*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3827
  • จำนวนผู้ชม : 2422827
  • จำนวนผู้โหวต : 523
  • ส่ง msg :
  • โหวต 523 คน
<< ตุลาคม 2019 >>
อา พฤ
    1 2 3 4 5
6 7 8 9 10 11 12
13 14 15 16 17 18 19
20 21 22 23 24 25 26
27 28 29 30 31    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 18 ตุลาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 467 , 18:15:11 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ขึ้นศาลรธน.เพื่อเป็นพยานให้ตัวเองดังรายงานข่าว

 18 ต.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคดีที่คณะ

กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยความเป็นส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6)

ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อบริษัทวี-ลัค มีเดีย  เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.หรือไม่

         นายธนาธรบอกกับสื่อด้วยว่า :  "41 ปี ในชีวิตผม นี่เป็นครั้งแรกที่เข้ามานั่งหน้าบัลลังก์  ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีคดีเลย"

 ทั้งนี้ สื่อก็ไม่ได้ถามเสียด้วยว่า นายธนาธรเชื่อในความยุติธรรมของศาลไทยอย่างไร

ธาตุแท้อนาคตใหม่

    

              ไม่มีเซอร์ไพรส์....

                ประชุมสภาผู้แทนราษฎรวานนี้ (๑๗ ตุลาคม) พิจารณากฎหมายสำคัญ ๒ ฉบับ

                ฉบับแรกคือ....

                พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.๒๕๖๒

                และพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๓

                ไปดูพระราชกำหนดกันก่อน เนื้อหาปรากฏในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ ๓๐ กันยายนที่ผ่านมา

                .....พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า

                โดยที่เป็นการสมควรโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ ๑๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์

                อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๗๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกำหนดขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้

                มาตรา ๑ พระราชกำหนดนี้เรียกว่า “พระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัย รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.๒๕๖๒

                มาตรา ๒ พระราชกำหนดนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

                มาตรา ๓ ให้โอนบรรดาอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ตามกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบราชการกระทรวงกลาโหม เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ และกรมทหารราบที่ ๑๑ มหาดเล็กราชวัลลภรักษาพระองค์ ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมประกาศกำหนด ไปเป็นของ หน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ ตามกฎหมายว่าด้วย ระเบียบบริหารราชการในพระองค์

                มาตรา ๔ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกำหนดนี้..........

                เป็นไปตามคาด!

                "ปิยบุตร แสงกนกกุล" วางบทบาทของตัวเองชัดเจน จองกฐินประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสถาบันพระมหากษัตริย์

                และถือเป็นการประกาศตัวอย่างเป็นทางการ ในการเป็นผู้นำคัดค้านกฎหมายลักษณะนี้

                ฉะนั้นจับเจตนาในคำอภิปรายของ "ปิยบุตร" ให้ดี

                เพราะมีหลายวาระซ่อนอยู่ข้างใน 

                "ปิยบุตร" บอกว่าตัวเองเข้าใจเรื่อง องค์พระมหากษัตริย์เป็นหลักสำคัญของประเทศ เป็นประมุขของประเทศไทย การถวายความปลอดภัยแด่องค์มหากษัตริย์จึงเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความปลอดภัยของประเทศ

                แต่ไม่เข้าใจว่า เมื่อคณะรัฐมนตรียืนยันว่า พ.ร.ก.นี้มีความจำเป็นรีบด่วน ทำไม ครม.ไม่แสดงข้อเท็จจริงให้สภาฯ ทราบว่า ณ วันที่ออก พ.ร.ก.มีเรื่องอะไรที่กระทบต่อการถวายอารักขา การถวายพระเกียรติ

                คำถามคือ "ปิยบุตร" มองไม่เห็นความจำเป็นเร่งด่วนจริงหรือ?

                ปัจจุบันกลุ่มล้มล้างสถาบัน เคลื่อนไหวในโซเชียลอย่างไม่เคยมีมาก่อน

                สอดรับกับกลุ่มต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่เคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยในต่างประเทศ

                และสองกลุ่มนี้เชียร์พรรคอนาคตใหม่อย่างเปิดเผยเช่นกัน 

                อดีตของ "ปิยบุตร" ก่อนเล่นการเมือง ก็เป็นที่ทราบกัน มักจะอ้างอิงตำราตะวันตก แล้วบอกว่า พระมหากษัตริย์ไทย ควรหรือไม่ควรทำอะไร อย่างไร

                รวมไปถึงการเป็นหัวขบวนเรียกร้องให้ยกเลิก หรือแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๑๒ ที่คุ้มครอง พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ จากการหมิ่นประมาท ดูหมิ่น หรือแสดงความอาฆาตมาดร้าย

                มองอดีตก็เห็นปัจุบัน

                "ปิยบุตร" พยายามไขสือว่า การออกพระราชกำหนด คือ ม.๔๔ ตัวใหม่ หากสภาฯ ยินยอมให้ผ่าน ก็เท่ากับสนับสนุนนิสัยการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์

                อ้างว่าจะกลายเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิด นายกฯ อยากได้อะไรขี้เกียจรอสภาฯ

                สิ่งที่ "ปิยบุตร" พูดเป็นการดูถูกสภาฯ อย่างสิ้นเชิง

                เพราะในข้อเท็จจริง รัฐบาลไม่อาจให้สภาฯ ออกกฎหมายเป็นพระราชกำหนดได้ทุกเรื่อง และกระบวนการออกพระราชกำหนด ถูกระบุเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๒ อย่างชัดเจน

                เพื่อประโยชน์ในอันที่จะรักษาความปลอดภัยของประเทศ

                ความปลอดภัยสาธารณะ

                ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ

                ป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะ

                การตราพระราชกำหนด ให้กระทำได้เฉพาะเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นว่าเป็นกรณีฉุกเฉินที่มีความจำเป็นรีบด่วนอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงได้

                ต่างไปจากนี้ออกพระราชกำหนดไม่ได้

                แต่...."ปิยบุตร" จงใจให้เกิดความเข้าใจผิด 

                โยงพระราชกำหนด ว่าเกิดจากนิสัยการใช้อำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์

                พยายามทำลายโดยใช้ระบบรัฐสภา ทำให้เห็นว่าไม่ต่างเผด็จการ ม.๔๔ แล้วพรรคอนาคตใหม่ก็โหวตสวน พ.ร.ก.ฉบับนี้

                มันไม่ใช่เพราะรัฐบาลอธิบายการออกพระราชกำหนดไม่ได้

                แต่เป็นเจตนาคัดค้าน โอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นของหน่วยบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ต่างหาก

                หากใครค้านว่าไม่จริง ไม่ใช่ ก่อนที่จะพูดอะไรมากไปกว่านี้ ลองหันไปถามพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยดูว่า....ทำไมเขาถึงโหวตสนับสนุนพระราชกำหนด

                ไปถามดูว่า ส.ส.พรรคอื่นที่ไม่ใช่พรรคอนาคตใหม่เขาคิดอะไร และเห็นอะไร

                ความไม่ปลอดภัยของสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นเรื่องเร่งด่วนหรือไม่

                เมื่อ "ปิยบุตร" บอกว่าให้รัฐบาลแสดงความจำเป็นเร่งด่วน ก็เป็นเรื่องน่าเสียดายที่รัฐบาลไม่ได้ชี้ให้ชัดลงไปว่า อยากรู้ว่าเร่งด่วนหรือไม่ ให้เข้าไปดูตามเพจเฟซบุ๊ก ตามโซเชียลต่างๆ ที่สนับสนุนพรรคอนาคตใหม่

                แม้กระทั่งเพจพรรคอนาคตใหม่ เพจปิยบุตร เพจธนาธร 

                หรือถ้าให้ชัดลงไปอีก ลองอ่านจดหมายของทนายความแนวร่วมพรรคอนาคตใหม่ชื่อ "อานนท์ นำภา" ที่ทำถึง ส.ส. จะพบคำตอบในทันที

                สรุปว่าพระราชกำหนดฉบับนี้ ผ่านสภาด้วยมติ ๓๗๔ ต่อ ๗๐ เสียง

                ๗๐ เสียงเป็นพรรคอนาคตใหม่ทั้งหมด

                หมายความว่า.....นั่นคือมติของพรรคอนาคตใหม่

                จากนี้ไป ๖ พรรคฝ่ายค้านคิดให้ดี เพราะนี่จะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายของพรรคอนาคตใหม่แน่นอน

                กฎหมายฉบับถัดมาคือ.....ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ ๒๕๖๓

                "ลุงตู่" อาจพูดเร็วไปบ้าง แต่ไม่พูดผิดเหมือนหนูไม่รู้

                เรื่องเม็ดเงิน โครงการ ก็ว่ากันไป

                ส.ส.ใช้เวทีนี้ลับปาก หรือแจ้งเกิด ก็เป็นเรื่องธรรมดา

                แต่ก็มีเรื่องไม่ธรรมดาอยู่บ้างเหมือนกัน คือคำอภิปรายของ "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส"

                "......การอภิปรายของผมจะไม่เข้าประเด็นงบประมาณ เพราะเห็นว่ารัฐบาลไม่มีอำนาจในการที่จะมาแถลงนโยบายอะไรต่างๆ ด้วยซ้ำ

                และยังเป็นรัฐบาลที่ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ เนื่องจากทั้งการถวายสัตย์ไม่ครบ แถลงนโยบายโดยไม่มีแหล่งที่มาของเงิน 

                ร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ ผมไม่เปิดดู เพราะถือเป็นงบประมาณที่ทำมาจากรัฐบาลที่ไม่มีอำนาจ รัฐบาลยังไม่สามารถทำหน้าที่ได้ เพราะถวายสัตย์ไม่ถูกต้อง ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๑ ซึ่งท่านรู้อยู่แล้ว ทุกวันนี้ในความคิดของพรรคเสรีรวมไทย เรายังมีรัฐบาล รวมทั้งนายกฯ และรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่ปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้......."

                พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์กำลังบอกว่า การพิจารณางบประมาณ การออกหนังสือเรียก ส.ส.ประชุม นั้นไม่ถูกต้อง

                เท่ากับสนับสนุนรัฐบาลที่ผิดกฎหมาย

                ถาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์หน่อย แล้วเซ็นชื่อเข้าประชุมทำไม

                ทำไมไม่บอยคอต แล้วไปยืนด่านอกห้องประชุม ดูจะมีศักดิ์ศรีกว่า

                อย่าลืมว่า เซ็นชื่อเข้าประชุม ก็เป็นการแสดงเจตจำนงแล้วว่า คือการเข้าร่วมประชุมเพื่อพิจารณากฎหมายงบประมาณ

                อีกประเด็นที่น่าสนใจ มี ส.ส.อนาคตใหม่หลายคนโจมตีเรื่องบีโอไอ เรื่องลดภาษีการลงทุน อ้างว่าทำให้รัฐบาลเก็บภาษีไม่เข้าเป้า

                จำได้หรือเปล่า นี่คือหนึ่งในนโยบายของพรรคอนาคตใหม่ใช้หาเสียงช่วงเลือกตั้งที่ผ่านมา

                ถามหน่อย...บริษัทในเครือไทยซัมมิท กี่สิบบริษัท รับสิทธิประโยชน์จากบีโอไอ

                พรรคอนาคตใหม่เอาเรื่องนี้มาอภิปราย เพื่อตัดตอนไม่ให้คู่แข่งไทยซัมมิทได้เกิดหรืออย่างไร

                "ทอน" ช่วยตอบที.

            ผักกาดหอม 

 

ผมไม่ทราบ-จำไม่ได้'ธนาธร'เบิกความคดีถือหุ้นสื่อ ฮือฮา!ประจาน'ทักษิณ'ต่อหน้าบัลลังก์ศาล

    
 

18 ต.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยความเป็นส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อบริษัทวี-ลัค มีเดีย  เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.หรือไม่ 

โดยศาลเริ่มต้นอธิบายถึงการไต่สวนพยานทั้ง 10 ปาก ว่า ต้องการทราบว่า การโอนหุ้นบริษัทวี-ลัค มีเดีย ของนายธนาธรให้กับนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (มารดา) เกิดขึ้นในวันที่ 8 ม.ค.62  ตามที่นายธนาธรอ้างเป็นข้อเท็จจริงที่รับฟังได้หรือไม่  โดยพยานทั้ง 10 ปาก เป็นทั้งพยานที่รู้เห็นคือผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ กับพยานที่เกี่ยวข้องคือพยานที่จะไปดำเนินการต่อหลังการโอนหุ้น 

จากนั้นศาลได้เบิกตัวนายธนาธร ขึ้นเป็นพยานปากแรก โดยศาลได้ซักในเรื่องของการเปลี่ยนชื่อบริษัท การประกอบธุรกิจสื่อของบริษัทวี-ลัค มีเดีย และถ้าจะเลิกบริษัทต้องไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานหรือไม่ ซึ่งนายธนาธร ชี้แจงว่า มีการโอนหุ้น 675,000 หุ้นให้กับนางสมพรวันที่ 8 ม.ค.62 โดยก่อนจะชื่อบ.วี-ลัค มีเดีย เคยใช้ชื่อบ.โซอิด 

ส่วนจะถือว่าบริษัทประกอบกิจการสื่อหรือไม่ขึ้นอยู่กับการตีความ แต่ยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปบริหารหรือทำธุรกรรมใดๆในบริษัท เป็นเพียงผู้ถือหุ้น และหลังจดทะเบียนตั้งบริษัทแล้ว การดำเนินธุรกิจซึ่งต้องอนุญาตตามพ.ร.บ.การพิมพ์ ก็เป็นเรื่องที่กรรมการบริหารจะจัดการ 

"ผมไม่เคยเข้าไปรู้เห็นเกี่ยวข้องเลย ผมเพิ่งเข้ามาในระหว่างทางคือช่วง 4-5 ปี หลังเนื่องจากหลังแต่งงาน มารดาอยากให้ลูกหลานและสะใภ้มีงานทำ  โดยนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยาของผมซึ่งเคยลาออกจากงานในธนาคารมาเลี้ยงลูก  เมื่อลูกเติบโตขึ้นทำให้ภรรยาของผมว่างงาน  นางสมพรจึงชวนให้เข้ามาบริหารบริษัทวี-ลัคมีเดีย  จึงเป็นที่มาของการซื้อหุ้น ส่วนหลังเลิกกิจการวี-ลัคมีเดียแล้วต้องไปจดแจ้งต่อเจ้าพนักงานการพิมพ์นั้น ผมไม่ทราบหลักการ และไม่เคยยุ่งกับกิจการบริษัทนี้ 

ต่อมาศาลซักถามถึงเหตุผลในการกำหนดให้วันที่ 8 ม.ค.62  เป็นวันโอนหุ้นทั้งที่ในวันดังกล่าวมีภารกิจหาเสียงใน จ.บุรีรัมย์   นายธนาธร กล่าวว่า วันดังกล่าวไม่ใช่เป็นวันพิเศษอะไร  ครอบครัวของตนมีบริษัทจำนวนมาก พอสนใจที่จะเข้ามาทำงานการเมือง จึงลาออกจากทุกตำแหน่งในภาคธุรกิจเริ่มต้นตั้งในช่วงครึ่งปีหลังของปี 61 

"ขอยืนยันว่า จำไม่ได้จริงๆว่า มีตารางนัดลงพื้นที่หาเสียงก่อน หรือนัดเซ็นโอนหุ้นก่อน แต่ผมมีปฏิทินการทำงานว่าช่วงใดจะลงพื้นที่ภาคใด  และโดยปกติผมสามารถทำงาน 2 อย่างได้ภายในวันเดียวกัน ตอนทำงานในภาคธุรกิจทำงานหนักกว่านี้ ดีกว่านี้  

การเดินทางไปหาเสียงที่จ.บุรีรัมย์แล้วต้องกลับมาเซ็นโอนหุ้นที่กรุงเทพฯ  เดิมผมวางแผนจะนั่งเครื่องกลับจากจ.อุบลราชธานี  แต่เวลาที่ใช้ในการเดินทางจาก จ.บุรีรัมย์ไปจ.อุบลฯ ต้องใช้เวลาถึง 2 ชม. เมื่อรวมกับเวลานั่งเครื่องบิน จึงเห็นว่าใช้เวลา ไม่ต่างจากการขับรถกลับบ้านโดยตรง อีกทั้งผมเป็นคนที่หลับง่ายในรถยนต์  เมื่อขึ้นรถแล้วหลับเลย หากต้องขึ้นเครื่องบินจะต้องพบเจอและทักทายผู้คน อาจทำให้ไม่ได้พักผ่อน และไม่เป็นส่วนตัว ผมจึงยอมนั่งรถดีกว่า โดยออกจากจ.บุรีรัมย์ในเวลา 11.00 น. และนั่งรถยนต์มากลับนายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถเพียง 2 คน ไม่มีพยานอื่นๆเดินทางกลับมาด้วย 

ผมหลับมาตลอดทาง ระหว่างการเดินทางไม่ได้โทรศัพท์พูดคุยหรือติดต่อกับใครเลย เพราะได้นัดหมายกับทนายความไว้แล้วในเวลา 17.00 น. โดยเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ประจำ คือ หมายเลข 081 822 ----- ทั้งนี้ระหว่างที่อยู่ในจ.บุรีรัมย์ได้ใช้โทรศัพท์คุยกับใครบ้างหรือไม่นั้น ผมจำไม่ได้" 

นายธนาธร กล่าวว่าระหว่างการเดินทางมีข้อเท็จจริง 2 จุด คือรถยนต์ฮุนได หมายเลขทะเบียน 8839 ถูกจับความเร็วที่นางรอง และอ.คลองหลวง ก่อนจะถึงบ้านพักเลคไซด์วิลล่า ซึ่งเป็นจุดนัดทำสัญญาโอนหุ้นวีลัคมีเดีย ในเวลา 16.00 น. เมื่อตนกลับถึงบ้านก่อนเวลานัด จึงได้ไปทักทายภรรยาและทนายความ รอจนถึงเวลานัด 17.00 น. เมื่อนางสมพร  นางลาวัลย์ จันทร์เกษม นางกานต์ฐิตา อ่วมขำ และนายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ เดินทางมาถึงแล้ว จึงเซ็นโอนหุ้นโดยตนรับรู้เฉพาะส่วนของการเซ็นโอนหุ้นเท่านั้น 

"ตัวพยานไม่แน่ใจว่าแม่หรือทนายความเป็นผู้สั่งการให้ดำเนินการ  หลังจากการเซ็นโอนหุ้นยืนยันว่าไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้องอีกเลยจนสมัครรับเลือกตั้ง"นายธนาธร กล่าว

จากนั้นศาลซักถามถึงเงินที่ได้รับจากการโอนขายหุ้นวี-ลัค มีเดียว่า มีการนำเช็คกว่า 6 ล้านบาทไปขึ้นเงินอย่างไร นายธนาธร กล่าวว่า จำไม่ได้ แม้จะเป็นเช็คที่มีมูลค่ากว่า 6 ล้านบาท  ไม่ว่าจะเป็นเช็คใบไหน เซ็นวันไหน เพราะตนมอบหมายให้ภรรยาเป็นผู้จัดการเรื่องการเงินของครอบครัวทั้งหมด  และไม่แน่ใจว่าแม่และภรรยาของตนจะไปส่งมอบเช็คกันอย่างไร จะเข้าบัญชีวันไหน  แม้แต่เช็คที่ตนได้รับจากการไปร่วมสัมมนาก็มอบให้ภรรยาจัดการ  ตนไม่เคยจับแม้แต่สมุดบัญชี 

ศาลซักถามว่า ขณะที่ได้รับหุ้นวีลัค-มีเดีย  675,000 หุ้นในปี 51 ซื้อมาหรือได้มาโดยเสน่หา นายธนาธร กล่าวว่า ตนซื้อมาในราคาพาร์ แต่จำไม่ได้ว่าซื้อจากใคร  อาจะเป็นการซื้อหุ้นจากนางสมพร และจำไม่ได้ว่าหลังซื้อหุ้นมาแล้วได้ไปจดแจ้งไปที่นายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทหรือไม่ ส่วนการนัดโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค.62 นั้น มีการนัดหมายล่วงหน้านานเท่าไร ตนจำไม่ได้ โดยเมื่อตัดสินใจเข้าทำงานทางการเมืองในช่วงปลายปี 60 ตนได้ลาออกจากทุกตำแหน่ง ต้นปี 61  ในเดือน ม.ค.62 ยังไม่มีใครรู้ว่าการเลือกตั้งจะมีขึ้นวันไหน โดย พรฎ.เลือกตั้ง ประกาศในช่วงปลายเดือน ม.ค. ดังนั้นเวลาที่เหมาะสมวันไหนเราก็นัดวันนั้น เนื่องจากครอบครัวของตนมีกิจการหลายบริษัท  ในช่วงครึ่งหลังของปี 61 ต่อเนื่องถึงต้นปี 62 ได้ทยอยก็ทำมาเรื่อยๆ  วันที่ 8 ม.ค.62 จึงไม่ใช่วันสำคัญอะไร  เพราะทำมาอย่างต่อเนื่อง ธุรกรรมสุดท้ายคือเดือนเม.ย. ตนไม่ได้โอนเฉพาะหุ้นวี-ลัค มีเดีย เพราะมีหุ้นอยู่ 30 บริษัท  ตนทำธุรกิจมา 20 ปี ซื้อขายหุ้นไทยและต่างชาติเป็นร้อยๆครั้ง ไม่มีครั้งใดที่ตนไปกระทรวงพาณิชย์ด้วยตนเอง เมื่อเซ็นจบคือจบ ที่เหลือเป็นเรื่องของธุรการของบริษัท  สมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นหลังเปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้น ตนก็ไม่เคยดูเพราะเป็นเรื่องของเจ้าหน้าที่ธุรการ ตนไม่เคยแม้แต่ถือกลับบ้าน

จากนั้นฝ่ายกกต.ผู้ร้องได้ซักถามถึงนางลาวัลย์ และ นางกานต์ฐิตา ซึ่งร่วมเป็นพยานในเอกสารโอนหุ้น ว่าเป็นพนักงานของบริษัทไทยซัมมิทมานานกว่า 10 ปีใช่หรือไม่ นายธนาธร กล่าวว่า ทั้ง 2 คนไม่ใช่พนักงานของ บ.วีลัค-มีเดีย เพราะได้ปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 61  แต่พยานทั้ง 2 คนดังกล่าว เป็นพนักงานในเครือบ.ไทยซัมมิท  

พร้อมยืนยันว่า ตนไม่เคยเข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของบ.วีลัค-มีเดีย ส่วนที่ให้บุคคลทั้ง 2 รายนี้มาเซ็นเป็นพยานคงเป็นเพราะนางสมพรเป็นผู้ดำเนินการจัดการ 

ทั้งนี้เมื่อถูกซักถามย้ำไปมาถึงพยานทั้ง 2 ราย นายธนาธรยอมรับว่า รู้จักพยานทั้ง 2 รายนี้ เพราะทำงานไทยซัมมิทมานาน 10 ปี สาเหตุที่ให้มาเป็นพยานเพราะรู้จัก หรือจะให้ผมเชิญคุณ ซึ่งผมไม่รู้จักมาเป็นพยาน 

นอกจากนี้ นายธนาธรยังยืนยันว่าไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการบริหารของบ.วีลัค-มีเดีย เพราะตกลงกับภรรยาว่า ชีวิตครอบครัวกับหน้าที่การงานไม่ควรยุ่งเกี่ยวกัน สามีภรรยาที่ทำงานด้วยกันทะเลาะกันจะมีปัญหาครอบครัว ดังนั้นคนที่บ.ไทยซัมมิทจะไม่เคยเห็นภรรยาของตนเข้าไปบริหาร เช่นเดียวกับพนักงานบ.วีลัค-มีเดีย ก็จะไม่เคยเห็นตนเข้าไปบริหาร 
นายธนาธรยังชี้แจงด้วยว่า แม้จะมีการหารือกับผู้ถือหุ้นเตรียมเลิกกิจการและเตรียมเลิกจ้างพนักงานวีลัค-มีเดีย แต่ยังทำสัญญาแบ่งผลประโยชน์ผลิตนิตยสารจิ๊บจิ๊บกับสายการบินนกแอร์ เนื่องจากเป็นสัญญาจ้างผลิตที่ทำกันไว้ล่วงหน้า ส่วนประเด็นที่กิจการขาดทุนมีหนี้ค้างชำระ 10 ล้านบาท แต่ยังมีการโอนขายหุ้นไปมานั้น ตนไม่ทราบ และไม่เคยยุ่งเกี่ยว ภารกิจจบไปตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค.62 

เมื่อถูกซักถามถึงบัญชีเอกสารที่อ้างส่งศาล ซึ่งไม่มีงบการเงินบริษัทวี-ลัค มีเดีย นายธนาธร ตอบอย่างมีอารมณ์ว่า จำไม่ได้ เพราะเอกสารเยอะมาก  และไม่เห็นว่าการส่งหรือไม่ส่งจะเป็นสาระสำคัญในคดี เช่นเดียวกับเอกสารโอนหุ้นซึ่งติดอากรแสตมป์ ลงวันที่ 8 ม.ค.62  ก็เป็นเรื่องข้อกฎหมายที่ตนไม่ทราบเช่นกัน  และในวันดังกล่าวที่มีการเดินทางไปปราศรัยที่จ.บุรีรัมย์ ตนจำไม่ได้ว่าเดินทางออกจากจุดใด  อาจไปนอนค้างที่จ.บุรีรัมย์ หากศาลต้องการหลักฐานก็สามารถไปตรวจสอบเพื่อนำมายืนยันได้ เหตุที่จำไม่ได้เพราะศาลอาจไม่ได้เดินทางบ่อยเท่าผม เพราะวันหนึ่งปราศรัย 7 เวที บางวันไป 5 จังหวัด ติดกันทุกเดือน 3-4 เดือน จึงจำไม่ได้จริงๆ 

เมื่อถูกซักถามว่าเหตุใดจึงไม่อ้างนายชัยสิทธิ์ คนขับรถเป็นพยานบุคคล ในชั้นการชี้แจงกับ กกต. นายธนาธร กล่าวว่า ตนไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร ประเด็นบุรีรัมย์มากรุงเทพ เกิดขึ้นเพราะผมตอบคำถามนักข่าวผิดเพียงครั้งเดียว จนกลายเป็นเรื่องใหญ่โต  เรามีทั้งใบสั่งและอีซีพาส เวลาสัมพันธ์กันหมดทุกช่วงเวลา แต่คนที่จะจัดการว่าใครควรเป็นพยานคือทนายความ  

"41 ปี ในชีวิตผม นี่เป็นครั้งแรกที่เข้ามานั่งหน้าบัลลังก์  ที่ผ่านมาผมไม่เคยมีคดีเลย"

เมื่อถูกถามถึงการจดแจ้งเลิกกิจการบ.วี-ลัค มีเดีย  อย่างเป็นทางการ  นายธนาธร กล่าวอย่างมีอารมณ์อีกครั้งว่า “จะต้องให้ตอบอีกกี่ครั้งว่าจำไม่ได้” 

ต่อมาทนายความของนายธนาธรได้ซักถามเพื่อให้นายธนาธรชี้ให้ศาลเห็นว่ากระบวนการไต่สวนของกกต.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยนายธนาธร   กล่าวว่า กกต.มีเอกสารมาถึงตนและนางสมพร เรียกไปให้ถ้อยคำตอนเช้า แต่หนังสือเรียกส่งมาถึงบ้านในช่วงบ่าย ตนไม่มีไทม์แมชชีน ถ้ากระบวนการสอบสวนไม่ถูกต้องตั้งแต่ต้น ศาลก็ไม่ควรพิจารณาคดีนี้ และอยากให้ศาลพิจารณาว่า ขณะที่กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล อนุกรรมการไต่สวนของกกต.ยังสอบสวนไม่เสร็จ สิทธิของตนในเรื่องนี้ควรได้รับการพิทักษ์ และตนขอสงวนสิทธิถ้าคสช.หมดอำนาจ ตนจะดำเนินคดีกกต.  

"ผมตั้งใจอย่างจริงจังที่จะทำงานการเมืองโดยไม่อยากให้มีเรื่อผลประโยชน์ทับซ้อน อย่างที่นายทักษิณ ชินวัตร โดนมาก่อน ต้องการให้บ้านเป็นประชาธิปไตย หากศาลตัดสินเป็นคุณกับผม ผมจะออกไปทำเรื่องบายทรัสต์ทันที เพราะต้องการใช้มาตรฐานนักการเมืองตะวันตกในการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน ผมไม่ต้องเข้ามาเพื่อมีผลประโยชน์หรือบริวารห้อมล้อมเหมือนนายทักษิณ  เพราะผมอยากจะเปลี่ยนแปลงสังคมนี้ ซึ่งถ้ายังอยู่แบบนี้ก็จะเดินต่อไปไม่ได้"

40ปีทำธุรกิจยึดมั่นกฎหมาย'สมพร'เบิกความคดีบุตรชายถือหุ้นสื่อ

    
 

18 ต.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานจาก ศาลรัฐธรรมนูญ ว่า เมื่อเวลา 13.00 น. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เบิกตัวนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ (แม่ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ)​ขึ้นเป็นพยานในคดีหุ้นสื่อบริษัท วี-ลัค มีเดียของนายธนาธร 

โดยนางสมพรยืนยันว่า การโอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค. เกิดขึ้นที่บ้านของนายธนาธร โดยกำหนดเวลาหลังเลิกงานแล้วให้มาเซ็นโอนหุ้นกัน  ในส่วนของเอกสารทนายความเป็นคนจัดเตรียมมา โดยรายละเอียดมอบหมายให้นางลาวัลย์ จันทร์เกษม พนักงานบริษัทที่ดูงานด้านบัญชี และนางกานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานที่ดูแลด้านการเงิน เป็นผู้ประสานโดยตรงกับทนายความ  ในวันดังกล่าวทราบว่านายธนาธรอยู่ที่บุรีรัมย์แล้วจะนั่งรถกลับบ้าน  เมื่อตนเดินทางไปถึงบ้านของนายธนาธร พบว่า นายธนาธรและนายณัฐธนนท์ ไปถึงก่อนแล้ว เพราะนัดไว้ในเวลา 18.00 น. ก่อนที่ตนจะเซ็นเอกสารได้อ่านดูคร่าวๆว่าถูกต้องแล้วจึงเซ็นซื่อ   

ทั้งนี้วันดังกล่าวตนได้เตรียมเช็คมา 2 ใบ เพื่อชำระค่าหุ้น สั่งจ่ายนายธนาธร  6,750,000 บาท  โดยเช็คลงวันที่ 8 ม.ค.62  ซึ่งตนไม่รู้ว่าเช็คจะนำไปขึ้นเงินเมื่อไร สำหรับค่าป่วยการทนายความไม่ต้องจ่ายเงินเพราะเป็นทนายความของพรรค

นางสมพร ได้ชี้แจงถึงการโอนหุ้นให้หลานชาย 2 คน ในวันที่  11 ม.ค.62 คือนายทวี จรุงสถิตพงศ์  หรือบี และนายปิติ จรุงสถิตพงศ์  หรือเอ เนื่องจากตนเสียดายที่ต้องปิดบ.วี-ลัคมีเดีย  เพราะนางรวิพรรณที่เคยบริหารจนกิจการมีผลประกอบการดี ก็มีลูกตามมาติดๆอีกหลายคน จึงอยากให้หลานเข้ามาทำบริษัท ไม่ใช่บริษัทขาดทุนแล้วอยากปิดบริษัท  โดยนายทวีเรียนจบนิเทศศาสตร์มาโดยตรงมีความสนใจ จึงขอให้นายปิติ (พี่ชาย) มาช่วยเพราะบ.วี-ลัคมีเดีย ไม่มีพนักงานเหลืออยู่แล้ว  ตนจึงตกลงโอนหุ้นทั้ง 2 ก้อนไปให้หลานชาย เพื่อฟื้นฟูบริษัท เป็นการโอนให้หลานไม่ใช่การขาย ซึ่งหลานทั้ง 2 คนนี้ เป็นหลานแท้ๆ พี่ชายคนโตของตนเสียชีวิตไปเกือบ 20 ปี ที่ผ่านมาตนอุ้มชูหลานทั้ง 2 คน มาตลอด  หลังจากหลานไปเรียนรู้แผนงานได้กลับเสนอตนให้ลงทุนเพิ่มในบ.วี-ลัคมีเดียอีกหลายล้านบาท แต่ตนตัดสินใจไม่ลงทุนเพิ่มเพราะมองว่าเป็นธุรกิจที่ตกเทรนแล้ว  จึงให้หลานทั้ง 2 คน โอนหุ้นกลับมา 

จากนั้นจึงมีการเจรจากับลูกหนี้บางรายให้ทยอยจ่ายหนี้  โดยลดหนี้ให้ครึ่งหนึ่งเพื่อให้สามารถปิดบัญชีได้เร็ว จึงเป็นเหตุให้การปิดบัญชีบริษัททำได้ในเดือนมิ.ย.62

นอกจากนี้ นางสมพรยังเบิกความด้วยว่า เริ่มทำธุรกิจตั้งแต่อายุ 23 ปีหลังเรียนจบจากประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อแฟนมาจีบก็แต่งงานเมื่ออายุ 24  ปี จนถึงขณะนี้อายุ 68 ปีแล้ว  ในการบริหารงานตลอด 40 ปี ตนยึดมั่นในกฎหมาย รวมถึงกรอบเวลาต่างๆในกฎหมาย แต่การโอนหุ้นบ.วี-ลัคมีเดียแตกต่างจากหุ้นบริษัทอื่นเพราะเป็นการโอนหุ้นภายในกันเอง จึงไม่มีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น นอกจากนั้น ในวันที่ 8 ม.ค.62 มีการเซ็นโอนหุ้นในเครือไทยซัมมิทหลายบริษัท แต่มีการชำระเงินเฉพาะบ.วี-ลัคมีเดีย ส่วนหนึ่งเพราะต้องการปิดบริษัทนี้ และการนำเงินจำนวนมากมาชำระค่าหุ้นหลาย 10 บริษัทต้องใช้เวลาเตรียมการนานพอสมควร  ส่วนการโอนหุ้นให้หลานชายทั้ง 2 คน ก็เป็นการโอนให้ไปบริหารฟรีๆ แต่ในต้นขั้วเอกสารระบุว่ามีการชำระค่าหุ้นในราคาพาร์ 10 บาท

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศในการไต่สวนพยานปากนางสมพรเป็นไปอย่างผ่อนคลาย ศาลไม่ได้ซักถามอย่างกดดันหรือตึงเครียด  เมื่อเห็นว่านางสมพรไม่เข้าใจ หรือมีอาการงุนงงกับคำถามของทนายฝ่ายผู้ถูกร้อง ก็ช่วยอธิบายคำถามพร้อมระบุว่า "ทนายความซักคุณแม่เวียนหัวเลย"  

ขณะที่นางสมพรได้เบิกความด้วยอาการตื่นเต้น กล่าวคำเรียกแทนตัวเอง ว่าข้าพเจ้าบ้าง หรือหนูบ้าง หลังเสร็จสิ้นการเบิกความนางสมพรยกมือไหว้ขอบคุณศาลพร้อมกล่าวว่า “หนูก็ตื่นเต้น”

 

ฝ่ายค้านยุ่งแล้ว!ส.ส.สุรินทร์เพื่อไทยส่อแหกมติพรรค ลั่นงบฯเรื่องของประชาชนไม่ใช่เรื่องของพรรคจะมากดดันไม่ได้

    
 

ผู้สื่อข่าวถามว่าเสียงพรรคเพื่อไทยจะแตกหรือไม่ นายครูมานิตย์ กล่าวว่า เรื่องงบประมาณ เป็นเรื่องของประชาชน และปัญหาของประเทศ ไม่ใช่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ เพราะส.ส.ระบบเขตเป็นตัวแทนของประชาชน พรรคจะกดดันทุกเรื่องไม่ได้ พรรคคงเข้าใจปัญหาเหล่านี้ เพราะส.ส.ระบบเขตมาจากการเลือกตั้งของประชาชน 

"ยืนยันไม่มีการหักหลังประชาชนที่เลือกผมเข้ามา กว่าจะได้มาแต่ละคะแนนแสนทรมาน ดังนั้นการตัดสินใจต้องคำนึงถึงประชาชนเป็นหลัก"

 เมื่อถามว่าจะไปเป็นงูเห่าร่วมกับพรรคพลังประชารัฐหรือไม่ นายครูมานิตย์ กล่าวว่า ยังไม่คิด.

(โปรดคลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว) 

 
 

 

 .......................................................
 

มั่นใจความบริสุทธิ์!'ธนาธร-แม่-เมีย'พยานรวม10ปากขึ้นศาลรธน.ไต่สวนคำร้องคดีถือหุ้นสื่อ

    
 

18 ต.ค.62  -เมื่อเวลา 09.00น.ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดไต่สวน พยานจำนวน 10 ปาก ในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ขอให้พิจารณาว่า ความเป็นส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98(3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อ บริษัทวี-ลัค มีเดียจำกัด เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. หรือไม่ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีมติรับคำร้องเมื่อวันที่ 23 พ.ค.และสั่งนายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ส.ส.

โดยตั้งแต่ช่วงเช้าบรรยากาศที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปอย่างคึกคัก มีบรรดาผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศมาร่วมทำข่าวการไต่สวนครั้งนี้ ขณะที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญกันพื้นที่โดยรอบสำนักงานฯ ให้มีการเข้าออกเพียงทางเดียวเพื่อรักษาความปลอดภัย  และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจพื้นที่บก.น.2 จำนวน 40นาย มาคอยการรักษาดูแลความเรียบร้อย การเข้าออกต้องมีการแลกบัตรผ่านเข้าพื้นที่ทั้งพยานและสื่อมวลชน

สำหรับพยานทั้ง 10ปาก ประกอบด้วย 1.นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ 2.นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดานายธนาธร 3.นางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยานายธนาธร 4.นายปิติ จรุงสถิตย์พงศ์ หลานชายนางสมพร  5.นายทวี จรุงสถิตย์พงศ์ หลานชายนางสมพร 6.นางลาวัลย์ จันทร์เกษม พนักงานบริษัทวี-ลัคมีเดีย จำกัด 7.นางกานต์ฐิตา อ่วมขำ พนักงานบริษัท วี-ลัคมีเดีย จำกัด 8.นายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ 9.นายพิพัฒพงศ์ รุจิตานนท์ ทนายความ 10.นายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ คนขับรถของนายธนาธร ได้ทยอยเดินทางมาตั้งแต่เช้า

"อย่างกรณีบริษัทวี-ลัค เป็นสื่อหรือไม่ จริงๆบริษัทได้แจ้งหยุดดำเนินกิจการตั้งแต่เดือนพ.ย.ไปแล้วไม่มีการดำเนินการ ไม่มีพนักงาน เมื่อปิดดำเนินการ ก็ถือว่าไม่เป็นสื่อแล้วและถ้าไปดูในรายละเอียดบริษัททำอะไร มีคำพิพากษาศาลฎีกากรณีตัดสิทธิ์การลงสมัครส.ส.ของนายภูเบศวร์ เห็นหลอด ศาลระบุว่าแม้มีวัตถุประสงค์ของบริษัททำสื่อแต่ข้อเท็จจริงทำรับเหมาก็ถือว่า เข้าข่ายต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.แต่เมื่อเราเอามาตรฐานนี้ไปใช้ในการร้อง ส.ส.ฝ่ายรัฐบาล ต่อศาลรัฐธรรมนูญๆชี้ว่าดูแต่ตัวอักษรไม่ได้ ต้องดูว่าทำกิจการสื่อจริงหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้หากเอามาใช้กับบริษัทวี-ลัคที่รับจ้างผลิตหนังสือjib jibให้กับบริษัท นกแอร์ และปิดกิจการไปแล้วตั้งแต่เดือนพ.ย.ข้อนี้ศาลจะตีความอย่างไร"

นายธนาธร กล่าวว่า ส่วนใครที่เอาเอกสารบอจ. 5  มาอ้างก็มีกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคนวินิจฉัยเรื่องความเป็นรัฐมนตรีของนายดอน ปรมัตถ์วินัย ไม่สิ้นสุดลงโดยศาลบอกว่าดูเเค่ตราสารการโอนหุ้นก็พอไม่ต้องดูเอกสารบอจ. 5  ดังนั้นเราจึงยืนยันในความบริสุทธิ์ ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว แม่และภรรยา ก็เตรียมตัวพร้อมอย่างดี  ส่วนที่ตนนำสำนวนมาเปิดเผยนั้นก็ต้องการให้สาธารณชนได้ดูเพราะเห็นว่าที่ผ่านมาได้ชี้แจงอธิบายไปมากแล้ว ฝ่ายกล่าวหาโจมตีก็ไม่เคยมีพยานหลักฐานมาหักล้าง มีแต่พูดว่าผิดตรงนั้นตรงนี้จึงอยากให้สาธารณชนช่วยพิจารณา

ทั้งนี้คดีดังกล่าวนายธนาธร อ้างว่ามีการโอนหุ้น จำนวน 675,000 หุ้น หมายเลขหุ้น 135001-2025000 ให้แก่นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 62 ดังนั้น ขณะยื่นสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส ที่กกต.เปิดรับสมัครวันที่ 4-8ก.พ. ตนเอง เป็นผู้มีคุณสมบัติครบถ้วนไม่มีลักษณะต้องห้ามในการลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส

แต่กกต.พบว่าเอกสารแบบ บอจ. 5 แสดงสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้นบริษัทวี –ลัค ซึ่งคัดจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น กลับระบุนางสมพร มารดานายธนาธร ถือครองหุ้นจำนวน 675,000หุ้น ดังกล่าว ลงวันที่ 21 มี.ค. 62  อีกทั้งมีข้อสังเกตว่า ตลอดระยะเวลา 10ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทุกครั้งจะส่งสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น ระบุวันประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นพร้อมหนังสือนำส่งนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานครในเวลาใกล้ชิดกัน ซึ่งแตกต่างจากการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นในคดีนี้ จึงน่าเชื่อว่าขณะที่นายธนาธรยื่นสมัครรับเลือกตั้งมีลักษณะต้องห้ามของการใช้สิทธิ์ลงสมัครรับเลือกตั้งจึง ได้ยื่นคำร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย.

 

ทนายยัน'ธนาธร'โอนหุ้น8ม.ค.จริง!แต่ศาลข้องใจทนายเขียนสัญญาได้แต่จำรายละเอียดสัญญาไม่ได้

    
 

18 ต.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญออกนั่งบัลลังก์ไต่สวนพยานในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ขอให้วินิจฉัยความเป็นส.ส.ของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101 (6) ประกอบมาตรา 98 (3) เนื่องจากถือหุ้นสื่อบริษัทวี-ลัค มีเดีย  เข้าลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส.หรือไม่ 

ช่วงหนึ่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้ไต่สวนพยานปาก 2 คือ นายณัฐนนท์ อภินันท์ ทนายความ โดยศาลได้ซักถามการทำเอกสารสัญญาโอนหุ้นดังกล่าวทนายจัดเตรียมใช่หรือไม่ ซึ่งนายณัฐนนท์ ชี้แจงว่า เป็นคนที่จัดเตรียมการทำสัญญาฯดังกล่าว โดยมีนายพุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล ผู้อำนวยการฝ่ายกฎหมายพรรคอนาคตใหม่เป็นคนมอบหมายว่านายธนาธรประสงค์โอนหุ้น และนายพุฒิพงศ์ เป็นคนให้ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการทำสัญญาฯ ทั้งส่วนข้อมูลที่บรรจุในสัญญาตลอดผู้รับรองการทำสัญญา ซึ่งไม่ใช่การมอบหมายจากนายธนาธรหรือนางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจแต่อย่างใด 

หลังจากนั้นนายณัฐนนท์  ได้ชี้แจงต่อว่าการเตรียมการเอกสารการโอนหุ้นเตรียมก่อนล่วงหน้าเป็นอาทิตย์ แต่จำวันไม่ได้ ซึ่งในวันที่ 8 ม.ค.2562 มีการนัดหมายในการทำสัญญาฯที่บ้านนายธนาธร เวลาประมาณ 6 โมงเย็น โดยตนไปถึงบ้านนายธนาธรประมาณ 4 โมงเย็นซึ่งขณะนั้นได้พบกับนางรวิพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ ภรรยาของนายธนาธร ที่อยู่ในบ้าน แต่นางรวิพรรณบอกว่านายธนาธรยังไม่อยู่ในบ้าน และตนไม่ทราบว่านายธนาธร มาถึงบ้านตอนกี่โมง แต่เมื่อถึงเวลานัดหมายทำสัญญานายธนาธรก็มาถึงแล้ว 

นายณัฐนนท์  กล่าวว่าส่วนการทำสัญญาฯ หลังจากนั้นนายธนาธรและนางสมพรตรวจสอบเอกสารสัญญาฯและเซ็นสัญญาแล้ว ก็มีการติดอากรแสตมป์ในสัญญาในวันเดียวกัน และเห็นว่ามีการมอบเช็คให้ในวันนั้นด้วย โดยเป็นเช็คที่นางสมพรเตรียมมามอบเช็คให้ธนาธรและภรรยา ส่วนการดำเนินการโอนหุ้นหลังจากเซ็นสัญญาฯเป็นหน้าที่ของนางลาวัล จันทรเกษม ซึ่งเป็นพยานในการโอนหุ้นดังกล่าวเป็นคนดำเนินการแจ้งนายทะเบียนเรื่องการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น ซึ่งนายณัฐนนท์ไม่ทราบว่ามีการดำเนินการเมื่อใด 

"ขณะที่การโอนหุ้นของ นางรวิพรรณ ก็มีการโอนหุ้นให้กับนางสมพรในวันเดียวกันด้วย และได้รับการประสานข้อมูลมาจาก ผอ.ฝ่ายกฎหมายพรรคอนาคตใหม่เหมือนกัน เป็นพยานชุดเดียวกัน และมีการจ่ายเช็คเป็นค่าตอบแทนในวันดังกล่าวเหมือนกัน"

จากนั้นมีการไต่สวนพยานปาก 3 คือ นายชัยสิทธิ์ กล้าหาญ ซึ่งเป็นคนขับรถของนายธนาธร ชี้แจงว่าทำงานขับรถส่วนตัวให้กับนายธนาธรและภรรยา มาแล้ว 2 ปีแล้ว โดยยืนยันว่าในวันที่ 8 ม.ค. มีการขับรถออกจาบุรีรัมย์มายังกทม.จริง ซึ่งมีผู้โดยสารในรถเพียงนายธนาธรคนเดียว โดยออกจาก อ.สตึก จ.บุรีรัมย์ หลังนายธนาธรขึ้นเวทีปราศรัยเสร็จตอนเช้า ประมาณ 11 โมง ถึงกทม.ประมาณ 4 โมงเย็น แต่ไม่ได้เข้าในบ้านจึงไม่รู้ว่ามีใครอยู่ในบ้านบ้าง แต่สังเกตเห็นว่ามีรถไม่ใช่รถในบ้านมาจอดอยู่ 1 คันแต่ไม่ทราบว่าเป็นรถของใคร.

 หมวดหมู่ : X-CITE 
 
 

 

 ......................................................
 

 

 

 

 

 
 ......................................................
 
18 ตุลาคม 2562
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน