*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3823
  • จำนวนผู้ชม : 2420085
  • จำนวนผู้โหวต : 523
  • ส่ง msg :
  • โหวต 523 คน
<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 6 พฤศจิกายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 222 , 18:58:44 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , wullopp โหวตเรื่องนี้

Link@: ประธานศาลฎีกากล่าวปาฐกถาพิเศษ คุกมีไว้ขังคนจน…จริงหรือ?

สวัสดีครับ

         ข่าวดีมากๆข่าวหนึ่ง ได้แก่ข่าว : ปธ.ศาลฎีกา- ปธ.สภาฯตั้งเป้าสร้างมาตรฐานเคารพกฎหมาย-ลดเหลื่อมล้ำ" เนื่องจากความเหลื่อม

ล้ำนี่เองที่เป็นต้นธารอิทธิพลต่างๆ ปชช.ธรรมดาสามัญต้องก้มหัวให้แก่คน 'บ้านใหญ่'ตลอดมา หากใครบังอาจขัดใจ คนบ้านใหญ่ก็จะสั่งสอน

ด้วยการลงทันฑ์เถิ่อนตามใจชอบ หากสถานเบาก็แค่เจ็บตัว ถ้ากวนโทสะขนาดหนักก็จะสั่งสังหาร โดยตำรวจไม่อาจค้นหาร่องรอยหลักฐานได้

เลย ประเด็นดังกล่าวมีอยู่ตามชนบททั่วประเทศไทยปัจจุบัน

         นางสมพร มารดา 'เอก' ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เตรียมคืนที่ดินชายขอบป่าสงวน จำนวน 500 ไร่ให้ชาวบ้าน เพื่อนำไปใช้เป็นป่าชุมชนต่อ

ไป โดยหลังจากแบ่งคืนให้แล้วยังเหลือที่ดินไม่มีโฉนดอีกเยอะเลย

สองผู้ยิ่งใหญ่ !!  


เจ้าของที่ดินนับพันไร่(2,700 - 2,800 ไร่)

ขอที่ดินคืน 500 ไร่ ทำป่าชุมชน

 

เจาะประเด็นร้อน

ปธ.ฎีกา- ปธ.สภาฯตั้งเป้าสร้างมาตรฐานเคารพกฎหมาย-ลดเหลื่อมล้ำ

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 - 20:22 น.
ปธฎีกา,ปธสภา,สร้างมาตรฐานเคารพกฎหมาย-ลดเหลื่อมล้ำ

ไสลเกษ วัฒนพันธุ์ – นายชวน หลีกภัย 2 ประมุขอำนาจอธิปไตย ฝ่ายตุลาการ-ฝ่ายนิติบัญญัติ ประสานเสียงตั้งเป้าสร้างมาตรฐานเคารพกฎหมาย-ลดความเหลื่อมล้ำ

      เกศินี แตงเขียว

   “นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์ – ”นายชวน หลีกภัย“ 2 ประมุขอำนาจอธิปไตยฝ่ายตุลาการ-ฝ่ายนิติบัญญัติ”  ซึ่งเป็นศิษย์เก่านิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ร่วมวงปาฐกถาในงานวันธรรมศาสตร์สามัคคี ครั้งที่20 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ ห้องประชุมประกอบ หุตะสิงห์ ชั้น3อาคารเอนกประสงค์ ม.ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์   

 
คลิปที่ 2

      “นายไสลเกษ วัฒนพันธุ์” ประธานศาลฎีกาคนที่45  ในฐานะประมุขฝ่ายตุลาการ ได้รับเชิญปาฐกถา เรื่อง “คุกมีไว้ขังคนจน...จริงหรือ? ซึ่งได้เกริ่นว่า ในวันที่เข้ารับตำแหน่ง ตนยังไม่มีนโยบายใดๆ ทั้งสิ้น  ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ตนได้ทำก่อนที่จะออกนโยบาย คือการหารือกับทีมงานของตนว่าประธานศาลฎีกาควรจะรับฟังความคิดเห็นของคนอื่นๆ วันที่ 1 ต.ค.62 ตนจึงเซ็นหนังสือถึงศาลทั่วประเทศ กระบวนการยุติธรรมทั่วประเทศ และเผยแพร่ถึงประชาชนทั่วประเทศว่าเขาอยากให้ศาลเป็นอย่างไรขอให้ส่งความคิดเห็นมา ก็เป็นสิ่งที่ได้ลองทำดู แล้วก็ได้ผลเกินคาด โดย 60% ของความคิดเห็นที่ส่งมาเป็นของเจ้าหน้าที่ในศาลหรือในกระบวนการยุติธรรม อีก 40% เป็นที่ประชาชนส่งมาสะท้อนให้เห็นว่าความรู้สึกของคนทั่วๆไปยังมองว่าศาลยุติธรรมยังมีปัญหาต้องแก้ไข

        

                                                           ไสลเกษ วัฒนพันธุ์

            จึงเกิดคำถามว่าแล้วในคุกมีคนจน-คนรวยมากน้อยแค่ไหน ซึ่งจากตัวเลขสถิติพบว่า คนที่ต้องขังในปี 2561 มีคนต้องคำพิพากษาให้ลงโทษ ประมาณ 680,000 คน ในจำนวนนี้ศาลจำคุกประมาณ 90,000 คนคิดเป็น 16.5% ที่เหลือศาล 42%ใช้วิธี เช่น รอการลงโทษ หรือรอการกำหนดโทษ ส่วนกว่า 50%ใช้วิธีการปรับ-กักขัง-คุมความประพฤติ แล้วถามว่าในคนที่ติดคุกมีคนจน-คนรวยกี่เปอร์เซ็นต์ซึ่งไม่เคยมีรายงานวิจัยที่ไหนโดยเฉพาะในประเทศไทยยืนยัน เพราะ 1.ไม่ได้นิยามว่า “คนจน-คนรวย” แตกต่างกันตรงไหน2.ในเมื่อแยกไม่ออกระหว่าง คนจน-คนรวย ตรงนี้เราจะสรุปได้หรือไม่ว่าคุกมีไว้ขังคนจน ขณะที่หากดูในสถิติปี 2562 จนถึงวันที่ 1 ต.ค.62 มีคนที่ต้องขัง 360,000 คน นั้นเป็นการขังระหว่างสอบสวน 20,000 กว่าคน คิดเป็น 5.5%,ถูกขังระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น 2.8%ประมาณ 10,000 กว่าคน ถูกขังระหว่างอุทธรณ์-ฎีกา 8%รวมการถูกขังแล้ว 16%ส่วนที่เหลือ 83-84%ที่ถูกขังคือผู้ที่ต้องโทษเด็ดขาดว่ามีความผิดต้องโทษจำคุกแล้ว จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจนต้องได้รับการปฏิบัติที่เหมือนกันคือการบังคับคดีตามคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก

      “นายไสลเกษ” ยังกล่าวสิ่งที่จะเป็นนโยบายกำลังจะทำในช่วงปีการดำรงตำแหน่งประมุขตุลาการ1 ปี คือการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในระหว่างการเป็นผู้ต้องหา หรือในระหว่างการพิจารณาคดี ที่จะทำอย่างไรให้เขามีโอกาสได้รับการประกันตัวมากที่สุด ลองมาดูตัวเลขปี 2560 มีคำร้องขอปล่อยชั่วคราว (ประกันตัว) ระหว่างการพิจารณา 220,000 ราย ศาลปล่อยตัวชั่วคราว 212,000 ราย เท่ากับปล่อยตัวทั้งหมด 93.6%หมายความว่าที่ถูกขังระหว่างพิจารณามีแค่ 16-17%แล้วคิดว่าตัวเลขนี้สูงหรือไม่ ศาลกักขังคนไว้ระหว่างการพิจารณาโดยไม่จำเป็นจริงหรือไม่ นี่คือคำตอบเชิงสถิติ ข้อกล่าวที่บอกว่าศาลคุมขังคนโดยไม่จำเป็นจริงหรือเปล่า แล้วเราจะทำอย่างไรกับตัวเลข 16%ที่จะให้ออกไปจากคุกระหว่างรอการพิจารณาคดี ทางกรมราชทัณฑ์บอกว่าพื้นที่คุกปัจจุบันนี้ไม่พอจะขัง และยังมีคนเคยบอกว่าพื้นที่นี้เอาไปขังคนที่ไม่ควรโดยไม่จำเป็น ซึ่งรัฐธรรมนูญฯ มาตรา 29 ที่บอกว่าให้สันนิษฐานว่าตราบใดที่คำพิพากษายังไม่ถึงที่สุดให้ถือว่าเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่จึงไม่ควรขังผู้บริสุทธิ์นั้น หากอยู่ระหว่างการสอบสวน , อยู่ระหว่างการพิจารณาคดีของศาลชั้นต้นยังไม่มีคำพิพากษา ตรรกะตามรัฐธรรมนูญนี้มีเหตุผลน่ารับฟัง

       " แต่ผมขอถามว่าหากคดีศาลชั้นต้นพิพากษาว่ามีความผิดแล้ว คิดว่าคนนั้นจะสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์อยู่หรือไม่ แล้วคิดต่อไปว่าเมื่อคดีไปถึงศาลอุทธรณ์วินิจฉัยยืนว่ามีความผิดคนนี้จะสันนิษฐานว่าบริสุทธิ์อยู่หรือไม่ ซึ่งกฎหมายไม่ว่าวิธีพิจารณาความแพ่ง หรือวิธีพิจารณาอาญา คำพิพากษาของศาลผูกพันคู่ความอยู่ตลอด ตราบใดที่ยังไม่มีการยกเลิก เพิกถอน หรือแก้ไข เปลี่ยนแปลง ดังนั้นกรณีอย่างนี้สมควรจะปฏิบัติอย่างไรกับผู้ต้องหาที่อยู่ในชั้นสอบสวน กับจำเลยที่คดียังสืบพยาน กับคดีที่ตัดสินแล้วในศาลชั้นต้น กับคดีที่ตัดสินว่าในชั้นอุทธรณ์ จะปฏิบัติในลักษณะเดียวกันหรือไม่ ขณะที่ศาลมีอำนาจหน้าที่พิจารณาปล่อยชั่วคราว ก็มีหลักคิดถึงผู้เสียหาย และเหยื่อด้วย โดยการปล่อยตัวผู้ต้องหาหรือจำเลยออกไปต้องดูด้วยว่าบุคคลซึ่งอาจมีเหยื่อที่เป็นเด็ก ที่เป็นหญิง เป็นคนชรา คนด้อยโอกาส จะถูกคุมคามทั้งในความรู้สึกหรือในความเป็นจริงหรือไม่ ดังนั้นจึงคิดว่านโยบายการคุ้มครองสิทธิในการปล่อยชั่วคราว จะต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของเหยื่ออาชญากรรม และความปลอดภัยของสังคมด้วย เราคงไม่ปล่อยคนที่ข่มขืน-ฆ่า ไม่ว่าจะรวย-จนแค่ไหน”

      โดยนายไสลเกษ  ยังพูดถึงเรื่องดราม่าที่เกิดขึ้นในโซเชียลมีเดียด้วยว่า ทุกวันนี้มีหลายเรื่องที่โซเชียลมีเดียมีส่วนทำให้เกิดดรามาในสังคม เช่น ที่อาจเคยได้ยินกันเรื่องตายายเก็บเห็ดแล้วถูกขังคุก แต่เบื้องลึกเมื่อคดีเข้าสู่ศาลคือตากับยายครอบครองไม้ต้องห้าม จะครอบครองแทนใครไม่ทราบ แต่มีข้อมูลว่าครอบครองและบุกรุกทำลายป่ากว่า 10 ไร่ขึ้นไป ส่วนอีกคดีหนึ่งเคยเกิดขึ้นในอดีตคดีอาจารย์ (อาจารย์นิด้า) ใช้อุปกรณ์ในถุงกอลฟ์ทำร้ายภรรยาเสียชีวิตจากเหตุทะเลาะระหองระแหงกัน ช่วงก่อนคดีจะเข้าสู่ศาล มีการนำเสนอข่าวในสื่อ และนสพ. นานเป็นสัปดาห์ ระบุถึงอาวุธเป็นเหล็กไม้กอลฟ์ขนาดต่างๆ แต่เมื่อคดีมาถึงศาลในสำนวน อาวุธที่ใช้นั้นเป็นร่ม และเรื่องนี้จบลงที่สามีรับสารภาพ แต่ในทางสังคมรับรู้ไปอีกอย่างหนึ่งเป็นดรามาไปแล้ว

       ส่วนอีกฟากประมุขนิติบัญญัติ “นายชวน หลีกภัย” ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้รับเชิญปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “ความหวังสภาผู้แทนฯ ภายใต้รัฐธรรมนูญ2560” 

     ประธานสภาฯ ได้กล่าวถึงข้อคิดตอนหนึ่งว่า ด้วยความตั้งใจที่จะมาเป็นนักการเมือง ไม่ได้เกิดความย่อท้อหรือหวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลง ดังนั้นการยึดกระบวนการรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางในการปกครองประเทศในโลกประชาธิปไตยที่เปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลานั้นจะสังเกตเห็นว่า รัฐธรรมนูญใดก็ตามที่ออกมาช่วงหลังการยึดอำนาจ จะมีบทเฉพาะกาลเขียนไว้ให้ผู้กำหนดรัฐธรรมนูญฉบับนั้นได้มาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อ และก็เป็นอย่างนี้มาตลอดตั้งแต่อดีตก่อนยุค คสช. จึงไม่น่าแปลกใจว่าทำไมรัฐธรรมนูญบางฉบับที่เริ่มต้นไม่ค่อยสวยนัก เช่น ปี 2521 ใช้มาถึงปี 2534 กระทั่งทหารยึดอำนาจมีฉบับปี 2534-35 ใช้มาจนถึงปี 2540 กระทั่งมาออกรัฐธรรมนูญใหม่ปี 2540 ที่ว่าเป็นประชาธิปไตยมากที่สุดแต่ก็ใช้ได้เพียง 9 ปีส่วนฉบับปี 2550 ก็ใช้ได้แค่ 7 ปี กับฉบับปี 2560 จะใช้ได้นานเท่าใดเราก็ยังไม่รู้ 

  "แต่อยากบอกว่าในฐานะเป็นนักการเมือง แน่นอนว่ารัฐธรรมนูญคือตัวโครงสร้างของการกำหนดประเทศชัดที่สุดว่าอำนาจฝ่ายบริหาร ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายตุลาการเป็นอย่างไร โดยรัฐธรรมนูญทุกฉบับจะมีมาตรา 3 กำหนดเป็นหลักไว้ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจผ่านทางรัฐสภา ครม. และศาลยุติธรรม” แต่มีแค่ในรัฐธรรมนูญฯ ฉบับปี 2550 ที่มีเขียนเพิ่มต่อท้ายเป็นครั้งแรกอีกว่า สถาบันทั้งสามและองค์กรอื่นๆ ต้องยึดหลักนิติธรรมในการบริหาร พูดง่ายคือยึดกฎหมาย แล้วทำไมต้องเขียน คำตอบคือเราได้เรียนรู้จากประสบการณ์ใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ที่คิดว่าเป็นฉบับที่ดีฉบับหนึ่งแม้จะเป็นประชาธิปไตยเท่าฉบับปี 2517ที่ให้การแถลงนโยบายต้องรับความเห็นชอบ ซึ่งรัฐบาลพรรคประชาธิปไตยปี 2518 เคยล้มไปเพราะการแถลงนโยบายไม่ได้รับความเห็นชอบ แต่ปัญหาที่รัฐธรรมนูญแต่ละฉบับถูกยกเลิกนั้นอาจไม่ใช่จากจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ แต่เป็นเรื่องของตัวบุคคลที่ละเมิดรัฐธรรมนูญ กลายเป็นว่าช่วงร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ต้องเขียนบังคับให้ปฏิบัติตามกฎหมายเพราะช่วงการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 มีคณะบริหารละเมิดไม่ยึดหลักนิติธรรม เช่น การแก้ปัญหาภาคใต้ ซึ่งนโยบายวันที่ 8 เม.ย.44 คือที่มาของภาคใต้วันนี้ คนที่รู้ก็เกษียณหมดแล้ว คนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายนั้นก็ถูกย้ายจนเกษียณไปแล้ว โดยวันที่ 7 เม.ย.44 มีระเบิดที่หาดใหญ่มีคนเสียชีวิต นายกฯ ไปวันที่ 8 เม.ย.แล้วก็ให้นโยบายคืนนั้นแถลงผ่านสื่อว่าปัญหาภาคใต้รัฐบาลนี้รู้หมดแล้ว ทุกอย่างจะแก้ปัญหาจบใน 3 เดือน คำว่า 3 เดือนคืออะไรก็ไปสืบกันดู โดยวันนั้นมีคนเดียวที่กล้าค้านคือรองแม่ทัพภาค 4 ซึ่งผมเคยเชิญท่านมากินข้าวและสอบถามความจริงถึงการคัดค้าน โดยท่านเห็นว่าวิธีแนวนั้นฟังแล้วคิดว่าจะมีปัญหาแน่จึงค้านไว้แต่ภายหลังก็ถูก ผบ.ทบ.เรียกไปพบและถูกตำหนิว่าทำอะไรให้นายกฯโกรธ ท้ายที่สุดจึงถูกย้ายและไม่ได้ขึ้นเป็นแม่ทัพภาค ซึ่งผมก็เคยเตือนเรื่องนโยบายความมั่นคงว่า หากไม่แน่ใจว่านโยบายใหม่ดีกว่า อย่าเพิ่งไปทดลอง เพราะหากพลาดแล้วแก่ยาก โดยพลาดตั้งแต่นโยบาย 8 เม.ย.44 จนวันนี้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 6,000 กว่าคน มีอาชีพเดียวที่ยังไม่เสียคือหมอ ขนาดผู้พิพากษายังมีเสียชีวิตที่สี่แยก จ.ปัตตานี แนวปฏิบัติที่ยึดตามกฎหมายจึงเป็นเรื่องสำคัญ

        “ดังนั้นปัญหาเรื่องการใช้รัฐธรรมนูญ กับการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ คือปัญหาที่ต้องไปคู่กัน คือ บ้านเมืองจะปกครองด้วยดีและเหมาะสม ต้องปกครองด้วยหลักนิติธรรม”

         ทั้งนี้นายชวน ยังกล่าวถึงการใช้กฎหมายด้วยว่า ก็ฝากความหวังไว้กับท่านประธานศาลฎีกาด้วยว่า ในบ้านเมืองเรานี้ไม่มีทางทำให้ทุกคนรวยได้เหมือนกันหมดแต่เราต้องทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้กฎหมายได้อย่างเท่าเทียมกัน เรื่องความเหลื่อมล้ำฐานะมีในทุกประเทศ ทุกระบบการปกครอง แต่ความเหลื่อมล้ำทางกฎหมายสามารถแก้ได้ คนจนทำผิดก็รับผิด คนรวยก็ต้องรับผิด พูดง่ายๆ คือความศักดิ์สิทธิ์ของกฎหมาย จึงหวังศาลยุติธรรมมากว่าคนผิดต้องผิด ไม่ใช่คนผิดแล้ววิ่งเต้นได้ เป็นคุณหญิง หรือเป็นพลเอกวิ่งเต้นได้ สามารถทำให้คดีจบโดยไม่มีการฎีกา ขณะที่คดีชาวบ้านฎีกาทุกเรื่อง

      “ขณะที่ผมในฐานะที่ได้มาเป็นประธานสภาฯ ก็ตั้งใจว่า สภาคือฝ่ายนิติบัญญัติ 1 ในอำนาจอธิปไตย ฝ่ายออกกฎหมายบังคับใช้ทั่วประเทศ เราต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่เราออกไป เราจึงต้องเป็นตัวอย่างในการเคารพกฎหมาย ในสภาก็คือกฎและข้อบังคับ ผมก็บอกสมาชิกว่าต่อไปนี้เราต้องวางมาตรฐานสภาของเราให้เป็นที่ยอมรับให้ได้ ไม่ใช่สภาเทศบาล เราต้องอยู่ในกติกาให้เป็นแบบอย่างกับสภาท้องถิ่น ทุกฝ่ายต้องเคารพกัน ผมก็บอกทั้งรัฐบาลและนายกฯ ต้องมาสภา ต้องมาตอบกระทู้ เมื่อมีญัตติเสนอท่านต้องมา เว้นมีเหตุผลที่กฎหมาย ข้อบังคับเขียนยกเว้นไว้ให้ ”

    ประธานสภาฯ ยังฝากในตอนท้ายด้วยว่า ประเทศเรายังมีจุดอ่อนเรื่องวินัยด้วย ยังมีการละเมิด ไม่เคารพกติกา ก็ควรที่รณรงค์ความเป็นวินัย ให้เป็นวาระแห่งชาติ เสียดายช่วง 5ปีที่ผ่านมา ไม่ได้ทำ

คลิปที่ 3

 

เจาะประเด็นร้อน

"เจ๊สมพร" เงิบ เจอ "เอ๋ จอมบึง" ตัวจริงเจ้าถิ่น

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 - 09:41 น.
สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ,เจ๊สมพร,ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิ,ปารีณา ไกรคุปต์,เจาะประเด็นร้อน,ท่องยุทธภพ,ขุนน้ำหมึก

คอลัมน์ "ท่องยุทธภพ" โดย "ขุนน้ำหมึก" จากหนังสือพิมพ์คมชัดลึก 6 พ.ย. 62

ในที่สุดที่ประชุมพรรคพลังประชารัฐได้เห็นชอบที่จะเสนอชื่อ “สิระ เจนจาคะ” ส.ส.กรุงเทพฯ และ “ปารีณา ไกรคุปต์” ส.ส.ราชบุรี เขาไปทำหน้าที่ใน “คณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ” แทนที่ “พยม พรหมเพชร” ส.ส.สงขลา และ “ธนะสิทธิ์ โควสุรัตน์” ส.ส.อุบลราชธานี

เอ่ยชื่อ “สิระ-ปารีณา” พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตฯ คงร้อนรุ่มในหัวใจและรู้สึกไม่พอใจการเล่นเกมตาต่อตา ฟันต่อฟันของพลังประชารัฐ 

 เอ๋” ลุย “เจ๊สมพร”

 หลายคนคงไม่ทราบว่า เอ๋” ปารีณา ไกรคุปต์ เป็น ส.ส.ราชบุรี เขตเลือกตั้งที่ 3 ประกอบด้วย อ.จอมบึง และ อ.โพธาราม (ยกเว้น ต.บ้านฆ้อง ต.บ้านสิงห์ และต.ดอนทราย)

ปารีณา ไกรคุปต์ พบชาวบ้าน

สัปดาห์ที่แล้ว “ส.ส.เอ๋” ได้นำชาวบ้านจาก อ.จอมบึง ไปยื่นหนังสือถึง ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีช่วยเกษตรและสหกรณ์ กรณีขอที่ดิน 500 ไร่ คืนจากสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ เพื่อทำป่าชุมชน

นายอำเภอจอมบึงและเอ๋ พบชาวบ้านเรื่องที่ดิน

ด้านสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ให้สัมภาษณ์สื่อว่ายินดีจะยกที่ดิน 500 ไร่ ให้ชาวบ้าน เพราะก่อนหน้านี้ได้ส่งทนายความไปเจรจากับตัวแทนชาวบ้านมาแล้ว 3 ครั้ง

นัยว่าที่ดินที่เจ๊สมพรซื้อมาเป็นการซื้อในลักษณะเหมารวมทั้งหมด มีหลักฐานเป็นโฉนดที่ดิน นส.3 ก, นส.3, นส.2 และภบท.5 รวมทั้งสิ้นประมาณ 2,700-2,800 ไร่

สมพร จึงรุ่งเรืองกิจ

สำหรับที่ดินส่วนที่เป็น นส.2 กับ ภบท.5 ชาวบ้านต้องการให้ใช้พื้นที่เป็นป่าชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน เนื่องจากพื้นที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ แต่ตัวแทนของสมพร ต้องการให้ชาวบ้านไปดำเนินการตรวจสอบหาแนวเขตเอง หากพบว่ามีแนวเขตที่ชัดเจนก็ยินดีที่จะมอบพื้นที่คืนให้

ชาวบ้านจึงต้องวิ่งมาหา “ส.ส.เอ๋” ให้ช่วยเหลือประสานไปยังศูนย์ดำรงธรรม..เรื่องของเรื่อง ทนายเจ๊สมพร อาจไม่ทราบว่า “เอ๋” เป็นขวัญใจคนจอมบึง

ทวี” กับจอมบึง

ทวี ไกรคุปต์” บิดาของปารีณา เป็นชาว อ.โพธาราม จ.ราชบุรี มีเครือญาติมากมายทั้งในสายตระกูล “ไกรคุปต์” และ “จังพานิช” โดยเฉพาะพี่ชายแท้ๆ คือ สวัสดิ์ จังพานิช เคยเป็น ส.จ.ราชบุรี และนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม จึงเป็นฐานเสียงสำคัญที่ทำให้ทวีได้เป็น ส.ส.มา 7 สมัย

 

ทวี ไกรคุปต์ ไม่ทิ้งคนจอมบึง

ผลงานที่ปรากฏเป็นรูปธรรมจากการที่ได้รับเลือกเข้าไปเป็นผู้แทนฯ จึงมีค่อนข้างมาก เช่น ถนนลูกรัง ถนนลาดยาง คลองชลประทาน และการขยายเขตไฟฟ้า

อ.จอมบึงในอดีตพื้นที่กว้างขวาง ค่อนข้างทุรกันดาร “ทวี” เข้าช่วยชาวบ้านทั้งการแก้ไขปัญหาสาธารณูปโภคและการต่อสู้เพื่อสิทธิในที่ดินทำกิน จอมบึงจึงกลายเป็น “ฐานเสียง” สำคัญของเขา 

แม้ อ.โพธาราม จะมี 19 ตำบล 156 หมู่บ้าน แต่ “ทวี” จะให้น้ำหนัก อ.จอมบึง ที่มี 6 ตำบล 90 หมู่บ้าน เนื่องจาก อ.โพธาราม เป็นฐานเสียงของนักการเมืองหลายพรรค ต่างจาก อ.จอมบึง มีตระกูลเดียวคือ ไกรคุปต์

ทุกวันนี้ไม่ว่างานบุญ งานบวช งานเล็ก งานใหญ่ใน อ.จอมบึง ทวีจะไปร่วมงานของชาวบ้านหมด 

ศึกสายเลือดโพธาราม

ทวี ไกรคุปต์ เป็นชาว อ.โพธาราม มีเครือญาติมากมายทั้งในสายตระกูล ไกรคุปต์” และ จังพานิช

ปี 2548 ทวีหนุนปารีณา ลูกสาวลงสนามการเมืองแทนตัวเอง ทำให้ “สวัสดิ์” ส่ง สายันต์ จังพานิช อดีต ส.อบจ.ราชบุรี ลงแข่งกับ “เอ๋” หลานสาวตัวเองสองครั้ง โดยครั้งแรกปี 2550 สายันต์สวมเสื้อมัชฌิมาธิปไตย และปี 2554 สวมเสื้อเพื่อไทย แต่ก็พ่าย “ส.ส.เอ๋” ทุกครั้ง

 

งานเล็กงานใหญ่ ทวีไปหมดใน อ.จอมบึง

ในสนามเล็กปี 2552 สวัสดิ์ จังพานิช ลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม ทวี ไกรคุปต์ ก็ส่ง วารี จันเกษม หัวคะแนนปารีณาลงชิงชัย ด้วยฐานคะแนนเสียงที่แข็งแกร่งของทวี ทำให้วารีได้รับเลือกตั้งเป็นนายกเล็กโพธาราม 

กระทั่งปี 2555 สวัสดิ์ล้างแค้นทวีสำเร็จ กลับมาชนะเลือกตั้งได้เป็นนายกเทศมนตรีเมืองโพธาราม มาจนถึงปัจจุบัน

หากตระกูลไกรคุปต์ ไม่แน่จริง ปารีณาไม่ได้เป็น ส.ส.มา สมัยรวด

ครม.เห็นชอบ นำสายไฟลงดิน แนวรถไฟฟ้าสีเขียว-สีม่วง

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 - 15:35 น.
นำสายไฟลงดิน,แนวรถไฟฟ้าสีเขียว-ม่วง,ครมเห็นชอบ

ครม.เห็นชอบ แผนปรับเปลี่ยนนำสายไฟลงดิน แนวรถไฟฟ้าสีเขียว-สีม่วง ให้แล้วเสร็จ ปี 2566

          เมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2562 - ทำเนียบรัฐบาล นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี ได้เห็นชอบแผนงานปรับเปลี่ยนระบบสายไฟฟ้าอากาศ ลงเป็นสายไฟฟ้าใต้ดินฉบับปฏิบัติการเร่งรัดตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ ซึ่งโครงการนำสายไฟฟ้าลงใต้ดิน เป็นโครงการที่การไฟฟ้านครหลวงได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว รวมระยะทาง 215 กิโลเมตร แล้วเสร็จ 46 กิโลเมตร อยู่ระหว่างการดำเนินการ 169 กิโลเมตร 

         ทั้งนี้ มองว่า แผนงานบางส่วนต้องดำเนินการควบคู่กับแผนงานอื่นๆจึงมีความล่าช้า รัฐบาลจึงต้องการให้การไฟฟ้านครหลวง ดำเนินการเอาสายไฟฟ้าลงดินให้เร็วขึ้นในพื้นที่ที่มีความพร้อมปฏิบัติการได้เลย มีกำหนดแล้วเสร็จภายใน 3-4 ปีนี้ ดังนั้น แผนงานดังกล่าวที่กระทรวงมหาดไทย จึงได้กำหนด ระยะทางดำเนินการ 20.5 กิโลเมตร วงเงินการลงทุน 3,673 ล้านบาท โดยใช้เงินกู้ในประเทศ 2,500 ล้านบาท และเงินรายได้จากการไฟฟ้านครหลวง 1,173 ล้านบาท กำหนดขอบเขตดำเนินการ ในเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วง ช่วงถนนรัตนาธิเบศร์ 4.4 กิโลเมตร เส้นทางรถไฟฟ้าสายสีม่วงช่วงถนนกรุงเทพฯนนทบุรี - ถนนติวานนท์ระยะทาง 10.6 กิโลเมตร และเส้นทางรถไฟฟ้าสายสีเขียว ระหว่างซอยสุขุมวิท 81 - ซอยแบริ่งระยะทาง 5.5 กิโลเมตร คาดว่าจะดำเนินการแล้วเสร็จภายในปี 2566

 

เพิกถอนอุทยานป่าแม่ยมสร้างอ่างเก็บน้ำ

วันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 - 15:07 น.
เพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าแม่ยม,พะเยา,สร้างอ่างเก็บน้ำ,น้ำแล้ง,น้ำท่วม,อำเภอเชียงม่วน

ครม.เพิกถอนอุทยานแห่งชาติ ป่าแม่ยม แม่ต่ำ แม่ร่องขุย พะเยา กว่าพันไร่ สร้างอ่างเก็บน้ำ แก้อุทกภัย-ภัยแล้ง 

6 พฤศจิกายน 2562 ทำเนียบรัฐบาล นางสาวไตรสุรีย์ ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแถลงผลการประชุม ครม. มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาเพิกถอนอุทยานแห่งชาติป่าแม่ยม ป่าแม่ต่ำ และป่าแม่ร่องขุย บางส่วน ในท้องที่ตำบลเชียงม่วน อำเภอเชียงม่วน จังหวัดพะเยา ในเนื้อที่ประมาณ 1,344 ไร่ 3 งาน 77 ตารางวา เพื่อก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำน้ำปี้ อันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดพะเยา ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบรายงานการวิเคราะห์และผลกระทบสิ่งแวดล้อมโครงการนี้แล้ว และคณะกรรมการอุทยานแห่งชาติได้มีมติเห็นชอบด้วย

แต้มครม.เรือเหล็กคลอดแล้ว ไฉน เสี่ยหนู-ภท.ชิงธงนำ

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2562 - 14:20 น.
อนุทิน ชาญวีรกูล,พรรคภูมิใจไทย,รัฐบาล

แต้มครม.เรือเหล็กคลอดแล้ว ไฉน เสี่ยหนู-ภท.ชิงธงนำ โดย...  ทีมข่าวการเมืองเครือเนชั่น

          สามเดือน ครม.เรือเหล็กแต้มออกแล้ว...


          โพลล์หลากสำนักไปสอบถามมุมมองชาวบ้านร้านตลาดว่า เสนาบดีและผลงานเป็นเช่นใด


          และเมื่อผลสำรวจสรุปออกมาแบบนี้แปลว่าสังคมรับรู้และให้แต้มครม.เรือเหล็กในช่วงฮันนีมูนพีเรียดเยี่ยงนี้นั้น รมต.ควรตื่นตัว

          ซูเปอร์โพลเปิดผลสำรวจ "รัฐมนตรีคนใดขวัญใจประชาชน” พบว่ารัฐมนตรีขวัญใจประชาชนด้านภาพลักษณ์ กล้าคิด กล้าทำ กล้าชน ปกป้องผลประโยชน์ชาติคุ้มครองประชาชน พบว่า อันดับหนึ่ง ได้แก่ มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.เกษตรฯ พรรคภูมิใจไทย นำหน้าแบบสูสี อันดับสอง ร้อยละ 39.3 ได้แก่ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และรมว.สาธารณสุข พรรคภูมิใจไทย อันดับสาม ร้อยละ 32.1 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี อันดับสี่ ร้อยละ 27.4 ศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม พรรคภูมิใจไทย และอันดับห้า ร้อยละ 18.5 ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ


          ส่วน “กรุงเทพโพลล์” โดยศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยกรุงเทพ ดำเนินการสำรวจความคิดเห็นประชาชน เรื่อง “รัฐมนตรีผลงานโดดเด่นไตรมาสแรก ในสายตาประชาชน” โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนทุกภูมิภาคทั่วประเทศจำนวน 1,199 คน สะท้อนผลงาน ครม.ประยุทธ์2


          พบว่า รมต.ที่มีผลงานเด่นชัดเป็นที่ชื่นชอบมากที่สุดคือ อนุทิน ชาญวีรกูล (รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข) คิดเป็นร้อยละ 43.6 รองลงมาคือ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม) คิดเป็นร้อยละ 25.4, อุตตม สาวนายน (รมว.คลัง) ร้อยละ 19.6, จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ (รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์) ร้อยละ 17.5 และมนัญญา ไทยเศรษฐ์ (รมช.เกษตรและสหกรณ์) ร้อยละ 15.3


          ไม่น่าแปลกใจหาก อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคและส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย จะคว้าอันดับ 1 ในสายตาประชาชนเรื่อง รัฐมนตรีที่สังคมรู้จัก เพราะคะแนนนิยมของเสี่ยหนูแซง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้ารัฐบาลไปกว่าครึ่ง


          และไม่บ่อยนักที่ รมต.จะมีแต้มนำ สร.1 โดยในอดีตที่ยังจำกันได้ ดร.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ เมื่อคราวนั่งเก้าอี้ มท.1 เคยมีแต้มนำ สร.1 ในวันนั้นแบบทิ้งห่างหลายช่วงตัว

          ส่วนเสนาบดีและผลงานของค่ายสีน้ำเงินนั้น ก็ยังมีแต้มนำพรรคแกนนำเรือเหล็กคือ พปชร. กันหลายคะแนน แม้บางเรื่องจะตามหลังบ้าง แต่หากประมวลโดยรวม เสนาบดีและผลงานของค่ายภท.มีแต้มเฉลี่ยสูงกว่าพรรคอื่นๆ ใน ครม.ชุดนี้

          เหตุที่เป็นเช่นนี้ มาจากผลที่เสี่ยหนูสั่ง รมต.และผู้แทนฯ ค่ายภท.ทำงาน 7 วัน 24 ชั่วโมง เพื่อพิสูจน์ตัวเองต่อสังคม แบบนี้ ภท.จะไม่ยึดหัวหาดบนหน้าสื่อและแต้มจากชาวบ้านได้เยี่ยงใด


          สตาฟฟ์ ภท. ให้ข้อมูลว่า ที่ผ่านมาค่ายสีน้ำเงินเน้นทำงานไม่เล่นเกมการเมือง ทำงานตามนโยบายและแก้ปัญหาตามภารกิจ รวมทั้งกำชับ ส.ส.ลงพื้นที่สร้างความเข้าใจกับประชาขน


          สตาฟฟ์ ภท. บอกว่า จากนี้ ภท.ยังมีภารกิจที่ติดค้างไว้คือ ติดตามสิ่งที่ผลักดันไว้ในรัฐสภาคือร่างกฎหมายสิบกว่าฉบับที่เป็นนโยบายของพรรคตอนหาเสียงและต้องผลักดันให้เป็นรูปธรรมบวกกับเหตุการณ์ปัจจุบันที่ชาวบ้านสะท้อนมาที่ต้องดำเนินการ รวมทั้งงานในปัจจุบันของคณะรัฐมนตรี ปีก ภท. ที่แม้จะเดินหน้าแต่บางอย่างอาจมีปัญหาและอุปสรรคที่ต้องไปเคลียร์ให้ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยเข้าใจ

          สตาฟฟ์ ภท. ยังบอกอีกว่า "เราต้องเร่งทำงานอีกเพื่อลบภาพจำพรรคเมื่อวันวานในสายตาสังคมออกไปและให้จดจำพรรคในวันนี้แทน”

          ใจความท่อนนี้ของสตาฟฟ์ภท.บ่งชี้ความจริงทางการเมืองได้ชัดเจน เพราะภาพของค่ายสีน้ำเงินเมื่อวันวานกับความจริงในวันนี้ทางการเมือง แปลความง่ายๆ เสี่ยหนูและคณะเดินล้ำเป้าหมายที่วางไว้มาก...

          สิบปีเศษที่ผ่านมา ภท.เหมือนเป็นพรรคที่ทรยศนายใหญ่ จนบางพื้นที่แทบลงหาเสียงไม่ได้ แต่เมื่อได้จังหวะทำงานพิสูจน์ตัวเอง สังคมได้ประจักษ์และให้คะแนนแก่พรรคนี้

          เมื่อเป็นแบบนี้ การเดินหมากการเมืองของ ภท.น่าจะสบายใจและเบาแรงที่สุด เพราะ ภท.วางบทบาทตัวเองเหนือความขัดแย้งระหว่างขั้วหนุน-ขั้วต้านลุงตู่

          แต่ไม่กี่วันข้างหน้าพรรคของเสี่ยหนูอาจจะเจออุปสรรคบ้างจากการทำงานของเสนาบดีบางคนของพรรคที่ฝ่ายค้านเกาะติด ตรงนี้หากชี้แจงได้ก็น่าจะรอดสันดอน

          แต่หากมองบริบททั้งหมดจะพบว่าในยามหน้า ภท.คงจะเล่นบทเดินหมากการเมืองแบบแทบไร้คู่ขัดแย้งและใช้ผลงานเป็นใบเบิกทางเพื่ออาศัยเสียงหนุนจากสังคม

          ดังนั้นรอตามต่อว่าจังหวะของ ภท.ในวันต่อไปจะขยับแล้วได้แต้มลบหรือบวก...

          สังคมไทยกำลังเปลี่ยนไป
          ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า “คะแนนของนายอนุทินเป็นเรื่องที่น่าสนใจ เพราะเราเชื่อมาเสมอว่าสังคมไทยแบ่งเป็น 2 ขั้วขัดแย้ง ผู้ที่ได้รับความนิยม ควรจะเป็นตัวแทนของแต่ละฝ่าย แต่ปรากฏว่า คนที่ประชาชนเทคะแนนให้กลับเป็นนายอนุทิน ซึ่งวางตัวเป็นกลาง และเป็นคนทำงานจริง ทำงานลุย ให้สัมภาษณ์แต่เฉพาะเรื่องงาน ผสมกับเรื่องราวชีวิตส่วนตัวที่สื่อนำเสนอ ซึ่งสังคมให้ความสนใจเช่นเรื่องการขับเครื่องบินรับส่งอวัยวะ ช่วยเหลือสภากาชาดไทย

          ดังนั้น จากผลโพลล์จึงเดาได้ว่าสังคมไทยกำลังเปลี่ยนไปแล้ว คือ ต้องการคนทำงานมาบริหารประเทศ มากกว่าการสาดโคลนใส่กัน ขณะที่ชีวิตส่วนตัวของคนที่ทำงานการเมือง ก็ต้องเป็นมิติที่ดี เพราะนักการเมืองควรเป็นตัวอย่างที่ดีของประชาชน ไม่ใช่เป็นภาพสีเทาๆ ทั้งนี้ การทำงาน มิได้เป็นหน้าที่ของรัฐบาลเท่านั้น แต่ฝ่ายค้านก็ต้องทำงานด้วยการตรวจสอบเชิงคุณภาพ ต้องเอาข้อมูลมาจับให้มั่น คั้นให้ตาย แล้วประชาชนจะชื่นชอบ”

 ............................................................
 
6 พฤศจิกายน 2562

 

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 06/11/2019 เวลา : 21.42 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ยุคนี้มีตัวแปรที่แรงจัด คือ โซเชียลมีเดียนี่เองครับ มีการขุดคุ้ย นำออกแฉ วิเคราะห์ วิจารณ์ ตำหนิ และชมเชยครับ ส่วนการขับไล่ นักการเมืองโปเกก็แรงจัดทีเดียว

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 06/11/2019 เวลา : 20.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

ขอชื่นชม
การคิดดี ทำดี พูดดี
ของ
ทุกๆ ท่าน
มาด้วยความเคารพ

ขอให้
ประเทศไทย
ประสบความสำเร็จในด้านดีทุกๆ ด้าน ครับ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน