*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3798
  • จำนวนผู้ชม : 2409414
  • จำนวนผู้โหวต : 522
  • ส่ง msg :
  • โหวต 522 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 5 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 386 , 17:35:29 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ขออนุญาตโพสข้อมูลเพียงเท่านี้ก่อนครับ ลูกชายโทรมาวาจะชวนไปหาของทานนอกบ้านกัน ก็เลยขัดเขาไม่ได้ครับ เพราะจะ

ไปกันทั้งบ้าน แล้วผมเองก็ไม่ได้ไปไหนนานแล้วด้วย ขออภัยนะครับ

 

 

หน้าที่ใครกรณี "ดร.ชลิตา"?

    
 

 

            จำชื่อ "หมอโด่ง" ได้มั้ย?

 

                "พันตรีวีระวุฒิ วัจนะพุกกะ" อดีตเลขาฯ รมว.พาณิชย์ ที่ศาลจำคุก ๕๐ ปี คดีทุจริตข้าวจีทูจีร่วมบุญทรง แต่หนีไปนั่นน่ะ

                เมื่อวาน (๓ ต.ค.๖๒) เว็บราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งศาล "ยึดทรัพย์" เรียบร้อยไปแล้ว

                แล้วดูนี่........

                อีกหนึ่งตัวอย่างสำนึกดีในเลว ที่ไม่รู้จะบอกว่า เห็นใจ หรือสมน้ำหน้า

                อ่านที่ "นายสมหวัง อัสราษี" นิ้วก้อยข้างซ้ายของ "วีระ-จตุพร-ณัฐวุฒิ" โพสต์เมื่อวานก็แล้วกัน

                “ใครไม่โดนกับตัวเองจะไม่รู้ว่าหนักแค่ไหนแบบเดียวกับผม ผมอยู่ นปช.มีแต่ใจเกินร้อยกับพี่น้อง

                แต่หารู้ไม่ว่า ตัวเองกำลังมีชะตากรรมที่ต้องแบกรับแทนคนอื่น

                สามเกลอใช้ผมไปเปิดบัญชี เพื่อรับเงินบริจาค และกิจกรรมอื่นๆ

                โดยที่พวกเขาไม่ยอมใช้ชื่อตัวเองไปเปิดบัญชีรองรับเงิน เพราะเขารู้ว่า จะถูกสรรพากรประเมินเสียภาษี

                ทั้งหมดนี้ ผมโดนสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากเงินเหล่านี้ เป็นเงิน 572 ล้าน

                ผมจะเอาที่ไหนไปจ่าย ก็เลยโดนฟ้องล้มละลาย และตอนนี้ โดนอายัดทรัพย์ และอายัดบัญชีทั้งหมด

                เหลือแต่ตัวแล้วครับ แถมเป็นบุคคลล้มละลายด้วย ไม่สามารถทำอะไรได้เลย

                นี่คือ สมหวัง อัสราษี ผมมันโง่เอง รักพวกจนไม่คิดถึงชีวิตและอนาคตตัวเอง บทเรียนที่แสนแพงในชีวิต

                ฉิบหายทั้งตระกูล เพียงเพราะคำว่าเพื่อน”

                อืมมมม..........

                สลักตัวแดงแจกพวกแดงทั้งแผ่นดินไว้บูชาคนละผืนไปเลย

                "ฉิบหายทั้งตระกูล เพียงเพราะคำว่าเพื่อน”

                ก็อาจเลือนๆ กัน "สมหวัง อัสราษี" คือใคร ความเป็นมาในอดีต ย่อๆ จาก "เว็บไทยรัฐ" มีดังนี้ ขอลอก

                นายสมหวัง อัสราษี........

                เลขานุการ รมว.พาณิชย์และอีกตำแหน่งแกนนำเสื้อแดงคนสำคัญ ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าเป็นสปอนเซอร์รายใหญ่ จึงถือเป็นผู้รู้ลึก รู้จริงเรื่องความเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงคนหนึ่งทีเดียว!

                เพราะล่าสุด ออกมาปูดข่าวว่าวันนี้ (26 มี.ค.) นางธิดา ถาวรเศรษฐ และนายจตุพร พรหมพันธุ์

                จะเดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ฮ่องกง

                เพื่อหารือแนวทางการเคลื่อนไหว ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมหรือไม่ ไม่ช้าไม่นานคงได้เห็นกัน

                ตำแหน่งปัจจุบัน :

                2 พฤศจิกายน 2555 ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ)

                ตำแหน่งอื่นๆ :

                30 สิงหาคม 2554 ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง)

                24 มกราคม 2555 ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ)

                ก็จบรายการ "มรณานุสติ"!

                แต่ แหม...มันก็น่าเป็นแกนนำบ้างนะ เฉพาะภาษียังตั้ง ๕๗๒ ล้าน แล้วเงินต้นจะขนาดไหน คิดเอา?

                คุยเรื่อง "ดร.ชลิตา บัณฑุวงศ์" ดีกว่า........

                ตำแหน่งเธอ รองหัวหน้าภาควิชาสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา คณะสังคมศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์

                เป็นทั้งดอกเตอร์ ทั้งจานมหาลัย มันสมองต้องเยอะล้นกะโหลก เส้นผมจึงร่นไปเกือบครึ่งกระบาล

                เธอดังชั่วข้ามคืน บนเวที ๗ พรรคฝ่ายค้าน ที่ปัตตานี เมื่อ ๒๘ ก.ย. ด้วยบทนางเอกสามหาว ประมาณว่า

                “.........ประเทศไทยอาจจะไม่จำเป็นต้องมีรัฐเดี่ยวหรือแบบรวมศูนย์ ซึ่งอาจจะรวมถึงมาตราที่ ๑ ด้วยก็ได้”

                แบบนี้ก็เป็นเรื่องซี

                เพราะมาตรา ๑ คือ "หัวใจรัฐธรรมนูญ-หัวใจประเทศ" ที่จะร่างมากี่ฉบับ ใครก็จะไม่แตะมาตรานี้

                ขนาดรัฐธรรมนูญฉบับแรกของคณะราษฎร ล้มอำนาจพระมหากษัตริย์ เปลี่ยนการปกครองจากสมบูรณาญาสิทธิราชย์เป็นระบอบประชาธิปไตย

                ยังต้องเจิมไว้เป็นมาตราแรกว่า........

                มาตรา ๑ สยามประเทศเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

                ประชาชนชาวสยามไม่ว่าเหล่ากำเนิดหรือศาสนาใด ย่อมอยู่ในความคุ้มครองแห่งรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน

                แล้วนี่ เธอกินยาเสียสติมาจากไหน จะให้แบ่งแยกประเทศ เทปสั้น-เทปยาวที่พูด เป็นหลักฐานชัด

                แต่ก็ไม่รู้นะ อาจจะได้มันปากฟรีก็เป็นได้ เพราะไม่เห็นเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เขารู้สึก-รู้สาอะไรกับเรื่องนี้

                เกี่ยงกัน เหมือนกรณี ส.ส.ขอนแก่นเข้าไปอยู่ในคุกแล้ว ทั้งรัฐธรรมนูญก็เขียนแยกแยะไว้ชัด ว่าตรงไหน-แค่ไหน จะขาดจะยังไม่ขาดจากความเป็น ส.ส.

                แต่โยนกันไป-โยนกันมา สภาฯ ก็ว่า ไม่มีอำนาจชี้ขาด โยนไปที่ กกต.

                กกต.ลูบๆ คลำๆ รักษาตัวรอดเป็นยอดดีดีกว่า เขี่ยไปรัฐบาล รัฐบาลเขี่ยก็ลับ

                ลงท้าย "ศาลรัฐธรรมนูญ" กลายเป็นศาลครอบจักรวาล!

                เนี่ย จะเป็นบรรทัดฐาน เอะอะโยนศาลรัฐธรรมนูญ

                ไม่ใช่ไม่ชัดในกฎหมาย แต่สังเกตว่า จะเป็นลักษณะสังคมชาติซะก็ไม่รู้?

                ชอบมีอำนาจวาสนา แต่ไม่กล้าตัดสินใจ

                "กลัว" ต้องรับผิดชอบ!

                อย่างกรณี ดร.ชลิตา ผู้กองปูเค็ม ไปยื่นหนังสือถึงอธิการบดี ม.เกษตรฯ

                นายศรีสุวรรณ เดี๋ยวว่าจะไปร้องต่ออัยการสูงสุดตามมาตรา ๔๙ ต่อมาบอก อาจเข้าข่ายความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๓ บ้าง มาตรา ๑๑๖ บ้าง

                ก็ว่าไป แต่สรุปว่า เรื่องใหญ่ขนาดนี้ ทุกคน...งง

                ไม่รู้ใครต้องเป็นเจ้าภาพ ทั้งไม่แน่ใจจะเข้าข่ายกฎหมายไหน มาตราไหน?

                เออ...ดูๆ มันก็พิลึกนะ

                เรื่องใหญ่ระดับหัวใจ แต่ถึงเวลา หมออยู่ไหน..คนไหน..และใครเป็นญาติ

                ไม่รู้ ไม่มี!

                "หน้าที่ของรัฐ" ล่ะ มีมั้ย?

                มี...หมวด ๕ ในรัฐธรรมนูญ ว่าด้วย "หน้าที่ของรัฐ" มาตรา ๕๒ บอกว่า เช่น

                รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน...ฯลฯ......

                ฉะนั้น อย่ามั่วสงบสยบความเคลื่อนไหวอยู่เลย เป็นเรื่องอาญา เหตุประจักษ์ซึ่งหน้า

                จะฝ่ายมั่นคง ฝ่ายตำรวจ ต้องจัดการกรณีนี้ให้รู้ผิด-รู้ถูก ไม่ควรนิ่งเฉย

                จะมาตรา ๑๑๓ หรือ ๑๑๖ ตามประมวลกฎหมายอาญา เป็นเรื่อง "หน้าที่ของรัฐ" ต้องจัดการ

                เคยมีตัวอย่างมาแล้ว ผู้ต้องหากลุ่มเดียวกัน กระทำแบบเดียวกัน

                แต่ศาลตัดสินทั้งยกฟ้อง ด้วยเหตุไม่มีพยานหลักฐานและเหตุพยานหลักฐานยืนยันไม่ได้ว่าจำเลยเป็นผู้กระทำผิด

                และทั้งศาลตัดสินจำคุกมาแล้ว เพราะหลักฐานพร้อม!

                ขอยกจากเว็บ "ประชาไท" ในคดีจำคุกมาให้ศึกษา และขอบคุณไว้ตรงนี้ด้วย

                -------------------

                ประชาไท

                22 ก.ค.58 ศาลจังหวัดเชียงรายนัดฟังคำพิพากษาคดีนายออด สุขตะโก และพวกรวม 3 คน ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 116

                จากกรณีถูกกล่าวหาว่าได้ร่วมกันติดป้ายที่มีข้อความว่า “ประเทศนี้ไม่มีความยุติธรรม กูขอแยกเป็นประเทศล้านนา” บริเวณสะพานลอยหน้าห้างเซ็นทรัลพลาซา เชียงราย เมื่อวันที่ 26 ก.พ.57

                ช่วงเดียวกับที่มีการชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ที่กรุงเทพมหานคร

                ในคดีนี้ มีทั้งสารวัตรป้องกันปราบปราม สภ.เมืองเชียงราย และเจ้าหน้าที่ทหารเป็นผู้เข้าแจ้งความร้องทุกข์       โดยจำเลยทั้งสาม ได้แก่ นายออด สุขตะโก, นางถนอมศรี นามรัตน์ และนายสุขสยาม จอมธาร เป็นกลุ่มคนเสื้อแดงในอำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

                ถูกจับกุมในช่วงเดือน มิ.ย.57 ภายหลังการรัฐประหาร ก่อนได้รับการประกันตัว และให้การปฏิเสธข้อกล่าวหา

                ศาลจังหวัดเชียงรายได้อ่านคำพิพากษาโดยสรุปให้ฟัง โดยพิจารณาในสามประเด็นหลัก

                ได้แก่ มีการติดป้ายข้อความตามฟ้องจริงหรือไม่ ศาลรับฟังจากพยานหลักฐานของโจทก์ เห็นว่าได้มีการนำแผ่นป้ายไปติดที่สะพานลอยที่เกิดเหตุจริง

                โดยมีภาพเคลื่อนไหวจากกล้องวงจรปิดที่ระบุวันเวลาไว้ และปรากฏภาพบุคคล 6 คนนำแผ่นป้ายไปติด

                ศาลพิจารณาต่อว่า จำเลยทั้งสามเป็นหนึ่งใน 6 บุคคลตามภาพหรือไม่

                โดยเห็นว่าจากภาพของกล้องวงจรปิดที่พนักงานสอบสวนจัดทำเป็นภาพนิ่ง มีใบหน้าตรงกับจำเลยทั้งสาม ทั้งได้มีผู้ใหญ่บ้านของจำเลยมาเบิกความยืนยันภาพว่าเป็นจำเลยทั้งสามจริง

                ในประเด็นสุดท้าย ศาลพิจารณาว่าข้อความตามป้ายมีความผิดตามมาตรา 116 หรือไม่

                โดยศาลพิเคราะห์ว่า การนำสืบของจำเลยเจือสมกับโจทก์ เรื่องที่สถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเวลาเกิดเหตุ มีความแตกแยกในหมู่ประชาชน

                มีการจัดตั้งกลุ่มการเมืองต่างๆ ป้ายข้อความดังกล่าวจึงอาจก่อให้เกิดความวุ่นวายขึ้น

                ข้ออ้างที่ว่า ไม่มีความยุติธรรมต่อกลุ่มการเมืองของจำเลยทั้งสามเป็นการคิดเอาเองฝ่ายเดียว

                ถ้อยคำ “ขอแยกเป็นประเทศล้านนา” มีความหมายว่าไม่ยอมรับการยกคำร้องของศาลอาญาในการขอออกหมายจับแกนนำกลุ่ม กปปส.ในช่วงนั้น

                เป็นการปฏิเสธอำนาจของศาลอาญาที่มีกฎหมายให้อำนาจในการปฏิบัติหน้าที่ไว้ มิใช่เพื่อแสดงความเห็นหรือติชมโดยสุจริต

                จึงมีเจตนาทำให้เกิดความกระด้างกระเดื่องในหมู่ประชาชนถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบขึ้นในราชอาณาจักร

                ศาลจึงพิพากษาว่า จำเลยทั้งสามมีความผิดตาม ม.116 ให้จำคุกคนละ 4 ปี

                แต่จำเลยให้การเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาอยู่บ้าง จึงให้ลดโทษ 1 ใน 4 เหลือจำคุก 3 ปี

                และจำเลยทั้งสามไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน จึงให้รอการลงโทษไว้ เป็นระยะเวลา 5 ปี

                ครับ.....

                นี่คือตัวอย่าง "ใครคือเจ้าภาพ?" ในคดีอย่างนี้ ไม่ได้ยกมาในความหมายเจาะจงว่า ที่ ดร.ชลิตาพูดนั้นผิด

                ผิด-ถูก เป็นวินิจฉัยของศาล แต่การนำเข้าสู่กระบวนการ เป็นเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐ

                รับผิดชอบกันหน่อยนะ!. 

เหตุซับ-เหตุซ้อน' ก่อนฟ้าสาง


    
 

 

            เดือนตุลานี่ ดาวอะไรก็ไม่รู้

                ถีบแรงน่าดู!

                ระยะนี้ ไม่เฉพาะบ้านเมืองเรา แต่ทั้งโลก จึงมีแต่เรื่องประเภทโลกาวินาศส่งท้าย "ท้าทาย-ทดสอบ" มากเป็นพิเศษ

                แต่อะไรก็ช่างเถอะ

                มีเหตุการณ์หนึ่ง ที่ต้องบอกว่า น่าจะเป็น "ปรากฏการณ์แรก" ของสถาบันตุลาการ

                ทราบกันแล้วกระมัง ที่เมื่อวาน (๔ ต.ค.๖๒) ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลา หลังตัดสินยกฟ้อง ๕  จำเลย ในคดีความผิดต่อชีวิต อั้งยี่ ซ่องโจร ฯ เสร็จแล้ว

                ท่าน "ยิงตัวเอง" ในศาล!

                ผู้พิพากษาท่านนั้น คือ..........

                "นายคณากร เพียรชนะ" ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลา

                จากเว็บข่าวไทยรัฐ รายงานไว้ตอนหนึ่ง ญาติจำเลยที่อยู่ในห้องพิจารณาของศาล เล่าให้นักข่าวฟัง ว่า.....

                "ขณะกำลังพิจารณาคดีน้องชาย ก่อนที่จะมีคำพิพากษายกฟ้อง จากนั้น ผู้พิพากษาบอกว่าเครียด

                และพูดถึงปัญหาส่วนตัวอยู่ประมาณ ๑๐ นาที แล้วลุกขึ้นจากเก้าอี้

                โดยที่ไม่มีใครคาดคิด........

                ท่านผู้พิพากษาได้ชักปืนที่พกติดตัวมา หันหลังออกไป แล้วยิงเข้าที่บริเวณหน้าอก ๑ นัด จนล้มลง"

                ตอนบ่ายสามกว่าๆ "โฆษกศาลยุติธรรม" แถลง อาการท่านปลอดภัยแล้ว

                สอบถามเบื้องต้นถึงสาเหตุ โฆษกบอก เกิดจากความเครียดส่วนตัวของท่าน

                และว่า "สำนักงานศาลยุติธรรม" จะตรวจสอบข้อเท็จจริงต่อไป

                ครับ......

                นี่แหละ เหตุเช่นนี้ ไม่เคยมีมาก่อนในวงการตุลาการ เมื่อมีขึ้น จึงเกิดคำถามเชิงฉงนมากมายจากสังคม

                จำเป็นและเร่งด่วนมาก......

                ที่ "สำนักงานศาลยุติธรรม" ต้องมีคำตอบและคำอธิบายถึงเรื่องราวและสาเหตุแท้จริงให้ประชาชนได้รับทราบ

                ไม่เช่นนั้น ด้วยโลกยุค "ภาคีเครือข่ายสังคม" ก็จะมีคนพวกหนึ่ง

                ปั้นแต่งเรื่องราว กระจายผ่านระบบสื่อสาร ๒ ทาง ที่เรียก "โซเชียลมีเดีย" ให้คนหลงตามไปในทิศทางของตน

                ถึงตอนนั้น อธิบาย "ข้อจริง" อย่างไร ก็ยากล้าง "ข้อเท็จ" ที่สังคมซึมซับไปก่อนแล้ว จาก "เฟกนิวส์"

                เท่าที่เห็น เกิดเหตุไม่กี่นาที......

                ปรากฏว่ามี ทั้งเอกสาร มีทั้งเรื่องราว อ้างอิงเป็นเหตุกดดันให้ท่านเครียดจนต้องฆ่าตัว สู่สื่อโทรทัศน์ สื่อโซเชียล ไปแล้ว

                และนักการเมือง ฉกฉวยไปปั่นสถานการณ์ตามสันดานแล้ว!

                ไม่เพียง "ยะลา" ที่เกิดจุดสนใจ

                "ปัตตานี" ที่อยู่ติดกัน ก็ไม่น้อยหน้า คงไม่ต้องอธิบายกระมังว่า จากเรื่องใด

                ก็ที่ ๗ พรรคค้าน จัดเวทีเสวนา "พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่"

                และ ดร.ชลิตา จาก ม.เกษตรฯ "กลุ่มคนอยากเลือกตั้ง" พูดประหนึ่ง "จุดไฟในนาคร" นั่นแหละ

                วานซืน (๓ ต.ค.) แม่ทัพภาคที่ ๔ ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ สน.

                มอบอำนาจให้ "พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ" ผู้ชำนาญการสำนักงานกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค ๔ ส่วนหน้า (กอ.รมน.)

                ไปร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจภูธรปัตตานี ให้ดำเนินคดี กับบุคคลรวม ๑๒ คน

                -นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ ๗๘ ปี หน.เพื่อไทย

                -นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ๔๐ ปี หน.อนาคตใหม่

                -พลโทภราดร พัฒนถาบุตร ๖๔ ปี อดีตเลขาฯ สมช.

                -นางชลิตา บัณฑุวงศ์ ๔๗ ปี อาจารย์ ม.เกษตรฯ

                -นายสมพงษ์ สระกวี ๖๙ ปี

                -นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ ๗๕ ปี หน.เพื่อชาติ

                -นายมุข สุไลมาน ๗๐ ปี

                -นายนิคม บุญวิเศษ ๔๙ ปี หน.พลังปวงชนไทย

                -นายรักชาติ สุวรรณ ๕๕ ปี

                -นายอสมา มังกรชัย ๔๕ ปี

                -นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ๗๕ ปี หน.ประชาชาติ

                -นายศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ ๔๘ ปี นักวิชาการอิสระ

                โดยกล่าวหาในความผิดฐาน.......

                "ร่วมกันทำให้ปรากฏแก่ประชาชนด้วยวาจา หนังสือ หรือวิธีการอื่นใด อันมิใช้เป็นการทำภายในความมุ่งหมายแห่งรัฐธรรมนูญ หรือมิใช่เพื่อแสดงความคิดเห็นหรือติชมโดยสุจริต

                เพื่อให้เกิดปั่นป่วนและกระด้างกระเดื่องต่อประชาชน ถึงขนาดที่จะก่อความไม่สงบภายในราชอาณาจักร หรือเพื่อให้ประชาชนล่วงละเมิดกฎหมายแผ่นดิน"

                ไปแจ้งความ แล้ว กอ.รมน.มีอะไรเป็นหลักฐานไปยืนยันว่าทั้ง ๑๒ คนนั้น ทำความผิด?

                ที่ พล.ต.บุรินทร์ นำไปมอบเป็น "วัตถุพยาน" และตำรวจรับเป็นหลักฐานไว้แล้ว ก็มี

                -แผ่นวีซีดี บันทึกข้อมูลการพูดในเวทีเสวนา การไลฟ์สด ในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ ๖ แผ่น

                -เอกสารการถอดเทปการพูดในเวทีเสวนาในวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุ รวมเอกสาร ๒ ชุด ชุดละ  ๓๗ แผ่น

                ใช่....

                การเสวนาวันนั้น ถ่ายทอดสดผ่านสื่อออนไลน์ "พรรคประชาชาติ" และอัปโหลดลงช่องยูทูบด้วย

                คน กอ.รมน.ก็อยู่ในกลุ่มประชาชนผู้มารับฟัง ๑๕๐ กว่าคน และได้จดบันทึกเนื้อหาทั้งหมดที่เสวนากันไว้

                โดยเฉพาะ ๗ พรรคค้าน "แตกพรรค" จน "พรรคแตก" ไม่พอ

                ดร.สมองล้นกะโหลก "ชลิตา" ยังโชว์วาทะ "แตกชาติ" ดังจะยกมาให้ดูท่อนหนึ่ง

                "...ส่วนเรื่องรัฐธรรมนูญ มาตราที่พี่น้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา และศาสนา ที่พี่น้อง จชต.กังวล

                มันก็ยังคงอยู่ มีปัญหาสำคัญ คือ

                เป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่เห็นหัวประชาชน เพราะมีการให้อำนาจแก่องค์กรอิสระต่างๆ มากมาย เหนือองค์กรที่มาจากอำนาจของการเลือกตั้ง

                พี่น้องลองคิดดู หลังการเลือกตั้ง เราได้ ส.ส. เมื่อมีปัญหาความเดือดร้อนทุกวันนี้ ส.ส.มีบทบาทสำคัญในการแก้ไขปัญหา ไปหาถึงบ้าน นำปัญหาไปพูดในสภา

                เราจะเห็นว่ากลไกรัฐสภาสำคัญอย่างไร แต่ รธน.นี้ กลับลดอำนาจองค์กรที่มาจากการเลือกตั้ง

                สรุปสุดท้าย.......

                ดิฉันเห็นว่ามีความจำเป็นที่จะต้องแก้ไข รธน.ใหม่ ที่ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น

                ในบริบทของ จชต.คิดว่า เราสามารถใช้เวที รธน.มาถกเถียงถึงใจกลางของปัญหาสถานการณ์ความไม่สงบ

                ที่ผ่านมามีงานวิชาการหลายชิ้น ที่บอกว่าปัญหา จชต.ที่จริงแล้ว เป็นปัญหาเรื่องอำนาจอธิปไตยของรัฐไทย ในแบบปัจจุบัน ที่ไม่สามารถเผชิญกับความแตกต่างทางศาสนาและชาติพันธุ์ได้

                ฉะนั้น เราต้องการรัฐที่มีความแยกย่อย ยืดหยุ่น มีการใช้อำนาจอธิปไตย ที่จะโอบรับความแตกต่างหลากหลายได้ สามารถจินตนาการถึงการเมืองประเภทต่างๆ ได้

                เช่น ประเทศไทย อาจจะไม่จำเป็นต้องมีรัฐเดี่ยวหรือแบบรวมศูนย์

                ดิฉันหวังว่า ในกระบวนการแก้ รธน.เราจะมีพื้นที่จะสามารถอภิปรายเรื่องนี้ได้

                เราจะต้องทำให้เป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เราจะถกเถียงกันในมาตราต่างๆ ใน รธน.ที่เราจะแก้ไข (ปัญหาชายแดนใต้) ได้โดยตรง

                ซึ่งอาจจะรวมถึงมาตราที่ ๑ ด้วยก็ได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร...ขอบคุณค่ะ"

                อ่านแล้วรู้สึกอย่างไรกันมิทราบ?

                แต่ขอทำความเข้าใจนิด เรื่องอยู่ในขั้นร้องทุกข์กล่าวโทษ ตำรวจยังไม่ได้ตั้งข้อหา ต้องรวบรวมหลักฐานตรวจสอบก่อน

                ชัดเจนแล้ว ถึงจะเชิญท่านผู้วิเศษทั้ง ๑๒ ท่านไปสอบปากคำ สู่ความเป็นหรือไม่เป็นผู้ต้องหา

                พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.มอบให้ "พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข" รอง ผบ.ตร.ควบคุมคดี

                ฉะนั้น ตอนนี้ อย่าเพิ่งไปชี้หน้าว่าเขาผิดเชียว

                เดี๋ยวเขากัดเอาไม่รู้ด้วยนะ.....

                ก็ไม่เห็นเรอะ ชำนาญกฎหมายแต่มารับใช้โจร

                แก๊งนี้...เขามีเป็นแผง! 

โปรดใช้ดุลยพินิจ'สังคมออนไลน์'ชำแหละเป็นข้อๆปมผู้พิพากษายิงตัวเองและคำแถลง25หน้าหลุดถึงมือปิยบุตรได้อย่างไร!

    
 

5 ต.ค 62 - ขณะนี้สังคมออนไลน์มีการส่งต่อข้อคิดเห็นเรื่อง "งานไม่เนียนไปเรียนมาใหม่นะ" ต่อกรณีผู้พิพากษา จ.ยะลา ใช้อาวุธปืนยิงตัวเอง  โดยเนื้อหาระบุว่า  ประเด็นร้อนตอนนี้คงไม่มีเรื่องไหนที่สังคมให้ความสนใจมากไปกว่ากรณีที่ นายคณากร เพียรชนะ ผู้พิพากษาศาลจังหวัดยะลา ใช้อาวุธปืนยิงตัวเองหลังอ่านคำพิพากษาคดีที่ อ้างว่า อธิบดีผู้พิพากษา ภาค 9 มีคำสั่งทางลับให้เปลี่ยนคำพิพากษา

-เรื่องนี้ เราสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้นะ เพราะนาย คณากร เขียนเป็น "คำแถลงการณ์ผู้พิพากษา" ไม่ใช่คำพิพากษาหรือคำสั่งศาล ที่กระทำในพระปรมาภิไธย เรามาลองวิเคราะห์ประเด็นที่น่าสงสัยกัน

-ตอนแรกที่รับรู้ข่าวว่า ผู้พิพากษายิงตัวตายบนบัลลังก์ ก็มีความแปลกใจกับข่าวอย่างมาก จึงยังไม่รีบนำเสนอข่าวนี้ ต่อมาไม่นาน ก็มีการเผยแพร่คำแถลงการณ์ความยาว 25 หน้า โดยใช้กระดาษที่มี "ตราครุฑ" ซึ่งปกติจะต้องเป็นคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลเท่านั้น ที่จะใช้หัวกระดาษที่มีตราครุฑและคำว่า "ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์" ส่วนคำแถลงการณ์ของผู้พิพากษานั้นเป็นความเห็นส่วนตน จะใช้กระดาษที่มีตราครุฑไม่ได้ จุดนี้เหมือนมีเจตนาแฝงชัดเจน

-ผู้พิพากษาพกปืนขึ้นบัลลังก์ ปกติแล้วจะห้ามพกพาอาวุธทุกชนิดเข้าไปในบริเวณศาล เว้นแต่เจ้าพนักงานที่มีอำนาจหน้าที่ การที่ผู้พิพากษาพกพาอาวุธปืนขึ้นอ่านคำพิพากษา แล้วใช้อาวุธปืนยิงตัวเองในห้องพิจารณาคดี ควรจะต้องมีความกดดันอย่างสูง คดีที่อ่านคำพิพากษาเป็นเพียงความผิดเกี่ยวกับร่างกายธรรมดา ไม่ใช่คดีก่อการร้าย ผู้ต้องหาก็เป็นชาวบ้านทั่วไป ไม่ใช่กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบ ในคำแถลงการณ์ของ นายคณากร ก็กล่าวว่า อธิบดีฯ มิได้มารับรู้พยานหลักฐานในคดีด้วยตนเองเลย แสดงว่า อธิบดี ไม่รู้จักผู้ต้องหา แล้วอะไรคือสาเหตุให้ อธิบดีผู้พิพากษา ภาค 9 จะต้องมีคำสั่งให้เปลี่ยนคำพิพากษาอย่างที่กล่าวอ้าง

-มีการเตรียมการล่วงหน้า ทั้งจัดทำคำแถลงการณ์ ถ่ายคลิปกล่าวหา แล้วส่งให้กับนักการเมืองพรรคหนึ่ง เมื่อเดือน ก.ย.62 ซึ่งศาลนัดตัดสินคดี ต.ค.62 คำพิพากษาล่วงรู้ถึงบุคคลภายนอกล่วงหน้าประมาณ 1 เดือน นี่ไม่ใช่วิสัยที่ผู้พิพากษาพึงปฏิบัติเลย

-พกปืนขึ้นบัลลังก์ รวมถึงโพสต์เฟชบุ๊คขอรับบริจาค หลังเกิดเหตุไม่นาน คำแถลงการณ์และคลิปก็ถูกเผยแพร่ โดยเครือข่ายของพรรคการเมืองนั้น เห็นได้ชัดว่าทุกอย่างเตรียมการไว้ล่วงหน้า

-ยิงตัวตายในจุดที่ไม่สำคัญ ถ้าเจตนาจะฆ่าตัวตายควรจ่อยิงที่ขมับ แต่นี่กลับยิงบริเวณลำตัวและเป็นจุดที่ไม่อันตรายถึงกับชีวิตในทันที จึงเห็นได้ว่าไม่ได้เจตนาฆ่าตัวตายจริง คำกล่าวว่าตนเองได้รับแรงกดดันจาก อธิบดีฯ จึงไม่มีน้ำหนักทันที

-เมื่อเราเอาข้อสังเกตุมาประมวลเข้ากับการออกมาโพสต์เฟชบุ๊กของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ที่กล่าวว่า ตนได้รับข้อมูลที่ "นายคณากรและจำเลย" ส่งให้ตั้งแต่ เดือน ก.ย.62 ศาลนัดตัดสินคดีเดือน ต.ค.62  แสดงว่านายปิยบุตรมีความสัมพันธ์กับทั้ง ผู้พิพากษาและจำเลย.!!

-จึงเป็นไปได้ว่า ผู้พิพากษารู้จักกับจำเลยด้วย.!!

-ความลับในคดีได้ "รั่ว" ไปถึง นายปิยบุตร ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกก่อนวันอ่านคำพิพากษา ซึ่งอาจเป็นคุณเป็นโทษกับฝ่ายโจทก์และจำเลยในคดี ในคดีอาญาฝ่ายโจทย์ ทหาร ตำรวจ อัยการ ทำคดีกันมาแทบตาย สุดท้ายคนตัดสินเอาไปบอกอีกฝ่ายดื้อๆ

-นายปิยบุตรเป็นใคร ทำไมผู้พิพากษาต้องส่งข้อมูลความลับในคดีให้ ทำไมคำแถลงการณ์ต้องกล่าวถึงเรื่องรายได้ เรื่องบ้านพักผู้พิพากษาที่ดอยสุเทพ และกล่าวหาอธิบดีผู้พิพากษา ภาค 9 สั่งเปลี่ยนคำพิพากษา เจตนาเหมือนต้องการทำลายกระบวนการยุติธรรมของไทย ในขณะที่ใกล้จะมีการพิจารณาคดีของพรรคและผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่

-ละครฉากนี้ผู้เขียนยังไม่เนียน แต่ตัวแสดงแจ้งเกิดแล้วเรียบร้อย โซเชียลขุดคุ้ยเรื่องราวออกมาตีแผ่กัน แล้วมันก็ไม่เกินความเข้าใจ เพราะตัวนายคณากร มีความนิยมในพรรคอนาคตใหม่ ส่งข้อมูลความลับในคดีให้ นายปิยบุตร ก็ไม่น่าแปลกใจเพราะพวกเดียวกัน แต่อนาคตของนายคณากรจะเป็นอย่างไรต่อไป เขาคิดไว้หรือเปล่า ไม่ทราบ

-การออกมาดาหน้าโหนประเด็น ของพรรคฝ่ายค้านที่ถูกแจ้งความดำเนินคดีความผิดตามมาตรา 116 และใกล้มีการพิจารณาคดีของพรรคอนาคตใหม่ ก็เป็นเหตุจูงใจให้เกิดเรื่องนี้ การที่นายปิยบุตร ออกมาเปิดเผยว่าตนเองได้รับข้อมูลความลับในคดีจากผู้พิพากษา ล่วงหน้า 1 เดือน ใครกันแน่ที่เปิดเผยความลับและใครกันแน่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม และกำลังพยายามทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรมไทย.!!

ซ่อมนครปฐมฉะกันแล้ว!'จรินทร์'หาเสียงช่วยลูกพรรค โวยใส่ปลัดกระทรวงท็อปเป็นข้าราชการช่วยหาเสียงได้หรือ!

    
 

อย่างไรก็ตาม ระหว่างหาเสียงขบวนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้เจอกับขบวนของนายวราวุธ ศิลปอาชา แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งมาเดินรณรงค์ในฐานะรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม(ทส.) ให้ลดใช้ถุงพลาสติก ปรากฏว่า นายจุรินทร์ได้ชี้หน้าทักทายนายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่าเป็นข้าราชการกล้านำข้าราชการทั้งกระทรวงมาหาเสียงหรือ ซึ่งกระทรวงตนเองไม่มีใครกล้ามาสักคนและไม่ให้มาด้วย

จากนั้นนายจตุพร มีสีหน้าเจือนๆ และได้พูดทิ้งท้ายว่า ไม่ได้มาหาเสียงแต่มางานรณรงค์

 (คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 ................................................

 

 

 

 

 

 ..........................................................
 

5 ตุลาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน