*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3827
  • จำนวนผู้ชม : 2422044
  • จำนวนผู้โหวต : 523
  • ส่ง msg :
  • โหวต 523 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 8 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 356 , 17:26:58 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ผู้นำโลกอย่างนาย สี่ จิ้น ผิง พูดอะไรออกมาก็เขย่าโลกทุกครั้ง แล้วคนไทยเราจะไม่ฟังเขาหรืออย่างไร เพราะสิ่งที่ตามมา

ก็จะเป็นผลกระทบต่อเราด้วย ทั้งด้านดีและเสียนะครับ

         ก่อนหน้านี้ โลกเผชิญผลกระทบจากสงครามเย็นระหว่างอเมริกา - รัสเซีย แต่ปัจจุบันกลายเป็นสงครามเศรษฐกิจ การค้า

อย่างรุนแรง ระหว่าง อเมริกา - จีน เพราะอเมริกาเพลี่ยงพล้ำทั้งเม็ดเงินและเท็คโนโลยีแก่จีนอย่างต่อเนื่อง จึงทำให้ผู้นำสหรัฐ

โดนัล ทรั๊มป์ ทนไม่ไหวอีกต่อไป แม้จะยากเย็นเพียงไหนก็ต้องยอม ก่อนจะถูกจีนสูบเลือดจนหมดตัว

 

 

 

อย่าให้เป็น 'วิกฤติตุลาการ'

    
 

                 ก็รวดเร็ว "ตามขั้นตอน"

 

                กรณีผู้พิพากษา "ลั่นไกยุติธรรม" ใส่ตัวเองบนศาลจังหวัดยะลา เมื่อ ๔ ตุลา ๖๒

                เมื่อวาน (๗ ต.ค.) ที่ประชุม "คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม" (ก.ต.) โดยนายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธาน

                มีมติตั้งอนุกรรมการตุลาการศาลยุติธรรมวิสามัญ ๓ คน ตรวจสอบข้อเท็จจริง

                -นางวาสนา หงส์เจริญ ประธานแผนกคดีเยาวชนและครอบครัวในศาลฎีกา (ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิในชั้นศาลฎีกา)

                เป็นประธาน "อนุกรรมการวิสามัญ"

                -นายอนุรักษ์ สง่าอารีย์กูล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์ (ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิในชั้นศาลอุทธรณ์) อนุกรรมการฯ

                -นายสุวิชา สุขเกษมหทัย ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา (ก.ต.ผู้ทรงคุณวุฒิในชั้นศาลชั้นต้น) อนุกรรมการฯ

                ต้องรายงานให้ ก.ต.ทราบผล ภายใน ๑๕ วัน

                ครับ...

                ก็ประมาณ ๒๓-๒๔ ตุลา ช่วงเดียวกับผลเลือกตั้งซ่อมที่เขต ๕ นครปฐม นั่นแหละ!

                ผมว่า "ผู้พิพากษาคณากร" โชคดีมาก เพราะกระสุน ๙ มม.ที่ท่านลั่นไกใส่ตัวเอง ตามแพทย์แถลง

                เข้าอกซ้าย .......

                ลูกกระสุนเฉี่ยวปอด เฉี่ยวม้าม เฉี่ยวตับ เฉี่ยวหัวใจ เรียกว่าเฉี่ยวตับ ไต ไส้ พุง อันเป็นจุดสำคัญในร่างกายทั้งหมด

                ไปทะลุหนังออกหลังด้านซ้าย....เฉยเลย!?

                จะพระ จะผี จะโชคดี จะบารมีแก่กล้า หรือจะอะไรก็ตามคุ้มครอง ก็ต้องบอกว่า "รอดปานปาฏิหาริย์"

                รอดชนิดแพทย์บอก....

                ไม่ต้องผ่าตัดใดๆ "ผู้ป่วยยิ้มแย้มแจ่มใสดี" นอนพักฟื้นให้สบายใจซักหนึ่งสัปดาห์ ก็กลับบ้านได้

                แต่ถึงแม้แพทย์ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยะลา "นพ.บรรยง เหล่าเจริญสุข" บอก "ยังไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง"

                กระนั้น ท่านก็ยังบอกว่า......

                "เรื่องหนึ่งที่ทางโรงพยาบาลและแพทย์ต้องดูแลก็คือ ในเรื่องของสภาวะจิตใจ ซึ่งก็จะให้แพทย์ทางจิตเวชเข้าไปดูแล"

                อันนี้ผมว่าสำคัญมาก 

                ลองว่า คนระดับผู้พิพากษายิงตัวเองบนศาล แถมเขียนแถลงการณ์ตัวเอง ๒๕ หน้า

                ด้วยหัวกระดาษ "ในพระปรมาภิไธยพระมหากษัตริย์"

                กล่าวหาระดับอธิบดีผู้พิพากษาภาค ว่าแทรกแซงการพิพากษาคดี แล้วส่ง ๒๕ หน้านั้น ให้ปิยบุตร "พรรคอนาคตใหม่"

                ก่อนไลฟ์แจ้งประชาชน........

                พร้อมขอเงินเยียวยาให้ภรรยาและบุตรสาว โดยให้โอนเข้าบัญชีออมสิน ตามที่เปิดเผยสื่อสารสาธารณะทั่วไป นั้น

                ถือว่า "มีเหตุผล" ที่ต้องมีแพทย์ทางจิตเวชดูแล

                และไม่เพียงโชคดีของท่านผู้พิพากษาคณากรเท่านั้น การที่ท่านไม่ตายตามที่ตั้งเจตนา

                ยังเป็นโชคดีของ "สถาบันตุลาการศาลยุติธรรม" ด้วย

                ถ้าท่านตาย....

                การตายของท่าน จะเป็นการยืนยันว่า "ทุกประเด็น" ที่เขียนเป็นแถลงการณ์ ๒๕ หน้า นั้น คือความจริง

                ตีตราประทับรับรองโดย "หนึ่งความตาย" ของผู้พิพากษา ที่คืนคำผู้พิพากษาให้ผู้พิพากษา!

                แต่เมื่อท่านไม่ตาย.......

                นั่นเท่ากับ "พยานแห่งความยุติธรรม" ทั้งมวล "อยู่ครบถ้วน"

                ทุกคำกล่าวหาในแถลงการณ์ ๒๕ หน้าของท่าน จากที่จะเป็น "ความจริง" โดยความตายรับรอง

                ความจริงที่ว่านั้น......

                ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์ "ข้อเท็จ-ข้อจริง" โดยตัวผู้พิพากษาคณากรเอง เชื่อมโยงถึงตัวบุคคลที่กล่าวหาและพาดพิงถึงทั้งหมด

                จะเป็นทั้งผู้มีส่วนร่วมพิสูจน์ และเป็นผู้รับรองร่วม

                "ก่อนพูดเราเป็นนาย เมื่อพูดไปแล้ว คำพูดนั้น เป็นนายเรา" ที่อดีตนายกฯ ชาติชายเคยกล่าวไว้ ดูจะเป็นสัจธรรม

การ "เปิดปาก-เปิดใจ" กับคณะอนุกรรมการฯ ผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริง

                นั่นแหละ "ความจริง".........

                ที่จะเป็นการ "คืนความยุติธรรมให้ประชาชน"

                ตามเจตนารมณ์ในการฆ่าตัวของท่านเองแท้จริง!

                เรื่องการฆ่า กฎหมายอาญาเขียนไว้ว่า "ฆ่าหรือทำร้ายผู้อื่น" มีความผิด

                "ตัวเอง" ไม่ใช่ผู้อื่น ดังนั้นการฆ่าหรือทำร้ายตัวเอง ถือว่า "กฎหมายไม่ได้ห้าม"

                ฉะนั้น ใครอยากฆ่าตัวเอง เชิญฆ่า ถึงไม่ตาย มีแค่แผล

                ไม่มีคุกแน่นอน

                แต่ถ้าเป็นพรรคการเมือง จะกู้เงินหรือออกเงินกู้ให้พรรค แล้วอ้าง "กฎหมายไม่ได้ห้าม" อย่างนั้น

                คุกแน่!

                เพราะพรรคการเมือง อยู่ภายใต้ "กฎหมายมหาชน" ซึ่งหลักกฎหมายมหาชนนั้น ต้องทำเฉพาะที่กฎหมายบอกให้ทำได้เท่านั้น

                อันนี้ "นอกเรื่อง" ไปนิด

                แต่เห็นเรื่องผู้พิพากษายิงตัว มีชื่อปิยบุตร-อนาคตใหม่เป็นยาดำแทรกในประเด็นแถลงการณ์อยู่ด้วย ก็แวะซะนิด

                เอาล่ะ ถึงยิงตัวเองไม่มีความผิด แต่การยิงตัวเองจะในศาล-นอกศาล ก็เป็นคดีที่ตำรวจต้องเข้าไปตรวจสอบตามหน้าที่

                กรณี "ผู้พิพากษาคณากร" ยิงตัวเองก็เช่นกัน

                "พ.ต.อ.นราวี บินแวอารง" ผกก.สภ.เมืองยะลา พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐานที่ ๑๐  ยะลา ไปตรวจที่เกิดเหตุ

                แต่ตอนไปถึง เขานำตัวไปส่งโรงพยาบาลแล้ว!

                ประเด็นที่อยากจะคุย คือ เรื่องผลตรวจสถานที่เกิดเหตุนี่แหละ

                เห็นทุกคน มุ่งแต่ด้านยิงตัวประกอบแถลงการณ์สาวไส้ระบบตุลาการ

                แล้วฝ่ายค้านก็โน้มดึงไปประกอบฉากการเมือง สร้างเงื่อนไขสู่การล้มล้างระบบ-ระบอบ

                ในฐานะ "นักข่าวอาชญากรรม" เก่า ก็อยากมองในด้านคดีบ้าง

                ตามทำนองที่ว่า "ไม่มีอาชญากรรมใด ที่อาชญากรไม่ทิ้งร่องรอยไว้"

                นี่ก็เช่นกัน น่าสนใจ ผลสอบสวนของตำรวจและผลการตรวจสถานที่เกิดเหตุ

                อย่างน้อยที่สุด ตามคำแถลงหมอใหญ่โรงพยาบาลยะลา บอกว่า เป็นกระสุนจริง ขนาด ๙ มม.

                เข้าอกซ้าย แล้วชำแรกหลบหลีก ตับ ไต ไส้พุง อันเป็นจุดสำคัญทั้งหมด ไปทะลุหนัง ออกทางหลังด้านซ้าย

                หมอไม่ได้ผ่าตัดใดๆ

                แสดงว่า "กระสุนไม่ได้ฝังใน"!

                คำถามก็มีว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน ได้ตรวจพบ "หัวกระสุน" รวมถึงปลอกกระสุน ในบริเวณที่ผู้พิพากษายิงตัวเองหรือไม่?

                ถ้าไม่พบ แล้วหัวกระสุนไปไหน?

                ถ้าพบ เป็นกระสุนชนิดใด ออกจากปากกระบอกปืนชนิดใด?

                และทั้งปืนที่ใช้ยิงตัวนั้น ตำรวจยึดไว้เป็นหลักฐานหรือไม่ได้ยึด?

                และได้ตรวจสอบหรือยังว่า เป็นปืนชนิดไหน ทะเบียนของใคร ทั้งตรวจสอบเขม่าปืนจากมือเรียบร้อยแล้วหรือไม่?

                นี่เป็นเรื่องหลักฐานที่ต้องรอบไว้แต่ชั้นแรก คนละเรื่องกับ "ข้อกล่าวหา" ในคำแถลงการณ์ ที่ฝ่ายศาลจะตรวจสอบเอง

                รวมถึงความจริงที่สังคมสงสัย ด้านเกี่ยวพันพรรคและการไลฟ์ขอบริจาค

                ผมเชื่อว่า เมื่อเกิดเหตุ สังคมโซเชียลคงตามไปเปิดเฟซ "คณากร ตุลาคม" และพบหลายเรื่องที่ท่านโพสต์ชวนฉงนปนสงสัย

                มีอยู่โพสต์ อดีตผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ท่านประกาศชื่อ ประกาศตำแหน่งต่างๆ ที่เคยเป็น รวมทั้งตำแหน่งที่ปรึกษา กกต.ชุดแรกชัดเจน

                เข้าใจว่าเป็นงานสัมมนาภายในที่ไหนซักแห่ง ท่านขึ้นไปเล่าประเภท "รุ่นพี่เล่าประสบการณ์ให้รุ่นน้องฟัง" ถึงเรื่องภายในศาล การให้ใบเหลือง-ใบแดงของ กกต.

                ฟังแล้ว....

                อย่าให้ต้องบอกเลยว่า "วิกฤติตุลาการ" ภาค ๒ จะมีหรือไม่มี คงเปิดคลิปดูกันบ้างแล้วกระมัง?

                ภาพรวมๆ คือ ท่านคณากรเป็นคน "มิติซ้อนมิติ" น่าทึ่ง!

                ตามประวัติ พื้นเพท่านเป็นคนกรุงเทพฯ ในแถลงการณ์ ๒๕ หน้า ก็บอกว่าท่านจบรามฯ

                เคยอ่านจากข่าวผู้จัดการออนไลน์ บอกว่า ที่อยู่ระบุในรายงานการตรวจสอบที่เกิดเหตุ อยู่บ้านเลขที่ ๙๐/๖๒ หมู่ที่ ๘ สันปูเลย ดอยสะเก็ด เชียงใหม่

                ย้ายจากปัตตานี มาอยู่ยะลา เมื่อเดือนเมษานี้เอง

                เห็นบ้านท่านที่เชียงใหม่ จากมีผู้นำมาประกอบข่าว ก็เรียกว่า "สมฐานะ" ไม่ใหญ่โตหรือซอมซ่อ พอดีๆ

                สรุป คือ ฐานะที่เป็น

                ไม่จำเป็นต้องขอรับการเยียวยาคือการขอรับบริจาคจากประชาชนเลย!

                เหล่านี้ ยิ่งเป็นเสน่ห์ชวนค้นหาทางกระบวนการสู่ความยุติธรรมในสถาบันตุลาการ

                ด้วยเจือสมทางเงื่อนปมย้อนแย้งในตัวมันเองหลายๆ อย่าง กรณีผู้พิพากษายิงตัวเองกับประเด็นในแถลงการณ์ ๒๕ หน้านั้น

                จึงขับเน้นซึ่งกันและกัน ยั่วเย้าให้สังคมอยากรู้ ว่าจุดที่คงอยู่ใน "ความจริงแท้"

                มันคืออะไร?

                ซึ่งมันเป็นอะไร ที่สามารถสั่นคลอนสู่การโค่นล้มอะไร-ต่อมิอะไรได้ในอนาคต

                ถ้าปล่อยให้สังคมรอจนฟ้าสาง แล้วก็ยังสะสางชนิด "ไม่สิ้นสงสัย"! 

 

แเดนใต้ หลังฝ่ายแค้นตั้งวงถกแก้มาตรา1

    
 

 โดยการบรรยายพิเศษดังกล่าว เกิดขึ้นภายหลัง 12 แกนนำฝ่ายค้านและนักวิชาการ เปิดเวทีเสวนาในหัวข้อ "พลวัตรแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้สู่นับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่" จนนำไปสู่ การแจ้งความดำเนินคดีกระทำความผิดมาตรา 116 รวมถึงกรณีนายคณากร เพียรชนะผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดยะลาหรือ ยิงตัวเอง  ภายหลังพิพากษาคดี

ก่อนหน้านี้ พล.อ.อภิรัชต์ เคยให้สัมภาษณ์ว่า ตนจะพูดเรื่องสถานการณ์จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยเฉพาะเรื่องการแก้ไขปัญหาในพื้นที่ เพราะใครจะเข้าใจปัญหาภาคใต้ได้ดีกว่าคนที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ เนื่องจากตนเคยอยู่ในพื้นที่เป็นอดีตผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจยะลามาก่อน เคยกิน เคยนอน และทำงานที่นั้นเป็นเวลา 1 ปีครึ่ง ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการเตรียมข้อมูล โดยจะเป็นผู้บรรยายเอง.

'โฆษกศาล'กางระเบียบการตรวจร่างคำพิพากษา คดีประเภทไหนเข้าเกณฑ์ต้องส่งตรวจ

    

8 ต.ค.62- นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม อธิบายถึงกระบวนการขั้นตอนการออกคำพิพากษาศาลชั้นต้น และการตรวจร่างคำพิพากษาของอธิบดีผู้พิพากษาภาค ว่า เรื่องการตรวจร่างคำพิพากษาของภาคไม่ใช่การแทรกแซง อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจในการตรวจร่างคำพิพากษาและทำความเห็นแย้งได้ตามกฎหมาย 

สำหรับวิธีการตรวจร่างฯ นั้น เดิมประธานศาลฎีกาเคยออกคำแนะนำเกี่ยวกับการปฏิบัติงานคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคตั้งแต่ปี 2555 และต่อมามีระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม ว่าด้วยมาตรฐานการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ.2560 ระบุเรื่องนี้ไว้ ซึ่งต่อมามีการแก้ไขในปี 2562 ออกเป็นระเบียบราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรมว่าด้วยการรายงานคดีสำคัญในศาลชั้นต้นและศาลชั้นอุทธรณ์ต่อประธานศาลฎีกา และการรายงานคดีและการตรวจสำนวนคดีในสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาค พ.ศ.2562  ที่ประธานศาลฎีกาได้ลงนามเมื่อวันที่ 22 ม.ค. 2562 จึงเห็นได้ว่าในเรื่องการตรวจร่างนี้ เป็นวิธีการควบคุมคุณภาพคำพิพากษาที่มีระเบียบปฏิบัติรองรับชัดเจน
 
โดยมีข้อสรุปที่น่าสนใจดังนี้ กำหนดให้อธิบดีผู้พิพากษาภาคมีอำนาจตรวจสำนวนคดีสำคัญ ได้แก่ คดีเกี่ยวกับความมั่นคง ,ความผิดเกี่ยวกับก่อการร้าย ,คดีทุกประเภทที่อัตราโทษจำคุกอย่างสูงเกิน 10 ปี หรือโทษจำคุกตลอดชีวิตหรือประหารชีวิต คดียาเสพติดที่มีการครอบครองเพื่อจำหน่ายหรือจำหน่ายในจำนวนที่มีปริมาณมาก หรือผลิตและนำเข้ายาเสพติด คดีแพ่งจะเป็นคดีที่มีราคาทุนทรัพย์พิพาทตั้งแต่ห้าล้านบาทขึ้นไปกรณีที่สถาบันการเงินเป็นโจทก์ต้องมีทุนทรัพย์ พิพาท 10 ล้านบาทขึ้นไป ,คดีละเมิดอำนาจศาล ,คดีไต่สวนชันสูตรพลิกศพ 

โดยในการตรวจร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งนั้น การส่งร่างคำพิพากษา ควรให้มีระยะเวลาการตรวจไม่น้อยกว่า 15 วันทำการโดยพิจารณาเหมาะสมและสอดคล้องกับปริมาณคดีเพื่อไม่ให้กระทบต่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม อธิบดีผู้พิพากษาภาคอาจจ่ายสำนวนและร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งให้รองอธิบดีผู้พิพากษาภาคช่วยตรวจได้หรือยังสามารถจ่ายสำนวนมาให้ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำสำนักงานอธิบดีฯหรือผู้พิพากษาอาวุโสช่วยตรวจ ซึ่งเมื่อตรวจแล้วให้เสนออธิบดีผู้พิพากษาภาคหรือรองอธิบดีฯผู้ได้รับมอบหมายพิจารณาให้ความเห็น
 
โดยการตรวจร่างคำพิพากษาหรือคำสั่งนอกจากจะตรวจสอบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนดในคู่มือปฏิบัติราชการของตุลาการ เช่น รูปแบบคำพิพากษา การใช้ถ้อยคำในตัวบทกฎหมายแล้ว ยังต้องรักษาแนวบรรทัดฐานของคำพิพากษาหรือคำสั่ง และให้การใช้ดุลพินิจของศาลเป็นไปโดยถูกต้องในแนวทางเดียวกัน ในกรณีที่ต่างไปจากแนวบรรทัดฐานควรมีเหตุผลพิเศษและให้แสดงเหตุผลพิเศษไว้ในร่างคำพิพากษาเพื่อประโยชน์แห่งความยุติธรรม
 
นายสุริยัณห์ กล่าวต่อว่า ขั้นตอนการตรวจร่างตามระเบียบนี้ เป็นกรณีที่กำหนดให้ข้าราชการฝ่ายตุลาการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายเพื่อให้การอำนวยความยุติธรรมเป็นไปโดยรวดเร็ว เป็นธรรมและปราศจากอคติทั้งปวง เพื่อให้กิจการของศาลยุติธรรมดำเนินไปโดยเรียบร้อยและเป็นระเบียบเดียวกันโดยมีมาตรฐานที่ชัดเจนและเหมาะสม การตรวจร่างคำพิพากษาจึงเป็นขั้นตอนตามกฎหมายที่มีเจตนารมณ์ให้ผู้พิพากษาที่มีประสบการณ์มากกว่าได้ช่วยเหลือองค์คณะผู้พิพากษาตรวจทาน กลั่นกรองคำพิพากษาเพื่อให้คำพิพากษาของศาลยุติธรรมเป็นหลักประกันความเป็นธรรมให้แก่ทุกฝ่ายได้อย่างแท้จริง ขณะเดียวกันก็ประกันความเป็นอิสระแก่องค์คณะผู้พิพากษาด้วย โดยหากองค์คณะยืนยันตามความเห็นเดิม อธิบดีผู้พิพากษาภาคก็จะบังคับให้เปลี่ยนแปลงผลไม่ได้ มีสิทธิแค่ทำบันทึกความเห็นแย้งติดสำนวนไว้ เพื่อให้เกิดสิทธิในการอุทธรณ์ฎีกาต่อไปเท่านั้น.

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 หมวดหมู่ : การเมือง 

 

 

 

.........................................................

 

 

 

 

 

................................................................

 

 
mgronline
 
 
 ได้อย่าง ไม่เสียอย่าง
 

ใช้น้ำเกลือฆ่าหญ้า คนปลอดภัย ไร้สารพิษ

เผยแพร่: 8 มิ.ย. 2561 08:18   โดย: MGR Online

ดร.ดวงใจ วิชัย สาขาสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ
ผศ.ดร.นพ.ปัตพงษ์ เกษสมบูรณ์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

การใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช หรือ “ยาฆ่าหญ้า”ทำให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมตามมาอย่างมากมาย มีวิธีควบคุมวัชพืชในแปลงเกษตรหลายวิธีที่ได้ผลดีมาก โดยไม่ต้องเอาสุขภาพและชีวิตของประชาชนไปแลก เช่น การใช้น้ำเกลือ

ความทุกข์ที่เกิดขึ้น
บทเรียนผลกระทบต่อสุขภาพในพื้นที่ปลูกมันสำปะหลังแห่งหนึ่งในจังหวัดชัยภูมิ พื้นที่ต้นน้ำสายสำคัญของภาคอีสาน ซึ่งเกษตรกรใช้ยาฆ่าหญ้าในกระบวนการเพาะปลูกต่อเนื่องยาวมานานกว่า 30 ปี

ทีมวิจัยได้มีโอกาสไปสัมภาษณ์เกษตรกรคนหนึ่ง เล่าให้ฟังถึงเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นกับตนเอง ในตอนเช้าของวันหนึ่ง ตอนนั้นตนมีแผลขนาดเล็กน้อยที่นิ้วเท้า เดินสวมรองเท้าแตะไปปฏิบัติภารกิจในแปลงปลูกของตนเองที่อยู่ใกล้แปลงปลูกของเพื่อนบ้านที่ผ่านการฉีดยาฆ่าหญ้ามาประมาณ 3-4 วัน เมื่อกลับถึงบ้านตนเองในตอนเย็น ตนก็เริ่มมีไข้ขึ้น แผลที่เท้าเริ่มบวมและปวดมากขึ้นในตอนกลางคืน หลังจากนั้นจึงได้ไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลประจำจังหวัด ได้ยามารับประทาน แต่อาการไม่ดีขึ้น ผ่านไป 6 วัน อาการกลับรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนถึงวันที่ 12 ของการป่วยต้องกลับไปที่โรงพยาบาลเดิมอีกครั้ง แพทย์จึงได้สั่งการรักษาด้วยการตัดนิ้วเท้าที่อักเสบรุนแรงออกจำนวน 1 นิ้วทันที และให้ยาปฏิชีวนะรักษาจนแผลหายดี ปัจจุบันคนไข้รายนี้ได้ตัดสินใจ “เลิกใช้ยาฆ่าหญ้า” โดยเด็ดขาด และไม่มีปัญหาแบบเดิมอีกแล้ว แต่ร่องรอยความพิการและความทุกข์ทรมานตอนเจ็บป่วยยังคงตรึงตราในใจ [1]

มีคนไทยจำนวนมากเท่าไรที่เจ็บป่วยแบบนี้และมีการเจ็บป่วยแบบอื่นๆ อีกหรือไม่ การเจ็บป่วยนี้มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชอย่างไร การเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นทำให้เสียค่าใช้จ่ายและค่าเสียโอกาสของทั้งผู้ป่วยและของคนอื่นๆในครอบครัวมากน้อยเพียงใด ถ้านำค่าใช้จ่ายเหล่านี้ไปคำนวณรวมเป็นต้นทุนของการผลิตจะมีมูลค่าเท่าไร ต้นทุนของระบบบริการสุขภาพจากการที่จะต้องดูแลผู้ป่วยเหล่านี้คิดเป็นมูลค่าเท่าไร ประชาชนทั่วไปที่ได้รับผลกระทบด้านสุขภาพจากการที่กินอาหารปนเปื้อนสารเคมีกำจัดวัชพืชมีกี่คน ระบบประกันสุขภาพจะต้องเตรียมงบประมาณเพิ่มขึ้นอีกเท่าไร เงินค่ายาไหลออกไปนอกประเทศเป็นมูลค่าเท่าไรต่อปี ฯลฯ เป็นโจทย์วิจัยที่หลายฝ่ายอาจจะอยากได้คำตอบ

แต่ประเทศที่เขาห่วงใยความผาสุกของประชาชนอย่างแท้จริง เขาจะไม่รอคำตอบข้างต้น เพราะมีข้อมูลจากการศึกษาวิจัยและบทเรียนของประเทศต่างๆทั่วโลกบอกชัดเจนแล้วว่า สารเคมีกำจัดวัชพืช คือ ต้นเหตุสำคัญของปัญหาสุขภาพมากมายหลายโรค ทำลายทั้งชีวิตผู้คนและสิ่งแวดล้อม [2][3][4]

ทางออกที่ได้ผลดี “น้ำเกลือ”
ปัจจุบันเกษตรกรหลายรายที่เข็ดหลาบจากความทุกข์ทรมานที่เกิดจากการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช หันไปหาทางเลือกอื่นในการทำการเกษตร โดยการเลิกใช้สารเคมีกำจัดวัชพืช พบว่า ทำให้สุขภาพดีขึ้น และผลผลิตทางการเกษตรก็ไม่ได้ลดลงแต่ประการใด [5]

เกษตรกรรายหนึ่งที่ทีมวิจัยได้สัมภาษณ์ [6] เล่าประสบการณ์ว่า พบทางเลือกใหม่ในการกำจัดหญ้าโดยการใช้ “เกลือ” ผสมน้ำในการฉีดพ่น พบว่า ทำให้หญ้าตายได้รวดเร็วกว่าการใช้สารเคมี จากเดิมที่ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชในกระบวนการเพาะปลูกมันสำปะหลังมานานกว่า 30 ปี แสดงข้อมูลเปรียบเทียบต้นทุนให้เห็น พบว่า การฉีดพ่นแปลงมันสำปะหลังในครั้งที่ 1 เพื่อ “คุมหญ้า” ต้องผสมสารเคมีจำนวน 2 ชนิด คือ ไดยูรอน 1 กิโลกรัม (ราคา 270 บาท) และ ไกลโฟเสท 1 ลิตร (ราคา 450 บาท) ผสมกับน้ำ 200 ลิตร นำไปฉีดพ่นในพื้นที่ 4 ไร่ รวมเป็นต้นทุน 720 บาท คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ย 180 บาท/ไร่ แต่ถ้าใช้ “น้ำเกลือ” ฉีดพ่น จะใช้เกลือประมาณ 20 - 25 กิโลกรัม (ราคา 130 บาท) ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นได้พื้นที่ 2.5 ไร่ คิดเป็นต้นทุนเฉลี่ยเพียง 52 บาท/ไร่ เท่านั้น ซึ่งนับว่าใช้ต้นทุนที่ถูกกว่าการใช้สารเคมีถึง 3 เท่า นอกจากนี้เกษตรกรคนนี้ยังบอกว่า การใช้เกลือในการฉีดพ่นฆ่าหญ้า ยังช่วยในการบำรุงดินอีกด้วย ทำให้มันสำปะหลังให้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ในขณะที่การฉีดพ่นสารเคมี ทำให้ใบมันสำปะหลังเป็นรอยไหม้ เกิดความเสียหาย

ประเทศไทยมีการลงทุนศึกษาวิจัยเรื่องเทคนิคทางการเกษตรในการควบคุมวัชพืชโดยวิธีอื่นๆที่ไม่ใช้สารเคมีอีกหลายวิธีและประสบความสำเร็จมากมาย ดังเช่น การวิจัยของ ตรียนัย ตุงคะเสน และคณะแห่งกรมวิชาการเกษตร [7] พบว่า การใช้จอบหมุนติดท้ายรถไถเดินตาม และจอบหมุนติดท้ายรถแทรกเตอร์ ให้ผลผลิตอ้อยสูงกว่าการใช้สารกําจัดวัชพืช แต่น่าเสียดายที่ผลการวิจัยชิ้นนี้ไม่ถูกนำมาเผยแพร่ส่งเสริมให้ใช้อย่างแพร่หลายเท่าที่ควร

อุปสรรคใหญ่คงจะเป็นเพราะเราติดกับดักทางปัญญาที่ “เสพติดสารเคมี” อย่างดิ้นไม่หลุด
คำกล่าวที่ว่า “เราเลิกใช้สารเคมีตัวนี้ไม่ได้ เพราะไม่มีสารเคมีตัวอื่นทดแทน” จึงสะท้อนถึงการติดกับดักทางปัญญาดังกล่าวอย่างชัดเจน ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นเพราะสารเคมีมีผลต่อระบบประสาทและสมอง ทำให้เราคิดหาทางออกอื่นๆ ไม่เจอ สร้างเวรสร้างกรรมแบบเดิมๆ กันต่อไป

ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วคนรุ่นเราและคนรุ่นต่อไป จะต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลาง “มหาสมุทรแห่งสารพิษ” (sea of toxins) แบบนี้ไปอีกนานเท่าไร

 ..............................................

อ่านความหมายของสุนทรพจน์ วันชาติของสี จิ้นผิง ระหว่างบรรทัด


    
 

    การสวนสนามอย่างเอิกเกริกอลังการของกองทัพจีน เมื่อวันที่ ๑ ตุลาคมที่ผ่านมา อันเป็นวันครบรอบ ๗๐ ปีของการสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนมีการแสดงแสนยานุภาพทางทหารของจีนอย่างเปิดเผยและกว้างขวาง
    หนังสือพิมพ์ China Daily ซึ่งเป็นกระบอกเสียงภาษาอังกฤษของปักกิ่งได้ตีพิมพ์รายละเอียดของอาวุธยุทโธปกรณ์ที่นำออกมาแสดงต่อสายตาชาวโลกอย่างน่าสนใจยิ่ง
    หากอ่านสุนทรพจน์ของประธานาธิบดีสี จิ้นผิง วันนั้นประกอบด้วยก็จะยิ่งเห็นภาพลักษณ์ที่จีนวันนี้ต้องการจะสำแดงต่อเวทีโลกอย่างชัดเจน
    ตอนหนึ่ง สี จิ้นผิง ประกาศว่า
    “จะไม่มีพละกำลังใดๆ มาสั่นคลอนหรือหยุดยั้งประชาชนและประเทศจีนจากการก้าวเดินไปข้างหน้า...ประชาชนชาวจีนทุกกลุ่มชาติพันธุ์ได้สร้างสรรค์ความสำเร็จที่โลกต้องตกละลึงตลอด 7 ทศวรรษแห่งความมุมานะบากบั่น”
    สี จิ้นผิง ใช้คำว่า “ความสำเร็จที่โลกต้องตกตะลึง” อย่างมีนัยสำคัญ เพราะนั่นย่อมแปลว่าจีนกำลังจะสร้างความน่าตื่นตะลึงต่อไปอีกหลายด้าน
    หากจะอ่านระหว่างบรรทัดให้จะแจ้งก็อาจตีความได้ว่าผู้นำจีนกำลังจะบอกชาวโลกว่า แม้แต่สหรัฐจะพยายามสกัดการเติบใหญ่ของจีนอย่างร้อนแรงหนักหน่วงเพียงใด พญามังกรตัวนี้ก็หาได้มีความเกรงกลัวแต่อย่างใดไม่
    สีย้ำ “ความเป็นผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน” และ “ลัทธิสังคมนิยมอันมีอัตลักษณ์แบบจีน” และยืนยันว่าจะบังคับใช้ทฤษฎีพื้นฐาน, หลักเกณฑ์และนโยบายของพรรคอย่างเต็มพิกัด
    สีบอกว่ากองทัพจีนควรยึดมั่นหน้าที่เป้าหมายและสถานะในการเป็นกองกำลังของประชาชน ปกป้องอธิปไตยและความมั่นคง ผลประโยชน์จากการพัฒนาของจีนและสันติภาพโลก
    “เราต้องยึดมั่นหลักการรวมชาติอย่างสันติและหนึ่งประเทศสองระบบ ดำรงความมั่งคั่งและความมั่นคงในฮ่องกงและมาเก๊า ส่งเสริมสายสัมพันธ์ข้ามช่องแคบ ความลูกหลานชาติจีนเป็นหนึ่งเดียว เพื่อการรวมชาติอย่างสมบูรณ์ของมาตุภูมิ”
    การตอกย้ำถึงฮ่องกงและไต้หวัน และ “การรวมชาติอย่างสันติ” ในสุนทรพจน์วันชาติย่อมเป็นการบอกกล่าวกับชาวโลกว่า การประท้วงที่ฮ่องกงที่ยังยืดเยื้อถึงวันชาติจีน และยังไม่มีท่าทีว่าจะสงบลงในเร็ววันนั้นเป็นวาระต้นๆ ของรัฐบาลจีนอย่างแน่นอน
    แม้จะยังยืนยันว่าจะ “รวมชาติอย่างสันติ” ในคำปราศรัยอย่างเป็นทางการ แต่หากย้อนไปอ่านคำปราศรัยของผู้นำจีนที่ผ่านมา ก็มีการยืนยันมาตลอดว่าหากจำเป็นต้องใช้กำลัง, ปักกิ่งก็ไม่ตัดทางเลือกนั้นแต่อย่างใด
    สังเกตด้วยว่าแต่ก่อนปักกิ่งจะพยายามบอกกับชาวโลกว่าจีนยังเป็น “ประเทศกำลังพัฒนา” และรายได้ต่อหัวของคนจีนยังอยู่อันดับที่ต่ำหากเทียบกับชาติอื่นๆ 
    แต่วันนี้ถ้อยประโยคเช่นนั้นหายไป แทนที่ด้วยคำประกาศที่แสดงความมั่นใจของตนอย่างชัดเจน
    สีกระตุ้นความพยายามที่เป็นรูปธรรมเพื่อบรรลุเป้าหมายแห่งศตวรรษสองประการและ “ความฝันจีน” ว่าด้วยการฟื้นฟูชาติ ด้วยการชี้ว่า
    “จีนวานนี้ถูกจารึกในหน้าประวัติศาสตร์โลกแล้ว ส่วนจีนวันนี้อยู่ในมือของชาวจีนหลายร้อยล้านคน จีนจะต้องมีอนาคตอันสดใสสว่างไสวยิ่งกว่าเดิม”
    ผู้นำจีนย้ำว่าสมาชิกพรรค, กองกำลังติดอาวุธและประชาชนทุกกลุ่มชาติพันธุ์จะต้องรวมเป็นหนึ่งเดียวกันยิ่งขึ้น ต้องซื่อตรงต่อภารกิจแห่งการก่อตั้งประเทศ สร้างสรรค์และเดินหน้าการพัฒนาสาธารณรัฐประชาชนจีนจากความสำเร็จที่มีอยู่ด้วย
    พอกล่าวสุนทรพจน์เสร็จ สี จิ้นผิง ก็ขึ้นรถลีมูซีนตรา “หงฉี” (ธงแดง) เพื่อตรวจพลสวนสนามอย่างเกรียงไกร ทุกประโยคที่สี จิ้นผิง เปล่งออกมาย่อมแสดงถึงย่างก้าวของจีนในวันข้างหน้าอย่างน่าสนใจยิ่ง
    เราได้ยินคำมั่นที่จะร่วมกับชาติต่างๆ ทั่วโลกในการสร้างสันติภาพ แต่เราไม่ได้ยินการตอกย้ำว่าจีนปฏิเสธ “ลัทธิครองความเป็นเจ้า” หรือ hegemony อย่างแต่ก่อน
    ศัพท์แสงทางการเมืองบางวลีที่หายไป กับถ้อยประโยคที่ปรากฏใหม่ในสุนทรพจน์วันชาติปีนี้ของสี จิ้นผิง จึงควรแก่การวิเคราะห์และประเมินทิศทางของนโยบายจีนในอนาคตอันใกล้นี้ได้พอสมควรทีเดียว.
 

 .......................................................

8 ตุลาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน