*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3823
  • จำนวนผู้ชม : 2420130
  • จำนวนผู้โหวต : 523
  • ส่ง msg :
  • โหวต 523 คน
<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤศจิกายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 269 , 13:15:01 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน wullopp , สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

          จากรายงานข่าว :

 2 พ.ย 62 - เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ห้อง Sapphire 205 – 206 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 แบบเต็มคณะ (Plenary) ภายหลังเสร็จสิ้น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมแบบเต็มคณะ (Plenary) จัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือกับภายนอกของอาเซียน และการกำหนดทิศทางในอนาคต แลกเปลี่ยนทัศนะต่อประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงเพื่อขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนให้ เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตามแนวคิดหลักของการเป็นประธาน อาเซียนของไทย “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” (Advancing Partnership for Sustainability) โดยมีประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ เลขาธิการอาเซียน เข้าร่วมประชุม

         จะเห็นได้ว่า การประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 แบบเต็มคณะ (Plenary) ครั้งนี้ ประเทศไทยและนานาชาติอาเซี่ยน ตลอด

จนอีกหลายประเทศที่เข้าร่วม ล้วนได้รับประโยชน์โดยถ้วนหน้า ประเทศไทยคงได้รับการกล่าวขวัญกันมิใช่น้อย

 

 

การศึกษาว่าด้วย 'เปลือก'

    
 

             ถ้าเลือกเกิดได้......

 

                ขอเกิดเป็น "นายอนันต์ อัศวโภคิน" ซักร้อยชาติ!

                บอกตรงๆ...อิจฉา

                คดีสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินที่ได้มาจากการยักยอกฉ้อโกงสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น  ซื้อที่ดิน คลองหลวง ปทุมธานี

                และหุ้นของบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด โดยสั่งจ่ายเช็ค ๑๑ ฉบับ รวมเป็นเงิน ๓๒๑,๔๐๐,๐๐๐ บาท

                เข้าใจว่า ยังไงซะ เรื่องต้องถึงศาล แต่คงด้วยอานิสงส์แห่งค้อน ชิตัง เม โป้ง...รอด

                ก็รอด ปานปาฏิหาริย์!

                อัยการท่านตรวจสำนวนเคร่งครัดตามบรรทัดกฎหมายแล้ว

                สั่งไม่ฟ้อง!?!

                ตอนนี้ อยู่ระหว่างกระทรวงยุติธรรม ของท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ เทพสุทิน กับ พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง  อธิบดี DSI เจ้าของคดี กำลังสองจิต-สองใจ

                ว่าจะมี "ความเห็นแย้ง" หรือไม่?

                ถ้าไม่.....

                ลำไม้ไผ่ ก็จะยุติที่บ้องกัญชา

                แต่ถ้า DSI เห็นแย้ง ก็จะต้องส่งสำนวนคดีนี้ไปให้ "อัยการสูงสุด" พิจารณาชี้ขาด

                อัยการสูงสุดชี้ขาดไปทางไหน คดีนี้ ก็จะสะเด็ดน้ำไปทางนั้น จะคั้นเอาไปฟ้องร้องอีกไม่ได้

                สรุป เรื่องนี้.......

                ข้าน้อยนิ้วก้อยเล็ก มิบังอาจ รอดูนิ้วโป้งใหญ่ดีกว่า ว่าธรรมคืออำนาจ หรือ อำนาจคือธรรม?

                จากเรื่องผู้ใหญ่ อนาคตคือปุ๋ยดิน ไปดูเรื่องเด็ก ที่จะเติบใหญ่ไปเป็น "พลังแผ่นดิน" กันบ้าง

                ผมอ่านจากโซเชียล อ่านแล้วสุขใจอย่างไรบอกไม่ถูก

                สุขอะไรก็ไม่สุขเท่า

                สุขจากได้เห็นครูบาอาจารย์ผู้เป็นเบ้าหลอม หลอม "ผู้สืบตระกูลแผ่นดินไทย" ออกมาได้สวยงามเหลือเกิน

                งามชนิดต้องบอกว่า น่าศึกษาเพื่อขยายเป็น "สายพันธุ์ใหม่" บ่มเพาะในแปลงเรียน

                ท่านนายกฯ ประยุทธ์ ขวัญใจวัยโจ๋ ท่านรัฐมนตรีณัฏฐพล ทีปสุวรรณ รมว.ศึกษาฯ และท่านรัฐมนตรีสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ฯ

                น่าไปเซลฟีกับครูบาอาจารย์และแฟนคลับรุ่นจิ๋วถึงโรงเรียนเลย

                จะไม่เล่านิทานชวนเชื่อ แต่จะลอกจากเพจโรงเรียนมาให้ปลื้มในหัวใจ กับประเทศไทยที่หวังได้ จากสายพันธุ์ใหม่เหล่านี้กัน

                บอกก่อน อ่านไม่สนุกหรอก แต่อ่านแล้วสุข เพราะเห็นอนาคตชาติฉาดฉาน

                สาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม)

                วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562 รองศาสตราจารย์สุรชา อมรพันธุ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม)

                มอบเกียรติบัตรให้กับนักเรียนคนเก่งที่ทำชื่อเสียงให้กับโรงเรียน โดยมีรายละเอียด ดังนี้

                1.การสอบโครงการทดสอบความรู้ภาษาอังกฤษ General English Proficiency Test

                ระดับชั้นประถมศึกษา ของบริษัท เสริมปัญญา จำกัด ครั้งที่ 34 ประจำปีการศึกษา 2562

                โดยมีนักเรียนที่สอบได้คะแนนยอดเยี่ยม อันดับ 1 ระดับประเทศ และอันดับ 1 ของจังหวัดมหาสารคาม ได้แก่

                ด.ญ.นาฏลี โยชิดะ นักเรียนชั้น ป.4/1ESC

                สอบได้อันดับ 1 ระดับประเทศ

                ด.ญ.ขวัญหทัย ไชยงาม นักเรียนชั้น ป.2/1ESC

                ด.ญ.อารีรักษ์ ลาภจิตร นักเรียนชั้น ป.3/1ESC

                ด.ญ.ศิรดา กัญญาคำ นักเรียนชั้น ป.4/1ESC

                ด.ช.วรพล ศิริบุรี นักเรียนชั้น ป.5/1ESC

                สอบได้คะแนนยอดเยี่ยม อันดับ 1 ของจังหวัดมหาสารคาม

                2.นักเรียนที่ได้คะแนนสูงสุดในระดับชั้น ของโครงการสอบวัดระดับความสามารถทางคณิตศาสตร์  สถาบัน Gakken Classroom มหาสารคาม ได้แก่

                -ชั้น ป.1

                ด.ญ.ศิรดา โพธิ์ผา 100 คะแนน

                ด.ญ.วิชญาพร จำลองนาค 100 คะแนน

                ด.ญ.นลินพรรณ ทองโยธีรวัฒน์ 100 คะแนน

                ด.ญ.พัทธ์ธีรา มุ่งชู 100 คะแนน

                ด.ช.กานต์พิพัฒน์ น่วมนวล 100 คะแนน

                ด.ญ.ณัฐชลิต ลัทธิ์ถีระสุวรรณ 100 คะแนน

                ด.ญ.รชดา สิงห์เสวก 100 คะแนน

                ด.ช.พันธ์ศกร พยัฆวงศ์ 100 คะแนน

                ด.ญ.วรัญญา ยาวิเศษ 100 คะแนน

                ด.ช.พิชญตม์ บุญดาราช 100 คะแนน

                ด.ช.กิตติศักดิ์ พุฒิเนาวพัฒน์ 100 คะแนน

                -ชั้น ป.2

                ด.ช.ยุทธภูมิ ปะนามะทัง 100 คะแนน

                -ชั้น ป.3

                ด.ญ.ทิพย์ธารา ศิริธนพลไพบูลย์ 97 คะแนน

                -ชั้น ป.4

                ด.ญ.ณัฐธรรม ชีวะเศรษฐธรรม 88 คะแนน

                -ชั้น ป.5

                ด.ญ.อภิชญา พลตื้อ 97 คะแนน

                ด.ญ.ลีลนันต์ ศักดิ์สกุลวัฒนา 97 คะแนน

                -ชั้น ป.6

                ด.ญ.สุชานาฎ พยัฆวงศ์ 79 คะแนน

                ด.ช.พีรวิชญ์ ยงยอด 79 คะแนน

                3.การประกวดเขียนเรียงความ ระดับชั้นประถมศึกษา "โครงการน้อมนำพระบรมราโชบายด้านการศึกษา รัชกาลที่ 10 สู่การปฏิบัติ" ของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดมหาสารคาม

                ซึ่งนักเรียนโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม (ฝ่ายประถม) เข้าร่วมประกวด

                ได้รับรางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ เด็กหญิงปิยธิดา จริยาม

                ข่าว & ภาพ: กสานณพ (นิสิต)

                เป็นไงครับ ปลื้มกับ "อนาคตแผ่นดิน" กันมั้ย เพาะหน่ออ่อนได้แบบนี้ ประเทศไทยยังไงก็รอดและรุ่ง

                และจากตัวอย่างนี้

                คนมีลูก-มีหลาน ควรปรับทัศนคติกันได้แล้ว โรงเรียนดี ไม่ได้อยู่ที่ชื่อ ไม่จำเพาะในกรุงเทพฯ และใช่ว่า ต้องอินเตอร์จึงจะเป็นเลิศ

                เห็นมั้ย สาธิตมหาวิทยาลัยมหาสารคาม พูดกันตามภาษาชาวบ้านว่า โรงเรียนบ้านนอก โรงเรียนในอีสาน

                แล้วผลที่ปรากฏเป็นไง?

                ไม่ใช่เฉพาะที่มหาสารคามเท่านั้น เท่าที่ผมตามดูข่าวคราวโรงเรียนและเด็กนักเรียนตามสื่อต่างๆ

                เด็กนักเรียนต่างจังหวัดทุกวันนี้ ต้องบอกว่า ครูบาอาจารย์ท่านสร้าง "พันธุ์อัจฉริยะ" เชิดหน้า-ชูตานามไทย ด้วยเป็นเลิศในแขนงต่างๆ มากมาย

                เพียงแต่ข่าวคราวดีๆ สังคมไม่ค่อยสนใจกัน ผิดกับข่าวไม่ดี ที่เด็กผิดพลาด

                โอ้โฮ.....

                สารพัดสื่อ ขุดกันถึงโคตร เอากล้องจ่อ ออกจอประจานกันเป็นเดือนๆ ก็มี

                นี่ถ้าสังคมข่าวสาร เปลี่ยนทัศนคติ เรื่องดี เด็กดี เอามาเผยแพร่ให้เป็นตัวอย่างดี ให้เป็นกำลังใจเด็ก กำลังใจสถานศึกษาและครูอาจารย์มากๆ

                สังคมประเทศจะสว่างไสวด้วยแววหวังมากกว่านี้

                ส่วนเรื่องไม่ดี ประพฤติไม่ดี อย่านำมาเป็นข่าวใหญ่โต เพราะการนำมาเป็นข่าวบ่อยๆ และมากๆ

                ที่ไม่ดี จะกลายเป็นตัวอย่างดี ให้เด็กทำตามกัน เพราะทำเลวแล้วดัง ได้ออกโทรทัศน์

                ต่างกับทำดี ทำแทบตาย เหมือนเห็ดทรัฟเฟิล ดอกละเป็นแสนก็จริง แต่จมอยู่ในดิน ขุดหาถึงจะเจอ

                พูดถึงโรงเรียนระดับประถม มัธยม วันก่อน ดูโฆษณาโรงเรียน American School Bangkok ในเน็ต

                เด็กนักเรียนเล่าว่า โรงเรียนมีชั่วโมงสอน Mindfulness and Awareness

                เรียนแล้ว ทำให้เขามีสมาธิในการเรียน กระทั่งการตีกอล์ฟ ก็ช่วยให้เขาตีได้ดีกว่าเดิม

                นี่โรงเรียนนานาชาตินะ นักเรียนร้อยละ ๘๐ เป็นต่างชาติ เด็กไทยแค่ ๒๐% แต่กลับเน้นสอนฝึกสติ และเด็กๆ แสนจะสวยงาม

                ทำให้นึกตามที่ "พระอาจารย์อนิลมาน ธมฺมสากิโย" มาพูดที่ไทยโพสต์วันก่อน

                Mindfulness คือสติ Awareness คือ สัมปชัญญะ นี่คือ การฝึกสติ-สัมปชัญญะ ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

                ในตะวันตก สหรัฐอเมริกา สนใจกันมาก

                ถึงขั้นนิมนต์พระอาจารย์ไปจัดหลักสูตรการเรียน-การสอนให้ ตามโรงเรียนและมหาวิทยาลัยต่างๆ ทุกวันนี้

                การฝึกสมาธิ ในโลกตะวันตกที่กำลังป่วยด้วยโรคสังคมเป็นพิษ กำลังกระหายหา ยอดฮิต ในวิชาฝึกสมาธิ ก่อนเรียน ก่อนทำงาน

                ย้อนกลับมาดูการเรียน-การสอนของบ้านเรา พอบอกว่า "ฝึกสมาธิ" ทุกคนหนี บอกว่าคำสอนพระพุทธศาสนา เชย ล้าหลัง

                ก็อยากให้ภาครัฐตรองดู เราจะเป็นปลาที่มองไม่เห็นน้ำ นกที่ไม่เห็นอากาศ แล้วผยองแบบโง่ๆ กันต่อไป

                หรือจะลองหาโรงเรียนซักแห่งเป็นต้นแบบ ให้มีชั่วโมงฝึกสติเด็กๆ แล้วประมวลผลเปรียบเทียบดูก็ได้

                นายกฯ ประยุทธ์ เป็นขวัญใจนักเรียน ถ้าบอกว่าชั่วโมงฝึกสมาธิ กลัวเด็กๆ ว่าเชย

                จะใช้คำว่า Mindfulness และ Awareness เป็นกระดาษห่อทอฟฟี่ เพื่อการจูงใจในวิชานี้ก็ได้

                พอฝึก เด็กๆ สติมา ปัญญาก็จะเกิด

                เมื่อปัญญาเกิด จะเข้าใจเอง ว่าหอมหวานคือตัวทอฟฟี่ กระดาษห่อ แค่เปลือก

                ถ้าไม่ตั้งต้น โดยเริ่มจากหน่ออ่อนให้ถูกทางวันนี้

                อนาคต........

                ทำเนียบ-สภา-มหาวิทยาลัย ก็จะรกไปด้วย "เปลือก"

                อย่างที่รกอยู่ตอนนี้! 

 

“บิ๊กตู่”เปิดประชุมสุดยอดอาเซียน​ ลั่นร่วมมือร่วมใจก้าวไปข้างหน้าสร้างภูมิภาคที่มั่งคั่งและยั่งยืน

    
 


3 พ.ย. 2562 เมื่อเวลา​ 09.15 น. ที่ศูนย์การแสดงสินค้าและการประชุม อิมแพค เมืองทองธานี  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 35 และการประชุมที่เกี่ยวข้องว่า เมื่อพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34 ตนกล่าวถึงเนื้อร้องของเพลงประจำอาเซียน "ดิอาเซียนเวย์"ในท่อน "we dare to dream, we care to share." เพื่อให้พวกเราทบทวนความกล้าที่จะฝันจากรุ่นสู่รุ่นและหารือถึงแนวทางร่วมกันที่จะสร้างประชาคมอาเซียนที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและมองไปสู่อนาคต ภายใต้แนวคิดหลัค"ร่วมมือร่วมใจ ก้าวไกลยั่งยืน" ด้วยความร่วมมือร่วมใจในครั้งนั้น เราสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมหลายประการอาทิการรับรองวิสัยทัศน์ผู้นำอาเชียนว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนเพื่อความยั่งยืน และเอกสารมุมมองของอาเซียนต่ออินโด-แปซิฟิกเพื่อสานต่อผลของการประชุมสุดยอดครั้งนั้นวันนี้ผมขอกล่าวถึงเนื้อร้องของเพลงดังกล่าวอีกท่อนหนึ่ง

นั่นคือ "ASEAN we are bonded as one. Looking out to the world." "อาเซียนเราผูกพันกันเป็นหนึ่งมองออกไปสู่โลก" เนื้อเพลงท่อนนี้สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของอาเซียน ที่ไม่เพียงร่วมมือร่วมใจกันในภูมิภาคเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับหุ้นส่วนนอกภูมิภาค ซึ่งถือเป็น "กัลยาณมิตร" ที่ช่วยสนับสนุนให้อาเชียนบรรลุเป้าหมายที่วาดฝันไว้และขยายผลไปสู่นอกภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

พล.อ.ประยุทธ์​ กล่าวว่า​ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ปัจจุบันอาเซียนและโลกเผชิญกับความททายและความไม่แน่นอนเพิ่มมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวซึ่งในปีนี้มีแนวโน้มจะขยายตัวต่ำสุดในรอบสิบปีจากการคาดการณ์ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือไอเอ็มเอฟ การแข่งขันทางภูมิยุทธศาสตร์ทั้งในระดับโลกและระดับภูมิภาค ซึ่งสะท้อนออกมาในรูปของความขัดแย้งทางการค้าและปัญหาอื่น ระหว่างบางประเทศ ความท้าทายต่อระบบพหุภาคีนิยม ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งมีมูลค่าสูงถึงแสนล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างก้าวกระโดด ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศปัญหสิ่งแวดล้อมและขยะทะเล ดังนั้น ความเป็นหุ้นส่วนและมิตรภาพที่แน่นแฟ้นจึงมีความสำคัญยิ่งที่จะทำให้ภูมิภาคเราที่ครอบคลุมพื้นที่มหาสมุทรแปชิฟิกและมหาสมุทรอินเดียสามารถรับมือและก้าวข้ามความท้าทายเหล่านี้ไปได้

นายกฯ​ กล่าวว่า​ การประชุมตลอดสองวันจากนี้ นับเป็นวาระสำคัญที่จะแสดงความเป็นหุ้นส่วนและมิตรภาพระหว่างอาเซียนกับประชาคมโลก เพื่อร่วมมือร่วมใจ สานต่อผลลัพธ์จากการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ผ่านมา และวางแนวทางร่วมกันในการใช้ประโยชน์จากความเป็นแกนกลางและจุดแข็งของอาเชียนที่เป็นมิตรกับทุกประเทศ

นอกจากนี้ ต้องมุ่งวางรากฐานด้านกฎกติกาด้วยการใช้ประโยชน์จากเครื่องมือสำคัญที่อาเชียนมีอยู่ ทั้งการนำหลักการสำคัญของสนธิสัญญามิตรภาพและความร่วมมือในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรือ TAC (แท็ค) มาใช้ในบริบทที่กว้างกว่าอาเซียน ซึ่งเป็นที่ยินดีที่เราได้ต้อนรับอัครภาคีของสนธิสัญญาฯเพิ่มเติมสะท้อนให้เห็นถึงการที่ประเทศต่าง ๆยอมรับในหลักการพื้นฐานและกฎกติกาของการดำเนินความสัมพันธ์ในภูมิภาค รวมถึงการมีกลไกระงับข้อพิพาทด้านเศรษฐกิจของอาเซียน การมีโครงสร้างสถาปัตยกรรมในภูมิภาคที่เข้มแข็งและมีอาเซียนเป็นแกนกลางไม่ว่าจะเป็น การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออก อาเซียนบวกสาม เออาร์เอฟ และความร่วมมืออาเซียนกับประเทศคู่เจรจาต่าง ๆ ตลอดจนความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการจัดทำประมวลการปฏิบัติ หรือ COC (ซีโอซี)ในทะเลจีนใต้ระหว่างอาเซียนกับจีนและการฝึกผสมทางทะเลระหว่างอาเซียนกับสหรัฐฯ เป็นต้น

นายกฯ​ กล่าวอีกว่า​ อีกประการหนึ่งคือ การสร้างภูมิภาคที่มั่งคั่งและยั่งยืน ผ่านการผลักดันให้การเจรจาความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคหรือ RCEP ในสาระสำคัญแล้วเสร็จในปีนี้ เพื่อช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน รวมทั้งส่งเสริมระบบการค้าพหุภาคีภายใต้กรอบองค์การการค้าโลกควบคู่ไปกับความร่วมมือทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาคทั้งกรอบความร่วมมือ ACMECS และเขตอ่าวกวางตุ้ง-ฮ่องกง-มาเก๊า หรือจีบีเอ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางเศรษฐกิจให้กับอาเซียนและภูมิภาคในอนาคต นอกจากนี้ ยังต้องมุ่งส่งเสริมความเชื่อมโยงที่ไร้รอยต่อในอาเซียน ด้วยการสร้างความเกื้อกูลระหว่างยุทธศาสตร์ความเชื่อมโยงต่าง ๆทั้งภายในอาเซียนและนอกภูมิภาคตั้งแต่การเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคม ระหว่างประชาชนทางการเงิน และด้านดิจิทัล อีกทั้งใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีและนวัตกรรมในยุค 4R เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ​ รวมถึงผู้ประกอบการท้องถิ่น ให้สามารถเข้าถึงแหล่งทุน และปรับโครงสร้างภาคอุตสาหกรรมของอาเชียนให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

พล.อ.ประยุทธ์​ กล่าวว่า​ ทั้งนี้ อาเซียนจำเป็นต้องมี "กระบวนทัศน์"ใหม่สำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีพลวัต มีความยั่งยืนและครอบคลุมทุกภาคส่วนไม่ทิ้งใครข้างหลังโดยต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาทุนมนุษย์ และการรักษาสภาพแวดล้อมควบคู่กันไป โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาขยะทะเลด้วยการดำเนินการตามกรอบการปฏิบัติงาน

อาเซียนว่าด้วยขยะทะเล ปัญหามลพิษทางอากาศด้วยการปฏิบัติตามข้อตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน และปัญหาประมงเบบ ด้วยการพัฒนาเครือข่ายอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาการประมง ซึ่งทั้งหมดนี้ต้องพึ่งพาความร่วมมือกับหุ้นส่วนอาเซียนและมิตรประเทศ ความมั่นคงที่ยั่งยืนและการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน​ที่ตนกล่าวมานี้ จำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนจากทั้งภายในและภายนอกภูมิภาค​ ดังนั้น​ การสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างประชาชน ผ่านการส่งเสริมอัตลักษณ์ของอาเซียนและสายใยทางวัฒนธรรมระหว่างกัน​ จึงเป็นเรื่องที่เราต้องให้ความสำคัญควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนกับภาคีภายนอก​ ใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาท และท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ตลอดปีที่ผ่านมาด้วยความร่วมมือร่วมใจของประเทศสมาชิกอาเชียนและประชาชนของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เราบรลุเป้าหมายและร่วมสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมหลายประการ หนึ่งในนั้นคือศูนย์อาเซียนทั้ง​ 7​ แห่งในประเทศไทย​ ซึ่งในวันนี้ตนยินดีเป็นอย่างยิ่งที่พวกเราจะร่วมเปิดตัว 3 ศูนย์สุดท้าย​ ในบรรดา​ 7​ ศูนย์นี้ให้เป็นมรดกของการลงทุนจากความร่วมมือร่วมใจเพื่อประโยชน์ต่อทุกคนในภูมิภาคนี้เพื่อลูกหลานของพวกเรา และเพื่ออนาคตของภูมิภาค วันนี้ ตนขอเชิญชวนทุกท่านร่วมมือ ร่วมใจกันอีกครั้ง และจับมือกับหุ้นส่วนให้แน่นขึ้น เพื่อร่วมกันสานต่อเจตนารมณ์ของผู้ก่อตั้งอาเซียนที่จะสร้างภูมิภาคที่มีสันติภาพ มีเสถียรภาพ และมีความไพบูลย์เพื่อวางรากฐานประชาคมอาเซียนที่มั่นคงมั่งคั่งยั่งยืนให้แก่คนรุ่นนี้และคนรุ่นหน้า โดยให้ประชาคมอาเซียนของพวกเราที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังและมองไปสู่อนาคต สามารถเป็นพลังสำคัญในการบรลุความฝันนี้โดยร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับภูมิภาคและประชาคมโลกเพื่อประโยชน์ของมนุษยชาติต่อไป​ ตนขอต้อนรับทุกท่านสู่ประเทศไทยอีกครั้งครับ

 

'บิ๊กตู่'นำถกสุดยอดอาเซียนก่อนจับมือผู้นำ10ปท.เป็นสักขีพยานลงนาม'ฟีฟ่า-เลขาธิการอาเซียน'เสนอตัวร่วมเป็นเจ้าภาพฟุตบอลโลกปี 2034

    
 

2 พ.ย 62 - เมื่อเวลา 17.00 น. ที่ห้อง Sapphire 205 – 206 ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม และผู้นำประเทศสมาชิกอาเซียนได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 แบบเต็มคณะ (Plenary) ภายหลังเสร็จสิ้น นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประชุมแบบเต็มคณะ (Plenary) จัดขึ้นเพื่อหารือเกี่ยวกับความร่วมมือกับภายนอกของอาเซียน และการกำหนดทิศทางในอนาคต แลกเปลี่ยนทัศนะต่อประเด็นต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นภายในภูมิภาคและระหว่างประเทศ รวมถึงเพื่อขับเคลื่อนประชาคมอาเซียนให้ เข้มแข็งยิ่งขึ้น ตามแนวคิดหลักของการเป็นประธาน อาเซียนของไทย “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” (Advancing Partnership for Sustainability) โดยมีประเทศสมาชิกอาเซียน 10 ประเทศ เลขาธิการอาเซียน เข้าร่วมประชุม

นางนฤมล กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับ และยินดีที่ได้พบทุกท่านอีกครั้ง ย้ำถึงแนวคิดหลักในการจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 35 “ร่วมมือ ร่วมใจ ก้าวไกล ยั่งยืน” ประเทศไทยประสงค์ใช้โอกาสนี้แลกเปลี่ยนมุมมอง วิสัยทัศน์ เพื่อร่วมกันกำหนดเป้าหมายและทิศทางอาเซียน โดยนายกรัฐมนตรีได้นำผลการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 34 ไปหารือกับผู้นำ G20 ที่นครโอซากา และได้นำประเด็นความร่วมมือส่งเสริมความยั่งยืนในมิติต่างๆ ไปหาหรือต่อในช่วงการประชุมสมัชชาสหประชาชาติที่นครนิวยอร์ก ทั้งหมดนี้เพื่อสนับสนุนประชาคมอาเซียน ที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และมองไปสู่อนาคต นายกรัฐมนตรีเชื่อว่าความเป็นหุ้นส่วนและการเป็นมิตรกับประเทศต่างๆ นอกภูมิภาคจะช่วยประชาคมอาเซียนให้ขับเคลื่อนแนวคิดหลักของอาเซียนเกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ ประชาคมอาเซียนที่ยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายอาเซียนต้องกระชับความร่วมมือกับหุ้นส่วนนอกภูมิภาคอย่างมียุทธศาสตร์เพื่อให้ความร่วมมือเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ และสมดุลเพื่อประโยชน์สูงสุด อาเซียนจึงควรเตรียมความพร้อมให้ดีสำหรับการประชุมกับประเทศคู่เจรจาที่เกี่ยวข้องที่กำลังจะเกิดขึ้น และการประชุมสุดยอดอาเซียนสาธารณรัฐเกาหลีสมัยพิเศษครั้งที่สามในปลายเดือนนี้

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า ในตอนท้ายนายกรัฐมนตรีเสนอความเห็นว่าอาเซียนควรมีบทบาทให้ความช่วยเหลือเมียนมาในการแก้ปัญหาด้านมนุษยธรรมในรัฐยะไข่ผ่านเลขาธิการอาเซียนร่วมมือกับมิตรประเทศที่เมียนมามีความสะดวกใจเพื่อส่งเสริมความร่วมมือในประเด็นเฉพาะ ในโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณการสนับสนุนการเป็นประธานอาเซียนของไทยในปีนี้ส่งผลให้อาเซียนได้ต่อยอด การดำเนินการในด้านต่างๆ เพื่อผลประโยชน์ต่อประเทศสมาชิก และประขาชนในอาเซียน

ทั้งนี้ ที่ประชุมได้รับรองให้จัดการประชุมสุดยอดอาเซียนออสเตรเลียเป็นประจำทุกปีเริ่มตั้งแต่ปี 2563 ที่เวียดนาม และจัดการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนนิวซีแลนด์ในช่วงการประชุมสุดยอดอาเซียนครั้งที่ 36 ที่เมืองดานังในปี 2563 ตลอดจนภายหลังการประชุมผู้นำได้ร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนาม MOU ระหว่าง จันนี อินฟันตีโน ประธาน สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กับดาโต๊ะ ปาดูกา ลิม จ๊อก ฮอย เลขาธิการอาเซียน เพื่อส่งเสริมฟุตบอลในอาเซียน และสนับสนุนความปรารถนาร่วมกันของอาเซียนที่จะเสนอตัวร่วมเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 2034 โดยมีผู้นำอาเซียนเป็นสักขีพยาน

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ประธานฟีฟ่าได้มอบเสื้อกีฬาฟุตบอลให้แก่ผู้นำแต่ละประเทศเป็นที่ระลึก โดยเป็นเสื้อกีฬาสีน้ำเงิน สกรีนชื่อผู้นำแต่ละประเทศ และมีหมายเลขด้านหลัง โดยพล.อ.ประยุทธ์ ได้เสื้อหมายเลข 9 เช่นเดียวกับผู้นำอีกหลายประเทศ ยกเว้นสมเด็จพระราชาธิบดีแห่งบูไน และนายโรดิโก ดูแตร์เต ได้เบอร์ 10 ส่วน นายโจโกวิโดโด ได้เบอร์ 21.

 

ลุ้น!อภิสิทธิ์นั่งกมธ.ศึกษารื้อรัฐธรรมนูญ

    
 

3 พ.ย.2562 -  นายราเมศ รัตนะเชวง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงความพร้อมในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร สมัยสามัญ ครั้งที่ 2 ประจำปี 2562 ในวันที่ 6 พ.ย.ว่า ในวันพุธที่ 5 พ.ย. พรรคได้นัดประชุม ส.ส. ในเวลา 13.30 น. เพื่อเตรียมความพร้อมในการประชุม โดยเฉพาะญัตติด่วน เรื่องการศึกษาหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังเป็นข้อตกลงที่ทำให้พรรค ปชป.ตอบรับเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ

นายราเมศ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป.สนับสนุนให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตหัวหน้าพรรค ปชป.เป็นประธานกรรมาธิการศึกษาหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญว่า เบื้องต้น พรรคยังไม่ได้หารือกัน จึงขึ้นอยู่กับที่ประชุม ส.ส.พรรคในวันที่ 6 พ.ย.นี้ว่า ส.ส.ของพรรคจะเสนอชื่อบุคคลใด ซึ่งนายเทพไทก็มีสิทธิเสนอชื่อนายอภิสิทธิ์ได้ ซึ่งจากการหารือกับคณะทำงานพรรคที่มีสัดส่วนกรรมาธิการชุดนี้ 4 คน มั่นใจว่าในวันที่ 5 พ.ย.นี้จะทราบรายชื่อ กมธ.ในสัดส่วนของพรรคแน่นอน

 “ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ พรรคจะพูดคุยถึงตัวบุคคลที่จะไปร่วมเป็น กมธ.ศึกษาแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคได้สัดส่วน 4 คน จึงมั่นใจว่า ในวันที่ 5 พ.ย.นี้จะได้ชื่อ กมธ.แน่ และนายเทพไทก็สามารถเสนอชื่อให้ นายอภิสิทธิ์ให้ที่ประชุมพิจารณาได้ด้วย” นายราเมศ กล่าว

นายราเมศยืนยันด้วยว่า การทำงานในสภาของ ส.ส.พรรค ปชป.ยังคงมุ่งมั่นทำประโยชน์ และแก้ไขปัญหา ให้ประชาชน ซึ่งเบื้องต้นพรรคได้เตรียมเสนอญัตติด่วนในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน จำนวน 34 เรื่อง ครอบคลุมทั้ง การจัดการน้ำ ,การแก้ไขปัญหาพืชผลการเกษตร , การแก้ไขปัญหาที่ดินทำกิจ และการออกเอกสารสิทธิ์, การแก้ไขปัญหาชาวประมง ,การศึกษาผลกระทบของประชาชน จากคลื่นทะเลกัดเซาะชาวฝั่ง ,การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมทางทะเล ,การแก้ไขปัญหาสิ่งเสพติด และการศึกษาการสนับสนุน ส่งเสริมการท่องเที่ยว เป็นต้น โดยพรรคจะผลักดันให้เป็นวาระระดับชาติ

มีรายงานว่ากรณีที่นายเทพไทเตรียมเสนอชื่อ นายอภิสิทธิ์ให้ร่วมเป็น กมธ.ศึกษาหลักเกณฑ์ และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น พรรคยังไม่เคยมีการปรึกษาหารือกันมาก่อน และต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของนายอภิสิทธิ์ด้วย.
 

 
 
 ...............................................................
 

ภาวะ"อนาคตใหม่"เพลี่ยงพล้ำ "รัฐบาล"ยืนระยะรับมือโจทย์ใหญ่


    
 

      "ขณะที่ รัฐบาล อาจจะโล่งใจไปเปลาะหนึ่งกับการที่อนาคตใหม่ที่ต้องจัดการปัญหาของตนเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในระหว่างนี้จะบริหารประเทศได้แบบไร้ปัญหา ทว่ากลับเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเจอกับการรักษาภาวะของดุลอำนาจของประเทศในยุคที่มหาอำนาจกำลังโรมรันพันตูกันแบบเมามัน กลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ"

      ปรากฏการณ์ของ "พรรคอนาคตใหม่" ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ผ่านมา ถือได้ว่าเกินคาดหมายจากการวิเคราะห์ของผู้สังเกตการณ์ทางการเมืองหลายคน  แต่จังหวะก้าว การทำงานในเชิงรุกภายใต้การตรวจสอบของอีกฝ่าย "ไม่ใช่เรื่องง่าย" ที่งานการเมืองของพรรคอนาคตใหม่จะเดินไปได้อย่างไร้อุปสรรค แม้กระทั่งในแผงการเมืองฝ่ายค้านด้วยกันเองก็มีปมประเด็นที่ขัดแย้งไม่ลงตัวอันเกี่ยวเนื่องมาจากการ "ทับที่" ในการส่งคนรับสมัครรับเลือกตั้ง และยังจ่อจะมีความขัดแย้งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นในการเลือกตั้งท้องถิ่นที่กำลังจะเกิดขึ้น

      ยังไม่นับปัญหาภายในพรรคอนาคตใหม่เอง ที่เกิดปรากฏการณ์ "ความเหลื่อมล้ำ" ในกลุ่มสมาชิกจนมีอดีตผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคและสมาชิกจำนวนหนึ่งไปยื่นลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรค ส่งผลให้เห็นช่องโหว่ในการบริหารจัดการพรรค

      ยังไม่นับรวมกรณี อาทิ เรื่องที่ 70 ส.ส.ของพรรคลงมติไม่รับร่างพระราชกำหนดโอนอัตรากำลังพลและงบประมาณบางส่วนของกองทัพบก กองทัพไทย กระทรวงกลาโหม ไปเป็นหน่วยงานบัญชาการถวายความปลอดภัยรักษาพระองค์ ซึ่งเป็นส่วนราชการในพระองค์ พ.ศ.2562 ซึ่งมี ส.ส.ของพรรคส่วนหนึ่งที่โหวตสวนกับมติพรรค

      เลยไปถึง การแพ้การเลือกตั้งซ่อมที่นครปฐม ท่ามกลางความมั่นใจของแกนนำพรรคที่ถือธงประกาศด้วยความมั่นใจในการคว้าเก้าอี้คืนมา แต่ปรากฏว่าไม่เป็นไปตามคาด

      ซ้ำด้วยกรณีของ "ช่อ" พรรณิการ์ วาณิช โฆษกพรรคฯ ที่ต้องมาตกม้าตายด้วยการถูกเปิดปมประเด็นเงินบริจาค "จุกอก" ยากที่จะอธิบายในตรรกะที่เป็นไปได้

      และจุดเปลี่ยนสำคัญกำลังจะมาถึง เมื่อปัญหาคดีความของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค ในคดีถือหุ้นสื่อ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 20 พ.ย.นี้ เป็นต้น

      การโพสต์ข้อความของ "ธนาธร" เมื่อช่วงดึกวันที่ 30 ธ.ค.ที่ผ่านมา ที่ระบุว่า "ขอโทษเพื่อนร่วมการเดินทาง เพราะเมื่อย้อนกลับไปพบว่าตัวเองสื่อสารกับเพื่อนร่วมทางน้อยกว่าที่ควรจะเป็น อาจเป็นเพราะขวากหนามที่คอยทิ่มแทงพวกเราตลอดเส้นทาง ที่ก้าวเดิน ..."

      เนื้อความตอนหนึ่งยังระบุว่า เราฝันจะสร้างพรรคการเมืองเพื่อภารกิจทางประวัติศาสตร์เหล่านี้แต่ปฏิเสธไม่ได้เช่นกันว่า พรรคอนาคตใหม่ยังเยาว์นัก เรายังห่างไกลจากความสมบูรณ์แบบอยู่มาก เราต้องเรียนรู้และเติบโตจากอุปสรรคและความผิดพลาด นอบน้อมต่อประชาชน และซื่อตรงต่ออุดมการณ์บนเส้นทางที่ไม่ได้ราบรื่นสดใส

      กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของเหล่าบรรดา "แฟนคลับ" ที่สนับสนุนพรรคฯ และนายธนาธร ที่ได้อ่านข้อความที่ถูกโพสต์บนเฟซบุ้กแล้วอดคิดไม่ได้ว่านี่คือการ "สั่งลา" ล่วงหน้า ซึ่งหากมองในแง่จิตวิทยา ถือได้ว่า "ธนาธร" ก็ไม่พลาดที่จะใช้โอกาสนี้สื่อสารกับผู้สนับสนุนอย่าหวั่นไหว และให้สนับสนุนพรรคอีกต่อไป แต่หากมองในเชิงยุทธศาสตร์ ก็อาจตีความได้ว่า นี่คือ "การปลุกกระแส" ให้มวลชนออกมาปกป้องตนเอง

      ยังไม่นับการเดินสายขึ้นเวทีเสวนา โดยล่าสุดที่โรงแรมชัยคณาธานี จ.พัทลุง เวทีเครือข่ายภาคประชาสังคมกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ภาคใต้ เขาบอกว่า ถ้าอยากเห็นงบประมาณถูกนำไปใช้เพื่อประชาชน ต้องแก้รัฐธรรมนูญ

        "นี่คือเวลาที่เราต้องคิดอย่างทะเยอทะยานเพื่อคนรุ่นต่อไป เพื่อให้ปัญหานี้จบในคนรุ่นเรา ว่าอำนาจในการจัดสรรทรัพยากรในประเทศนี้ควรอยู่ที่ประชาชน และเพื่อจะแก้ปัญหานี้ต้องทำให้ประเทศนี้เป็นประชาธิปไตย, ยุติระบบราชการรวมศูนย์ที่ส่วนกลาง, การลดบทบาทของกองทัพ มีแต่การทำ 3 อย่างนี้เท่านั้น ประเทศไทยถึงจะเดินไปข้างหน้าได้ และจะทำอย่างนี้ได้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าก้าวแรกก็คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ"

      สถานการณ์ที่ "พรรคอนาคตใหม่" ต้องสะดุดด้วยขวากหนามที่ทิ่มแทงระหว่างไปสู่เป้าหมายอย่างทะเยอทะยาน แต่ก็ปฏิเสธได้ยากว่า ระหว่างที่เดินไปสู่เป้าหมายนั้นก็มีเศษผงในรองเท้าของตนเองที่ส่งผลให้ตนเองเดินไม่ถนัด เป็นจังหวะก้าวที่ต้อง "ลุ้น" ต่อไปว่าชะตากรรมของพรรคอนาคตใหม่จะไปได้ไกลแค่ไหน ในเกมที่ "อนาคตใหม่" ยังแก้สมการโครงสร้างอำนาจประเทศไม่ได้ และปัญหาภายในยังคุกรุ่น

      ขณะที่ "รัฐบาล" อาจจะโล่งใจไปเปลาะหนึ่งกับการที่ "อนาคตใหม่" ที่ต้องจัดการปัญหาของตนเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าในระหว่างนี้จะบริหารประเทศได้แบบไร้ปัญหา ทว่ากลับเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องเจอ กับการรักษาภาวะของดุลอำนาจของประเทศในยุคที่มหาอำนาจกำลังโรมรันพันตูกันแบบเมามัน กลายเป็นเรื่องการเมืองระหว่างประเทศ

      ภูมิรัฐศาสตร์ของไทยนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ของภูมิภาคที่ต้องวางท่าทีให้เหมาะสม ดึง-กระตุก สองฝ่ายในช่วงเวลาที่ต่างกัน

      จากปรากฏการณ์ที่สหรัฐแสดงปฏิกิริยาอ้อมๆ หลังไทยแบน 3 สารพิษ แม้จะปฏิเสธว่าไม่ใช่ต้นเหตุในการตัด "จีเอสพี" แต่ก็ทำให้เกิดการจับเข่าคุยระหว่าง นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ กับอุปทูตสหรัฐ ทำให้เห็นว่าสถานการณ์ไม่ได้เลวร้าย แต่เป็นการส่งสัญญาณให้มีการพูดคุยในเรื่องของผลประโยชน์ในภูมิภาคมากขึ้น

      ฟังการให้สัมภาษณ์ของหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของไทย ดูเหมือนว่าสิ่งที่มหาอำนาจกระเหี้ยนกระหือรืออยากจะได้นั้น ถูกเสนอให้มีการเจรจากันอย่างต่อเนื่องในแบบที่มีห้วงเวลาปล่อยฟรีไว้ จึงเป็นเรื่องที่ "ไทย" เองก็คงเดินเกมสร้างความสมดุลให้เกิดขึ้นได้ไม่ยากนัก 

      ส่วนการเมืองในประเทศ ที่ฝ่ายค้านจ่อจะเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น จะเกิดขึ้นก่อนสิ้นปี แต่ก็ยังไมได้ข้อสรุป ทว่าประเด็นที่น่าจะเป็นหัวเชื้อให้เกิดแรงสนับสนุนจากคนในสังคมได้ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่น่าจะมีการขับเคลื่อนในปีกของฝ่ายค้านพอสมควร

      เพราะอย่าลืมว่า กติกาเพื่อนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญในเชิงที่เป็นรูปธรรมนั้นเป็นไปได้ยาก การนำไปโฆษณาหาเสียงเกินจริงทำให้เกิดความคาดหวัง ดังนั้นการรณรงค์และสร้างแนวร่วมเพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเชิงรูปธรรม โดยเฉพาะจากพรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลที่ไม่เห็นด้วยในกติกาการเลือกตั้งที่ไม่เป็นธรรม ก็จะเดินหน้าไปสู่การแก้ไขได้จริง 

      นั่นเป็นจุดที่มีประโยชน์ร่วมกันของนักการเมือง ที่ไม่เห็นด้วยกับมรดก คสช.ที่ถูกวางไว้ในรัฐธรรมนูญ กำหนดกติกาลักลั่นในการแข่งขันชิงเก้าอี้ ส.ส. และน่าจะเป็นจุดเชื่อมโยงเดียวที่นำไปสู่การเคลื่อนตัวของ "มวลชน" ที่หนุนพรรคการเมืองออกมาขับเคลื่อนเพื่อนำไปสู่การต่อรองกับผู้มีอำนาจ ในการ "ปลดล็อก" ในเรื่องระบบการเลือกตั้งแบบแบ่งสรรปันส่วนผสม สูตรคำนวณปาร์ตี้ลิสต์ที่ทำให้เกิดปัญหา

      แต่อย่าลืมว่า "การแสวงหาแนวร่วม" นั้น ไม่ใช่การกระหน่ำซัดผู้ที่เห็นต่างจากฝ่ายเดียวกันเสนอ ยึดมั่นถือมั่นในการต่อสู้แบบ "ประกาศธงรบ" เพียงอย่างเดียว เพราะในความเป็นจริง "ยุทธวิธี" ในการต่อรอง พูดคุย แลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้ "พลัง" ก่อนไปต่อสู้ในเกมในสภานั้นสำคัญที่สุดในขั้นตอนเริ่มต้น

      ไม่มีสิ่งใดที่ "รัฐบาล" จะหวั่นเกรงเท่ากับกระแสสังคมที่เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพราะ ส.ส.และ ส.ว.ที่แม้รัฐบาลคุมได้เนื่องจากเสียงส่วนใหญ่เป็นคนของ คสช.เดิม แต่หากทอดระยะเวลายาวนานออกไป กระแสสังคมเล็งเห็นถึงกติกาที่บิดเบี้ยว ต้องการตบให้เข้ารูปเข้ารอย เมื่อการบริหารประเทศในสถานการณ์ปกติเดินหน้าไปได้ "มือในสภา" คงยกไม่สุดหากสวนทางกับความต้องการของประชาชน

      ขึ้นต้นปีงบฯ สถานการณ์รัฐบาลจึงอยู่ในภาวะ "ทรงตัว" โจทย์ใหญ่ที่รุมเร้าจากการวางตารางของฝ่ายค้าน อาจไม่ได้ส่งผลให้รัฐบาลสั่นคลอนได้ ยกเว้นการแก้ไข รธน.ที่จะเป็นหัวเชื้อให้เกิดแรงกระเพื่อมทางสังคมได้มากขึ้น

      แต่ปัญหาทางด้านเศรษฐกิจที่ประชาชนยังไม่พอใจ การเมืองระหว่างประเทศที่ไทยอยู่ระหว่าง "เขาควาย" มหาอำนาจที่ต้องบริหารอย่างสมดุล เลยไปถึงการเฝ้าระวังไม่ให้เกิดปัญหาทุจริตคอร์รัปชันภายใน ซึ่งเป็นสนิมเนื้อในอันทรงพลังที่ทำให้รัฐบาลล่มจมมาหลายชุด ถือเป็นโจทย์สำคัญที่ต้องรับมือต่ออีกหลายยก!!.

 

                                                ทีมข่าวการเมือง

 
(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)
 

 ............................................................

 
 

 

 

 

 ................................................................

 

 

 แรชฟอร์ดชี้บอลเบาเลยเป็นลูกมหัศจรรย์

คล็อปป์โวสนั่นเด็กหงส์สยบปืนสุดพีค

 

 

...................................................................

 3 พฤศจิกายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน