*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3890
  • จำนวนผู้ชม : 2464829
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< พฤศจิกายน 2019 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 25 พฤศจิกายน 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 384 , 22:39:38 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         โอ๊ค พานทองแท้ ชินวัตร พาแม่มาร่วมฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์วันนี้ ดังรายงานข่าวว่า;

25 พ.ย 62 - ผู้สื่อรายงานว่า ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว องค์คณะฯ ได้ชี้แจงให้คู่ความรับทราบด้วยว่า คดีนี้องค์

คณะผู้พิพากษา (มี 2 คน) มีความเห็นต่างกันในการตัดสิน จึงได้นำความเห็นที่มีผลร้ายน้อยที่สุดกับจำเลยมาเป็นคำตัดสิน ขณะที่

ความเห็นขององค์คณะอีกคนหนึ่งนั้นเห็นแย้งว่า จำเลยมีความผิด เห็นควรให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ซึ่งก็จะมีการบันทึกไว้เป็นความเห็น

แย้งท้ายคำพิพากษาด้วย หากคู่ความยื่นอุทธรณ์ ความเห็นแย้งนี้ในสำนวนก็จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ทราบเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับความเห็นแย้งนั้นระบุว่า คดีนี้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยมีความเห็นแย้งกันเป็น 2 ฝ่าย หาเสียงข้างมาก

ไม่ได้ จึงให้ผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ซึ่งเห็นว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ

มาตรา 5(1)(2), 60 ลงโทษจำคุก 4  ปี ยอมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า คือยกฟ้อง

         เพราะฉะนั้น โอ๊คก็อย่าเพิ่งดีใจไปนักครับ ต้องอ่านข่าววันนี้ให้ดีเสียก่อน

 

'สส.เพศที่สาม' ทวงสิทธิ์บวช?

    
 

         โอ๊ค "พานทองแท้" ชินวัตร

 

                วันนี้ (๒๕ พ.ย.๖๒).........

                จะมาฟังศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง

                ตัดสินในคดีร่วมกันและสมคบ "ฟอกเงินกู้แบงก์กรุงไทย" หรือเปล่าก็ไม่รู้นะ?         

                ไงก็ สู้เค้า โอ๊ค...เพื่อ "วงศ์ชินวัตร"

                อย่าให้ "วงศ์จึงรุ่งเรืองกิจ" ของธนาธร เอาส้นเท้าคลึงหน้าได้เชียว!

                ช่วงนี้ ไม่อยากคุยอะไรเครียด พอดีเห็นเขาลงข่าว ว่านาย...แต่จะเรียกนายหรือนาง ก็ให้กระดากนมแม่ยังไงไม่รู้

                ข่าวว่างี้.....

                "ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ นักการเมืองเพศที่สาม

                โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @kru_tun ว่า

                "หากกะเทยมีความศรัทธาในศาสนา ทำไมสังคมบางส่วนจึงมองว่า เป็นพระตุ๊ดพระแต๋ว และไม่เหมาะสม

                ความศรัทธาทำไมจึงมีเรื่องเพศที่กำหนดการเข้าถึง มันไม่ควรจะเกี่ยวกับเรื่องเพศไม่ใช่หรือ

                 #ธัญวัจน์ #พรรคอนาคตใหม่ #Spectrosynthesis2"

                ก็สงสารความไม่ประสาแล้วยังไม่ศึกษาของ ส.ส.เพศที่สามคนนี้

                ต้องการขยายพื้นที่ "เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ"

                จากศาสนาประจำพรรค

                หวังรุกคืบเข้าไปในพุทธจักร อย่างนั้นหรือเปล่า?

                ทุกวันนี้ ดูเหมือนพวกเธอใช้สิทธิมนุษยชน ลักษณะ "ได้คืบจะเอาศอก-ได้ศอกจะเอาวา" ออกจะเวอร์ๆ        

                ในกรอบใหญ่ เป็นสิทธิชอบธรรม ไม่มีใครว่า ใครรังเกียจ-รังงอน ที่ใครอยากเป็นเพศอะไร

                แต่ "เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ" ไม่ได้แปลว่า โลกไร้พรมแดน ไร้กฎ ไร้กติกา จะทำอะไรก็ได้ กูไม่แคร์เวิลด์นะจ๊ะ

                ถามว่า........

                เวลาทารูจ ในเมื่อมันสวย ทำไมทาแค่ขอบปาก ไม่ทาลากยาวไปถึงกกหูเลยล่ะ?

                เวลาเขียนคิ้ว ในเมื่อมันสวย ทำไมเขียนแค่วงคิ้ว ไม่ลากยาวขึ้นไปถึงกะโหลกเลยล่ะ?

                คำตอบ คือ ทาแค่ขอบปากและแค่วงคิ้ว มันพอดีๆ เมื่อพอดี ความสวยงามมันก็เกิด

                แต่ถ้ามากไป เลยพอดี เลยกรอบอันควร จากที่สวย ก็กลายเป็นเลอะเทอะเปรอะเปื้อน

                อย่างอนาคตใหม่ มี ๓ นิ้วแห่ง เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ ลอกกากปฏิวัติฝรั่งเศสมาเป็นหัวใจพรรค

                แต่หมู หมา กา ไก่ ใครๆ ก็ใช่จะเดินเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคได้ตามใจชอบใช่มั้ยล่ะ?

                ในเสรีภาพ ภราดรภาพของเธอ ยังมีกฎระเบียบ ข้อบังคับ ที่ผู้สมัครต้องพร้อมจะยอมรับในกฎนั้นก่อนด้วย

                ถึงยอมรับ ก็ยังต้องรอให้ผู้บริหารพรรคพิจารณาก่อนว่า จะรับ-ไม่รับ จริงไหม?

                ในการบวชเป็นพระในพระพุทธศาสนาก็เช่นกัน

                มี "พระวินัย" เป็นกรอบกฎอยู่

                ใช่ว่า กูเป็นคน มีเสรีภาพ อยากบวช ก็จะบวชได้เลย

                พุทธศาสนา เป็นศาสนาของคนมีปัญญา

                คำสอนพุทธองค์ คือธรรม หมายถึงธรรมชาติ ดังนั้น จึงเป็นสากล ที่มนุษย์ อมนุษย์ เข้าถึงได้

                เป็นคริสต์ เป็นอิสลาม พราหมณ์ ผี ไม่เพียงพุทธ ถ้ามีปัญญา ทุกคนนำหลักพุทธ "หลักธรรมชาติ" ไปประยุกต์ใช้ได้

                แต่ถ้าจะบวชเป็นพุทธบุตร ทำหน้าที่สืบต่ออายุพระพุทธศาสนา เคร่งครัดวัตรปฏิบัติ ศีล-สมาธิ-ปัญญา เป็นเนื้อนาบุญประเสริฐของโลก

                ต้องยอมรับกฎระเบียบ และต้องมีคุณสมบัติครบตามพระวินัยและอยู่ในกฎเกณฑ์ด้วย จึงจะบวชได้

                ตอนขอบวช พระคู่สวดจะถาม....

                มีอาการครบ ๓๒ มั้ย เป็นมนุษย์หรือเปล่า เป็นบุรุษหรือเปล่า เป็นโรคนั้น-นี้ ซึ่งต้องห้ามบวชหรือไม่

                อีกหลายข้อ แค่ในข้อ "ปุริโสสิ๊" เป็นผู้ชายหรือเปล่า? ข้อนี้ ข้อเดียว พวก "บัณเฑาะก์" ก็ตอบตัวเองได้แล้วว่า บวชได้หรือบวชไม่ได้

                "บัณเฑาะก์" คือคนประเภทไหน?

                พระมหาสมเจต สมจารี (หลวงกัน) ค้นคว้าและเรียบเรียง "บัณเฑาะก์กับการบรรลุธรรมขั้นสูงในพุทธศาสนาเถรวาท" ไว้ในวารสาร "ศึกษาศาสตร์ มมร"

                คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ปีที่๔ ฉบับที่๒ กรกฎาคม-ธันวาคม  ๒๕๕๙ ตอนหนึ่ง ว่า

                ความหมายของบัณเฑาะก์

                คำว่า บัณเฑาะก์ เป็นศัพท์ที่ใช้เรียกกันในทางพระพุทธศาสนา

                หมายถึง บุคคลที่มีความผิดปกติในเรื่องเพศ ทั้งอวัยวะเพศ และความต้องการทางเพศ

                เรียกได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง รวมไปถึงพวกอมนุษย์และสัตว์เดียรัจฉานด้วย (วิ.มหา.1/38/50)

                สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้ให้ความหมายไว้ว่า

                "คำว่า บัณเฑาะก์ ยากที่จะเข้าใจว่า เป็นคนชนิดไร ตามความบาลีและอรรถกถาว่า

                ได้แก่ ชายมีราคะกล้า ประพฤตินอกรีตในทางเสพกาม และยั่วยวนชายอื่นให้เป็นเช่นนั้น, ชายผู้ถูกตอน และกะเทยโดยกำเนิด"

                พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายไว้ว่า

                "บัณเฑาะก์ คือ กะเทย, คนที่ไม่ปรากฏว่าเป็นเพศชายหรือเพศหญิง

                ได้แก่ กะเทยโดยกำเนิด, ชายผู้ถูกตอนที่เรียกว่า ขันที, ชายมีราคะกล้า ประพฤตินอกรีตในทางเสพกามและยั่วยวนชายอื่นให้เป็นเช่นนั้น"

                พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช) ได้ให้ความหมายจากศัพท์บาลีว่า

                ปณฺฑก หมายถึงบัณเฑาะก์, กะเทย, ขันที

                และได้วิเคราะห์ศัพท์ไว้ว่า...........

                "ปณตีติ ปณฺฑโก" ผู้เปลี่ยน คือ มีเพศเปลี่ยนไป (ผู้ใด ย่อมเปลี่ยนไป เหตุนั้น ผู้นั้นชื่อว่า บัณเฑาะก์),

                ปณ ธาตุ ในความหมายว่า แลก, เปลี่ยน

                สุชีพ ปุญญานุภาพ ได้ให้ความหมายไว้ว่า "บัณเฑาะก์ ได้แก่ ชายที่ถูกตอน (ที่ห้ามบวช)"

                บัณเฑาะก์ ๕ ประเภท

                คำว่าบัณเฑาะก์ที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระพุทธศาสนานั้น ท่านได้แยกเป็นประเภทออกไปอย่างชัดเจน ว่ามีกี่ประเภท เพื่อให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของคนที่มีความผิดปกติจากเพศของตนเองในสมัยนั้น

                ซึ่งจะทำให้เรามองเห็นภาพคนที่มีความผิดปกติจากเพศในปัจจุบันนี้ได้ตรงกันอีกด้วย

                ในพระวินัยปิฎก ท่านกล่าวไว้ ไม่ใช่เฉพาะมนุษย์เราเท่านั้นที่เป็นบัณเฑาะก์

                ยังได้กล่าวรวมไปถึงอมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานด้วย โดยแบ่งเป็น ๓ จำพวก

                คือ ๑.มนุษย์บัณเฑาะก์ ๒.อมนุษย์บัณเฑาะก์ ๓.สัตว์เดรัจฉานบัณเฑาะก์ (วิ.มหา.1/38/50)

                บัณเฑาะก์ทั้ง ๓ จำพวกนี้...........

                มนุษย์บัณเฑาะก์ ก็คือมนุษย์ที่เป็นคนเราธรรมดานี้เอง ทั้งเพศชายและเพศหญิง

                อมนุษย์บัณเฑาะก์ ก็คือ พวกที่ไม่ใช่มนุษย์ ได้แก่ พวกเทวดา เปรต อสุรกาย เป็นต้น และ

                เดรัจฉานบัณเฑาะก์ ก็คือ พวกสัตว์ทุกชนิด ทั้งหมดนี้มีโอกาสเป็นบัณเฑาะก์ได้ทั้งนั้น

                ในคัมภีร์อรรถกถาสมันตปาสาทิกา ภาคที่ ๓ พระอรรถกถาจารย์ ได้กล่าวถึงบัณเฑาะก์ไว้ ๕  ประเภท ปรากฏตามความในภาษาบาลีดังนี้

                "ปณฺฑโก ภิกฺขเวติเอตฺถ อาสิตฺตปณฺฑโก อุสุยฺยปณฺฑโก โอปกฺกมิยปณฺฑโก ปกฺขปณฺฑโก นปุสกปณฺฑโกติปญฺจ ปณฺฑกา ฯ"

                แปลถอดความเป็นภาษาไทยได้ว่า บัณเฑาะก์ มี ๕ ประเภท คือ

                ๑.อาสิตตบัณเฑาะก์

                ได้แก่ บัณเฑาะก์ที่ใช้ปากอมองคชาตของคนอื่น แล้วดื่มกินน้ำอสุจิ หรือให้อสุจิรดตัว

                บัณเฑาะก์ประเภทนี้ จัดอยู่ในกลุ่มที่เรียกว่าพวกรักร่วมเพศ ได้แก่ คนที่ฝ่ายโลกเรียกว่า กะเทย และเกย์นั่นเอง

                ๒.อุสุยยบัณเฑาะก์

                ได้แก่ บัณเฑาะก์ที่ชอบแอบดูอวัยวะของคนอื่น ทางการแพทย์ถือว่าเป็นพวกกามวิตถารประเภทหนึ่ง

                คือ มีความผิดปกติทางอารมณ์และแรงดันเพศ เป็นเหตุให้บุคคลต้องกระทำสิ่งใด สิ่งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องเพศออกไปในลักษณะที่คนปกติเขาไม่ทำกัน

                เช่น มักชอบแอบดูคนอื่นเปลื้องเสื้อผ้า เปลือยกายอาบน้ำ เป็นต้น

                ๓.ปักขบัณเฑาะก์

                เป็นบัณเฑาะก์ที่ความผิดแปลกเป็นอย่างมาก

                คือ จะมีความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกายเป็นช่วงๆ ท่านกล่าวว่า จะเป็นบัณเฑาะก์เฉพาะข้างแรม (กาฬปักข์)

                คือ จะเป็นช่วงเวลาที่มีความผิดปกติของร่างกายเกิดขึ้น อารมณ์เพศก็จะเกิดขึ้นด้วย แต่พอถึงข้างขึ้นก็จะหายไป

                ๔.โอปักกมิยบัณเฑาะก์

                เป็นกลุ่มบุคคลที่มีความพยายามที่เปลี่ยนเพศที่ตนเองเป็นอยู่ เพราะไม่ต้องการเพศเดิม

                หรืออีกประการหนึ่ง

                เป็นกลุ่มคนที่มีความตั้งใจที่จะไม่เอาเพศเดิมไว้ โดยการตอน (ให้ใช้การไม่ได้) หรือตัดทิ้ง

                เช่น พวกขันที คือ คนที่ถูกตัดหรือทำลายลูกอัณฑะออก ก่อนที่จะถึงวัยเจริญพันธุ์เพื่อไม่ให้มีลูก

                ดังนั้น ลักษณะทางเพศ จึงไม่สามารถพัฒนาขึ้นมาได้ทำให้ขาดการแตกเนื้อหนุ่ม จึงมีลักษณะคล้ายผู้หญิง ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของอวัยวะเพศ ไม่มีการสร้างอสุจิและฮอร์โมนเพศ

                ๕.นปุงสกบัณเฑาะก์

                คือ คนที่เกิดมาแล้วไม่มีเพศปรากฏออกมาเลยว่าเป็นเพศชายหรือหญิงตั้งแต่กำเนิด มีแต่เพียงช่องสำหรับถ่ายปัสสาวะเท่านั้น (วิ.อ.3/87)

                จากข้อมูลที่ได้ศึกษาค้นคว้ารวบรวมมานี้ ก็สามารถที่จะอธิบายเชื่อมโยงปรากฏการณ์ของบัณเฑาะก์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนากับบัณเฑาะก์กับฝ่ายโลกนั้น

                ถือได้ว่า ใกล้เคียง หรือบางประเภทก็ ตรงกัน

                เพราะลักษณะอาการของบัณเฑาะก์ที่กล่าวไว้ในพระพุทธศาสนาที่กล่าวไว้นานแล้ว นั้น

                บัดนี้ ก็ยังปรากฏมีให้เห็นในปัจจุบันนี้ได้อยู่เป็นจำนวนมากและบัณเฑาะก์ทั้ง ๕ ประเภทนี้

                ถึงแม้ว่าดูจะมีพฤติกรรมออกไปในทางที่จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อพระธรรมวินัยได้ง่าย

                แต่พระพุทธเจ้าก็ไม่ได้ห้ามไม่ให้บวชไปเสียทั้งหมด เพราะมีบัณเฑาะก์บางประเภท........

                พระองค์ก็อนุญาตให้บวชได้ (แต่ท่านใช้คำว่าบรรพชา)

                ดังข้อความที่ปรากฏในอรรถกถา สมันตปาสาทิกาภาคที่ ๓ ว่า ในบัณเฑาะก์ ๕ ชนิดนั้น

                อาสิตตบัณเฑาะก์ และ อุสุยยบัณเฑาะก์ ไม่ห้ามบรรพชา

                ๓ ชนิด นอกนี้ห้าม

                แม้ในบัณเฑาะก์ ๓ ชนิดนั้น สำหรับปักขะบัณเฑาะก์ ห้ามบรรพชาแก่เขา เฉพาะปักข์ที่เป็นบัณเฑาะก์เท่านั้น (วิ.อ.3/88)

                จากข้อความเบื้องต้นทำให้ทราบได้ว่า บัณเฑาะก์สองประเภทแรกสามารถที่จะบรรพชาเป็นสามเณรได้ตามพระวินัย

                ครับ...เป็นไง

                "ส.ส.เพศที่สาม" ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ พอเข้าใจนะ ประเภท "รักร่วมเพศ" กับ "กามวิตถาร" บวชเณร พอได้

                ส่วนอีก ๓ ประเภท โดยเฉพาะพวก "ตัด-เติม-เสริม-เฉาะ" ให้ผิดจากเพศกำเนิด บวชไม่ได้ทั้งเณร-ทั้งพระ

                แล้วคุณเธออยู่ในประเภทไหนล่ะจ๊ะ? 

ยังไม่เบ็ดเสร็จเด็ดขาด!อัยการจ่ออุทธรณ์คดี'โอ๊ค'ฟอกเงินกรุงไทย เผยความเห็นแย้งองค์คณะผู้พิพากษาสั่งคุก 4 ปี

    
 

25 พ.ย 62 - ผู้สื่อรายงานว่า ภายหลังศาลอ่านคำพิพากษาให้คู่ความฟังแล้ว องค์คณะฯ ได้ชี้แจงให้คู่ความรับทราบด้วยว่า คดีนี้องค์คณะผู้พิพากษา (มี 2 คน) มีความเห็นต่างกันในการตัดสิน จึงได้นำความเห็นที่มีผลร้ายน้อยที่สุดกับจำเลยมาเป็นคำตัดสิน ขณะที่ความเห็นขององค์คณะอีกคนหนึ่งนั้นเห็นแย้งว่า จำเลยมีความผิด เห็นควรให้ลงโทษจำคุก 4 ปี ซึ่งก็จะมีการบันทึกไว้เป็นความเห็นแย้งท้ายคำพิพากษาด้วย หากคู่ความยื่นอุทธรณ์ ความเห็นแย้งนี้ในสำนวนก็จะขึ้นสู่ศาลอุทธรณ์ทราบเช่นกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับความเห็นแย้งนั้นระบุว่า คดีนี้มีคำพิพากษายกฟ้อง โดยมีความเห็นแย้งกันเป็น 2 ฝ่าย หาเสียงข้างมากไม่ได้ จึงให้ผู้พิพากษาที่มีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลย ซึ่งเห็นว่าจำเลยมีความผิดตาม พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินฯ มาตรา 5(1)(2), 60 ลงโทษจำคุก 4  ปี ยอมเห็นด้วยกับผู้พิพากษาซึ่งมีความเห็นเป็นผลร้ายแก่จำเลยน้อยกว่า คือยกฟ้อง

อย่างไรก็ดี หากสุดท้ายตามขั้นตอนแล้ว อัยการสำนักงานคดีศาลสูงมีคำสั่งให้อุทธรณ์ หลังจากที่คณะทำงานสำนักงานสำนวนคดีชั้นต้นทำความเห็นเบื้องต้นเสนอไปแล้ว กระบวนการก็ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลอุทธรณ์ได้เลย แต่หากจะมีคำสั่งไม่อุทธรณ์ กรณีก็ยังไม่ถือว่าเป็นที่ยุติ ซึ่งขั้นตอนตาม ป.วิ.อ. มาตรา 145 (กรณีที่มีคำสั่งไม่ฟ้อง และคำสั่งนั้นไม่ใช่ของอธิบดีกรมอัยการ ถ้าในกรุงเทพฯ ให้รีบส่งสำนวนการสอบสวนพร้อมกับคำสั่งเสนอไปยังอธิบดีกรมตำรวจฯ) และ พ.ร.บ.ว่าด้วยกรมสอบสวนคดีพิเศษ พ.ศ.2547  มาตรา 34 (กรณีที่พนักงานอัยการมีคำสั่งไม่ฟ้องคดี ซึ่งได้สอบสวนโดยพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ให้การทำความเห็นแย้งตาม ป.วิ.อ.มาตรา 145 หรือกฎหมายเกี่ยวกับวิธีพิจารณาความอาญาอื่น เป็นอำนาจหน้าที่ของอธิบดีหรือผู้ดำรงตำแหน่งอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง) จะต้องแจ้งให้ดีเอสไอซึ่งเป็นพนักงานสอบสวนทำคดีนี้ทราบ ในลักษณะเป็นการรีวิว หากดีเอสไอเห็นแย้งก็จะต้องส่งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ชี้ขาดว่าจะอุทธรณ์หรือไม่ 

อัยการกล่าวด้วยว่า คดีนี้เท่าที่ฟังถือว่าเส้นทางการเงินเข้าออกบัญชีชัด แต่ที่ยกฟ้องคือเจตนาของจำเลยว่าไม่รู้ถึงแหล่งที่มาของเงิน โดยกรณีของนายวิชัยนั้นถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาลงโทษหลังจากที่มีการรับโอนเงินกับจำเลย ซึ่งศาลเห็นว่าขณะรับโอนเงิน จำเลยไม่รู้ จำเลยจึงขาดเจตนา และเมื่อเทียบข้อเท็จจริงกับทรัพย์สินที่จำเลยนำเสนอว่ามีอยู่แล้ว 4,000 ล้าน จำนวนเงินโอนมีน้อยกว่า จึงน่าเชื่อว่าจำเลยไม่ได้รับรู้ว่าเงินนั้นมาจากการกระทำผิด

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ตามขั้นตอนในการยื่นอุทธรณ์คดีนั้นจะต้องยื่นภายใน 1 เดือน นับจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษา ซึ่งหากระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว คู่ความยังมีเหตุจำเป็นที่จะต้องจัดเตรียมเอกสารและเห็นว่าอาจจะยื่นอุทธรณ์ไม่ทันในระยะเวลาดังกล่าว ก็สามารถที่จะยื่นคำขอขยายเวลาอุทธรณ์ได้ ซึ่งศาลจะเป็นผู้ใช้ดุลยพินิจและมีคำสั่งว่าจะอนุญาตให้ขยายอุทธรณ์หรือไม่ เป็นระยะเวลาเท่าใด นอกจากนี้ ในส่วนของคดีที่อัยการได้ยื่นฟ้องนายวิชัยกับพวกรวม 6 คน ข้อหาร่วมกันฟอกเงินจากการทุจริตปล่อยกู้แบงค์กรุงไทย 10,400,000,000 ล้านบาทนั้น คดีอยู่ระหว่างรอการไต่สวนพยาน ซึ่งศาลอาญาคดีทุจริตกำหนดนัดไต่สวนพยานโจทก์นัดแรกในวันที่ 21 ม.ค. 2563 เวลา 13.30 น

 'ทอน' รวยเพราะใคร?

 
 

    ควันหลง "หุ้นทอน"
    หลัง "ทอน" บอกทำนองว่ารัฐไทยอย่าไปลำเลิกบุญคุณเขา เพราะเขารวยมาโดยไม่เคยเป็นคู่สัญญากับรัฐ
    "ผมยอมรับว่าเป็นคนที่รวย และภูมิใจในความรวยมาก ภูมิใจเพราะไม่เคยรวยจากภาษีของประชาชน เนื่องจากบริษัทของผมไม่เคยเป็นคู่สัญญากับรัฐ   
    แต่รวยจากการสร้างนวัตกรรม สร้างเทคโนโลยีที่ทำให้มีการจ้างงานกว่า ๒๐,๐๐๐ อัตรา 
    วันนี้คนบางกลุ่มมีอำนาจทางการเมืองโดยไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โครงสร้างที่ค้ำยันกลุ่มอภิสิทธิ์ชน คือ ทหาร ทุนผูกขาด ระบบราชการที่ใหญ่โต และกระบวนการยุติธรรม ประเทศไทยมีทรัพยากรเพียงพอที่จะสร้างรัฐสวัสดิการที่ดีกว่านี้"
     ครับ...เอาที่พี่สบายใจ!
    แล้วชาวเน็ตเขาไปขุดข่าวเก่าๆ ที่ไปสัมภาษณ์ ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ พี่สาวธนาธร 
    "ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา กลุ่มไทยซัมมิทต้องเผชิญความผันผวนในหลายด้าน ตั้งแต่ภัยน้ำท่วมปี  ๒๕๕๔ นโยบายรถคันแรก หรือแม้แต่ช่วงราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ จึงทำให้ตัวเลขรายได้รวมของกลุ่มไทยซัมมิทมีความผันผวน อย่างไรก็ตาม รายได้ยังเติบโตเฉลี่ย ๕% ต่อปี และเติบโตสูงสุดที่ ๗.๕ หมื่นล้านบาทในปี ๒๕๕๕ จากนโยบายคืนภาษีรถคันแรก ส่งผลให้ยอดผลิตรถยนต์ในประเทศสูงถึง ๒.๔ ล้านคัน"
    แม้ไม่ได้เป็นคู่สัญญากับรัฐ หรือได้เงินจากภาษีประชาชนโดยตรง แต่ปฏิเสธได้หรือว่า ไทยซัมมิท ไม่เคยได้ประโยชน์จากรัฐ
    รัฐบาลยิ่งลักษณ์เขาจัดให้ขนาดนั้น!
    แต่ยังไม่จบ!
    ทำไม "ธนาธร" ไม่รู้สึกเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดิน เมื่อครั้งที่รัฐบาลป๋าเปรม ปั้นอีสเทิร์นซีบอร์ดขึ้นมา
    ปลุกปล้ำภาคอุตสาหกรรมของไทย และไทยซัมมิทคือหนึ่งในบริษัทเอกชนที่ได้ประโยชน์จากอีสเทิร์นซีบอร์ด
    พูดถึงอีสเทิร์นซีบอร์ดก็ต้องพูดถึง "บีโอไอ"
    ไม่มีบริษัทในเครือไทยซัมมิท ได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอซักบริษัทเลยหรือ 
    แบบว่า...รวยจนไม่ต้องง้อใครแบบนั้นหรือเปล่า "ทอน"
    มาดูว่าจริงมั้ย
    บริษัท ไทยซัมมิท เชป คอร์ป (จำกัด) ระยอง    
    บริษัท ไทยซัมมิท พีเค คอร์ปอเรชั่น (จำกัด) ระยอง
    บริษัท ไทยซัมมิท มิทซูบะ อีเล็คทริค แมนูแฟ็คเจอริ่ง จำกัด
    บริษัท ไทยซัมมิท เมจิ ฟอร์จจิ้ง จำกัด
    บริษัท ไทยซัมมิท ระยอง โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด    
    บริษัท ไทยซัมมิท อีสเทิร์น ซีบอร์ด โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด    
    บริษัท ไทยซัมมิท เอนจิเนียริง จำกัด
    บริษัท ไทยซัมมิท โอโต เพรส จำกัด
    ทั้งหมดอยู่แถวๆ ระยอง แถวอีสเทิร์นซีบอร์ด
    ไทยซัมมิท สายอยู่เป็นสายไหน "ทอน" ช่วยชี้แจงที
    ประเด็นมีอยู่ว่า "ทอน" ภูมิใจในความรวยเพราะไม่เคยรวยจากการเป็นคู่สัญญากับรัฐ
    ก็จริง! แต่ครึ่งเดียว
    บีโอไอให้สิทธิประโยชน์แก่บริษัทลูกผสมไทย-ต่างชาตินี้อย่างไรบ้าง
    ช่วยลดความเสี่ยงในการลงทุน
    ช่วยลดภาระเรื่องค่าใช้จ่ายเริ่มต้นในการลงทุน 
    ช่วยนักลงทุนในการเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน
    ช่วยให้คำปรึกษาและบริการในการลงทุน
    ให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีอากร ภาษีนิติบุคคล สิทธิการถือครองที่ดิน ฯลฯ 
    ฉะนั้น "ทอน" จงภูมิใจให้มาก เพราะรัฐไทยไม่เคยช่วยให้ "ทอน" รวยขึ้นเลย
    ถุย!

 ผักกาดหอม

 

'พีระพันธุ์' ให้กำลังใจ 'หมอวรงค์' ชี้ปชป.ต้องตอบตัวเองทำไมหลายคนถึงอยู่ไม่ได้

    
 

25 พ.ย 62 - นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์เฟซบุ๊กโดยมีเนื้อหาดังนี้

 ให้กำลังใจเพื่อน

พรรคการเมืองเปรียบเสมือนบ้าน ถ้ามีนักการเมืองดีๆ ที่ตั้งใจทำงานให้ชาติบ้านเมืองอยู่ในพรรคไหนมากๆ พรรคนั้นก็จะเป็นพรรคที่ดีของบ้านเมือง

หมอวรงค์เข้ามาร่วมงานกับพรรคประชาธิปัตย์เมื่อ พ.ศ. 2548 แม้จะไม่ค่อยสนิทสนมกันมากนักแต่ก็สัมผัสได้ถึงความมีอุดมการณ์เดียวกัน สัมผัสได้ถึงความตั้งใจดีต่อชาติบ้านเมือง สัมผัสได้ถึงความตั้งใจดีต่อพรรคและต่อประชาชน หมอวรงค์เป็นคนมุ่งมั่น พูดน้อย แต่ทำงานเยอะ หมอวรงค์จึงเป็นนักการเมืองที่มีส่วนทำให้พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่ดีมากยิ่งขึ้น

วันหนึ่งท่านตัดสินใจลงสมัครแข่งขันเป็นหัวหน้าพรรคฯ ไม่ใช่เพราะอยากเป็นใหญ่หรืออยากเป็นหัวหน้าฯ แต่เพราะรักและอยากฟื้นฟูพรรค เมื่อไม่ได้รับเลือกก็ยังคงอยู่กับพรรค แต่บทบาทที่เคยได้รับมอบหมายงานหลายอย่างค่อยๆ หายไป เช่นเดียวกับผมที่อาสาลงสมัครรับเลือกตั้งหัวหน้าพรรคเพราะรักและอยากปรับปรุงฟื้นฟูพรรค ท่านก็ให้กำลังใจและขอ ให้ผมฟื้นฟูพรรคให้ได้ เพราะเราเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องฟื้นฟูพรรคอย่างจริงจังแล้ว

ผมเชื่อว่าวันนี้ท่านตัดสินใจเดินออกไปด้วยหัวใจที่ปวดร้าว ด้วยเหตุผลที่สำคัญเกินกว่าคำว่ารักหรือไม่รักพรรค และสำคัญเกินกว่าความปวดร้าวของหัวใจท่าน ท่านเดินออกไปเพื่อทำงานต่อไม่ใช่เพื่อเป็นศัตรูกับพรรคไหนหรือกับใคร ผมเชื่อมั่นว่าอุดมการณ์และความคิดที่ดีต่อชาติบ้านเมืองของท่านยังเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง แม้มุมมองของคนในพรรคและสมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งที่มีต่อท่านจะเปลี่ยนไป อย่ามองแต่ว่าหลายคนจากไปเพราะไม่รักพรรคหรือเพราะเป็นคนไม่ดีไปแล้ว ทุกคนมีความคิด มีความรู้สึก และมีหัวใจ จะดีกว่าหรือไม่ถ้าจะช่วยกันคิดหาเหตุผลว่าทำไมในระยะเวลาสั้นๆ นักการเมืองดีๆ ของพรรคหลายคนจึงอยู่ต่อไม่ได้ ต้องจากไปแม้ใจยังรักและเป็นห่วงพรรคอยู่ ปัญหานี้แก้ไม่ได้ถ้าไม่เริ่มหันกลับมาดูที่ตัวเองก่อนว่าต้นเหตุของปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ตัวเราเองหรือไม่

ผมขอให้กำลังใจหมอวรงค์ เพื่อนของผม เพื่อนร่วมงาน และเพื่อนร่วมอุดมการณ์ ไม่ว่าท่านกับผมจะอยู่พรรคการเมืองไหน แต่เราจะเป็นเพื่อนร่วมพรรคเดียวกันตลอดไป คือ พรรคประเทศไทยและภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัว สถาบันและชาติบ้านเมืองต้องมาก่อนเสมอ ผมขอให้หมอวรงค์ประสบความสำเร็จตามที่ตั้งใจ และขอแสดงความดีใจกับพรรครวมพลังประชาชาติไทยที่ได้นักการเมืองที่ดีคนหนึ่งของประเทศไปร่วมงาน มาช่วยกันพาชาติบ้านเมืองไปสู่ความสงบสุขและความเจริญก้าวหน้ากันนะครับ.

.................................

หมดเวลายื้อ! 'อนุทิน' นำสธ.แถลงจุดยืนย้ำ 1 ธันวา 62 ต้องแบนสารพิษ

    
 

25 พ.ย. 62 - ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นำทีมผู้บริหาร อาทิ นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวง, นายแพทย์พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัดกระทรวง ร่วมประชุมทางไกลกับนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด และผู้อำนวยการโรงพยาบาลทั่วประเทศ แถลงจุดยืนสนับสนุนการแบนสารพิษ ในวันที่ 1 ธันวาคม 2562 เป็นไปตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตราย

นายอนุทิน กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขทราบถึงผลกระทบของการใช้สารเคมี อาทิ พาราควอต คลอร์ไพริฟอส และไกรโฟเซต ซึ่งไม่ได้เพียงสร้างผลเสียต่อสุขภาพของเกษตรกร เกิดแผลพุพอง ทุกข์ทรมาน แต่ยังตกต้างในผักผลไม้ กระทบต่อผู้บริโภค มีผลวิจัยยืนยันข้อมูล ทั้งนี้ สารดังกล่าวเมื่อถูกชะลงน้ำ จะเข้าไปปนเปื้อนในพืชผักผลไม้ สร้างอันตรายเป็นวงกว้าง

"จุดยืนของเรามีเพียงอย่างเดียวคือแบนสารพิษ และต้องแบนในวันที่ 1 ธันวาคมนี้ เป็นไปตามมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันที่ 22 ตุลาคม ไม่เห็นควรให้เลื่อนออกไปอีก ขอให้รับทราบโดยทั่วกัน"

ด้านนายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การใช้สารเคมีอันตรายทั้ง 3 ชนิด เกิดผลกระทบต่อสุขภาพแก่ประชาชนอย่างมากมาย ดังเช่นผู้ป่วยที่มีการรายงาน รวมทั้งมีผลกระทบต่อประชากรรุ่นใหม่ของประเทศ จุดยืนกระทรวงสาธารณสุขคือสนับสนุนการยุติการใช้สารเคมีที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้ง 3 ชนิด เพื่อสุขภาพทรดีขึ้นของคนไทย

ด้านนายแพทย์พิศิษฐ์ ศรีประเสริฐ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากข้อมูลด้านการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ในปี พ.ศ. 2561 พบผู้ป่วยโรคจากพิษสารเคมีกำจัดศัตรูพืชมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ข้อมูลวิชาการพบว่า พาราควอต เป็นสารที่มีพิษเฉียบพลันสูง ปัจจุบันไม่มียาถอนพิษ สำหรับไกลโฟเซต สถาบันวิจัยมะเร็งระหว่างประเทศภายใต้องค์การอนามัยโลก กำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อมะเร็งได้ ส่วนคลอร์ไพริฟอส งานวิจัยต่างประเทศพบว่าเป็นสารที่รบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อ ระบบไทรอยด์ กระตุ้นการเจริญเติบโตเซลล์มะเร็งลำไส้ มีผลต่อความผิดปกติด้านพัฒนาการทางสมองของเด็กที่แม่ได้รับสารระหว่างตั้งครรภ์
        

อยู่ไม่สุข!ส.ส.ส้มหวานเพศที่สามถามทำไมสังคมมองพระตุ๊ดพระแต๋วไม่เหมาะสม

    
 

 

24 พ.ย.62-  ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ นักการเมืองเพศที่สาม โพสต์ข้อความผ่านทวิตเตอร์ @kru_tun ว่า หากกะเทยมีความศรัทธาในศาสนา ทำไมสังคมบางส่วนจึงมองว่าเป็นพระตุ๊ดพระแต๋วและไม่เหมาะสม ความศรัทธาทำไมจึงมีเรื่องเพศที่กำหนดการเข้าถึง มันไม่ควรจะเกี่ยวกับเรื่องเพศไม่ใช่หรือ #ธัญวัจน์ #พรรคอนาคตใหม่ #Spectrosynthesis2

 

 

 

 (คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 

 

 

 

 

 

 

 

 ..............................................................

 

ฝังกลบ “ธนาธร-อนาคตใหม่” ฝ่ายค้านกระอัก-สภาสั่นคลอนศรัทธา

    
 

            แม้คะแนนเสียงของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจะออกมา 7 : 2 แทนที่จะเป็นเอกฉันท์ให้นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่สิ้นสมาชิกภาพการเป็น ส.ส.นับตั้งแต่วันที่ 23 พฤษภาคมที่ผ่านมา กรณีถือหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ซึ่งประกอบกิจการสื่อและไม่เชื่อว่ามีการโอนหุ้นจริง ขณะลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ อันเป็นลักษณะต้องห้ามตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.ถึงคำวินิจฉัยจะไม่เป็นเอกฉันท์ แต่ก็ไม่ได้มีนัยทางการเมืองใดๆ ที่จะทำให้ภาพของนายธนาธรดีขึ้น นอกเหนือไปจากการให้สัมภาษณ์ และการแถลงของนายธนาธรโต้แย้ง

                รวมไปถึงการตั้งประเด็นของ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ถึงความผิดปกติในการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และศาลรัฐธรรมนูญในแง่ของระยะเวลา และในแง่หลักเกณฑ์ของข้อกฎหมาย ข้อเท็จจริงเมื่อเทียบกับอีกหลายกรณีที่คนในซีกฝ่ายรัฐบาลหลุดรอดพ้นบ่วงกรรมมาได้ราวปาฏิหาริย์

                ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานะของนายธนาธรกลับฟื้นคืนชีพความเป็น ส.ส.ขึ้นมาได้ มิหนำซ้ำผลจากคำวินิจฉัยดังกล่าวยังจะกระทบไปถึงนายธนาธรที่ “อาจ” จะนำความเดือดร้อนมาสู่ตนเองก็เป็นได้

                นั่นคือคณะกรรมการสืบสวนและสอบสวน กกต.จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองไต่สวนนายธนาธรว่ากระทำความผิดมาตรา 151 ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าขาดคุณสมบัติ แต่ยังลงสมัคร ส.ส. ซึ่งต้องระวางโทษจำคุก 1-10 ปี ปรับ 20,000-200,000 บาท อาจถูกเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้ง 20 ปี

                ข้อต่อสู้ของนายธนาธรมีเพียงว่า ตนไม่ได้กระทำผิด ไม่รู้ว่าขาดคุณสมบัติ โดยเชื่อว่าไม่ได้ถือหุ้นสื่อ เพราะโอนเสร็จสิ้นแล้ว

ถึงตอนนั้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ต้องดูรายละเอียดการไต่สวน การแจ้งข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานของนายธนาธรและคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประกอบว่าตอนสมัคร ส.ส.รู้หรือไม่ว่าตนเองขาดคุณสมบัติ

                ถ้ารู้แล้วเจตนาหรือจงใจสมัครก็เข้าข่ายความผิด แต่ถ้าไม่รู้และไม่ได้เจตนาก็ไม่ผิดในขั้นสุดท้าย ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ จะพิจารณาและพิพากษาเอง ซึ่งถือว่าหนักหนาสาหัสเอาการ สำหรับขวากหนามที่รอนายธนาธรอยู่เบื้องหน้า ซึ่งเป็นเรื่องเฉพาะตัว

นายธนาธรนั้นไม่มีอะไรดีไปกว่าการทำใจดีสู้เสือประกาศขึงขังดังวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ว่า “..ถ้าผมพูดความจริง ยืนหยัดต่อสู้ในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องจบชีวิตในคุกในตะรางก็ภูมิใจ...” (นายธนาธรกล่าวเมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน 2562 )

ในโลกความเป็นจริงมีใครสักกี่คนไม่กลัวติดคุก ไม่กลัวตาย ถึงจะไม่ห่วงตัวเอง แต่ลูกเมียที่อยู่เคียงข้างจะยอมรับได้หรือไม่

                สิ่งที่จะกระทบไปถึงพรรคอนาคตใหม่ จนอาจถูกยุบพรรคได้ เป็นอีกประเด็นที่ ส.ส.ของพรรคและบรรดาแฟนคลับ กองเชียร์ทั้งหลายคงจะอยู่ในภาวะระทึกขวัญไม่น้อย

                เพราะตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 132 บัญญัติว่า หากหัวหน้าพรรค หรือกรรมการบริหารพรรคมีส่วนรู้เห็น ปล่อยปละละเลย หรือทราบการกระทำ แต่ไม่ระงับยับยั้งเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริต ให้ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญขอยุบพรรคได้ 

เป็นใครก็ต้องเสียวสันหลัง ยังมีกรณีที่นายธนาธรนำเงินส่วนตัวมาให้พรรคอนาคตใหม่กู้ ไม่รู้จะผิดหรือจะถูกกฎหมาย

                หลายเรื่องหลายราวประดังเข้าใส่ อนาคตฝากไว้ที่องค์กรอิสระต่างๆ ศาลรัฐธรรมนูญหรือแม้แต่ศาลยุติธรรมพอจะพยากรณ์กันได้ว่า ฉากสุดท้ายไม่น่าจะสะสวยรื่นรมย์นัก

                เมื่อพรรคอนาคตใหม่ขาดแม่ทัพมานำทีม ย่อมเกิดผลกระทบกับบทบาทของพรรค ได้แก่ในการเดินหน้าปฏิบัติงานในสภาฯ ซึ่งจะต้องอภิปราย ประสานงานกับพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อเร่งรัดระเบียบวาระ การลงมติ การผลักดันเรื่องสำคัญ ฯลฯ

                การขับเคลื่อนนโยบายหลักของพรรคให้ผ่านสภาผู้แทนฯ ไม่เข้มแข็งเท่าที่ควร เช่น การแก้ไขรัฐธรรมนูญ, การออกกฎหมายเลิกการเกณฑ์ทหาร, การพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2563, การอภิปรายไม่ไว้วางใจ ฯลฯ          

ปัญหาหนักอกที่ผู้บริหารพรรคอนาคตใหม่กำลังเผชิญคือ ความไม่เป็นเอกภาพในหมู่ ส.ส.ของพรรค จากกรณีมี ส.ส.บางส่วนกล้าขัดมติพรรค

                การรณรงค์เพื่อชัยชนะในการเลือกตั้งผู้บริหาร และสมาชิกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะออกผลอย่างไร ได้แก่ อบต. เทศบาล อบจ. เมืองพัทยา ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ที่จะเริ่มทยอยเปิดฉากสู่การจัดเลือกตั้ง ตั้งแต่ต้นปีหน้าเป็นต้นไป

                พร้อมๆ กันนั้นแรงเหวี่ยงที่กระทบนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่ ก็กระเทือนไปถึงพรรคร่วมฝ่ายค้านอีก 6 พรรคในการทำหน้าที่ในสภาฯ

                ลำพังแค่เหตุการณ์ปั่นป่วนวุ่นวายในคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริต สภาผู้แทนราษฎร ที่มี พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นประธาน จากกรณีนายสิระ เจนจาคะ และนางสาวปารีณา ไกรคุปต์ พรรคพลังประชารัฐ มาเดินหน้าชนแบบไม่เกรงใจใคร เพื่อหวังสกัดขัดขวางทุกรูปแบบไม่ยอมให้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์เชิญ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีมาชี้แจง ก็ทำเอา พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ปวดหัวนั่งกุมขมับ

                เหตุการณ์การทะเลาะเบาะแว้งในที่ห้องประชุมกรรมาธิการ, การตอบโต้โจมตีกันผ่านสื่อนอกสภาฯ, การยื่นคำร้องต่อองค์กรต่างๆ ฯลฯ จากเรื่องที่เป็นส่วนตัว บานปลายไปถึงความไร้ประสิทธิภาพในการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ ที่มีหน้าที่ควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน

                 ความอาฆาตแค้น การเล่นเกมการเมืองเพื่อหักโค่นเอาชนะ ไม่มีใครยอมใครระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลที่ประชาชนเคยเบื่อหน่ายมาแล้วในอดีต กำลังหวนคืนกลับมาหลอกหลอนในปัจจุบัน

                ใคร ฝ่ายไหน พรรคใดผิด-ถูกในประเด็นไหน อย่างไร ก็คงเถียงกันกันต่อไป รวมทั้งการเกิดวิวาทะกันไม่เว้นแต่ละวันของ ส.ส.ก็หาข้อยุติไม่ได้ ภาพนักการเมืองและพรรคการเมืองยังวนเวียนอยู่กับกลเกมน้ำเน่าไม่จบไม่สิ้น

                มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ประกาศใช้และกลไกการตรวจสอบพฤติการณ์ ตลอดทั้งบทลงโทษกรณีมีการฝ่าฝืนที่วางไว้ก็มิได้มีความหมายแต่อย่างใด

                แทนที่ ส.ส.จะแก้ปัญหาข้อพิพาทความขัดแย้งของชาวบ้านด้วยกัน หรือชาวบ้านกับเจ้าหน้าที่รัฐ แล้วหาทางปรับปรุงกระบวนการยุติธรรมในการเร่งรัดเร็วขึ้น หาทางเยียวยาผู้ถูกละเมิดสิทธิฯ การหาทางเจรจาไกล่เกลี่ยเพื่อลดคดีในโรงพัก ในอัยการและในศาล ส.ส.กลับมาฟ้องร้องกันเองในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ

                ความเสื่อมศรัทธาของชาวบ้านต่อนักการเมือง พรรคการเมืองค่อยๆ ก่อตัวขึ้น พร้อมๆ กับคำถามว่า ผู้แทนฯ ทำอะไรที่เป็นประโยชน์กับชาวบ้าน คนยากคนจนบ้าง

 เพราะวันๆ เห็นมีแต่ทะเลาะกัน และแย่งชิงอำนาจเพื่อตัวเอง.

              ทีมข่าวการเมือง

 

ขอหมายศาลลุย ที่ดินส.ส.ปารีณา พบบุกรุกป่า46ไร่

    
 

  "ปารีณา" หนาวแน่! "วีระ" หอบหลักฐานบุกรุกป่าฯ แจ้งความ สภ.จอมบึง ก่อนยื่น ปปง.ฟันข้อหาฟอกเงินด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่ป่าไม้-กอ.รมน.ขอหมายศาลเข้าตรวจสอบพื้นที่ "เขาสนฟาร์ม" 690 ไร่ พบอยู่ในเขตป่าสงวนฯ 30 ไร่ เขตป่าไม้อีก 16 ไร่ มือดีปักป้ายประจานคนรวย-นักการเมืองฮุบที่ ส.ป.ก. ทำอะไรก็ไม่ผิด ถ้าเป็นคนจนติดคุกไปนานแล้ว

    เมื่อช่วงเช้าวันที่ 24 พฤศจิกายน นายวีระ สมความคิด เลขาธิการเครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชัน (คปต.) นำเอกสารหลักฐานเกี่ยวกับที่ดินของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) มามอบแก่ ร.ต.อ.กัมปนาท เจริญศรี รอง สว. (สอบสวน) สภ.จอมบึง จ.ราชบุรี หลังจากได้ทราบข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับการครอบครองที่ดินในพื้นที่หมู่ 6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี รวมกว่า 1,700 ไร่
    โดยนายวีระกล่าวภายหลังยื่นเอกสารหลักฐานแก่พนักงานสอบสวนว่า ฟาร์มของ น.ส.ปารีณามีการไปขออนุญาตประกอบกิจการทำฟาร์มเลี้ยงไก่มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 แล้วจะต้องต่ออายุทุกๆ 3 ปี ส่วนนายทวี ไกรคุปต์ (บิดา) ไปให้ข้อมูลกับทางรัฐสภาว่าครอบครัวของนายทวีได้ครอบครองที่ดินแปลงนี้ตั้งแต่ปี 2489 และข้อมูลที่มีการนำมาเปิดเมื่อวานนี้ได้นำข้อมูลจากปี 2553-2556 ซึ่งจะเป็นหลักฐานแสดงให้เห็นชัดเลยว่ามีการเข้าไปบุกรุกครอบครองเพื่อทำกิจการ ทำประโยชน์ในที่ป่าสงวนแห่งชาติ
     ส่วนเอกสารที่นำมาวันนี้ มีรายละเอียดหมด มีทั้งหลักฐานต่างๆ ในการครอบครองประกอบการทำธุรกิจมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2547 นอกจากนี้ยังมีเอกสารหลักฐานของ ป.ป.ช. เป็นเอกสารเกี่ยวกับการแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ตั้งแต่ลำดับที่ 19 เป็นต้นไป หมู่ 6 ต.รางบัวทั้งหมดเลย เป็นที่ดินจำนวน 1,700 ไร่ ที่มีมูลค่าเป็นเงิน 200,000 บาท ซึ่งไม่น่าเป็นไปได้ ระหว่างราคาที่ดินกับมูลค่าจำนวนเงิน ซึ่งคงต้องเป็นเรื่องของพนักงานสอบสวนที่จะเป็นผู้ดำเนินการสืบสวนเรื่องนี้ต่อไป โดยหลังจากที่ให้ข้อมูลกับพนักงานสอบสวนแล้ว จะเดินทางเข้าพื้นที่หมู่ 6 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมดำเนินการสำรวจที่ดินที่ฟาร์มไก่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย
        "ยังมีกรณีที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายฟอกเงิน หากพนักงานสอบสวนได้สอบสวนเสร็จแล้ว จะต้องรวบรวมเอกสารยื่นต่อ ปปง. เป็นไปตามกฎหมาย ตามระเบียบสำนักนายกฯ เพราะเข้ามูลฐานความผิดที่ 15 ของกฎหมายฟอกเงิน เกี่ยวกับการบุกรุกครอบครองที่ดินเป็นทรัพยากรธรรมชาติ ต้องไปตรวจสอบร่วมกันระหว่างพนักงานสอบสวนกับ ปปง. ต้องประสานงานกัน อาจจะต้องนำไปสู่การยึดทรัพย์ต่อไป" นายวีระกล่าว 
    วันเดียวกัน ที่สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี) นายธวัชชัย ลัดกรูด ผู้ตรวจราชการกรมป่าไม้, นายชีวะภาพ ชีวะธรรม ที่ปรึกษาชุดพยัคฆ์ไพร, นายสมชาย เปรมพาณิชย์นุกูล ผู้อำนวยการสำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 10 (ราชบุรี), นายพัฒนะ ศิริมัย ผอ.ศูนย์ป่าไม้ราชบุรี, พ.อ.พงษ์เพชร เกษสุภะ ศูนย์ประสานการปฏิบัติที่ 4 กอ.รมน. ได้ร่วมกันประชุมวางแนวทางในการเข้าตรวจสอบพื้นที่ของ น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ที่ ม.6 ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี กว่า 1,700 ไร่
    ในเบื้องต้นพบว่าพื้นที่บางส่วนนั้นนอกจากอยู่ในเขต ส.ป.ก. แล้ว ยังพบว่าพื้นที่ส่วนหนึ่งน่าจะอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี ในวันนี้ทางกรมป่าไม้จึงได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่ป่าไม้เข้าทำการตรวจสอบแปลงที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเขตป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งหากพบว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนฯ ก็จะดำเนินคดีในข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนทันที โดยทางกรมป่าไม้จะใช้ พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 และ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507
    โดยในช่วงเช้า ทางสำนักงานป่าไม้จังหวัดราชบุรีได้ทำหนังสือ ส่งไปยังบ้านพักของ น.ส.ปารีณา ในพื้นที่ ต.บางโตนด อ.โพธาราม จ.ราชบุรี เพื่อขอความร่วมมือไปนำชี้แปลงที่ดินทั้งหมด แต่ไม่พบใครในบ้าน เจ้าหน้าที่จึงนำเอกสารปิดไว้หน้าบ้าน ซึ่งการตรวจสอบเอกสาร เบื้องต้นพบว่าบริเวณรอบเขาสนฟาร์มมีเนื้อที่ ประมาณ 600 ไร่ อยู่ในส่วนของเขต ส.ป.ก. และอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี
    ต่อมาได้นำหมายค้นจากศาลจังหวัดราชบุรี ที่ 122/2562 ลงวันที่ 24 พ.ย.2562 เข้าตรวจค้นพื้นที่ "เขาสนฟาร์ม" ต.บางโตนด อ.โพธาราม จ.ราชบุรี ของ น.ส.ปารีณา โดยมีนายภูมิพัฒน์ จำปาทอง ผู้ใหญ่บ้านหมู่ 6 เป็นผู้นำตรวจค้น เนื่องจากต้องสงสัยว่าจะมีการรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ 
    ล่าสุด พบว่าพื้นที่ที่มีการประกอบกิจการมีประมาณ 690 ไร่ปรากฏว่ามีที่ดินในส่วนบริเวณฟาร์มไก่ เนื้อที่ประมาณ 30 ไร่ อยู่ในเขตพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี และอีกประมาณ 16 ไร่ อยู่ในเขตป่าไม้ 2484 เจ้าหน้าที่จึงได้ทำการตรวจยึดตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ พ.ศ.2484 พระราชบัญญัติป่าไม้ พุทธศักราช 2484 มาตรา 4 (1)
    ในกรณีความผิดตามมาตรานี้ ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ผู้กระทำผิดต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 1 หมื่นบาท ถึง 1 แสนบาท และหากพบว่าพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ทางเจ้าหน้าที่ก็จะได้ดำเนินคดี ในส่วนของ พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ 2507 ต่อไป เมื่อพื้นที่นั้นถูกประกาศเป็นป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ.2507 น.ส.ปารีณาก็จะผิด พ.ร.บ.ป่าสงวนฯ มาตรา 14 "ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ห้ามมิให้บุคคลใดยึดถือครอบครองทำประโยชน์หรืออยู่อาศัยในที่ดิน ก่อสร้าง แผ้วถางป่า เผาป่า ทำไม้ เก็บหาของป่า หรือกระทำด้วยประการใๆ อันเป็นการเสื่อมเสียแก่สภาพป่าสงวนแห่งชาติ" ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา 14 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 5 ปี และปรับตั้งแต่ 5 พันบาท ถึง 5 หมื่นบาท แต่ถ้าได้กระทำเป็นเนื้อที่เกิน 25 ไร่ ต้องระวางโทษจำคุกตั้ง 2 ปี ถึง 15 ปี และปรับตั้งแต่ 2 หมื่นบาท ถึง 1 แสน 5 หมื่นบาท
    ที่บริเวณริมถนนเข้าสู่ฟาร์มไก่ของ น.ส.ปารีณา ห่างจากถนนสายหลักราชบุรี-ชัฏป่าหวาย ประมาณ 200 เมตร มีผู้นำป้ายขนาดใหญ่เขียนข้อความระบายถึงนักการเมืองเข้าครอบครองพื้นที่ป่าสงวนและที่ดิน ส.ป.ก. มีข้อความว่า “คนรวย นักการเมือง ทำอะไรก็ไม่ผิด บุกรุกป่าสงวนครอบครองที่ดิน ส.ป.ก. ก็ไม่ผิด ถ้าเป็นคนจนติดคุกไปนานแล้ว สังคมไม่เป็นธรรม ถ้าราชการของรัฐไม่ร่วมด้วยเขาจะทำได้อย่างไร เพราะเขาทำมานานแล้ว ประชาชน ต.รางบัว อ.จอมบึง ฝั่งตะวันออกของเขาสน และประชาชน ต.ท่าเคย อ.สวนผึ้ง ฝั่งตะวันตกของเขาสน เขารู้กันทั้งนั้นว่าใครครอบครองที่ป่าสงวนและที่ดิน ส.ป.ก.”
     “ขอให้เจ้าหน้าที่ของรัฐตรวจสอบทั้งสองฝั่งเขาสน และจะรู้ว่าบุกรุกที่ดินอะไรบ้าง จำนวนเท่าไร ประชาชนทั้ง 2 อำเภอเขารู้กันมานานแล้ว เขาพูดกันไม่ได้ จะพูดได้อย่างไร หวังว่าหน่วยงานของรัฐของลุงตู่จะต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง เพื่อความถูกต้องและเป็นธรรม จากผู้รักชาติ รักความสงบเป็นธรรม และความถูกต้อง”.

 

 .................................................

25 พฤศจิกายน 2562

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน