*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3847
  • จำนวนผู้ชม : 2435959
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 21 พฤศจิกายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 532 , 18:01:09 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ดาวประจำตัวนายธนาธรคงจะเป็นดาวหางกระมัง แสบไร้เทียมทานที่หาตัวจับได้ยาก คนอื่นก็มีแต่เรื่องโกงบ้านกินเมือง แต่ถึง

ขนาดจะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของประเทศยุคปัจจุบันก็มีแต่เขาคนนี้เท่านั้น.

 

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปดาวหางดวงใหญ่ ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปดาวหางดวงใหญ่ ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปดาวหางดวงใหญ่ ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ รูปดาวหางดวงใหญ่

นึกว่าดี 'อยากลองดี' ก็เชิญ!

    
 

               "สัสสส......"!

 

                ต้องบอกว่า "บัดซบมาก"

                ตอนศาลให้โอกาสแก้ข้อกล่าวหา ถามอะไรก็ตอบแต่ว่า "ผมจำไม่ได้..ผมจำไม่ได้"

                แต่พอศาลตัดสินว่าถือหุ้นสื่อ "ผิด" ต้องพ้นสภาพ ส.ส.

                ความจำคืนกะโหลกทันที!?

                แร่ๆ ออกมาโต้แย้งลักษณะหมิ่นแคลนคำตัดสินศาล ถึงขั้นใช้คำพูดว่า

                ".......ผู้พิพากษาศาลทุกท่าน ไม่เคยเป็นนักธุรกิจ-นักลงทุน จะใช้คำว่าโครงการไหนน่าลงทุนหรือไม่ คงไม่ถูกต้องนัก"

                "........เหตุผลที่ศาลยกขึ้นมาวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของผมสิ้นสุดลง ล้วนเป็นข้อสันนิษฐาน

                ไม่มีข้อเท็จจริงที่เป็นวิทยาศาสตร์มาหักล้างเอกสารหลักฐานที่เรานำเสนอ

                ศาลให้น้ำหนักกับข้อสันนิษฐานมากกว่าข้อเท็จจริง ทั้งที่มีข้อเท็จจริงปรากฏเป็นเอกสารหลายข้อ

                แต่ศาลกลับให้น้ำหนักกับข้อสันนิษฐานมากกว่า"

                ครับ ผมเชื่อว่า....

                ท่านที่อยู่หน้าจอโทรทัศน์ ช่อง ๒๒ เนชั่น ที่ถ่ายทอดสดจากศาลรัฐธรรมนูญเมื่อวาน (๒๐ พ.ย.๖๒)

                คงได้ยิน-ได้เห็นอหังการ "ธนาธร ผู้มีลิเกอยู่ในหัวใจ" กันแล้ว

                เรียกว่า จากนาทีนี้เป็นต้นไป

                ไม่มีหน้าอินทร์-หน้าพรหมต้องยำเกรง ไม่มีหน้ายม-หน้ายักษ์ต้องแคร์

                ธรพร้อมชน "ทุกรูปแบบ"!

                คดีถือครองหุ้นสื่อ ต้องบอกว่า เป็นอีกคดีที่คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาไต่สวน ละเอียด เคร่งครัด รอบด้าน

                ทั้งให้โอกาส ทั้งให้เวลาฝ่ายผู้ถูกร้อง คือธนาธร ทุกขั้นตอน

                จนใช้เวลายาวนาน "ครึ่งปี"......

                กว่าจะมีคำวินิจฉัยออกมาเมื่อวาน ท่ามกลางเสียงค่อนขอดทางสังคมว่า "นานเกิน"

                ทั้งที่ คดีนี้ เป็นประเด็นข้อกฎหมาย ซึ่งเอกสารหลักฐานทางราชการเป็นตัวบ่งชี้ได้โดยตรง

                แต่ทางศาลฯ ยังให้ความสำคัญกับพยานบุคคล พยานวัตถุ เอกสารหลักฐานแวดล้อม และปากคำจากทางฝั่งผู้ถูกร้องเต็มที่ เพื่อพิสูจน์ด้านข้อเท็จจริง ทุกแง่มุม

                ถึงขั้นธนาธรเองต้องออกปากเชิงต่อรองกับศาลขณะไต่สวนว่า ถ้าตัดสินเป็นคุณกับเขา

                เขาจะไปทำ "บลายด์ ทรัสต์"!

                แต่ปรากฏว่า เมื่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยด้วยมติเสียงข้างมาก ๗:๒ เมื่อวาน

                ว่าธรยังถือหุ้นสื่ออยู่ ขณะยื่นสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ เป็นเหตุให้สมาชิกภาพ ส.ส.ของธรต้องสิ้นสุดลง ตั้งแต่ ๒๓ พ.ค.๖๒

                "ธร-ผู้มียี่เกอยู่ในหัวใจ" เปลี่ยนจากบทพระเอกเป็นบทตัวโกง กระทืบเท้า เป่าปาก ใส่ศาลรัฐธรรมนูญทันที

                ธรโต้แย้งข้อกล่าวหาไว้ระหว่างศาลไต่สวนอย่างไร ธรก็นั่งฟังศาลอ่านคำวินิจฉัยกะหูแล้วมิใช่หรือ?

                ย่อมเห็นว่า ศาลท่านยกคำโต้แย้ง ๓ ประเด็นหลักของธรเป็นเชิงโจทย์

                แล้วมีคำพิจารณาวินิจฉัยแก้โจทย์ของธรนั้นให้ฟัง ทั้งแง่กฎหมาย แง่ข้อเท็จจริง ครบถ้วนทุกกระบวนความ

                ศาลท่านใช้เวลากว่าชั่วโมงในการอ่านคำวินิจฉัย แสดงว่า ทุกประเด็น ศาลท่านแจกแจงถึงที่มา-ที่ไปด้านข้อเท็จจริงให้ทราบละเอียดยิบ ก่อนจะออกเป็นมติ

                ไม่ใช่ศาล "สันนิษฐาน" เอาเอง อย่างที่ธรจ้วงจาบ!

                ประชาชนหน้าจอ ช่อง ๒๒ เนชั่น ประชาชนหน้าบัลลังก์ศาล มีทั้งตัวแทนประเทศยุโรป-สหรัฐฯ และทั้งตัวธนาธรเอง

                เมื่อฟังตาม ตรองตามด้วยเหตุ-ด้วยผล.....

                ถ้ามีความเป็นธรรมอยู่ในหัวใจ ด้วยความเป็นมนุษย์ คือ ผู้มีใจฝึกแล้วประเสริฐ

                จะต้องบอกตัวเองได้ว่า........

                ถึงแล้ว ชอบแล้ว ดุจหงายจานที่คว่ำให้หงาย เป็นคำวินิจฉัยที่ ยุติแล้ว โดยธรรม!

                ไม่เชื่อตามที่ผมพูด ให้ทุกท่านไปหาคำวินิจฉัยฉบับเต็มอ่านดูได้ อ่านเที่ยวแรกยังไม่เข้าใจ ตั้งสติ แล้วค่อยๆ อ่าน ทำความเข้าใจไปแต่ละบรรทัดแต่ละคำอีกเที่ยว

                แล้วท่านจะรับรู้ได้ถึงความ "ชอบแล้ว" ในคำวินิจฉัย

                หาที่ไหนอ่านไม่ได้ ก็ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์นี่แหละ หนังสือพิมพ์เขาดีนะ

                แต่ตอนนี้ ขายไม่ค่อยดี

                เพราะแฟนๆ หนีไปอ่านเว็บกันหมด (แหะๆ ขอขมวดหางยกหูตัวเองหน่อย)

                ถึงสิ้นสภาพ ส.ส.แต่ดูเหมือนธรก็ไม่แยแสซักเท่าไหร่ เขาประกาศว่า ยังเป็นหัวหน้าพรรค ยังมีเป้าหมายการเมืองพุ่งชนเยอะแยะ

                ที่สำคัญ เขาย้ำ เขายังเป็น "ว่าที่นายกรัฐมนตรี" ของพรรคอยู่!

                ก็ดี......

                เป็นคนมันต้องมีความหวัง คนตายเท่านั้น ที่ไม่มีความหวัง

                แต่ อ้อ...มีอีกคน ที่ไม่มีหวังอะไรเลย

                คือ "ไอ้หวัง" ไงล่ะ

                เพราะมันตายแน่ไปแล้ว!

                เมื่อวาน พลันศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าธนาธรสิ้นสภาพ ส.ส.

                สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน (Asean Parliamentarians for Human Rights: APHR)

                สำนักงานที่จาการ์ตา อินโดนีเซีย

                ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญทันที

                เรียกร้องให้หยุดนำกฎหมายมาเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้งสมาชิกพรรคฝ่ายค้านและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนในไทย

                ลงท้ายแถลงการณ์ด้วยข้อความว่า.......

                “สมาชิกรัฐสภากำลังถูกไล่ล่าและจำคุกเพียงเพราะทำงานเพื่อตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจบริหาร

                และนี่เป็นภยันตรายต่อทุกคน

                ในฐานะสมาชิกรัฐสภาด้วยกัน เราจะดำเนินการสนับสนุนในทุกระดับต่อไป

                เพื่อให้แน่ใจว่าเพื่อนร่วมงานของเราในระดับภูมิภาคสามารถทำงานโดยปราศจากความกลัวและการถูกโต้กลับ”

                ขอโทษ............

                ผมด่าเป็นภาษาสากลไม่เป็น

                ขอใช้คำไทยๆ คำเดียว

                ทุ้ย.....!

                เถื่อน ต่ำทราม รัฐสภาเป็นสถานที่ออกกฎหมาย ไม่ใช่ที่ปั๊มเงินตราสกุลสิทธิมนุษยชน จนไม่รู้จักให้เกียรติสถาบันปั๊มกฎหมายของตัวเอง

                อีกอย่าง "กฎบัตรอาเซียน" ที่สมาชิกรัฐสภาอาเซียนเพื่อสิทธิมนุษยชน ไม่น่าใช่ควาย ควรจะรู้ เพื่อไม่ต้องแกว่งปากหาเท้าเช่นนี้

                ส่วนหนึ่งใน ๑๔ ข้อ ที่ควรรู้ ควรตระหนัก ก็เช่น

      ข้อที่ ๑ เคารพเอกราช อธิปไตย ความเสมอภาค บูรณภาพแห่งดินแดน และอัตลักษณ์แห่งชาติ ของรัฐสมาชิกอาเซียนทั้งปวง

                ข้อที่ ๕ ไม่แทรกแซงกิจการภายในของรัฐสมาชิกอาเซียน

                ข้อที่ ๖ เคารพสิทธิของรัฐสมาชิกทุกรัฐในการธำรงประชาชาติของตนโดยปราศจากการแทรกแซง  การบ่อนทำลาย และการบังคับจากภายนอก

                ข้อที่ ๘ ยึดมั่นต่อหลักนิติธรรม ธรรมาภิบาล หลักการประชาธิปไตยและรัฐบาลตามรัฐธรรมนูญ

                ข้อที่ ๑๑ ละเว้นการมีส่วนร่วมในการคุกคามอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดนหรือเสถียรภาพทางการเมือง และเศรษฐกิจของรัฐสมาชิกอาเซียน

                ก็ไม่แปลกใจ ที่เห็นรีบร้อนแถลงทะลุง่ามเท้าอุ้มธนาธร เพราะประธาน APHR คือ นายชาร์ลส์  ซานติเอโก สมาชิกจากรัฐสลังงอร์ มาเลเซีย

                มาเลย์เพื่อนบ้านชานเรือนติดกันกับ ๓ จังหวัดใต้ของเรานั่นแหละ

                เพื่อนเรา (ต่อหน้า) ยังไงๆ คงไม่เผาเรือน (ลับหลัง) จริงมั้ย!?

                พูดกันแฟรงก์ๆ แฟร์ๆ เลยนะ

                ขนาดผมนั่งเฝ้าหน้าจอ ยังต้องรอนักข่าวแกะเทปคำวินิจฉัยเป็นชั่วโมง

                เพื่อนำมาอ่านทบทวนให้เข้าถึงความถูกต้องตามแต่ละคำวินิจฉัยของศาลก่อนสรุปเป็นความเข้าใจก่อนมีทัศนะ

                แต่สมาชิก APHR อยู่อินโดฯ นู่น แถมทั้งฟัง-ทั้งอ่านภาษาไทยไม่ออก

                ปรากฏว่า จบคำวินิจฉัยปุ๊บ สมาชิกรัฐสภาอาเซียนฯ เข้าใจเรื่องราวและกระบวนความตามกฎหมายไทยแจ่มแจ้ง

                ออกแถลงการณ์ประณามคำตัดสินศาลรัฐธรรมนูญของไทยชนิดสาดเสีย-เทเสีย

                แถมผูกโยงลามปามไปถึงรัฐบาลและกองทัพ!

                แบบนี้ ประธานรัฐสภาไทย ถึงแม้ไม่มีสมาชิกสภาของเราคนไหนไปเป็นสมาชิก ก็ควรที่จะทำอย่างใด-อย่างหนึ่ง แทนนิ่งเฉย

                ไอ้แก๊ง APHR นี้ ไม่มีอะไรมาก แค่ขยะ........

                มุ่งใช้คำว่าสิทธิมนุษยชนเป็นธุรกิจการเมือง ทั้งนักการเมืองและไม่นัก แต่ขวักไขว่ ใครก็ไปสมัครร่วมแก๊งได้

                เมื่อตอนศาลสั่งพักการปฏิบัติหน้าที่ มันออกมาโจมตีศาลรัฐธรรมนูญทีหนึ่งแล้ว แต่ครั้งนี้ หยาบช้าหมาไม่แดก

                มันไม่สนใจข้อเท็จจริง....

                แทรกแซง ก้าวก่าย ใช้คำว่ารัฐสภาอาเซียนพรางตาให้คนใจผิดว่า นี่เป็นส่วนหนึ่งของ ๑๐ ชาติอาเซียน

                ความจริงไม่ใช่ แค่แก๊งธุรกิจสิทธิมนุษยชนกินได้ ขี้กะโล้โท้ เขี่ยทิ้งไป อย่าให้ความสำคัญกับมัน

                ส่วนเรื่องเมื่อพ้นสภาพ ส.ส.แล้ว จะยังไงต่อไป?

                กลับไปอ่าน คู่มือ ฉบับ "คุกและยุบพรรค" ที่ผมเขียนเมื่อวาน เจ็บคอ ที่ต้องเขียนกันทุกวัน

                คือ ผลจากคำตัดสิน เมื่อธรรู้อยู่ว่าตัวเองขาดคุณสมบัติยังดันทุรังไปสมัครรับเลือกตั้ง

                ก็เข้าตามมาตรา ๑๕๑ ของ พ.ร.ป.การเลือกตั้ง

                "ผู้ใดรู้อยู่แล้วว่าตนไม่มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งเนื่องจากขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้สมัครรับเลือกตั้ง หรือทําหนังสือยินยอมให้พรรคการเมือง เสนอรายชื่อเพื่อสมัครรับเลือกตั้งแบบบัญชีรายชื่อ

                ต้องระวางโทษจําคุก ตั้งแต่ ๑ ปี ถึง ๑๐ ปี

                และปรับตั้งแต่ ๒ หมื่นบาท ถึง ๒ แสนบาท

                และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้นั้น

                มีกําหนด ๒๐ ปี

                ในกรณีที่ผู้กระทําความผิดตามวรรคหนึ่ง เป็นผู้ซึ่งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

                ให้ศาลมีคําสั่งให้ผู้นั้น

                คืนเงินประจําตําแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่ได้รับมาเนื่องจากการดํารงตําแหน่งดังกล่าว ให้แก่สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรด้วย"

                กกต.ต้มน้ำร้อน ชงชา เตรียมยื่นฟ้องต่อศาลฎีกา ให้ที่ประชุมใหญ่พิพากษาอย่างใด-อย่างหนึ่งแล้วกระมัง

                ชาดี ต้องค่อยๆ ริน ค่อยซด

                ถึงจะกำซาบทรวง. 

'ธนาธรซินโดรม'

    
 

           ถ้าแข่งรถ ก็เพิ่งจะพ้นโค้งแรก

 

                "ธนาธร" แหกโค้ง ลงไปนอนกองข้างทางเรียบร้อย

                มีความไม่พอใจจากกองเชียร์ที่นั่งบนอัฒจันทร์หาว่ากรรมการโกง

                ไม่ได้ดูว่าโค้งมีป้ายกำกับว่า ใช้ความเร็วไม่เกิน ๓๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง  

                "ธนาธร" ห้อมาเต็มเหยียด ๑๔๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง

                ฉะนั้นการศึกษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างละเอียด ด้วยใจที่เป็นกลางจึงมีความสำคัญยิ่ง

                ไม่เช่นนั้นสังคมไทยจะเป็นสังคมไร้แก่นสาร ถูกต้องหรือไม่ ไม่เกี่ยว อยู่ที่กูชอบหรือไม่ชอบ อย่างที่ "ธนาธร" แถลงข่าวหลังศาลมีคำวินิจฉัย

                ซึ่งสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ "ฮ่องเต้ซินโดรม"

                ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยไม่พอ

                ยังดูถูกดูแคลนตุลาการว่า ไม่ใช่นักลงทุน จะมาใช้มาตรฐานของศาลตัดสินใจในการทำหรือไม่ทำธุรกิจได้อย่างไร

                ทัศนคติแบบนี้อันตราย

                ถ้าเอาตามที่ "ธนาธร" ว่ามา.....ต่อไปตุลาการที่ตัดสินคดีค้ายาเสพติด ก็ต้องไปค้ายาเสพติดก่อน

                หรือหากต้องวินิจฉัยคดีฆ่าคนตาย ก็ต้องไปฆ่าคนให้ตายก่อนอย่างนั้นหรือ

                ที่ผ่านมาและปัจจุบันมีข้อพิพาทเกี่ยวกับธุรกิจ การลงทุนมากมาย ที่ศาลต้องวินิจฉัย และที่วินิจฉัยไปแล้ว ตุลาการไม่จำเป็นต้องไปฝึกทำธุรกิจก่อน

                จากนี้สิ่งที่จะตามมานั้นน่าวิตกสำหรับครอบครัว "จึงรุ่งเรืองกิจ" และพรรคอนาคตใหม่

                ประเด็นสร้างหลักฐานเท็จ หากมีการดำเนินคดี น่าจะมีคนติดคุก

                แต่ประเด็นใหญ่กว่านั้น เป็นไปตามเอกสารข่าวคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ ๑๙  พฤศจิกายน

                กรณีนี้อยู่ในขั้นตอนการดำเนินการของคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนของ กกต.

                คดีนี้มีระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ ๑-๑๐ ปี ปรับตั้งแต่ ๒ หมื่นบาทถึง ๒ แสนบาท เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง ๑๐ ปี

                ยุบพรรคได้หรือไม่?

                กฎหมายเลือกตั้งบอกว่า ต้องเป็นกรณีที่หัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็นเป็นใจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรม ให้ กกต.ยื่นศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย

                วันนี้ "ธนาธร" หลุดจาก ส.ส. และกำลังอยู่ระหว่างการไต่สวนของ กกต.ว่า "รู้อยู่แล้วว่าตัวเองขาดคุณสมบัติ" หรือไม่

                หากคดีนี้ศาลวินิจฉัยลงโทษ ก็ไปดูว่าการที่ "ธนาธร" เซ็นชื่อส่งผู้สมัคร ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่ลงเลือกตั้ง ถือเป็นการทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมหรือไม่

                ถ้าใช่ ก็ยุบพรรค! 

'เทพไท' ยก 'หมอวรงค์' มีศักยภาพ คาดอาจไปนั่งหัวหน้าพรรคบางพรรค

    
 

 เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตที่นพ.วรงค์ อาจจะไปร่วมงานกับพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) นายเทพไท กล่าวว่า ก็อาจมีความเป็นไปได้ เนื่องจาก นพ.วรงค์ มีความสนิทสนมกับ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรค รปช. และตนเชื่อว่า นพ.วรงค์ มีศักยภาพในการทำงาน ไม่ว่าจะไปอยู่พรรคไหนก็สามารถเป็นผู้นำพรรคได้

นายเทพไท กล่าวด้วยว่า การลาออกถือเป็นเรื่องเฉพาะบุคคล และในการเลือกตั้งครั้งนี้ นพ.วรงค์ ก็ไม่ได้เป็น ส.ส. และคงคิดแล้วว่าการลาออกไปจะไม่กระทบต่อพรรคประชาธิปัตย์ และเชื่อว่าจะไม่เกิดเหตุการณ์สมองไหลขึ้นในพรรค ส่วนสาเหตุการลาออกของ นพ.วรงค์ คงไม่ใช่เพราะอึดอัดในการทำงานร่วมกับพรรค เพราะได้ผ่านจุดนั้นมาแล้ว ในการลงชิงตำแหน่งหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และก็ได้ทำงานให้กับพรรคอย่างเสมอต้นเสมอปลาย

ดาบสองจ่อธนาธร!'กกต.'นัดสัปดาห์หน้าถกปมมาตรา151 ผิดอาญา

    
 

21 พ.ย.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เผยแพร่เอกสารข่าวเรื่อง “การดำเนินการกรณีมีการกล่าวหาว่ากระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง”

โดยเนื้อหาระบุว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย เมื่อวันที่ 20 พฤจิกายน 2562 ให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อสิ้นสุดลง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา101(2) ประกอบมาตรา 98(3)เพราะเหตุเป็นผู้ถือหุ้นบริษัทวี-ลัดมีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อมวลชนอยู่ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2562 อันเป็นวันที่พรีคอนาคตใหม่ยืนบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และข่าวสำนักงนคณะกรมกรารลือกตั้งที่ 105/256 ลงวันที่ 19 พฤศจิกายน 2562 ชี้แจงและให้ข้อมูลการดำเนินการ กรณีมีผู้กล่าวหานายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมือง นั้น

ขอเรียนว่าสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจะเสนอให้คณะกรรมการการเลือกตั้งพิจารณาขั้นตอนและวิธีการดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งจะรวมถึงการแจ้งข้อกล่าวหาและการดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพ.ศ.2561 มาตรา 151 ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในสัปดาห์หน้าต่อไป.

ทล.เผยปีนี้ซิ่ง120 ทดลองก่อน50กม.

    
 


    กรมทางหลวงยันภายในปีนี้นำร่องให้รถยนต์วิ่งได้ 120 กม./ชม.ในช่องขวาสุดบนทางหลวงช่วงบางปะอิน-นครสวรรค์ ระยะทาง 50 กม. รอถึงปี 64 จึงจะเปิดครบ 4 เส้นทาง พหลโยธิน มิตรภาพ สุขุมวิทและพหลโยธิน
    นายสราวุธ ทรงศิวิไล อธิบดีกรมทางหลวง (ทล.) เปิดเผยเมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายนนี้ ถึงความคืบหน้ามาตรการเปิดให้รถทำความเร็วได้ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สำหรับถนนที่มี 4 ช่องจราจรขึ้นไป เพื่อระบายการจราจรให้คล่องตัวตามนโยบายของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ว่า ภายในปีนี้ ทล.จะเริ่มนำร่องเปิดให้รถยนต์สามารถใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. เฉพาะช่องทางขวาสุด เริ่มเฟสแรก บนทางหลวงหมายเลข 32 บางปะอิน-นครสวรรค์ เฉพาะระยะทาง 50 กิโลเมตรก่อน โดยเริ่มต้นจากกิโลเมตรที่ 2-51 ช่วงบางปะอินเชื่อมกับสายเอเชีย และในปี 2564 จะเปิดให้ใช้ความเร็วได้เพิ่มเติมอีก 100 กิโลเมตรที่เหลือ รวมเป็นครบตลอดเส้นทางรวมระยะทางทั้งสิ้น 150 กิโลเมตร เนื่องจากทางช่วงเฟส 2 จะต้องมีการปรับปรุงสภาพทาง จุดกลับรถ และอุปกรณ์ป้องกันอันตราย
    อธิบดีกรมทางหลวงกล่าวว่า กรมทางหลวงจะต้องของบประมาณปี 63 และ 64 รวมประมาณ 600 ล้านบาท เพื่อนำเงินไปปรับปรุงสภาพถนนเส้นดังกล่าวให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยก่อนที่จะเปิดให้ใช้ความเร็วได้ 120 กม./ชม. โดยจะต้องปรับปรุงจุดกลับรถ 44 แห่ง ก่อสร้างทางลอดกลับรถเพิ่มเติม 3 แห่ง สร้างสะพานกลับรถ และติดตั้งอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ซึ่งในอนาคตถนนเส้นนี้จะไม่มีทางกลับรถพื้นราบอีกต่อไป ซึ่งจะทำให้การขับขี่มีความปลอดภัยและอุบัติเหตุลดลง
    นายสราวุธกล่าวว่า ในปี 64 ทล.มีแผนเร่งขยายจำนวนถนนที่สามารถใช้ความเร็ว 120 กม./ชม. เพิ่มเติมอีกจำนวน 4 เส้นทาง คือ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 1 (พหลโยธิน) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 2 (มิตรภาพ) ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3 (สุขุมวิท) และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (เพชรเกษม) ส่วนทางหลวงหมายเลข 36 (ระยอง) จากการศึกษาพบว่าไม่สามารถปรับให้ใช้ความเร็ว 120 กม./ชม.ได้ โดยระหว่างนี้ ทล.อยู่ระหว่างบูรณาการร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการขนส่งทางบก เพื่อดำเนินการออกประกาศกฎกระทรวง ภายใต้ พ.ร.บ.ทางหลวง เพื่อกำหนดอัตราความเร็ว 120 กม./ชม. ช่องขวาสุด บังคับใช้ต่อไป
    "จากการเก็บสถิติความเร็วรถยนต์บนถนน 4 ช่องจราจรของกรมทางหลวง พบว่ารถยนต์ 60% มีการใช้ความเร็วเกินกว่า 90 กม./ชม. ซึ่งเกินกว่าความเร็วสูงสุดที่กฎหมายกำหนด จึงเป็นนโยบายเร่งด่วนของกระทรวงคมนาคมที่ต้องการให้มีการปรับเพิ่มความเร็วรถช่องทางขวาสุด บนถนนที่มีช่องจราจรมากกว่า 4 ช่องขึ้นไป ทั้งนี้เพื่อเร่งระบายการจราจรให้คล่องตัวยิ่งขึ้น" นายสราวุธกล่าว
    ก่อนหน้านี้ นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม ได้สั่งการให้จัดประชุมคณะทำงานพิจารณาแก้กฎกระทรวงคมนาคม เพื่อขยายอัตราจำกัดความเร็วบนถนน 4 ช่องจราจรทั่วประเทศ สามารถใช้ความเร็วได้ไม่เกิน 120 กม./ชม. โดยในส่วนของ 2 ช่องจราจรด้านขวาสุดจะกำหนดความเร็วในการขับขี่ห้ามต่ำกว่า 80-120 กม.เท่านั้น เพื่อระบายการจราจรให้คล่องตัวยิ่งขึ้น ทั้งนี้ รมว.คมนาคมเชื่อว่าความเร็วไม่ได้เป็นต้นตอของอุบัติเหตุ ซึ่งอุบัติเหตุส่วนใหญ่เกิดจากผู้ขับขี่มากกว่าตัวยานพาหนะและท้องถนน.

 Silpa-Mag

ก้าวแรก “กฎหมายตราสามดวง” เริ่มจากคดีหญิงขอหย่าผัว “ไม่ยุติธรรม”

Facebook
Twitter
Google+
LINE
 
กฎหมายตราสามดวง (ภาพจาก "พระมหากษัตริย์ ในพระบรมราชจักรีวงศ์กับประชาชน" จัดพิมพ์เป็นที่ระลึกเนื่องในโอกาสสมโภชกรุงรัตนโกสินทร์ 200 ปี)
เผยแพร่ วันพุธที่ 20 พฤศจิกายน พ.ศ.2562

ไม่เพียงแต่ผู้ศึกษากฎหมายไทยที่ต้องรู้จักความสำคัญของกฎหมายตราสามดวง คนทั่วไปน่าจะคุ้นเคยกับชื่อกฎหมายนี้ในฐานะประมวลกฎหมายฉบับแรกแห่งสมัยรัตนโกสินทร์ หรืออีกชื่อว่า “ประมวลกฎหมาย รัชกาลที่ 1″

ที่เรียกกันแบบนี้ เพราะเป็นการนำบทกฎหมายลักษณะต่างๆ ที่ยังใช้กันในช่วงนั้นซึ่งเป็นกฎอันมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยารวบรวมเป็นหมวดและชำระบางส่วน ไม่เพียงแต่เป็นการระบุรูปแบบความสัมพันธ์ในสังคมแล้ว การศึกษากฎหมายตราสามดวงย่อมทำให้เห็นสภาพสังคม การเมือง การปกครองในสมัยโบราณด้วย โดยกฎหมายตราสามดวงบังคับใช้มาถึงแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว กระทั่งเกิดปฏิรูประบบกฎหมายและการศาลตามแบบมหาอำนาจในยุโรป กฎหมายตราสามดวงจึงเลิกใช้ไป

ความเป็นมาของกฎหมายในสมัยโบราณนั้น จากการสืบค้นของนายกฤษฎา บุณยสมิต อัยการพิเศษ รองประธานกรรมการชำระและศึกษากฎหมายไทยโบราณ อธิบายกำกับไว้ในเอกสารกฎหมายตราสามดวงว่า หากย้อนกลับไปในสมัยอยุธยา กฎหมายสมัยนั้นได้รับอิทธิพลจากอินเดียผ่านมาทางมอญ คือ “คัมภีร์พระธรรมศาสตร์” (มอญเรียกว่า คัมภีร์ธัมสัตถัม) นำมาใช้เป็นหลักปกครองและพิจารณาคดีต่างๆ เป็นคัมภีร์ตามความเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าประทานมาให้พระมหากษัตริย์ใช้เป็นหลักในการอำนวยความยุติธรรม

เมื่อมาถึงสมัยสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช กฎหมายที่ใช้ในช่วงต้นรัตนโกสินทร์ ส่วนใหญ่ยังเป็นกฎหมายที่ใช้มาตั้งแต่สมัยอยุธยา แต่มีปรับปรุงออกกฎหมายใหม่บ้างทั้งในสมัยกรุงธนบุรีและรัตนโกสินทร์ตอนต้น

ในพ.ศ. 2347 สมัยรัชกาลที่ 1 ครองราชสมบัติเกิดคดีผู้พิพากษาตัดสินคดีหย่าร้างคดีหนึ่งโดยไม่เป็นธรรม คดีว่าด้วยอำแดงป้อมภรรยาของนายบุญศรี ช่างเหล็กหลวง ฟ้องหย่านายบุญศรี สามีโดยที่นายบุญศรีไม่มีความผิด แต่อำแดงป้อมเป็นชู้กับนายราชาอรรถ

พระองค์ทรงมีพระราชดำริว่าเช่นนี้ไม่ยุติธรรม ดังประกาศพระราชปรารภตอนต้นของกฎหมายตราสามดวงที่กล่าวถึงคดีของ อำแดงป้อมที่ไปทำชู้กับกับนายราชาอรรถแล้วกลับมาฟ้องหย่านายบุญศรีผู้เป็นผัว ความว่า

“อำแดงป้อมภรรยานายบุญศรีฟ้องหย่านายบุญศรีๆ ให้การแก่พระเกษมว่า อำแดงป้อมนอกใจทำชู้ด้วยนายราชาอรรถแล้วมาฟ้องหย่านายบุญศรีๆ ไม่ยอมหย่า

พระเกษมหาพิจารณาตามคำให้การนายบุญศรีไม่ พระเกษมพูดจาแพละโลมอำแดงป้อม แลพิจารณาไม่เปนสัจธรรม เข้าด้วยอำแดงป้อม แล้วคัดข้อความมาให้ลูกขุนสานหลวงปฤกษาๆ ว่าเปนหญิงหย่าชาย ให้อำแดงป้อมกับนายบุญศรีขาดจากผัวเมียกันตามกฎหมาย จึ่งทรงพระกรรุณาตรัสว่า หญิงนอกใจชายแล้วมาฟ้องหย่าชาย ลูกขุนปฤกษาให้หย่ากันนั้นหาเปนยุติธรรมไม่”

เมื่อนายบุญศรี ทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาต่อรัชกาลที่ 1 พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชจึงโปรดเกล้าฯ ให้นำตัวบทกฎหมาย 3 ฉบับที่เก็บไว้ที่ศาลหลวง ที่ข้างพระที่ในพระบรมมหาราชวัง และที่หอหลวงมาตรวจสอบ พบว่าข้อความทุกฉบับตรงกัน เนื้อหาว่า “ชายหาผิดมิได้ หญิงขอหย่า ท่านว่าเป็นหญิงหย่าชาย หย่าได้”

จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งผู้ชำระกฎหมาย 11 ราย สะสางกฎหมายครั้งใหญ่ นำบทกฎหมายที่มีอยู่จัดเป็นหมวดหมู่ ชำระเนื้อความที่วิปริตผิดความยุติธรรมออก

ประกาศพระราชปรารภตอนต้นของกฎหมายตราสามดวงตอนหนึ่งมีใจความว่า

“กระษัตรผู้จดำรงแผ่นดินนั้นอาไศรยซึ่งโบราณราชนิติกฎหมายพระอายการอันกระษัตรแต่ก่อนบัญหญัติไว้ได้เปนบันทัดถาน จึ่งพิภากษาตราสีนเนื้อความราษฎรทังปวงได้โดยยุติธรรม แลพระราชกำหนดบทพระอายการนั้นก็ฟั่นเฟือนวิปริตผิดซ้ำต่างกันไปเปนอันมาก ด้วยคนอันโลภหลง หาความลอายแก่บาปมิได้ ดัดแปลงแต่งตามชอบใจไว้พิภากษาภาให้เสียยุติธรรมสำหรับแผ่นดินไปก็มีบ้าง

จึ่งทรงพระกรรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมจัดข้าทูลลอองทุลีพระบาทที่มีสะติปัญญาได้…ชำระพระราชกำหนดบทพระอายการอันมีอยู่ในหอหลวง ตั้งแต่พระธรรมสาตรไป ให้ถูกถ้วนตามบาฬีแลเนื้อความมิให้ผิดเพี้ยนซ้ำกันได้ จัดเปนหมวดเปนเหล่าเข้าไว้ แล้วทรงพระอุสาหทรงชำระดัดแปลงซึ่งบทอันวิปลาดนั้นให้ชอบโดยยุติธรรมไว้…”

การชำระกฎหมายดำเนินการ 11 เดือนจึงแล้วเสร็จ ในหลักฐานตามประกาศพระราชปรารภตอนหนึ่งอธิบายว่า พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงตรวจสอบชำระขั้นสุดท้ายด้วยพระองค์เอง

หลังจากนั้น โปรดเกล้าฯ ให้พนักงานอาลักษณ์จารึกเขียนเป็น 3 ฉบับ หรือ 3 ชุด ชุดละ 41 เล่ม เขียนด้วยหมึกบนสมุดข่อยสีขาว 3 ชุดแรกจึงเรียกว่าฉบับหลวง ทรงให้ปิดดวงตราพระราชสีห์ พระคชสีห์ และบัวแก้ว ไว้บนปกทุกเล่ม ถือเป็นตราสำคัญ มีนัยถึงการบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักร

หมายเหตุ : เนื้อหาส่วนหนึ่งปรับปรุงแก้ไขจากบทความ “คนโบราณด่าแบบไหนถึงผิดกฎหมาย หลุดคำ “ขี้ข้า-ดอกทอง” ระวังโดนฟ้องเจอ “ปรับไหม”

อ้างอิง:

กฎหมายตราสามดวง ฉบับราชบัณฑิตยสถาน จัดพิมพ์ตามต้นฉบับหลวง เล่ม 1. ราชบัณฑิตยสถาน, 2550

พล อิฏฐารมณ์. “แปลกแต่จริง หญิงไทยสมัยก่อน “ทำชู้” แล้วยังมีสิทธิบอกเลิก “ผัว” ได้อีก”. ศิลปวัฒนธรรม. ออนไลน์. เข้าถึง 4 กันยายน พ.ศ. 2562. <https://www.silpa-mag.com/culture/article_5327>

เผยแพร่เนื้อหาในระบบออนไลน์ครั้งแรก เมื่อ 4 กันยายน พ.ศ. 2562

เปิดภารกิจ 'เจ้าหมี' จากหมาหัวเน่าสู่ฮีโร่ของเหล่า 'โคอาลา'

เปิดภารกิจ 'เจ้าหมี' จากหมาหัวเน่าสู่ฮีโร่ของเหล่า 'โคอาลา'
21 พฤศจิกายน 2562
 384

“แบร์” หรือที่แปลเป็นไทยว่า หมี เป็นสุนัขเพศผู้ พันธุ์ผสมออสเตรเลียน แคทเทิล ด็อกที่มีนิสัยชอบย้ำคิดย้ำทำ และในอดีตเคยถูกทิ้งตั้งแต่ยังเป็นตัวน้อย แต่ปัจจุบัน แบร์ถูกฝึกให้สามารถค้นหาโคอาลาและควอล (สัตว์มีกระเป๋าหน้าท้องขนาดเล็กอีกสายพันธุ์หนึ่งของออสเตรเลีย)

เจ้าแบร์ถูกเจ้าของเก่านำมาทิ้ง เขาคิดว่ามันอาจไม่พร้อมที่จะใช้ชีวิตแบบสัตว์เลี้ยง เพียงเพราะว่ามันฉลาดและคึกคักอยู่ตลอดเวลา ตอนนี้ แบร์ทำหน้าที่เป็นสุนัขค้นหาโคอาลาให้กับกองทุนระหว่างประเทศเพื่อสวัสดิการสัตว์ หรือ “ไอฟอว์” (IFAW) ร่วมกับ “ริอันนา” ผู้ดูแลประจำตัว

157431770256

ปกติแล้ว แบร์มักทำภารกิจค้นหาสัตว์ป่าที่ป่วยหรือบาดเจ็บเพื่อการอนุรักษ์และนำไปดูแลเพื่อการวิจัย และภารกิจล่าสุดของเจ้าหมีคือ การค้นหาและช่วยชีวิตโคอาลาที่ติดอยู่ในไฟป่าที่กำลังลุกลามอยู่ในขณะนี้

“นี่เป็นปีแรกที่เรามีส่วนร่วมในภารกิจไฟป่า” โรเมน คริสเตสคู ผู้ดูแลแบร์อีกคนและนักนิเวศวิทยาประจำมหาวิทยาลัยซันไชน์ โคสต์ เผยกับรอยเตอร์ “สถานการณ์นี้มีความอันตรายกว่าสิ่งที่เราทำเป็นประจำอยู่นิดหน่อย”

แบร์สวมถุงเท้าป้องกันความร้อนที่อุ้งเท้าทั้ง 4 ข้างเพื่อทำการค้นหาเป้าหมายผ่านพื้นที่ที่ถูกไฟป่าเผาจนเกรียม วิธีการค้นหาสิ่งมีชีวิตคือดมกลิ่นจากอุจจาระและขนของสัตว์ เมื่อใดก็ตามที่แบร์นั่งนิ่งระหว่างการค้นหา ผู้ดูแลจะรู้ทันทีว่ามีสัตว์อยู่ใกล้ ๆ บริเวณนั้น

157431770444
- แบร์สวมถุงเท้ากันความร้อนทุกครั้งขณะทำภารกิจในพื้นที่ไฟป่า -

157431770786
- ผู้ดูแลจะให้แบร์ดมกลิ่นอุจจาระหรือขนสัตว์ที่ต้องการค้นหา -

ในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ไฟป่าครั้งนี้เผาพื้นที่เพาะปลูกและป่าพุ่มไปราว 6.32 ล้านไร่ทั่วชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 4 คนและทำลายบ้านเรือนไปหลายร้อยหลัง

นอกจากนี้ ประชากรโคอาลาของออสเตรเลียยังเป็นเหยื่อรายสำคัญของไฟป่าหลายครั้ง เจ้าหน้าที่คาดว่าอาจมีโคอาลากว่า 350 ตัวตายในถิ่นอยู่อาศัยขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง

157431771386

157431772083
- โคอาลาบางส่วนที่เจ้าแบร์เคยช่วยชีวิตไว้ก่อนหน้านี้ -

ในปีนี้ เจ้าหมีพบโคอาลาที่กำลังลำบากและนำไปดูแลเพื่อการวิจัยแล้วหลายสิบตัว ด้วยการสนับสนุนจากไอฟอว์ ทว่านับตั้งแต่แบร์เริ่มทำภารกิจกู้ภัยไฟป่าเมื่อต้นเดือนนี้ กลับยังไม่พบโคอาลาเลยแม้แต่ตัวเดียว ขณะเดียวกัน สภาวะลมแรงก็เป็นอุปสรรคต่อเจ้าแบร์ในการดมกลิ่นเพื่อหาตำแหน่งที่แน่นอนของสัตว์เป้าหมาย

“เนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การสูญเสียถิ่นที่อยู่ และโรคระบาด ทำให้โคอาลาเผชิญกับภัยคุกคามมากเกินไป” คริสเตสคูเผย “ไฟป่าเหล่านี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่คุกคามพวกมัน เราจึงจำเป็นต้องพยายามทำให้ดีขึ้นเพื่อปกป้องโคอาลา”

 ...................................................................

21 พฤศจิกายน 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน