของเรา คือการเรียนหนังสือ ต้องพัฒนาตัวเองและต้องดูว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อย่างเรื่องอีอีซี ที่ต้องการบุคลากร สถาบันการศึกษาก็ต้องไปดูอะไรที่เขาต้องการ เราก็ไปเรียนสาขานั้น อาจจะเรียนยากบ้าง เพราะหากเรียนในเรื่องง่ายๆกันหมด เราก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา เว้นแต่ว่าเราเรียนไม่ไหวจริงๆก็ว่ากันไป ถ้าเรียนไหวและมีพรสวรรค์ ก็ต้องหาตัวเองให้เจอ เพราะส่วนใหญ่เราจะเรียนตามเพื่อนก็ทำให้คิดไม่เป็น ใครที่พูดเก่งๆพูดโน้มน้าวคนได้ก็ต้องดูว่า สิ่งที่พูดนั้นมีประโยชน์อะไรกับตัวเรา สังคม ประเทศชาติหรือไม่ วันนี้อยากให้ทุกคนกลับมาทั้งในเรื่องนี้ และเรื่องศาสนา เพราะสังคมเปลี่ยนแปลงไปมาก เราไม่อยากให้เป็นอย่างนั้น เพราะหากมีการเปลี่ยนแปลง สังคมก็ไปเลย ตนว่าประเทศชาติต้องมีหลักชัย

 พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า สื่อในโซเชียลมีเดียก็แรง เราก็ต้องช่วยกันลดความขัดแย้งต่างๆ ที่ตนบอกว่าการใช้โซเชียลมีเดีย กูเกิ้ล ยูทูปให้เกิดประโยชน์เท่านั้น ที่บอกไม่ใช่พวกเราไม่ใช้ แต่ส่วนใหญ่ใช้ไม่ได้กดดูในสิ่งที่เป็นประโยชน์ อย่างเว็บไซต์หน่วยงานราชการก็ไม่ได้เข้าไปดู พอไม่ได้กดเข้าไปดูก็ไปร้องขอ ที่จริงเขาบอกไว้แล้ว แต่ตัวเองไม่ได้ไปดูเอง ตรงนี้ต้องสร้างหลักคิดของประเทศ เพื่อให้ปัญหามันออกไป ไม่ใช่ปัญหาเกิดขึ้นทุกวัน เพราะคนคิดกันคนละอย่าง บอกให้เปิดกูเกิ้ลก็เปิดกันอยู่แล้ว เพราะคนไทยใช้เว็บไซต์มากกว่า 90 ล้านเครื่อง เปิดกว่าร้อยเว็บไซต์ สร้างสตอรี่ของเราว่าดีอย่างไร คนจะได้เรียนรู้ ตนต้องการแค่นี้แหละ แต่จะไปใช้เรื่องบันเทิงก็ไม่ได้ห้าม

 จากนั้น นายกฯได้ถ่ายภาพร่วมกับคณะที่นำผลงานมาแสดง และได้หันไปพูดกับเด็กนักศึกษาหญิงที่มาขอถ่าย "อย่างนี้เขาเรียกว่าสวยและมีสมอง".

 

 
อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาถามคนไทยจะเอาอย่างไรกับการนั่งหลังรถกระบะ หรือจะด่ารัฐบาลอย่างเดียว
    
 

1 ต.ค.62-  นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า. .....เมื่อเดือนเมษายน 2560 ก่อนเทศกาลสงกรานต์รัฐบาลจะให้มีการบังคับกฎหมายจราจรในเรื่องที่ห้ามไม่ให้ผู้โดยสารนั่งหลังรถกระบะ แต่ถูกประชาชนและสื่อมวลชนด่าและต่อต้านกันเต็มที่ จนรัฐบาลต้องหยุดการบังคับใช้กฎหมายเรื่องนี้

.....ในฐานะเป็นผู้ที่สนับสนุนให้ใช้บังคับกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยของประชาชนที่นั่งรถยนต์กระบะ ก็ถูกด่าอย่างสาดเสียเทเสียด้วยถ้อยคำที่ หยาบคายเช่นเดียวกัน

..... เมื่อสองวันก่อนนักศึกษาวิทยาลัยเทคนิค จากจังหวัดศรีสะเกษ ที่จบจากการฝึกงานนั่งรถกระบะด้านหลังเพื่อกลับจังหวัดศรีสะเกษ แต่รถเกิดพลิกคว่ำ นักศึกษาเสียชีวิตรวม 13 คน

.....ผู้คนบางกลุ่มและสื่อมวลชนบางรายก็ด่ารัฐบาลกันอีกว่าปล่อยปละละเลยในการบังคับใช้กฎหมายทำให้นักศึกษาที่เรียนจบแล้วต้องเสียชีวิตถึง 13 คน

.....อยากถามว่าคนไทยจะเอาอย่างไร หรือว่าขอด่ารัฐบาลอย่างเดียวไม่ว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร.

 

วาง 5 รูปแบบ “นายกฯ พบปชช.” ให้ข้อมูลข่าวสาร-ทันโลกโซเชียล

  

 

 

        ในยุคที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทในสังคม ทำให้ข่าวสารต่างๆ ถูกเผยแพร่ออกไปอย่างรวดเร็วแค่เพียงปลายนิ้ว ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ในการคัดกรองข้อเท็จจริง ก่อนจะกดไลด์ กดแชร์ ส่งต่อกันไป เหมือนกับที่รัฐบาลต้องมานั่งแก้ข่าวที่ไม่เป็นความจริง หรือข่าวที่มีการนำไปบิดเบือนอยู่ทุกวัน ผ่านช่องทางต่างๆ

                เช่น กรณีที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ไปพูดเรื่องการใช้ Google ของคนไทย ระหว่างเยือนสหรัฐอเมริกา ซึ่งโลกโซเชียลนำไปวิจารณ์ในทางที่เข้าใจผิด จนบิ๊กตู่ต้องออกมาแก้ข่าวด้วยตัวเอง เป็นต้น

                ด้วยความที่โซเชียลมีเดียเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในยุครัฐบาลปัจจุบัน ที่สื่อโซเชียลกลายเป็นสื่อกระแสหลักของทุกกลุ่มเป้าหมายไปแล้ว ทำให้รัฐบาลต้องตื่นตัว ปรับตัว และปรับกลยุทธ์ในการนำเสนอข้อมูลข่าวสารสู่ประชาชนอย่างต่อเนื่องและทันท่วงที ซึ่งที่ผ่านมาบิ๊กตู่ได้กำชับทุกหน่วยงานของรัฐให้ตื่นตัวในเรื่องดังกล่าวมาแล้ว

                โดยในส่วนของรัฐบาลเองก็มีการปรับตัว เปิดเพจเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรม มีการไลฟ์สดติดตามภารกิจของ พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงลงพื้นที่หรือการแถลงข่าว และล่าสุดยังผุดรายการ Government Weekly ที่เชิญแขกพิเศษมาออกรายการ รวมถึงมีการตั้งศูนย์ต้านข่าวปลอมอีกด้วย

                ขณะที่ทีมโฆษกรัฐบาล ทีมงานของ พล.อ.ประยุทธ์ และคนใกล้ชิด ต่างก็ปรับตัวให้ทันโลกโซเชียล มีการสื่อสาร แจ้งข่าวสารกับประชาชนอย่างฉับไวเช่นกัน รวมถึง พล.อ.ประยุทธ์เอง ที่ก่อนหน้านี้ใช้เพียงช่องทางสื่อสารกับประชาชนผ่านรายการทุกวันศุกร์ ในรายการ "คืนความสุขให้คนในชาติ" ที่ต่อมาปรับตามสถานการณ์เป็นรายการ "ศาสตร์พระราชา สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน"

                ก่อนจะเพิ่มช่องทางสื่อสารกับประชาชนด้วยการเปิดเฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ และอินสตาแกรมส่วนตัวขึ้น รวมถึงเปิดเว็บไซต์รับฟังความคิดเห็นจากประชาชนด้วย

                และหลังจากได้รัฐบาลใหม่ที่มาจากประชาธิปไตย พล.อ.ประยุทธ์ลาจอรายการวันศุกร์แบบถาวรไปแล้ว เพราะดู 5 ปีที่ผ่านมาจะไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนเท่าที่ควร แต่กำลังหาช่องทางอื่นในการสื่อสารกับประชาชนในบางครั้งบางโอกาสที่เหมาะสม 

                โดยล่าสุดทีมงาน “นายเทวัญ ลิปตพัลลภ” รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับดูแลกรมประชาสัมพันธ์ ได้วางรูปแบบรายการพบประชาชน เพื่อนำเสนอ พล.อ.ประยุทธ์ ใน 5 รูปแบบใหม่ที่ทันสมัย ทันยุคโซเชียลครองเมือง

                โดยเน้นรายการที่นำเสนอข้อมูลข่าวสารรัฐบาลให้มากที่สุด มีทั้งรายการประจำและรายการในช่วงที่นายกฯ ลงพื้นที่ ได้แก่ 1.การให้ พล.อ.ประยุทธ์ให้สัมภาษณ์แบบทั่วไป 2.การจัดพิธีกรที่มีชื่อเสียงมาสัมภาษณ์ 3.การทำรายการเรียลลิตี้ลงพื้นที่ไปคุยไป 4.การไลฟ์สดพูดคุยกับประชาชน และ 5.ให้สื่อมวลชนเข้าสัมภาษณ์แบบเป็นกลุ่ม

                 นอกจากนี้ยังเล็งๆ ว่าอาจมีนายกฯ พบสื่อ เช่น การรับประทานอาหารร่วมกัน เหมือนกับที่เคยทานข้าวกับสื่อทำเนียบฯ ในโอกาสสำคัญๆ และพูดคุยกันไปแบบเป็นกันเอง แต่ทั้ง 5 รูปแบบนี้ยังไม่เคาะว่าจะเป็นรูปแบบใด โดยต้องให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นผู้ตัดสินใจ และต้องคำนึงถึงฟีดแบ็กที่จะได้รับกลับมาด้วย

                ขณะที่ล่าสุด พล.อ.ประยุทธ์ประเดิมจ้อกับประชาชนแบบนั่งคุยสบายๆ หลังห่างหายหน้าจอในรูปแบบดังกล่าวมานาน โดยเป็นแขกรับเชิญพิเศษ ในรายการ Government Weekly ซึ่งเป็นรายการของรัฐบาลเอง เป็นการบันทึกเทประหว่างไปประชุมสมัชชาสหประชาชาติ สมัยสามัญที่ 74 ที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา

                มีการพูดคุยในหลากหลายประเด็น และเป็นการพูดคุยในบางโอกาสสำคัญ เหมือนที่ พล.อ.ประยุทธ์เคยระบุไว้

                แต่การเผยแพร่เทปดังกล่าว ก็โดนกระแสโซเชียลตอบกลับเช่นกัน แต่ไม่ใช่กระแสเกี่ยวกับรายการ กลับเป็นกระแสจากตัว พล.อ.ประยุทธ์เอง ด้วยคนที่เข้ามาแสดงความเห็นส่วนใหญ่เป็นฝ่ายต่อต้านรัฐบาล มีการแสดงความเห็นที่หลากหลาย นั่นจึงเป็นอีกประเด็นสำคัญ ที่คนคิดรูปแบบรายการให้ พล.อ.ประยุทธ์ จะต้องคิดอย่างรอบคอบและเหมาะสม เพื่อเซฟในเรื่องเหล่านี้ด้วย

                ทั้งนี้ ไม่ว่าการพูดคุยกับประชาชนของ "บิ๊กตู่" จะออกมาในรูปแบบใด ผลสำเร็จคงต้องวัดกันที่กระแสตอบรับจากประชาชน แต่ก็เชื่อว่าจากประสบการณ์ทำงาน 5 ปีของ “บิ๊กตู่” จะสามารถรับมือได้ในทุกๆ สถานการณ์ เหมือนเช่นทุกครั้งที่ผ่านมา.

 

เส้นทางการเมือง-คดีความ ธนาธร-อนาคตใหม่ ตุลาคมนี้ถึงจุดไคลแมกซ์

    
 

 

          เส้นทางอนาคตการเมืองของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ พรรคอนาคตใหม่ จะเดินไปได้ไกลขนาดไหน บนเป้าหมายที่ ธนาธร-อนาคตใหม่ ประกาศว่าต้องการปักธงความคิด เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างการเมืองทุกระดับ ทั้งระดับชาติ ที่ผ่านพ้นไปแล้ว กับการเลือกตั้งที่ผ่านมา และตอนนี้กำลังมุ่งที่ไปจุดหมายใหม่ที่กำลังค่อยๆ ขยับ นั่นก็คือ การเมืองท้องถิ่น และการเล่นบทหัวหอกหลักในการเคลื่อนไหวแก้รัฐธรรมนูญ ถึงที่สุดแล้ว เวลาจะเป็นบทพิสูจน์ว่า ธนาธร-พรรคอนาคตใหม่ จะเป็นของจริงทางการเมืองหรือไม่       กระนั้นถึงเวลานี้สถานการณ์เฉพาะหน้าของธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ก็คือการต่อสู้ในคดีการเมือง ที่ตอนจบฉาก The End หากเขาและพรรคอนาคตใหม่พลาด สู้ไม่ชนะ ก็หมายถึงเส้นทางการเมืองที่วาดหวังไว้อาจไม่ใช่แค่สะดุดหรือพักยก แต่อาจต้องพักยาวและต้องเปลี่ยนกระดานใหม่

                เพราะจากคำร้องต่างๆ ที่มีกลุ่มประชาชนหลายกลุ่มไปยื่นคำร้องเอาผิดกับแกนนำพรรคอนาคตใหม่และตัวพรรคอนาคตใหม่ โดยเฉพาะการยื่นกับ กกต.ที่มีจำนวนมาก แต่คดีสำคัญๆ จริงของธนาธรกับพรรคอนาคตใหม่

          เมื่อตรวจแฟ้ม พลิกสำนวนกันแล้ว พบว่ามีเดิมพันครั้งสำคัญอยู่ 3 คดีการเมืองที่รอลุ้นผลอยู่ ประกอบด้วย

1.คดีถือครองในธุรกิจสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ของธนาธร ก่อนลงเลือกตั้ง

2.คดียุบพรรคอนาคตใหม่

ที่ ณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้องตรงถึงศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวหาว่าธนาธรและแกนนำพรรคอนาคตใหม่ รวมถึงพรรคอนาคตใหม่ มีพฤติการณ์หลายกรรมหลายวาระ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีมติเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ด้วยมติเฉียดฉิว 5 ต่อ 4 ให้รับคำร้องไว้วินิจฉัย

ล่าสุดมีรายงานว่า พรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว ขณะที่ผู้ร้อง ณฐพร เพิ่งเดินทางไปยื่นเอกสารโต้แย้งคำชี้แจงข้อกล่าวหาของพรรคอนาคตใหม่และยื่นคำแถลงปิดคดีในฐานะผู้ร้อง ต่อศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวันศุกร์ที่ 27 ก.ย.ที่ผ่านมานี้เอง

มีการวิเคราะห์กันไว้ว่า หลังศาล รธน.ได้รับคำแถลงปิดคดีจากทั้งผู้ร้อง ณฐพร และฝ่ายพรรคอนาคตใหม่แล้ว ก็เป็นไปได้ว่าในสัปดาห์หน้านี้หรือสัปดาห์ถัดไป ศาล รธน.ก็น่าจะนัดอ่านคำวินิจฉัยได้ว่า สุดท้ายเสียงส่วนใหญ่ของที่ประชุมตุลาการศาล รธน.จะให้ ยุบพรรคอนาคตใหม่ หรือ ไม่ให้ยุบ-ยกคำร้อง

          ซึ่งคำร้องคดียุบพรรคอนาคตใหม่ดังกล่าว พบว่าเป็นคดีที่แกนนำพรรคอนาคตใหม่ ไม่ค่อยหนักใจเท่าใดนัก โดยมีความเชื่อมั่นว่าน่าจะยกคำร้อง เนื่องจากคำร้องที่มีการยกพฤติการณ์ต่างๆ มากล่าวหา หลายกรณีตามคำร้อง เกิดขึ้นตั้งแต่ก่อน ธนาธร-ปิยบุตร จะมาเล่นการเมือง-ตั้งพรรคอนาคตใหม่

แกนนำพรรคจึงมองว่า หากศาล รธน.คล้อยไปในทางนั้น โดยไม่มีเหตุผลมาอธิบาย หากเกิดกรณีมติเสียงข้างมากมีคำสั่งให้ยุบพรรค แกนนำพรรคอนาคตใหม่ก็เชื่อว่าจะเกิดกระแสสวิงกลับไปยังศาล รธน.ในระดับเกินกว่าที่คาดคิด

จึงทำให้ที่ผ่านมา แกนนำพรรคอนาคตใหม่ไม่ค่อยหนักใจกับคำร้องคดีนี้มากนัก แต่ก็ไม่ถึงกับประมาทในการรับมือ

3.สำนวนคดีเงินกู้ยืมระหว่างพรรคอนาคตใหม่กับธนาธรก่อนเลือกตั้ง ประมาณ 192 ล้านบาท ตามที่ธนาธรแจ้งบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อสำนักงาน ป.ป.ช.

ซึ่งคดียังอยู่ในชั้นการพิจารณาของระดับอนุกรรมการของ กกต. ยังไม่ถูกส่งเข้าที่ประชุมใหญ่ กกต.ให้พิจารณาแต่อย่างใด

เรื่องนี้หาก กกต.มีมติยกคำร้อง เรื่องก็จบ แต่หาก กกต.มีความเห็นว่า การกู้ยืมเงินดังกล่าว กฎหมายพรรคการเมืองไม่เปิดช่องให้ทำได้ เช่น กกต.ตีความว่า เงินกู้เป็นรายได้ ไม่ใช่หนี้สินหรือรายจ่าย และกฎหมายไม่เปิดช่องให้พรรคการเมืองนำเงินรายได้ เงินบริจาคที่พรรคได้จากแหล่งต่างๆ ไปใช้หนี้เงินกู้ สิ่งที่ธนาธรกับพรรคอนาคตใหม่ทำก่อนเลือกตั้ง จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนกฎหมาย ก็จะต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ก็เป็นหนังยาวต่อไป

          ดังนั้นหากธนาธรไม่รอด โดนศาล รธน.ลงมติว่ามีความผิด ถือหุ้นสื่อก่อนลงเลือกตั้ง นั่นหมายถึงจะต้องถูกเว้นวรรคการเมืองร่วม 20 ปี และอาจจะมีผลพวงตามมาอีกหลายขยัก บานปลายกลายเป็นสำนวนคดีเอาผิดกับพรรคอนาคตใหม่และกรรมการบริหารพรรคคนอื่นๆ ได้อีก ซึ่งถ้าสถานการณ์ไปถึงจุดนั้น พรรคอนาคตใหม่มีอาการแกว่งแน่นอน หากเกิดอะไรขึ้นกับธนาธร

          โดยคดีถือหุ้นสื่อนั้นมีการคาดการณ์จากหลายฝ่ายที่ประเมินว่า ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีดังกล่าวในช่วงไม่เกินเดือนตุลาคมนี้

อันเป็นการคาดการณ์บนหลักที่ว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญทั้ง 9 คนจะนัดลงมติและวินิจฉัยหลังศาลไต่สวนพยานบุคคลของศาล จำนวน 10 ปาก ในวันที่ 18 ตุลาคมเสร็จสิ้นลง

เพราะส่วนใหญ่มาตรฐานของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบัน หลังเปิดห้องไต่สวนคำร้อง-พยานบุคคลเสร็จสิ้นลง ส่วนใหญ่ก็จะนัดฟังมติและคำวินิจฉัยภายในไม่เกิน 7-15 วัน โดยบางคดีก็นัดอ่านวันรุ่งขึ้นเลย เช่น คดียิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ที่พอศาลไต่สวนพยานคดีย้ายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาฯ สมช. โดยมิชอบฯ เสร็จในวันที่ 6 พ.ค. ศาล รธน.ก็อ่านคำวินิจฉัยให้ยิ่งลักษณ์พ้นจากการเป็นนายกฯ ในวันรุ่งขึ้น วันที่ 7 พ.ค.ทันที

ต้องไม่ลืมว่า คดีของธนาธรเข้าไปสู่การพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญนานมากแล้ว หากนับไปถึงวันที่ 18 ต.ค.ที่จะมีการไต่สวนพยาน ก็เท่ากับศาล รธน.ใช้เวลาพิจารณาสำนวนคำร้องคดีของธนาธรนานร่วม 5 เดือน หลังจากศาลรับคำร้อง เมื่อ 23 พ.ค. ซึ่งถือว่าใช้เวลาการพิจารณาคดีค่อนข้างนานพอสมควร

ทั้งที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายประเมินว่า คดีถือหุ้นสื่อเป็นเรื่อง ข้อเท็จจริงทางเอกสาร ในเรื่องการโอนหุ้นของธนาธรก่อนวันเลือกตั้ง ซึ่งเพียงแค่ใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์และกฎหมายการเลือกตั้ง ส.ส.มาพิจารณา ควบคู่ไปกับเอกสาร สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นของบริษัทที่ธนาธรและบริษัท วีลัคฯ ยื่นต่อกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ก็สามารถตัดสินคดีได้ แต่การที่ศาลเปิดห้องพิจารณาไต่สวน และให้เรียกพยานเบิกความถึงสิบปาก แสดงให้เห็นว่า คดีธนาธรคงมีรายละเอียดสลับซับซ้อนหลายปมที่ทำให้ขนาดวงประชุมตุลาการศาล รธน. ซึ่งตุลาการบางคนที่เป็นอดีตผู้พิพากษาศาลฎีกามาหลายสิบปี มีความเชี่ยวชาญเรื่องประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ จนสุดท้ายต้องมีการเปิดห้องพิจารณาไต่สวนคดี

คดีถือหุ้นสื่อของธนาธรจึงน่าจะมีอะไรสลับซับซ้อน ชนิดที่หลายคน ซึ่งเป็นคนนอก ยังเข้าไม่ถึง และจำเป็นต้องนำพยานมาเบิกความ ในปมที่ตุลาการฯ ยังสงสัยข้องใจ และต้องการฟังจากปากพยานกลางห้องพิจารณาคดี ตามระบบการพิจารณาแบบไต่สวน ที่ให้ตุลาการสามารถค้นหาข้อเท็จจริงก่อนมีคำวินิจฉัยได้

ด้วยเหตุนี้การเปิดห้องพิจารณาไต่สวนคดี ในวันที่ 18 ตุลาคม มองดูแล้วเป็นประโยชน์อย่างยิ่งทั้งกับฝ่ายธนาธรและฝ่ายศาลรัฐธรรมนูญ เพราะคำให้การ การเบิกความของพยาน จะปรากฏต่อสาธารณชน ที่ทำให้หลายคนได้รู้ข้อเท็จจริงบางอย่าง ซึ่งจะเป็นการทำให้เมื่อมติของศาลรัฐธรรมนูญออกมา จะได้เคลียร์กันให้ชัดๆ ว่า ทำไมธนาธรรอด หรือไม่รอด เพราะเหตุผลใด

เดือนตุลาคมที่จะถึงนี้ จึงเป็นเดือนที่น่าจะรู้ผลกันแล้วว่า สุดท้ายธนาธรจะได้กลับเข้าห้องประชุมสภาฯ ในฐานะ ส.ส.หรือไม่ ซึ่งกรณีนี้จะเกิดขึ้นได้ก็คือ ศาล รธน.ยกคำร้องทั้งคดียุบพรรคอนาคตใหม่และคดีถือหุ้นสื่อ หรือว่าสุดท้ายแล้ว ธนาธรจะแค่ได้เคยเข้าห้องประชุมสภาฯ ในฐานะ ส.ส.ได้แค่เพียงครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย เมื่อตอนประชุมสภาฯ นัดแรก 24 พ.ค. ที่มีการโหวตเลือกประธานสภาฯ แต่เขาอยู่ในห้องประชุมได้แค่ไม่กี่นาทีก็ถูกเชิญออกจากห้องประชุมไป

อย่างไรก็ตาม ก็ปรากฏว่าระหว่างนี้ก็มาเกิดกรณีการเผยแพร่เอกสารการว่าจ้างระหว่างธนาธรกับบริษัท APCO Worldwide LLC ซึ่งเป็นบริษัทล็อบบี้ยิสต์ชื่อดังของสหรัฐ โดยมีการเผยแพร่ออกมาในช่วงที่พลเอกประยุทธ์ นายกฯ และคณะอยู่ระหว่างการเดินทางปฏิบัติภารกิจที่นิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา และมีกลุ่มผู้ประท้วงชาวต่างชาติที่อาศัยอยู่ในสหรัฐ ประมาณ 25-30 คน ออกมาถือป้ายประท้วงพลเอกประยุทธ์

ท่ามกลางข้อสงสัยถึงกระบวนการจัดตั้งของกลุ่มผู้ประท้วง ที่น่าจะมีการว่าจ้าง และใครคือผู้จ้าง หลังก่อนหน้านี้ธนาธรเคยเดินทางไปสหรัฐในช่วงเดือน ก.ค.

ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่ได้ชี้แจงเรื่องเอกสารการว่าจ้างล็อบบี้ยิสต์ดังกล่าว โดยย้ำตอนหนึ่งว่า

“กิจกรรมและการเดินทางไปต่างประเทศของธนาธรไม่ได้ทำให้ประโยชน์ของประเทศชาติเสียหาย รวมทั้งไม่เกี่ยวข้องกับการสร้างสถานการณ์อื่นๆ อย่างที่บางแหล่งข่าวกล่าวหา”

เมื่อทุกการขยับของธนาธร-พรรคอนาคตใหม่ถูกจับจ้องทุกฝีก้าวเช่นนี้ จึงต้องดูต่อไปว่า สุดท้ายแล้วธนาธร-พรรคอนาคตใหม่จะได้ไปต่อทางการเมืองหรือไม่ หลังคดีความต่างๆ ใกล้งวดมาทุกขณะ.

      ทีมข่าวการเมือง

 

ฝุ่น PM2.5 เกินมาตรฐานทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ เริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

ไทยรัฐออนไลน์1 ต.ค. 2562 10:05 น.
SHARE
 

วันที่ 1 ต.ค. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ airvisual.com เผยการจัดอันดับคุณภาพอากาศ และการจัดอันดับเมืองที่มีมลพิษ ตามมาตรฐาน US AQI เมื่อเวลา 09.58 น. พบว่า อันดับ 1. ได้แก่ ฮานอย ประเทศเวียดนาม อันดับ 2. ดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 3. คูเวตซิตี้ ประเทศคูเวต ส่วน กรุงเทพฯ ประเทศไทย อยู่อันดับที่ 13


ขณะที่ แฟนเพจเฟซบุ๊ก กรมควบคุมมลพิษ รายงานข้อมูลคุณภาพอากาศในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประจำวันที่ 1 ตุลาคม 2562 ดังนี้

1. ปริมาณฝุ่นละออง PM2.5 ตรวจวัดได้ระหว่าง 40–81 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร พบส่วนใหญ่เกินเกณฑ์มาตรฐาน (ค่ามาตรฐานไม่เกิน 50 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร) เกือบทุกพื้นที่ ยกเว้น เขตพญาไท และเขตบางนา/ จังหวัดนนทบุรี บริเวณ อ.ปากเกร็ด, จังหวัดปทุมธานี บริเวณ อ.คลองหลวง, จังหวัดสมุทรปราการ บริเวณ อ.บางเสาธง และ อ.เมือง, จังหวัดสมุทรสาคร บริเวณ อ.เมือง, จังหวัดนครปฐม บริเวณ อ.เมือง ปริมาณฝุ่นละอองมีแนวโน้มไม่เปลี่ยนแปลงจากวันก่อนหน้ามากนัก คุณภาพอากาศอยู่ในระดับเริ่มมีผลกระทบต่อสุขภาพ

กรมอุตุนิยมวิทยารายงานว่า สาเหตุเนื่องจากสภาพอากาศช่วงเช้าลมสงบ อากาศมีความชื้นสูง จึงทำให้ฝุ่นละอองสะสมเพิ่มขึ้น

3. จากสถานการณ์ฝุ่นละออง PM2.5 สูงเกินมาตรฐานดังกล่าว กระทรวงสาธารณสุขได้แจ้งเตือนให้ประชาชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงทางสุขภาพที่จะได้รับผลกระทบจากฝุ่น PM2.5 ได้แก่ เด็กเล็ก หญิงตั้งครรภ์ ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว ในพื้นที่ที่ฝุ่นละอองเกินมาตรฐานควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรม หรือออกกำลังกายกลางแจ้ง หากจำเป็นต้องออกนอกบ้านเป็นเวลานาน ควรสวมหน้ากากอนามัยเพื่อเป็นการป้องกันฝุ่นละออง รวมถึงป้องกันโรคติดต่อในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งเป็นไปตามหลักการป้องกันไว้ก่อน

4. คพ. ได้แจ้งประสาน กทม. บก.จร. กระทรวงคมนาคม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดำเนินมาตรการตามแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ "การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง" ที่ได้ผ่านความเห็นชอบจาก กก.วล. แล้วรวมทั้งขอความร่วมมือประชาชนงดการเผาในที่โล่งทุกชนิด บำรุงรักษาเครื่องยนต์ไม่ให้เกิดควันดำ ใช้ระบบขนส่งสาธารณะทดแทนการใช้รถส่วนบุคคล ตรวจสอบและไม่ใช้รถขนส่งสาธารณะที่มีควันดำ และขอความร่วมมือสถานที่ก่อสร้างและโรงงานอุตสาหกรรมควบคุมและลดการระบายฝุ่นและมลพิษทางอากาศ.

(ขอบคุณ เว็บไซต์ airvisual.com, เฟซบุ๊ก กรมควบคุมมลพิษ)

 

 


หน้าแรก / ธุรกิจ การตลาด ลูกค้าทะลัก! ห้างปรับแผน “ชิม ช้อป ใช้”

ลูกค้าทะลัก! ห้างปรับแผน “ชิม ช้อป ใช้”

01 Oct 2019
 

ห้างเร่งปรับขบวนรับลูกค้าแห่ใช้แอพ “เป๋าตัง”  หลังพบวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ต่อคิวยาวนานนับชั่วโมง  พร้อมเพิ่มจุดชำระเงิน  ขณะที่ปัญหายังเป็นเรื่องของ การขาดความเข้าใจในการใช้  ระบบประมวลช้า

ดร.ปิยะวรรณ ปิยะพงษ์ รองประธานฝ่ายธุรกิจบริการและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) ห้างค้าปลีกในกลุ่มบีเจซี  เปิดเผยว่า ภาพรวมของลูกค้าที่เข้าร่วมโครงการชิม ช้อป ใช้ และเข้ามาใช้บริการแอพ “เป๋าตัง” ที่บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ทั้ง 9 สาขาในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาพบซึ่งมีจำนวนมากนั้น พบว่า มีลูกค้าเพียงรายเดียวที่มีความขัดข้องขณะที่สแกนจ่ายเงิน แต่ใช้เวลาเพียงไม่นานก็สามารถแก้ไขปัญหาได้

โดยบิ๊กซีที่เปิดรับแอพ “เป๋าตัง” ทั้ง 9 สาขา ใน 3 จังหวัด ได้แก่  จังหวัดสมุทรปราการ ,พิษณุโลก และขอนแก่น ประกอบไปด้วย สาขาสุขสวัสดิ์, สำโรง1, เมกะบางนา, บางพลี, สมุทรปราการ, สำโรง2, ศรีนครินทร์, พิษณุโลก และขอนแก่น 1

ทั้งนี้บิ๊กซี มีจุดรับชำระเงินของแต่ละสาขา และเน้นบริหารจัดการให้เข้ากับลูกค้า โดยได้ดำเนินการขยายช่องรับชำระ สำหรับบิ๊กซีทั้ง 7 สาขาในสมุทรปราการ รวมทั้งในพิษณุโลกและขอนแก่น1 เพื่อลดระยะเวลาของลูกค้าในการเข้าแถวต่อคิวเพื่อชำระสินค้าผ่าน แอป "เป๋าตัง นอกจากนี้ในส่วนของการให้บริการ บิ๊กซีบางสาขา ได้จัดเตรียมน้ำดื่มมาบริการลูกค้า และเก้าอี้สำหรับให้ลูกค้ารอด้วย            

 

 

ส่วนกรณีการแชร์ภาพ ลูกค้าทิ้งรถเข็นที่บรรจุสินค้าเพื่อรอคิวจ่ายเงินจำนวนมากภายในเทสโก้ โลตัส สาขาหลักสี่ ในช่วงเย็นวันอาทิตย์ที่ 29 กันยายนที่ผ่านมาในโลกโซเชียล นั้นพบว่า ในวันที่ 30 กันยายน เทสโก้ โลตัสทั้ง 20 สาขาที่เปิดรับแอพเป๋าตังนั้น มีลูกค้ามาใช้บริการได้ตามปกติ 

เบื้องต้นพบว่า ด้วยจำนวนลูกค้าที่มาใช้บริการจำนวนมาก ทำให้ต้องต่อคิวและใช้เวลานาน ทั้งขั้นตอนการชำระเงิน และการเปิดแอพ  จึงอาจเกิดความเข้าใจผิดคิดว่าระบบมีปัญหา ทั้งนี้เทสโก้ โลตัสเปิดให้บริการรับแอพเป๋าตังจำนวน 20 สาขา เพราะต้องการอำนวยความสะดวกให้ลูกค้าในพื้นที่ต่างๆ สามารถเดินทางมาจับจ่ายได้โดยง่าย จึงได้เปิดให้บริการกระจายไปในสาขา 20 แห่ง และแต่ละแห่งจะมีจุดรับชำระเงินเพียง 1 จุดเท่านั้น  ทั้งนี้ยืนยันว่า เทสโก้ โลตัสยังเปิดให้บริการ และลูกค้าสามารถทยอยมาใช้จ่ายในโครงการภายใน 14 วันหลังจากได้รับการยืนยันสิทธิ์ 

 
หน้าแรก / World สุดอลังการ! จีนแสดงแสนยานุภาพทางทหารครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด
 

สุดอลังการ! จีนแสดงแสนยานุภาพทางทหารครั้งยิ่งใหญ่ที่สุด

01 Oct 2019
 

รัฐบาลจีนจัดพิธีเฉลิมฉลองวันชาติครบรอบ 70 ปีในวันนี้ (1 ต.ค.) เป็นวันรำลึกถึงการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยประธานเหมา เจ๋อตุง เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม ปีพ.ศ. 2492 ภายใต้มาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวดทั่วประเทศ

ในช่วงเช้าประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ของจีน ซึ่งถือเป็นผู้นำที่ทรงอิทธิพลมากที่สุด จะเป็นประธานในพิธีสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมาโดยกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน (พีแอลเอ) ซึ่งมีทหารเข้าร่วมกว่า 15,000 นาย และอาวุธยุทโธปกรณ์อีก 580 รายการ ไม่รวมเครื่องบินรบอีก 160 ลำ นอกจากนี้ ยังมีการแสดงขีปนาวุธข้ามทวีปรุ่นใหม่ติดหัวรบ 10 หัว ที่สามารถยิงถล่มเป้าหมายทุกจุดทั่วโลกภายในเวลาเดียวกัน ทั้งยังสามารถหลบหลีกระบบต่อด้านขีปนาวุธได้ด้วย รวมทั้งเทคโนโลยีเกี่ยวกับโดรน (อากาศยานไร้คนขับ) เพื่อการทหารที่จีนมีความเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ


 
 


 

 

 ............................................................

1 ตุลาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน