*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3848
  • จำนวนผู้ชม : 2436791
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 1 ธันวาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 233 , 14:28:37 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         โดยภาพรวมทั่วไปนั้น คนไทยส่วนใหญ่ก็เชียร์ 'ลุงตู่' ตลอดมา แต่น่าเคลือบแคลงที่ซุปเปอร์โพลเพิ่งจะชี้ว่า เสียงสนับสนุนรัฐ

บาลเริ่มเงยขึ้น ก็เป็นเสียเช่นนี้ ผมจึงไม่ค่อยเชื่อซุปเปอร์โพลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

 

 

คนเกลียด'ลุงตู่'วูบ ซูเปอร์โพลเจ้าเก่าเผยเสียงสนับสนุนรัฐบาลเริ่มเงยหน้าสูง

    
 


    ซูเปอร์โพลตอกย้ำทฤษฎีแก้วสามใบ ชี้แนวโน้มฐานสนับสนุนของประชาชนต่อรัฐบาลเริ่มเงยหน้าสูงขึ้น คนไม่เอารัฐบาลน้อยลง กลุ่มคนยุค Baby Boom กับ Gen Z ยังเป็นกำลังหลัก คนต่างจังหวัดเริ่มรัก "บิ๊กตู่" มากกว่าคนกรุงเทพฯ 
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง แนวโน้มจุดยืนการเมืองประชาชน กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จำนวน 1,098 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 20-30 พฤศจิกายน พ.ศ.2562 ที่ผ่านมา 
    พบว่า    แนวโน้มฐานสนับสนุนของประชาชนต่อรัฐบาลเริ่มเงยหน้าสูงขึ้นหลังจากตกต่ำลงตั้งแต่ช่วงหลังเลือกตั้งเป็นต้นมา คือ ร้อยละ 23.3 ในเดือนเมษายน, ร้อยละ 10.1 ในเดือนกรกฎาคม,  ร้อยละ 17.1 ในเดือนกันยายน, ร้อยละ 14.1 ในเดือนตุลาคม และขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 25.6 ในการสำรวจล่าสุดเดือนพฤศจิกายน โดยสาเหตุหลักมาจากมาตรการชิมช้อปใช้ และมาตรการต่างๆ ของรัฐบาลในการลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ของประชาชน 
    ที่น่าพิจารณาคือ จำนวนของผู้ไม่สนับสนุนรัฐบาลลดลงจากร้อยละ 42.2 ในเดือนตุลาคม มาอยู่ที่ร้อยละ 25.4 ในการสำรวจล่าสุดเดือนพฤศจิกายน 
    อย่างไรก็ตาม กลุ่มพลังเงียบยังคงเป็นกลุ่มที่ใหญ่ที่สุดในทุกช่วงเวลาของการวัดคือ ร้อยละ 56.1 ในเดือนเมษายน, ร้อยละ 55.5 ในเดือนกรกฎาคม, ร้อยละ 46.0 ในเดือนกันยายน, ร้อยละ 43.7 ในเดือนตุลาคม และล่าสุดเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ร้อยละ 49.0 ในเดือนพฤศจิกายน
    เมื่อจำแนกออกตามกลุ่มช่วงอายุ หรือ Generation ต่างๆ พบว่า กลุ่มคนสูงอายุหรือ Gen Baby Boom+ เป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลมากที่สุด คือร้อยละ 28.6 ในขณะที่กลุ่ม Gen Z ยังเป็นกลุ่มที่สนับสนุนรัฐบาลน้อยสุดคือร้อยละ 17.9 
    อย่างไรก็ตาม ที่น่าสนใจคือกลุ่ม Gen Y ที่สนับสนุนรัฐบาล มีสัดส่วนสูงกว่ากลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล คือร้อยละ 26.8 ต่อร้อยละ 22.6 ในขณะที่กลุ่ม Gen X กลับมีกลุ่มคนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลมากกว่า คือร้อยละ 28.0 ต่อร้อยละ 23.9
    นอกจากนี้ เป็นที่น่าพิจารณาเช่นกันว่า กลุ่มคนรายได้น้อยคือรายได้ไม่เกิน 10,000 บาทต่อเดือน มีฐานสนับสนุนรัฐบาลมากกว่ากลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาล คือร้อยละ 28.3 ต่อร้อยละ 25.8 และกลุ่มคนเริ่มทำงานใหม่อัตราเงินเดือนช่วง 10,0001-15,000 บาท เกินกว่า 1 ใน 3 หรือร้อยละ 36.1 ที่สนับสนุนรัฐบาลมากกว่ากลุ่มไม่สนับสนุนรัฐบาลที่มีอยู่ร้อยละ 27.2 และเป็นที่น่าสังเกตว่า กลุ่มคนรายได้สูงตั้งแต่ 30,000 บาทขึ้นไป มีสัดส่วนของคนที่ไม่สนับสนุนรัฐบาลมากกว่ากลุ่มสนับสนุน คือร้อยละ 31.1 ต่อร้อยละ 14.8  
    ที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ กลุ่มคนต่างจังหวัดเริ่มสนับสนุนรัฐบาลมากกว่ากลุ่มคนกรุงเทพมหานคร คือร้อยละ 29.1 ต่อร้อยละ 22.0 ในขณะที่กลุ่มคนกรุงเทพมหานคร ร้อยละ 28.3 ไม่สนับสนุนรัฐบาล มีสัดส่วนมากกว่าคนต่างจังหวัดที่มีอยู่ร้อยละ 22.4 
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดลกล่าวว่า ผลโพลชิ้นนี้กำลังตอกย้ำทฤษฎีแก้วสามใบ ที่แต่ละแก้วมีนัยสำคัญทางการเมืองคือ สนับสนุนรัฐบาล ไม่สนับสนุนรัฐบาล และพลังเงียบ และแก้วแต่ละใบมีทั้งน้ำและตะกอน โดยในส่วนของน้ำไหลเวียนเปลี่ยนแก้วได้เพราะยังไม่ตกตะกอน ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนได้อะไรจากนโยบายและมาตรการต่างๆ ของรัฐบาล เช่น ชิมช้อปใช้ที่พรรคพลังประชารัฐผลักดัน การประกันราคาพืชผลทางการเกษตรที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังทำให้เกิดผล เป็นต้น 
    "จึงมีความเป็นไปได้ว่าเมื่อประชาชนผู้มีรายได้น้อยได้ประโยชน์ที่จับต้องได้ ย่อมส่งผลทำให้น้ำในแก้วไม่หนุนรัฐบาลไหลไปลงในแก้วใบอื่นคือแก้วสนับสนุนรัฐบาล และแก้วพลังเงียบ แต่กลุ่มที่เป็นฮาร์ดคอร์ตะกอนเหนียวในแก้วไม่สนับสนุนรัฐบาลยังคงเหมือนเดิม ไม่ไหลเวียนเปลี่ยนใจไปเป็นแก้วใบอื่น" ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดลกล่าว
    นายสมคิด เชื้อคง ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะรองประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน หรือ วิปฝ่ายค้าน เปิดเผยถึงการทำงานของรัฐบาล โดยเฉพาะทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ที่จริงทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลทำงานต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน โดยเฉพาะนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีและทีมงานร่วมรัฐบาลมายาวนาน แต่ไร้ฝีมือ ยิ่งทำเศรษฐกิจยิ่งแย่ ประชาชนยากจนลงล่าสุดถึงกับออกมายอมรับว่าหมดนโยบายในการแก้ปัญหาแล้ว
       ประเด็นนี้เป็นที่ชัดเจนว่า ปัญหาประเทศที่เกิดขึ้นและไร้ทางแก้เกิดมาจากรัฐธรรมนูญ ที่ออกมาแบบมาเพื่อสืบทอดอำนาจเพียงอย่างเดียวไม่สนวิธีการ ทำให้ได้รัฐบาลที่อ่อนแอ พรรคการเมืองอ่อนแอ รวมทั้งได้รัฐบาลผสมเข้ามา เกิดการต่อรองผลประโยชน์มากกว่าจะต่อรองเรื่องนโยบายการแก้ปัญหาให้กับประชาชน
        เขากล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้น ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลต้องรับผิดชอบ เพราะไม่มีความสามารถและไม่มีฝีมือในการบริการประเทศ ด้วยการลาออก รวมทั้งพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ต้องลาออกจากตำแหน่งด้วย เพราะตัวพลเอกประยุทธ์ทำงานด้านการบริหารจัดการที่ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้
        "พรรคร่วมฝ่ายค้านพยายามที่จะนำเสนอข้อมูลแนวทางแก้ปัญหาให้ประชาชน ผ่านทางรัฐสภา ทั้งการตั้งกระทู้สด ทั้งการนำเสนอญัตติมาโดยตลอด แต่รัฐบาลไม่สนใจที่จะรับฟังปัญหา โดยเฉพาะพลเอกประยุทธ์ ไม่ให้ความสนใจที่จะเข้ามารับฟังและแก้ปัญหาตามคำเสนอแนะของพรรคร่วมฝ่ายค้าน"
    นายสมคิดชี้ว่า การปรับ ครม.ไม่ช่วยกระตุ้นความเชื่อมั่น อยู่ที่นโยบายที่รัฐออกมาไม่สามารถปฏิบัติได้ เพราะติดปัญหารัฐธรรมนูญไม่เปิดโอกาสให้ทำได้ ดังนั้นอย่ามาร้องโอดครวญ เอาใครมาทำก็ทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลออกแบบมาเป็นปัญหา การที่พลเอกประยุทธ์ไปพูดกับประชาชนว่าเป็นคนดี เข้ามาทำงานเพื่อประเทศชาติ อยากถามว่าพลเอกประยุทธ์พูดเพื่ออะไร การที่บอกว่าใครเป็นคนดี คนอื่นต้องพูด ไม่ใช่ตัวเองพูด พลเอกประยุทธ์ต้องยอมรับว่าวันนี้เศรษฐกิจแย่จริงๆ ตัวเลขที่ออกมาจากหน่วยงานรัฐออกมาพิสูจน์ว่าแย่จริงๆ 
    "ไม่เกี่ยวว่าเป็นคนดี-ไม่ดี การทำงานต่างหากจะบอกว่าท่านเป็นคนอย่างไร แต่วันนี้พิสูจน์แล้วว่าท่านไม่ดีจริง และนักลงทุนทั่วโลกไม่เชื่อมั่นในตัวพลเอกประยุทธ์มากกว่า” นายสมคิดกล่าว
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ลงนามในหนังสือด่วน ที่ สผ 0001/2578 วันที่ 28 พ.ย.2562 เรื่องข้อปฏิบัติในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ โดยหนังสือดังกล่าวเรียนไปยังผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร
    หนังสือระบุว่า ตามท่านขอสอบถามข้อปฏิบัติในการเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคลหรือทั้งคณะ เพื่อป้องกันปัญหาอันอาจมีการโต้แย้ง การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไป เพื่อลงมติไม่ไว้วางใจ ความละเอียดแจ้งแล้วนั้น
    ในการนี้ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ได้นำความกราบเรียนประธานสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาแล้ว ให้เรียนว่าตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 154 บัญญัติให้การเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปตามมาตรา 151 มาตรา 152 หรือมาตรา 153 แล้วแต่กรณีให้กระทำได้ปีละ 1 ครั้ง ทั้งนี้ คำว่า "ให้กระทำได้ปีละหนึ่งครั้ง" หมายความว่าปีวาระของสภาผู้แทนราษฎร ที่รวมทั้งสมัยประชุมสามัญของรัฐสภาสองสมัยในหนึ่งปี และสมัยประชุมวิสามัญ โดยมิได้พิจารณาจากปีปฏิทิน.

3 สารเคมีพิษ ผลประโยชน์หลายหมื่นล้าน

    
 

หยุดพูดครั้งแรกให้ 50 ล้าน

 

ถ้าเลิกมีเสนอหลายร้อยล้าน 

ผลการประชุมของคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อวันพุธที่ 27 พ.ย. สุดท้ายแล้วก็มีการเปลี่ยนแปลงมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายชุดก่อนหน้านี้ ที่ได้มีมติเมื่อ 22 ต.ค.ให้มีการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด คือ พาราควอต, คลอร์ไพริฟอส และไกลโฟเซต โดยให้มีผลตั้งแต่ 1 ธ.ค.62 เพราะผลประชุมกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 27 พ.ย.ที่มีนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรมเป็นประธาน กลับพลิกท่าทีด้วยการอนุญาตให้มีการใช้ไกลโฟเซตต่อไป และยืดเวลาการบังคับใช้การแบนพาราควอตและคลอร์ไพริฟอสต่อไปอีก 6 เดือน

มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จากพรรคภูมิใจไทย ซึ่งรับผิดชอบกรมวิชาการเกษตรและผลักดันให้มีการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดมาโดยตลอด กล่าวให้สัมภาษณ์แสดงความเห็นกับสื่อหลายแขนง ถึงผลการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตรายเมื่อ 27 พ.ย. ที่ทำให้การแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดไม่เกิดผลในวันที่ 1 ธ.ค.นี้ว่า เมื่อมติของคณะกรรมการวัตถุอันตรายออกมาอย่างไรก็ต้องเคารพมติ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่มีมติที่เป็นทางการออกมา เพราะฉะนั้นขณะนี้ต้องเดินหน้าไปตามมติเดิมที่มีผลทางกฎหมาย และส่วนตัวไม่ได้เคยคิดหักหลังใคร ก็เลยไม่ได้คิดว่าใครจะมาหักหลัง วันนี้ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุด และประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบเองว่าใครทำหน้าที่อย่างไร และระบุตอนหนึ่งว่าพร้อมขอรับผิดชอบหน่วยงานใหม่ใน ก.เกษตรฯ โดยจะขอดูแลหน่วยงานอื่น เช่น กรมชลประทาน ส่วนกรมวิชาการเกษตรก็ให้นำคืนไปเพราะกำกับดูแลไม่ได้ คนที่คิดว่ากำกับและสั่งการได้ก็เอาไปดูแลเลย เพราะผู้มีอำนาจเบ็ดเสร็จอยู่ในกระทรวงเกษตรฯ อยู่แล้ว ส่วนหลังจากนี้จะเดินหน้าอย่างไร สุดท้ายก็ต้องขึ้นอยู่ที่ประชาชนว่าจะทำอย่างไรกับเรื่องนี้

ขณะที่ในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับไทยโพสต์ ซึ่งสัมภาษณ์ก่อนที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายจะมีท่าทีดังกล่าวเมื่อวันพุธที่ 27 พ.ย.ที่ผ่านมา มนัญญา-รมช.เกษตรฯ กล่าวถึงปัญหาและอุปสรรคในการผลักดันให้มีการแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิดให้ฟังว่า สำหรับปัญหาอุปสรรคถามว่าเยอะไหม ก็บอกได้เลยว่าเยอะ ถามว่าสะเทือนใจไหมก็ตอบว่าสะเทือนใจ คุณอนุทิน ชาญวีรกูล รมว.สาธารณสุขและหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย พูดกับคนใกล้ชิดว่า ต้องยอมรับว่า รมต.มนัญญาเป็นคนแข็งมาก คำว่าแข็งหมายถึง เพราะไหนจะโดนคนรอบข้าง คนที่ไม่เข้าใจ คนมาคอมเมนต์ต่างๆ ไหนจะผลประโยชน์ต่างๆ

"ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ผลประโยชน์มันหลายหมื่นล้านบาท จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เพราะการที่มีผลประโยชน์หลายหมื่นล้านบาท มันก็ต้องมีวิธีการหลายวิธีการ อย่างน้อยๆ มาทางเราไม่ได้ ก็ไปหาอีกสิบคนที่ยอมรับ แล้วสิบคนนั้นก็มาลงอยู่กับเราคนเดียว เราก็เคยเข้าไปดูคอมเมนต์ต่างๆ ในโซเชียลมีเดีย แต่ก็พบว่าที่คอมเมนต์กันไม่รู้ที่มาที่ไป แต่เมื่อเราก้าวเข้ามาแล้ว เราก็พร้อมยอมรับสิ่งที่จะมาคอมเมนต์เรา แต่ขออย่างเดียวอย่าให้สะเทือนมาถึงครอบครัว และอย่าใช้คำหยาบ เราไม่ชอบให้มาคอมเมนต์ถึงครอบครัวเรา เราไม่ชอบ"

มนัญญา กล่าวต่อไปว่า หากจะว่าก็ขอให้มาลงที่เรา เราก็ติดตามตลอดความเห็นต่างๆ แต่เราอยากให้เกษตรกรออกมา ไม่อยากให้เซลส์ขายสารเคมีออกมา เพราะอย่างเราดูแล้ว คนที่ออกมาคัดค้านการแบนสารพิษ แล้วมาเคลื่อนไหวต่างๆ เช่น ที่หน้ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีอยู่ครั้งนักข่าวถามอธิบดีในกระทรวงว่าอธิบดีหายไปไหนมา อธิบดีบอกไปทำเกษตรอินทรีย์มา นักข่าวก็ถามต่อ แล้วท่านใช้สารเคมีไหม เขาก็ตอบไม่ได้ใช้ นักข่าวก็ถามต่อ เมื่อไม่ได้ใช้แล้วจะมาต่อต้านที่เขาจะแบนสารทำไม เขาก็ตอบก็ทำมันครั้งนี้ครั้งเดียวเท่านั้น เราก็งงเหมือนกัน

...แล้วบางคนแบบว่าทำผักปลอดสารเคมี ผักปลอดภัย แต่กลับมาต่อต้านเรา คือหากมีใครทำเกษตร แล้วถามว่าจะกล้าบอกไหม กล้าขึ้นป้ายเปิดเผยไปเลยไหมว่าที่ทำเกษตรดังกล่าว ใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิด เพราะอยากจะถามหากบอกแล้วใครจะทาน พืชผักผลไม้ในแปลงนั้น ใครจะเดินผ่านแถวนั้น หากมีการขึ้นป้ายแบบนั้น ผู้บริโภคเขาจะได้เลือกตัดสินใจ หรือพืชผักผลไม้ที่นำมาขาย ก็เขียนปิดไว้เลยว่า เป็นพืชผักผลไม้ที่มาจากพื้นที่ซึ่งใช้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดดังกล่าว ก็อยากจะรู้แล้วใครจะซื้อหากเขียนปิดไว้ คือปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยชีวภาพ เป็นปุ๋ยที่ดี

บางคนชอบไปพูดกันว่า นักการเมืองท้องถิ่นมาเป็นรัฐมนตรีจะรู้อะไร ก็อยากบอกว่า นักการเมืองท้องถิ่น ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ จะขึ้นมาได้เลย เพราะความจริง เราก็รู้เรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว ก็เชื่อแล้วเหมือนพระเจ้าส่งเรามาอยู่กระทรวงนี้เลย บางทีเราก็คุยกับพี่ชาย ชาดา ไทยเศรษฐ์ ก็ถามเขา พี่ให้น้องแหม่มมาทำอะไรที่นี่ มาให้เราอยู่ตรงนี้ เขาก็ขำใหญ่เลย เพราะเราเป็นคนทำอะไรแล้วเราทำจริง

เบื้องหลังยื้อแบนสารพิษ

กับข้อเสนอเพื่อล้มแนวคิด

มนัญญา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ก็ได้คุยกับพี่ชาย เขาก็เล่าให้ฟังว่า มีคนไปหาพี่ชาย  เสนอยอดเงินผ่าน ส.ส.ชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นร้อยๆ ล้านๆ เลย แต่เขาบอกไปว่า คุณอย่ามาพูดเลย ผมไม่เอาอยู่แล้ว ผมไม่มีทางไปเสนอรัฐมนตรี ไม่กล้าพูดด้วย เพราะน้องสาวผม หากเขาคิดว่าสิ่งนั้นมีความถูกต้อง แล้วสิ่งไหนที่เขามุ่งมั่น เขาก็ต้องศึกษามาก่อนอยู่แล้ว เพราะผมก็เห็นว่ามันมีพิษ มันเหมือนยาพิษเลย

-แล้วส่วนตัวรัฐมนตรีมนัญญาเคยมีคนมาหา มาล็อบบี้ มายื่นผลประโยชน์อะไรให้ไหมในเรื่องการแบนสารพิษ?

มีค่ะ มี คือขอให้หยุดพูดครั้งแรก ก็ระดับห้าสิบล้านแล้ว เป็นร้อยล้าน ถ้าหยุดงานนี้ เลิกเรื่องนี้ได้ มีการเสนอกันเป็นหลักหลายร้อยล้านเลย แต่เราบอกไม่ได้ เพราะศักดิ์ศรีมันมากกว่าเงิน เพราะพี่น้องเกษตรกรสำคัญที่สุดอยู่แล้ว เราอยู่ตรงนี้ ชื่อก็บอกอยู่แล้ว รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดังนั้นเราก็ต้องทำในสิ่งที่เราได้รับมอบหมาย เราเป็น รมช.เกษตรและสหกรณ์ เราต้องช่วยเกษตรกร เราต้องดูแลเกษตรกร ชื่อบ่งบอกอยู่แล้ว

-ก็คือมาติดต่อ ยื่นเงื่อนไขเพื่อขอให้ล้มเลิกเรื่องการแบนสารพิษ?

ก็มาขอให้ล้มเลิกเรื่องนี้กันเยอะ บีบหลายอย่าง มีการบีบ และใช้วิธีการหลายๆ อย่าง บางคนไม่ให้ความร่วมมือ ทำกันเยอะ แต่คนที่เป็นเจ้านายคน ไม่มีใครทำลายลูกน้องตัวเอง เพราะบางอย่างก็ไม่สามารถพูดได้ เรากำกับดูแลอยู่ เราก็เจอหลายอย่าง แต่เราก็ไม่สามารถสื่อออกไปให้ทุกคนรู้ได้

-ช่วงที่ทำเรื่องนี้เคยเครียดถึงกับต้องเข้าพักรักษาอาการที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง?

วันนั้นเรารู้สึกปวดหัว มันกดดันหลายอย่าง เราก็ไปหาหมอ หมอตรวจแล้วบอกว่าความดันขึ้นเยอะมาก ขอให้นอนโรงพยาบาล เราก็บอกไม่ขอนอน แต่คุณหมอก็ยืนยันต้องพักดูอาการ แล้วเชื่อไหม ตอนที่ไปพักรักษาตัว เจอหมอที่โรงพยาบาล แต่ละคน หมอต่างมาบอกว่า "ขอบคุณรัฐมนตรี ขอบคุณมากเลยที่จัดการเรื่องนี้ให้ เพราะพวกหมอเองทำไม่ได้" เขาบอกหมอทำกันเองไม่ได้ ต้องยอมรับเลยว่าหมอทั้งประเทศไทยมีแนวทางเดียวกันหมดก็คือ ไม่อยากให้สารเคมีทั้ง 3 ชนิดมีอยู่ในประเทศไทยแล้ว มันนานเกินไปแล้ว

-ตัวเองเคยมีใครขู่อะไรไหม หรือคนรอบข้าง?

คนรอบข้างจะรู้เรื่องดี ก็จะแบบต่อๆ กันมา อย่างเราเอง มีผู้ใหญ่ระดับประเทศเลย ไปเจอที่งานหนึ่ง “เขาบอกรัฐมนตรีรู้ไหม สารพิษพวกนี้ งบประมาณของเขา แค่ปีหนึ่ง มากกว่างบประมาณประเทศเราสามปี” เราบอกขนาดนั้นเลยหรือ แล้วเขาก็บอก รัฐมนตรีก็ระวังจะเจอในสิ่งที่ไม่เคยเจอ เราก็บอกไปว่า “คงไม่หรอก เราไม่ได้คิดอะไร” และตอนใหม่ๆ ก็มีผู้ใหญ่ที่เราเคารพนับถือโทรศัพท์มาบอก “รัฐมนตรีระวังนะ จะไม่ได้อยู่ในตำแหน่งนี้นาน” เราก็บอกไม่เป็นไร เราก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้ว เพราะเราคิดว่าหากเราทำสิ่งที่ดี แล้วหากจะเกิดอะไร ก็ไม่ได้อะไรอยู่แล้ว เขาก็บอกอีกว่า ”คนที่คิดจะทำเรื่องนี้ ไม่ใช่รัฐมนตรีคนแรก” ทุกคนทำเสร็จแล้วก็เงียบ

บางคนก็มาหาว่าเราทำเรื่องนี้ เพื่อจะตี เพื่อเอาผลประโยชน์เข้ามา ตีเหมือนจะเรียกเงิน หรือบางคนก็ไปพูดว่า เงินมาไม่ถึง เพราะเงินผ่านกันมาหลายทอด แต่เงินไม่มาถึงเรา เราก็เลยจะแบนสารเคมีทั้ง 3 ชนิด อะไรแบบนี้ แล้วก็มีอีกบอกว่า เดี๋ยวก็เงียบ เดี๋ยวเจอเงินเข้าไปหน่อย เดี๋ยวก็เงียบ อะไรแบบนี้ ตอนที่เราเริ่มทำเรื่องนี้หลายคนก็เฝ้าดู ยังไม่ค่อยมีใครอยากเข้ามาร่วมสักเท่าไหร่ 

เป็นคนรับผิดชอบในสิ่งที่ตัวเองทำทั้งหมด เพราะเราคิดว่าเวลาเราทำอะไร โดยเรามีจิตใจที่ดี มีความมุ่งมั่นที่ดี ก็คิดว่าผลตอบแทนก็น่าจะออกมาในแนวทางที่ดีอยู่แล้ว

ทำไมต้องต้านสารพิษ?

มนัญญาเล่าปมที่มา

      หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไม รมช.เกษตรฯ คนนี้ถึงออกมาเดินหน้าให้มีการแบนสารพิษ เราเลยถามถึงจุดสนใจในเรื่องนี้ว่าเกิดจากอะไร มนัญญา เล่าที่มาที่ไปให้ฟัง โดยเล่าย้อนหลังไปถึงชีวิตในวัยเด็กจนถึงช่วงเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี โดยบอกว่า เราไม่ได้เป็นคนเมือง เป็นเด็กต่างจังหวัด ตั้งแต่เด็กๆ เลย การพัฒนาเมืองก็ไม่ได้มาก เราเป็นเด็กอุทัยธานี ก็เห็นต้นข้าว เห็นท้องนา เพราะที่อุทัยธานี ทำนากันกลางเมือง แต่ทำนากันในตัวจังหวัดเลย อย่างบ้านก็ติดทุ่งนา ก็เห็นการทำนาตั้งแต่เด็ก เห็นปลาในนา แม้แต่ตอนน้ำท่วม ในต่างจังหวัดยุคสมัยเราเป็นเด็กๆ น้ำยังใสเลย เห็นขนาดเห็นปลาได้เลย

ต่อมาเมื่อเติบโตขึ้นแล้วกลับไปเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี ซึ่งแม้จะเป็นนายกเมือง แต่ก็ไม่ได้อยู่แต่ในเมือง เพราะก็มีการเชื่อมโยง ไม่ว่าจะเป็น อบต.หรือเทศบาล ก็จะมีการติดต่อประสานงานกันตลอด เพราะเรามีเครือข่ายกันเยอะ

ในตอนสมัยเราเป็นนายกเทศมนตรี เวลาเจอคนที่เสียชีวิตในโอกาสต่างๆ ว่าเป็นอะไรตาย เขาก็จะตอบว่า เป็นมะเร็งตาย ตอนแรก เราก็คิดว่าการเป็นมะเร็ง คือการเป็นมะเร็งแบบทั่วๆ ไป จนกระทั่งระยะเวลาผ่านไปร่วม 3 ปี เราก็เริ่มถามว่าทำไม คนในบางหมู่บ้านที่อุทัยธานีเป็นมะเร็งเสียชีวิตกันเยอะมากในบางหมู่บ้าน ก็มีคนในพื้นที่ เช่น นายก อบต. ก็บอกว่า นายกเทศมนตรีรู้ไหมบ้านเราเขาฉีดยากันเยอะ เราก็ถามกลับว่า “ฉีดยาอะไร” เขาก็ตอบว่า “ก็ฉีดยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลง” เราก็ถามกลับว่า แล้วฉีดทำไม เขาก็บอกว่า “มันเป็นวิถีของชาวบ้านเขาไปแล้ว” เราก็ถามกลับว่า ”แล้วทำไมไม่เลิก อย่างอื่นไม่มีใช้หรือ” เขาก็บอกว่า “มันง่าย และรัฐบาลสอนให้ทำแบบนี้”

...เราก็เห็นสิ่งนี้มานานมาก จนกระทั่งเด็กที่ใกล้ชิดกับเรา เขามาบอกว่าจะไปเผาศพญาติ เป็นมะเร็งที่ลำคอ เขาก็บอกว่าฉีดยา แม้แม่จะบอกแล้วว่าไม่ให้ฉีด แต่ก็ไม่เชื่อกัน ก็เห็นปัญหาแบบนี้มาตลอด จนเคยนึกอยู่วันหนึ่งว่า หากวันหนึ่งข้างหน้า หากเราได้เป็นใหญ่เป็นโตในรัฐบาล จะเข้าไปเลิกสารพวกนี้ให้ได้เลย เอามาฉีดกันได้อย่างไร อย่างเล่าให้ฟัง ตอนเป็นนายกเทศมนตรี เคยมีคนในพื้นที่นำผักมาให้กิน รู้ไหมเขาพูดกับเราว่าอย่างไร เขาบอก ท่านนายก อันนี้ไม่ได้ฉีดยานะ นำมาให้นายกฯ ทาน มีนำสับปะรดมาให้แล้วบอกว่าที่เก็บมา มาจากแปลงที่ไม่ได้ฉีดสารเคมี นำมาให้นายกฯ ทาน เราก็เริ่มเอะใจ เราก็ถามทำไมเอามาให้ทาน เขาก็บอก แปลงนี้ไว้ทานเอง ไม่ได้มีฉีดยา

เราก็เริ่มเห็นแล้วว่า มีการแบ่งแยกกันเกิดขึ้นว่าแปลงนี้ฉีดยา อีกแปลงไม่ได้ฉีด เพราะคนฉีดเองเขาก็เริ่มรู้ปัญหาแล้ว ซึ่งแม้จะมีความพยายามป้องกันอันตรายในการฉีด แต่ก็ไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ แม้จะมีการอบรมความปลอดภัยให้เกษตรกร เช่น การใส่ถุงมือหรือการใส่ตัวคลุมขณะฉีดสารเคมี เหมือนในต่างประเทศ มันไม่มีหรอก มันเป็นไปไม่ได้

สารเคมีมันมีพิษทั้งหมด แต่จะมากหรือน้อย อยู่ที่ยอมรับได้แค่ไหน ก็เป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องการพยายามให้แบนสารพิษที่เราสัมผัสได้ด้วยตัวเราเอง เพราะเราได้เห็นมันมาอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เราไปเผาศพคนที่เสียชีวิต จากเรื่องนี้ เราก็เผาด้วยมือเราเอง ประชาชน เกษตรกร ก็บอกเจ็บป่วย เสียชีวิต เพราะได้รับผลกระทบจากการใช้สารเคมี เขาก็พูดกันแบบนี้ บางครอบครัว เวลาไปเยี่ยมที่บ้านเขา เห็นกระทั่งยี่ห้อ มีการนำสารเคมีไปไว้ใต้เตียง

-หลังเข้ามาเป็นรัฐมนตรี กำกับดูแลกรมวิชาการเกษตร จุดเริ่มต้นในการผลักดันให้มีการแบนสารพิษ?

ที่สำคัญคุณอนุทินก็เป็นแรงผลักดันที่ดีมาก ที่ยึดหลักเรื่องสุขภาพ มีข้อมูลต่างๆ เพราะเราสัมผัสจากเรื่องจริง เราเห็นจริง แต่คุณอนุทินใช้หลักทางวิชาการ เพราะอยู่กระทรวงสาธารณสุข อยู่กับหมออะไรต่างๆ ในกระทรวง ที่ก็จะนำข้อมูลต่างๆ มีนำภาพผู้ได้รับผลกระทบมาให้เห็น คุณอนุทินเห็นก็ตกใจ ตัวคุณอนุทินก็ถามเราหลายครั้งว่า รัฐมนตรีมนันยาจะแบนสารเคมีแน่นะ แน่ใจนะ แล้วหากมีใครมาขอกับรัฐมนตรี จะว่าอย่างไร เราก็ตอบยืนยันไปเลยว่า “เราทำแน่ รับรองไม่มี ทำแน่” คุณอนุทินยังตอบกลับ ”หากรัฐมนตรีทำได้ รัฐมนตรียอด” เพราะก็ต้องเข้าใจว่า เรื่องนี้การตัดสินใจเป็นเรื่องของแต่ละกระทรวง ก็ไม่อยากมาก้าวก่าย เพียงแต่หากมาแนวเดียวกันก็จะได้เดินคู่ไปด้วยกัน ก็ขับเคลื่อนกันมากับคุณอนุทิน

-เริ่มมีแนวคิด มีการหาข้อมูลอย่างไรกับกลุ่มองค์กรที่เคลื่อนไหวเรื่องนี้ เช่น Bio-Thai หรือ ThaiPan และกลุ่มแพทย์อย่าง นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา จากจุฬาฯ?

เชื่อไหม เราไม่เคยคุยกันก่อนหน้านี้เลย แต่เรามาแนวทางเดียวกัน เพราะมีความมุ่งมั่นมาในเส้นทางเดียวกัน คือเราต่างคนต่างก็ทำงาน แต่เราก็จะติดตามข้อมูลจากเพจของพวกเขา ก็พบว่าพวกเขามีความอดทนและรับฟังทุกความเห็น ก็เป็นเรื่องของคนที่มุ่งมั่นและรู้ว่าสิ่งนี้คืออะไร มันชั่วร้ายขนาดไหน เขาก็มุ่งมั่นที่จะไม่ให้มันมีอยู่

        -ฟังจากที่พูดแล้วช่วงเจอแรงกดดันมากๆ อะไรคือสิ่งที่ทำให้คิดว่ายังไงซะต้องทำเรื่องนี้ให้ได้?

บางครั้งนอนหลับไปก็ไม่ได้คิด แต่พอตื่นขึ้นมาปั๊บก็คิดว่าเมื่อไหร่เรื่องนี้จะจบเสียที เราจะได้เดินหน้าเรื่องอื่น ก็โชคดีมีลูกๆ พวกลูกๆ ไม่เคยถามอะไร ก็จะมีแบบแม่กินข้าวไหม คอยให้กำลังใจ เป็นเพราะเรามองเกษตรกรเป็นหลัก เรามองพี่น้องประเทศไทยเป็นหลักมากกว่า พอเรามีกำลังใจ อย่างที่หมอหลายท่านและคนต่างๆ เริ่มเข้ามา ก็ทำให้เรามีกำลังใจมากขึ้น ก็เหมือนคนที่ยืนอยู่อย่างโดดเดี่ยว  พอเรายืนโดดเดี่ยวนานๆ คนที่เขามีความรู้จริงๆ เขาเข้ามา เขายอมรับ แม้กระทั่งคนที่เคยมองเราติดลบเขาก็ยังเปิดใจรับเราได้ ก็เป็นแรงใจทำให้เราต่อสู้ต่อไป

เรื่องการแบนสารเคมีส่วนตัวก็ไม่เคยคุยกับท่านนายกฯ เพราะเป็นนโยบายรัฐบาลอยู่แล้วคือ ลดละเลิกสารเคมี หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ทำเกษตรอินทรีย์ โดยเรื่องของการเตรียมการ หลังมีการแบนสารพิษ  ในฐานะกำกับดูแลกรมส่งเสริมสหกรณ์ สหกรณ์ก็มีรถตัดหญ้า เครื่องไถ รถไถเครื่องจักร แม้กระทั่งตัวโดรนที่จะพ่นยา เพื่อลงไปช่วยเกษตรกร เรามีงบประมาณให้อยู่แล้ว

ส่วนเกษตรกรที่เคยครอบครองสารไว้ ซื้อมาจากร้านไหนก็นำไปคืนร้านนั้น แล้วร้านค้าก็ต้องนำไปให้กับบริษัทนั้นๆ ส่วนบริษัทจะจัดการอย่างไรก็เป็นเรื่องของเขา แต่ก็มีบางบริษัทต้องการส่งออก เราก็ให้ส่งออก เพราะสต็อกจริงๆ แล้วเมื่อเทียบกับการขอ หากตรงกันมันน่าจะหมดแล้ว แต่ถ้าสต็อกมีเหลือมากแปลว่ามีการนำเข้ามาเกิน

จริงๆ ประเทศไทยสารเคมีมีเยอะ มันไม่มีการนำเข้ามาใหม่แล้ว จะมาขอว่าเอาสารบางอย่างเข้ามา  แต่คำว่าทดแทนหากพบว่าเป็นสารมีพิษร้ายแรงเท่ากัน มันก็ทดแทนกันไม่ได้ คำว่า "ทดแทน" ต้องบอกว่าสรรพสิ่งในประเทศไทยมีเยอะแยะมากมายในการนำมากำจัดวัชพืช หรือเราจะอยู่กับมันแบบไหน จริงๆ มันมีมากมายตั้งแต่บรรพบุรุษเรา เรามีมากมาย เพียงแต่เราไม่ได้นำออกมาใช้ อย่างปุ๋ยอินทรีย์ก็อาจต้องนำมาปรับพิจารณากันใหม่เพื่อให้มีค่าทางสารอาหารมากขึ้น เพราะจริงๆ แล้วเราให้ค่าตัวสารอาหารในปุ๋ยอินทรีย์มันน้อยเกิน ก็ต้องมาดู คือทุกอย่างมันเหมือนกับมีการมาเริ่มต้นใหม่ทุกอย่าง จะต้องมาเริ่มต้นนับหนึ่ง แต่ถามว่ามันจะช้าไปไหม แต่ถ้าเราไม่ทำก็ไม่ได้ ก็ต้องทำทุกอย่างควบคู่กันไปทั้งหมด 

อย่างสารเคมีที่จะให้แบน เราเคยถามเกษตรกร เขาก็บอกหากไม่มีก็ไม่ใช้ เขาก็บอกจริงๆ ก็ไม่อยากใช้อยู่แล้ว แต่เมื่อมันมีก็เลยใช้ หากเราลองไปดูตามต่างจังหวัด คนที่ใช้สารเคมีทั้งสามชนิดแทบจะไม่มีแล้ว ไม่เคยเจอเลย นโยบายการแบนสารเคมีทั้งสามชนิด หากถามว่าเราเข้ามาทำแล้วมันเร็วเกินไปไหม จริงๆ มันไม่ใช่เพราะเกษตรกรเขาเลิกใช้กันมานานแล้ว เพียงแต่ยังไม่รู้จะสิ้นสุดยังไง ก็เหมือนกับคำว่า "สารทดแทน" คำว่า "ทดแทน" เราไม่สามารถบอกได้หรอกว่าจะมาทดแทนตรงไหนได้  อะไรที่มีพิษเราก็ต้องแบนไปอยู่แล้ว อะไรที่ทำลายพี่น้องประชาชน กระทรวงสาธารณสุขก็ไม่ปล่อยให้มีอยู่แล้ว แต่อาจเป็นว่าสารเคมีทั้งสามชนิด เมื่อพิษมันร้าย มีการฉีดแล้วสารเข้ามาในร่างกายก็สามารถเสียชีวิตตอนนั้นได้เลย แต่สารตัวอื่นที่มันอ่อนกว่าอาจใช้เวลาถึงหกชั่วโมง

มนัญญา ย้ำว่าจริงๆ แล้วสารเคมีทั้งสามชนิด ตอนนำเข้ามาแรกๆ ราคาแพงมาก แต่พอมีการใช้กันมากขึ้นก็ทำให้ราคาเริ่มลดลงมา ก็เหมือนกับสารตัวอื่นๆ ตอนนี้บางชนิดสองร้อยกว่าบาท จากเดิมที่คนบอกขายกันแปดร้อยบาท แต่จริงๆ แล้วสารเคมีในประเทศไทยไม่มีเพิ่มแล้ว หมายถึงจะไม่มีสารเคมีตัวใหม่เข้ามาแล้ว ไม่มีการอนุญาตแล้ว และการที่จะมีสารเคมีใดๆ เข้ามาจะต้องมีการพิสูจน์โดยใช้เวลาพิสูจน์ถึงสองปี เช่นจะใช้กับพืชเกษตรแบบไหน หากจะใช้กับผลไม้ก็ต้องมีการทำแปลงทดลอง โดยกรมวิชาการเกษตรจะเป็นฝ่ายทำแปลงทดลอง จริงๆ แล้วหากทำตามกฎระเบียบ พวกสารเคมียาต่างๆ ที่จะเข้ามาจะมีการทดลองเยอะมาก แต่ตอนหลังก็จะใช้เอกสารของต่างประเทศรับรองมา แต่เอกสารของต่างประเทศกับวิธีการของบ้านเราก็จะแตกต่างกัน อย่างของเขาจะมีการควบคุมอย่างดี เช่นการแต่งกายรัดกุมในการทดลอง โดยสารเคมีในประเทศไทยตอนนี้มีร่วมกว่าห้าสิบชนิดแล้ว-เยอะมาก และที่เราไม่รู้อีกเป็นร้อย อันนี้คือที่ทราบกันเฉยๆ แล้วไหนจะที่ไม่ทราบอีก

 สารเคมีในประเทศไทยตอนนี้มันเยอะมากแล้ว พอเสียทีกับการที่จะนำสารตัวอื่นเข้ามา มันเป็นไปไม่ได้ หากเรานำสารตัวอื่นเข้ามา คนก็จะไปเข้าใจกันว่าเดี๋ยวเราก็จะนำสารตัวอื่นเข้ามา ก็ยืนยันได้ว่า ไม่มีแล้ว

เรื่องนี้ไม่มีแพ้ไม่มีชนะ คือเรามาดูเรื่องสุขภาพและเห็นความสำคัญของสิ่งแวดล้อมมากขึ้น แล้วเราก็เดินไปด้วยกัน เรื่องนี้ไม่มีแพ้ไม่มีชนะ บนจุดมุ่งหมายคือเพื่อประเทศไทยของเรา เมื่อไทยอยากจะเป็นครัวโลก แล้วหากเกิดในอนาคตต่างประเทศเขาบอกว่าประเทศไหนใช้สารเคมีทั้งสามชนิดดังกล่าวจะไม่ให้ผักผลไม้เข้าไปประเทศเขา แล้วเราจะทำอย่างไร ถ้าไม่เริ่มตั้งแต่ตอนนี้ แล้วตอนนี้หลายประเทศก็เริ่มแบนสารกันแล้ว ต่างประเทศเขาเริ่มมองอะไรที่เป็นเรื่องสุขภาพมากขึ้น

-มองว่าที่ผ่านมาเหตุใดการแบนสารพิษถึงยืดเยื้อมานาน?

อาจเป็นเพราะว่าเขาก็มีความมุ่งมั่นกันทุกคน แต่อย่างเราพอเราออกมาชัดเจน แอคชั่นเราชัดเจน  คนที่อยู่ข้างหลังเขาก็มองดูอยู่ ก็ไปในแนวทางนี้กันได้ง่ายขึ้น เพราะทุกคนมีใจกันมาอยู่แล้ว 70-80 เปอร์เซ็นต์ มีใจกันอยู่แล้ว แต่ก็ต้องดูว่าใครจะออกมานำ นำตรงนี้ออกมา ก็บังเอิญเราออกมาได้แรงหน่อยและกองหนุนก็ตามกันมาเยอะ ที่ผ่านมาเขาก็อาจเจออย่างอื่นปะทะ เลยหันไปดูอย่างอื่นเช่น เกษตรอินทรีย์ เพราะไม่อยากปะทะ แรงหนุนก็อาจยังไม่มาก

จริงๆ คนรู้เรื่องนี้ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไร แต่ไม่รู้จะไปทางไหน เพียงแต่แค่เรามาขยับเปิดออก ทุกอย่างก็พร้อมอยู่แล้ว รู้อยู่แล้ว เรื่องการแบนสารพิษ ขอมอบให้กับทุกคนดีกว่า ทุกคนที่มีจิตใจแนวทางเดียวกับเรา เพราะหากเป็นเราทำคนเดียวเราคงเดินไปไม่ได้ หากเราได้อะไรมาเราก็มอบคืนกลับไปให้ทุกคนอยู่แล้ว ไม่ว่าฝ่ายนั้นจะแอนตี้เราหรือใช้คำพูดที่ไม่ดีกับเรา เราก็ติดตามอยู่ แต่ก็คิดว่าสักวันหนึ่งเขาก็ต้องรู้ของเขาเอง แต่ก็เห็นว่าบางเรื่องเขายังไม่เข้าใจกัน ชีวิตคนเราไม่สามารถบรรลุเป้าหมายไปได้ทุกอย่าง แต่เราก็ต้องมีความอดทน

มนัญญา บอกว่า หากเรามีความมุ่งมั่น มีจิตใจที่ดีแล้ว เราคิดว่าเราเชื่อในพระเจ้า เพราะเราเป็นคนที่ค่อนข้างอยู่ในศาสนา เป็นคนที่เชื่อมั่นในพระเจ้าอยู่แล้ว บางครั้งเราก็ขอพระเจ้า ก็เหมือนกับสวดมนต์ไหว้พระ เราก็ขอพรพระเจ้าว่าใครที่คิดไม่ดีกับเรา หรือว่ายังไม่เข้าใจในสิ่งที่เราทำ ก็ขอให้พระเจ้าเปิดใจเขา แล้วขอให้เขาเข้าใจด้วย เพราะเรามีความมุ่งมั่นอยากช่วยเกษตรกร อยากให้พื้นที่แผ่นดินในประเทศไทยในน้ำมีปลาในนามีข้าว เราอยากให้เป็นแบบนั้น

มนัญญา เปิดเผยว่า งานที่อยากจะเข้าไปต่อจากนี้คือเรื่อง ปราบปุ๋ยปลอม เพราะเรื่องปุ๋ยปลอม ทำลายเกษตรกรอย่างมาก เกษตรกรซื้อปุ๋ยปลอมมาห้าหมื่นบาท พอลงปุ๋ยไปแล้วในแปลงจึงเพิ่งมารู้ว่าปุ๋ยที่ซื้อมาปลอม ผลผลิตก็ไม่ได้ เสียเงินไปห้าหมื่นบาท แล้วต้องควักเงินไปซื้อปุ๋ยจริงมา ก็เท่ากับเกษตรกรเสียเงินไปกลับแล้วหนึ่งแสนบาท โดยพบว่าตอนนี้ในประเทศไทยมีปุ๋ยปลอมเยอะมาก ดังนั้นงานต่อไปจะจัดการแก้ปัญหาเรื่องปุ๋ยปลอม แต่จะแจ้งไปล่วงหน้าก่อนให้หยุดการทำปุ๋ยปลอม หยุดการทำร้ายเกษตรกรได้แล้ว เกษตรกรบอบช้ำกับเรื่องนี้มามากแล้ว

ปุ๋ยปลอมตอนนี้เยอะมาก มีการขายแบ่งเป็นถุง ถามว่าเราเจอไหม-ก็เจอ ก็เคยถามคนที่ซื้อปุ๋ยปลอมว่าซื้อมาได้อย่างไร เขาก็ให้ข้อมูลว่าคนที่มาขายบอกให้เอาไปแล้วผ่อนจ่ายได้ พอเก็บเกี่ยวแล้ว ค่อยมาเก็บเงิน แต่ตอนที่นำปุ๋ยปลอมมาลงให้ก็จะเก็บไปก่อนสองหมื่นห้าพันบาท แล้วบอกว่าจะมาเก็บทีหลัง แต่ก็พบว่าพอได้สองหมื่นห้าพันบาทไปแล้วก็หายไปเลย ไม่มาเก็บเงินส่วนที่เหลืออีกสองหมื่นห้าพันบาทแล้ว เพราะสองหมื่นห้าพันบาทก็กำไรเกินไปแล้ว ก็แค่เอาดินธรรมดามาขาย เราเห็นมาทุกอย่างเลย

.......................................

คนเข้าใจ 'ไทยเศรษฐ์มากขึ้น

เราไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด 

มนัญญา-รมช.เกษตรฯ อดีตนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานี น้องสาวของชาดา ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย เล่าให้ฟังถึงการพาสชั้นจากนักการเมืองท้องถิ่นมาเป็นเสนาบดีกระทรวงใหญ่ แทนพี่ชาย-ชาดาว่า ช่วงการตั้งรัฐบาลจัดตำแหน่งรัฐมนตรี ตอนแรกพี่ชายก็ยังไม่ได้บอกกับเราโดยตรงในการให้มาเป็นรัฐมนตรี โดยเขาให้คนโทรศัพท์มาบอกกับเราว่า "พี่ชาดาจะขอให้เรามาเป็นรัฐมนตรี" เราก็บอกคนที่ประสานมาว่า "ไม่เอา ไม่ต้องพูด หยุด จบ"

จากนั้นก็ยังมีคนมาบอกเรื่องนี้กับเราอีกสองสามคน ก็บอกเขาไปแบบเดียวกัน "หยุด จบ ไม่เป็น ยังไงก็ไม่เป็น" รวมถึงลูกชาย-เจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานีสมัยแรก ก็มาบอกกับเราว่า "เขาจะให้แม่เป็นรัฐมนตรี แต่ให้ผมมาคุยกับแม่ก่อน" เราก็บอกลูกไปว่า "ไม่เอาๆ"

 หลังจากนั้นพี่ชาย-ชาดาก็เข้าโรงพยาบาล ความดันสูงมาก เขาวัดความดันแล้วมัน Error เลยไปหาหมอที่โรงพยาบาลในอุทัยธานี ตอนนั้นเราไม่รู้เลย มารู้กันตอนหลังว่าเขาเครียด เครียดเพราะว่าน้องสาวคือตัวเราปฏิเสธจะไม่เป็นรัฐมนตรี และเครียดว่าแล้วหากน้องสาวเป็นรัฐมนตรีแล้วจะเกิดอะไรขึ้น  ความดันเลยขึ้น ก็เลยไปหาหมอตอนกลางคืน แล้วหมอให้ฉีดยา แล้วพอฉีดยาเสร็จจะออกจากโรงพยาบาลกลับบ้าน หมอบอกว่ากลับไม่ได้ต้องนอนพัก สาเหตุตอนนั้นเพราะเขาเครียด แล้วต่อมาพอจะตกลงคุยเรื่องนี้กันในครอบครัว ก็มีการเรียกคนในครอบครัวทั้งหมดมาคุยกันทั้งลูกหลาน เขาก็บอกว่าจะให้เราไปเป็นรัฐมนตรี พอเขาบอกเสร็จเราก็นั่งอึ้ง เราก็ปฏิเสธไปว่าคงไม่เป็น แต่เด็กๆ ทั้งลูกทั้งหลานก็บอกว่าให้เราช่วย อยากให้เราเป็น เขาบอกว่าเราทำได้ ลูกๆ ก็บอกว่าเชื่อว่าแม่ทำได้ จนพี่ชาย ก็ย้ำว่าเชื่อว่าน้องแหม่ม (ชื่อเล่น) ทำได้อยู่แล้ว จนสุดท้ายก็ตอบรับเพราะด้วยแรงสนับสนุนจากครอบครัว

“และก็เป็นสิ่งที่ท้าทายอย่างหนึ่งในชีวิตว่าเราจะพิสูจน์ตัวเราเอง เหมือนคนเคยดูถูกครอบครัวเรา เคยว่าครอบครัวเราไว้เยอะ เหมือนกับว่าครอบครัวเรา อีกบทบาทหนึ่งที่มองไป ก็มองครอบครัวซึ่งแบบไม่ดีเลย ตามกระแสสังคมอย่างที่เคยเห็นอะไรแบบนั้น ในกระแสสังคมต่างๆ  เราก็เห็นว่าเมื่อเราก้าวมาสู่ตรงนี้ อะไรที่เราช่วยสังคมได้ อะไรที่จะทำให้ทุกคนรู้ว่าเราไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด"

ถามถึงว่าจากการเป็นผู้บริหารท้องถิ่นมาสู่การเมืองระดับชาติ มาเป็นรัฐมนตรี การเมืองท้องถิ่นกับการเมืองระดับชาติมีความแตกต่างกันอย่างไรบ้าง มนัญญา เปรียบเทียบให้ฟังว่า มีหลายคนดูถูกกันว่า นักการเมืองท้องถิ่นจะรู้อะไร แต่ทราบไหมคนที่มาจากการเมืองท้องถิ่นเขารู้มาก การเมืองที่ถูกต้อง ต้องเลือกมาจากฐานรากแล้วไปสู่ข้างบน อันนั้นคือการที่เราเจอกับประชาชนจริงๆ เราเจอประชาชนจริงๆ เราเจอปัญหาจริงๆ เรารู้ปัญหาจริงๆ มาจากไหน มาจากท้องถิ่นทั้งนั้น ท้องถิ่นเป็นสิ่งที่สำคัญเลย  เช่นการทำสิ่งต่างๆ ในท้องถิ่นเช่นเทศบาล จากนั้นก็ให้ชุมชนเป็นผู้ดูแล  

-แรงเสียดทานทางการเมืองระหว่างการเมืองระดับชาติกับท้องถิ่นแตกต่างกันเยอะหรือไม่ ?

ท้องถิ่นก็จะเล็กกว่า อย่างหากเราเห็นว่าสิ่งไหนผิดเราก็สามารถเรียกขึ้นมาได้เลย ก็บอกเขาว่ามันผิด ทำแบบนี้ไม่ได้ การสั่งการในท้องถิ่นมันง่าย แต่การสั่งการในตำแหน่งรัฐมนตรีมันยาก การสั่งการในตำแหน่งรัฐมนตรีไม่ได้ง่ายอย่างที่คนคิด เพราะมีหลายกรม หลายกระบวนการ มีการคาบเกี่ยวกันเยอะ  หากไม่แม่นจริง ไม่แม่นเรื่องเอกสาร ไม่แม่นเรื่องข้อกฎหมาย จะไม่สามารถก้าวอะไรได้รวดเร็ว คือต้องมีความแข็งแกร่งในตัวพร้อมกันทุกด้าน ถึงจะบริหารจัดการเรื่องได้เร็วและสำเร็จได้ด้วยดี มันต้องไปกันแบบสุดๆ ต้องสุดจริงๆ ตำแหน่งรัฐมนตรี ถ้าจะทำอะไรต้องทำให้สุด แต่หากทำอะไรที่มันไม่สุดแล้ว ไม่เข้มแข็งพอ ก็จะไปไม่ได้ลึกเต็มที่ รัฐมนตรีใน ครม.ทุกคนรู้ทั้งนั้นว่าต้องทำอะไร แต่ทุกคนก็ต้องต่อสู้ไปกันให้ได้ แต่อาจด้วยความที่เราเป็นนักสู้ มีเลือดนักสู้อยู่แล้ว คือสู้ทุกอย่างที่เรามองว่ามันไม่ใช่ มันผิด

มนัญญา เล่าถึงตอนสมัยเป็นนายกเทศมนตรีเมืองอุทัยธานีให้ฟังว่า สมัยเป็นนักการเมืองท้องถิ่นสมัยที่สอง มีคนเอาเช็คมาวาง ตอนนั้นเราไม่อยู่ มาวางไว้หน้าห้อง แล้วบอกว่าฝากไว้ให้ แล้วขอให้อย่าไปตีเส้นขาว-แดงตรงถนน ให้ลบเส้นขาว-แดงออกไปเพราะจะปลูกตึกแถว เพราะหากไม่มีเส้นขาวแดง  แล้ววันรุ่งขึ้นเขาไปตีเส้นดำหมดเลยเพื่อจะสร้างตึก เราก็บอกให้นำเช็คไปคืนเขา แล้วเราก็ตีเส้นใหม่  เขาก็ไม่ยอม ก็สู้กันหลายศาล ฟ้องเราหลายศาล แต่เขาก็แพ้คดี แล้วเขายังไปบอกพี่ชายเราว่า หากไม่ยอมเปลี่ยนสีให้เขา ไม่จัดการเรื่องนี้ให้เขา ตัวเขาจะส่งคนลงสมัครรับเลือกตั้งท้องถิ่นแข่งกับเรา พี่ชายเราก็บอกว่าผมไม่ไปพูดให้ หากไปพูดแบบนี้ยิ่งไปท้าทายเรา

 จนต่อมาเขาก็ส่งคนลงแข่งกับเรา ก็จ่ายกันเพื่อจะล้มเรา พยานหลักฐานเรามีพร้อม แต่เราก็ผ่านจุดนั้นมาได้ เพราะเราทำงานมาสี่ปี เรารับทุกเรื่อง แก้ทุกปัญหา คนในเขตเทศบาลก็รู้อยู่แล้วว่าเราทำอะไรให้กับเขาบ้าง เราไม่จ่ายเลย แต่เราสู้ด้วยผลงานที่ผ่านมา ฝ่ายเขาก็หมดไปหลายสิบล้านบาท จนกลายเป็นบุคคลล้มละลาย สิ่งที่เราพูดมาทั้งหมดไม่ได้พูดลอยๆ มีหลักฐานทุกอย่าง

-คิดว่าจากที่ทำงานมาจนถึงตอนนี้ ทำให้คนในสังคมโดยเฉพาะคนในเมืองเข้าใจตระกูลไทยเศรษฐ์มากขึ้นหรือไม่?

ก็ทำให้หลายคนเข้าใจ "ไทยเศรษฐ์" มากขึ้น ทำให้รู้ว่าจริงๆ แล้วเราไม่ได้เป็นอย่างที่คนอื่นคิดเลย  เราไม่ได้มากอบโกยหรือมาทำร้ายใคร เราไม่เคยทำร้ายใคร เพียงแต่บางครั้งเราก็ต้องปกป้องตัวเราเอง  เราไม่ไปเริ่มกับใครก่อนอยู่แล้ว ส่วนมากเป็นเราที่ถูกทำร้ายก่อนมากกว่า แล้วเราต้องปกป้องตัวเราเอง.

ต้องยอมรับว่าเรื่องนี้ผลประโยชน์มันหลายหมื่นล้านบาท จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว เพราะการที่มีผลประโยชน์หลายหมื่นล้านบาท มันก็ต้องมีวิธีการหลายวิธีการ...มีคนไปหาพี่ชาย เสนอยอดเงินผ่านส.ส.ชาดา ไทยเศรษฐ์ เป็นร้อยๆ ล้านๆ เลย แต่เขาบอกไปว่าคุณอย่ามาพูดเลย ผมไม่เอาอยู่แล้ว ผมไม่มีทางไปเสนอรัฐมนตรี

คือขอให้หยุดพูดครั้งแรกก็ระดับห้าสิบล้านแล้ว เป็นร้อยล้าน ถ้าหยุดงานนี้ เลิกเรื่องนี้ได้ มีการเสนอกันเป็นหลักหลายร้อยล้านเลย แต่เราบอกไม่ได้ เพราะศักดิ์ศรีมันมากกว่าเงิน พี่น้องเกษตรกรสำคัญที่สุด...ก็มาขอให้ล้มเลิกเรื่องนี้กันเยอะ บีบหลายอย่าง มีการบีบและใช้วิธีการหลายๆ อย่าง...บางคนก็มาหาว่าเราทำเรื่องนี้เพื่อจะตี เพื่อเอาผลประโยชน์เข้ามา ตีเหมือนจะเรียกเงิน หรือบางคนก็ไปพูดว่าเงินมาไม่ถึง เพราะเงินผ่านกันมาหลายทอด แต่เงินไม่มาถึงเรา เราก็เลยจะแบนสารเคมีทั้งสามชนิด

 

 

logo isranews

facebook twitter youtube rss

 
  • HOME
  • ISRANEWS
  • ส่องคดีทุจริตโลก : ป.ป.ช. อังกฤษสอบ บ.น้ำมันยักษ์ใหญ่ ให้สินบนแลกสัมปทานแสนล้าน
ส่องคดีทุจริตโลก : ป.ป.ช. อังกฤษสอบ บ.น้ำมันยักษ์ใหญ่ ให้สินบนแลกสัมปทานแสนล้าน
เขียนวันที่
วันอาทิตย์ ที่ 01 ธันวาคม 2562 เวลา 11:30 น.
เขียนโดย
isranews
63Shares
 Share
 Tweet
 
"...สำนักงานต่อต้านการทุจริตของอังกฤษ (Serious Fraud Ofice:SFO) ได้ตั้งข้อสงสัยว่าบริษัทฯ แห่งนี้ เข้าข่ายมีพฤติกรรมการให้สินบนและมีพฤติกรรมฟอกเงิน หลังตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกรณีที่อัยการสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการสอบสวนคดีทุจริตอันเกี่ยวข้องกับบริษัท Unaoil ซึ่งก็เป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเคยถูกทาง SFO สอบสวนมาแล้วเป็นระยะเวลาถึง 3 ปี ในข้อหาพัวพันกับการจ่ายสินบนและการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในประเทศอิรัก..."

Petrofaccc

ส่องคดีทุจริตโลก สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ประจำสัปดาห์นี้ ขอนำเสนอข้อกล่าวหาการทุจริตให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐของเครือข่ายบริษัทพลังงานยักษ์ใหญ่สัญชาติอังกฤษ

โดยเมื่อวันที่ 24 พ.ย.ที่ผ่านมา สำนักข่าวการ์เดี้ยนของอังกฤษ ได้เปิดประเด็นข้อกล่าวหาเรื่องนี้ว่า ขณะนี้ บริษัท Petrofac ซึ่งบริษัทพลังงานสัญชาติอังกฤษ กำลังถูกสำนักอัยการประเทศอังกฤษตั้งข้อกล่าวหาว่ามีการตั้งบัญชีธนาคารปลอมขึ้นมาแห่งหนึ่งเพื่อปกปิดกรณีการให้สินบนเจ้าหน้าที่รัฐบาลในต่างประเทศ

ขณะที่ สำนักงานต่อต้านการทุจริตของอังกฤษ (Serious Fraud Ofice:SFO) ได้ตั้งข้อสงสัยว่าบริษัทฯ แห่งนี้ เข้าข่ายมีพฤติกรรมการให้สินบนและมีพฤติกรรมฟอกเงิน หลังตรวจสอบพบความเชื่อมโยงกรณีที่อัยการสหรัฐอเมริกาได้ดำเนินการสอบสวนคดีทุจริตอันเกี่ยวข้องกับบริษัท Unaoil ซึ่งก็เป็นบริษัทสัญชาติอังกฤษ ซึ่งเคยถูกทาง SFO สอบสวนมาแล้วเป็นระยะเวลาถึง 3 ปี ในข้อหาพัวพันกับการจ่ายสินบนและการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจในประเทศอิรัก (อ่านประกอบ:ส่องคดีทุจริตโลก : อดีตผู้บริหารบ.สัญชาติโมนาโก รับสารภาพเอี่ยวสินบนสัญญาน้ำมันอิรัก)

อย่างไรก็ตาม การสืบสวนตลอด 3 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เคยมีการตั้งข้อหากับบริษัท Petrofac แม้แต่ครั้งเดียว

Petrofacc

ออฟฟิศของบริษัท Petrofac ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (อ้างอิงจากเว็บไซต์ glassdoor.co.in)

ทั้งนี้ สำนักอัยการสหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์ว่าสองพี่น้องชาวโมนาโกผู้บริหาร บริษัท Unaoil ได้ออกมายอมรับแล้วว่าได้ดำเนินการจ่ายเงินสินบนให้กับเจ้าหน้าที่รัฐบาลประเทศคาซัคสถานและประเทศอื่นๆอีก 8 ประเทศ เป็นระยะเวลา 17 ปี คิดเป็นเงินมูลค่าหลายล้านดอลาร์สหรัฐ

โดยสองพี่น้องชาวโมนาโกผู้บริหาร บริษัท Unaoil  ที่ถูกกล่าวถึงในที่นี้ คือ นายไซรัส อัชซานี (Cyrus Ahsani) วัย 51 ปี และนายซามาน อัชซานี (Saman Ahsani) น้องชายวัย 46 ปี มีพฤติกรรมจ่ายสินบนตั้งแต่ปี 2542-2559 ซึ่งพวกเขาก็ยอมรับว่าจ่ายสินบนจริง ในนามของบริษัท เพื่อแลกกับการที่บริษัทจะได้สัญญาด้วยน้ำมันและแก๊สธรรมชาติ

แผนผังผู้บริหารระดับสูงของ Unaoil (อ้างอิงจากเว็บไซต์ Mintpressnews.com) 

อัยการสหรัฐอเมริกา ยังได้จัดทำเอกสารทางกฎมาย ระบุชื่อ 27 บริษัททั่วโลกที่มีส่วนกระทำความผิดกับบริษัท Unaoil ในประเทศต่างๆ แต่ว่ามีแค่ 2 ชื่อเท่านั้นที่ถูกเปิดเผยออกมา ซึ่งหนึ่งในนั้นคือบริษัท Petrofac ส่วนชื่ออีกบริษัทหนึ่งนั้นถูกเข้ารหัสเอาไว้ โดยทั้ง 2 บริษัทยอมรับว่ามีส่วนในการให้สินบนกับทางบริษัท Unaoil

ขณะที่ บริษัท Petrofac เปิดเผยว่าเคยว่าจ้างบริษัท Unaoil ให้จัดหาที่ปรึกษาที่เป็นคนท้องถิ่นให้กับการดำเนินกิจการของทางบริษัท Petrofac ในประเทศคาซัคสถานในช่วงปี 2545 ถึงปี 2552

มีข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริการะบุด้วยว่านายไซรัส อัชซานี ยังได้ร่วมกันวางแผนอย่างลับๆกับลูกจ้างของบริษัทที่ทางสำนักข่าวการ์เดี้ยนได้สืบทราบภายหลังว่าคือบริษัท Petrofac ดำเนินการจ่ายสินบนเพื่อให้ได้สัญญาในประเทศคาซัคสถานในช่วงปี 2546-2553

คณะอัยการสหรัฐ ยังระบุด้วยว่า  2 พี่น้องอัชซานีนั้นยังได้เข้าไปมีบทบาทในการปกปิดกรณีสินบนโดยทำหน้าที่ประสานงานกับผู้บริหารบริษัทที่ในภายหลังถูกระบุว่าคือ Petrofac เพื่อที่จะเข้าถึงและปลอมแปลงข้อมูลเอกสารและบันทึกต่างๆอันเกี่ยวข้องกับการจ่ายเงินของบริษัท Petrofac โดยผู้บริหาร Petrofac คนดังกล่าวนั้นเพิ่งจะลาออกจากบริษัทไปเมื่อไม่กี่ปีมานี้

ขณะที่ทาง SFO ได้เริ่มสอบสวนสืบสวนกรณีสินบนอันเกี่ยวกับบริษัท Unaoil ในช่วงปี 2559 หลังจากที่มีการส่งอีเมลนับพันฉบับไปให้ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว   Fairfax Media ของประเทศออสเตรเลีย

สำหรับข้อมูลอีเมลที่รั่วไหลนั้นได้ระบุเอาไว้ตอนหนึ่งว่าบริษัท Petrofac ได้มอบหมายให้สำนักกฎหมายแห่งหนึ่งตรวจสอบข้อกล่าวหาว่าบริษัท Petrofac ได้ร่วมกันกับบริษัท Unaoil เพื่อจ่ายสินบนแลกกับสัญญาในประเทศคาซัคสถาน โดยในช่วงปี 2559 นั้นเองทาง Petrofac ได้ออกมาระบุว่าการสืบสวนสอบสวนนั้นไม่พบว่าทาง Petrofac ได้เกี่ยวข้องกับการจ่ายสินบนแต่อย่างใด และบอร์ดบริหารก็ได้ยืนยันเช่นกันว่าไม่มีหลักฐานที่จะยืนยันได้ว่ามีผู้บริหารหรือบริษัทรับรู้ในประเด็นการจ่ายสินบนให้กับทาง Unaoil แต่อย่างใด

ต่อมาในปี  2560 ทาง SFO ได้ออกมาเปิดเผยว่าได้ดำเนินการสืบสวนบริษัท Petrofac อย่างจริงจังด้วยข้อหาในเรื่องการให้หรือรับสินบนและข้อหาเรื่องการฟอกเงิน

โดยล่าสุดในปี 2562 นายเดวิด ลัฟคิน(David Lufkin) วัย 51 ปี อดีตผู้บริหารบริษัท Petrofac ได้รับสารภาพว่าได้กระทำผิด 11 กระทงในความผิดว่าได้กระทำการให้สินบนในช่วงระหว่างปี 2554 ถึงปี 2559 เพื่อจะให้ได้มาซึ่งสัญญาในประเทศซาอุดิอาระเบียและประเทศอิรัก แต่ขณะนี้นายเดวิดยังไม่ถูกพิพากษาแต่อย่างใด

ด้าน บริษัท Petrofac ได้ออกแถลงการณ์ออกต่อกรณีนี้เช่นกัน โดยยืนยันเหมือนเดิมว่า ขณะนี้ยังไม่มีการตั้งข้อหากับทางผู้บริหารหรือกับลูกจ้างของทาง Petrofac นับตั้งแต่ทาง SFO ได้ดำเนินการสอบสวนในประเด็นทุจริตแต่อย่างใด

พร้อมยืนยันว่า "บริษัท Petrofac นั้นเป็นบริษัทที่มีความรับผิดชอบและยึดหลักการและมาตรฐานในการต่อต้านทุจริต เราคาดหวังเพียงแค่ว่าเราจะได้รับสัญญาว่าจ้างเนื่องจากเราสามารถเสนอข้อเสนอทางเทคนิคและทางธุรกิจที่ดีที่สุดเท่านั้น"

"ส่วนกรณีการเปิดเผยข้อมูลว่าทางบริษัท Petrofac ได้มีส่วนร่วมในในการว่าจ้างบริษัท Unaoil ให้จัดหาที่ปรึกษาที่เป็นคนท้องถิ่นให้กับการดำเนินกิจการของทางบริษัท Petrofac ในประเทศคาซัคสถานในช่วงปี 2545 ถึงปี 2552 นั้น กรณีนี้บริษัท Petrofac ได้ดำเนินการสืบสวนภายในและได้ส่งผลการสืบสวนไปให้กับทาง SFO ตั้งแต่ปี 2559 แล้ว โดยทางบริษัทนั้นพร้อมที่จะให้ความร่วมมือกับทาง SFO เพื่อจะนำประเด็นนี้ไปสู่ข้อยุติ"

ขณะที่แหล่งข่าววงในให้ข้อมูลยืนยันกับสำนักข่าวการ์เดี้ยนว่า ทางบริษัท Petrofac นั้นยังไม่ได้ตระหนักถึงกรณีการถูกกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกาสอบสวนในพฤติการของบริษัทและพฤติกรรมของพนักงานบริษัทแต่อย่างใด ขณะที่ทางด้านของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกานั้นก็ปฏิเสธที่จะออกมาให้ความเห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้

สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับบริษัท Petrofac นั้น จากการตรวจสอบพบว่าบริษัทแห่งนี้เป็นบริษัทก่อสร้างอุตสาหกรรมน้ำมันและแก๊สขนาดใหญ่ที่มีลูกจ้างจำนวน 11,000 คน และมีสำนักงาน 24 แห่งทั่วโลก โดยบริษัทยังได้รับรายได้เป็นเงิน 5 พันล้านปอนด์หรือ 1.95 แสนล้านบาทในปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ยังพบว่าผู้ก่อตั้งบริษัทและผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุดของบริษัทก็คือชาวซีเรียชื่อนายอยามัน แอสฟาริ (Ayman Asfari) โดยตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา เขาและภรรยาได้บริจาคเงินส่วนตัวให้กับพรรคอนุรักษ์นิยมอังกฤษมาโดยตลอด

Aymannn

นายอยามัน แอสฟาริ (Ayman Asfari) ผู้ก่อตั้งบริษัท Petrofac  พร้อมกับผู้เป็นภริยา (อ้างอิงจากเว็บไซต์ Zimbio.com)

ล่าสุดเมื่อเดือนพ.ย.2562 ที่ผ่านมา ปรากฏข้อมูลว่าอดีตนายกรัฐมนตรีจากพรรคอนุรักษ์นิยม 2 คน ได้แก่ นางเทเรซ่า เมย์ และนายเดวิด คาเมรอน ได้มีส่วนในการลอบบี้ราชวงศ์ของประเทศในภูมิภาคตะวันออกกลางในการมอบสัมปทานน้ำมันให้กับบริษัท Petrofac คิดเป็นเงินมูลค่าทั้งสิ้น 3.9 พันล้านปอนด์หรือประมาณ 1.52 แสนล้านบาท

เรียบเรียงจาก:https://www.theguardian.com/business/2019/nov/24/petrofac-accused-of-keeping-fake-accounts-to-disguise-bribes

 

  • HOME
  • ISRANEWS
  • เจาะปมออกโฉนดทับป่าชายเลน ถ้ำน้ำผุด จ.พังงา ป.ป.ช.ไม่ขยับ-จว.ตั้งก.ก.ยื้อเวลาอีก 3 เดือน
 

เจาะปมออกโฉนดทับป่าชายเลน ถ้ำน้ำผุด จ.พังงา ป.ป.ช.ไม่ขยับ-จว.ตั้งก.ก.ยื้อเวลาอีก 3 เดือน

เขียนวันที่
วันอาทิตย์ ที่ 01 ธันวาคม 2562 เวลา 12:40 น.
เขียนโดย
isranews
97Shares
 Share
 Tweet
 
 
 

เจาะปมออกโฉนดทับพื้นที่ป่าชายเลน ถ้ำน้ำผุด จ.พังงา ก่อนชาวบ้านออกมาประท้วง จังหวัด -กรมที่ดิน-ป.ป.ช. ไม่ขยับ เจ้าหน้าที่ระดับจังหวัดตั้งกรรมการยื้อเวลาอีก 3 เดือน หรือซุกปัญหาใต้พรม?

piclannn051 12 19

ยังไม่มีความคืบหน้าจากหน่วยงานรัฐในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและแก้ปัญหาความเดือดร้อนของชาวบ้านกรณีการออกเกสารสิทธิทับที่ป่าชายเลน หมู่ 3 ต.ถ้ำน้ำผุด อ.เมืองพังงา จ.พังงา หลังจากเรื่องนี้เป็นปัญหายืดเยื้อและร้องเรียนมานาน

ล่าสุดเมื่อวันที่ 28 พ.ย.2562 ชาวบ้านจำนวนหนึ่งออกมาประท้วงและยื่นหนังสือร้องเรียน ขอเข้าพบผู้ว่าราชการจังหวัดพังงา เพื่อขอให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ์ที่ดิน 7 แปลง ขณะที่ฝ่ายเรียกร้องได้รับเพียงเจรจากับหัวหน้าสำนักงานจังหวัด หัวหน้าสถาทีทรัพยากรป่าชายเลที่ 20 วังหม้อแกง และเจ้าหน้าที่จากสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดพังงา เท่านั้นบทสรุปก็คือมีการตั้งคณะกรรมการอีกชุดหนึ่งขึ้นมาตรวจสอบข้อเท็จจริงโดยมีกรอบระยะเวลาทำงาน 3 เดือนและขยายเวลาได้ 30 วัน

piclannn1 12 19

piclannn021 12 19

piclannn001 12 19

หนังสือร้องเรียนสรุปความว่า ที่ดินป่าชายเลนในพื้นที่หมู่ที่ 3 ตําบลถ้ำน้ำผุด อําเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา ซึ่งราษฎรได้ถือครองที่ดินดังกล่าวอยู่ก่อน แต่ต่อมาราชการออกเอกสารสิทธิให้แก่บริษัท กุ้ยหลินพังงา จํากัด ทั้ง ๆ ที่ราษฎรไม่อาจออก เอกสารสิทธิได้ ทั้งนี้ โดยที่ดินเดิมเป็นที่สาธารณประโยชน์ อันเป็นที่สาธารณสมบัติของ แผ่นดิน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ และเป็นป่าชายเลนที่มีมติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 15 ธันวาคม 2530 ให้จําแนกการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลน ตามที่อ้างถึงข้างต้น ราษฎรดังกล่าว จึงเพียงถือครองที่ดินของรัฐ โดยยึดถือเพื่อการทํามาหากินในที่ดินของรัฐ ไม่มีสิทธิที่จะออกเอกสารสิทธิได้ จึงได้เกิดกรณีพิพาทขึ้น และเป็นที่มาของการร้องทุกข์ครั้งนี้

ระบุว่า เรื่องที่พิพาท เป็นการนำที่ดิน ส.ค. 1 เลขที่ 29 (138) และ ส.ค.1 เลขที่ 21 ซึ่งระบุตั้งอยู่ที่ตำบลท้ายช้าง อําเภอเมือง จังหวัดพังงา แต่เมื่อนําไปออกเอกสารสิทธิ ระบุเป็นหมู่ที่ 3 ตำบลถ้ำน้ำผุด อําเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา โดยออกเป็น น.ส. 3 เลขที่ 138, 140, 141 , 142 , 143 , 144 และต่อมาได้นําไปออกเป็นโฉนดที่ดินเลขที่โฉนดที่ 18627 , 18628, 18629, 18630,18631, 18632 และ 18633 เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2557 โดยกรมที่ดินออกให้แก่ บริษัท กุ้ยหลินพังงา จํากัด ในที่ดินตั้งอยู่หมู่ที่ 3 ตําบลถ้ำน้ำผุด อําเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา

ที่ดินทั้ง 7 โฉนด ดังกล่าว ปรากฏว่า 1 ใน 7 แปลง คือ ที่ดินโฉนดเลขที่ 16833 ตําบลถ้ำน้ำผุด อําเภอเมืองพังงา จังหวัดพังงา เอกชน นำขายให้กับกระทรวงการคลัง เพื่อก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพังงา แต่ต่อมา เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2560 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ตรวจพบว่าที่ดินดังกล่าวออกโฉนดที่ดินโดยมิชอบด้วยกฎหมาย

piclannn031 12 19

piclannn041 12 19

ก่อนหน้านี้ สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org รายงานไปแล้วว่า จุดเริ่มต้นของปัญหาพิพาท มาจาก เอกชน แจ้งความดำเนินคดีกับชาวบ้านในข้อหาบุกรุกทำให้เสียทรัพย์ เมื่อ 17 ก.พ. ปี 2555 ศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกจำเลยคนละ 1 ปี 6 เดือน เมื่อวันที่ 17 ธ.ค.2558 ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับเมื่อวันที่ 29 ส.ค.2559 ว่า หนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส.3) 3 แปลง (ฉบับ) เนื้อที่ประมาณ 45 ไร่ ของบริษัทฯ ออกไม่ชอบด้วยกฎหมาย ให้เพิกถอน น.ส.3 เอากลับมาเป็นที่ของรัฐหรือเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดิน กระทั่ง เมื่อวันที่ 18 มิ.ย.2561 ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ (อ่านข่าวประกอบ:ศาลฎีกาพิพากษายืนชาวบ้านไม่บุกรุกที่ดินถ้ำน้ำผุด จ.พังงา คดีพิพาท บ.กุ้ยหลินฯ

1.ในห้วงคดีอยู่ระหว่างพิพาท เอกชนได้นำ น.ส.3 จำนวน 3 แปลง ไปยื่นรังวัดออกเป็นโฉนด และได้รับแจกเป็นโฉนดจำนวน 6 แปลง (ฉบับ) เมื่อวันที่ 24 ก.ย.2557

2. เอกชน นำโฉนด 2 แปลง ได้แก่โฉนดเลขที่ 18630 และ โฉนดเลขที่ 18633 ไปขายต่อให้กระทรวงการคลัง ก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารจังหวัดพังงา เมื่อวันที่ 5 มี.ค.2558 ในวงเงิน 29.6 ล้านบาท ซึ่ง 1 ใน 2 แปลงที่ก่อสร้างสถานีขนส่งผู้โดยสารดังกล่าว ออกมาจาก น.ส.3 ซึ่งศาลอุทธรณ์พิพากษาว่า เป็น น.ส.3 ฉบับที่ออกโดยมิชอบด้วยกฎหมาย และให้เพิกถอนตามข้อมูลข้างต้น

ต่อมาชาวบ้านยื่นหนังสือร้องเรียนต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช) ต่อมา 12 ก.ค.2561 กรมสอบสวนคดีพิเศษ โดย พ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล รองอธิบดี (ขณะนั้น) ปฏิบัติราชการแทนอธิบดีได้ส่งเรื่องเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นผู้ดำเนินการสอบสวน โดยระบุว่า กรมสอบสวนพิจารณาแล้วเห็นว่า การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐอาจเป็นความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ส่วนการกระทำของกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้องอาจเป็นความผิดฐานสนับสนุนเจ้าพนักงานในความผิดข้างต้น ซึ่งกรณีดังกล่าวอยู่ในอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช.

ณ ขณะนี้ยังไม่มีผลความคืบหน้าจาก ป.ป.ช. กรมที่ดิน ฯลฯ

ทำให้ชาวบ้านออกมาเรียกร้องที่ศูนย์ดำรงธรรมเมื่อ 28 พ.ย. 2562 หน่วยงานระดับจังหวัดแก้ไขปัญหาด้วยการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบอีกชุด

ซื้อเวลาไปอีก 3 เดือน คล้ายๆ วัฏจักรซุกปัญหาใต้พรม?

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน