*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3823
  • จำนวนผู้ชม : 2420088
  • จำนวนผู้โหวต : 523
  • ส่ง msg :
  • โหวต 523 คน
<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 254 , 13:20:27 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

link@: พปชร.ซัดคืน ส่งสิระ-ปารีณา นั่งกมธ.ชุดเสรีพิสุทธิ์

สวัสดีครับ

         ประเด็นความเหลื่อมล้ำอย่างหนึ่งที่พูดกันจนติดปากว่า "คุกมีไว้ขังคนจน" ก็คงจะมีความจริงอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเสียที

เดียว จึงน่าจะติดตามอ่านการวิเคราะห์ของท่านประธานศาลฎีกากันดีกว่าครับ.

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปคุก ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปคุก

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปคุก ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปคุก

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปคุก ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปคุก

 

 


    

        เพราะประเมินค่า "อาเซียน" ต่ำ

 

                "พญาอินทรี" อย่างสหรัฐฯ

                จึงกลายเป็น "กระจอก" ในฝูงหงส์ ของวงประชุม "อาเซียนซัมมิต" ที่จบไปวานซืน!

                ไม่สนใจเรียนรู้วัฒนธรรมเอเชีย โดยเฉพาะอาเซียน ก็เรื่องหนึ่ง

                แต่การให้เกียรติต่อกัน เป็นมรรยาทสังคมอันอารยชนพึงตระหนักได้มิใช่หรือ?

                อาเซียนซัมมิต ชื่อก็บอก เป็นการเชิญระดับผู้นำแต่ละประเทศมาประชุมกัน

                ผู้นำ ๑๐ ประเทศอาเซียน มากันครบ

                ประเทศคู่เจรจา ประเทศรับเชิญ ต่างก็ให้เกียรติ ส่งระดับ "ผู้นำ" ทั้งนั้น มาร่วม

                มีแต่สหรัฐฯ ประเทศเดียว ประธานาธิบดี, รองประธานาธิบดี ไม่มา

                ส่งระดับ "ที่ปรึกษา" มาแทน!

                เมื่อไม่ให้เกียรติเขา แล้วเราจะเอาเกียรติจากใครเล่า เรื่องนี้ ฝ่ายสหรัฐฯ ควรขอโทษ ๑๐ ผู้นำอาเซียน มากกว่า

                ความไม่พอใจกรณี ๗ ผู้นำอาเซียนเมินร่วมวง ส่งระดับรัฐมนตรีไปร่วมประชุม "อาเซียน-สหรัฐฯ" แทน

                ถ้าสหรัฐฯ ต้องการกลับเข้ามามีอิทธิพลในเอเชีย-แปซิฟิก ขืนยโสและหยาบทางวัฒนธรรมสังคมเช่นนี้

                กับสังคมโลกที่เปลี่ยนไป........

                มัน "ยาก" แล้ว สำหรับสหรัฐฯ!

                ยิ่งแนวคิด "อำนาจเป็นใหญ่" ทำอย่างไรก็ได้ เหมือนครึ่งศตวรรษที่ผ่านในภูมิภาคนี้ อดีตจะไม่ย้อนสู่ปัจจุบันอีกแล้ว

                มองทางย้อนกลับ....

                อาเซียนวันนี้ ในเกมการเมืองโลกที่ต้องร่วมกันเล่น นับวันจะผนึกเนื้อเป็นหนึ่งเดียวได้น่าสะพรึง

                "ชาติใหญ่" ถ้าจะเล่นไพ่อาเซียน ต้องศึกษาและประเมินใหม่แล้ว!

                สำหรับไทย เรื่องจีเอสพีน่ะ มันแค่ "ลูกอม" สำหรับเด็ก ไทยโตเกินจะฟันหลอไปแล้ว               

                "ไทย-สหรัฐฯ" ตัดกันไม่ขาด ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน มันยังมีเรื่องใหญ่กว่าไม้จิ้มฟัน ที่ต้องสัมพันธ์กัน

                อย่าเอาเรื่องเล็ก ไปทำลายเรื่องใหญ่ อดทน หนักแน่นเข้าไว้ แล้วทุกอย่างจะดีเอง

                จีน ด้วยเป้าหมาย Belt and Road ก็ต้องมา

                สหรัฐฯ ด้วยเป้าหมาย Indo-Pacific ก็ต้องมา

                เมื่อไทยเป็น "ศูนย์เล็ง" ที่แต่ละฝ่ายต้องมา ประเทศองคาพยพน้อย-ใหญ่ ต้องไหลมาด้วยในฐานะ "ประโยชน์ร่วม"

                ฉะนั้น พวกเราคนไทยวันนี้ รู้ตัว-รู้ตาม ไม่พอ

                ต้อง "รู้ตื่น" ด้วย

                รู้ว่า ขณะที่ จีน ล้อมโลกทางน้ำ ด้วย "วันเบลต์" ตามเส้นทางสายไหมทางทะเลในอดีต เข้ามาในมหาสมุทรอินเดียนี้

                สหรัฐฯ มีหรือจะยอม!?

                จึงปัดฝุ่น "อินโด-แปซิฟิก" ฉี่สำแดงอาณาเขต จากชายฝั่งตะวันตกอินเดีย-แปซิฟิก เอเชียตะวันออก เอเชียตะวันออก

                เฉียงใต้ เอเชียใต้ ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ จนถึงหมู่เกาะแปซิฟิก

                เขตอำนาจข้า...ใครอย่าแหย็ม!

                นี่...๒ มหาอำนาจ มีความเป็นไปได้ ที่จะใช้มหาสมุทรอินเดีย เป็นที่ประลองอำนาจกัน

                มันก็นัวเนียแถวบ้านเรานี่แหละ!

                คุยเรื่องพวกนี้ ถ้าจะให้หลับตาเห็นภาพ ต้องดู "แผนที่โลก" ประกอบ ไปหาซื้อไว้คนละเล่มนะ

                เนี่ย....

                สหรัฐฯ เข้ามวยผิดไปนิด คะแนนอาเซียนตอนนี้ จึงเทไปที่จีน

                แต่ในบรรดาประเทศเบอร์ใหญ่ นอกจาก "จีน-สหรัฐฯ-รัสเซีย" แล้ว ผมว่า "ญี่ปุ่น" เดินเกมการเมืองโลกเก่งที่สุด

                ไทย ว่าเก่งในการบริหารเสน่ห์ระหว่างจีน-สหรัฐฯ แล้ว ยังสู้ญี่ปุ่นไม่ได้

                "ไทย-วันทอง" ยังแค่ ๒ ใจ แต่ "ญี่ปุ่น-วันทอง" ร้อยใจ เลยแหละ!

                ญี่ปุ่น นั้น จะหนัก-จะเบา ไปทางไหนไม่ได้เลย ในความที่เป็นลูกกระเป๋งสหรัฐฯ แต่ก็ต้องไม่ขัดตา-ขัดใจจีนด้วย           

                ญี่ปุ่นมีศิลปะ "แกว่ง" ได้ลงตัวเสมอ

                ในการคบหากับทุกเวที ญี่ปุ่นเนี่ย หวาน..นิ่ม เป็นที่รักของทุกประเทศ (ยกเว้นเกาหลีใต้ตอนนี้)

                ในความยุ่งยาก "สงครามการค้า" ยุคเปลี่ยนโลก ผมว่า ญี่ปุ่นนี่แหละ จะเข้าลักษณะ

                "เล็ก-ใหญ่" ญี่ปุ่น "กินเรียบ"

                ไทยเรา อย่างเก่ง ในเกมโลก แค่ "กินร่วม"!

                ในขณะที่ สหรัฐฯ หน้าแหยกลับไป เมื่อวาน (๕ พ.ย.๖๒) ที่หน้าบานสดชื่น ก็จะเป็นไทยกับจีนนี่แหละ

                "นายหลี่ เค่อเฉียง" นายกฯ จีน เยือนไทย นายกฯ ประยุทธ์ เปิดทำเนียบต้อนรับเต็มที่

                สองฝ่ายหารือกันเต็มคณะ!           

                คนเรานี่ สังเกตในการคบหาไม่ยาก ว่าด้วยมรรยาทหรือด้วยใจ

                จึงไม่แปลกที่ ไทยเห็น-ไทยปลื้ม, จีนเห็น-จีนปลื้ม

                ผู้นำ ๒ ประเทศ โอภาปราศรัยกัน อย่างหนังจีนที่ว่า "มิต้องมากมรรยาท"

                เมื่อน้ำใสใจจริงต่อกัน ไม่ว่าพูดจาอะไร มันก็มาจากใจ สิ่งที่มาจากใจ ย่อมชื่นใจ เพราะไม่มีพิษเจือ

                ฟังที่นายกฯ ประยุทธ์กล่าวต่อมิตรซักหน่อยปะไร

                "ผมรู้สึกยินดีและเป็นเกียรติที่ได้ต้อนรับนายกรัฐมนตรีหลี่ เค่อเฉียง ในการเยือนไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะ

                 ของรัฐบาล

                เป็นการเยือนที่เกิดขึ้นในปีที่มีความสำคัญ เป็นปีที่ไทยได้จัดพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช ๒๕๖๒

                มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ที่มาจากการเลือกตั้ง รวมถึงเป็นประธานอาเซียน

                ขณะที่จีน ก็เฉลิมฉลองการครบรอบ ๗๐ ปี แห่งการก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ ๑  ตุลาคม ที่ผ่านมา

                ในความผันแปรของสภาวะเศรษฐกิจโลก ผมและนายกรัฐมนตรีหลี่ ได้หารือกันอย่างกว้างขวาง

                ทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ การเมืองและความมั่นคง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม และสังคมและวัฒนธรรม ตลอด

                จนสถานการณ์ในภูมิภาคและในโลก

                ผมและท่านนายกรัฐมนตรีหลี่ เห็นความสำคัญของการส่งเสริมให้เกิดความเชื่อมโยงระหว่างกันมากขึ้น

                โดยเฉพาะระหว่างยุทธศาสตร์และกรอบความร่วมมือด้านความเชื่อมโยงต่างๆ

                ไม่ว่าจะเป็นแผนแม่บท ว่าด้วยความเชื่อมโยงระหว่างกันในอาเซียน ค.ศ.๒๐๒๕ (MPAC 2025)  และ ACMECS เป็นต้น

                กับข้อริเริ่ม 'หนึ่งแถบ หนึ่งเส้นทาง' ของจีน ซึ่งก็คล้องกับยุทธศาสตร์ 'Connecting the  Connectivities' ที่ไทยเสนอ

                เรายังเห็นพ้อง ที่จะเชื่อมระหว่างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ของไทย กับกรอบความร่วมมือเขตอ่าวกวาง

                ตุ้ง–มาเก๊า–ฮ่องกง หรือ GBA ของจีน ผ่านโครงการความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม

                สองฝ่ายเห็นพ้องที่จะจัดตั้งกลไกหารือระดับสูงระหว่างกัน เพื่อขับเคลื่อนเรื่องนี้ ผมได้เชิญชวนให้จีนขยายการลงทุนใน

               ไทย

                ขณะเดียวกัน ก็ได้ฝากให้นายกรัฐมนตรีหลี่ ช่วยดูแลภาคเอกชนไทยที่ลงทุนในจีน และดูแลเรื่องสินค้าเกษตร โดย

               เฉพาะข้าวและยางพารา"

                นอกจากนี้ ได้ย้ำความตั้งใจของรัฐบาลไทยที่จะปรับปรุงมาตรฐานการให้ความคุ้มครองและดูแลนักท่องเที่ยว

                ซึ่งจีนได้แสดงความพร้อมที่จะถ่ายทอดแนวปฏิบัติที่ดีของจีนในเรื่องการขจัดความยากจนให้ไทย

                พร้อมเห็นพ้องที่จะส่งเสริมความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัลและเมืองอัจฉริยะ

                เพื่อสนับสนุนนโยบายไทยแลนด์ 4.0 และแลกเปลี่ยนประสบการณ์ด้านการแก้ไขปัญหาหมอกควัน PM2.5

                ส่วนในด้านการเมืองและความมั่นคง

                เห็นพ้องกันให้ส่งเสริมความร่วมมือด้านการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และสนับสนุนการดำเนินความร่วมมือด้าน

               การบังคับใช้กฎหมาย

                การเยือนไทยของท่านนายกรัฐมนตรีหลี่ และการลงนามความตกลงต่างๆ ระหว่างทั้งสองฝ่ายเมื่อสักครู่ สะท้อนถึง

                พัฒนาการของความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์อย่างรอบด้านระหว่างไทย-จีน

                ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการสร้างความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ ประชาชนและภูมิภาคโดยรวม

                มาฟังวาจาแห่งมิตรผู้ยิ่งใหญ่ "นายหลี่ เค่อเฉียง" ที่ตอบถ้อยนายกฯ ไทยบ้าง

                "ขอบคุณที่ทางการไทยให้การต้อนรับอย่างมีน้ำใจ ซึ่งวันนี้ได้หารือกันหลายประเด็น จนประสบความสำเร็จตามที่

               นายกรัฐมนตรีไทยได้แจ้งให้ทุกคนทราบแล้ว

                พวกเราได้บรรลุการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างกัน สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจด้านการเมือง

                จีนพร้อมผลักดันไทยทุกเรื่อง.....

                ไม่ว่าจะเป็นโครงการอีอีซี รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าข้าว อีคอมเมิร์ซ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน

                ซึ่งจีนมีศักยภาพในการส่งเสริมการพัฒนาของไทยเป็นอย่างมาก

                โดยช่วงที่มาเยือนประเทศไทย ได้เห็นเรือพาณิชย์วิ่งอยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยาจำนวนมาก

                ทำให้คิดว่า หากทางการไทย-จีน ร่วมมือกัน จะเปรียบเสมือนเป็นเรือใหญ่ วิ่งเร็ว วิ่งไกลอย่างมั่นคง

                ซึ่งในอนาคต จะต้องวิ่งให้เร็ว เหมือนเรือหางยาวอีกด้วย

                ขอแสดงความยินดีกับไทยอีกครั้ง ที่ประสบความสำเร็จ ในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ ๓๕

                ขณะที่วานนี้ ได้มีการประชุมผู้นำ ๑๕ ประเทศ ผ่านเวที RCEP และได้บรรลุข้อตกลงร่วมกัน

                จะเห็นได้ว่าในภูมิภาคนี้ เรามีประชากรมากที่สุด มีศักยภาพในการพัฒนามากที่สุด

                และมีความพร้อมในการสร้างเขตการค้าเสรีในภูมิภาคเอเชียตะวันออก ภายใต้สถานการณ์เศรษฐกิจโลกชะลอตัว

                แต่เราจะร่วมมือกันในการรักษาความมั่นคงเพื่อพัฒนาภูมิภาค เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนต่อไป

                ซึ่งการแสวงหาความร่วมมือในเวที RCEP ต้องใช้ความขยันหมั่นเพียรและอดทน

                การเจรจาระหว่างกัน ก็เหมือนการเตะบอลเข้าประตู ซึ่งขณะนี้บอลกำลังจะเข้าประตูแล้ว

                ผมจึงได้ย้ำกับ พล.อ.ประยุทธ์ไปว่า เราต้องใช้ความพยายามต่อไป ต้องผลักดันให้ลูกบอลตกลงสู่พื้น เพื่อเข้าประตู

               ไปในเร็ววัน และเรามั่นใจว่าปีหน้า RCEP จะประกาศข้อตกลงร่วมกันอย่างเป็นทางการ

                และคิดว่า บอลที่เตะเข้าประตูไปแล้ว จะเปิดกว้างไปสู่ทุกประเทศทั่วโลก ซึ่งรวมถึงเรื่องอื่นๆ ด้วย

                จีนยังคงแสวงหาความร่วมมือกับไทยต่อไป สร้างมิตรภาพระหว่างกันให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น เราจะเคารพบทบาทการ

                เป็นศูนย์กลางอาเซียนของไทย

                ซึ่งได้พูดไปตั้งแต่แรกแล้วว่า จีนกับไทยได้ร่วมพายเรือลำเดียวกัน ถือเป็นพี่น้องกัน มีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นต่อกัน

                ต่อไป เราจะมุ่งไปข้างหน้าที่มีอนาคตกว้างไกลรออยู่ โดยอาศัยหลักการที่มีความเสมอภาคต่อกัน เป็นหุ้นส่วนที่ดี

                ต่อกัน"

                (พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบรับทันที)

                "โอเค เราเป็นเรือใหญ่ที่ต้องวิ่งให้เร็วเหมือนเรือหางยาวต่อไป"

                และ พล.อ.ประยุทธ์ฝากสุภาษิตกับนายหลี่ เค่อเฉียง ว่า "มดน้อย บางครั้งก็สามารถช่วยพญาราชสีห์ และพญาคชสารได้"

                ซึ่งนี่คือสุภาษิตไทยที่ขอฝากไว้ และอยากฟังสุภาษิตจีนบ้าง

                นายหลี่ เค่อเฉียง ก็กล่าวว่า

                "ผมได้พูดตั้งแต่ต้นแล้วว่า จีนกับไทยได้นั่งเรือลำเดียวกัน ซึ่งทั้งจีนและไทยมีความเหมือนกัน

                ถ้าดูจากประชากรและสภาพทางการเมือง การต่างประเทศ ก็ตรงกัน

                ต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ เราจึงต้องมุ่งไปข้างหน้าเพื่อให้มีอนาคตที่กว้างไกลมากยิ่งขึ้น

                เราต้องอาศัยหลักการเสมอภาคต่อกัน เอื้อประโยชน์ต่อกัน เป็นหุ้นส่วนที่ดี และมีความเจริญก้าวหน้าด้วยกัน

                แม่น้ำเจ้าพระยาก็สามารถเชื่อมต่อไปถึงประเทศจีนได้ ซึ่งทั้งสองประเทศก็จะเจริญก้าวหน้าไปด้วยกัน"

                (พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวรับ)

                "จะเป็นเรือเหล็กหรือเรือหางยาวเราก็จะไปด้วยกัน"

                ครับ....

                ก็นี่แหละ ไทย-จีน "เรือเหล็ก-เรือหางยาว"

                วัน-สองวัน อาจมี.....

                ไทย-สหรัฐฯ "เรือรบ-เรือจรวด"! 

 

 ประธานศาลฎีกากล่าวปาฐกถาพิเศษ คุกมีไว้ขังคนจน…จริงหรือ?

    

5 พ.ย.62- ที่ห้องประชุม ประกอบ หุตะสังห์ ชั้น 3 ตึกอเนกประสงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ ประธานศาลฎีกา กล่าวปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “คุกมีไว้ขังคนจน…จริงหรือ?” ใน งานวันธรรมศาสตร์สามัคคี ครั้งที่ 20
  
โดยนายไสลเกษ กล่าวปฐกถาดังกล่าวตอนหนึ่งว่า วันที่เข้ารับตำแหน่ง ตนได้หารือกับทีมงานว่า ควรจะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ จึงเซ็นหนังสือถึงศาล กระบวนการยุติธรรม และประชาชนทั่วประเทศ ว่าเขาอยากให้ศาลเป็นอย่างไร ขอให้ส่งความคิดเห็นมา  เมื่อลองทำดูก็ได้ผลเกินคาด โดยพบว่า 60% เป็นความคิดเห็นของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม อีก 40% เป็นประชาชนส่งมา ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ความรู้สึกของคนทั่วๆ ไป ยังมองว่าศาลยุติธรรมยังมีปัญหาต้องแก้ไข และก็คิดว่า สิ่งเหล่าจะช่วยให้เรากำหนดนโยบาย และทำให้เลือกลำดับความสำคัญของปัญหาที่ต้องแก้ไขได้

"มีหลายคนบอกว่า ศาลปล่อยตัวคนน้อย ไม่ค่อยให้โอกาส เลยไปถึงคำที่ว่า คุกมีไว้ขังคนจน จริงหรือไม่ ตรงนี้ผมไม่ทราบว่าประโยคดังกล่าวจริงหรือไม่ แต่จากรายงานการวิจัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ บอกว่าคนที่ติดคุกส่วนใหญ่คือคนจน แต่น้อยมากที่รายงานให้คำนิยามว่าคนจนคืออะไร หรืออะไรคือคนรวย มีความแตกต่างหรือไม่ว่าคนจนคนรวยทำความผิดแตกต่างกัน ซึ่งเราสันนิษฐานจากสามัญสำนึกว่า ถ้าคนที่มีความรู้มีการศึกษา ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีฐานะ มีโอกาสที่จะเล่าเรียนศึกษาได้ เมื่อเขามีโอกาสเรียนก็เรียนรู้เข้าใจอะไรมากขึ้น คำถามคือ การศึกษาช่วยให้คนทำผิดน้อยลงจริงหรือไม่ เป็นข้อน่าคิด"

 นายไสลเกษ กล่าวต่อไปว่า ส่วนคนรวยกับคนจน ใครมีโอกาสผิดมากกว่ากัน คนจน คือคนที่ด้อยโอกาส และกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ง่ายๆ ลักวิ่งชิงปล้น รับของโจร กรรโชกทรัพย์  คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นคนมีความต้องการทางเศรษฐกิจ ส่วนคนรวยเป็นคนที่มีความรู้ จึงมีวิธีการในการกระทำความผิดโดยใช้องค์ความรู้ มีความเนียนกว่า ซับซ้อนกว่า ดังนั้น กระบวนการทำความผิด ส่วนหนึ่งจึงเกิดจากโอกาสและการสร้างโอกาสให้กับตัวเอง เลยเกิดคำถามว่า ในคุกมีคนจนคนรวยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจากสถิติบอกว่า คนที่ต้องขังในปี 2561 มีคนต้องคำพิพากษาให้ลงโทษประมาณ 680,000 คน ในจำนวนนี้ ศาลจำคุกประมาณ 90,000 คน คิดเป็น 16.5% ที่เหลือศาลใช้วิธี เช่น รอการลงโทษจำคุก รอการกำหนดโทษ และปรับ กักขัง คุมความประพฤติ  

คำถามต่อมาคือ แล้วในกลุ่มคนที่ติดคุกนั้น มีคนจนคนรวยกี่ %  ซึ่งตัวเลขนี้ไม่เคยมีรายงานวิจัยที่ไหนโดยเฉพาะในประเทศไทยยืนยัน คือ 1.ไม่ได้นิยามว่าคนจนคนรวยแตกต่างกันตรงไหน 2.ในเมื่อแยกไม่ออกระหว่างคนจนคนรวย ตรงนี้ เราจะสรุปได้หรือไม่ว่าคุกมีไว้ขังคนจน อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะคนจนหรือคนรวย ก็ต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกัน คือ การบังคับคดีตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก ทั้งนี้ ที่กล่าวแบบนี้ ไม่ได้ปฏิเสธหรือยืนยัน แต่อยากให้พูดกันด้วยตัวเลขและข้อมูลที่แท้จริง.

ร้องผู้ตรวจส่งศาลวินิจฉัยกมธ.ปปช.เรียกบิ๊กตู่-ป้อมแจงได้หรือไม่

    
 

ดังนั้นคณะกรรมาธิการฯ จึงอำนาจเพียงเรียกเอกสาร หรือบุคคลมาชี้แจงแต่ไม่ใช่การออกคำสั่งเรียก ดังนั้นการที่พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียาเวส  ประธานคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร จะออกคำสั่งเรียกพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี มาชี้แจงนั้น หากกระทำจริงจะเป็นการฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญ จึงขอให้ผู้ตรวจการแผ่นดินดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 231(1)เสนอเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยกรณีพ.ร.บ.คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีปัญหาเกี่ยวกับความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยเหตุขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 129 จึงใช้บังคับไม่ได้

นายไพบูลย์ กล่าวว่า หลังจากที่ได้ยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจฯ แล้ว จะนำสำเนาหนังสือที่ยื่นและหนังสือตอบรับไปยื่นต่อนายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้เทนราษฎร เพื่อให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำไปเตือนประธานคณะกรรมาธิการ ป.ป.ช. และประธานกรรมาธิการฯ ชุดต่างๆ ว่า ให้ระงับการดำเนินการออกคำสั่งเรียกบุคคลมาชี้แจง  ซึ่งการที่ตนเห็นว่าต้องนำเรื่องดังกล่าวมายื่นให้ผู้ตรวจฯ เพราะปัจจุบันอำนาจในการเชิญบุคคลหรือเรียกบุคคลมาชี้แจงของรัฐธรรมนูญเก่าและใหม่ต่างกัน ซึ่งการเรียกบุคคลมาชี้แจงของกรรมาธิการฯ ไม่ได้มีผลบังคับ แต่เป็นลักษณะการขอความร่วมมือจากบุคคลนั้นที่จะมาชี้แจงเองหรือส่งเอกสารชี้แจง

เมื่อถามว่า การยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจฯพิจารณาเรื่องดังกล่าวเป็นการปกป้องนายกรัฐมนตรีหรือไม่ นายไพบูลย์ ชี้แจงว่า การยื่นเรื่องให้ผู้ตรวจฯ เป็นการดำเนินการด้วยความเป็นห่วงว่ากรรมาธิการฯ จะกระทำการฝ่าฝืนกฎหมาย อยากให้ทุกฝ่ายทำตามรัฐธรรมนูญ ไม่อยากเห็นผู้ใดถูกดำเนินคดี.

(คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 หมวดหมู่ : การเมือง 

 

 

 

..........................................................................

 

นายกฯประณามโจรใต้ไร้มนุษยธรรม สั่งเร่งเยียวยาเหยื่อยะลา

    
 

นางนฤมล กล่าวด้วยว่า นายกฯยังระบุว่าเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่ได้บั่นทอนกำลังใจ แต่ยิ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานด้านความมั่นคง ทำงานอย่างหนักมากยิ่งขึ้น ถือเป็นเหตุการณ์ที่มีความสูญเสียครั้งใหญ่ของจังหวัดยะลา เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนและไร้มนุษยธรรมต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ ขอเป็นกำลังใจให้กับประชาชนและผู้ปฎิบัติหน้าที่ทุกคนงานในพื้นที่ ขณะนี้ได้สั่งการหน่วยงานด้านความมั่นคงเร่งตรวจสอบรักษาความปลอดภัยพื้นที่ และให้ติดตามจับกุมผู้ก่อเหตุ มาลงโทษตามกฎหมายให้ถึงที่สุดโดยเร็ว เพื่อสร้างความสันติสุขและความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนในพื้นที่.

อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกากางกฎหมาย เตือนหากตำรวจไม่ดำเนินคดีกับคนล่อซื้อกระทงอาจมีความผิด.157

    
 


5 พ.ย.62 -   นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า

.....กรณีที่เด็กนักเรียนหญิงคนหนึ่งทำกระทงขายหารายได้เป็นค่าเล่าเรียนพิเศษ มีผู้ว่าจ้างให้เด็กคนนี้ทำกระทงลายการ์ตูนจำนวน 136 กระทง ทั้งๆ ที่ตามปกติเด็กทำกระทงลายดอกไม้ โดยผู้จ้างได้จ่ายเงินมัดจำ 200 บาท เด็กใช้เวลาทำกระทงตั้งแต่ 8 นาฬิกา จนถึง 01.30 นาฬิกา ของวันใหม่ แต่เมื่อเด็กนำกระทงไปส่งให้แก่ผู้ว่าจ้างกลับถูกผู้ว่าจ้างแจ้งความต่อเจ้าพนักงานตำรวจว่าเด็กคนนี้ว่าละเมิดลิขสิทธิ์นั้น

.....กรณีนี้ถ้าผู้ว่าจ้างเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์หรือได้รับมอบอำนาจโดยถูกต้องตามกฎหมายจากเจ้าของลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนที่ให้เด็กนำไปทำกระทง การที่ผู้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์จ้างให้เด็กทำกระทงลายการ์ตูนที่ตนเองเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ก็เท่ากับว่า ผู้ว่าจ้างอนุญาตให้เด็กใช้สิทธิในลิขสิขสิทธิ์ของตนตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 15 เด็กจึงไม่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์ตามมาตรา พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ มาตรา 27

.....เมื่อเด็กไม่มีความผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์การที่ผู้ว่าจ้างไปแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ดำเนินคดีแก่เด็ก โดย มีการเรียกค่าเสียหายฐานละเมิดลิขสิทธิ์จากเด็ก หากเด็กจ่ายค่าเสียหายให้ก็จะไม่ติดใจดำเนินคดี เช่นนี้ถือได้ว่า ผู้ว่าจ้างข่มขืนใจเด็กให้ยอมให้หรือยอมจะให้ตนเองได้ประโยชน์ในลักษณะที่เป็นทรัพย์สิน โดยขู่เข็ญว่าจะดำเนินคดีอันเป็นการทําอันตรายต่อเสรีภาพคือทำให้เด็กต้องถูกควบคุมตัวหมดเสรีภาพในร่างกาย หรือทำอันตรายต่อชื่อเสียงของเด็กคือทำให้เด็กต้องตกเป็นผู้ต้องหาว่ามีการกระทำผิดกฎหมาย จนทำให้เด็กต้องยินยอม

.....ทั้งมีความผิดฐานแจ้งข้อความอันเป็นเท็จต่อพนักงานสอบสวน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173 และ 174 ซึ่งมีโทษสูงสุดจําคุกไม่เกินห้าปี และปรับไม่เกินหนึ่งแสนบาท เช่นเดียวกัน

.....ดังนั้นถ้าเจ้าพนักงานตำรวจไม่มีส่วนรู้เห็นกับผู้ว่าจ้างเด็ก ก็ต้องไม่รับแจ้งความและไม่ดำเนินคดีแก่เด็กตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ แต่ต้องดำเนินคดีแก่ผู้ว่าจ้างที่ไปแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่เด็กในข้อหาแจ้งข้อความอันเป็นเท็จตามมาตรา 172, 173 และ 174 กับข้อหากรรโชกตามมาตรา 337

.....ความผิดตามมาตรา 172, 173, 174 และ 337 เป็น ความผิดอาญาแผ่นดิน แม้จะไม่มีผู้ใดแจ้งความให้ดำเนินคดีแก่ผู้ว่าจ้างเด็ก แต่การกระทำของผู้ว่าจ้างเด็กได้ปรากฎแก่เจ้าพนักงานตำรวจโดยชัดแจ้งแล้ว เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีอำนาจดำเนินคดีแก่บุคคลนี้ได้ตามกฎหมาย

.....หากเจ้าพนักงานตำรวจเพิกเฉยไม่ดำเนินคดีแก่ผู้จ้างเด็ก ก็อาจมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมงลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ได้

.....อนึ่งมีข่าวว่า เจ้าของลิขสิทธิ์ตัวการ์ตูนซึ่งเป็นนิติบุคคลในประเทศญี่ปุ่นยืนยันว่าไม่ได้มอบอำนาจให้บุคคลใดไปจับกุมหรือแจ้งความดำเนินคดีแก่ผู้นำตัวการ์ตูนไปใช้

.....หากข่าวนี้เป็นความจริง ก็แสดงว่าผู้ไปว่าจ้างเด็กไม่มีสิทธิใดๆ ที่จะไปจับกุมหรือแจ้งความดำเนินคดีแก่เด็ก การกระทำดังกล่าวจึงมีความผิดตาม มาตรา 172, 173, 174 และ 337 อย่างชัดเจนแล้ว.

 

 

 
 
 ............................................................................
 

 

 

 

 

 
 .................................................................................
 
 
 

 

 

 

 
 
 
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน