*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3853
  • จำนวนผู้ชม : 2440049
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 15 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 470 , 10:12:16 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน ลิงเขียว , wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         คอลัมนิสต์ 'ผักกาดหอม' นำเอาข้อมูลของฮ่องกงมาเผยแพร่ แล้วต่อด้วยงบฯ 2563 ของเรา เจตนาเพื่อใหรู้กันเอาไว้ก่อน

จะได้รู้ทัน 'ฝ่ายแค้น' ที่จะเอาแต่หาเรื่องว่ากล่าวรัฐบาลเรื่อยไป

          อยากให้คนไทยรุ่นนี้ ได้เห็นภาพร่องรอยความเป็นมาของประเทศเรา ก่อนจะมาเป็นปัจจุบันยุคนี้ ทั้งนี้ ในภาพแห่งอดีต

บอกให้เรารู้ว่า ข้าราชการสมัย ร.5 แต่งเครื่องแบบเต็มยศนั่งรถรางไปเข้าเฝ้า เป็นต้น

ภาพวัดชนะสงคราม ในสมัยรัชกาลที่ ๕

Facebook
Twitter
Google+
LINE
วัดชนะสงคราม ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ 5 บริเวณหน้าวัดมีรถรางไฟฟ้าวิ่งบนถนนจักรพงษ์
เผยแพร่ วันอังคารที่ 15 ตุลาคม พ.ศ.2562

วัดชนะสงคราม สร้างมาแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ วัดกลางนา ต่อมาในสมัยกรุงธนบุรี ได้มีชาวมอญมาอาศัยอยู่บริเวณวัดและได้นิมนต์พระสงฆ์มอญมาอยู่จำพรรษา แล้วเรียกชื่อใหม่ว่า วัดตองปุ ต่อมาในสมัยรัตนโกสินทร์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว กรมพระราชวังบวรสถานมงคล ในรัชกาลที่ ๑ ได้ทรงสถาปนาใหม่ขึ้นทั้งพระอาราม ด้วยพระองค์ทรงตั้งนิวาสถานอยู่หลังวัดในขณะทรงรับราชการในพระเจ้ากรุงธนบุรี

ต่อมาเมื่อทรงทำสงครามชนะอริราชศัตรูในสงคราม ๙ ทัพ รัชกาลที่ ๑ จึงทรงเปลี่ยนนามวัดใหม่ว่า วัดชนะสงคราม เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่สมเด็จพระอนุชาธิราช และเป็นมงคลแก่แผ่นดิน โดยทรงตั้งพระมหาสุเมธาจารย์ ให้เป็นผู้ครองวัดดำรงตำแหน่งเจ้าคณะใหญ่รามัญ

วัดชนะสงคราม ภาพถ่ายสมัยรัชกาลที่ ๕ บริเวณหน้าวัดมีรถรางไฟฟ้าวิ่งบนถนนจักรพงษ์

วัดชนะสงครามเป็นวัดมอญที่มีความสำคัญมาก ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ โปรดให้นิมนต์พระสงฆ์มอญวัดชนะสงคราม เข้าไปสวดพระปริตรเสกน้ำพระพุทธมนต์สำหรับสรงพระพักตร์และประพรมพระราชมณเฑียรมาจนถึงทุกวันนี้ เรียกว่า พระปริตรรามัญ

 

อย่าให้ฝ่ายแค้นแหกตา


    
 

    การชุมนุมอันยืดเยื้อของ อาตี๋ อาหมวย ฮ่องกง จากค้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดน มาเป็นให้คนฮ่องกงเลือกผู้นำของตนเอง 
    เพราะคนฮ่องกงไม่ใช่คนจีน 
    วันนี้ได้เห็นถึงผลกระทบที่ชัดเจนแล้ว  
    อัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ติดลบ ๑%
    ค้าปลีกโดยมูลค่าลดลง ๒๓%
    นักท่องเที่ยวหายไป ๔๐%
    ส่งออกหดในระดับเลวร้ายที่สุดในรอบ ๑๐ ปี    
    ฮ่องกงพลาดโอกาส "โกลเดนวีก" วันหยุดช่วงวันชาติจีน ๑-๗ ตุลาคมที่ผ่านมา 
    คนจีนไม่เข้าไปชิมช้อปใช้ในฮ่องกง  
     สูญเสียมหาศาล ค้าปลีกนั่งตบยุง 
    เหตุการณ์ชุมนุมยังไม่มีวี่แววจะจบลงเมื่อไหร่ นั่นหมายความว่า ตัวเลขทุกตัวจะพร้อมใจกันดิ่งเหวลงไปเรื่อยๆ 
    สี จิ้นผิง นั่งบนภู บีบสิวเล่นไปเรื่อยๆ รอ อาตี๋ อาหมวย ฮ่องกง แทะแขนแทะขาตัวเอง 
    ได้ที่เมื่อไหร่....ก็จบ
    ใครเชียร์ฮ่องกงไม่ใช่เรื่องเสียหาย แต่หากคิดจะทำให้กรุงเทพฯ เป็นฮ่องกง ก็ดูไว้เป็นตัวอย่าง 
    แต่ไทยกับฮ่องกงต่างกันมาก
    ฉิบหาย เมื่อไหร่ ไม่มีใครเข้ามาอุ้ม เหมือน สี จิ้นผิง อุ้มฮ่องกง 
    เลือดจะไหลซิบๆ กันทุกคน.....ทั่วหน้า 
    ลำพังผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกก็หนักหนาอยู่แล้ว หากมีโรคแทรกซ้อน เพราะฮ่องกงโมเดล ก็ลองหลับตานึกดู 
    ๑๗-๑๘ ตุลาคมนี้ เปิดสภาสมัยวิสามัญ เพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.๒๕๖๓ 
    กระทรวงไหนได้งบประมาณเท่าไหร่ มีตัวเลขที่ควรรู้     
    งบประมาณ ๒๕๖๓ วงเงิน ๓.๒ ล้านล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณก่อน ๒ แสนล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น ๖.๗% 
    อันดับ ๑ กระทรวงศึกษาธิการ ได้งบประมาณ จำนวน ๓๖๘,๖๖๐.๓๔ ล้านบาท (งบประมาณบางส่วนไปอยู่ในกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม)
      อันดับ ๒ กระทรวงมหาดไทย ได้งบประมาณ จำนวน ๓๕๓,๐๐๗.๔๓ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี  ๒๕๖๒ จำนวน ๒๕,๒๖๔.๗๖ ล้านบาท
      อันดับ ๓ กระทรวงการคลัง ได้งบประมาณ จำนวน ๒๔๙,๖๗๕.๙๘ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี  ๒๕๖๒ จำนวน ๖,๗๒๗.๙๘ ล้านบาท
      อันดับ ๔ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ จำนวน ๒๓๓,๓๕๓.๔๓ ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากงบปี  ๒๕๖๒ จำนวน ๖,๒๒๖.๘๖ ล้านบาท
    ไฮไลต์อยู่ที่ลำดับ ๔ ฝ่ายแค้นจองกฐินมาตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งด้วยซ้ำ
    จะตัดงบกลาโหมไปช่วยคนจน เพราะไทยยังเป็นประเทศยากจนอยู่
    กองทัพต้องเลิกซื้ออาวุธ เพราะโลกแข่งขันกันด้านเศรษฐกิจ ไม่มีประเทศไหนคิดทำสงครามแล้ว 
    แล้วจะซื้ออาวุธไปรบกับใคร 
    เรือดำน้ำ รถถัง เครื่องบิน ซื้อมาก็ไร้ประโยชน์
    ทหารคอร์รัปชันการซื้อขายอาวุธ งบเยอะก็กินกันเยอะ 
    หลักๆ ที่ฝ่ายแค้นให้เหตุผลในการตัดงบประมาณกองทัพ ก็ประมาณนี้ 
    ฟังเอามัน....พอได้
    เอาไว้หลอกมวลชนตัวเอง ก็คงจะเชื่อกันไปตามนั้น 
    ครับ...เรายังอยู่ในยุคนักการเมืองกะล่อน มีตัวเลขแต่ไม่เอามาให้ประชาชนดู เพราะมันไม่ตรงกับใจอยาก 
    ด่ากองทัพ ด่าทหาร ไอ้พวกโกงอย่าให้เงินมันไปซื้ออาวุธ แบบนี้ง่ายดี 
    ทั้งคนพูดและคนฟัง 
    แต่...ตัวเลขมันมี และเปลี่ยนแปลงความจริงไม่ได้ 
    งบกระทรวงกลาโหมเพิ่มขึ้นทุกปี....ก็ถูกแล้ว
    เพราะเม็ดเงินงบประมาณโดยรวมเพิ่มขึ้นทุกปี 
    ทุกกระทรวงต่างได้รับงบประมาณเพิ่มขึ้น 
    ปีนี้กระทรวงศึกษาธิการได้รับงบประมาณน้อยลง ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะอัตราการเกิดน้อยลง เด็กน้อยลง ค่าใช้จ่ายก็น้อยลง แต่กระทรวงศึกษาธิการยังคงเป็นกระทรวงที่ได้รับงบประมาณเป็นอันดับที่ ๑  อยู่ดี 
    ตัดมาที่งบกระทรวงกลาโหม 
    ยุคทายาท คสช. กองทัพได้งบเพิ่มขึ้นจนมีนัยสำคัญจริงหรือไม่ 
    ทหารเพิ่มงบให้ตัวเองมากกว่าคนอื่นจริงหรือเปล่า 
    งั้นก็ขี่ไทม์แมชชีนกลับไปปี ๒๕๔๗  
    เป็นช่วงรัฐบาลนายทักษิณ ชินวัตร บริหารประเทศ 
    ปีนั้นงบประมาณกระทรวงกลาโหม คิดเป็น ๗.๖๓% ของงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งหมด 
    ขณะที่งบประมาณปี ๒๕๖๒ ที่จัดทำโดยรัฐบาล คสช. คิดเป็น ๗.๖% ของงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งหมด 
    และงบประมาณปี ๒๕๖๓ ซึ่งจัดทำโดยรัฐบาลประยุทธ์ คิดเป็น ๗.๓% ของงบประมาณรายจ่ายรวมทั้งหมด 
    เห็นตัวเลขแล้วคิดอ่านประการใด 
    มา...มาดูกันให้ละเอียดยิบ ระหว่างกระทรวงกลาโหม กับกระทรวงที่มักถูกนำไปเปรียบเทียบคือ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข
    ปี ๒๕๔๗ กระทรวงกลาโหมได้งบประมาณ ๗.๘๕ หมื่นล้านบาท คิดเป็น ๗.๖๓% ของงบรวม  ๑.๐๒๘ ล้านล้านบาท 
    กระทรวงศึกษาธิการได้ ๑.๙ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๔.๕๑ หมื่นล้านบาท
     ปี ๒๕๔๘ กระทรวงกลาโหมได้งบประมาณ ๘.๑๒ หมื่นล้านบาท     คิดเป็น ๖.๗๖% ของงบรวม ๑.๒  ล้านล้านบาท  
    กระทรวงศึกษาธิการ ๒.๐๓ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๔.๕๐ หมื่นล้านบาท
     ปี ๒๕๔๙ กระทรวงกลาโหมได้งบประมาณ ๘.๕๙ หมื่นล้านบาท คิดเป็น ๖.๓๑๖% ของงบรวม  ๑.๓๖ ล้านล้านบาท 
    กระทรวงศึกษาธิการ ๒.๒๕ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๕.๒๖๕ หมื่นล้านบาท
     ปี ๒๕๕๐ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๑.๑๕ แสนล้านบาท คิดเป็น ๗.๓๗% ของงบรวม  ๑.๕๖ ล้านล้านบาท 
    กระทรวงศึกษาธิการ ๒.๘๒ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๖.๒๒๘ หมื่นล้านบาท
     ปี ๒๕๕๑ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๑.๔๓ แสนล้านบาท 
     คิดเป็น ๘.๖๑% ของงบรวม ๑.๖๖ ล้านล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการ ๓.๐๑๐ แสนล้านบาท   กระทรวงสาธารณสุข ๖.๕๔๓ หมื่นล้านบาท
     ปี ๒๕๕๒ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๑.๗๐๑ แสนล้านบาท คิดเป็น ๙.๒๗% ของงบรวม  ๑.๘๓๕ ล้านล้านบาท 
    กระทรวงศึกษาธิการ ๓.๓๒๒ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๗.๐๙๐ หมื่นล้านบาท
     ปี ๒๕๕๓ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๑.๕๔๐ แสนล้านบาท คิดเป็น ๙.๐๖% ของงบรวม  ๑.๗ ล้านล้านบาท
    กระทรวงศึกษาธิการ ๓.๔๖๗ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๗.๑๖๒ หมื่นล้านบาท
     ปี ๒๕๕๔ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๑.๖๘๕ แสนล้านบาท คิดเป็น ๘.๑๔% ของงบรวม  ๒.๐๗ ล้านล้านบาท 
    กระทรวงศึกษาธิการ ๓.๙๑๑ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๘.๖๙๐ หมื่นล้านบาท
     ปี ๒๕๕๕ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๑.๖๘๖ แสนล้านบาท คิดเป็น ๗.๐๘% ของงบรวม  ๒.๓๘ ล้านล้านบาท  
    กระทรวงศึกษาธิการ ๔.๒๐๔ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๙.๑๙๙ หมื่นล้านบาท
     ปี ๒๕๕๖ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๑.๘๐๔ แสนล้านบาท คิดเป็น ๗.๕๒% ของงบรวม  ๒.๔ ล้านล้านบาท   
    กระทรวงศึกษาธิการ ๔.๖๐๔ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๙.๙๗๘ หมื่นล้านบาท
     ปี ๒๕๕๗ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๑.๘๓๘ แสนล้านบาท คิดเป็น ๗.๒๘% ของงบรวม  ๒.๕๒๕ ล้านล้านบาท 
    กระทรวงศึกษาธิการ ๔.๘๒๗ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๑.๐๖ แสนล้านบาท
     ปี ๒๕๕๘ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๑.๙๒ แสนล้านบาท คิดเป็น ๗.๔๕% ของงบรวม  ๒.๕๗๕ ล้านล้านบาท   
    กระทรวงศึกษาธิการ ๕.๐๑ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๑.๐๐๙ แสนล้านบาท 
    ปี ๒๕๕๙ กระทรวงกลาโหม ได้งบ ๒.๐๖ แสนล้านบาท คิดเป็น ๗.๕๗% ของงบรวม ๒.๗๒๐  ล้านล้านบาท 
    กระทรวงศึกษาธิการ ๕.๑๗ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๑.๒๓ แสนล้านบาท
     ปี ๒๕๖๐ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๒.๑๓๕ แสนล้านบาท คิดเป็น ๗.๓๐% ของงบรวม  ๒.๙๒๓ ล้านล้านบาท  
    กระทรวงศึกษาธิการ ๕.๑๓๙ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๑.๓๑๑ แสนล้านบาท
     ปี ๒๕๖๑ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๒.๒๒ แสนล้านบาท คิดเป็น ๗.๖๕% ของงบรวม  ๒.๙ ล้านล้านบาท 
    กระทรวงศึกษาธิการ ๕.๑๐๙ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๑.๓๖๑ แสนล้านบาท 
    ปี ๒๕๖๒ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๒.๒๗ แสนล้านบาท คิดเป็น ๗.๖% ของงบรวม ๓  ล้านล้านบาท  
    กระทรวงศึกษาธิการ ๔.๘๙ แสนล้านบาท กระทรวงสาธารณสุข ๑.๓๕ แสนล้านบาท 
    ปี ๒๕๖๓ กระทรวงกลาโหม ได้งบประมาณ ๒.๓๓ แสนล้านบาท คิดเป็น ๗.๓% ของงบรวม ๓.๒  ล้านล้านบาท  
    กระทรวงศึกษาธิการ ๓.๖๘ แสนล้านบาท กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ๑.๔๐ แสนล้านบาท และกระทรวงสาธารณสุข ๑.๓๘๗ แสนล้านบาท 
    สมัย "ทักษิณ" กลาโหมได้งบประมาณ ๗.๖๓% 
    สมัยยิ่งลักษณ์ ๘.๑๔% 
    ปีนี้รัฐบาลประยุทธ์ ๗.๓% 
    เป็นไง...ตัวเลขไม่เคยโกหก.


                                    ผักกาดหอม

 

กรมอุตุฯเตือนฝนสุดท้ายลมกระโชกแรงตั้งแต่เหนือถึงกทม.ก่อนเข้าสู่หน้าหนาวเต็มตัวอุณหภูมิลด3องศา

    
 

15 ต.ค.62- กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเตือนประเทศไทยตอนบนยังคงมีฝนฟ้าคะนอง กับมีฝนตกหนักบางพื้นที่และมีลมกระโชกแรงบริเวณด้านตะวันตกของภาคเหนือ ภาคกลางตอนล่าง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล หลังจากนั้นประเทศไทยตอนบนจะมีฝนลดลง โดยบริเวณภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิจะลดลง 2-3 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง

ขอให้ประชาชนบริเวณดังกล่าวระวังอันตรายจากสภาพอากาศแปรปรวนเนื่องจากฝนตกหนักกับลมกระโชกแรงและอุณหภูมิลดลง รวมทั้งดูแลรักษาสุขภาพในระยะนี้ไว้ด้วย

จังหวัดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบ มีดังนี้ วันที่ 15 ตุลาคม 2562 บริเวณที่มีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรง

ภาคเหนือ: จังหวัดแม่ฮ่องสอน เชียงใหม่ ลำพูน และตาก

ภาคกลาง: จังหวัดกาญจนบุรี สุพรรณบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม  และพระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

ภาคตะวันออก: จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง

ภาคใต้: จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล

ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยตอนบน ทำให้ประเทศไทยตอนบนมีอากาศแปรปรวน โดยมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงในระยะแรก หลังจากนั้นจะมีฝนลดลง โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนืออุณหภูมิจะลดลงกับมีลมแรง

สำหรับลมตะวันออกที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้ภาคใต้มีฝนเพิ่มขึ้นและมีฝนตกหนักบางแห่ง คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือบริเวณดังกล่าวเดินเรือด้วยความระมัดระวัง และควรหลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองไว้ด้วย

จึงขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยาอย่างใกล้ชิด และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์ กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 
 .......................................................

 เห็นแล้วเพลีย!ทิ้งขยะเกลื่อนหลังดูบั้งไฟพญานาค โซเชียลถามไหนอยากเป็นแบบญี่ปุ่น

    
 

15 ต.ค.62-  ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ  Weerapong Weerakasitsrivichai  โพสต์ภาพขยะเกลื่อนพร้อมข้อความว่า รู้สึกอ่อนเพลีย

หลังชมบั้งไฟพญานาค

...แล้วแบบนี้ ปีต่อไป พญานาคจะพ่นลูกไฟให้เห็นกันอีกเหรอ? พญานาคถ้ามีความศักดิ์สิทธิ์ คงเอือมระอาเต็มทนกับคนมักง่ายทั้งขยะไว้ให้....ฮ่าๆ...

 

เร้าใจ "ธนาธร" ขึ้นศาล รธน. 18 ต.ค.ลุ้นแจ้งวันตัดสิน

    
 

      ในคดีถือครองหุ้นสื่อก่อนการเลือกตั้งของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ที่ใช้เวลาการพิจารณาคำร้องมานานร่วม 5 เดือน นับแต่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติ รับคำร้องไว้พิจารณาเมื่อ 23พ.ค.2562 พร้อมกับสั่งให้ธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.

      ก็มีการคาดหมายกันว่า หากเสียงข้างมากของตุลาการศาล รธน.พิจารณากันหลังจากฟังคำเบิกความ-เสร็จสิ้นการไต่สวนผู้ร้อง-ผู้ถูกร้อง และพยานที่ศาล รธน.ออกหมายเรียกมาเบิกความรวมทั้งสิ้น 10 คน ในช่วงเย็นวันศุกร์นี้ 18 ต.ค.เสร็จสิ้น ศาลก็จะประกาศให้คู่ความและสาธารณชนทราบว่า ศาล รธน.จะนัดประชุมตุลาการศาลรธน.เพื่อลงมติและอ่านคำวินิจฉัยกลางในคดีธนาธรในวันใด เพื่อจะได้รู้กันเสียทีว่า ธนาธร จะได้กลับมาทำหน้าที่เป็น ส.ส.อย่างเต็มตัว หรือสุดท้าย ธนาธร จะต้องพ้นจากเส้นทางการเมืองเพราะถูกโทษแบนในความผิดฐานมีเจตนาถือครองหุ้นสื่อก่อนลงเลือกตั้ง ทั้งหมดน่าจะรู้กันภายในไม่เกินสิ้นเดือนตุลาคมนี้

      อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีกรณีความเป็นไปได้ที่ในวันที่  18 ต.ค. ศาล รธน.อาจจะยังไม่นัดประชุมตุลาการศาล รธน.เพื่อตัดสินคดีและอ่านคำวินิจฉัยกลางบนเงื่อนไขสำคัญ 2 ประการ

      1.การไต่สวนผู้ร้องคือ ตัวแทนจากสำนักงาน กกต.กับฝ่ายผู้ถูกร้องคือธนาธร และพยานที่ศาลเรียกมา 10 ปาก ไม่จบภายในวันที่ 18 ต.ค.

      ถ้าเป็นเช่นนี้ ศาลก็อาจต้องนัดประชุมไต่สวนพยานเพิ่มขึ้นอีก 1 วัน ก็เป็นไปได้ เพราะการเรียพยานมาถึง 10ปาก ในวันเดียว ถือว่าเยอะพอสมควร ยิ่งหากมีการซักถาม ไต่สวนกันอย่างละเอียดถึงขั้นตอนต่างๆ เช่น การทำบัญชีผู้ถือหุ้น-การโอนหุ้น ที่ตุลาการต้องการรายละเอียดมาก การไต่สวนพยานแต่ละคนก็อาจใช้เวลานานกว่าปกติ

      อย่างไรก็ตาม ในอดีตก่อนหน้านี้ศาลรัฐธรรมนูญก็เคยใช้เวลาไต่สวนพยานยาวนานรวดเดียววันเดียวจบ ตั้งแต่เช้า 10 โมง จนถึงเกือบ 3 ทุ่ม ในการพิจารณาคำร้องเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร โดยไม่ได้มีการขยายเวลาการไต่สวนออกไป เพื่อให้การไต่สวนสิ้นกระแสความไปเลย

      ดังนั้น คดีธนาธรก็อยู่ที่การไต่สวนพยานของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 18 ต.ค.แล้วว่าจะวันเดียวจบ หรือจะต่อเวลาต่อไปอีกสักหนึ่งนัด แล้วค่อยนัดวันลงมติและอ่านคำวินิจฉัย

      2.เป็นกรณีที่มีการไต่สวนพยานเสร็จสิ้นทั้ง 10  ปากในวันที่ 18 ตุลาคม แต่ศาลอาจจะยังไม่นัดวันลงมติและอ่านคำวินิจฉัยกลาง

      กรณีนี้จะเกิดขึ้นหากว่าหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนผู้ร้อง-ผู้ถูกร้องและพยานจบสิ้นแล้ว ที่โดยปกติพอไต่สวนจบ จากนั้นตุลาการศาล รธน.จะขอเวลาสักครู่หนึ่งประมาณ 20-30 นาที เพื่อไปนั่งหารือกันในห้องประชุมเล็กหลังบัลลังก์ศาล รธน. แล้วจากนั้นก็จะมีการประกาศว่าจะนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยในวันใด ซึ่งกรณีนี้จะเกิดขึ้นเมื่อผลการหารือของตุลาการศาล รธน. หลังบัลลังก์เสียงส่วนใหญ่ เห็นพ้องกันว่า พยานหลักฐานต่างๆ ที่ตุลาการได้รับทั้งก่อนหน้านี้และในวันไต่สวน ได้ข้อเท็จจริงมากเพียงพอจนสิ้นกระแสความแล้ว ตุลาการสามารถนำข้อเท็จจริงไปปรับกับข้อกฎหมายเพื่อตัดสินคดีได้แล้ว จากนั้นตุลาการทั้งหมดก็จะกลับมานั่งที่บัลลังก์ เพื่อแจ้งต่อคู่ความว่าจะนัดลงมติและอ่านคำวินิจฉัยในวันใด

      แต่หากผลการหารือหลังบัลลังก์ อย่างกรณีคดีของ "ธนาธร” ถ้าเสียงส่วนใหญ่ของวงประชุมหลังบัลลังก์ของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าฟังการไต่สวนทั้งหมดแล้ว  ยังเห็นว่าเป็นคดีที่มีความละเอียดซับซ้อนและผลการไต่สวนทำให้ได้พยานหลักฐาน-ข้อเท็จจริง หรือข้อมูลจากคำเบิกความของพยานเข้ามาเพิ่มอีกมาก อีกทั้งเป็นเรื่องใหม่ที่ตุลาการไม่เคยทราบมาก่อน ต้องใช้เวลาศึกษาสักระยะ 

      หากเกิดกรณีดังกล่าวก็อาจเป็นไปได้ ในวันที่ 18 ต.ค.  ศาลก็อาจยังไม่ประกาศ ว่าจะนัดลงมติและวินิจฉัยในวันใด ที่หากเป็นแบบนี้ก็หมายถึง ก็อาจต้องรอไปอีกสัก 1สัปดาห์ เพื่อที่การประชุมตุลาการศาล รธน.สัปดาห์หน้า ก็อาจมีการแจ้งในเอกสารข่าวของศาล รธน.ว่าจะนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีของธนาธรในวันใด

      ถึงตอนนี้ผู้คนที่ติดตามความคืบหน้าคดีธนาธรเทน้ำหนักความเชื่อไว้ว่า ศาล รธน.น่าจะนัดอ่านคำวินิจฉัยคดีของธนาธรในวันที่ 18 ต.ค.นี้เลย เพราะมองว่าการที่ศาลเปิดห้องไต่สวนพิจารณาคดีของธนาธรหลังรับคำร้องไต่สวนไปร่วมสี่เดือนก่อนจะถึงวันที่ 18 ต.ค. แสดงว่า ตุลาการแต่ละคนก็ต้องมีข้อมูล แนวทางการพิจารณาตัดสินคดีไว้ระดับหนึ่งแล้ว เพียงแต่ต้องการข้อเท็จจริงบางอย่างให้ชัวร์มากขึ้น เพื่อให้การวินิจฉัยคดีสะเด็ดน้ำ สิ้นกระแสความ จึงให้มีการเปิดห้องไต่สวนคดี เพื่อที่ตุลาการจะได้ไต่สวนและฟังคำตอบจากบุคคลที่ศาล รธน.เรียกมาเพื่อให้ปมที่สงสัยหมดไปก่อนวินิจฉัยคดี ดังนั้น เมื่อพยานทั้ง 10 ปาก มาเบิกความต่อศาล รธน.เสร็จสิ้น ก็น่าจะทำให้ตุลาการทั้ง 9 คน สามารถตัดสินคดีได้แล้ว

      ต้องลุ้นกันว่า สุดท้ายแล้ว 18 ต.ค.นี้ ศาล รธน.จะนัดอ่านคำตัดสินคดีธนาธรวันใด ท่ามกลางปริศนาที่ยังไม่มีคำยืนยันจากฝ่ายใดว่า พยาน 10 ปาก ที่ศาลเรียกมาในวันดังกล่าว นอกจากจะได้เห็นธนาธรแล้ว สิ่งที่หลายคนรอติดตามกันก็คือแล้ว คนอื่นๆ ในครอบครัว "จึงรุ่งเรืองกิจ” ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมการโอนหุ้นบริษัท วีลัค-มีเดีย ของธนาธร ตามคำร้องของ กกต. ทั้ง “สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ แม่ของนายธนาธร”–“รวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยานายธนาธร” รวมถึง ลูกพี่ลูกน้องของธนาธรที่เป็นหลานนางสมพร ที่มีชื่อเป็นผู้รับโอนหุ้นด้วยอีกสองคน จะต้องมาเบิกความต่อศาล รธน.ในวันดังกล่าวด้วยหรือไม่

      ปริศนาเรื่องนี้ต้องรอดูกันวันที่ 18 ต.ค.นี้.

 

ตุรกีไม่หวั่นแซงก์ชัน รุกคืบขยี้เคิร์ดในซีเรีย

    
 

กลุ่มกบฏซีเรียที่ตุรกีหนุนหลังรุกคืบเข้าสู่เมืองราสอัลไอน์เมืองชายแดนตะวันออกเฉียงเหนือของซีเรียแล้วเมื่อวันเสาร์ เผยฆ่าพลเรือนเคิร์ดแล้ว 9 คน รวมถึงนักการเมืองหญิง นักโทษไอเอส  5 รายแหกคุก เยอรมนี-ฝรั่งเศสระงับขายอาวุธให้ตุรกี

ควันลอยขึ้นจากเมืองราสอัลไอน์ในฝั่งของซีเรียเมื่อวันเสาร์ ระหว่างที่กองทัพตุรกีและกบฏซีเรียที่ตุรกีหนุนหลังรุกโจมตีอย่างหนัก / AFP

    กองทัพตุรกีและกบฏซีเรียที่ตุรกีหนุนหลังเริ่มเปิดปฏิบัติการรุกโจมตีกองกำลังชาวเคิร์ดในซีเรียเมื่อวันพุธที่ 9 ตุลาคม หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เปิดทางด้วยการถอนทหารอเมริกันออกจากชายแดนตุรกี-ซีเรียไม่กี่วันก่อนหน้านั้น ตุรกีอ้างว่าต้องเปิดปฏิบัติการนี้เพื่อกวาดล้างกองกำลังวายพีจีของเคิร์ดที่ตุรกีถือว่าเป็นกลุ่มก่อการร้าย ให้พ้นไปจาก "เขตปลอดภัย" ภายในดินแดนซีเรียที่จะใช้รองรับผู้ลี้ภัยชาวซีเรียอาหรับ 3.6 ล้านคนที่อยู่ในตุรกีขณะนี้

    ภายหลังระดมโจมตีทางอากาศและการรบภาคพื้นดินเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ตุรกีกล่าวว่ากองทัพแห่งชาติซีเรียซึ่งเป็นกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลซีเรียสามารถยึดใจกลางเมืองราสอัลไอน์ได้แล้ว แต่โฆษกกองกำลังประชาธิปไตยซีเรีย (เอสดีเอฟ) ที่นักรบวายพีจีของเคิร์ดเป็นผู้นำ ยืนกรานว่าพวกเขายังควบคุมเมืองนี้อยู่

    เอสดีเอฟยังกล่าวหากบฏซีเรียที่ตุรกีหนุนหลังด้วยว่าซุ่มโจมตีเฮอร์วิน คาลัฟ เลขาธิการพรรคซีเรียในอนาคตที่เมืองทัลอับยาดเมื่อวันเสาร์ แล้วฆ่าเธอพร้อมกับคนขับรถ แต่ฝ่ายกบฏปฏิเสธว่าพวกเขาไม่ได้รุกคืบถึงเมืองนี้ อย่างไรก็ดี องค์กรสังเกตการณ์สิทธิมนุษยชนซีเรียยืนยันว่ากบฏซีเรียฆ่าพลเรือน 9 คนที่เมืองนั้นจริง เหยื่อรวมถึงนักการเมืองหญิงรายนี้ด้วย

    เจ้าหน้าที่รัฐบาลเคิร์ดกล่าวด้วยว่า เมื่อวันศุกร์มีนักโทษไอเอสหลบหนีออกจากคุกในเมืองกามิชลีได้ 5 ราย โดยวันเดียวกันนั้นไอเอสที่กบดานในเมืองฮาซากายังก่อเหตุคาร์บอมบ์ด้านนอกคุก แต่ไม่มีรายงานว่านักโทษไอเอสหลบหนีได้

    ทั้งนี้ เอสดีเอฟควบคุมตัวนักโทษไอเอส 12,000 คนไว้ในคุกหลายแห่งในดินแดนทางเหนือของซีเรียที่เคยเป็นคอลิฟะห์ของไอเอส ไม่นับรวมครอบครัวของไอเอสนับแสนคนที่อยู่ตามค่ายต่างๆ

    อีกด้านหนึ่ง รัฐบาลฝรั่งเศสและเยอรมนีประกาศระงับการขายอาวุธให้แก่ตุรกีที่อาจถูกนำไปใช้ในปฏิบัติการนี้ ฝรั่งเศสยังเผยด้วยว่า รัฐมนตรีต่างประเทศของสหภาพยุโรปจะประชุมที่ลักเซมเบิร์กวันจันทร์เพื่อประสานจุดยืนร่วมกัน.

 

 

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 ลิงเขียว ถูกใจสิ่งนี้ (1)
นายยั้งคิด วันที่ : 16/10/2019 เวลา : 19.09 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

ลิงเขียว
................................
ขอขอบคุณสำหรับข้อมูลที่ให้มาดังเช่นเคย น่าสนใจเพราะอยู่ใกล้ชิดเหตุการณ์จริง แล้วถ้าว่างงานหลายๆวัน นายจ้างเขาจะช่วยหรือเปล่าครับ ประเด็นนี้น่าห่วงนะครับ
.................................................
ตอบ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
ลิงเขียว from mobile วันที่ : 16/10/2019 เวลา : 08.41 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/greenmonkey

สวัสดีค่ะ

ตื่นเช้าแวะมาทักทายก่อนจะไปทำงานค่ะ

ช่วงนี้ลูกค้าจากฮ่องกงแทบไม่มีเลยค่ะ
แต่ดีว่าลูกค้าญี่ปุ่นและจีนยังเหนียวแน่น

เคยทำงานที่ฮ่องกง และเพื่อนก็ยังทำอยู่
สปาปิด 3 วัน ค่ะ
นอนเล่นไปสิ
555
แต่ก็ได้พักร่างอะแหละ
ปกติลูกค้าที่นี่เยอะมากค่ะ
ช่วงม็อบทีผ่นมาก็ยังมีเพราะอยู่ฝั่งเกาลูน
แต่เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ปิดสปาเลยค่ะ
เพราะม็อบประทุขึ้นมาอีก

ถ้าไทยเป็นเหมือนฮ่องกง
ตายยยยยยยยยยยย
กินน้ำปะปาแทนข้าวแน่ๆ
ยิ่งทำงานอยู่แถวเซ็นทรัลเวิร์ด

สี จิ้นผิง คงมีอะไรในใจเอาไว้แล้วล่ะ
รอฮ่องกงสุกงอม เช็คบิลที่เดียวเลย
ไม่พูดเยอะ เจ็บคอ
คนๆนี้เก่งจะตาย เด็ดขาดด้วย
ท่านสี รอวันนั้น

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน