*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3823
  • จำนวนผู้ชม : 2420121
  • จำนวนผู้โหวต : 523
  • ส่ง msg :
  • โหวต 523 คน
<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 4 พฤศจิกายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 359 , 17:31:06 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         นายกฯจีนนายหลี่ เค่อเฉียง จะเดินทางมาพบนายกฯไทยช่วงสายวันพรุ่งนี้ โดยก่อนหน้านาง Kristalina Georgieva กรรมการ

จัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะเข้าพบก่อน ดังข่าวท้ายนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 5 พ.ย.นี้ เวลา 08.00 น. นาง Kristalina Georgieva กรรมการจัดการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) จะเข้าเยี่ยมคารวะและพบปะหารือกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ที่ห้องรับรอง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล จากนั้นเวลา 10.10 น. รัฐบาลไทย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จะให้การต้อนรับ นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยจะมีพิธีตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ ก่อนที่จะมีการหารือข้อราชการเต็มคณะที่ตึกภักดีบดินทร์ ซึ่งภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ จะเชิญนายกรัฐมนตรีจีนไปยังตึกสันติไมตรีหลังใน เพื่อเป็นสักขีพยานในพิธีลงนามความตกลงระหว่างไทย-จีน และจะมีการแถลงข่าวร่วมกัน จากนั้นนายกรัฐมนตรีจะเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวัน ให้แก่นายกรัฐมนตรีจีนและคณะ

         หลังพบปะเจรจากับนายหลี่ เค่อเฉียง แล้ว ก็คงไม่มีใครรอพบอีกแล้ว 'บิ๊กตู่' ที่กรากกรำงานมามากแล้วก็คงจะได้พักบ้างเสียที

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปนายหลี่ เค่อเฉียง

นาย หลี่ เค่อเฉียง นายกฯจีน

 คริสตาลินา จอร์เจียวา (Kristalina Georgieva) ผู้นำ IMF

 

'๓ จว.ใต้ที่กำลังเปลี่ยนไป'

    
 

    แต่วันก่อน.......
    เห็นชาย โดยเฉพาะเป็นชายชาติทหารซะด้วย ตัดพ้อหญิง 
    ถ้าผมเป็น "ช่อ-พรรณิการ์" นะ
    ถ้าใจไม่ด้านพอ อย่างน้อยก็ต้องละอาย กับสิ่งที่ตัวทำเป็นเหตุให้ชายต้องตัดพ้อ
    เรื่องนี้ ต้องเท้าความหน่อย เมื่อ ๓๑ ตุลา "พรรณิการ์ วานิช" ในฐานะ รองประธานคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร 
    นำคณะ ประกอบด้วย ส.ส.รังสิมันต์ ส.ส.นิรมิต สุจารี ส.ส.กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ส.ส.อาดิลัน อาลีอิสเฮาะ 
    และนางอังคณา นีละไพจิตร อดีต กก.สิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ลงพื้นที่ ๓ จังหวัดใต้
    เปิดเวทีรับฟัง-พูดจาปัญหาด้านกฎหมายและสิทธิมนุษยชนใน ๓ จังหวัดใต้
    พ.อ.ปราโมทย์ พรหมอินทร์ รองเลขาธิการ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (กอ.รมน.)  ภาค ๔ ส่วนหน้า ในฐานะโฆษกกองทัพภาคที่ ๔ 
    นำคณะ กมธ.เข้าไปเยี่ยมชมและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันในค่ายอิงคยุทธบริหาร ที่ปัตตานี ด้วย
    คอข่าวสารคงเห็นรูป-เห็นข่าวคณะคุณช่อลงพื้นที่ มีทหารติดตามดูแลกันแล้ว
    เสร็จสรรพ รุ่งขึ้น พ.อ.ปราโมทย์ ตัดพ้อคณะคุณช่อไว้อย่างนี้
    "ผมพา กมธ.เข้าไปดูค่ายอิงคยุทธบริหาร ทาง กมธ.ก็ชื่นชมว่า ทหารเราดี 
    แต่พอตกเย็น ไปเปิดเวทีร่วมเสวนากลับด่าทหารว่าไม่ดี ดังนั้น ขอให้สะท้อนความจริง ที่เราได้พูดคุยกันให้รอบด้าน โดยเฉพาะการฟังปัญหาคนในพื้นที่ ต้องฟังอย่างหลากหลาย 
    ไม่ใช่ว่า ไปฟังปัญหามาจากทางด้านเดียว หรือกลุ่มเดียว ที่เป็นกลุ่มเห็นต่าง แล้วมาสรุปว่ารัฐนั้นแย่ 
    และมาเรียกร้องให้ 'ยกเลิกกฎหมายพิเศษ'
    พวกคุณไม่ฟังประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่าเขาคิดกันอย่างไร? 
    มาสรุปว่า 'ทหารต้นทุนต่ำ' คุณมาสรุปอย่างนี้ได้อย่างไร? คุณเป็น กมธ.ฯ แต่มาเล่นบทนักการเมือง 
    คุณมาในฐานะ กมธ.ฯ ก็ควรที่จะลืมภาพนักการเมือง แล้วมาฟังปัญหาให้รอบด้านในทุกมิติ อย่าฟังเพียงกลุ่มกลุ่มเดียว” 
    ครับ.....
    ทหารตัดพ้อ ฟังแล้วหัวใจละลาย สงสาร เห็นใจ เข้าใจ 
    คณะคุณช่อ ก็ช่างกระไร
    เหมือนไปหาพระ ก็ด่าโจรให้พระฟัง แล้วชมพระว่าดี
    แต่พอไปหาโจร ก็ด่าพระให้โจรฟัง แล้วชมโจรว่าดี
    ยิ่งเหยียดว่า "ทหารต้นทุนต่ำ" ถ้าจริงตามที่โฆษกกองทัพภาค ๔ แถลง
    ก็ต้องบอกว่า ประธานรัฐสภา "ชวน หลีกภัย" น่าจะตรวจสอบ 
    เพราะการกะล่อนปล้อนปลิ้น แบบนกมีหู-หนูมีปีก ต้องไม่มีเป็นพฤติกรรมของระดับคณะกรรมาธิการฯ
    และพูดกันตรงๆ สมาชิกสภาผู้แทนฯ ชุดนี้ บางส่วน "วุฒิภาวะ" ต่ำมาตรฐานมาก 
    มักใช้ตำแหน่งเกินเลยหน้าที่แบบมีเจตนาซ่อนเร้น มุ่งไปทางใช้สนองตัณหาตน จนน่าเกลียด
    ประเทศไทย มี ๗๗ จังหวัด ทุกจังหวัด ที่ไหนมีคน ที่นั้น มีปัญหาด้านกฎหมาย ด้านยุติธรรม และด้านสิทธิมนุษยชนทั้งนั้น
    แต่นางสาวพรรณิการ์ มุ่งเขม้นเฉพาะ ๓ จังหวัดใต้เท่านั้น ก็รู้กันอยู่ว่าเพราะอะไร 
    ยิ่งมีหัวโขน "รองประธาน กมธ.ฯ" ก็เข้าทางของเธอ อย่างที่ พ.อ.ปราโมทย์พูด 
    "เป็น กมธ.ฯ แต่มาเล่นบทนักการเมือง มาในฐานะ กมธ.ฯ ก็ควรที่จะลืมภาพนักการเมือง 
    แล้วมาฟังปัญหาให้รอบด้านในทุกมิติ อย่าฟังเพียงกลุ่มกลุ่มเดียว” 
    ไปหาทหาร ก็ชมทหารว่าดี แต่พอไปหาชาวบ้าน ก็ด่าทหารให้ชาวบ้านฟัง ว่าทหารไม่ดี
    ใครมีพฤติกรรมอย่างนี้ โบราณถือเป็นคนกาลีบ้าน-กาลีเมือง ไม่ควรคบหา
    แก๊งช่อ-อนาคตใหม่ นี่ ลงใต้ทีไร ก็เห็นซุกสิงอยู่ปัตตานีคงเพราะมีอาจารย์-นักศึกษาส่วนหนึ่ง เป็นฐานอยู่ที่นี่
    ใครเคยเห็นลงไปคลุกพื้นที่ยะลา-นราธิวาสบ้างมั้ยล่ะ? อันที่จริง พ.อ.ปราโมทย์ น่าจะเชิญคณะคุณพรรณิการ์ พักค้างอ้างแรมกับทหารซักคืน-สองคืน 
    เพื่อให้ กมธ.ชุดนี้เข้าถึงปัญหาจริงๆ........ 
    ก็เชิญช่อกับคณะนั่งรถไปตระเวนพื้นที่ ปัตตานี-ยะลา-นราธิวาส กับหน่วยทหาร ตามถนนสายหลักและสายรอง ทั้งกลางวันและกลางคืน
    ให้ช่อสัมผัสชีวิตจริง อยู่กับทหารพื้นที่ซักคืน-สองคืน ยิ่งได้เจอสถานการณ์จริง เข้าถึงเนื้อ-ถึงกระดูกด้วยแล้ว
    บางที....
    บางทีนะ คณะช่อจะชมทหารว่าดี ทั้งต่อหน้าและลับหลังก็เป็นได้!
    เธอไม่ได้ห่วงหาสิทธิมนุษยชนอะไรกับคน ๓ จังหวัดใต้หรอก แค่ใช้บังหน้า 
    หวังขมวดขบวนการแบ่งแยกพื้นที่เป็นลูกมือ "เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ" ล้มสถาบัน-แยกประเทศ เลียนแบบยุค "ปฏิวัติฝรั่งเศส" เท่านั้น
    พี่น้อง ๓ จังหวัด "ยะลา-ปัตตานี-นราธิวาส" ประมาณ ๑.๕ ล้านคน ส่วนใหญ่ต้องการทำมาหากินอยู่สงบ-สันติ
    ปัญหาพื้นที่จริงๆ การแบ่งแยกดินแดน เป็นแค่ "หญ้าคลุมหน้าดิน"
    ปัญหาจริงๆ ที่หมกซ่อน คือเรื่องยาเสพติด เรื่องการค้าผิดกฎหมายระหว่างแดน
    และเรื่อง "สมประโยชน์" ระหว่างอิทธิพลถิ่นกับการรู้เห็นของเจ้าหน้าที่รัฐ
    "การเมือง-การบริหาร" เหมือนเชื้อรา ที่อาศัยซากนั้นได้เกิด-ได้กิน เป็นสิ่งมีชีวิตร่วมซากสืบต่อกันมาเรื่อยๆ
    ด้านเป็นจริงตามธรรมชาตินั้น หญ้าไม่ใช่ศัตรูพืช-ศัตรูดิน
    หญ้าเป็นเครื่องหมายสมบูรณ์แห่งดิน ไม่ต้องถาง ไม่ต้องขุด
    เพียงบริหารให้ดินเกื้อหญ้า-หญ้าเกื้อดิน ทุกอย่างก็จะกลมกลืนสู่จุดสมดุล 
    คนเรา ไม่ว่าชาติไหน ศาสนาไหน ลองมีอยู่ มีกิน มีอาชีพ มีอนาคต มีเสรีภาพตามกรอบ ใครจะอยากแยกไปไหน    
    ทุกวันนี้ ปลุกคำว่า "โจรก่อการร้าย" ไว้
    ปลุกคำว่า ๓ จังหวัดใต้ อันตราย ไป..ตายไม่รู้ตัวไว้ 
    เลยสบาย ชาวบ้าน-ชาวโลก ไม่มีใครกล้าไป เข้าล็อก ทั้งโจร ทั้งคนปราบโจร
    ๓ จังหวัดใต้ จึงเป็นฮับยาเสพติดเพื่อส่งออก เป็นฮับการค้าของหลบภาษี เป็นแดน "อิทธิพลผสม" ทรงกลด
    ชาวบ้านจริงๆ ใน ๓ จังหวัดใต้ น่ารักมาก แปลกหน้าไปใหม่ๆ เป็นธรรมดา เขาจะระแวด-ระวัง ไม่ไว้ใจเรา ก็เหมือนเราที่ไม่ไว้ใจเขา
    แต่พอรู้ว่า "หน้าใส-ใจซื่อ" ต่อกัน ก็โอภาปราศรัย เอื้อเฟื้อเฟือฟายกัน ถ่ายรูปกันสนุกสนาน ที่จะจ้องฆ่ากัน ไม่เห็นมี
    ที่นราธิวาส ยอมรับ ไปน้อยครั้ง เพราะไม่รู้จะไปหาใคร มิตรสหายไม่มีที่นั่น ส่วนที่ ยะลา-ปัตตานี ต้องบอกว่า รายปีเลยทีเดียว
    อย่างที่ยะลา วันก่อน รองนายกฯ "พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ" ไปเป็นสักขีพยาน
    พลเรือตรี สมเกียรติ ผลประยูร เลขาฯ ศอ.บต.กับ คุณจิราพร ขาวสวัสดิ์ "เจ้าแม่ คาเฟ่ อเมซอน" ในฐานะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ PTTOR  
    ร่วมลงนาม ถอดรูปการเกษตร ๓ จังหวัดใต้ นำร่องที่ยะลา ก่อน 
    จากปลูกยาง เป็นเกษตรผสมผสาน โดยเฉพาะเปลี่ยนจากยางพารา เป็นปลูกกาแฟพันธุ์โรบัสตา 
    PTTOR จะร่วมบริหารจัดการ ควบคุมคุณภาพเมล็ดกาแฟ ตามมาตรฐานของคาเฟ่ อเมซอน 
    จากความร่วมมือกัน จะนำไปสู่การพัฒนาพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ให้เป็นต้นแบบของการพัฒนาที่ยั่งยืน
    เรื่องเปลี่ยนเมืองยางเป็นเมืองเกษตรผสมผสานนี้ "คุณพงษ์ศักดิ์ ยิ่งชนม์เจริญ" นายกเทศมนตรีนครยะลา นำร่องมาระยะหนึ่งแล้ว
    นอกจากเปลี่ยนสวนยางเป็นไร่กาแฟโรบัสตา ยังจัดโซนเกษตรผลไม้ ทั้งทุเรียน มังคุด ลองกอง 
    เรียกว่า วิจัยดิน วิจัยอากาศ ว่ายะลาเหมาะกับพืชชนิดไหน นายกฯ พงษ์ศักดิ์ เปลี่ยนยะลาเป็นเมืองศูนย์กลางผลไม้ ๓ จังหวัดใต้ ไปตามทิศทางนั้น
    โทร.บอกผมเดือนก่อน ว่าได้ผลแล้ว ทุเรียนยะลารสชาติมหัศจรรย์ ที่ต้องชวนชาวโลกมาลิ้มลอง
    ปีหน้า จะจัดมหกรรมตลาดกลางผลไม้ ๓ จังหวัดใต้
    ให้คนมาชิม มีทั้ง ทุเรียน ส้มโชกุน ลองกอง มังคุด ฯลฯ
    ผมถาม ใครจะไปล่ะ มันไกล?
    นายกฯ พงษ์ศักดิ์บอก อยากให้โลกรู้ของดียะลา จะเช่ารถไฟเป็นโบกี ให้นั่งฟรีจากกรุงเทพฯ มากินฟรี อยู่ไม่ฟรี ถึงที่ยะลากันเลย
    ก็เห็นดีด้วย ความจริง ๓ จังหวัดใต้ ดูแต่ข่าว จะรู้สึกน่ากลัว แต่ถ้าไปสัมผัสจริงๆ น่าอยู่-น่าเที่ยว  ชาวบ้านน่ารัก อย่าง ปัตตานี ยะลา ไปแล้ว ใครก็ต้องอยากไปอีก 
    คงเท่านี้ละมัง ที่อยากบอกคือ แก้ปัญหา ๓ จังหวัดใต้ อย่ามุ่งเปลี่ยนที่เขา    
    เปลี่ยนที่เราก่อน แล้วเขาเปลี่ยนเอง!

 

'บิ๊กตู่'เตรียมต้อนรับ'หลี่ เค่อเฉียง'เยือนไทย พร้อมหารือข้อราชการก่อนแถลงร่วม

    
 

 
 
 
 เพื่อไทยโวมีหมัดเด็ดซักฟอก'ครม.บิ๊กตู่'อุบไต๋รัฐมนตรีรายใดถูกหวย
    
 

4 พ.ย 62 - น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย แถลงภายหลังการประชุมว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล พรรคเพื่อไทยมีข้อมูล การบริหารงานรัฐบาลที่บกพร่อง ไร้ประสิทธิภาพ แม้รัฐบาลนี้จะบริหารงานมาเพียง 3เดือนเศษ ก็พบร่องรอยบางประการ ที่อาจจะมีการทุจริตคอรัปชั่น จากข้อมูลที่ได้มา เรามีความพร้อมที่จะยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ขณะนี้พรรคเพื่อไทยทำงานร่วมกับพรรคร่วมฝ่ายค้าน ในส่วนของรายละเอียดวันอภิปราย จะยื่นอภิปรายครม.ทั้งคณะหรือรายบุคคล รัฐมนตรีคนใด กระทรงใดบ้าง คงต้องรอการหารือกับพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกครั้ง แต่ยืนยันว่า ข้อมูลที่เราได้มา มีรัฐมนตรีหลายคน เข้าข่ายถูกอภิปรายได้ ตอนนี้ขอยังไม่เปิดเผยว่ามีใครบ้าง กระทรวงใดบ้าง แต่อาจจะมีบางคนที่คาดไม่ถึงรวมอยู่ด้วย

 นายกฯเจ้าภาพเลี้ยงอาหารกลางวันเสนอ 3 ประเด็นผลักดันอาเซียนเข้มแข็ง

    
 

4 พ.ย.62-ที่ห้อง Grand Diamond Ballroom ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุมอิมแพ็ค เมืองทองธานี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นเจ้าภาพงานเลี้ยงอาหารกลางวัน เพื่อหารือเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยมีประเทศสมาชิกอาเซียน และกรรมการผู้จัดการองค์กรการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เข้าร่วมงานเลี้ยงอาหารกลางวันด้วย 

นายกฯกล่าวว่า การพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นวาระสำคัญของโลก และเป็นประเด็นสำคัญทางยุทธศาสตร์ของอาเซียนในการขับเคลื่อนการสร้างประชาคมอาเซียนให้มีความเข้มแข็งและมีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงจากสิ่งท้าทายต่าง ๆ นอกจากนี้อาเซียนได้ร่วมมือกับภาคีภายนอกต่าง ๆ โดยไทยเป็นผู้ประสานงานอาเซียนด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการส่งเสริมข้อริเริ่มความเกื้อกูลระหว่างวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน ค.ศ. 2025 กับวาระการพัฒนาที่ยั่งยืน ค.ศ. 2030 ของสหประชาชาติ ไทยถือว่าการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นส่วนหนึ่งของ“ความยั่งยืนในทุกมิติ” ซึ่งเปรียบเสมือนเหรียญที่มีสองด้าน ด้านหนึ่งคือ การมีเสถียรภาพและความมั่นคง และอีกด้านคือ การเติบโตทางเศรษฐกิจที่มีพลวัต และการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งทั้งสองด้านจะต้องส่งเสริมและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน เพื่อนำไปสู่อนาคตที่ยั่งยืนของประชาคมอาเซียน

นายกฯ กล่าวอีกว่า ยินดีที่ได้กล่าวถ้อยแถลงสะท้อน “เสียงของอาเซียน” ที่นครนิวยอร์ก เพื่อบรรลุ SDGs อย่างไรก็ดี อาเซียนยังคงเผชิญกับความท้าทายในอีกหลายเป้าหมาย โดยเฉพาะเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่อาเซียนได้ประกาศเป้าหมายที่เป็นรูปธรรม เช่น การลดการใช้พลังงานลงร้อยละ 30 และการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนเป็นร้อยละ 23 ภายในปี ค.ศ. 2025 และในเรื่องการลดความเหลื่อมล้ำในสังคม ซึ่งอาเซียนได้มีข้อริเริ่มมากมายที่จะลดช่องว่างการพัฒนา ทั้งในประเทศและในภูมิภาคเพื่อไม่ให้ประชาคมอาเซียนทิ้งใครไว้ข้างหลัง

นายกฯ ได้เสนอ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1. อาเซียนควรเสริมสร้างแรงกระตุ้นในการดำเนินการด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับภูมิภาค และต่อยอดจากการดำเนินกิจกรรมของศูนย์อาเซียนเพื่อการศึกษาและการหารือด้านการพัฒนาที่ยั่งยืน ตลอดจนการดำเนินการตามโรดแมปความเกื้อกูลฯ 2.การสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน พร้อมให้ความสำคัญต่อการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในระดับท้องถิ่นเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชนในระดับรากหญ้า และ3.การบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืนในอาเซียนจะต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจจากทั้งประเทศสมาชิกอาเซียนและภาคีภายนอก และเน้นย้ำว่าความร่วมมือและความเป็นหนึ่งเดียวของอาเซียน และความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดกับประเทศคู่เจรจาและภาคีภายนอกของอาเซียน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลให้การขับเคลื่อนวาระการพัฒนาที่ยั่งยืนประจักษ์ผลเป็นรูปธรรม

'อ้น'ตอกกลับ'ปิยบุตร'เลิกปั่นกระแสผู้มีอำนาจกลั่นแกล้ง ย้อน'ทอน'มีโอกาสชี้แจงต่อศาลรธน. แต่กลับจำไม่ได้

    
 


น.ส.ทิพานัน กล่าวต่อว่า ตามกระบวนการยุติธรรมนี้ นายธนาธรมีสิทธิเต็มที่ที่จะให้การ นำสืบพยานหลักฐาน ให้ถ้อยคำเพื่อพิสูจน์ในปัญหาข้อเท็จจริงต่างๆ ซึ่งเป็นขั้นตอนตามปกติในกระบวนการยุติธรรม  หากจะมีปุถุชน ประชาชน ทั่วๆ ไป คิดว่านายธนาธรโดนแน่ เพราะเขาสงสัยว่านายธนาธรอาจจะทำผิดจริง สงสัยว่าอาจจะไม่ได้โอนหุ้นในวันที่ 8 ม.ค. 62 จริง เหตุที่เขาสงสัยแบบนี้อาจเพราะเมื่อนายธนาธรมีโอกาสให้ความจริงต่อศาลและสาธารณชน นายธนาธรกลับตอบคำถามโดยไม่ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ชัดเจนเพียงพอที่จะทำให้ประชาชนหายสงสัยได้  ไม่ใช้โอกาสในนัดไต่สวนของศาลรัฐธรรมนูญให้ข้อมูลต่างๆ กลับไปให้การตอบคำถามในหลายประเด็นเพียงว่า “จำไม่ได้” ทั้งๆ ที่ศาลได้ให้เวลาเตรียมตัวและนายธนาธรเองเป็นผู้เรียกร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญทำการไต่สวนมาโดยตลอด
 
‘เมื่อตัวนายธนาธรเอง คนที่รู้ความจริงอยู่กับใจตนเอง ยัง “จำไม่ได้” ในหลายประเด็นสำคัญ สามัญสำนึกของปุถุชนที่เฝ้าดูการไต่สวนสืบพยานแล้วอาจเห็นว่า “มีความคลุมเครือในการตอบข้อซักถาม ไม่แสดงความชัดเจนว่าตนเองไม่ผิดเพราะอะไร ในขณะที่มีโอกาสได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตน” น.ส.ทิพานัน กล่าว
 
รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้อยากถามเจตนาที่แท้จริงในการตั้งคำถามของนายปิยบุตรเพราะประชาชนไม่แน่ใจว่านายปิยบุตรต้องการคำตอบหรือต้องการสร้างกระแสต่อสังคมว่า ความผิดต่างๆ ของนายธนาธรและนายปิยบุตรเกิดจากผู้มีอำนาจมองว่านายธนาธรและนายปิยบุตรเป็นอันตราย หากนายปิยบุตรมีเจตนาเพียงสร้างกระแสก็ขอให้เลิกทำเสียเพราะอยากให้ทำความเข้าใจว่าไม่มีใครในสังคมนี้ต้องการให้ทั้งนายธนาธรและนายปิยบุตรกระทำความผิดใดๆ และไม่มีใครหรือผู้มีอำนาจคนใดมองว่านักการเมืองที่เลื่อมใสและกระทำการต่างๆ ตามวิถีครรลองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นอันตรายต่อเขา หากใครจะถูกกระบวนการยุติธรรมตัดสินว่ามีความผิด ก็เป็นเพราะเขาไม่สามารถนำพยานหลักฐานต่างๆ มายืนยันความบริสุทธิ์ของตนเองได้

 

'ธนาธร' กำลังจะเป็นเทพ?

    
 

 

               ใครก็ตามใน ครม.ลุงตู่

 

                หากคิดจะโกง            

                ดู "บุญทรง เตริยาภิรมย์" เป็นตัวอย่าง

                วันนี้ มีคนล้อมหน้าล้อมหลัง เป็นเกียรติยศแก่วงศ์ตระกูล มีอำนาจมากมาย ต้องใช้อำนาจนั้นเพื่อชาติประชาชน

                วันข้างหน้าเมื่อไหร่ก็ตาม หาประโยชน์เข้ากระเป๋าตัวเองและพวกพ้องโดยใช้อำนาจที่มี ปลายทางคือคุก

                เน่าทั้งวงศ์ตระกูล!

                เตือนไว้ รัฐมนตรีบางคน ที่กำลังมีพฤติกรรมใช้อำนาจแสวงหาผลประโยชน์ อย่าคิดว่าคนอื่นไม่รู้  ถ้าอยากเป็นแบบ "บุญทรง" เดินหน้าต่อแล้วจะรู้ว่านรกบนดินนั้นมีจริง

                มีความพยายามทำให้การปฏิบัติหน้าที่ของศาลกลายเป็นเรื่องการเมือง

                สร้างภาพว่าศาลเล่นการเมือง

                "ปิยบุตร แสงกนกกุล" เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ เขียนข้อความผ่านทวิตเตอร์ว่า...

                "นักการเมือง บุคคลผู้มีชื่อเสียงกว่า ๒๐๐ คนทั่วโลก เช่น Melenchon, Lula, Correa, Iglesias ร่วมกันลงนามเรียกร้องให้ทุกประเทศร่วมมือกันยุติ <> การนำกระบวนการทางศาลมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง"

                มีคำถามกลับ!

                ประการแรกต้องการสื่ออะไร

                ประการถัดมา กระบวนการทางศาลของประเทศไหน?

                ของโลก

                ของตะวันตก

                หรือของไทย

                อ้าปากก็เห็นลิ้นไก่

                จะบอกว่าไม่เกี่ยวคงไม่ได้

                เมื่อวันที่ ๔ กันยายนมานี่เอง ศาลรัฐธรรมนูญเพิ่งจะยกคำร้อง ที่พรรคอนาคตใหม่ ขอให้ศาลยกเลิกคำสั่งให้ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

                ศาลท่านย้ำชัดว่า ยังไม่ปรากฏพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่เดิม

                นี่คือสาเหตุให้ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ประโคมว่าต้องร่วมมือกันยุติ การนำกระบวนการทางศาลมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง ใช่หรือไม่?

                Lawfare

                สิ่งที่ "ปิยบุตร แสงกนกกุล" เรียกร้องแฟร์กับใคร

                "ธนาธร" ถูกกล่าวหาว่าทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็ต้องพิสูจน์กันในศาล ถ้าบอกว่าไม่แฟร์ ศาลถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง แล้วจะทำอย่างไรกับนักการเมืองที่ทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง

                จะปล่อยไปเฉยๆ อย่างนั้นหรือ

                ข้อกล่าวหา "ธนาธร" เป็นความผิดเฉพาะตัว เป็นปมที่ผูกเอง และต้องแก้ในศาลเท่านั้น ไม่มีทางเลือกอื่น

                น่าเศร้าใจ พรรคอนาคตใหม่เรียกร้องให้คนอื่นทำตามกฎหมาย แต่พวกตัวเองกลับหลีกเลี่ยงโดยอ้างว่าไม่แฟร์ เพราะมีการนำกระบวนการทางศาลมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

                หรือจะให้ "ธนาธร" เป็นข้อยกเว้น.

 

 

นับถอยหลัง ก่อนตัดสินคดีดัง “จรัญ” ย้ำ วิจารณ์คำวินิจฉัยได้

    
 

 

        หลายฝ่ายกำลังจับตาว่า สุดท้ายแล้วอนาคตทางการเมืองของ "เสี่ยเอก-ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่" จะได้กลับมาเป็น ส.ส.อย่างเต็มตัว หรือจะต้องพ้นจากการเป็น ส.ส. จากผลพวงคดีถือหุ้นสื่อก่อนการเลือกตั้ง ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะนัดลงมติและฟังคำวินิจฉัยกลางในวันพุธที่ 20 พ.ย.นี้

 

                ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า หากเกิดอะไรขึ้นกับธนาธร เช่น ผลการลงมติของศาลรัฐธรรมนูญไม่เป็นคุณกับธนาธร มันย่อมมีผลทางการเมืองกับพรรคอนาคตใหม่ พรรคที่ติดค้างเงินกู้ธนาธรอยู่ร่วม 191 ล้านบาท หลังยืมมาใช้ตอนหาเสียงเลือกตั้ง และที่ทำการพรรคปัจจุบัน ณ ตึกไทยซัมมิท ก็ยังเป็นทรัพย์สินของกลุ่มจึงรุ่งเรืองกิจของธนาธร

                ดังนั้น หากวันที่ 20 พ.ย. ธนาธรไม่รอด แล้วตามด้วยการที่ กกต.จะนำผลคำวินิจฉัยของศาล รธน.ไปขยายผลยื่นเรื่องต่อศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง เพื่อให้ศาลตัดสิทธิ์การเมืองธนาธร ฐานรู้อยู่แล้วว่าถือครองหุ้นสื่อก่อนการเลือกตั้ง แต่ยังลงเลือกตั้ง ซึ่งหากธนาธรไม่รอดในชั้นนี้ ก็อาจต้องติดโทษแบนยาว แต่ทั้งหมดจะไม่เกิดขึ้นเลย หากวันที่ 20 พ.ย. ศาล รธน.ยกคำร้องของ กกต. หากเป็นแบบนี้ธนาธรก็ได้กลับมาเป็น ส.ส.เต็มตัวอีกครั้ง จึงต้องรอฟังผลคำตัดสินของศาล รธน. ในวันที่ 20 พ.ย.นี้กันต่อไป

                ขณะเดียวกัน ตุลาการศาล รธน.ชุดปัจจุบันก็ยังมีอีกหลายคำร้องสำคัญที่รอให้ลงมติ-วินิจฉัย เช่น คดียุบพรรคอนาคตใหม่ ที่ผู้ร้องคือ ณฐพร โตประยูร อดีตที่ปรึกษาผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งตอนนี้ทั้งฝ่ายผู้ร้องและฝ่ายผู้ถูกร้องคือพรรคอนาคตใหม่ ได้ยื่นคำแถลงปิดคดีต่อศาล รธน.เรียบร้อยแล้ว หรือคดีถือครองหุ้นสื่อก่อนการเลือกตั้ง ที่ ส.ส.ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านถูกยื่นร้องกันหลายสิบคน ก็คาดว่าคดีความทั้งหมดน่าจะรู้ผลกันในอนาคตอันใกล้ ช้าสุดคงไม่เกินปลายปีนี้

                เพราะมีข่าวว่า ตุลาการศาล รธน.ชุดปัจจุบันก็พยายามเร่งทำคำวินิจฉัยกันให้เสร็จ เนื่องจากในเดือน พ.ย.นี้ วุฒิสภาก็เตรียมลงมติ เห็นชอบ-ไม่เห็นชอบ รายชื่อว่าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดใหม่ จำนวน 5 คน ที่จะเป็นเสียงข้างมาก เข้ามาทำหน้าที่แทนตุลาการศาล รธน.ชุดปัจจุบัน 5 คน ที่จะต้องพ้นจากตำแหน่ง ทำให้ระหว่างนี้อยู่ในช่วงรอการเปลี่ยนผ่าน

                ทำให้คดีความสำคัญๆ ต่างๆ ที่ค้างอยู่ในศาล รธน.ก็ใกล้งวด รู้ผลคำวินิจฉัย เข้ามาทุกทีแล้ว เพราะตุลาการศาล รธน.ชุดปัจจุบัน 5 คน ก็ต้องเร่งเคลียร์กันให้เสร็จ ทำคดีที่คั่งค้างให้หมดทุกคำร้อง ก่อนที่ตุลาการศาล รธน.ชุดใหม่ 5 คนเข้ามา ไม่เช่นนั้นจะเกิดปัญหาได้ หากตุลาการศาล รธน.ชุดใหม่เข้ามา 5 คน โดยที่ไม่เคยได้พิจารณาคำร้องมาก่อน จะทำให้เกิดปัญหาในการลงมติและเขียนคำวินิจฉัยได้

                คดีความการเมืองที่คั่งค้างดังกล่าว โดยเฉพาะคดีสำคัญๆ เช่น คดีของธนาธร, คดียุบพรรคอนาคตใหม่, คดีรัฐมนตรี และ ส.ส.ทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้านถือหุ้นสื่อ ก่อนการเลือกตั้ง ซึ่งแน่นอนว่า ผลแห่งคดีไม่ว่าจะออกมาทางไหน ย่อมมีทั้งเสียงเห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาล รธน.ที่จะตามมาแน่นอน

                จรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ที่อยู่ในตำแหน่งมาถึง 11 ปีกว่า นับจากเข้าทำหน้าที่เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2551 และกำลังจะพ้นจากการเป็นตุลาการศาล รธน.ในอนาคตอันใกล้ กล่าวถึงกรณีการพิจารณาสำนวนคดีของศาล รธน.ในบางคดีที่ผู้ถูกร้องเป็นคนที่มีมวลชน มีผู้สนับสนุนอยู่เยอะ หากศาลรัฐธรรมนูญไปวินิจฉัยอะไรออกมา ก็ต้องมีแรงกดดัน ถูกวิพากษ์วิจารณ์ตามมา โดยจรัญย้ำว่า การทำหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญไม่มีแรงกดดันอะไรมากนัก ปัญหาอยู่เพียงว่า เราทำได้ถูก-ตรงไหม ข้อเท็จจริงตรงกับความจริงไหม ตรงนี้ยาก แล้วข้อกฎหมายเป็นไปเพื่อประเทศชาติและประชาชนหรือไม่

                ถ้ามั่นใจ ทำเลยไม่มีปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคดีไหน ขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ไม่ใช่ขึ้นอยู่กับคนหรือใคร จะยิ่งใหญ่ขนาดไหน ร่ำรวยขนาดไหน มีมวลชนมากขนาดไหน  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญชุดปัจจุบันเราผ่านมาหมดแล้ว

                จรัญ-ตุลาการศาล รธน. ยืนยันด้วยว่า กรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีการประกาศข้อกำหนดศาลรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2562 ซึ่งในข้อ 10 กำหนดให้ห้ามบิดเบือนข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายตามคำสั่งศาล หรือวิจารณ์คำสั่งหรือคำวินิจฉัยของศาล โดยไม่สุจริตหรือใช้ถ้อยคำ หรือมีความหมายหยาบคาย เสียดสี ปลุกปั่น ยุยง หรืออาฆาตมาดร้ายนั้น ในข้อเท็จจริงแล้ว ข้อกำหนดบอกว่าไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์โดยไม่สุจริต ก็แปลว่า หากวิพากษ์วิจารณ์โดยสุจริต ก็ทำได้ และก็ทำกันทั่วโลก

                ผมก็ทำมาตลอด ผมก็วิพากษ์วิจารณ์คำพิพากษาทั้งศาลปกครอง ศาลฎีกา ศาลรัฐธรรมนูญ ผมก็วิพากษ์วิจารณ์ แต่ผมทำโดยสุจริต ผมไม่ได้ทำไปเพื่อให้ร้าย หรือทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อศาล เราจะทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาต่อศาลไม่ได้ เพราะจะทำให้ศาลทำหน้าที่ไม่ได้ ประโยชน์ที่จะเคยเกิดกับประชาชนจะเสียหมด

                ก็ยึดหลัก 1.ขอให้ทำโดยเจตนาสุจริต 2.อย่าบิดเบือน 3.ต้องตรวจสอบอย่าให้ผิดเพี้ยนไปจากความเป็นจริง หากศาลตัดสินโดยใช้หลักนี้ เหตุผลนี้ แต่คุณไม่นำมาเสนอ โดยข้ามไป หรือบางทีข้อมูลที่เสนอผิดเลย ข้อมูลตรงข้ามกับคำพิพากษาเลย แบบนี้ไม่ได้ อย่างนี้เสียหาย ไม่ใช่กับตัวบุคคล ต่อศาล แต่เสียหายต่อระบบงานยุติธรรมของประเทศ ต้องเช็ก ต้องอ่านคำพิพากษาด้วย อย่าวิพากษ์วิจารณ์บนข่าวที่เป็น secondary source ถ้าจะวิพากษ์วิจารณ์เขา ต้องให้ความเป็นธรรมกับเขาด้วย ต้องตรวจสอบลงไปที่ primary source คำพิพากษาของเขา ต้องอ่านและวิเคราะห์

                4.ต้องวิพากษ์วิจารณ์ในเชิง constructive ไม่ใช่ destructive การวิพากษ์วิจารณ์มี 2 แนว คือ วิพากษ์วิจารณ์เพื่อชี้จุดอ่อน ข้อด้อย ข้อผิดพลาดเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงพัฒนา หรือ constructive ไม่ใช่วิพากษ์วิจารณ์แบบชี้นำความโกรธความเกลียดชัง เช่น “แบบนี้เลว ต่อไปอย่าไปเชื่อมัน” แบบนี้ไม่ได้ประโยชน์กับใคร อย่าทำเลย คุณทำไปเพื่ออะไร อย่าว่าแต่ศาลเลย พี่น้องเรา เพื่อนเรา เราวิพากษ์วิจารณ์แล้วบอกเขาว่า “ทำแบบนี้ไม่ได้ เพราะมันผิด อย่าทำมันอันตราย ควรทำอีกแบบดีกว่า” ไม่ใช่มาบอกว่า “อย่าไปคบคนนั้น มันเลว พวกเราอย่าไปคบ“ จะเห็นได้ว่ามันคนละแบบกันเลย

                และประการสุดท้าย ควรทำอย่างสุภาพชน ไม่ใช่ด่า เพราะคำด่าไม่เป็นประโยชน์ต่อใครเลย ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนถูกด่า ไม่เป็นประโยชน์ต่อคนด่า แต่กลับจะเป็นโทษต่อคนด่า และไม่เป็นประโยชน์ต่อคนที่ได้ยินคำด่า เช่น ด่าว่าเป็นศาลแกงการู คำออสเตรเลีย แบบนี้ไม่ได้ เขาไม่ยอมหรอก หรือมาบอก ”ไอ้ศาลอยุติธรรม” “ไอ้ศาลรับใบสั่ง” “ศาลหน้าด้าน” แบบนี้ วิพากษ์วิจารณ์หรือ นี่คือคำด่า คำดูหมิ่น ขนาดชาวบ้าน คุณจะไปดูหมิ่นเขายังไม่ได้เลย ยังผิดกฎหมายอาญาเลย ซึ่งมันไม่มีประโยชน์กับใครเลย

                เมื่อถามถึงว่า ที่ผ่านมาศาลรัฐธรรมนูญก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์มาก โดยเฉพาะในสังคมโซเชียลมีเดีย จรัญให้ความเห็นว่า ดีกว่าคำชม คำชมไม่ค่อยได้ประโยชน์ แต่คำติติง วิพากษ์วิจารณ์ แม้กระทั่งคำด่า ว่าร้าย มีประโยชน์สำหรับเรา เพราะมันจะทำให้เราสะท้อนกลับมาดูตัวเอง ว่าทำไมภาพเราในกระจกเงา ทำไมเป็นแบบนั้น ให้เราดูตัวเราว่า เราเลวแบบนั้นหรือเปล่า ถ้าจริงแม้แต่น้อย ต้องขอบคุณเขาเลย เขาชี้ขุมทรัพย์ให้เรา เพราะมันมีประโยชน์ ทำให้เราได้ปรับปรุงตัว

                ยิ่งหากเขาติในเชิงสร้างสรรค์ ยิ่งต้องกราบเลย ส่วนคำชม ผ่านหูแล้วให้ผ่านไป ไม่มีประโยชน์อะไร อย่าหลงละเมอเพ้อพกไปกับคำสรรเสริญเยินยอ ไม่มีประโยชน์ ถ้าเรามั่นใจว่าเราทำถูกต้อง ไม่ต้องการคำชม ไม่ต้องการรางวัล

                เป็นท่าทีของตุลาการศาล รธน.ก่อนถึงวันลงมติคดีสำคัญๆ ที่หลายฝ่ายกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด. 

 

 
 .............................................................
 

'หลี่ เค่อเฉียง' กล่อมอาเซียน ดันกฎทะเลจีนใต้ตามเป้าใน 3 ปี

    
 

นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ของจีนประกาศภายหลังประชุมร่วมกับผู้นำอาเซียนเมื่อวันอาทิตย์ว่า จีน "พร้อมทำงาน" ร่วมกับชาติอาเซียน กำหนดหลักปฏิบัติในทะเลจีนใต้สำหรับใช้ร่วมกันภายใน 3 ปี เพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงระยะยาวภายในเส้นทางน้ำสำคัญแห่งนี้

 

นายกฯ หลี่ เค่อเฉียง ร่วมประชุมอาเซียน-จีนซัมมิตครั้งที่ 22 เมื่อวันอาทิตย์ / AFP

    รายงานเอเอฟพีเมื่อวันอาทิตย์ที่ 3 กันยายน กล่าวว่า จีนและหลายประเทศในกลุ่มอาเซียนมีปัญหาขัดแย้งเรื่องการอ้างสิทธิทับซ้อนในทะเลจีนใต้มายาวนาน หลายปีมานี้กลุ่มอาเซียนพยายามผลักดันหลักปฏิบัติในทะเลจีนใต้ ซึ่งเป็นเส้นทางน้ำที่อุดมทรัพยากรใต้ทะเล แต่จีนอ้างสิทธิครอบครองเกือบทั้งหมด และส่งเรือรบ, ติดตั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ตามด่านนอก และกีดกันเรือประมงของชาติอื่นๆ ข้อตกลงประมวลการปฏิบัติในทะเลจีนใต้ฉบับนี้ซึ่งกำหนดแล้วเสร็จในปี 2564 จะวางหลักปฏิบัติทางทะเลควบคู่กับการกำหนดทางออกของความขัดแย้ง

    นายกฯ หลี่ของจีนกล่าวว่า การพิจารณาเอกสารนัดแรก ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ชาติสมาชิกทั้งหมดได้แสดงทัศนะ ถือเป็นหมุดหมายสำคัญมาก จีนพร้อมทำงานร่วมกับประเทศทั้งหลายในกลุ่มอาเซียน สร้างฐานรากที่มีอยู่และสร้างพื้นฐานให้เกิดความคืบหน้าในการวางแนวทางดังกล่าว จีนต้องการรักษาและธำรงสันติภาพและเสถียรภาพระยะยาวในทะเลจีนใต้

    ด้านรัฐบาลฟิลิปปินส์ ซึ่งมีข้อพิพาทกับจีน กล่าวเมื่อวันอาทิตย์ว่า จีนตระหนักข้อเท็จจริงว่า หากจีนไม่เห็นด้วยกับหลักปฏิบัติ ก็จะเกิดความยุ่งเหยิงในภูมิภาคนี้

    รัฐบาลฟิลิปปินส์ยื่นฟ้องต่อศาลอนุญาโตตุลาการถาวรเมื่อปี 2559 คัดค้านการอ้างกรรมสิทธิ์ของจีนเหนือทะเลจีนใต้เกือบทั้งหมด โดยศาลระหว่างประเทศแห่งนี้ตัดสินปฏิเสธการอ้างสิทธิ์ของจีนว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

    เมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ก็เพิ่งเกิดความตึงเครียดระหว่างจีนกับเวียดนามในเขตน่านน้ำใกล้หมู่เกาะที่เป็นข้อพิพาท เมื่อจีนส่งเรือสำรวจเข้ามาป้วนเปี้ยนในน่านน้ำที่เวียดนามอ้างว่าเป็นเขตเศรษฐกิจจำเพาะของตนนานหลายสัปดาห์

    นอกจากนี้ มาเลเซียและบรูไนก็มีปัญหาการอ้างสิทธิ์ทับซ้อนกับจีนเช่นกัน

    รัฐบาลสหรัฐเคยกล่าวหาจีนว่าแสดงพฤติกรรมอันธพาลในทะเลจีนใต้ และสัปดาห์ก่อน ไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีต่างประเทศ ยอมรับว่า สหรัฐผ่อนคลายกับจีนมากเกินไป และลังเลไม่ทำในสิ่งที่ควรทำในกรณีความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในทะเลจีนใต้ระหว่างจีนกับเวียดนามและฟิลิปปินส์.

 หมวดหมู่ : ต่างประเทศ 

 

 

 

 ........................................................................
 
4 พฤศจิกายน 2562


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน