*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3853
  • จำนวนผู้ชม : 2440206
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 14 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 512 , 18:59:39 น.  
หมวด : ดารา/นักร้อง/คนดัง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน wullopp , สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ชมภาพอันน่าปีติเมื่อปรชาชนได้รับโปรดเกล้าฯให้เข้าเฝ้า ระหว่างเสด็จเยี่ยมราษฎรในอดีต โดยจะทรงสนพระทัยว่า ราษฎร

ได้ใช้น้ำที่มีต้นทางมาจากแหล่งใด แล้วมักจะทรงเสด็จไปยังแหล่งน้ำนั้นๆ เพื่อทอดพระเนตรด้วยพระองค์เองด้วย

 

   

เข้าเฝ้า ร.9 กลางทาง

.............................................

รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง"

Best Oldies Cha Cha New Playlist - Oldies But Goodies 60's And 70' Playlist

https://youtu.be/I0-f2g345lU


..............................................

 (โปรดคลิก "ข้ามโฆษณา")

มิกซ์ - Best Oldies Cha Cha New Playlist - Oldies But Goodies 60's And 70' Playlist

YouTube
 
 
 
33:12กำลังเล่น

Best Oldies Cha Cha New Playlist - Oldies But Goodies 60's And 70' Playlist

Oldies Music
 
3:01กำลังเล่น

กระซิบสวาท - อรวี สัจจานนท์ (FC)

Beam Narisara
 
3:45กำลังเล่น

Ray Conniff - Somewhere My Love

VideosTioSam
 
4:26กำลังเล่น

ทรายกับทะเล นันทิดา แก้วบัวสาย

mon nattinee
 
3:04กำลังเล่น

ฟลอร์เฟื่องฟ้า เพลงเพราะๆ

นวพล พลอยจีน
 
3:07กำลังเล่น

รักริงโง เต้นน่ารักดี

ลอยชาย ชายคนโล
 
2:52กำลังเล่น

Pretend ( 1960 ) - BRENDA LEE - Lyrics

SVansay
3:17กำลังเล่น

Red River Rock par l' Ochestre Jean-Pierre Cousteix

yendoful TITO
 
3:45กำลังเล่น

For the good times - Perry Como

Chris McMurray
3:45กำลังเล่น

"APACHE" (Guitar instrumental)

geoffers47
3:29กำลังเล่น

Rivers Of Babylon EZ -Line Dance(排舞-巴比伦河(简版)

LineDancer Ping
3:38กำลังเล่น

往事只能回味 (Instrumental Music by The Jigsaw)

Herman Lee
3:35กำลังเล่น

*GREEN GREEN GRASS....*

sauerla
4:39กำลังเล่น

The Shadows - Theme for young Lovers live on Final Tour

Robin Schmitz
 
3:40กำลังเล่น

The Carpenters - Jambalaya ( 1974 )

Oktavian Hermawan Susilo
3:04กำลังเล่น

Compass Band Obladi Oblada

CompassBandVEVO
3:26กำลังเล่น

Don't forget to remember - Electric violinist Jo A Ram(조아람)

조아람
3:46กำลังเล่น

El Condor Pasa (Guitar instrumental)

geoffers47
 
3:27กำลังเล่น

Mother Of Mine - Jimmy Osmond (Lyrics&Thaisub) ♪♫♫ ♥

Andromeda June
 
4:18กำลังเล่น

รักข้ามขอบฟ้า - ศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์

baby lee
3:54กำลังเล่น

500 miles Back to 1960s A song is from Japan. .High quality

Bluelightline
3:10กำลังเล่น

HELP ME MAKE IT THROUGH THE NIGHT.

BurnsErnst
 
3:50กำลังเล่น

เทพธิดาดอย : พญ.พันทิวา สินรัชตานันท์

วิทวัส สระทองคำ
6:57กำลังเล่น

Carpenters - Top of the World & We've Only Just Begun

Billy Rees
3:05กำลังเล่น

บาดหัวใจ สุเทพ วงศ์กำแหง

Aphirakchuchai78

 .....................................................

 

สำรวจความหมายความกตัญญูผ่านตำนานทิ้งคนแก่ในสังคมญี่ปุ่น

หากมองประเทศไทยในปัจจุบันที่กำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ​ เพราะจำนวนประชากรสูงวัยเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในฐานะลูกหลาน เราควรจัดวางตัวเองแบบไหน พาคนเฒ่าคนแก่ไปฝากเลี้ยงในสถานเลี้ยงคนชรา​ ซึ่งครอบครัวต้องมีรายจ่าย​ หรือปล่อยพวกท่านทิ้งไว้ในบ้านเพียงลำพังกับเบี้ยยังชีพคนชราเดือนละ​ 600-1,000 บาท

อย่างไรแน่คือความหมายของสังคมทิ้งคนแก่

รศ.ดร.อรรถยา​ สุวรรณ​ระดา​ อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาญี่ปุ่น​ คณะอักษรศาสตร์​ จุฬา​ลงกรณ์​มหาวิทยาลัย ​พาเราไปสำรวจคติความเชื่อของสังคมญี่ปุ่นโบราณผ่านตำนานพื้นบ้านเรื่องนิทานทิ้งคนแก่​ ซึ่ง​แม้เป็นเรื่องแต่ง​ แต่ใช่ว่าเรื่องแต่งนั้นจะไม่สะท้อนความจริงที่เกิดขึ้น เพราะส่วนหนึ่งมันคือความจริงที่เราอาจต้องทบทวนและสำรวจตัวเองบนความหมายของคำว่ากตัญญู

รศ.ดร.อรรถยา​ สุวรรณ​ระดา​

ต้นธาร​สี่แบบตำนานทิ้งคนแก่

“ตำนานทิ้งคนแก่ของญี่ปุ่นมีกี่แบบ กี่สาย มีจริงหรือเปล่า” อรรถยาเปิดตำนานด้วยการพาย้อนกลับต้นธารของตำนานเก่าแก่ของคนญี่ปุ่นที่เรียกว่า อุบะซุเตะ (Ubasute) โดย ‘อุบะ’ หมายถึงหญิงแก่ ‘ซุเตะ’ แปลว่าทิ้ง ซึ่งเล่ามาตั้งแต่สมัยโบราณ ถูกบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกในสมัยเฮอัน ประมาณคริสต์ศตวรรษที่ 8-9 โดยปรากฏอยู่ในวรรณกรรมชุด ยะมะโตะ โมะโนะงะตะริ (Yamato Monogatari) เขียนขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 10 สมัยเฮอัน

นักวิชาการญี่ปุ่นได้จัดแบ่งเนื้อเรื่องซึ่งแตกออกไปหลายสายนี้เป็นสี่ประเภทใหญ่ๆ ตามเนื้อหา แต่หากใช้ที่มาเป็นเกณฑ์ สายตำนานจะแบ่งได้สามกลุ่มคือจีน อินเดีย ญี่ปุ่น

แบบที่ 1 เล่าถึงเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เป็นคนมีความกตัญญูมาก ตรงข้ามกับพ่อของเขา เมื่อพ่อของเขาเห็นว่าทำไมปู่ถึงอายุยืน อยู่แล้วเป็นภาระให้ลูกหลาน พ่อของเด็กหนุ่มจึงจะเอาปู่ของเด็กหนุ่มไปทิ้ง โดยสร้างรถลากขึ้นมา แล้วชวนเด็กหนุ่มให้เอาปู่ไปทิ้งด้วยกัน เด็กหนุ่มไม่เห็นด้วย เมื่อเอาปู่ไปทิ้ง เด็กหนุ่มเอารถที่ลากปู่คันนั้นกลับมา ทำให้ผู้เป็นพ่อนึกสงสัยและไม่พอใจ เนื่องจากคิดว่ารถคันนี้เป็นรถอัปมงคล เด็กหนุ่มตอบว่า วันนี้เขาได้เรียนรู้แล้วว่า หากพ่อแม่แก่ก็ต้องเอาพ่อไปทิ้ง เขาจึงเก็บรถนี้ไว้เผื่อวันใดที่พ่อแก่จะได้เอาพ่อไปทิ้งในป่า ผู้เป็นพ่อเกิดความกลัว จึงรีบไปนำปู่กลับมา เด็กหนุ่มคนนี้จึงได้รับการสรรเสริญว่าเป็นเด็กหนุ่มที่มีความกตัญญูและเฉลียวฉลาดที่สามารถช่วยชีวิตของปู่ตัวเองไว้ได้ ทั้งยังทำให้พ่อของตัวเองกลับใจ

“ซึ่งเราสามารถเดาได้ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องเล่าจากประเทศจีน เนื่องจากเส้นเรื่องเน้นที่ตัวละครชายเป็นหลัก เนื่องจากประเทศจีนให้ความสำคัญกับผู้ชายมากกว่าผู้หญิง แล้วเรื่องนี้ก็เข้ามาสู่ญี่ปุ่น ก่อนที่จะนำมาเล่าสู่กันฟัง”

แบบที่ 2 พูดถึงเมืองที่มีธรรมเนียมบังคับให้ต้องทิ้งคนแก่ โดยมีเมืองหนึ่งตั้งกฎระเบียบไว้ว่า หากมีคนแก่อายุ 70 จะต้องนำไปทิ้ง หากเก็บไว้ทางการก็จะมาจับตัว เสนาบดีคนหนึ่งมีแม่แก่ชราทว่าเป็นคนกตัญญู จึงแอบซ่อนแม่ไว้ในห้องใต้ดินโดยไม่ให้ทางการรู้ จนอยู่มาวันหนึ่ง ประเทศเพื่อนบ้านที่จะเข้ามารุกรานประเทศนี้มีความกังวลว่าประเทศนี้จะมีคนเก่งหรือผู้ที่มีปัญญาหรือเปล่า จึงทำการทดสอบเชาวน์ปัญญามาโดยส่งม้าสองตัวที่มีลักษณะเหมือนกันเข้ามา เป็นม้าแม่ลูก ให้จำแนกว่าตัวไหนเป็นแม่ ตัวไหนเป็นลูก พระราชาก็ถามเหล่าขุนนาง แต่ไม่มีใครรู้ เสนาบดีผู้นี้จึงขอกลับไปบ้านเพื่อถามแม่ เนื่องจากแม่เป็นผู้ใหญ่กว่า มีภูมิปัญญา อาจจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องเหล่านี้มาบ้าง

แม่จึงบอกว่า ให้เอาหญ้าไปวางไว้ตรงหน้าม้าสองตัว ตัวที่เข้ามากินก่อนคือตัวลูก ส่วนตัวที่รอให้ลูกกินอิ่มก็คือตัวแม่ เสนาบดีจึงนำคำตอบนี้ไปบอกพระราชา แล้วพบว่ามีม้าตัวหนึ่งเข้ามากินหญ้าก่อนจริงๆ ก็ส่งคำตอบให้กับประเทศเพื่อนบ้านไป ประเทศเพื่อนบ้านส่งคำถามที่ 2 มาอีก โดยส่งไม้ที่เหลากลึงเสมอกันมา แล้วถามว่าส่วนไหนเป็นโคนไม้ ส่วนไหนเป็นปลายไม้ พระราชาถามเสนาบดี เสนาบดีขอกลับบ้านไปคิดอีกครั้ง จนพระราชาเริ่มเกิดความสงสัยว่าทำไมทุกครั้งเสนาบดีต้องเดินทางกลับบ้านไปคิด

ครั้งนี้แม่ของเสนาบดีบอกว่า ให้นำไปลอยน้ำ ส่วนที่จมคือส่วนโคน และส่วนที่ลอยคือส่วนปลายไม้ เมื่อตอบได้ ประเทศเพื่อนบ้านก็ส่งคำถามมาใหม่ โดยส่งช้างมาให้ชั่งน้ำหนัก เสนาบดีกลับไปถามแม่ แม่ก็บอกให้เอาช้างลงเรือ แล้วนำไปลอยในแม่น้ำ เพื่อดูว่าเรือจมลงถึงขีดไหน ทำสัญลักษณ์ในส่วนที่เรือจมแล้วนำช้างออก ก่อนจะนำก้อนหินมาใส่ในเรือให้จมลงให้ถึงขีด แล้วนำก้อนหินเหล่านั้นมาชั่งรวมกัน นั่นจึงเป็นน้ำหนักของช้าง

เมื่อตอบคำถามได้หมด ประเทศเพื่อนบ้านเห็นว่ามีผู้มีปัญญาที่สามารถตอบคำถามได้ทั้งหมด จึงเปลี่ยนจากการรุกรานมาเป็นมิตร ครั้นพระราชาจะปูนบำเหน็จให้เสนาบดี เสนาบดีกลับบอกว่าคำตอบเหล่านี้เขาไม่ได้เป็นคนคิดเอง แต่ถามแม่ที่ตนซ่อนไว้ในห้องใต้ดิน เพราะอายุ 70 ปีแล้ว ต้องถูกทางการจับไปปล่อย

“พระราชาเห็นว่าจริงๆ แล้วคนแก่ก็มีประโยชน์ต่อประเทศ จึงเลิกธรรมเนียมการทิ้งคนแก่ และเรียกคนแก่ที่เคยปล่อยเกาะกลับมาเลี้ยงดู เรื่องนี้เป็นพุทธชาดกจากอินเดีย ผ่านประเทศจีน แล้วเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งเนื้อเรื่องจะมีความคล้ายกับ มโหสถชาดก โดยเรื่องนี้เมื่อญี่ปุ่นนำมาเล่าก็ได้เปลี่ยนแปลงรายละเอียดต่างๆ ตั้งชื่อสถานที่ ชื่อคน ให้เป็นเรื่องของญี่ปุ่น

“ตำนานนี้ปรากฏครั้งแรกใน มะกุระโนะโซฌิ (Makura no Soshi) วรรณกรรมในสมัยเฮอันที่เล่าถึงเรื่องนี้ เป็นการเล่าถึงตำนานของเทพอะริโดฌิ ซึ่งเป็นเทพสูงอายุที่มีปัญญา และลูกที่ไม่ได้เอาพ่อแม่ไปทิ้งแต่ซ่อนไว้ จากนั้นมีเมืองข้างๆ มาทดสอบ เมื่อลูกไปถามพ่อแม่ก็ได้คำตอบมา ตาแก่ยายแก่ในเรื่องเมื่อตายแล้วก็มาเป็นเทพอะริโดฌิ วรรณกรรมเรื่องนี้จึงเป็นเหมือนกับเล่าประวัติความเป็นมาของเทพอะริโดฌิ แต่ในการเล่าก็จะมีรายละเอียดที่แตกต่างกันออกไป”

แบบที่ 3 คือการแบกขึ้นหลัง เป็นเรื่องของหญิงแก่ที่ถูกลูกสะใภ้หรือหลานสะใภ้ให้ร้าย ซึ่งจะมีความสัมพันธ์ในครอบครัวเข้ามาเกี่ยวข้อง เรื่องนี้เล่าถึงชายคนหนึ่งที่พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่เด็ก จึงถูกเลี้ยงดูโดยป้าคนหนึ่ง เมื่อเติบโตขึ้น ชายคนนี้มีภรรยา ทว่าภรรยารังเกียจป้าของสามี จึงใส่ร้ายป้าให้สามีฟัง ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างป้ากับหลานเปลี่ยนไป

วันหนึ่ง ฝ่ายภรรยาจึงยุแยงให้พาป้าไปทิ้ง ซึ่งสามีก็คล้อยตาม โดยหลอกป้าว่าจะพาไปฟังเทศน์บนภูเขา หลังจากแบกป้าไปทิ้งจนกลับมาถึงบ้าน เขาเห็นพระจันทร์แล้วนึกถึงบุญคุณที่ป้าเลี้ยงดูมา วรรณกรรมเรื่องนี้เล่าว่าแสงจันทร์ได้ส่องไปถึงข้างในจิตใจ จึงรู้สึกถึงความผิดชอบชั่วดี สุดท้ายจึงไปเอาตัวป้ากลับมา เรื่องเล่านี้มีการบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร แต่เมื่อถูกเล่าตามท้องถิ่นของญี่ปุ่นจะมีการเปลี่ยนแปลงรายละเอียด เช่น มีเทพมาช่วยเหลือให้กลายเป็นมหาเศรษฐี แล้วลูกสะใภ้มีอันเป็นไป เป็นต้น โดยตำนานสายนี้ เป็นตำนานของเมืองฌินะโนะ (Shinano)

“นี่เป็นตำนานของญี่ปุ่น เป็นเรื่องที่ถูกเล่าในต้นศตวรรษที่ 10 สายนี้เป็นสายที่ถูกเล่าในวรรณกรรมเป็นสายแรก และมีการสรุปข้อคิดสอนใจด้วยว่า ไม่ควรเชื่อฟังคำภรรยาจนเห็นผิดเป็นชอบ ซึ่งสะท้อนปัญหาแม่สามีกับลูกสะใภ้ซึ่งมีมาทุกยุคทุกสมัย จุดเด่นของเรื่องนี้คือการนำแสงจันทร์มาสะท้อนสภาพจิตใจ กระตุ้นให้รู้สึกผิดชอบชั่วดี การนำพระจันทร์มาทำหน้าที่ต่างๆ เป็นลักษณะที่จะพบในวรรณกรรมญี่ปุ่น”

อรรถยาเสริมว่า ตำนานเรื่องนี้ถูกเล่าถึงค่อนข้างมากในวรรณกรรมหรือกลอนยุคหลังของญี่ปุ่นนับตั้งแต่สมัยเฮอันเมื่อ 1,000 ปีมาแล้ว ก็จะมีบันทึก ซะระฌินะ นิกกิ (Sarashina Nikki) ซึ่งพูดถึงตำนานทิ้งคนแก่ เพราะว่าเงียบเหงาอยู่คนเดียว ไม่มีลูกหลานมาเยี่ยมเหมือนในตำนาน

แบบที่ 4 พบในนิทานสำหรับเด็กของญี่ปุ่น เกี่ยวกับตำนานหญิงแก่หักกิ่งไม้ ซึ่งเป็นการผสมระหว่างเรื่องเล่าของอินเดียที่เจ้าเมืองไม่ชอบคนแก่ และออกกฎหมายให้เอาคนแก่ไปทิ้ง คล้ายกับเรื่องเล่าของเมืองชินาโนะ โดยมีเศรษฐีผู้หนึ่งเป็นคนกตัญญูและมีแม่แก่ชรา เขาไม่อยากให้แม่ถูกเจ้าหน้าที่นำไปปล่อยเกาะ เขาคิดว่า หากเป็นดังนั้น นำไปปล่อยเองยังดีเสียกว่า จึงหลอกแม่ว่าจะพาไปชมพระจันทร์บนภูเขา จากนั้นจึงแบกแม่ไป ระหว่างทางแม่ก็หักกิ่งไม้เอาไว้ เมื่อไปถึงปลายทาง เศรษฐีได้สารภาพความจริงกับแม่ ซึ่งแม่รู้เรื่องนี้อยู่แล้ว จึงบอกกับเศรษฐีว่า ขากลับให้เดินไปตามทางที่แม่หักกิ่งไม้ไว้จะได้ไม่หลงทาง ลูกชายได้ฟังก็ซาบซึ้งมาก เมื่อกลับมาบ้านได้เหม่อมองดูพระจันทร์ ในที่สุดเขาก็ไปพาแม่กลับมา

“โดยเรื่องเล่านิทานสำหรับเด็กจะจบลงเพียงแค่นี้ แต่หากมีต่อก็จะคล้ายเรื่องของอินเดียที่เอาแม่ซ่อนไว้ แล้วมีเมืองข้างๆ มาทดสอบปัญญา สายนี้จะเน้นในเรื่องของความเมตตากรุณาของแม่ สะท้อนความรักความผูกพันของแม่ลูกในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งจะแตกต่างจากของจีนที่เน้นความกตัญญูของลูกที่มีต่อพ่อ การรวมเอาสองเรื่องนี้เอาไว้ก็เป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของคนแก่ในญี่ปุ่น ทางด้านเมตตาและปัญญา”

ปัจจัยในการทิ้งคนแก่

จากสังคมญี่ปุ่นยุคโบราณที่ตำนานเรื่องแต่งได้แสดงให้เห็นถึงเรื่องเล่าเกี่ยวกับการทิ้งคนแก่โดยมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ทั้งในส่วนของกฎระเบียบของเมือง ความเชื่อที่ว่าคนแก่ไร้ประโยชน์ ไปจนถึงสภาวะอดอยาก

อรรถยาบอกเล่าว่า ในสมัยกลางของญี่ปุ่น ราวคริสต์ศตวรรษที่ 12-16  ไม่มีนโยบายในการช่วยเหลือคนแก่ เนื่องจากเป็นช่วงสงคราม ข้าวยากหมากแพง รัฐจึงช่วยเหลืออะไรมากไม่ได้ มีเพียงการช่วยเหลือเป็นครั้งคราวโดยไม่ได้ออกมาเป็นกฎ ในสมัยเอโดะเองก็ไม่มีระบบช่วยเหลือคนแก่เช่นกัน

นอกจากนี้อรรถยายังกล่าวอีกว่า แม้ไม่มีบันทึกในประวัติศาสตร์ว่ามีเรื่องราวการทิ้งคนแก่ในสังคมญี่ปุ่นโบราณอยู่จริง แต่จากการที่ถูกเล่าขานมาอย่างยาวนาน และปรากฏอยู่ในวรรณกรรมเป็นลายลักษณ์อักษร ทำให้นักวิชาการส่วนหนึ่งเชื่อว่าเรื่องราวเหล่านี้น่าจะมีจริง

“เพราะบันทึกประวัติศาสตร์ขึ้นอยู่กับผู้ปกครอง เรื่องเล่านี้อาจทำให้ภาพลักษณ์ของผู้ปกครองดูไม่ดี จึงถูกลบทิ้งไป แล้วมาปรากฏในลักษณะของวรรณกรรมแทน ซึ่งเป็นที่รู้กันว่า วรรณกรรมก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือสะท้อนสังคมของยุคนั้นๆ รวมทั้งมีชื่อของสถานที่ที่มีอยู่จริงในญี่ปุ่น ในการทิ้งคนแก่ อาจจะเชื่อว่าไม่ได้ทิ้งร่างที่มีชีวิต แต่เป็นการทิ้งศพ แล้วเชิญวิญญาณกลับมา มันจึงกลายเป็นตำนานทิ้งคนแก่ของญี่ปุ่น

“นอกจากนี้ญี่ปุ่นยังเผชิญกับสภาวะอดอยากหลายครั้ง ซึ่งมีบันทึกอยู่ในศตวรรษที่  8-19  รวมแล้วประมาณ 500 ครั้ง เช่นในปี ค.ศ. 567 มีความอดอยากมากจนถึงขั้นกินมนุษย์ด้วยกัน ภาวะอดอยากเหล่านี้ทำให้เชื่อว่าการทิ้งพ่อแม่ก็น่าจะมีอยู่ด้วย ซึ่งอาจจะเกิดในบางพื้นที่หรือบางชุมชน”

ไม่เพียงแต่ในญี่ปุ่นเท่านั้น การทอดทิ้งคนแก่ยังปรากฏนอกสังคมญี่ปุ่น เช่น ไซบีเรีย หรือแอฟริกาใต้ก็มีการทิ้งคนแก่จริงๆ และจากการสำรวจชาวเอสกิโมทางตอนเหนือของอลาสก้าในปี 1960 พบว่ามีการฆ่าทารกและธรรมเนียมการทิ้งคนแก่เช่นกัน เนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นทำให้หาค่อนข้างลำบาก คนแก่ก็มองตัวเองเป็นภาระ การเอาคนแก่ไปทิ้งก็เหมือนเป็นการทำให้พวกเขาไม่ต้องรู้สึกผิด

ผู้สูงอายุในสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน

แม้ในปัจจุบันเทคโนโลยีทางการเกษตรก้าวหน้า ไม่ต้องพึ่งพาดินฟ้าอากาศเหมือนเช่นในอดีต จนสภาวะอดอยากหมดไป แต่ด้วยปัจจัยของสังคมเมืองที่พัฒนาเปลี่ยนแปลง คนหนุ่มสาวที่ไปทำงานในเมืองจึงทิ้งคนแก่ไว้ที่บ้าน

จากการสำรวจพบว่า คนแก่ในญี่ปุ่นมีอัตราการฆ่าตัวตายสูง สถิติบ่งบอกว่า คนแก่ที่ฆ่าตัวตายจำนวน 60 เปอร์เซ็นต์เป็นคนแก่ที่อยู่ในครอบครัวที่มีสามรุ่น แต่มีเพียง 5 เปอร์เซ็นต์จากจำนวนคนแก่ที่ฆ่าตัวตายเท่านั้นที่อยู่คนเดียว เนื่องจากเมื่อคนแก่อยู่กับลูกหลาน แล้วเห็นท่าทีของลูกหลานเปลี่ยนไป ทำให้คิดว่าตัวเองเป็นภาระ เป็นสาเหตุให้ฆ่าตัวตาย ดังนั้นคนแก่ที่อยู่กับลูกหลานอาจจะไม่ได้มีความสุขอย่างที่คนส่วนใหญ่คิด

“ในแง่หนึ่งก็น่าสนใจว่าตำนานการทิ้งคนแก่เป็นการกระตุ้นให้คนกลับมาเห็นความสำคัญของคนแก่ โดยใช้ร่วมกับปัจจัยอื่นๆ ตำนานเหล่านี้จะถูกเล่าให้ฟังกันตั้งแต่เด็ก ทำให้มันฝังอยู่ในหัวใจของพวกเขา

“คุณค่าของตำนานทิ้งคนแก่จากทั้งสี่เรื่องก็คือ จากจีนนั้นจะเน้นเรื่องความกตัญญู ส่วนเรื่องของญี่ปุ่นที่มีพระจันทร์มาเกี่ยวข้องก็จะเน้นเกี่ยวกับความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในใจ และสะท้อนปัญหาความสัมพันธ์ในครอบครัว ส่วนเรื่องคนแก่จากอินเดียจะเป็นการแสดงให้เห็นถึงคุณค่าของคนแก่ว่าเป็นผู้มีปัญญาความรู้และมีประโยชน์ ส่วนตำนานหักกิ่งไม้ก็จะทำให้ซาบซึ้งถึงความรักความเมตตาของคนแก่ที่มีต่อลูกหลาน เรื่องตำนานเหล่านี้เอื้อให้กับคนแก่ทั้งแบบที่ยังช่วยเหลือตัวเองได้และแบบที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ ทำให้เรารู้สึกผิดชอบชั่วดี ที่จะเลี้ยงดูคนแก่ ดังนั้นตำนานทิ้งคนแก่ แม้จะใช้ชื่อว่า ‘ตำนานทิ้งคนแก่’ แต่บทบาทหน้าที่ของมันก็คือเพื่อไม่ให้ทอดทิ้งคนแก่นั่นเอง”

อรรถยาทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจในบริบทร่วมกันของความเป็นสังคมตะวันออก ซึ่งยึดถือเรื่องความกตัญญูรู้คุณเป็นหลัก หากประเด็นน่าใคร่ครวญในการนำเสนอภาพคนแก่ในสังคมญี่ปุ่นปัจจุบัน คือสาเหตุการฆ่าตัวตายของคนแก่ ไม่ได้มาจากสภาวะอยู่อย่างโดดเดี่ยวของการถูกทิ้งเพียงอย่างเดียว

ตรงกันข้ามเลยทีเดียว การอยู่กับบุตรหลานที่ทำให้คนแก่มองตัวเองในฐานะที่กลายเป็นอื่นไปแล้วต่างหาก คือสาเหตุแท้จริงของการถูกทิ้ง

 
14 ตุลาคม 2562
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน