*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3798
  • จำนวนผู้ชม : 2409412
  • จำนวนผู้โหวต : 522
  • ส่ง msg :
  • โหวต 522 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 3 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 311 , 11:44:59 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ผมไม่ค่อยได้เกริ่นกล่าวถึงข้อเขียนอันเป็นบทความของคุณ เปลว สีเงิน บ่อยนัก เพียงแต่ paste ไว้เป็นเรื่องแรกของหน้า

เว็บเพ็จ เพราะเข้าใจว่าผู้อ่านส่วนใหญ่อ่านเรื่องของคุณเปลวอยู่แล้ว

          พิษร้ายของสารเคมีที่นำมาใช้ในการเกษตร เช่น ยาฆ่าหญ้านั้น รู้กันทั่วว่าเป็นอันตรายต่อเกษตรกรถึงแก่ชีวิต หรือพิการได้

ทีเดียว แต่ไม่มีใครกล้าแตะการห้ามใช้สารดังกล่าว ซึ่งสาเหตุอาจจะมาจากมูลค่าการจำหน่ายในประเทศสูงมากยิ่งนักก็ได้ จึงทำให้

ตัวแทนจำหน่ายออกแรงต้านอย่างเต็มที่ตลอดดมา

         รัฐมนตรีที่ยื่นมือเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ คือ คุณมนัญญา ไทยเศรษฐ์ จะเอาจริงสักเพียงใดก็ต้องดูกันต่อไป แต่ที่แน่ๆก็คือ 

เรื่องนี้จะไม่จบลงได้ง่ายๆ

 

 

'ประชานิยมพ่ายประชารัฐ'

    
 

                รัฐบาลนี้ อะไรที่ยากๆ.......

 

                บางทีก็ฟลุกๆ ยิ่งกว่าขอทานถูกหวย!

                อย่างการเปลี่ยนถ่ายสังคมยุค Manual สู่ยุค Digital คือยุคเศรษฐกิจใหม่

                ที่โลกทั้งใบถูกรัฐบาลสหรัฐฯ โดย CFR ไล่ต้อนเข้าไปอยู่ในระบบฐานข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ ตั้งแต่ปี ๒๕๓๗

                มันเป็นปัญหายากและใหญ่มากของประเทศ

                การนำหน่วยงานเข้าระบบสื่อสารข้อมูลคอมพิวเตอร์และระบบไอที

                "ไม่ยาก"

                แต่การจะให้ประชาชนเข้าไปอยู่ในระบบนั้น ชนิด "ใช้-ชิน และชอบ"

                มันยากยิ่งกว่าให้ทอนถือศีลข้อมุสา!

                แต่ไม่น่าเชื่อ........

                รัฐบาลนี้ทำได้ ทั้งเร็วและมีประสิทธิภาพ ใครเป็นคนคิดรูปแบบ "บัตรประชารัฐ" ต้องยกให้เป็น "แจ็กผู้ฆ่ายักษ์"!

                อย่างแรก.......

                ฆ่าประชานิยม "กองทุนหมู่บ้าน" ตายสนิท

                ยิ่งกว่าพาราควอตฆ่าหญ้าและฆ่าคนผ่านพืชผักผลไม้ซะอีก!

                ที่อย่าง (ยิ่ง) ใหญ่......

                ทำให้เสาเข็มประเทศคือเกษตรกร หรือกลุ่มคนที่เรียกว่าประชาชนฐานราก ชาวไร่-ชาวนา คนยาก-คนจน

                สามารถอภิวัฒน์ตัวเองสู่ยุคดิจิทัลได้เร็ว เหนือคาดหมาย

                "บัตรประชารัฐ" เปลี่ยนชาวบ้านเป็นผู้ชำนาญไอที ก็ว่ายากพอๆ กับจูงช้างลอดรูเข็ม

                แต่เหลือเชื่อ ชนิดรัฐบาลเองก็คิดไม่ถึง..........

                ว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผ่านโครงการ "ชิม ช้อป ใช้" ที่เหมือนรัฐบาลจ้าง ๑,๐๐๐ บาท ให้แต่ละคนเดินรดน้ำต้นไม้ที่แห้งเหี่ยวทั่วประเทศ

                ผลที่ได้ กลับเหนือกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจ คือ สามารถดึงคนเข้าสู่ระบบ E-Business สำเร็จเกินจินตนาการถึง แถมใช้คล่อง-ใช้เป็น พร้อมๆ กันทีเดียว ๑๐ กว่าล้านคน!

                เป็น "กลุ่มเป้าหมาย" ที่รัฐบาลหนักใจ ในการนำเข้าสู่ฐานข้อมูลเพื่อบริหาร "เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง" ทั้งนั้น

                สรุป คือ แนวคิด-แนวทำ จากรัฐบาล เพื่อประชาชนฐานราก โดยพลังประชารัฐ

                ทั้งบัตรประชารัฐ ทั้งแอปเป๋าตุง........

                แนวทาง "จ่ายตรง" จากรัฐ "ถึงตรง" กระเป๋าชาวบ้าน ผ่านบัตรสมาร์ตการ์ด ผ่านแอป สู่ฐานข้อมูล

                ยิ่งกว่ายิงด้วยดาวกระจาย นอกจากตัดคนกลางคอยชักหัวคิว และการกินเบี้ยบ้ายรายทาง อย่างโครงการเก่าๆ แล้ว

                เงินถึงตัว-ถึงเต็ม "คนยาก-คนจน" ตามเป้าหมาย และที่เหนือเป้าหมาย ก็อย่างที่บอก จูงคนส่วนใหญ่เข้าระบบ "ฐานข้อมูล" ประเทศ

                ทั้งยังฝึกวิทยายุทธ์ ให้กลุ่มคนฐานราก ใช้และชิน กับระบบอิเล็กทรอนิกส์!

                นายกฯ ประยุทธ์เปรยวานซืน (๑ ต.ค.๖๒)

                "ผมได้สังเกตดู เห็นว่าอะไรที่รัฐบาลทำแล้วดูจะได้ผล ก็มักถูกโจมตีพอสมควร..............           

                .....ที่บอกว่าการใช้เงินยุ่งยาก แต่วันนี้ เราเข้าสู่ยุคสังคมไร้เงินสดมาระยะหนึ่งแล้ว อย่างการใช้เงินจากบัตรประชารัฐ ไม่ใช่เรื่องไปแจกเงินสดในมือ

                แต่เป็นการโอนเข้าบัญชี ที่เขาเรียกว่า 'กระเป๋าเงินอิเล็กทรอนิกส์' (อีวอลเลต) เราต้องศึกษาเรื่องเหล่านี้ด้วย

                รัฐบาลมีมาตรการเหล่านี้ เพื่อควบคุมการใช้จ่ายให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และมีประสิทธิภาพ เพื่อวันหน้าทำได้อีก

                ก็เป็นธรรมดา อะไรก็ตามที่เราไม่เคยใช้ ก็ต้องเรียนรู้และคุ้นเคยกับมันเอง

                อย่างบัตรประชารัฐ ตอนแรกก็ยุ่งยากพอสมควร แต่วันนี้ ก็เข้าใจกันหมดแล้ว...."

                ถูกต้องแล้วครับ........

                ตอนผุดโครงการ ชิม ช้อป ใช้ ใหม่ๆ หมาไม่หอนด้วยซ้ำ พวกองุ่นเปรี้ยวนึกว่า "ไม่เปรี้ยง"

                แต่พอเปรี้ยง หอนยกคอกเลย หอนแบบบิดตะกูดงับหางตัวเอง ตอนนี้ ทั้งตัวผู้-ตัวเมีย นัวเนียแน่นเฟซ

                เมื่อวาน (๒ ต.ค.) มีคนว่า โครงการ ชิม ช้อป ใช้ ถ้าคะแนนเต็มร้อย เขาให้สองคะแนน

                ผมว่า "ควาย ๕ ตัวรวมกัน ยังไม่โง่เท่าชะนีน้ำเดินตัวเดียวเลย"

                ลองอ่านนี่ดูซิ.........

                Pat Hemasuk

                ถ้าคน 10 ล้านคนโหลดแอพ "เป๋าตัง" และมีค้างในสมาร์ทโฟน นี่คือการคิกออฟฟินเทคอะไรก็ได้เลยนะครับ ถ้ารัฐฉลาดพอที่จะต่อยอดสิ่งนี้

                ถ้าบอกว่าคนจีนส่วนมากมี Alipay ที่ต้องใช้เวลาผลักดันมาหลายปีจนติดตลาด

                แต่ "เป๋าตัง" ของเราใช้เวลาไม่ถึงเดือน ก็ได้มา 10 ล้านคนแล้ว นั่นคืออะไรที่คนทำธุรกิจเป็น จะเห็นถึงศักยภาพในการทำธุรกิจต่อยอดกับ 10 ล้านคนนี้

                อย่างบัตรร้าน 7-11 หรือบัตรแรบบิต ต้องใช้เวลาเท่าไร กี่ปี ถึงจะได้ยอดคนถือบัตรในหลักแสนหรือหลักล้าน

                แต่เป๋าตังนั้น เพียง 10 วัน ได้คนมา 10 ล้าน นี่คืออะไรที่รัฐบาลได้มา เหมือนส้มหล่น ที่เอามาสร้าง National e-Payment

                หรือ "อีเพย์เมนท์แห่งชาติ" ที่มีตลาดคนถือแอพใช้งานใหญ่ที่สุดในประเทศไทยได้เลย

                ผมบอกได้เลยนะว่า ถ้าส้มหล่นที่ ธ.กรุงไทย ของรัฐบาล ธนาคารทุกแห่งพร้อมที่จะคุกเข่าเอาหัวโขกพื้นอยากได้กระเป๋าเงิน 10 ล้านคน ที่ตรวจสอบประวัติแล้วกลุ่มนี้ทั้งนั้น

                ผมเชื่อว่ารัฐบาลนี้ไม่โง่หรอกครับ....

                น่าจะมีคนคิดได้ถึงผลประโยชน์ต่อยอดที่มีมูลค่าหลายพันล้าน

                ย้ำอีกที "หลายพันล้าน" อย่างแอพเป๋าตังที่มีฐานคนใช้ 10 ล้านคน แบบสายฟ้าแลบ ในเวลาไม่ถึงเดือนแบบนี้

                ผมเห็นความรวยระดับหมื่นล้าน แสนล้าน กับธุรกิจต่อยอดของแอพ "เป๋าตัง" ตัวนี้ อย่างชัดเจน

                จ้างผมไปนั่งเป็นบอร์ดซิ ผมจะสร้างเงินที่ก้อนใหญ่ที่สุดของประเทศให้ดู

                ----------------------------

                พันธุ์ปิติ เปี่ยมสง่า

                จากโครงการ ชิมช้อปใช้ ก็รู้สึกตื่นเต้นกับ การที่ภาครัฐกำลังใช้เทคนิคสารพัดในการเก็บข้อมูลประชาชน ซึ่งถ้าเป็นประโยชน์ ต่อประชาชน ก็คงไม่ว่าอะไรกันอยู่แล้วแหละ

                รอบนี้ โครงการนี้ ให้เงินก้นถุงรายหัวคนละ 1,000 บาท และถ้าประชาชนเอาเงินใส่ ก็จะคืนเงินจากการใช้ผ่านระบบนี้ให้ถึง 15% แต่ไม่เกินคนละ 4,500 บาท

                จากตารางจะเห็นว่า.....

                ถ้าโครงการนี้สำเร็จ สุดขีดคือ ผู้รับสิทธิ 10 ล้านคน หวังได้เงินคืน 4,500 บาท ทั้งหมด

                รัฐจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้ 3.1 แสนล้านบาท โดยรัฐลงทุนเพียง 10.74%

                แต่ถ้าคิดแบบแฟร์หน่อย..........

                คนไปเที่ยวจริงๆ แบบข้ามจังหวัด ทั้งกิน ทั้งใช้ ต่อหัว เฉลี่ยที่ 6,000 บาท ก็น่าจะพอได้นะ

                สำหรับยุคนี้ (อาหารสามมื้อ สองวัน+โรงแรม+ค่ารถ+ค่าช้อป แถมอยากได้ cash back)

                รัฐจะกระตุ้นได้ราว 7 หมื่นล้านบาท โดยลงทุนเพียง 20.14%

                เดี๋ยวนี้เขาหมดยุคเอาเงินหว่านแล้ว เขาหว่านน้อยๆ แล้วประชาชนจ่าย 555

                แต่ที่สำคัญ โดนไปแล้ว คือ เขาเก็บประวัติ พฤติกรรมการใช้เงินในการท่องเที่ยว บีบทางอ้อมให้ร้านค้ามาลงทะเบียน เผื่อเรียกเก็บภาษีได้ในอนาคต

                หรือจะทำแอปอื่นเพิ่มเติม เพื่อจัดการสวัสดิการใหม่ในอนาคต

                เรื่องเก็บเบอร์โทร เบอร์บัญชี ใบหน้า ไม่ต้องไปใส่ใจหรอกครับ เขาก็มีแล้วในบัตรประชาชน

                เขาเอาจริงก็ได้ แต่ยากหน่อย การขอข้อมูลข้ามกรมกองภาครัฐมันเรื่องเยอะ ไม่ให้กันง่ายๆ คนทำแอปคงรำคาญเลยเก็บใหม่ซะเองเลย ง่ายกว่าครับ

                ลักษณะการเก็บข้อมูลแบบนี้ จะมีอีกเยอะครับ บัตรเครดิต เฟซบุ๊ก แอปจ่ายเงินในร้านสะดวกซื้อ เขาก็ทำแบบนี้ทั้งนั้น

                สำหรับร้านค้าที่กลัวว่าวันหนึ่งจะโดนเล่นเรื่องภาษี ก็กลัวได้เลยครับ วันหนึ่งโดนแน่ ไม่เกินสิบปี

                เงินส่วนใหญ่จะวิ่งผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์หมด ถ้าคิดว่าเขาไม่รู้ บอกเลยว่า เขายังไม่ว่าง แค่ดูพฤติกรรมการโอนเงินเข้าบัญชีเขาก็รู้แล้วว่าค้าขายอยู่หรือไม่

                จะแยกฝากกี่แบงก์ก็ทำได้นะ เพียงแต่เขายังไม่ว่างทำน่ะครับ

                การเป็นพลเมืองดิจิทัล (digital citizenship) และการบริหารการใช้ข้อมูลเป็นเรื่องสำคัญครับ จำเป็นที่จะต้องสอนกันตั้งแต่เด็กๆ

                เรื่องแบบนี้ ก็มีอยู่ในหลักสูตรวิทยาการคำนวณถึงความเข้าใจเกี่ยวกับการอยู่ในโลกออนไลน์ครับ  แต่ก็ไม่ได้สอนกันตรงๆ แบบนี้หรอกครับ

                มุกใหม่มาทุกวัน สอนไปก็ตามไม่ทัน ต้องสอนให้เด็กคิดตาม และหัดขวนขวายหาความรู้ครับ อินเทอร์เน็ตมีเยอะแยะ เราต้องสอนให้ใช้ให้เป็นมากกว่า ถามแล้วตอบครับ

                อย่างเคสนี้ ไม่มีหรอกครับที่ถาม google ว่า รัฐได้อะไรจากโครงการนี้ รัฐจะบอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจอย่างเดียว

                สำหรับผม ลงทะเบียนเรียบร้อยแล้วครับ ใช่ว่าผมจะไม่กลัวสูญเสียความเป็นส่วนตัว

                ผมไม่เห็นว่า ผมให้ข้อมูลอะไรมากกว่าที่รัฐเคยมีแล้ว (หรือที่เคยให้พวกบัตรเครดิต หรือให้ social  network) แล้วจะไม่คุ้ม 1,000 บาท พร้อม cash back ครับ

                จากนั้น ไม่พอใจ ก็เลิกใช้ จบ

                Happy Digital Citizenship ครับ

                #ชิมช้อปใช้ #วิทยาการคำนวณ #digital_citizensh

                ครับ....เป็นไง

                คนมี "วิสัยทัศน์" เขามองปร๊าดเดียว ปัญญาทะลุ

                แต่คน "สันดานทัศน์" ไม่ว่าจะมองกี่ปร๊าด

                ..........ริษยาตาทะลุ!

 

บันทึกทูตไทยเรื่องจีน : อย่างไรคือความสัมพันธ์ Win-Win

    
 

             วันนี้เป็นตอนต่อจากเมื่อวาน...จากบันทึกของคุณวิบูลย์ คูสกุล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำจีนที่ได้นำเสนอเมื่อเร็วๆ นี้ในการสัมมนาพิเศษว่าด้วยแง่คิดความสัมพันธ์ไทยกับจีนที่มีสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงเป็นประธานที่โรงเรียนนายร้อย จปร.อย่างน่าสนใจยิ่ง

                เป็นตอนที่ทูตวิบูลย์เล่าถึงวิวัฒนาการความสัมพันธ์ของไทยจีนเข้าสู่ยุคปัจจุบัน อันเป็นการย้ำความสำคัญของการคบหากันบนพื้นฐานของการได้ประโยชน์ทั้งสองประเทศ หรือที่เรียกว่า Win-Win

                ท่านทูตวิบูลย์เล่าต่อว่า ช่วงระยะเวลาระหว่างนี้ ถือว่าความสัมพันธ์ไทยจีนพัฒนามาถึงจุดที่ดีมากที่สุดอีกช่วงหนึ่ง นอกจากการแลกเปลี่ยนการเยือนของผู้นำทางการเมืองและภาคส่วนต่างๆ แล้ว ที่สำคัญมีการเสด็จเยือนอย่างเป็นทางการของสมาชิกชั้นสูงในพระราชวงศ์ทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการในปี 2541 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเยือนจีนสม่ำเสมอ และเสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการอีกครั้ง ปี 2544 และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนจีนอย่างเป็นทางการเพื่อทรงคอนเสิร์ตกู่เจิงในปี 2545

                โดยก่อนหน้านั้น สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ก็เคยเสด็จเยือนจีนในปี 2539 ที่สำคัญที่สุด สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถในขณะนั้น ทรงเป็นผู้แทนพระองค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนอย่างเป็นทางการตามคำเชิญของประธานาธิบดี เจียง เจ๋อหมิน ในปี 2543 ซึ่งเป็นการเสด็จเยือนตอบที่ประธานาธิบดีเจียง เจ๋อหมิน ได้เดินทางมาเยือนไทยอย่างเป็นทางการก่อนหน้านี้ในปี 2542 และต่อมาประธานาธิบดีหู จิ่นเทา ของจีนก็ยังได้เดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการในปี 2546 รวมทั้งย้อนหลังกลับไปในปี 2528 ประธานาธิบดีหลี่ เซียนเนี่ยน ก็เคยเยือนไทยอย่างเป็นทางการในฐานะอาคันตุกะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว

                ถ้าจะว่าไปแล้ว ความสัมพันธ์ไทย-จีนในแต่ละยุค แม้รูปแบบจะปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม อย่างไรก็ดี เนื้อหาสำคัญคือการอำนวยหรือเกื้อกูลผลประโยชน์ระหว่างกันในกระบวนความสัมพันธ์นั้นก็ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้ผู้เขียนเชื่อว่าความร่วมมือสองฝ่ายสามารถตั้งอยู่บนพื้นฐานการพัฒนาผลประโยชน์ที่มีร่วมกันในลักษณะ “Win-Win” ได้

                เพื่อตอกย้ำในประเด็นนี้ ในช่วงต่อมาที่ผู้เขียนดำรงตำแหน่งเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน (อยู่จีนรอบที่ 5) ในหลายโอกาส ไม่ว่าจะกับสื่อมวลชนหรือในเวทีสัมมนา ในบริบทเกี่ยวกับประเด็นผลประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะภายใต้กรอบแนวคิดเส้นทางสายไหมทางทะเลของจีนนั้น

                ผู้เขียนมักยกตัวอย่างความรุ่งเรืองของ “การค้าสำเภาไทย-จีน” ในสมัยรัชกาลที่ 3 แห่งราชวงศ์จักรี ว่าในยุคนั้นการค้าทางทะเลระหว่างไทย-จีนเจริญถึงขีดสุด มีกองเรือสำเภาแล่นขนส่งสินค้าระหว่างเมืองท่าไทยจีน ขาไปบรรทุกข้าว ดีบุก ไม้ซุง ของป่าหรือแม้กระทั่งรังนกนางแอ่นจากสยาม ขากลับจากจีนบรรทุกผ้าไหม ใบชา เครื่องปั้นดินเผา หรือหลายครั้งก็ถือโอกาสบรรทุกตุ๊กตาหิน หรือที่เรียกว่า “ตัวอับเฉา” ไว้ถ่วงน้ำหนักเรือโต้คลื่นขากลับ ตุ๊กตาหินเหล่านี้ปัจจุบันยังยืนตระหง่านต้อนรับนักท่องเที่ยวจีนตามวัดต่างๆ ในกรุงเทพฯ

                จากความเชื่อของผู้เขียนที่ตอกย้ำเสมอว่า ความร่วมมือสองฝ่ายที่จะเอื้อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนนั้นต้องเป็นการเกื้อกูลประโยชน์ร่วมกัน

                ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมา ทุกครั้งเมื่อได้รับทาบทามให้ไปพูดเกี่ยวกับ BRI หรือ Belt and Road Initiative ผู้เขียนก็มักจะแสดงความเห็นว่า ถ้าสำหรับเนื้อหา BRI ประการเดียว อาจเหมาะสมกว่าที่จะเชิญผู้ทรงคุณวุฒิของจีนเป็นผู้นำเสนอ สำหรับผู้เขียน ในฐานะที่เคยเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำจีน จึงจะขอให้เป็นเรื่องทวิภาคีที่มุ่งประเด็น เช่น BRI ของจีนจะมีส่วนช่วยเสริม หรือตอบสนองต่อยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจของไทยอย่างไรด้วย โดยเฉพาะตามยุทธศาสตร์การพัฒนาพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC ของรัฐบาลไทย

                ในส่วนนี้จึงน่ายินดีที่ปัจจุบันคำว่า “ข้อริเริ่ม” “Belt and Road Initiative” หรือ BRI มีการใช้กันอย่างเป็นทางการทั่วไปมากกว่าจะใช้คำว่า “ยุทธศาสตร์” ซึ่งคำว่า “ข้อคิดริเริ่ม” หรือ “Initiative” ในภาษาอังกฤษย่อมสื่อความหมายกว้างไกลกว่าในแง่ผลประโยชน์ร่วมกันของประเทศตามแถบเศรษฐกิจและเส้นทางสายไหม สะท้อนจิตวิญญาณความรุ่งเรืองและการอำนวยประโยชน์ร่วมกันของเส้นทางสายไหมที่มีมาตั้งแต่ยุคโบราณ แน่นอนยังจะมีส่วนช่วยให้ประเทศต่างๆ เกิดความมั่นใจในประเด็น “The Rise of China” หรือการ “ผงาดขึ้นมาของจีน” นั้นว่าเป็นไปอย่างสันติ

                เพราะถ้าจะวิเคราะห์ถึงแก่นจริงๆ แล้ว ในกระบวนความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับกลุ่มประเทศอาเซียนโดยรวม รวมทั้งประเทศไทย ไม่มีสิ่งใดจะสำคัญเกินกว่าการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นระหว่างกัน โดยผ่านผลประโยชน์จากความร่วมมือด้านเศรษฐกิจและความมั่นคง ซึ่งสองฝ่ายมีร่วมกันตั้งแต่แรกถึงปัจจุบัน.

                 (พรุ่งนี้ : BRI ของจีนกับ EEC ของไทย)

แต่งตั้งอดีตนักการเมืองชื่อดัง-แกนนำแดงอุดรฯ เป็นที่ปรึกษารองประธานสภาฯคนที่สอง

    
 

3 ต.ค 62 - ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศสภาผู้แทนราษฎรเรื่อง แต่งตั้งข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง

ด้วยรองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มีความประสงค์ขอแต่งตั้ง นายธีระชัย แสนแก้ว เป็นข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมือง ตําแหน่งที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง ตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒ เป็นต้นไป

อาศัยอํานาจตามความในมาตรา ๙๒ และมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๔ จึงแต่งตั้งให้ นายธีระชัย แสนแก้ว เป็นข้าราชการรัฐสภาฝ่ายการเมืองตําแหน่งที่ปรึกษารองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ๑๕ สิงหาคม ๒๕๖๒ เป็นต็นไป
ประกาศ
ณ วันที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๒
ชวน หลีกภัย
ประธาน
สภาผู้แทนราษฎร

ในปี พ.ศ. 2551 ถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเป็นกรรมการบริหารพรรคพลังประชาชน ต่อมาในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2557 เขาได้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ในสังกัดพรรคภูมิใจไทย.

'เทวัญ' แจงยังเปิดรับบริจาคช่วยน้ำท่วม เบิกจ่ายค่าทำศพ 35 รายแล้วกว่า 3 ล้าน

    
 

นายเทวัญ กล่าวว่า สำหรับการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยได้จ่ายช่วยเหลือค่าทำศพผู้เสียชีวิตจำนวน 35 ราย เฉลี่ยรายละ 50,000 บาท บวกกับค่าเลี้ยงชีพอีก 30,000 บาท และกรณีหากมีบุตรจะให้อีก 30,000 บาท ซึ่งบางคนอาจจะได้เงินเยียวยาประมาณ 80,000 บางรายได้ประมาณ 100,000 บาท รวมจำนวนเงินที่เบิกจ่ายไปกว่า 3 ล้านบาท ส่วนที่เหลือต้องรอให้กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานความเสียหายของบ้านเรือนก่อนมาพิจารณาว่าอยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะช่วยเหลืออย่างไรบ้าง เช่น การช่วยเหลือกรณีบ้านเรือนเสียหาย ทั้งหลังไม่เกิน 200,000 บาท รวมทั้งค่าอุปกรณ์ในการดำรงชีพ ที่ต้องดูรายละเอียดก่อนที่จะโอนเงินไปให้กับจังหวัดเพื่อซื้ออุปกรณ์ให้กับประชาชนตามความเป็นจริง

'อนุสรณ์' จวก 'บิ๊กตู่' เบี้ยวแก้ รธน. บอกคนพร้อมสั่งสอนในสนามเลือกตั้ง

    
 

ประเทศไทยมาถึงจุดนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การแก้กฎหมายให้ดีขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือการทำรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญ คือหนึ่งในหลายๆหลักฐานและสิ่งบ่งชี้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีทัศนคติอย่างไร พูดและทำแต่เรื่องที่ตัวเองได้ประโยชน์เท่านั้นหรือไม่ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่แม้วาระการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะอยู่ในนโยบายเร่งด่วนข้อ 12 ที่แถลงต่อรัฐสภา แล้วจะเบี้ยว เพราะพล.อ.ประยุทธ์ คือผู้ได้ประโยชน์สูงสุดจากรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถ้าเป็นนโยบายของรัฐบาลอื่น แถลงแล้วไม่ทำคงถูกร้องไปที่องค์กรอิสระทั้งหลาย เข้าคิวตีความกันไปหมด สภาพนี้พรรคที่มีนโยบายหลักในการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างพรรคประชาธิปัตย์ จะอยู่ในรัฐบาลอย่างไร จะเผชิญแรงกดดันนี้อย่างไร เพราะใช้เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญเป็นนโยบายในการหาเสียงไว้

“นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา ก็เหมือนเอาโบร์ชัวร์หาเสียงของแต่ละพรรคมาเย็บรวม ไม่มีเอกภาพ ถ้าเป็นรถก็ปะผุนโยบาย ไม่มีอะไรใหม่ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ ประชาชนจะให้คำตอบในทุกสนามการเลือกตั้งซ่อมที่กำลังจะมาถึง” นายอนุสรณ์ กล่าว

 

'เทวัญ' เผยรัฐบาลเร่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เรื่องแก้ รธน.ไปพูดในสภา

    
 

3 ต.ค.62 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หัวหน้าพรรคชาติพัฒนา (ชพน.) ในฐานะที่ปรึกษาคณะกรรมการประสานงานสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณี 7 พรรคฝ่ายค้านเดินสายรณรงค์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยให้รัฐบาลเป็นผู้ถือธงนำ ว่า ในส่วนของพรรค ชพน.หากเสียงส่วนใหญ่เอาอย่างไรก็เอาอย่างนั้น แต่ในพรรคร่วมรัฐบาลยังไม่มีการหารือกัน เพียงแต่มีการพูดคุยกันเป็นการภายใน และจะเป็นอย่างไรยังไม่รู้ รวมถึงวิปรัฐบาลที่ยังไม่มีการหารือกันถึงเรื่องดังกล่าว เพราะขณะนี้อยู่ในช่วงปิดสมัยประชุมสภาฯ คาดว่าจะเป็นสัปดาห์หน้า ซึ่งหากมีการหยิบยกขึ้นมา ตนจะได้นำเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ไม่มีผลกระทบอะไรกับรัฐบาล เพราะรัฐบาลได้เร่งแก้ปัญหาให้ประชาชนในเรื่องเศรษฐกิจอยู่ ส่วนเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้ไปพูดกันในสภา

'มนัญญา' เดินหน้าแบนสารพิษ ลุย บ.เอกชน ตรวจสต็อกก่อนพบพิรุธอื้อ

    
 

3 ต.ค.62 - น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 2 ต.ค.ที่ผ่านมา ตนพร้อมด้วยนายฉกรรจ์ แสงรักษาวงศ์ ประธานคณะที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตร ลงพื้นที่ตรวจสอบบริษัทผู้ผลิต นำเข้า และจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์สารเคมีกำจัดศัตรูพืช คือ พาราควอต ไกลโฟเซต ทั้ง 2 แห่ง ซึ่งเป็นบริษัทในเครือเดียวกัน โดยแห่งแรกคือ บริษัท ไทยเฮอบิไซด์ จำกัด ตั้งอยู่ใน นิคมอุตสาหกรรมบางปู จ.สมุทรปราการ ได้มีการจดทะเบียนเป็นผู้ผลิต นำเข้า และจำหน่าย ซึ่งมีข้อมูลของปี 2561 นำเข้าพาราควอต 5.8 แสน กิโลกรัม ส่วนปี 2562 ไม่มีตัวเลขแจ้งการนำเข้าแต่อย่างใด เมื่อขอตรวจดูสต๊อกสินค้า พบว่ามีสารพาราควอต อยู่ 300,000 กิโลกรัม โดยผู้จัดการอ้างว่าเป็นการซื้อมาจากบริษัทอื่น ส่วนปี 2562 ได้มีการนำเข้าไกลโฟเซต 500,000 กิโลกรัม ปัจจุบันเหลืออยู่ในสต๊อก 2.7 แสน กิโลกรัม

ขณะที่ ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ บริษัท ป.เคมีเทค จำกัด ที่ตั้งอยู่ ถนนสิรินธร กล่าวว่า แม้จะอยู่ในเครือเดียวกันกับ บ.ไทยเฮอบิไซด์ จำกัด แต่จดทะเบียนเป็นผู้จำหน่ายสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ภายใต้ตราสินค้าเดียวกันเท่านั้น ซึ่งมีการส่งออกไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีสต๊อกสารเคมีดังกล่าว แต่มีการนำสารเคมีเกษตรจากบริษัทแรกส่งออก โดยการดำเนินการส่งออกเหมือนนำเข้าคือไม่ต้องเสียภาษี 

น.ส.มนัญญา ได้ตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินการดังกล่าวที่บริษัทหนึ่งมีสินค้า แต่กลับไม่ดำเนินการเป็นผู้ส่งออก ขณะที่อีกบริษัทหนึ่งไม่มีสินค้า แต่เป็นผู้ดำเนินการส่งออก ข้อมูลต่างๆที่ได้เหล่านี้ จะต้องนำไปตรวจสอบอย่างละเอียดว่า ทั้งบริษัทและหน่วยงานที่อนุญาต คือกรมวิชาการเกษตรดำเนินการตามระเบียบ ตามกฎหมายหรือไม่

ทั้งนี้ ยังเห็นว่าการส่งออกเป็นรายได้ของบริษัทผู้ค้าสารเคมี แต่ไม่ได้มีการเสียภาษี คงจะต้องมีการทบทวน และเสนอจัดเก็บภาษีการส่งออกสารเคมี เพื่อนำมาเป็นกองทุนส่งเสริมเกษตรกร ลดใช้สารเคมี ทำเกษตรอินทรีย์ แต่อาจจะยังไม่ครอบคลุมเรื่องแนวทางการเก็บภาษีนำเข้าสารเคมีเกษตร  เพราะจำเป็นที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบ และรอบด้านต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับเกษตรกรด้วย

เมื่อถามว่านายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ระบุว่าอยากให้มีการยกเลิก แต่ไม่ได้ชี้ชัดถึงระยะเวลาว่าจะยกเลิกให้ได้ภายในสิ้นปี 2562  เพราะต้องขึ้นอยู่กับคณะกรรมการวัตถุอันตราย น.ส.มนัญญา กล่าวว่า รัฐมนตรีฯก็ตอบแบบผู้ใหญ่ที่คิดแบบรอบด้าน สำหรับตนเองที่มีหน้าที่กำกับดูแลหน่วยงานที่รับผิดชอบ เรื่องนี้ก็ต้องเดินหน้าต่อไปให้บรรลุเป้าหมายภายในสิ้นปี 2562 ตามที่ได้ประกาศไว้ แต่การจะไปให้ถึงตรงนั้น ข้อมูลต้องพร้อมครบถ้วนทุกด้านด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ วันจันทร์ที่ 7 ตุลาคมจะมีการรวบรวมข้อมูลทั้งหมด รวมถึงข้อมูลที่ได้ลงพื้นที่เพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการทั้ง 4 ฝ่าย

Flagship ฝ่ายค้าน แก้ รธน. รอแนวร่วมนอกสภาฯ เสริมทีม

    
 

            หลังพรรคร่วมฝ่ายค้านที่จับมือกันแน่น เปิดยุทธการเดินสาย-ตั้งเวที จัดเสวนา ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดเพื่อเป็นเวทีวิพากษ์รัฐบาลในด้านต่างๆ ที่จัดมาแล้วหลายครั้ง ล่าสุดก็ไปยึดหัวหาดในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการตั้งเวทีชำแหละรัฐบาลกันหลายเรื่อง แต่เรือธงที่เป็น flagship ใหญ่ ของกระบวนการเคลื่อนไหวดังกล่าวของฝ่ายค้านมาตลอดก็คือ การสร้างแนวร่วม-ความตื่นตัวให้คนเอาด้วยกับพรรคฝ่ายค้านในการเคลื่อนไหวเพื่อแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน

โดยมีแนวทางที่จะเริ่มขยับหนักขึ้นเรื่อยๆ ในช่วงเดือน พ.ย. หลังเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 1 พ.ย. ซึ่งถึงตอนนั้นจะเริ่มมีแนวร่วมนอกรัฐสภามาเป็นกองหนุน เครือข่ายด้วย เช่น กลุ่มคณะรณรงค์เพื่อรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน (ครช.) ที่มีอนุสรณ์ อุณโณ นักวิชาการจากธรรมศาสตร์เป็นแกนนำ ซึ่งมีเครือข่ายเป็นแนวร่วมหลายกลุ่มอาทิ ปีกของพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือไอติม หลานอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่หลังออกจากประชาธิปัตย์ก็ออกมาเคลื่อนไหวการเมือง ในฐานะแกนนำเครือข่ายรัฐธรรมนูญก้าวหน้า โดยทางกลุ่ม ครช.จะเริ่มทำกิจกรรมอย่างเป็นทางการในวันเสาร์ที่ 5 ต.ค. ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นอกจากนี้ ในวันที่ 27 ต.ค. กลุ่มภาคีเพื่อรัฐธรรมนูญประชาธิปไตย (Associate for Democratic Constitution) ที่จะมีโคทม อารียา อดีต กกต. เป็นประธาน ก็จะเปิดตัวเป็นแนวร่วมนอกรัฐสภาเคลื่อนไหวแก้ รธน.ด้วยเช่นกัน

สาเหตุใหญ่ที่พรรคฝ่ายค้าน-แนวร่วมนอกรัฐสภาหนุนแก้ รธน.เริ่มเคลื่อนไหวเรื่องการแก้ไข รธน.ก็เพราะหลังเปิดสภา 1 พ.ย. เป็นที่แน่ชัดว่าสภาจะมีการพิจารณาญัตติขอให้ตั้ง กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่หลายพรรคการเมืองเสนอเข้าไปร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นในนาม 7 พรรคร่วมฝ่ายค้าน, พรรคพลังประชารัฐ, พรรคประชาธิปัตย์, พรรคชาติไทยพัฒนา ดังนั้น ดูแล้วยังไงที่ประชุมสภาฯ ก็จะต้องมีการตั้ง กมธ.ชุดดังกล่าวแน่นอน

กระแสประชาชนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับเรื่องการแก้ไข รธน.ที่ฝ่ายค้านโหมโรงมานานดังกล่าว วงประชุมแกนนำฝ่ายค้านก็ไม่ใช่ว่าจะอ่านไม่ออก จึงทำให้พรรคฝ่ายค้าน ต้องปรับกลยุทธ์การเมืองใหม่ เพราะหากยังใช้วิธีการเดิมๆ คนก็ไม่ค่อยสนใจมากนัก เลยจะหันไปใช้วิธีอื่นๆ เข้ามาเพื่อสร้างสีสันความสนใจให้มากขึ้น โดยเฉพาะการเปลี่ยนจากเวทีเสวนา มาเป็นการจัดเวทีปราศรัยแทน ที่จะเริ่มขึ้นช่วงปลายเดือน พ.ย. เป็นต้น ภายใต้กรอบปฏิทินการเคลื่อนไหว ที่แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ประกอบด้วย

ระยะที่ 1 สร้างการรับรู้ของประชาชนให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีปัญหา, ระยะที่ 2 สร้างความเข้าใจแก่ปัญหาประชาชนว่าเมื่อรัฐธรรมนูญมีปัญหา แล้วปัญหานั้นสัมพันธ์กับปัญหาของประชาชน เช่นปัญหาปากท้องอย่างไร, ระยะที่ 3 การสร้างฉันทามติจากทุกภาคส่วน เพื่อให้นำสิ่งที่ได้มาแสดงให้เห็นว่าประชาชนไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ เพื่อนำไปสู่การทำให้ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลและส.ว. ต้องเอาด้วยกับการแก้ไข รธน.

ขณะที่ฝ่ายพรรครัฐบาลก็รู้ดีว่า แค่การแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศก็หนักหน่วงอยู่แล้ว ครั้นจะให้ลงไปเอาด้วย ทุ่มหนักกับเรื่องแก้ไข รธน. ก็คงไม่ใช่ เพราะจะยิ่งไปเข้าทางฝ่ายค้านและจะเป็นการผูกมัดตัวเองไป เลยเกาะเวทีแก้ไข รธน.อยู่ห่างๆ คือแสดงท่าทีเอาด้วย แต่ไม่ลงไปอยู่ในสนามเดียวกับฝ่ายค้าน แม้แต่กับพรรคประชาธิปัตย์เอง ที่ชูธงแก้ไข รธน.มาตั้งแต่ตอนเข้าร่วมรัฐบาลกับพลังประชารัฐ ก็จะเห็นได้ว่าระดับแกนนำพรรค ก็พยายามสงวนท่าทีเอาไว้อยู่ห่างๆ ขณะที่พลังประชารัฐก็ใช้กลยุทธ์ เดินสายต่างจังหวัดเช่นกัน แต่เป็นการเดินสายโดยเน้นเรื่องการชี้แจงผลงานรัฐบาล การแก้ปัญหาปากท้อง ที่มีโต้โผใหญ่คือ วทันยา วงษ์โอภาสี–มาดามเดียร์ ส.ส.พลังประชารัฐ หนึ่งในทีมยุทธศาสตร์ของพรรค เป็นแม่งาน ซึ่งตอนนี้ไปทำมาแล้วหนึ่งเวทีคือที่นครราชสีมา ในชื่อโครงการ เวทีประชาธิปไตยไทยอิ่ม ภายใต้คอนเซ็ปต์ ไม่ต้องแก้ กินได้เลย และสุดสัปดาห์นี้ ก็จะมีอีกที่จังหวัดพะเยา ที่จะมีธรรมมนัส พรหมเผ่า รมช.เกษตรฯ คอยบริหารจัดการ

ทั้งหมดคือความเคลื่อนไหวของขั้วรัฐบาล-ฝ่ายค้าน และแนวร่วมการเมืองนอกรัฐสภา ก่อนที่สภาฯจะเปิดเดือน พ.ย. โดยมีเรื่องของการแก้ไข รธน.เป็นตัวเร่งให้อุณหภูมิการเมืองทั้งในและนอกรัฐสภาร้อนแรงไปตามจังหวะ.

สิงคโปร์เริ่มใช้กฎหมายข่าวปลอม โทษหนักจำคุก 10 ปี

    
 

กฎหมายต่อต้าน "ข่าวปลอม" ของสิงคโปร์เริ่มมีผลบังคับใช้เมื่อวันพุธ ระบุโทษหนักผู้เผยแพร่อาจติดคุกนาน 10 ปี ส่วนบริษัทเทคโนโลยีมีโทษปรับ 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ฝ่ายค้านหวั่นเป็นเครื่องมือกดขี่เสรีภาพ

 

    รายงานเอเอฟพีเมื่อวันพุธที่ 2 ตุลาคม กล่าวว่า กฎหมายใหม่ฉบับนี้ให้อำนาจรัฐมนตรีผู้รับผิดชอบออกคำสั่งเว็บไซต์สังคมออนไลน์ลงคำเตือนประกอบกับโพสต์ที่เจ้าหน้าที่ทางการเห็นว่าเป็นข้อมูลเท็จ และกรณีที่รุนแรงที่สุด เจ้าหน้าที่สามารถสั่งให้ลบโพสต์ได้ แต่รัฐบาลยังให้เวลาบริษัทเทคโนโลยี เช่น เฟซบุ๊ก, ทวิตเตอร์ และกูเกิล ซึ่งมีสำนักงานประจำเอเชียอยู่ในสิงคโปร์ ในการปรับตัว โดยยกเว้นบทบัญญัติบางข้อให้ชั่วคราวภายหลังกฎหมายนี้ผลบังคับใช้เมื่อวันพุธ

    ตามกฎหมายนี้ หากการกระทำใดที่เจ้าหน้าที่เห็นว่าประสงค์ร้ายและทำลายผลประโยชน์ของสิงคโปร์ บริษัทที่เป็นเจ้าของช่องทางเผยแพร่นี้อาจถูกปรับสูงสุด 1 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ (ราว 22.13 ล้านบาท) ส่วนบุคคลที่กระทำผิดอาจถูกลงโทษจำคุกสูงสุดถึง 10 ปี

    นับแต่กฎหมายนี้ผ่านสภาเมื่อเดือนพฤษภาคม กลุ่มสิทธิ, บริษัทเทคโนโลยีและองค์กรสื่อ ต่างวิตกว่า กฎหมายนี้จะถูกใช้เพื่อจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่รัฐบาลสิงคโปร์ยืนกรานว่ากฎหมายข่าวปลอมมีความจำเป็นต่อการหยุดการแพร่กระจายข้อมูลผิดๆ ที่สร้างความแตกแยกในสังคมและบั่นทอนความน่าเชื่อถือของสถาบันต่างๆ

    นักวิจารณ์ยังวิตกด้วยว่า การตัดสินว่าเนื้อหาใดเป็น "ข่าวปลอม" นั้นอยู่ในมือของเจ้าหน้าที่รัฐอย่างเดียว แต่รัฐบาลอ้างว่าประชาชนสามารถต่อสู้ในชั้นศาลได้.

 

 

 ....................................................

 

ข่าวดี! เผยภาพสัตว์ป่าหายาก 'สมเสร็จ-เสือโคร่ง-ช้างป่า' ย้ำป่าห้วยขาแข้งสมบูรณ์

    
 

3 ต.ค.62 - เพจเฟซบุ๊กกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โพสต์ภาพภาพสัตว์หายากในป่าห้วยขาแข้งโดยระบุข้อความว่า นายธานี วงศ์นาค หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้วยขาแข้ง จ.อุทัยธานี ระบุว่าเมื่อวันที่ 2 ตุลาคมที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการ ได้ออกตรวจติดตามการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าและตรวจสอบกล้องถ่ายภาพสัตว์ป่า โดยกล้องสามารถบันทึกภาพช้างป่า เสือโคร่ง วัวแดง กวาง สมเสร็จ เม่น

การตั้งกล้องบันทึกภาพสัตว์ป่า จะทำให้สะท้อนถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าที่ ที่มีความหลากหลายของกลุ่มสัตว์ป่า ทั้งกลุ่มสัตว์ป่าสงวน เช่น สมเสร็จ นอกจากนี้ข้อมูลภาพยังยืนยันข้อมูลตัวเลขและการกระจายชนิดของสัตว์ป่าที่สำคัญและบอกถึงทิศทางการเคลื่อนที่ของสัตว์ในเขตรอยต่อผืนป่าห้วยขาแข้งอีกด้วย



...........................................................

กทม.เตรียมใช้ "หอฟอกอากาศ" แก้ปัญหาฝุ่นในพื้นที่จราจรหนาแน่น

  • วันที่ 03 ต.ค. 2562 เวลา 12:30 น.
 

กทม.เตรียมใช้

ผู้ว่าฯกทม.เผยเตรียมทดลองติดตั้ง "หอฟอกอากาศ" เพื่อแก้ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 ในพื้นที่การจราจรหนาแน่น

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ตามที่สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) มีค่าเกินมาตรฐานและส่งผลกระทบต่อประชาชนในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานคร จึงกำชับให้สำนักสิ่งแวดล้อม ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนประชาชนเป็นระยะ พร้อมกำชับให้สำนักงานเขตทั้ง 50 เขต ประสานกับหน่วยงานต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาด้านการจราจร การระบายรถ การควบคุมฝุ่นละอองที่เกิดจากการก่อสร้างอาคาร และการควบคุมไม่ให้เกิดการเผาในที่โล่งแจ้งทุกประเภท

จากการติดตามประสานข้อมูลกับกรมอุตุนิยมวิทยา คาดว่าหลังจากวันที่ 1 ต.ค. 62 สภาพอากาศจะดีขึ้น เนื่องจากมีลมและฝนกระจายในพื้นที่ ทำให้สภาพอากาศที่ปิดคลี่คลายลง

ด้านการดำเนินการเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 กรุงเทพมหานคร โดยสำนักสิ่งแวดล้อม จะดำเนินการทดลองติดตั้งหอฟอกอากาศ โดยได้รับความร่วมมือจากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บริเวณสถานีรถไฟฟ้าสยาม ทางเข้าศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน จำนวน 1 เครื่อง เร็วๆนี้

สำหรับรายละเอียดหอฟอกอากาศ มีขนาดสูงประมาณ 4 เมตร กว้าง 1.5 เมตร ตัวเครื่องทำจากสเตนเลส ระบบการทำงานจะใช้หลักการดึงอากาศจากรอบตัวเครื่อง เพื่อกรองฝุ่น 2 ขั้นตอน และปล่อยอากาศบริสุทธิ์ทางด้านบน ซึ่งมีอัตราการสร้างอากาศบริสุทธิ์ไม่น้อยกว่า 17,000 ลบ.ม./ซม. ครอบคลุมพื้นที่ไม่น้อยกว่า 1,000 ตร.ม. ใช้แผ่นกรองชนิด HEPA Filter และกำลังไฟฟ้า 3.5 กิโลวัตต์ โดยจะตรวจวัดปริมาณความเข้มข้นของฝุ่นละออง PM2.5 ทั้งก่อนและหลังการติดตั้ง

"หากผลการทดลองสามารถลดปริมาณฝุ่นได้ดี จะพิจารณาติดตั้งในพื้นที่ที่มีการจราจรหนาแน่นหรือพื้นที่ที่มีประชาชนใช้บริการเป็นจำนวนมาก เช่น สถานีรถไฟฟ้าอารีย์ แยกราชประสงค์ ฝั่งพระพรหม แยกอโศก สถานีรถไฟฟ้าจตุจักร ช่องนนทรี เซ็นทรัลลาดพร้าว พร้อมพงษ์ เพลินจิต ศาลาแดง และอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ"ผู้ว่าฯ กทม.กล่าว

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครได้เตรียมจัดซื้อรถพ่นละอองน้ำ ซึ่งสามารถพ่นละอองน้ำได้ละเอียดเป็นระยะมากกว่า 10 เมตร และมีประสิทธิภาพในการจับฝุ่นละอองขนาดเล็กได้ จำนวน 6 คัน เพื่อกระจายไปยัง 6 กลุ่มเขต ขณะนี้อยู่ระหว่างดำเนินการกำหนดรายละเอียดของรถ และจะใช้งบประมาณปี 2563 ในการจัดซื้อต่อไป

...............................................................

3 ตุลาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน