*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3848
  • จำนวนผู้ชม : 2436731
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 241 , 20:33:58 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ในที่สุด 'บิ๊กตู่' ก็ต้องทำหน้าที่กาวใจเสียเอง เพื่อประสานรอยร้าวระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลขณะนี้ ดังข่าว

มื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตัลเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเดินทางไปร่วมรับประทานอาหารกับพรรคร่วมรัฐบาล วันพรุ่งนี้ (3 ธ.ค.) เวลา 18.00 น. ที่ สโมสรราชพฤกษ์ โดยการนัดครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาตร์พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ดำริ และได้มอบหมายให้นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาล

“นายกรัฐมนตรีจะแวะไปทักทายพูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล และได้ทำงานร่วมกันมา เบื้องต้นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลตอบรับกันหมดแล้ว” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

          ขนาดนายกรัฐมนตรีมาทำหน้าที่ผ้ประสานรอยร้าวเสียเองอย่างนี้ ก็คงจะทำให้คลื่นลมในรัฐบาลสงบลงได้เป็นแน่

 ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ การ์ตูนคนถือไม้เรียว

อย่าทะเลาะกัน รู้ไม๊ ....

 

มีอะไรเสนอนอกจาก 'แบน'?

    
 
 

    แต่พวกเอ็นจีโอแก๊ง "แบน ๓ สาร" นี่ สงสัยมีแค่สมองส่วนหลังอย่างเดียว จึงไม่เข้าใจระหว่างคำว่า
    "ยกเลิกการใช้" กับคำว่า "เลื่อนการเลิกใช้" ๓ สารเคมี
    เขาไม่ได้เลิกแบน
    เขาเพียงให้เลื่อนการแบนไปอีก ๖ เดือน เพื่อให้ไปศึกษาหาวิธีมาเสนอเพื่อพิจารณาอีกครั้งว่า 
    เมื่อเลิกใช้พาราควอตกับคลอร์ไพริฟอสไปแล้ว มีอะไรที่ไม่ใช่สารเคมี ที่กรมวิชาการเกษตร จะให้เกษตรกรเขาใช้?
    ส่วนไกลโฟเซต ไม่แบน ให้ใช้เหมือนเดิม แต่ "จำกัดการใช้" ด้วยภาระจำยอมบางอย่างทางเงื่อนไขการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งถ้าแบนฉับพลัน......
     สินค้าส่งออกมากมาย จะเสียหายในวงกว้างมากกว่าความเป็น "ไกลโฟเซต" แค่ยาฆ่าหญ้าตัวหนึ่ง ถึงแบนไป ก็ยังมีอีกเป็นร้อยชนิดวางขายให้ซื้อไปใช้แทน
    เนี่ย...ประเด็นหลักก็มีแค่นี้
    แต่นี่ โหมกระแสกันไปเป็นว่า คณะกรรมการฯ-ประเทศชาติ-รัฐบาล "เลิกแบน ๓ สาร" แล้ว
    แล้วด่าทุกคนที่ไม่เออออตาม!
    นักวิชาการ-วิชาเกินบางคน ก็พลอยเป็นไป หยิบข้อมูลด้านเดียว คือด้านอันตราย มาปั่นกันซะเวอร์ 
    จนลืมความจริงไปว่า ที่โวยและไม่โวยทุกคนวันนี้
    ล้วน "โต-โง่-ฉลาด" มาด้วยพืชผักผลไม้และยารักษาโรค ที่ "อาบสารพิษ" มาทั้งนั้น!
    ดังนั้น จะให้ข้อมูลอะไร ก็ควรให้มันครบทั้ง ๒ ด้าน ให้มันสมกับคำว่านักวิชาการ หรือ "คนดีเพื่อสังคม" ที่ไม่ใช่ "คนดีหากินกับสังคม"  
    ไม่มีใครเถียงว่า พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต กับอีกเป็นร้อยชนิดในท้องตลาด ไม่ใช่สารเคมีอันตราย 
    ขึ้นชื่อว่า "สารเคมี" อันตรายทั้งนั้น 
    แต่ในอันตรายนั้น มีทั้งคุณ-ทั้งโทษ และวงจรมนุษย์ทุกวันนี้ ไม่มีใครหนี "สารเคมี" พ้น
    ไม่แค่จาก พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ๓ สารในพืชไร่นี่เท่านั้น
    ปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ยุคนี้ เพิ่ม มือถือ อินเทอร์เน็ต รถยนต์  น้ำมัน แก๊ส เข้าไปอีก
    ลองบอกซิ.......
    จากหัวยันตีนเอ็นจีโอและพลโลกทุกวันนี้ มีใครบ้าง ที่ชีวิตประจำวัน พ้นความเป็นทาสสารเคมี?    ในโลกเป็นจริงก็คือ.........
    ในคุณมีโทษ ในโทษมีคุณ "หนักไปทางใด-ทางหนึ่ง" ก็เกิดโทษได้ทั้งนั้น
    เช่น ป่วย เป็นโรค ไม่กินยา ด้วยว่าเป็นสารเคมี ก็ตายทันทีได้
    แต่ถ้าเอะอะก็กรอกยาตะพึด......
    เช่นปวดหัวนิดนึง ก็คว้ายาแก้ปวดเป็นกำมือใส่ปาก หรือกินประจำ มันก็ตายได้เช่นกัน
    สมัยหนึ่ง เกษตรกร คนเฒ่าคนแก่ตามต่างจังหวัด ต้องมีทันใจ บวดหาย ติดเชี่ยนหมาก กรอกใส่ปากวันละ ๓-๔ ซอง
    ผล...กระเพาะทะลุ เป็นโรคไต กันเป็นแถว!
    ไม่มีใครปฏิเสธว่าสารเคมีมันไม่อันตรายต่อชีวิต ดังนั้น ถ้าเลิกได้ หลีกเลี่ยงได้ ต้องเลิก ต้องหลีกเลี่ยงทันที
    แต่ถ้าวงจรชีวิตยังหนีคำว่า "สารเคมี" ไม่พ้น ก็ต้องยึดคำว่า "พอดีๆ" บริโภคและใช้ด้วยศึกษาข้อบ่งใช้เคร่งครัด
    พอดี คือแบบไหน?
    ก็แบบไม่ใช้ประจำ ใช้ตามจำเป็น ใช้ตามคำแนะนำ ทั้งขนาด ปริมาณ ระยะเวลา รวมทั้งต้องมีความรับผิดชอบด้วย
    ต้องเข้าใจ อย่างพาราควอต ไกลโฟเซต เขาใช้ฆ่าวัชพืช คือพวกหญ้า ไม่ได้ใช้ฉีดพ่นพืชผักผลไม้
    ถ้าใช้พอดีๆ ตามคำแนะนำ ก็ไม่อันตราย.......
    จะอันตรายก็ตรงที่ปล่อยให้ชาวไร่-ชาวนาปลูกซ้ำ-ปลูกซากพืชชนิดเดียวในที่ดินตรงนั้น ทำให้สารเคมีสะสม-ซ้ำซาก
    แบบนี้ เรียกว่า "เกินพอดี" ดินจะป่วย.........
    ทั้งวิศวกรดินธรรมชาติ พวกไส้เดือน จิ้งหรีด ด้วง แมลง ไม่เกิด ด้วยสารพิษอาบแผ่นดินอย่างว่านั่นแหละ ทำให้ดินและระบบนิเวศสิ้นสภาพ
    ถ้าแนะนำให้ปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียนหรือผสมผสานในที่ดินนั้นบ้าง 
    แล้วไถกลบ "ไม่เผา"
    กระทั่งหญ้าและซังข้าวก็เถอะ จะต้องฆ่า ต้องเผาทำไม?    
    เอาราก, เอาเถา, เอาต้น, เอาใบ, เอาซัง ไถกลบเป็นปุ๋ยในดิน แบบนี้ ดินจะไม่ป่วย วิศวกรดินธรรมชาติจะเกิด
    เมื่อดินหายป่วย......
    กลับมาปลูกพืชไร่ได้เหมือนเดิมอีก ก็จะได้ผลดี บางทีไม่ต้องใช้สารเคมี หรือต้องใช้ ก็ใช้น้อยลง อย่างนี้ จากโทษก็เป็นคุณ
    แต่อย่างคลอร์ไพริฟอส ใช้ฆ่าหนอน-แมลง นี่น่าห่วง เพราะต้องปนเปื้อนกับพืชผักผลไม้โดยตรง 
    เป็นเรื่องที่กรมวิชาการเกษตร ต้องหามาตรการมาใช้
    เรื่องจะห้ามใช้สารเคมีฆ่าหนอน-แมลงพืชไร่นั้น คิดได้ พูดได้ แต่ในทางปฏิบัติ คำถามคือ.....
    แล้วจะแนะนำหรือมีอะไรให้เขาใช้แทน?
    น้ำมันที่ใช้กับรถยนต์ทุกชนิด เทลงคลอง ลงพื้น ลงท่อระบาย ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างรถ น้ำมันทิ้งจากทำอาหาร กระทั่งเครื่องสำอางพอกหน้า สารพัดสารจากของทิ้งที่ไหลลงท่อ
    สารพิษ "ฆ่ามนุษย์" ทั้งนั้น หรือมีเอ็นจีโอ นักวิชาการคนไหน ใช้น้ำประปาแทนน้ำมันเติมรถ ใช้สีก้านธูปทาปาก?
    ที่ยกมานี้ เพื่อให้เข้าใจว่า.....
    "สารพิษ" ที่มนุษย์ต้องใส่ใจ ไม่ได้มีเฉพาะ ๓ สาร "พาราควอต, ไกลโฟเซต, คลอร์ไพริฟอส" ที่เอ็นจีโอจำเพาะเจาะจง ว่าต้องแบนฉับพลันทันใดแค่นี้หรอก
    สารพิษน่ะ มันยังมีอาบแผ่นดินอยู่อีกเป็นแสน-เป็นล้านชนิดในชีวิตประจำวันมนุษย์
    ฉะนั้น ต้องใช้ "สติ" บริหารการใช้-ไม่ใช้ ให้มาก
    อย่าใช้อีโก้และตัวกูเป็นศูนย์กลางแห่งความใช่-ไม่ใช่ตะพึด!
    นี่เห็นปั้นประเด็นใหม่ว่ามติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้เลื่อนการแบนไปอีก ๖ เดือนนั้น โมฆะ ทำนอง มติ ๒๗ พ.ย.ขัดกับมติ ๒๒ ต.ค.จะฟ้องร้อง
    แล้วพาลด่ารัฐมนตรีอุตสาหกรรม "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" ที่นั่งหัวโต๊ะประชุมวันนั้น
    ทุเรศธนาธรไปคนแล้ว ยังจะต้องให้ทุเรศกับความงี่เง่าและเพ้อเจ้อพวกนี้อีกหรือนี่?
    รัฐมนตรีสุริยะ ทำถูกต้องในสิ่งควรต้องมีเหตุผลในทางปฏิบัติแล้ว เพียงแต่ไม่ถูกใจพวกไม่เอาเหตุ  จะเอาเฉพาะผลที่ตัวเองไม่รับผิดชอบเท่านั้น
    ขอถามเป็นข้อๆ นะ..........
    ๑.แบน ๓ สารแล้ว จะให้ใช้อะไรแทน?
    ๒.ที่จะนำมาให้ใช้แทน เป็นสารเคมี เช่นเดียวกับ ๓ สารนั้น หรือไม่ใช่?
    ๓.สารเคมีตัวอื่นๆ ในท้องตลาด ทำไมไม่ให้แบนไปทั้งหมด?
    ๔.ที่จะให้ใช้แทน ถูกกว่าเดิม เท่าเดิม หรือแพงกว่า?
    ๕.ให้ผลผลิตเท่าเดิม-มากกว่า หรือลดลงกว่าเดิม?
    ๖.ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตได้ลดลง ใครรับผิดชอบ?
    ๗.นักวิชาการ-เอ็นจีโอ มีคำตอบชนิดมีตัวอย่างยืนยันไหมว่า อินทรีย์ชีวภาพ ตอบโจทย์เกษตรเชิงพาณิชย์ เช่น ไร่มัน ไร่อ้อย ข้าวโพด สวนปาล์ม นาข้าว จะสะดวก, ประหยัด, ลดต้นทุน, ได้ผลผลิตดีกว่าเดิม?
    ๘.นักวิชาการ, เอ็นจีโอ มีมาตรการ ข้อเสนอแนะ เสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณามั้ยว่า........
    แบนแล้ว ทำตามมาตรการนี้ ข้อเสนอแนะนี้ รายจ่ายเกษตรกรจะลด รายได้จะเพิ่ม ทั้งสารพิษด้านอื่นก็จะไม่มี
    หรือแค่กระสัน แบน..แบน..แบน...แบน อย่างเดียว อย่างอื่นกูไม่รู้ด้วย กูไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้นด้วย?
    ๙.แบนตะพึด โดยไม่มีข้อเสนอแนะเป็นทางออก เอ็นจีโอ ภูมิใจว่าทำเพื่อโลกและสังคม 
    แต่คิดในมุมกลับหรือไม่ว่า........
    พวกคุณกำลังโยนโลกทั้งใบให้เกษตรกรแบก โดยพวกคุณ นั่ง-นอน-ดื่ม-กิน เกษมเสพอยู่ในโลกที่ให้เขาแบก 
    มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่เกษตรกรได้ คือคำว่า "ภาระเสี่ยง" อันหาผู้รับผิดชอบไม่ได้?
    ทางที่เป็นคุณูปการต่อสังคม เอ็นจีโอและนักวิชาการ อย่าทำเหมือนคนมีสมองซีกเดียว 
    ค้านน่ะ แค่อ้าปาก ปั่นข่าวสารด้านเดียวลงในโซเชียล มันง่าย ใครก็ทำได้
    ที่สังคมอยากได้ อยากฟัง คือ คำเสนอแนะ ถึงวิธีการ ขั้นตอน ว่า การแบน ๓ สาร นั้น 
    จะแลนดิงสวยๆ ด้วยมีมาตรการอย่างนั้น-อย่างนี้ รองรับไว้แล้ว และนั่นคืออะไร?
    ไม่ใช่ กูไม่รู้ กูไม่รับผิดชอบ ไม่ใช่ธุระของกู กระทั่งว่า สินค้าที่เขาสั่งเข้ามาก่อนหน้าถูกตามกฎหมาย แต่เมื่อแบนปุบปับกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
    ใครจะรับผิดชอบส่วนนี้?
    จะทำอย่างไร จะทำลาย แล้วใครจ่าย ไม่รู้...มีแต่คนเอาหน้า ไม่มีคนรับผิดชอบ แบบนี้น่ะหรือที่เรียกปัญญาบริหาร?
    นี่.......
    อยากให้เข้าใจกันตรงนี้ว่า คนส่วนใหญ่เห็นด้วย "สารเคมี" อย่างพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต อันตรายสะสม
    เลิกได้ ต้องเลิก เลิกไม่ได้ ต้องหาวิธีเลี่ยงใช้ให้น้อยที่สุด
    คณะกรรมการฯ ไม่ได้เลิกแบน เพียงเลื่อนเวลาการแบนไป ๖ เดือน 
    ระหว่างนี้ ให้กระทรวงเกษตรฯ สาธารณสุข ไปหาวิธีการ มาตรการที่เป็นไปได้ทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่สักแต่มีอำนาจก็บ้าจี้สั่งไปเรื่อย 
    และอะไรที่มีงานวิจัยทางวิชาการรองรับ ว่าใช้แทน ๓ สารเคมีนั้นได้ โดยไม่มีสารที่เป็นพิษตกค้างถึงมนุษย์ ที่จะเสนอใช้แทน?!
    เบื่อฟัง ต้องแบน..ต้องแบน
    ที่อยากฟัง คือ มีมาตรการอะไรรองรับการแบน และที่จะนำมาใช้แทน
    แน่นะ...ไม่ใช่สารเคมี?

    แต่พวกเอ็นจีโอแก๊ง "แบน ๓ สาร" นี่ สงสัยมีแค่สมองส่วนหลังอย่างเดียว จึงไม่เข้าใจระหว่างคำว่า
    "ยกเลิกการใช้" กับคำว่า "เลื่อนการเลิกใช้" ๓ สารเคมี
    เขาไม่ได้เลิกแบน
    เขาเพียงให้เลื่อนการแบนไปอีก ๖ เดือน เพื่อให้ไปศึกษาหาวิธีมาเสนอเพื่อพิจารณาอีกครั้งว่า 
    เมื่อเลิกใช้พาราควอตกับคลอร์ไพริฟอสไปแล้ว มีอะไรที่ไม่ใช่สารเคมี ที่กรมวิชาการเกษตร จะให้เกษตรกรเขาใช้?
    ส่วนไกลโฟเซต ไม่แบน ให้ใช้เหมือนเดิม แต่ "จำกัดการใช้" ด้วยภาระจำยอมบางอย่างทางเงื่อนไขการค้ากับสหรัฐฯ ซึ่งถ้าแบนฉับพลัน......
     สินค้าส่งออกมากมาย จะเสียหายในวงกว้างมากกว่าความเป็น "ไกลโฟเซต" แค่ยาฆ่าหญ้าตัวหนึ่ง ถึงแบนไป ก็ยังมีอีกเป็นร้อยชนิดวางขายให้ซื้อไปใช้แทน
    เนี่ย...ประเด็นหลักก็มีแค่นี้
    แต่นี่ โหมกระแสกันไปเป็นว่า คณะกรรมการฯ-ประเทศชาติ-รัฐบาล "เลิกแบน ๓ สาร" แล้ว
    แล้วด่าทุกคนที่ไม่เออออตาม!
    นักวิชาการ-วิชาเกินบางคน ก็พลอยเป็นไป หยิบข้อมูลด้านเดียว คือด้านอันตราย มาปั่นกันซะเวอร์ 
    จนลืมความจริงไปว่า ที่โวยและไม่โวยทุกคนวันนี้
    ล้วน "โต-โง่-ฉลาด" มาด้วยพืชผักผลไม้และยารักษาโรค ที่ "อาบสารพิษ" มาทั้งนั้น!
    ดังนั้น จะให้ข้อมูลอะไร ก็ควรให้มันครบทั้ง ๒ ด้าน ให้มันสมกับคำว่านักวิชาการ หรือ "คนดีเพื่อสังคม" ที่ไม่ใช่ "คนดีหากินกับสังคม"  
    ไม่มีใครเถียงว่า พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต กับอีกเป็นร้อยชนิดในท้องตลาด ไม่ใช่สารเคมีอันตราย 
    ขึ้นชื่อว่า "สารเคมี" อันตรายทั้งนั้น 
    แต่ในอันตรายนั้น มีทั้งคุณ-ทั้งโทษ และวงจรมนุษย์ทุกวันนี้ ไม่มีใครหนี "สารเคมี" พ้น
    ไม่แค่จาก พาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต ๓ สารในพืชไร่นี่เท่านั้น
    ปัจจัย ๔ คือ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ยุคนี้ เพิ่ม มือถือ อินเทอร์เน็ต รถยนต์  น้ำมัน แก๊ส เข้าไปอีก
    ลองบอกซิ.......
    จากหัวยันตีนเอ็นจีโอและพลโลกทุกวันนี้ มีใครบ้าง ที่ชีวิตประจำวัน พ้นความเป็นทาสสารเคมี?    ในโลกเป็นจริงก็คือ.........
    ในคุณมีโทษ ในโทษมีคุณ "หนักไปทางใด-ทางหนึ่ง" ก็เกิดโทษได้ทั้งนั้น
    เช่น ป่วย เป็นโรค ไม่กินยา ด้วยว่าเป็นสารเคมี ก็ตายทันทีได้
    แต่ถ้าเอะอะก็กรอกยาตะพึด......
    เช่นปวดหัวนิดนึง ก็คว้ายาแก้ปวดเป็นกำมือใส่ปาก หรือกินประจำ มันก็ตายได้เช่นกัน
    สมัยหนึ่ง เกษตรกร คนเฒ่าคนแก่ตามต่างจังหวัด ต้องมีทันใจ บวดหาย ติดเชี่ยนหมาก กรอกใส่ปากวันละ ๓-๔ ซอง
    ผล...กระเพาะทะลุ เป็นโรคไต กันเป็นแถว!
    ไม่มีใครปฏิเสธว่าสารเคมีมันไม่อันตรายต่อชีวิต ดังนั้น ถ้าเลิกได้ หลีกเลี่ยงได้ ต้องเลิก ต้องหลีกเลี่ยงทันที
    แต่ถ้าวงจรชีวิตยังหนีคำว่า "สารเคมี" ไม่พ้น ก็ต้องยึดคำว่า "พอดีๆ" บริโภคและใช้ด้วยศึกษาข้อบ่งใช้เคร่งครัด
    พอดี คือแบบไหน?
    ก็แบบไม่ใช้ประจำ ใช้ตามจำเป็น ใช้ตามคำแนะนำ ทั้งขนาด ปริมาณ ระยะเวลา รวมทั้งต้องมีความรับผิดชอบด้วย
    ต้องเข้าใจ อย่างพาราควอต ไกลโฟเซต เขาใช้ฆ่าวัชพืช คือพวกหญ้า ไม่ได้ใช้ฉีดพ่นพืชผักผลไม้
    ถ้าใช้พอดีๆ ตามคำแนะนำ ก็ไม่อันตราย.......
    จะอันตรายก็ตรงที่ปล่อยให้ชาวไร่-ชาวนาปลูกซ้ำ-ปลูกซากพืชชนิดเดียวในที่ดินตรงนั้น ทำให้สารเคมีสะสม-ซ้ำซาก
    แบบนี้ เรียกว่า "เกินพอดี" ดินจะป่วย.........
    ทั้งวิศวกรดินธรรมชาติ พวกไส้เดือน จิ้งหรีด ด้วง แมลง ไม่เกิด ด้วยสารพิษอาบแผ่นดินอย่างว่านั่นแหละ ทำให้ดินและระบบนิเวศสิ้นสภาพ
    ถ้าแนะนำให้ปลูกพืชตระกูลถั่วหมุนเวียนหรือผสมผสานในที่ดินนั้นบ้าง 
    แล้วไถกลบ "ไม่เผา"
    กระทั่งหญ้าและซังข้าวก็เถอะ จะต้องฆ่า ต้องเผาทำไม?    
    เอาราก, เอาเถา, เอาต้น, เอาใบ, เอาซัง ไถกลบเป็นปุ๋ยในดิน แบบนี้ ดินจะไม่ป่วย วิศวกรดินธรรมชาติจะเกิด
    เมื่อดินหายป่วย......
    กลับมาปลูกพืชไร่ได้เหมือนเดิมอีก ก็จะได้ผลดี บางทีไม่ต้องใช้สารเคมี หรือต้องใช้ ก็ใช้น้อยลง อย่างนี้ จากโทษก็เป็นคุณ
    แต่อย่างคลอร์ไพริฟอส ใช้ฆ่าหนอน-แมลง นี่น่าห่วง เพราะต้องปนเปื้อนกับพืชผักผลไม้โดยตรง 
    เป็นเรื่องที่กรมวิชาการเกษตร ต้องหามาตรการมาใช้
    เรื่องจะห้ามใช้สารเคมีฆ่าหนอน-แมลงพืชไร่นั้น คิดได้ พูดได้ แต่ในทางปฏิบัติ คำถามคือ.....
    แล้วจะแนะนำหรือมีอะไรให้เขาใช้แทน?
    น้ำมันที่ใช้กับรถยนต์ทุกชนิด เทลงคลอง ลงพื้น ลงท่อระบาย ผงซักฟอก น้ำยาล้างห้องน้ำ น้ำยาล้างรถ น้ำมันทิ้งจากทำอาหาร กระทั่งเครื่องสำอางพอกหน้า สารพัดสารจากของทิ้งที่ไหลลงท่อ
    สารพิษ "ฆ่ามนุษย์" ทั้งนั้น หรือมีเอ็นจีโอ นักวิชาการคนไหน ใช้น้ำประปาแทนน้ำมันเติมรถ ใช้สีก้านธูปทาปาก?
    ที่ยกมานี้ เพื่อให้เข้าใจว่า.....
    "สารพิษ" ที่มนุษย์ต้องใส่ใจ ไม่ได้มีเฉพาะ ๓ สาร "พาราควอต, ไกลโฟเซต, คลอร์ไพริฟอส" ที่เอ็นจีโอจำเพาะเจาะจง ว่าต้องแบนฉับพลันทันใดแค่นี้หรอก
    สารพิษน่ะ มันยังมีอาบแผ่นดินอยู่อีกเป็นแสน-เป็นล้านชนิดในชีวิตประจำวันมนุษย์
    ฉะนั้น ต้องใช้ "สติ" บริหารการใช้-ไม่ใช้ ให้มาก
    อย่าใช้อีโก้และตัวกูเป็นศูนย์กลางแห่งความใช่-ไม่ใช่ตะพึด!
    นี่เห็นปั้นประเด็นใหม่ว่ามติคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่ให้เลื่อนการแบนไปอีก ๖ เดือนนั้น โมฆะ ทำนอง มติ ๒๗ พ.ย.ขัดกับมติ ๒๒ ต.ค.จะฟ้องร้อง
    แล้วพาลด่ารัฐมนตรีอุตสาหกรรม "สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ" ที่นั่งหัวโต๊ะประชุมวันนั้น
    ทุเรศธนาธรไปคนแล้ว ยังจะต้องให้ทุเรศกับความงี่เง่าและเพ้อเจ้อพวกนี้อีกหรือนี่?
    รัฐมนตรีสุริยะ ทำถูกต้องในสิ่งควรต้องมีเหตุผลในทางปฏิบัติแล้ว เพียงแต่ไม่ถูกใจพวกไม่เอาเหตุ  จะเอาเฉพาะผลที่ตัวเองไม่รับผิดชอบเท่านั้น
    ขอถามเป็นข้อๆ นะ..........
    ๑.แบน ๓ สารแล้ว จะให้ใช้อะไรแทน?
    ๒.ที่จะนำมาให้ใช้แทน เป็นสารเคมี เช่นเดียวกับ ๓ สารนั้น หรือไม่ใช่?
    ๓.สารเคมีตัวอื่นๆ ในท้องตลาด ทำไมไม่ให้แบนไปทั้งหมด?
    ๔.ที่จะให้ใช้แทน ถูกกว่าเดิม เท่าเดิม หรือแพงกว่า?
    ๕.ให้ผลผลิตเท่าเดิม-มากกว่า หรือลดลงกว่าเดิม?
    ๖.ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตได้ลดลง ใครรับผิดชอบ?
    ๗.นักวิชาการ-เอ็นจีโอ มีคำตอบชนิดมีตัวอย่างยืนยันไหมว่า อินทรีย์ชีวภาพ ตอบโจทย์เกษตรเชิงพาณิชย์ เช่น ไร่มัน ไร่อ้อย ข้าวโพด สวนปาล์ม นาข้าว จะสะดวก, ประหยัด, ลดต้นทุน, ได้ผลผลิตดีกว่าเดิม?
    ๘.นักวิชาการ, เอ็นจีโอ มีมาตรการ ข้อเสนอแนะ เสนอให้คณะกรรมการวัตถุอันตรายพิจารณามั้ยว่า........
    แบนแล้ว ทำตามมาตรการนี้ ข้อเสนอแนะนี้ รายจ่ายเกษตรกรจะลด รายได้จะเพิ่ม ทั้งสารพิษด้านอื่นก็จะไม่มี
    หรือแค่กระสัน แบน..แบน..แบน...แบน อย่างเดียว อย่างอื่นกูไม่รู้ด้วย กูไม่รับผิดชอบอะไรทั้งสิ้นด้วย?
    ๙.แบนตะพึด โดยไม่มีข้อเสนอแนะเป็นทางออก เอ็นจีโอ ภูมิใจว่าทำเพื่อโลกและสังคม 
    แต่คิดในมุมกลับหรือไม่ว่า........
    พวกคุณกำลังโยนโลกทั้งใบให้เกษตรกรแบก โดยพวกคุณ นั่ง-นอน-ดื่ม-กิน เกษมเสพอยู่ในโลกที่ให้เขาแบก 
    มีสิ่งเดียวเท่านั้นที่เกษตรกรได้ คือคำว่า "ภาระเสี่ยง" อันหาผู้รับผิดชอบไม่ได้?
    ทางที่เป็นคุณูปการต่อสังคม เอ็นจีโอและนักวิชาการ อย่าทำเหมือนคนมีสมองซีกเดียว 
    ค้านน่ะ แค่อ้าปาก ปั่นข่าวสารด้านเดียวลงในโซเชียล มันง่าย ใครก็ทำได้
    ที่สังคมอยากได้ อยากฟัง คือ คำเสนอแนะ ถึงวิธีการ ขั้นตอน ว่า การแบน ๓ สาร นั้น 
    จะแลนดิงสวยๆ ด้วยมีมาตรการอย่างนั้น-อย่างนี้ รองรับไว้แล้ว และนั่นคืออะไร?
    ไม่ใช่ กูไม่รู้ กูไม่รับผิดชอบ ไม่ใช่ธุระของกู กระทั่งว่า สินค้าที่เขาสั่งเข้ามาก่อนหน้าถูกตามกฎหมาย แต่เมื่อแบนปุบปับกลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย
    ใครจะรับผิดชอบส่วนนี้?
    จะทำอย่างไร จะทำลาย แล้วใครจ่าย ไม่รู้...มีแต่คนเอาหน้า ไม่มีคนรับผิดชอบ แบบนี้น่ะหรือที่เรียกปัญญาบริหาร?
    นี่.......
    อยากให้เข้าใจกันตรงนี้ว่า คนส่วนใหญ่เห็นด้วย "สารเคมี" อย่างพาราควอต คลอร์ไพริฟอส ไกลโฟเซต อันตรายสะสม
    เลิกได้ ต้องเลิก เลิกไม่ได้ ต้องหาวิธีเลี่ยงใช้ให้น้อยที่สุด
    คณะกรรมการฯ ไม่ได้เลิกแบน เพียงเลื่อนเวลาการแบนไป ๖ เดือน 
    ระหว่างนี้ ให้กระทรวงเกษตรฯ สาธารณสุข ไปหาวิธีการ มาตรการที่เป็นไปได้ทางปฏิบัติจริง ไม่ใช่สักแต่มีอำนาจก็บ้าจี้สั่งไปเรื่อย 
    และอะไรที่มีงานวิจัยทางวิชาการรองรับ ว่าใช้แทน ๓ สารเคมีนั้นได้ โดยไม่มีสารที่เป็นพิษตกค้างถึงมนุษย์ ที่จะเสนอใช้แทน?!
    เบื่อฟัง ต้องแบน..ต้องแบน
    ที่อยากฟัง คือ มีมาตรการอะไรรองรับการแบน และที่จะนำมาใช้แทน
    แน่นะ...ไม่ใช่สารเคมี?

ถ้า...เลิกเกณฑ์ทหาร

    
 

    ทำไมพรรคอนาคตใหม่ถึง เดินหน้านโยบายเลิกเกณฑ์ทหาร 
    พูดง่ายๆ ใช้ระบบอเมริกา คือเพิ่มสวัสดิการ เพิ่มเงินเดือน ล่อใจให้ชายไทยสมัครเป็นทหาร 
    ถามว่าวิธีนี้ดีหรือไม่ 
    คำตอบคือดีมาก ดีสำหรับทุกฝ่าย
    พวกที่ไม่อยากถูกเกณฑ์ ไม่อยากลำบากก็สมใจ
    แต่มันก็มีปัญหาต้องแก้ไข
    ปัจจุบันกองทัพต้องการทหารเกณฑ์ประมาณปีละ ๑ แสนนาย
    มีทั้งระบบสมัครใจ และเกณฑ์ 
    ค่าเฉลี่ยหลายปีมานี้ สมัครใจเป็นทหารประมาณ ๔๐% ส่วนที่ผ่านการเกณฑ์ประมาณ ๖๐% 
    นั้นหมายความว่า หากยกเลิกการเกณฑ์ทหาร กำลังพลที่ต้องการยังขาดอยู่กว่าครึ่ง
    การเพิ่มสวัสดิการ เพิ่มเงินเดือนช่วยได้หรือไม่ 
    ช่วยได้ 
    แต่...ต้องเพิ่มเท่าไหร่    
    เงินเดือน เบี้ยเลี้ยงทหารเกณฑ์ปัจจุบันประมาณ ๑ หมื่นบาท    
    เพิ่มเป็น ๓ หมื่น ใช้งบประมาณแค่ ๓ พันล้าน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
    ชายไทยน่าจะแห่สมัครทหารกันถล่มทลาย 
    นี่เราพูดถึงยามปกติ 
    ถ้าในยามไม่ปกติล่ะ 
    พรรคอนาคตใหม่บอกว่า เป็นหน้าที่ของผู้นำเหล่าทัพที่จะประเมินว่ามีสงครามหรือไม่ ถ้ามีก็ให้เกณฑ์ทหารล่วงหน้า ๑ ปี 
    ในความเป็นจริง สามารถรู้ล่วงหน้า ๑ ปีเป็นสูตรตายตัวหรือไม่ 
    ก็ไม่ใช่ 
    ก่อนไปสู่การยกเลิกการเกณฑ์ทหาร มีตัวอย่างให้ประเทศไทยเราได้ศึกษาว่า ทหารที่มาจาก "การจ้าง" ทหารที่มาจาก "หน้าที่ตามกฎหมาย" ต่างกันอย่างไร
    เยอรมนียักษ์ใหญ่ในยุโรป ที่ไม่เห็นว่าจะมีใครรุกราน หรือจะไปทำสงครามกับใคร วันนี้มีปัญหาด้านกำลังพล  
    ข้อใหญ่ใจความคือ นโยบาย America First ของ "โดนัลด์ ทรัมป์" ประธานาธิบดีอเมริกา ทำให้ประเทศพันธมิตรทางทหารหลายๆ ประเทศ เริ่มหันมาเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหม เพื่อป้องกันตัวเอง  เช่นตะวันออกกลางอย่างซาอุฯ ตะวันออกไกล ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ 
    รวมทั้ง เยอรมนี 
    Angela Merkel แถลงเมื่อไม่นานมานี้ว่า 
    "ยุโรปไม่มีความสามารถที่จะปกป้องตัวเองได้อีกต่อไป และดูเหมือนอเมริกาก็ไม่ใส่ใจจะปกป้องเราชาวยุโรปด้วย"
    ชาติในยุโรปจึงเริ่มนำ การเกณฑ์ทหารกลับมาอีกครั้ง
    เยอรมนีเป็นชาติล่าสุดที่ประกาศนโยบายนี้
    อ้าวแล้ว....ทหารเกณฑ์ในยุโรปสวัสดิการไม่ดีเงินเดือนไม่สูงหรืออย่างไร 
    สูงแต่ตามภาคเอกชนไม่ทัน 
    ยิ่งเกิดภาวะตึงเครียด ไม่ถึงขั้นสงคราม ก็ไม่มีใครอยากสมัครเป็นทหารแล้ว จ้างเงินเดือนสูงๆ ก็ไม่เอา เนื่องจากมีความเสี่ยงในชีวิต
    ยุโรปสงบมานับตั้งแต่หลังสงครามเย็น หลายๆ ประเทศคิดว่า ไม่น่าจะมีสงครามอีกแล้ว จึงยกเลิกการเกณฑ์ทหาร 
    แต่วันนี้การแย่งชิงทรัพยากรทั่วโลกที่มีจำกัดจำเขี่ยลงไปทุกที ไม่มีใครรับประกันได้ว่า สงครามจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ 
    การเตรียมพร้อมรบขั้นสูงสุดจึงจำเป็น
    ไม่ได้หมายความว่ากระเหี้ยนกระหือรือจะทำสงคราม 
    แต่ความพร้อมรบคือเครื่องมือในการเจรจาที่ดีที่สุด 
    และเยอรมนีเห็นความจำเป็นนั้นแล้ว 
    นึกถึงชายไทยที่เป็นทหารด้วยเหตุผลเงินเดือนดีสวัสดิการเพียบ ไม่ใช่เพราะเข้าใจและเสียสละไปทำหน้าที่ 
    คนมีความคิดแบบนี้จะมีสักกี่คนที่พร้อมไปเสี่ยงชีวิตเพื่อชาติ  
    ในส่วนของกองทัพเอง มีปัญหาต้องแก้ไข หากยังไม่ขจัดการคอร์รัปชันในการเกณฑ์ทหาร หรือการใช้ทหารเกณฑ์เพื่อประโยชน์ส่วนตัว ให้หมดไปได้ ๑๐๐% 
    เสียงเรียกร้องให้เลิกเกณฑ์ทหาร ก็จะดังอยู่ร่ำไป.  

 รบ.นัดมีตติ้งเปิดใจแก้'สภาล่ม'

    
 

    แกนนำรัฐบาลนัดพบปะหารือ 3 ธ.ค. ที่สโมสรราชพฤกษ์ เคลียร์ใจรับมือสภาล่ม "สมคิด" ห่วงการเมืองขัดแย้งสูงกระทบเศรษฐกิจ วอนทุกฝ่ายสามัคคี "วิรัช" โทษ ปชป.ไม่ทำตามมติวิปรัฐบาล เฉ่ง ส.ส.โหวตสวน ลั่นพรรคร่วมต้องทำตามมติวิปฯ "เพื่อไทย" เสี้ยมหากนายกฯ เห็นพรรคร่วมแค่นั่งร้านปัญหาจะไม่หมด ส.ส.ส้มหวานแจงหัวหน้า อนค.เดินการเมือง 2 ขา เชื่อไม่สุ่มเสี่ยงเข้าทางฝ่ายที่จ้องล้ม "ธนาธร" ลงพื้นที่ กทม.ปัดปลุกม็อบ โบ้ยอยู่ที่ความรู้สึก ปชช. ประธานญาติวีรชน 35 กระตุกเอาไม่อยู่ใครรับผิดชอบ
    เมื่อวันอาทิตย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะพบปะหารือกันค่ำวันที่ 3 ธ.ค.นี้ว่า เบื้องต้นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะมีการนัดพบปะหารือกันช่วงค่ำวันที่ 3 ธ.ค. ที่สโมสรราชพฤกษ์ โดยได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐรับทราบแล้ว และได้ประสานแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว
    ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นเพราะจากปัญหาสภาล่ม เสียงรัฐบาลแพ้เสียงโหวตฝ่ายค้านจากการลงมติตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาผลกระทบจากการใช้มาตรา 44 หรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ความจริงตั้งใจพบปะกันแบบนี้มานานแล้ว แต่ช่วงที่ผ่านมาต่างยุ่งกับการทำงาน ทำให้เพิ่งมีโอกาสมานัดพบปะกัน ขณะที่แต่ละพรรคไม่ได้ลงลึกว่าต้องเป็นใครมา แต่ละพรรคจะพาแกนนำใครมาก็ได้ และน่าจะเห็นการพูดคุยกันแบบนี้ของพรรคร่วมรัฐบาลอยู่เรื่อยๆ จากนี้
    เมื่อถามว่า ครั้งหน้ามีโอกาสที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดจะมาพบปะกันด้วยหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ถือเป็นสิ่งที่ดี ในอนาคตจะได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกัน
    ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดลำปาง ในการปิดงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 37 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ร่วมมือร่วมใจนำประเทศสู่อนาคต” ตอนหนึ่งว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้แย่ แค่ชะลอตัวเท่านั้น ขอให้ภาคเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก สถานการณ์การเมืองไทยมีความขัดแย้งสูง จะเห็นได้จากการประชุมสภาที่ล่มมาแล้ว 2 ครั้ง จึงอยากให้นักการเมืองแยกแยะอยากให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคี ก้าวข้ามความขัดแย้งทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รัฐบาลเปลี่ยนได้ แต่นโยบายต้องไม่เปลี่ยน เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า 
    ก่อนเดินทางกลับผู้สื่อข่าวได้ถามว่า ที่บอกว่ามีความขัดแย้งคืออะไร นายสมคิดบอกว่า ไม่หรอก ทุกคนต้องปรับตัวเข้าหากันประเทศชาติจะไปได้ดี หากมองในแง่ดี ประกอบกับเราเพิ่งมีรัฐบาลประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก ต้องช่วยกันประคับประคองให้ดี 
    "ขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก ไทยสะสมปัญหามาหลายปี เศรษฐกิจของเรายังโตอยู่ แต่มันชะลอตัวลง แนวโน้มหากทำดีๆ แล้วไตรมาส 4 จะดีขึ้น ถ้าเราทำการเมืองให้เข้มแข็ง และขับเคลื่อนทุกอย่างที่วางไว้ร่วมกันทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เชื่อว่าเราจะฝ่าอุปสรรคนี้ไปได้" นายสมคิด กล่าว
โทษ ปชป.ไม่ทำตามวิปฯ
    นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการแก้เกมการประชุมสภาในสัปดาห์หน้าภายหลังสภาล่มถึง 2 ครั้งว่า เรื่องนี้อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เพราะไม่ได้ทำตามมติวิปรัฐบาล และยังมี ส.ส.โหวตสวนมติพรรคและวิปรัฐบาล โดยที่ไม่สอบถามวิปฯ ว่าจะต้องเดินหน้าไปทางทิศทางไหน ซึ่งทางพรรค ปชป.ยืนยันว่าเป็นสิทธิของเขาที่กระทำได้ ดังนั้นเรื่องนี้จะต้องแก้ในส่วนของ ส.ส.ของ ปชป.ที่โหวตสวนมติ ส่วนที่นายกฯ กำชับให้รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลรักษาองค์ประชุมให้ครบนั้น อันดับแรกตนอยากขอให้ ปชป.รักษาองค์ประชุมให้ครบ ไม่ใช่ไม่พอใจแล้วไม่มา และโหวตสวน ขอให้ทำตามมติวิปรัฐบาล
    "พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคจะต้องปฏิบัติตามมติวิปรัฐบาล และเป็นองค์ประชุมให้กับฝ่ายรัฐบาล ส่วนนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่าต้องทำมติวิปรัฐบาลเป็นสำคัญ พรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยเป็นผู้นำรัฐบาลมาก่อน เมื่อสั่งการไปแล้วทุกคนต้องปฏิบัติตามกัน" นายวิรัชกล่าว
    ส่วนที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. ระบุว่าญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบจาก คสช. เป็นญัตติของสภา ไม่ใช่รัฐบาลหากแพ้โหวตไม่ใช่เรื่องใหญ่ นายวิรัชกล่าวว่า เป็นคำตอบที่นายจุรินทร์จะต้องไปตอบผู้นำรัฐบาล เพราะวิปรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปมีความเห็นข้ามพรรคการเมืองหรือให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวบุคคลได้ ส่วนการนัดมีตติ้งของนายกฯ เพื่อเคลียร์ใจพรรคร่วมรัฐบาล 3 ธ.ค.นี้ จะนำปัญหาพรรคร่วมในสภาไปพูดคุยเคลียร์ใจกันด้วยหรือไม่ ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วม แต่พร้อมไปร่วมนัดหมายเพื่อพูดคุยเรื่องนี้ในฐานะประธานวิปรัฐบาล แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไปแล้วจะได้พูดคุยเรื่องนี้ได้หรือไม่
    ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและประธานส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีองค์ประชุมไม่ครบรอบที่เเล้วมีหลายสาเหตุ ในส่วนของพรรคเอง ส.ส.บางท่านติดภารกิจ บางคนป่วยอยู่โรงพยาบาล และติดภารกิจต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สุดวิสัย ไม่คิดว่าเป็นเกมการเมืองใดๆ เชื่อว่าการประชุมสภาวันพุธที่จะถึงนี้คงไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ อยากให้จัดงานเลี้ยงในฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อกระชับความสัมพันธ์ในวันที่ 3 ธ.ค. ขณะนี้ยังไม่มีเเจ้งมา แต่หากมีการเเจ้งมาจริง ถ้าใครไม่ติดภารกิจก็คงจะไปร่วม เพราะการพบปะพูดคุยกันก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  
     ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจนั่งหัวโต๊ะพบปะพรรคร่วมรัฐบาลเดือนละกี่ครั้ง ก็ไม่ช่วยเยียวยาเพื่อให้เกิดเอกภาพในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลได้ เพราะนอกจากรัฐธรรมนูญไม่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาล ยังมีปัญหาการบริหารงานที่ผิดพลาด ไม่เป็นมืออาชีพ พรรคร่วมไม่ใช่ลูกน้องของ พล.อ.ประยุทธ์ในค่ายทหาร ที่จะสั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามอำเภอใจ ทำอะไรหัดเกรงใจประชาชนบ้าง
     “องค์ประชุมเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล สนิมเกิดจากเนื้อใน ความไว้วางใจไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เห็นพรรคร่วมเป็นเพียงนั่งร้านและรอรื้อตลอดเวลา ปัญหาของรัฐบาลจะไม่มีวันหมดสิ้น" นายอนุสรณ์กล่าว
จี้วิปรัฐบาลถอนญัตติ
     นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เช้าวันที่ 4 ธ.ค. พรรคร่วมฝ่ายค้านจะพิจารณาญัตติการพิจารณาตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบการใช้คำสั่งตามมาตรา 44  อีกครั้งว่าจะดำเนินการเช่นไร จะยืนตามมติเดิมของเราที่ไม่ร่วมประชุมในญัตติดังกล่าว หรือจะยืดหยุ่นอย่างไรหรือไม่ เราเชื่อมั่นว่ารัฐบาลคงสามารถจัดการองค์ประชุมของพรรคร่วมรัฐบาลได้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อคนในประเทศและต่างชาติ
      เมื่อถามว่า รัฐบาลอาจโยนความผิดให้ฝ่ายค้านที่ไม่เข้าร่วมประชุม เพราะมัวแต่เล่นเกมการเมือง นายสุทินกล่าวว่า รัฐบาลจะพูดเช่นนั้นไม่ได้ เพราะในอดีตที่พรรคเพื่อไทยเคยเป็นรัฐบาลเราไม่เคยโยนความผิดเรื่ององค์ประชุมให้ฝ่ายค้าน และฝ่ายค้านก็ไม่เคยทำให้องค์ประชุมล่มได้ ถ้ารัฐบาลนี้มีความรับผิดชอบเหมือนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ต่อให้ฝ่ายค้านเล่นเกมอย่างไร สภาก็ไม่มีวันล่ม การทำงานของรัฐบาลก็ไม่สะดุดเช่นนี้
    นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่  กล่าวถึงการประชุมสภาล่มถึง 2 ครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เกิดจากการพยายามเสนอญัตติให้นับคะแนนใหม่ในการตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบจากคำสั่ง คสช.และมาตรา 44 ที่ฝั่งรัฐบาลแพ้แล้วไม่ยอมแพ้ ต้องใจกว้าง แล้วงานในสภาจะเดินหน้าไปด้วยดี นายวิรัช รัตนเศรษฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ควรถอนญัตติการนับคะแนนใหม่ออกจะสวยงามกว่า ถ้าไม่ถอน ฝ่ายค้านไม่เปลี่ยนจุดยืน แล้วสภาจะเดินต่อไปลำบาก 
    ส่วนกรณีที่มองว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.ลาออกจาก กมธ.เพื่อปลุกม็อบ นายคารมกล่าวว่า การที่จะปลุกม็อบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรามีบทเรียนจากในอดีตที่ผ่านมา เชื่อว่านายธนาธรไม่ได้คิดที่จะปลุกม็อบ หรือต้องการให้เกิดความขัดแย้งและรุนแรง และตั้งใจอยากเป็น ส.ส.เพื่อเข้าไปขับเคลื่อนการเมืองรูปแบบใหม่ ช่วงนี้คุณธนาธรคงต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม เชื่อว่าจะไม่ทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงเข้าทางฝ่ายที่จับจ้องอยู่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 116 ข้อหาการยุยงปลุกปั่น ที่จะไปเข้าทางคนที่ต้องการล้มนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่อยู่แล้ว
    "ขอให้รัฐบาลไม่ต้องไปกังวลเรื่องนายธนาธร แต่ควรจะกังวลกับการบริหาร โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา เพราะรัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับนายธนาธรจะเดินเกมนอกสภา ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็อยู่ได้อีกนานโดยไม่ต้องไปกังวลอะไร” นายคารมกล่าว
อนค.อ้างการเมือง 2 ขา
    พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค อนค. กล่าวว่า เหตุที่นายธนาธรตัดสินใจลาออก เพราะต้องการทำงานมวลชนเต็มตัวไม่ใช่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ตามที่บางคนกล่าวหา โดยนายธนาธรจะลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากชาวบ้านพร้อมกับทีมงาน และนำข้อมูลและปัญหาต่างๆ ส่งต่อให้ ส.ส.ของพรรค เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาต่อในสภา เป็นเหมือนการเดินแบบสองขาทั้งในและนอกสภาควบคู่กันไป เชื่อว่าการทำงานแบบนี้จะได้ประโยชน์อย่างมาก นอกจากนี้ยังจะได้รณรงค์สร้างความรู้แก่ประชาชนในเรื่องต่างๆ ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญและการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ และยืนยันว่าการทำงานมวลชนไม่ใช่การปลุกม็อบลงถนน 
    เช้าวันเดียวกัน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินสายพบประชาชนในเขตพื้นที่ลาดกระบัง โดยเริ่มต้นด้วยการร่วมเตะฟุตบอลเป็นคู่เปิดสนามรายการ All Friend Tournament ครั้งที่ 5 ณ สนามหญ้าเทียมฮีโร่ซอคเกอร์ ซ.ฉลองกรุง 13 โดยมีนายทวีศักดิ์ ทักษิณ และนายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรค อนค. พร้อมทั้งนายสุนทร บุญยอด กรรมการบริหารปีกแรงงงาน ร่วมกิจกรรม จากนั้นได้เดินทางไปยังศูนย์การเรียนรู้ฅนเมือง ชุมชนบึงบัว เยี่ยมชมโครงการฝึกอบรมอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนและนักศึกษา กศน. ยกระดับสินค้าให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามนโยบายพรรค อนค.
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของกิจกรรม นายธนาธรได้แนะนำให้นักศึกษา กศน.ที่มาร่วมรับฟังรู้จักและร่วมกันผลักดันแคมเปญยกเลิกเกณฑ์ทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญตามร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร ที่พรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพูดคุยสอบถามกับนักศึกษาที่เคยผ่านการเป็นทหาร ผ่านการจับใบดำใบแดงในระบบเกณฑ์ที่ผ่านมา ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน
    ที่พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธรให้สัมภาษณ์ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ลาออกจากกรรมาธิการ อาจเป็นการปลุกระดมม็อบว่า หากเราต้องการจะเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ และเนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการให้ตนอยู่ในสภา เราก็อยากจะทำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสภา ตนจึงอยากใช้เวลาของตนไปเปิดพื้นที่การเมืองใหม่ๆ 
    เมื่อถามว่า ไม่ได้เป็นการระดมม็อบในอนาคตใช่หรือไม่ เพราะอาจมีอีกหลายคดีที่ศาลกำลังจะไล่พิจารณา นายธนาธรกล่าวว่า ไม่เกี่ยวอะไรกับคดี คงเห็นชัดแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงทางกลไกรัฐสภาที่เราตั้งมั่นมุ่งหมายไว้อย่างเดียวคงไม่พอ พรรคอนาคตใหม่ยังตั้งใจที่จะทำงานการเมืองในรัฐสภาอย่างมุ่งมั่น โดยการทำหน้าที่ในส่วนนี้ เชื่อว่านายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคฯ ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ 
    "ผมคงไม่สามารถพูดอย่างนั้นได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น เพราะอยู่ที่ความรู้สึกของประชาชน ไม่ได้อยู่ที่ผม ไม่ว่าผมจะทำอะไร หากประชาชนไม่เห็นด้วยก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนมากกว่า" นายธนาธรกล่าว    เมื่อถามว่าจะเป็นการรวมกลุ่มในเฉพาะเรื่องใช่หรือไม่  
เตือน"ธนาธร"เอาไม่อยู่
    นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 กล่าวว่า กรณีนายธนาธรลาออกจากที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กลับไปอยู่กับประชาชนเพื่อรณรงค์ในเรื่องต่างๆ เป็นสิทธิอันชอบธรรม เพราะตนเองมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีความทางการเมือง จึงขอให้กำลังใจสมาชิกพรรค อนค. ให้อดทนอดกลั้น รักษาแนวทางประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาด้วยอุดมคติที่มั่นคง 
    "แต่เป็นห่วงในการเคลื่อนไหวนอกสภา ด้วยการปลุกมวลชนให้ลุกขึ้นสู้กับเผด็จการนั้น ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และอย่าให้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ ยิ่งสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ที่ประชาชนกำลังประสบความทุกข์ยากจากภาวะเศรษฐกิจ หากมาร่วมผสมโรงกับเหตุทางการเมือง จะทำให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้น หากลงท้องถนนเมื่อไหร่ ก็จะสร้างความเดือดร้อนและสุ่มเสี่ยงเกิดความรุนแรงขึ้นได้ และคราวนี้จะควบคุมสถานการณ์ได้ยาก หากเอาไม่อยู่ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ" นายอดุลย์กล่าว
    นายอดุลย์กล่าวอีกว่า องค์กรอิสระมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาจัดการปัญหาความขัดแย้ง บัดนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าองค์กรอิสระต่างๆ ไม่ได้ทำหน้าที่ให้เป็นไปตามภารกิจของตนเอง โดยเฉพาะตุลาการภิวัฒน์ ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะเป็นกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง กลับกลายเป็นเพียงวาทกรรม เพราะคำวินิจฉัยในคดีความต่างๆ ไม่ได้ยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ถูกมองว่าปกป้องแต่กลุ่มผู้มีอำนาจ จัดการฝั่งตรงข้าม ไร้บรรทัดฐาน ไม่เป็นที่เชื่อถือ 2 มาตรฐาน วิกฤติทางการเมืองยังติดหล่ม ประชาชนทุกภาคส่วนทุกเสื้อสีกำลังอึดอัดกับสถานการณ์ เริ่มมีกระแสออกมาไล่รัฐบาล ดังนั้นขอให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่าเล่นเกมเตะถ่วง และตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบจากคสช. แล้วเริ่มต้นแก้ไขปัญหาให้ถูกทาง
    นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอนหนึ่งระบุว่า รัฐบาลจะล้มหรือดำรงอยู่ได้หรือไม่นั้น ก็มาจากเหตุ 3 ประการคือ 1.พรรคร่วมรัฐบาลทะเลาะกันแล้วก็แตกกัน 2.ทุจริตโกงกินคอร์รัปชัน 3.ไม่มีผลงาน คนเบื่อ หมดหวังหมดศรัทธา รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่หรือเสียงของส.ว. แต่อยู่ที่การทำตัวของตัวเอง และอยู่ที่ว่าไปนั่งอยู่ในใจของประชาชนได้หรือเปล่าต่างหาก
    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจดัชนีการเมืองไทย โดยมีตัวชี้วัดรวม 25 ประเด็น ซึ่งตัวชี้วัดจะช่วยสะท้อนว่าการเมืองไทย ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม โดยให้คะแนนเต็ม 10 และหาค่าเฉลี่ย (X) ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นการสำรวจดัชนีการเมืองไทยครั้งที่ 4 โดยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,469 คน ระหว่างวันที่ 23-30 พ.ย. 2562 สรุปผลได้ดังนี้ ภาพรวมความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อ “ดัชนีการเมืองไทย เดือน พ.ย.62” คะแนนเต็ม 10 ได้ 3.94 คะแนน.

 

'บิ๊กตู่'ไปเอง! นั่งหัวโต๊ะกินข้าวสมานรอยร้าวพรรคร่วมรัฐบาลพรุ่งนี้

'บิ๊กตู่'ไปเอง! นั่งหัวโต๊ะกินข้าวสมานรอยร้าวพรรคร่วมรัฐบาลพรุ่งนี้

วันจันทร์ ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2562, 17.01 น.

เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562 นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิตัลเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม จะเดินทางไปร่วมรับประทานอาหารกับพรรคร่วมรัฐบาล วันพรุ่งนี้ (3 ธ.ค.) เวลา 18.00 น. ที่ สโมสรราชพฤกษ์ โดยการนัดครั้งนี้ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานยุทธศาตร์พรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ดำริ และได้มอบหมายให้นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็นผู้ประสานงานกับพรรคร่วมรัฐบาล

“นายกรัฐมนตรีจะแวะไปทักทายพูดคุยกับแกนนำพรรคร่วมรัฐบาล ในฐานะที่เป็นผู้นำรัฐบาล และได้ทำงานร่วมกันมา เบื้องต้นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลตอบรับกันหมดแล้ว” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

'มาดามเดียร์' ร้อง กกต.สอบพฤติกรรม 'ช่อ-อนาคตใหม่'

    
 

“ข้อเท็จจริงที่ชี้แจง สามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบไปยังบริษัทต่าง ๆ และศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยว่าดิฉันได้ขายหุ้นที่เกี่ยวกับสื่อมวลชนทั้งหมดก่อนลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส. ซึ่งไม่ใช่เรื่องยากที่ น.ส.พรรณิการ์ จะตรวจสอบให้มีความชัดเจนก่อนการแถลงข่าว จึงเชื่อว่า น.ส.พรรณิการ์ มีเจตนาเพื่อกลั่นแกล้งให้ตนถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง”น.ส.วทันยา กล่าว

น.ส.วทันยา กล่าวต่อว่า การที่ น.ส.พรรณิการ์ ออกมาพูดทำให้สังคมเกิดความสับสน และยังแถลงข่าวไม่จบไม่สิ้น มีเจตนากลั่นแกล้งชัดเจน ตนจึงต้องดำเนินการเพื่อให้เกิดความชอบธรรมกับตัวเอง และขอให้ กกต.ตรวจสอบพฤติกรรมของ น.ส.พรรณิการ์ เป็นจริงตามที่ตนได้ยื่นข้อร้องเรียนไปหรือไม่ หากเป็นจริงตนก็ขอให้ กกต.ดำเนินคดีกับ น.ส.พรรณิการ์ และพรรคอนาคตใหม่ด้วย

"การที่ น.ส.พรรณิการ์ ซึ่งในฐานะเป็น ส.ส.และในฐานะโฆษกพรรคอนาคตใหม่ ในการแถลงข่าวได้กล่าวหาตนด้วยข้อความอันเป็นเท็จเพื่อจะแกล้งให้ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง อีกทั้งยังมีการแจ้งหรือให้ถ้อยคำต่อ กกต.ตามการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 22 พ.ย. 2562 ด้วยนั้น จึงเป็นการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ. ศ. 2561 มาตรา 143 ตนจึงขอให้ กกต.ดำเนินการตรวจสอบการกระทำของ น.ส.พรรณิการ์และพรรคอนาคตใหม่ หากพบว่าการที่ น.ส.พรรณิการ์แถลงข่าวและที่อ้างว่าได้ยื่นข้อร้องเรียนต่อ กกต.เป็นความเท็จตามที่ตนได้นำเรียนก็ขอให้ กกต.ดำเนินคดีกับ น.ส.พรรณิการ์และพรรคอนาคตใหม่" น.ส.วทันยากล่าว

'แม้ว'กลบข่าวเพื่อไทยร้าว!ทวิตขอบคุณ'หน่อย-สมพงษ์-หัวเขียง'เยี่ยมถึงดูไบ

    
 

ผมและน้องสาวรู้สึกอบอุ่นและดีใจ ทุกครั้งที่มีเพื่อนฝูงจากเมืองไทยมาเยี่ยมเยียนถึงดูไบ 

หวังว่าจะได้เจอกันอีกครับ"

'วัชรพล'รอเลขาฯป.ป.ช. รายงานผลตรวจที่ดิน 'ปารีณา'

    
 

 พล.ต.อ.วัชรพล กล่าวว่า ส่วนกรณี น.ส.ปารีณาระบุว่ายื่นหนังสือถึงประธานป.ป.ช.นั้น ขอให้รอเจ้าหน้าที่สรุปเข้ามาทีเดียวจะดีกว่า อย่างไรก็ตาม โดยปกติผู้ยื่นบัญชีทรัพย์สินสามารถยื่นข้อมูลเพิ่มเติมได้ แต่สำหรับในประเด็นนี้คงต้องดูในรายละเอียดอีกครั้ง รอให้เจ้าหน้าที่สรุปข้อมูลอย่างละเอียดมาก่อน ย้ำว่ายึดหลักตามกระบวนการกฎหมาย

เอาคืน!'ปารีณา'ส่งทนายยื่นฟ้อง'วีระ-อัจฉริยะ'หมิ่นประมาท

    
 

2 ธ.ค.62 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ มอบอำนาจให้ นายธีรยุทธ สุวรรณเกษร ทนายความ เดินทางมาเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายวีระ สมความคิด อายุ 62 ปี ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ อายุ 52 ปี ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ, หมิ่นประมาทโดยการโฆษณา เป็นจำเลย โดยแยกฟ้องคดีเป็น 2 สำนวน

นายธีรยุทธ เปิดเผยว่า น.ส.ปารีณา ได้ยื่นฟ้อง นายวีระ สมความคิด กรณีกล่าวหาว่าฟอกเงิน ส่วนนายอัจฉริยะนั้น ได้พูดจาในทำนองเหยียดหยามว่าเป็น ส.ส.กระจอก ซึ่งประเด็นปัญหาที่นำคดีมาสู่ศาลก็เพื่อเปิดโอกาสให้มีการพิสูจน์ความจริงที่คลาดเคลื่อนอยู่บางประเด็นในสังคม หวังว่านายวีระและนายอัจฉริยะ คงพร้อมที่จะนำความจริงมาพิสูจน์กัน ส่วนตนเองได้เตรียมข้อมูลดังกล่าวไว้พร้อมแล้ว โดยทั้งสองคนดังกล่าวเชื่อว่า น.ส.ปารีณา ถือครองที่ดิน 3 แปลงย่อย มีการแบ่งแยกออกไป เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกยึดคืน ตนเองจึงอยากทราบว่า ที่ดิน 3 แปลงย่อยที่อ้างถึงนั้นอยู่ที่ใดบ้าง

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายวีระกับนายอัจฉริยะกล่าวเท็จในประเด็นใดบ้าง นายธีรยุทธ กล่าวว่า มีหลายจุดมาก เพราะทั้งสองคนให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนไว้เยอะมาก ซึ่งมีรายละเอียดทั้งหมดอยู่ในคำฟ้อง ความจริงบุคคลที่ทำงานสาธารณะระดับนี้ไม่ควรกระทำ เราอยู่ในสังคมทำงานสาธารณะ ความจริงและความสุภาพเท่านั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เห็นว่าการใช้อากัปกิริยาเหยียดหยามบุคคลที่ทำงานให้แก่สังคมและสาธารณะด้วยกันเอง เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง

เมื่อถามว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมา (2ธ.ค.) นายอัจฉริยะ ไปแจ้งความกับพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) กล่าวหาว่า ที่ดินของ น.ส.ปารีณารุกล้ำที่ดินของชาวบ้าน โดยมีการล้อมรั้ว ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายธีรยุทธ กล่าวว่า ขอชี้แจงว่า ตามแนวบรรทัดฐานของศาลฎีกา ระบุว่า ไม่ว่าที่ดินแปลงนั้นจะเป็นของใคร ถ้าหากเป็นการต่อสู้ระหว่างราษฎรด้วยกันเอง ส่วนข้อโต้แย้งซึ่งกันและกัน ก็มีหน่วยงานรัฐที่จะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้ แม้กระทั่งศาลเองก็ถือเป็นหน่วยงานรัฐที่จะแก้ไขปัญหาได้

เมื่อถามว่า ยืนยันที่ดินของ น.ส.ปารีณาไม่ได้รุกล้ำที่ดินของชาวบ้านได้หรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า ตนเองยังไม่ได้สอบถาม น.ส.ปารีณาอย่างละเอียด แล้วก็ไม่ใช่ประเด็นปัญหาที่นำมาฟ้องต่อศาล

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าสิ่งที่ น.ส.ปารีณาติดใจ ประเด็นมาตราวัดของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) กับกรมป่าไม้ ยังคงไม่ตรงกันใช่หรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า ขอเรียนว่า น.ส.ปารีณาไม่ได้มีความรู้เรื่องกฎหมาย หรือข้อมูลของหน่วยงานราชการมากนัก ก็เหมือนกับราษฎรทั่วไป แต่ปัญหาที่นักกฎหมายมองนั้นไม่ใช่แค่เรื่องแผนที่ แต่มันมีอย่างอื่นซ้อนอยู่อีก เราก็เตรียมข้อมูลไว้แล้ว ซึ่งถ้าหากมีประเด็นใดที่เป็นก้าวล้ำสิทธิ์ของ น.ส.ปารีณา ก็จำเป็นต้องป้องกันสิทธิและเกียรติยศของท่านอยู่แล้ว จากเมื่อวันก่อนอธิบดีกรมป่าไม้เคยพูดว่า สปก.ไม่ควรเข้ามายุ่งเกี่ยว แต่วันนี้ให้สัมภาษณ์ว่าที่ดินนั้นอยู่ในเขต สปก.และ สปก.จะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป ก็แสดงว่า สปก.เกี่ยวข้องด้วยใช่หรือไม่ นี่คือความชัดเจนที่เกิดขึ้นแล้วในวันนี้ ประเด็นสำคัญอยู่ที่ว่าสังคมจะต้องกระจ่างว่าที่ดินแปลงนี้ การเข้ามาสู่อำนาจการดำเนินงานของ สปก.ได้นั้น เกิดขึ้นได้อำนาจของกฎหมายใด เพราะไม่มีใครพูดออกมาว่าก่อนที่ ที่ดินจะมาอยู่กับ สปก.นั้นจะต้องมีการเพิกถอนที่ป่าและที่ป่าสงวนหรือไม่ ถ้ามีการเพิกถอนนั้น เพิกถอนกันเมื่อไหร่แค่นั้นเอง และถ้ามีการเพิกถอนก่อนหน้านี้แล้ว ความเป็นป่าและป่าสงวนก็ไม่เกิดขึ้น

ถามว่า หมายความว่าก่อนหน้านี้กรมป่าไม้ได้มอบหมายให้ สปก.นำที่ดินไปแจกจ่ายให้ชาวบ้านถือสิทธิที่ดินทำกินแล้วใช่หรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า เรายังไม่ชัดเจนถึงตรงนั้น เพราะว่าเป็นข้อมูลเชิงลึกที่เรารออยู่เช่นกัน ตอนนี้เรารอข้อมูลอยู่อีก 20 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ส่วนข้อมูลอีก 80 เปอร์เซ็นต์นั้นเรามีอยู่แล้ว แต่เราไม่อยากออกมาพูดให้เป็นวาทะอยู่ในสังคม หรือทำให้หน่วยงานราชการต้องกังวล แต่เราพร้อมพิสูจน์ความจริง

ถามว่า น.ส.ปารีณามั่นใจในพยานหลักฐานการถือครองที่ดินที่ตนเองมีอยู่ใช่หรือไม่ นายธีรยุทธ กล่าวว่า ที่ผ่านมา น.ส.ปารีณาก็แสดงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช.แล้ว แสดงว่าท่านพร้อมก็ไม่เคยปกปิด เช่น การยื่น ภ.บ.ท.5 เลขที่อะไร ยื่นเสียภาษีเมื่อปีไหน ก็ชัดเจน ซึ่งการเสียภาษีตาม ภ.บ.ท.5 นั้นมีพระราชบัญญัติหรือกฎหมายเฉพาะ ซึ่งตนเองเคยทำคดีลักษณะนี้ ทางดีเอสไอเคยรวบรวมข้อเท็จจริงไว้จากองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ยืนยันว่าการใส่ชื่อของนิติบุคคลหรือบุคคล หรือ การแก้ไขเปลี่ยนแปลงชื่อในใบ ภ.บ.ท.5 นั้นสามารถทำได้ตามระเบียบของกระทรวงมหาดไทยที่กำหนดไว้ ก็แสดงว่าที่ชำระเสียภาษีบำรุงท้องที่ต้องมีการยืนยันได้ในระดับหนึ่ง สำหรับใบ ภ.บ.ท.5 ตัวจริงนั้นมีขนาดเท่ากระดาษเอ 4 ด้านหน้าจะบอกว่าใครเป็นผู้ถือครองและก่อนหน้านั้นใครเป็นผู้ถือครอง ส่วนด้านหลังเขียนเป็นรูปแผนที่ เหมือนกันกับโฉนดที่ดิน แสดงว่าจะต้องมีการรังวัด มีการกำหนดเขต มีการพูดคุยกันระดับผู้ใหญ่บ้าน กำนัน หรือผุ้ปกครองท้องที่ ซึ่งเป็นส่วนที่สามารถยืนยันได้ระดับหนึ่ง แม้จะไม่ใช้กรรมสิทธิก็ตาม

ภายหลังให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนเสร็จแล้ว ทนายความได้ยื่นคำฟ้อง และศาลได้รับคำฟ้องคดีฟ้องนายวีระ สมความคิด ไว้เป็นคดีหมายเลขดำ อ.3199/2562  โดยนัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 3 ก.พ. 2563 เวลา 09.00 น. และคดีฟ้องนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ เป็นคดีหมายเลขดำ อ.3201/2562 นัดไต่สวนมูลฟ้องวันที่ 17 ก.พ. 2563 เวลา 09.00 น.

'กรมป่าไม้'ร้องตร.ปทส.แจ้งดำเนินคดี'ทวี-ปารีณา'บุกรุกป่าสงวน

    
 

พ.ต.อ.ทัศน์ภูมิ กล่าวว่า จากนี้จะตรวจสอบว่ากรณีของกรมป่าไม้ เป็นคดีเดียวกับที่นายวีระ สมความคิด ร้องทุกข์ไว้ที่ สภ.จอมบึง จ.ราชบุรี ว่าเป็นมูลคดีเดียวกันหรือไม่ หากใช่ ก็จะตรวจสอบว่าได้รับเลขคดีแล้วหรือยัง หากดำเนินการแล้ว จะส่งให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณาว่าให้หน่วยงานใด ดำเนินการสอบสวน หรือให้ตั้งคณะทำงานร่วมกัน ทั้งนี้ต้องตรวจสอบว่าเป็นที่ดินข้อพิพาท เป็นที่ดิน ส.ป.ก.หรือเป็นป่าไม้ หรือป่าสงวน หรือไม่ และจะแจ้งไปยังผู้ครอบครอง เพื่อขอลงพื้นที่ตรวจสอบว่ามีหมุดหลักปักไว้อย่างไร และเป็นเขตพื้นที่ใด หากเป็นป่าสงวนตามคำร้องทุกข์ ก็จะตรวจสอบหาผู้ครอบครองและแจ้งความดำเนินคดีต่อไป คาดว่าจะใช้เวลาอีกไม่นาน ส่วนกรณีนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงษ์ ประธานชมรมช่วยเหลืออาชญากรรม มาร้องทุกข์ไว้เมื่อช่วงเช้า พนักงานสอบสวนได้สอบปากคำไปแล้วบางส่วน พบว่าเป็นการบุกรุกที่ดินส่วนบุคค ถือเป็นความผิดระหว่างประชาชน ไม่ใช่ความเสียหายต่อรัฐ จึงถือเป็นคนละส่วนกับการบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ

 

ชาวบ้านระอากมธ.คาเฟ่ จับตา'ฟาร์มไก่'ซัดกันนัว


    
 


    ประชาชนเอือม กมธ.ชุดเสรีพิศุทธ์ มัวทะเลาะกันไม่ทำงาน วงเสวนาชำแหละกรรมาธิการสภาเละเทะ 35 คณะเยอะเกินไว้ซับน้ำตาคนพลาด รมต. เปิดพื้นที่ให้ลิ่วล้อหากิน ใช้เป็นเวทีเล่นงานฝ่ายตรงข้าม "ปารีณา" แจ้งความกลับ "วีระ-อัจฉริยะ" แจงป.ป.ช.แก้ไขมีที่ดินจริงแค่ 600 ไร่
    ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) จัดเสวนาเรื่อง “คณะกรรมาธิการรัฐสภา ประชาชนหวังพึ่งพาได้แค่ไหน” โดยมีผู้ร่วมงานประกอบด้วย นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.การต่างประเทศ, น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร, น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสารมวลชน โทรคมนาคม ดิจิตอล และเศรษฐกิจ สภาฯ, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการ สป.ยธ. และนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม    
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ไม่เคยเห็นว่า กมธ.มีบทบาทเท่ากับปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นเพราะสถานการณ์สภามีเสียงปริ่มน้ำ จึงทำให้บทบาทฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีความสนใจเท่าๆ กัน ดังนั้น กมธ. 35 คณะ หากพร้อมใจทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเรื่องทุจริต รวมทั้งสะท้อนให้เห็นว่าคนที่มาอยู่ในกมธ.เดียวกัน ที่ประกอบร่วมกันหลายพรรคการเมืองสามารถทำได้ และแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้สำเร็จ ก็จะฟื้นศรัทธาให้ประชาชนมั่นใจในระบบประชาธิปไตยและรัฐสภา และเชื่อว่าการยึดอำนาจและการลงประท้วงบนท้องถนนเสียเลือดเนื้อก็จะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีการใช้ตำแหน่ง กมธ.มาทำมาหากินจริง  
    ด้านนายกษิตกล่าวว่า คิดว่า 35 คณะ เป็นการแบ่งเค้กหลังจากหลายคนตกสำรวจไม่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ ซึ่งควรปรับให้ กมธ.ลดลงประมาณ 20 คณะ เพราะบางคณะซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังมีพวกหากินกับ กมธ. ที่เข้าไปเป็นที่ปรึกษา โดยเฉพาะร้อยละ 70 ไม่ใช่ ส.ส.ไม่ได้เรื่อง บางคนเป็นเด็กในพรรค หรือลิ่วล้อเข้าไปต้องการมีชื่อติดบัตร เพื่อเข้าไปของานต่างๆ ไปเบ่งที่นั่นที่นี่ ดูว่ามีโครงการอะไรที่เข้าไปมีส่วนรวมได้หรือไม่ และหากโชคดีก็ไปดูงานเมืองนอก ถือเป็นการคอร์รัปชันประเภทหนึ่ง  
    “กมธ.ใช้ข้าราชการตัวเล็กเป็นกระสอบทราย เช่นกรณีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่มาชี้แจง กรธ. เพราะมองว่าเป็นเวทีประหัตประหาร จึงทำให้ กมธ.ได้ระบายอารมณ์ข้าราชการที่มาแทนนายเพื่อหวังให้ข้าราชการดังกล่าวไปบอกเจ้าของพวกเขา รวมทั้งเรื่องบางเรื่องที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ควรจะทำให้โปร่งใส มิใช่อ้างว่าเป็นความลับ” นายกษิตระบุ
    น.ส.กัลยากล่าวยอมรับว่า ในสมัยก่อน กมธ.เป็นอย่างที่นายกษิตพูด เช่นการตั้งคนในเข้ามา กมธ.เพื่อต้องการบัตร กมธ.เพื่อทำมาหากิน หรือบางคนมีคนฝากเข้ามา ตนดู เคยตรวจคุณสมบัติไม่ตรงกับคณะตัวเอง ตนก็ปฏิเสธมาแล้ว รวมทั้งยังเคยถูกคนแอบอ้างเอานามบัตรมาแสดงเป็นที่ปรึกษา กมธ. ทั้งที่ตรวจสอบแล้วไม่เคยมีการแต่งตั้งก็มี     
    นายสุรพงษ์กล่าวว่า การแบ่ง กมธ. มีการแบ่งเค้ก ข้อดีมีการกระจายให้ทั่วถึง แต่ข้อเสียทำให้คนที่เข้าไปได้ไม่ตรงกับเชี่ยวชาญ ส่งผลให้งานใน กมธ.ไม่มีประสิทธิภาพ และบางครั้งยังมีการจัดกมธ.แบบต่างตอบแทน รวมทั้งมี กมธ.บางคนที่เป็นข่าวขณะนี้ทำแต่เรื่องส่วนตัว แต่ไม่ได้ทำเรื่องส่วนรวม และการทำงานของ กมธ.ในบางชุด ตัวประธานมีเรื่องที่สนใจ และมุ่งทำเรื่องส่วนตัว อีกทั้ง กมธ.ยังไม่ทำหน้าที่โดยยึดความเป็นกลาง ใช้เวทีอัดฝ่ายตรงข้าม ส่วนพวกเดียวกันไม่ตรวจสอบ แถมยังยอมรับความถูกต้องอีกด้วย  
    พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวว่า การทำงาน กมธ.ไม่ควรเป็นความลับ และไม่มีการบันทึก ถือเป็นความชั่วร้าย ที่คนทุจริตกลัว ทั้งที่คนสุจริตต้องกล้าเปิดเผย เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าไปนั่งฟังตลอดเวลา จะทำให้ระบบตรวจสอบได้ดีขึ้น และปิดโอกาสการซูเอี๋ย อีกทั้งไม่ต้องการให้ประธาน กมธ.สามารถครอบงำการทำหน้าที่สมาชิกได้ และการใช้คำสั่งเรียกต้องประสิทธิภาพและให้ตัวจริงมา ขณะที่การทำงานไม่ต้องรอผู้ร้อง แต่สามารถทำงานเชิงรุกไปแก้ปัญหาได้ทันที  
    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง “ปัญหาในกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย.2562 รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,257 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.71 ระบุว่าน่าเบื่อ ควรหยุดทะเลาะกัน หันมาทำงานให้ประชาชนได้แล้ว รองลงมา ร้อยละ 24.74 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน กมธ.ที่แข็งแกร่ง มีจุดยืน, ร้อยละ 12.33 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธานกมธ.ที่แข็งกร้าวเกินไป, ร้อยละ 10.50 ประธานฯ เสนอแต่เรื่องเดิมๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน เช่น เรื่องการถวายสัตย์ฯ ของนายกฯ, ร้อยละ 9.71 กรรมาธิการที่มีอายุน้อยบางคน ไม่มีสัมมาคารวะในการพูดกับประธานที่มีอาวุโสมากกว่า 
      ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการเปลี่ยนประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.57 ระบุว่าไม่ควรเปลี่ยนประธานฯ รองลงมา ร้อยละ 34.77 ควรเปลี่ยนประธานฯ ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงระดับความขัดแย้ง หากมีการเปลี่ยนประธาน กมธ.ป.ป.ช. พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.38 ระบุว่าความขัดแย้งใน กมธ.จะยังคงเหมือนเดิม รองลงมา ร้อยละ 24.82 ความขัดแย้งใน กมธ.จะลดลง, ร้อยละ 15.04 ความขัดแย้งใน กมธ.จะมากขึ้น 
    วันเดียวกัน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค. ตนจะให้ฝ่ายกฎหมายไปดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลอาญารัชดาภิเษก เพื่อดำเนินคดีกับนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ในฐานความผิดแจ้งความอันเป็นเท็จ ทั้งที่รู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดเกิดขึ้น เป็นการแจ้งความเพื่อจะแกล้งให้ตนต้องรับโทษทางอาญา และนายวีระได้หมิ่นประมาทใส่ความโดยการโฆษณาทางสื่อสารมวลชน โดยมุ่งหมายให้ตนได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174 และ 326, 328 ซึ่งสืบเนื่องจากนายวีระได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่ สภ.จอมบึง จังหวัดราชบุรี ในวันที่ 21 และ 24 พ.ย.
    นอกจากนี้ จะให้ฝ่ายกฎหมายยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาเพื่อดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ใส่ความโดยการโฆษณาทางสื่อสารมวลชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 อีกด้วย​ ส่วนที่มีข่าวว่าตนจะไปยื่นฟ้องอธิบดีกรมป่าไม้ในวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลางนั้น ได้รับแจ้งจากฝ่ายกฎหมายว่ายังอยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน จึงแจ้งเลื่อนการฟ้องคดีในวันดังกล่าวไปก่อน
    น.ส.ปารีณากล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้ยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อแจ้งขอแก้ไขรายการในบัญชีหนี้สินทรัพย์สิน เนื่องจากเกิดความคลาดเคลื่อนและซ้ำซ้อนในเอกสาร ภ.บ.ท.5 ที่ได้ยื่นเสียภาษีในปี 2549 โดยได้แจ้ง ป.ป.ช.ซ้ำซ้อนกับเอกสารภ.บ.ท.5 ที่ได้ยื่นเสียภาษีในปี 2553 ทำให้จำนวนเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,000 ไร่ ทั้งที่ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่รวมประมาณกว่า 600 ไร่ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว.

 

เมื่อแม่น้ำโขงถูกล่ามโซ่! นักวิชาการชี้หายนะภัยพิบัตินิเวศครั้งร้ายแรง ประณาม นักลงทุนแสวงหากำไรฆ่าแม่น้ำทั้งสาย

    
 

2 ธ.ค.62- ดร.ไชยณรงค์ เศรษฐเชื้อ อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chainarong Setthachua ระบุ หายนะแม่น้ำโขงเปลี่ยนสี จากสายน้ำที่สมบูรณ์สู่สายน้ำที่หิวโหย  โดยระบุว่า สีของน้ำในแม่น้ำโขงที่เป็นสีคราม แท้จริงแล้วเกิดจากน้ำในแม่น้ำโขงใส ไร้ตะกอนในน้ำ และการใสไร้ตะกอน ผิวน้ำจึงเป็นเหมือนกระจกที่สะท้อนแสงของท้องฟ้ากลายเป็นสีคราม แต่หากลงไปดูดีๆ น้ำในแม่น้ำโขงใสแจ๋วมากทางวิชาการเรียกภาวะแบบนี้ว่า "hungry river" แปลว่า "ภาวะไร้ตะกอน" แต่จะให้เข้าใจเลยก็คือเกิดภาวะ "สายน้ำที่หิวโหย"

ดร.ไชยณรงค์ ระบุว่า ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมานับแต่แม่น้ำโขงเป็นที่รู้จักของชาวตะวันตก แม่น้ำโขงจะได้รับฉายาจากผู้สื่อข่าว นักทำสารคดี นักเขียนว่า "Mighty Mekong" สายน้ำโขงที่อุดมสมบูรณ์ สีของสายน้ำนี้จะเป็นสีปูน เพราะมีตะกอนที่เกิดจากการกษัยการ (หรือการพังทะลาย) ของหินและดินหอบมากับสายน้ำตะกอนที่พัดพามากับสายน้ำโขง เมื่อน้ำโขงไหลไปตามสายน้ำ และมีแม่น้ำสาขาไหลลงมาบรรจบ ก็จะทำให้เกิด "แม่น้ำสองสี" ในแทบทุกที่ เช่น ที่ปากมูลก็เกิดแม่น้ำสองสี "โขงสีปูน มูลสีคราม" คือน้ำสาขาจะมีสีคราม แต่น้ำโขงมีสีปูน

นักวิชาการผู้นี้ ระบุว่า ตะกอนหายไปไหน? วันนี้ แม่น้ำโขงไม่ได้เป็น Mighty Mekong อีกแล้ว แต่กลายเป็น "Hungry Mekong" เพราะหลังจากเขื่อนไซยะบุรีสร้างเสร็จ ก็มีการกักเก็บน้ำไว้เหนือเขื่อนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนกระทั่งน้ำท้ายเขื่อนแห้งและปลาตาย มีหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นว่าเหนือเขื่อนไซยะบุรีมีน้ำเต็มและนิ่ง ขณะที่ท้ายเขื่อนน้ำแห้ง หลายแห่งที่เคยมีน้ำ มองดูราวกับทะเลทราย เหลือแต่น้ำในร่องน้ำลึกที่ยังไหล ถ้าน้ำโขงกว้างก็จะไหลเอื่อย หากแคบมีแก่ง น้ำก็พอยังจะเชี่ยว แต่ไม่ได้ไหลแรงตามธรรมชาติ

"เขื่อนไม่ได้เก็บและปล่อยน้ำแบบที่โฆษณาว่า "ไหลมาเท่าไหร่ ปล่อยไปเท่านั้น" หรอกนะ คำพูดนั้นก็แค่หลอกเด็กและทำให้เขื่อนดูดีเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพราะแท้ที่จริงเขื่อนจะปล่อยน้ำในยามผลิตกระแสไฟฟ้า และผมเรียกมันใหม่ว่า "เขื่อนได้ควบคุมน้ำไว้" หรือให้เห็นภาพชัดๆ ก็คือ เขื่อนไซยะบุรีได้ "ล่ามโซ่แม่น้ำโขง" เรียบร้อยแล้ว" 

ดร.ไชยณรงค์ ระบุว่า เมื่อน้ำโขงถูกล่ามโซ่ น้ำเหนือเขื่อนที่ลึกและนิ่ง ทำให้ตะกอนที่พัดพามากับสายตกเหนือเขื่อนและอยู่ใต้อ่างเก็บน้ำของเขื่อน การปล่อยน้ำผ่านเทอร์ไบน์ต้องมีระดับน้ำที่ต่างกัน ซึ่งเรียกว่า head เขื่อนไหนๆ ก็มี เขื่อนไซยะบุรีที่เรียกว่าเขื่อนน้ำไหลผ่าน (run-off river dam) ก็ต้องมี head และ head ที่นี่ก็หลายสิบเมตร น้ำที่ไหลผ่านเทอร์ไบน์ลงท้ายเขื่อนจึงเป็นน้ำที่ไม่มีตะกอน

เขื่อนน้ำไหลผ่านก็มีการตกตะกอนได้เหมือนเขื่อนอื่นๆ บทเรียนก็คือ เขื่อนปากมูลซึ่งอ้างว่าเป็นเขื่อนน้ำไหลผ่านก็ตกตะกอน เพราะยามที่มีการเปิดประตูระบายน้ำ(sluice gate) เหนือเขื่อนตั้งแต่ตัวเขื่อนขึ้นไปอีกหลายสิบกิโลเมตรจนถึงแก่งสะพือก็เต็มไปด้วยตะกอน ตะกอนเหล่านี้ทับถมอยู่หน้าเขื่อน ต้องใช้เวลาเป็นปี สายน้ำจึงพัดพาตะกอนออกไป แต่ก็ออกไปได้ไม่หมด เพราะมันทับถมอยู่ตามร่องหินของแก่งที่เคยเป็นบ้านของปลา

"กรณีแม่น้ำโขง นอกจากตะกอนทับถมเหนือเขื่อนแล้ว ทางท้ายเขื่อน เมื่อน้ำไม่ไหลเชี่ยวเหมือนเดิม นับตั้งแต่เดือนกรกฎาคมเป็นต้นมา บริเวณที่เป็นหาดทราย แก่งหิน และป่าน้ำท่วม (ป่าไคร้) เช่น ที่พันโขดแสนไคร้ น้ำที่เคยไหลเอื่อยก็แทบไม่ไหล และบ่อยครั้งที่น้ำลดจนแห้งราวกับทะเลทราย บริเวณที่น้ำไหลเอื่อยๆ ตามธรรมชาตินี่แหละที่ทำให้หาดทราย ป่าไคร้ เป็นบ้านของสัตว์น้ำเล็กๆ ทั้งหอย ปู ปลา กุ้ง ที่อาศัยความอุดมสมบูรณ์ของสายน้ำที่ไหลมาจากข้างบนการที่น้ำโขงแห้งเพราะถูกล่ามโซ่ นอกจากทำให้ต้นไม้ตายเพราะไม่จมอยู่ใต้น้ำตามวัฏจักรแล้ว สัตว์น้ำจำนวนมากก็ตายด้วย และยังทำให้ตะกอนที่พอจะเหลือจากที่ถูกกักไว้เหนือเขื่อน เกิดการตะกอนอีกครั้ง ป่าไคร้ที่พันโขดแสนไค้จึงมีตะกอนทับถมสูง บางจุดตะกอนทับถมเหลือแต่ปลายต้นไคร้ บางจุดสูงมากกว่า 2 เมตรเมื่อตะกอนถูกกักไว้เหนือเขื่อนและยังตกตะกอนบริเวณที่เคยเป็นหาดทรายและป่าน้ำท่วม ยิ่งไกลจากท้ายเขื่อนน้ำก็ยิ่งใสราวกระจก และเมื่อสะท้อนแสงจากท้องฟ้าก็ยิ่งกลายเป็นสีคราม แต่คือสัญญาณอันตรายของแม่น้ำสายนี้" 

"นี่คือหายนะที่เกิดกับแม่น้ำโขงอย่างแท้จริง ไม่ใช่เฉพาะปลากินพืชที่ได้รับผลกระทบเท่านั้น แต่ปลาทั้ง 1,300 สายพันธุ์ก็กระทบไปหมด พวกนักสร้างเขื่อนมักจะบอกว่า เห็นมั้ย เขื่อนมันดีนะ "มีการจัดการน้ำให้ดี หน้าฝนน้ำไม่ท่วม หน้าแล้งมีน้ำ" แต่การทำแบบนี้คือการกระทำที่โง่เขลามาก เพราะการล่ามโซ่แม่น้ำ ทำให้ไม่เกิดน้ำท่วมในฤดูน้ำหลาก และพื้นที่เพาะปลูกในฤดูน้ำลดจะขาดความอุดมสมบูรณ์นักสร้างเขื่อนไม่รู้หรอกว่า ตะกอนที่พัดพามาทับถมในฤดูน้ำหลากคือปุ๋ยธรรมชาติที่ดีที่สุด และทำให้ริมฝั่งโขงเป็นพื้นที่เพาะปลูกที่สมบูรณ์ที่สุดในอีสาน"

ดร.ไชยณรงค์ ระบุด้วยว่า ก่อนการสร้างเขื่อน แม่น้ำโขงแถบหนองคายจนถึงนครพนมคือพื้นที่ปลูกมะเขือเทศที่ดีที่สุดของประเทศ เพราะมะเขือเทศที่นี่ให้เนื้อมาก และผลผลิตมะเขือเทศที่นี่คิดเป็นร้อยละ 50 ของที่ผลิตทั้งประเทศ จนทำให้ประเทศไทยเป็นอีกประเทศที่ส่งซอสมะเขือเทศไปขายต่างประเทศได้ ในตอนนี้น้ำไม่ท่วม ไม่มีปุ๋ยจากธรรมชาติ การเพาะปลูกก็ต้องใช้ปุ๋ยเคมี และภาระก็จะตกกับเกษตรกรและผู้บริโภคในที่สุด

ตลิ่งพัง เพราะสายน้ำที่หิวโหย แม่น้ำโขงที่หิวโหยยังจะสร้างหายนะได้อีกมาก ที่น่ากังวลที่สุดอีกประการก็คือ การพังทลายของตลิ่งแม่น้ำโขง เพราะน้ำโขงที่หิวโหยจะดึงตลิ่งให้พังลงมา และปัญหานี้อาจจะยาวไกลนับพันกิโลเมตรไปจนถึงกัมพูชาและเวียดนามขณะที่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง น้ำที่เกิดภาวะไร้ตะกอนจะทำให้ไม่เกิดการทับถมของตะกอนปากแม่น้ำ ภาวะไร้ตะกอนก็จะทำให้ชายฝั่งของเวียดนามพังทลายตามมา

นักวิชาการผู้นี้ ยังอธิบายปรากฎการณ์อันตรายครั้งนี้ด้วยว่า ยังส่งผลกระทบถึงบ้านของนกหายไปเนื่องจากตลิ่งพังนอกจากการสูญเสียพื้นที่เกษตรกรรม สร้างความเสียหายต่อที่อยู่อาศัยแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ที่คาดไม่ถึง หากใครเคยล่องน้ำโขงในฤดูแล้ง หากมองตลิ่ง อาจเห็นรูเล็กๆ กระจายตามตลิ่งที่ชัน รูเหล่านั้นแหละครับคือที่วางไข่ของนกในลุ่มน้ำโขง ในฤดูแล้ง นกบางชนิดจะขุดรูตามตลิ่งของชายฝั่ง และวางไข่ ก่อนที่น้ำโขงจะท่วมตลิ่ง ลูกนกของมันก็จะเติบโตและโบยบินเพื่อสืบทอดเผ่าพันธุ์ของมันต่อไป

"นกเหล่านี้ คือนักปราบศัตรูพืชตัวยง และหากตลิ่งพัง บ้านของนกจะหายไป และส่งผลกระทบต่อประชากรนกตามมา ขณะที่คนสองฝั่งโขงที่ทำเกษตรกรรม จะต้องแบกรับภาระนั้นจากการที่ต้องมีต้นทุนในการทำเกษตรเพิ่มขึ้น" 

นักวิชาการผู้นี้ ระบุทางออกของปัญหาว่าเรามีหนทางที่จะเยียวยาแม่น้ำโขงไม่มากนัก แต่อย่างน้อยที่สุด กลุ่มทุนที่ยึดแม่น้ำไปทำเขื่อนต้องเสียสละ หยุดปั่นไฟ และต้องรีบปฏิบัติการระบายตะกอน แต่มาตรการนี้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะฟื้นฟูแม่น้ำโขงให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ได้ดังนั้น ในระยะยาว ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเขื่อนโดยเฉพาะเขื่อนไซยะบุรีต้องคิดถึงการยกเลิกการใช้เขื่อน (dam decommissioning) เพราะผลกระทบที่เกิดจากเขื่อนแห่งนี้มันขยายวงกว้างและสร้างผลกระทบที่เรียกได้ว่า "ภัยพิบัติทางนิเวศ" ครั้งร้ายแรงในอนุภูมิลุ่มน้ำโขง

"อย่าลืมว่า แม่น้ำโขงไม่ได้เป็นของทุนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จะมีสิทธิในการล่ามโซ่แม่น้ำ แล้วปั่นไฟ เพื่อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ และรัฐทุกรัฐที่แม่น้ำโขงไหลผ่านก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะกล่าวว่าแม่น้ำเป็นของรัฐนั้น จะปู้ยี่ปู้ยำอย่างไรก็ได้ ขณะที่รัฐอีกรัฐที่จะได้ประโยชน์จากการซื้อไฟฟ้า ก็ไม่มีสิทธิที่จะมีส่วนสำคัญในการทำลายแม่น้ำโขงเพียงเพื่อจะเอากำไรจากไฟฟ้าทีซื้อมาจากการทำลายแม่น้ำโขงเพื่อนำไปขายเอากำไรต่อ เช่นเดียวกับสถาบันการเงินที่ให้เงินกู้กับเขือนก็ไม่มีสิทธิที่จะแสวงหากำไรจากดอกเบี้ยที่เกิดจากการฆ่าแม่น้ำทั้งสายเพราะแม่น้ำโขงคือแม่ของสรรพชีวิต และแม่ของคนอีก 60 ล้านคน ที่พึ่งพาแม่น้ำสายนี้ตั้งแต่บรรพชน" ดร.ไชยณรงค์ ระบุ

รบ.นัดมีตติ้งเปิดใจแก้'สภาล่ม'

    
 


    แกนนำรัฐบาลนัดพบปะหารือ 3 ธ.ค. ที่สโมสรราชพฤกษ์ เคลียร์ใจรับมือสภาล่ม "สมคิด" ห่วงการเมืองขัดแย้งสูงกระทบเศรษฐกิจ วอนทุกฝ่ายสามัคคี "วิรัช" โทษ ปชป.ไม่ทำตามมติวิปรัฐบาล เฉ่ง ส.ส.โหวตสวน ลั่นพรรคร่วมต้องทำตามมติวิปฯ "เพื่อไทย" เสี้ยมหากนายกฯ เห็นพรรคร่วมแค่นั่งร้านปัญหาจะไม่หมด ส.ส.ส้มหวานแจงหัวหน้า อนค.เดินการเมือง 2 ขา เชื่อไม่สุ่มเสี่ยงเข้าทางฝ่ายที่จ้องล้ม "ธนาธร" ลงพื้นที่ กทม.ปัดปลุกม็อบ โบ้ยอยู่ที่ความรู้สึก ปชช. ประธานญาติวีรชน 35 กระตุกเอาไม่อยู่ใครรับผิดชอบ
    เมื่อวันอาทิตย์ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน ในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวถึงกรณีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะพบปะหารือกันค่ำวันที่ 3 ธ.ค.นี้ว่า เบื้องต้นแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลจะมีการนัดพบปะหารือกันช่วงค่ำวันที่ 3 ธ.ค. ที่สโมสรราชพฤกษ์ โดยได้เรียนให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐรับทราบแล้ว และได้ประสานแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลแล้ว
    ผู้สื่อข่าวถามว่า เป็นเพราะจากปัญหาสภาล่ม เสียงรัฐบาลแพ้เสียงโหวตฝ่ายค้านจากการลงมติตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาผลกระทบจากการใช้มาตรา 44 หรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ความจริงตั้งใจพบปะกันแบบนี้มานานแล้ว แต่ช่วงที่ผ่านมาต่างยุ่งกับการทำงาน ทำให้เพิ่งมีโอกาสมานัดพบปะกัน ขณะที่แต่ละพรรคไม่ได้ลงลึกว่าต้องเป็นใครมา แต่ละพรรคจะพาแกนนำใครมาก็ได้ และน่าจะเห็นการพูดคุยกันแบบนี้ของพรรคร่วมรัฐบาลอยู่เรื่อยๆ จากนี้
    เมื่อถามว่า ครั้งหน้ามีโอกาสที่ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดจะมาพบปะกันด้วยหรือไม่ นายสนธิรัตน์กล่าวว่า ถือเป็นสิ่งที่ดี ในอนาคตจะได้มีโอกาสพบปะพูดคุยกัน
    ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดลำปาง ในการปิดงานสัมมนาหอการค้าทั่วประเทศ ครั้งที่ 37 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “ร่วมมือร่วมใจนำประเทศสู่อนาคต” ตอนหนึ่งว่า เศรษฐกิจของประเทศไทยไม่ได้แย่ แค่ชะลอตัวเท่านั้น ขอให้ภาคเอกชนร่วมกันขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศที่อยู่ในภาวะชะลอตัวลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก สถานการณ์การเมืองไทยมีความขัดแย้งสูง จะเห็นได้จากการประชุมสภาที่ล่มมาแล้ว 2 ครั้ง จึงอยากให้นักการเมืองแยกแยะอยากให้ทุกฝ่ายมีความสามัคคี ก้าวข้ามความขัดแย้งทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน รัฐบาลเปลี่ยนได้ แต่นโยบายต้องไม่เปลี่ยน เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้า 
    ก่อนเดินทางกลับผู้สื่อข่าวได้ถามว่า ที่บอกว่ามีความขัดแย้งคืออะไร นายสมคิดบอกว่า ไม่หรอก ทุกคนต้องปรับตัวเข้าหากันประเทศชาติจะไปได้ดี หากมองในแง่ดี ประกอบกับเราเพิ่งมีรัฐบาลประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก ต้องช่วยกันประคับประคองให้ดี 
    "ขณะนี้ทุกประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจโลก ไทยสะสมปัญหามาหลายปี เศรษฐกิจของเรายังโตอยู่ แต่มันชะลอตัวลง แนวโน้มหากทำดีๆ แล้วไตรมาส 4 จะดีขึ้น ถ้าเราทำการเมืองให้เข้มแข็ง และขับเคลื่อนทุกอย่างที่วางไว้ร่วมกันทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน เชื่อว่าเราจะฝ่าอุปสรรคนี้ไปได้" นายสมคิด กล่าว
โทษ ปชป.ไม่ทำตามวิปฯ
    นายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงการแก้เกมการประชุมสภาในสัปดาห์หน้าภายหลังสภาล่มถึง 2 ครั้งว่า เรื่องนี้อยู่ที่พรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) เพราะไม่ได้ทำตามมติวิปรัฐบาล และยังมี ส.ส.โหวตสวนมติพรรคและวิปรัฐบาล โดยที่ไม่สอบถามวิปฯ ว่าจะต้องเดินหน้าไปทางทิศทางไหน ซึ่งทางพรรค ปชป.ยืนยันว่าเป็นสิทธิของเขาที่กระทำได้ ดังนั้นเรื่องนี้จะต้องแก้ในส่วนของ ส.ส.ของ ปชป.ที่โหวตสวนมติ ส่วนที่นายกฯ กำชับให้รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลรักษาองค์ประชุมให้ครบนั้น อันดับแรกตนอยากขอให้ ปชป.รักษาองค์ประชุมให้ครบ ไม่ใช่ไม่พอใจแล้วไม่มา และโหวตสวน ขอให้ทำตามมติวิปรัฐบาล
    "พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรคจะต้องปฏิบัติตามมติวิปรัฐบาล และเป็นองค์ประชุมให้กับฝ่ายรัฐบาล ส่วนนี้เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เรื่องนี้พรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่าต้องทำมติวิปรัฐบาลเป็นสำคัญ พรรคประชาธิปัตย์เองก็เคยเป็นผู้นำรัฐบาลมาก่อน เมื่อสั่งการไปแล้วทุกคนต้องปฏิบัติตามกัน" นายวิรัชกล่าว
    ส่วนที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกฯ รมว.พาณิชย์ ในฐานะหัวหน้าพรรค ปชป. ระบุว่าญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบจาก คสช. เป็นญัตติของสภา ไม่ใช่รัฐบาลหากแพ้โหวตไม่ใช่เรื่องใหญ่ นายวิรัชกล่าวว่า เป็นคำตอบที่นายจุรินทร์จะต้องไปตอบผู้นำรัฐบาล เพราะวิปรัฐบาลไม่สามารถเข้าไปมีความเห็นข้ามพรรคการเมืองหรือให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับตัวบุคคลได้ ส่วนการนัดมีตติ้งของนายกฯ เพื่อเคลียร์ใจพรรคร่วมรัฐบาล 3 ธ.ค.นี้ จะนำปัญหาพรรคร่วมในสภาไปพูดคุยเคลียร์ใจกันด้วยหรือไม่ ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับเชิญให้ไปร่วม แต่พร้อมไปร่วมนัดหมายเพื่อพูดคุยเรื่องนี้ในฐานะประธานวิปรัฐบาล แต่ไม่รู้ว่าเมื่อไปแล้วจะได้พูดคุยเรื่องนี้ได้หรือไม่
    ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคและประธานส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณีองค์ประชุมไม่ครบรอบที่เเล้วมีหลายสาเหตุ ในส่วนของพรรคเอง ส.ส.บางท่านติดภารกิจ บางคนป่วยอยู่โรงพยาบาล และติดภารกิจต่างประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่สุดวิสัย ไม่คิดว่าเป็นเกมการเมืองใดๆ เชื่อว่าการประชุมสภาวันพุธที่จะถึงนี้คงไม่น่าจะมีปัญหา ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ อยากให้จัดงานเลี้ยงในฝ่ายพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อกระชับความสัมพันธ์ในวันที่ 3 ธ.ค. ขณะนี้ยังไม่มีเเจ้งมา แต่หากมีการเเจ้งมาจริง ถ้าใครไม่ติดภารกิจก็คงจะไปร่วม เพราะการพบปะพูดคุยกันก็เป็นเรื่องที่ดีที่จะสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน  
     ขณะที่นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจนั่งหัวโต๊ะพบปะพรรคร่วมรัฐบาลเดือนละกี่ครั้ง ก็ไม่ช่วยเยียวยาเพื่อให้เกิดเอกภาพในหมู่พรรคร่วมรัฐบาลได้ เพราะนอกจากรัฐธรรมนูญไม่เอื้อต่อการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพของรัฐบาล ยังมีปัญหาการบริหารงานที่ผิดพลาด ไม่เป็นมืออาชีพ พรรคร่วมไม่ใช่ลูกน้องของ พล.อ.ประยุทธ์ในค่ายทหาร ที่จะสั่งซ้ายหันขวาหันได้ตามอำเภอใจ ทำอะไรหัดเกรงใจประชาชนบ้าง
     “องค์ประชุมเป็นความรับผิดชอบของรัฐบาล สนิมเกิดจากเนื้อใน ความไว้วางใจไม่ได้เกิดชั่วข้ามคืน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เห็นพรรคร่วมเป็นเพียงนั่งร้านและรอรื้อตลอดเวลา ปัญหาของรัฐบาลจะไม่มีวันหมดสิ้น" นายอนุสรณ์กล่าว
จี้วิปรัฐบาลถอนญัตติ
     นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวว่า เช้าวันที่ 4 ธ.ค. พรรคร่วมฝ่ายค้านจะพิจารณาญัตติการพิจารณาตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบการใช้คำสั่งตามมาตรา 44  อีกครั้งว่าจะดำเนินการเช่นไร จะยืนตามมติเดิมของเราที่ไม่ร่วมประชุมในญัตติดังกล่าว หรือจะยืดหยุ่นอย่างไรหรือไม่ เราเชื่อมั่นว่ารัฐบาลคงสามารถจัดการองค์ประชุมของพรรคร่วมรัฐบาลได้ ไม่เช่นนั้นจะถือว่าเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอที่สุดในประวัติศาสตร์ จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นต่อคนในประเทศและต่างชาติ
      เมื่อถามว่า รัฐบาลอาจโยนความผิดให้ฝ่ายค้านที่ไม่เข้าร่วมประชุม เพราะมัวแต่เล่นเกมการเมือง นายสุทินกล่าวว่า รัฐบาลจะพูดเช่นนั้นไม่ได้ เพราะในอดีตที่พรรคเพื่อไทยเคยเป็นรัฐบาลเราไม่เคยโยนความผิดเรื่ององค์ประชุมให้ฝ่ายค้าน และฝ่ายค้านก็ไม่เคยทำให้องค์ประชุมล่มได้ ถ้ารัฐบาลนี้มีความรับผิดชอบเหมือนรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ต่อให้ฝ่ายค้านเล่นเกมอย่างไร สภาก็ไม่มีวันล่ม การทำงานของรัฐบาลก็ไม่สะดุดเช่นนี้
    นายคารม พลพรกลาง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่  กล่าวถึงการประชุมสภาล่มถึง 2 ครั้งในสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เกิดจากการพยายามเสนอญัตติให้นับคะแนนใหม่ในการตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบจากคำสั่ง คสช.และมาตรา 44 ที่ฝั่งรัฐบาลแพ้แล้วไม่ยอมแพ้ ต้องใจกว้าง แล้วงานในสภาจะเดินหน้าไปด้วยดี นายวิรัช รัตนเศรษฐ ในฐานะประธานวิปรัฐบาล ควรถอนญัตติการนับคะแนนใหม่ออกจะสวยงามกว่า ถ้าไม่ถอน ฝ่ายค้านไม่เปลี่ยนจุดยืน แล้วสภาจะเดินต่อไปลำบาก 
    ส่วนกรณีที่มองว่านายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.ลาออกจาก กมธ.เพื่อปลุกม็อบ นายคารมกล่าวว่า การที่จะปลุกม็อบนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรามีบทเรียนจากในอดีตที่ผ่านมา เชื่อว่านายธนาธรไม่ได้คิดที่จะปลุกม็อบ หรือต้องการให้เกิดความขัดแย้งและรุนแรง และตั้งใจอยากเป็น ส.ส.เพื่อเข้าไปขับเคลื่อนการเมืองรูปแบบใหม่ ช่วงนี้คุณธนาธรคงต้องระมัดระวังมากกว่าเดิม เชื่อว่าจะไม่ทำอะไรที่สุ่มเสี่ยงเข้าทางฝ่ายที่จับจ้องอยู่อย่างแน่นอน โดยเฉพาะตามรัฐธรรมนูญมาตรา 116 ข้อหาการยุยงปลุกปั่น ที่จะไปเข้าทางคนที่ต้องการล้มนายธนาธรและพรรคอนาคตใหม่อยู่แล้ว
    "ขอให้รัฐบาลไม่ต้องไปกังวลเรื่องนายธนาธร แต่ควรจะกังวลกับการบริหาร โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา เพราะรัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ ไม่เกี่ยวกับนายธนาธรจะเดินเกมนอกสภา ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาเศรษฐกิจได้ ก็อยู่ได้อีกนานโดยไม่ต้องไปกังวลอะไร” นายคารมกล่าว
อนค.อ้างการเมือง 2 ขา
    พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค อนค. กล่าวว่า เหตุที่นายธนาธรตัดสินใจลาออก เพราะต้องการทำงานมวลชนเต็มตัวไม่ใช่ไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ตามที่บางคนกล่าวหา โดยนายธนาธรจะลงพื้นที่รับฟังปัญหาจากชาวบ้านพร้อมกับทีมงาน และนำข้อมูลและปัญหาต่างๆ ส่งต่อให้ ส.ส.ของพรรค เพื่อขับเคลื่อนการแก้ปัญหาต่อในสภา เป็นเหมือนการเดินแบบสองขาทั้งในและนอกสภาควบคู่กันไป เชื่อว่าการทำงานแบบนี้จะได้ประโยชน์อย่างมาก นอกจากนี้ยังจะได้รณรงค์สร้างความรู้แก่ประชาชนในเรื่องต่างๆ ทั้งการแก้รัฐธรรมนูญและการผลักดันร่าง พ.ร.บ.ต่างๆ และยืนยันว่าการทำงานมวลชนไม่ใช่การปลุกม็อบลงถนน 
    เช้าวันเดียวกัน นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เดินสายพบประชาชนในเขตพื้นที่ลาดกระบัง โดยเริ่มต้นด้วยการร่วมเตะฟุตบอลเป็นคู่เปิดสนามรายการ All Friend Tournament ครั้งที่ 5 ณ สนามหญ้าเทียมฮีโร่ซอคเกอร์ ซ.ฉลองกรุง 13 โดยมีนายทวีศักดิ์ ทักษิณ และนายสมเกียรติ ไชยวิสุทธิกุล ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรค อนค. พร้อมทั้งนายสุนทร บุญยอด กรรมการบริหารปีกแรงงงาน ร่วมกิจกรรม จากนั้นได้เดินทางไปยังศูนย์การเรียนรู้ฅนเมือง ชุมชนบึงบัว เยี่ยมชมโครงการฝึกอบรมอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชนและนักศึกษา กศน. ยกระดับสินค้าให้เป็นวิสาหกิจเพื่อสังคมตามนโยบายพรรค อนค.
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในช่วงท้ายของกิจกรรม นายธนาธรได้แนะนำให้นักศึกษา กศน.ที่มาร่วมรับฟังรู้จักและร่วมกันผลักดันแคมเปญยกเลิกเกณฑ์ทหาร ซึ่งเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญตามร่าง พ.ร.บ.รับราชการทหาร ที่พรรคอนาคตใหม่ได้ยื่นเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยพูดคุยสอบถามกับนักศึกษาที่เคยผ่านการเป็นทหาร ผ่านการจับใบดำใบแดงในระบบเกณฑ์ที่ผ่านมา ซึ่งบรรยากาศเป็นไปอย่างสนุกสนาน
    ที่พรรคอนาคตใหม่ นายธนาธรให้สัมภาษณ์ถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่ลาออกจากกรรมาธิการ อาจเป็นการปลุกระดมม็อบว่า หากเราต้องการจะเปลี่ยนแปลง จำเป็นต้องเปิดพื้นที่ทางการเมืองใหม่ๆ และเนื่องจากพวกเขาไม่ต้องการให้ตนอยู่ในสภา เราก็อยากจะทำการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในสภา ตนจึงอยากใช้เวลาของตนไปเปิดพื้นที่การเมืองใหม่ๆ 
    เมื่อถามว่า ไม่ได้เป็นการระดมม็อบในอนาคตใช่หรือไม่ เพราะอาจมีอีกหลายคดีที่ศาลกำลังจะไล่พิจารณา นายธนาธรกล่าวว่า ไม่เกี่ยวอะไรกับคดี คงเห็นชัดแล้วว่าการเปลี่ยนแปลงทางกลไกรัฐสภาที่เราตั้งมั่นมุ่งหมายไว้อย่างเดียวคงไม่พอ พรรคอนาคตใหม่ยังตั้งใจที่จะทำงานการเมืองในรัฐสภาอย่างมุ่งมั่น โดยการทำหน้าที่ในส่วนนี้ เชื่อว่านายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคฯ ได้ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์แบบ 
    "ผมคงไม่สามารถพูดอย่างนั้นได้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้น เพราะอยู่ที่ความรู้สึกของประชาชน ไม่ได้อยู่ที่ผม ไม่ว่าผมจะทำอะไร หากประชาชนไม่เห็นด้วยก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้นขึ้นอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกของประชาชนมากกว่า" นายธนาธรกล่าว    เมื่อถามว่าจะเป็นการรวมกลุ่มในเฉพาะเรื่องใช่หรือไม่  
เตือน"ธนาธร"เอาไม่อยู่
    นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา’35 กล่าวว่า กรณีนายธนาธรลาออกจากที่ปรึกษากรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กลับไปอยู่กับประชาชนเพื่อรณรงค์ในเรื่องต่างๆ เป็นสิทธิอันชอบธรรม เพราะตนเองมองว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากคดีความทางการเมือง จึงขอให้กำลังใจสมาชิกพรรค อนค. ให้อดทนอดกลั้น รักษาแนวทางประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาด้วยอุดมคติที่มั่นคง 
    "แต่เป็นห่วงในการเคลื่อนไหวนอกสภา ด้วยการปลุกมวลชนให้ลุกขึ้นสู้กับเผด็จการนั้น ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ และอย่าให้ซ้ำรอยประวัติศาสตร์ ยิ่งสถานการณ์บ้านเมืองในขณะนี้ ที่ประชาชนกำลังประสบความทุกข์ยากจากภาวะเศรษฐกิจ หากมาร่วมผสมโรงกับเหตุทางการเมือง จะทำให้สถานการณ์ร้อนแรงขึ้น หากลงท้องถนนเมื่อไหร่ ก็จะสร้างความเดือดร้อนและสุ่มเสี่ยงเกิดความรุนแรงขึ้นได้ และคราวนี้จะควบคุมสถานการณ์ได้ยาก หากเอาไม่อยู่ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ" นายอดุลย์กล่าว
    นายอดุลย์กล่าวอีกว่า องค์กรอิสระมีบทบาทสำคัญในการเข้ามาจัดการปัญหาความขัดแย้ง บัดนี้เป็นที่ประจักษ์ชัดว่าองค์กรอิสระต่างๆ ไม่ได้ทำหน้าที่ให้เป็นไปตามภารกิจของตนเอง โดยเฉพาะตุลาการภิวัฒน์ ที่หลายฝ่ายเชื่อว่าจะเป็นกลไกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง กลับกลายเป็นเพียงวาทกรรม เพราะคำวินิจฉัยในคดีความต่างๆ ไม่ได้ยึดเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง ถูกมองว่าปกป้องแต่กลุ่มผู้มีอำนาจ จัดการฝั่งตรงข้าม ไร้บรรทัดฐาน ไม่เป็นที่เชื่อถือ 2 มาตรฐาน วิกฤติทางการเมืองยังติดหล่ม ประชาชนทุกภาคส่วนทุกเสื้อสีกำลังอึดอัดกับสถานการณ์ เริ่มมีกระแสออกมาไล่รัฐบาล ดังนั้นขอให้เร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่าเล่นเกมเตะถ่วง และตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบจากคสช. แล้วเริ่มต้นแก้ไขปัญหาให้ถูกทาง
    นายวันชัย สอนศิริ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว ตอนหนึ่งระบุว่า รัฐบาลจะล้มหรือดำรงอยู่ได้หรือไม่นั้น ก็มาจากเหตุ 3 ประการคือ 1.พรรคร่วมรัฐบาลทะเลาะกันแล้วก็แตกกัน 2.ทุจริตโกงกินคอร์รัปชัน 3.ไม่มีผลงาน คนเบื่อ หมดหวังหมดศรัทธา รัฐบาลจะอยู่ได้หรือไม่ได้ ไม่ใช่เสียงส่วนใหญ่หรือเสียงของส.ว. แต่อยู่ที่การทำตัวของตัวเอง และอยู่ที่ว่าไปนั่งอยู่ในใจของประชาชนได้หรือเปล่าต่างหาก
    “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เปิดเผยผลสำรวจดัชนีการเมืองไทย โดยมีตัวชี้วัดรวม 25 ประเด็น ซึ่งตัวชี้วัดจะช่วยสะท้อนว่าการเมืองไทย ดีขึ้น แย่ลง หรือเหมือนเดิม โดยให้คะแนนเต็ม 10 และหาค่าเฉลี่ย (X) ซึ่งในเดือนพฤศจิกายนนี้เป็นการสำรวจดัชนีการเมืองไทยครั้งที่ 4 โดยสำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 2,469 คน ระหว่างวันที่ 23-30 พ.ย. 2562 สรุปผลได้ดังนี้ ภาพรวมความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อ “ดัชนีการเมืองไทย เดือน พ.ย.62” คะแนนเต็ม 10 ได้ 3.94 คะแนน.

ชาวบ้านระอากมธ.คาเฟ่ จับตา'ฟาร์มไก่'ซัดกันนัว

    

    ประชาชนเอือม กมธ.ชุดเสรีพิศุทธ์ มัวทะเลาะกันไม่ทำงาน วงเสวนาชำแหละกรรมาธิการสภาเละเทะ 35 คณะเยอะเกินไว้ซับน้ำตาคนพลาด รมต. เปิดพื้นที่ให้ลิ่วล้อหากิน ใช้เป็นเวทีเล่นงานฝ่ายตรงข้าม "ปารีณา" แจ้งความกลับ "วีระ-อัจฉริยะ" แจงป.ป.ช.แก้ไขมีที่ดินจริงแค่ 600 ไร่
    ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม สถาบันเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม (สป.ยธ.) จัดเสวนาเรื่อง “คณะกรรมาธิการรัฐสภา ประชาชนหวังพึ่งพาได้แค่ไหน” โดยมีผู้ร่วมงานประกอบด้วย นายกษิต ภิรมย์ อดีต รมว.การต่างประเทศ, น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร, น.ส.กัลยา รุ่งวิจิตรชัย ส.ส.สระบุรี พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสื่อสารมวลชน โทรคมนาคม ดิจิตอล และเศรษฐกิจ สภาฯ, พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร เลขาธิการ สป.ยธ. และนายสุรพงษ์ กองจันทึก ประธานมูลนิธิผสานวัฒนธรรม    
    น.ส.พรรณิการ์กล่าวว่า ไม่เคยเห็นว่า กมธ.มีบทบาทเท่ากับปัจจุบัน ซึ่งอาจเป็นเพราะสถานการณ์สภามีเสียงปริ่มน้ำ จึงทำให้บทบาทฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านมีความสนใจเท่าๆ กัน ดังนั้น กมธ. 35 คณะ หากพร้อมใจทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนไปเรื่อยๆ โดยไม่มีเรื่องทุจริต รวมทั้งสะท้อนให้เห็นว่าคนที่มาอยู่ในกมธ.เดียวกัน ที่ประกอบร่วมกันหลายพรรคการเมืองสามารถทำได้ และแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้สำเร็จ ก็จะฟื้นศรัทธาให้ประชาชนมั่นใจในระบบประชาธิปไตยและรัฐสภา และเชื่อว่าการยึดอำนาจและการลงประท้วงบนท้องถนนเสียเลือดเนื้อก็จะไม่เกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ยอมรับว่ามีการใช้ตำแหน่ง กมธ.มาทำมาหากินจริง  
    ด้านนายกษิตกล่าวว่า คิดว่า 35 คณะ เป็นการแบ่งเค้กหลังจากหลายคนตกสำรวจไม่ได้เป็นรัฐมนตรีว่าการและรัฐมนตรีช่วยว่าการ ซึ่งควรปรับให้ กมธ.ลดลงประมาณ 20 คณะ เพราะบางคณะซ้ำซ้อน นอกจากนี้ยังมีพวกหากินกับ กมธ. ที่เข้าไปเป็นที่ปรึกษา โดยเฉพาะร้อยละ 70 ไม่ใช่ ส.ส.ไม่ได้เรื่อง บางคนเป็นเด็กในพรรค หรือลิ่วล้อเข้าไปต้องการมีชื่อติดบัตร เพื่อเข้าไปของานต่างๆ ไปเบ่งที่นั่นที่นี่ ดูว่ามีโครงการอะไรที่เข้าไปมีส่วนรวมได้หรือไม่ และหากโชคดีก็ไปดูงานเมืองนอก ถือเป็นการคอร์รัปชันประเภทหนึ่ง  
    “กมธ.ใช้ข้าราชการตัวเล็กเป็นกระสอบทราย เช่นกรณีนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ไม่มาชี้แจง กรธ. เพราะมองว่าเป็นเวทีประหัตประหาร จึงทำให้ กมธ.ได้ระบายอารมณ์ข้าราชการที่มาแทนนายเพื่อหวังให้ข้าราชการดังกล่าวไปบอกเจ้าของพวกเขา รวมทั้งเรื่องบางเรื่องที่ไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลได้ควรจะทำให้โปร่งใส มิใช่อ้างว่าเป็นความลับ” นายกษิตระบุ
    น.ส.กัลยากล่าวยอมรับว่า ในสมัยก่อน กมธ.เป็นอย่างที่นายกษิตพูด เช่นการตั้งคนในเข้ามา กมธ.เพื่อต้องการบัตร กมธ.เพื่อทำมาหากิน หรือบางคนมีคนฝากเข้ามา ตนดู เคยตรวจคุณสมบัติไม่ตรงกับคณะตัวเอง ตนก็ปฏิเสธมาแล้ว รวมทั้งยังเคยถูกคนแอบอ้างเอานามบัตรมาแสดงเป็นที่ปรึกษา กมธ. ทั้งที่ตรวจสอบแล้วไม่เคยมีการแต่งตั้งก็มี     
    นายสุรพงษ์กล่าวว่า การแบ่ง กมธ. มีการแบ่งเค้ก ข้อดีมีการกระจายให้ทั่วถึง แต่ข้อเสียทำให้คนที่เข้าไปได้ไม่ตรงกับเชี่ยวชาญ ส่งผลให้งานใน กมธ.ไม่มีประสิทธิภาพ และบางครั้งยังมีการจัดกมธ.แบบต่างตอบแทน รวมทั้งมี กมธ.บางคนที่เป็นข่าวขณะนี้ทำแต่เรื่องส่วนตัว แต่ไม่ได้ทำเรื่องส่วนรวม และการทำงานของ กมธ.ในบางชุด ตัวประธานมีเรื่องที่สนใจ และมุ่งทำเรื่องส่วนตัว อีกทั้ง กมธ.ยังไม่ทำหน้าที่โดยยึดความเป็นกลาง ใช้เวทีอัดฝ่ายตรงข้าม ส่วนพวกเดียวกันไม่ตรวจสอบ แถมยังยอมรับความถูกต้องอีกด้วย  
    พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวว่า การทำงาน กมธ.ไม่ควรเป็นความลับ และไม่มีการบันทึก ถือเป็นความชั่วร้าย ที่คนทุจริตกลัว ทั้งที่คนสุจริตต้องกล้าเปิดเผย เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนเข้าไปนั่งฟังตลอดเวลา จะทำให้ระบบตรวจสอบได้ดีขึ้น และปิดโอกาสการซูเอี๋ย อีกทั้งไม่ต้องการให้ประธาน กมธ.สามารถครอบงำการทำหน้าที่สมาชิกได้ และการใช้คำสั่งเรียกต้องประสิทธิภาพและให้ตัวจริงมา ขณะที่การทำงานไม่ต้องรอผู้ร้อง แต่สามารถทำงานเชิงรุกไปแก้ปัญหาได้ทันที  
    ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชนเรื่อง “ปัญหาในกรรมาธิการ ป.ป.ช. สภาผู้แทนราษฎร” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 27-28 พ.ย.2562 รวมทั้งสิ้นจำนวน 1,257 หน่วยตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 51.71 ระบุว่าน่าเบื่อ ควรหยุดทะเลาะกัน หันมาทำงานให้ประชาชนได้แล้ว รองลงมา ร้อยละ 24.74 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน กมธ.ที่แข็งแกร่ง มีจุดยืน, ร้อยละ 12.33 พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส เป็นประธานกมธ.ที่แข็งกร้าวเกินไป, ร้อยละ 10.50 ประธานฯ เสนอแต่เรื่องเดิมๆ ที่ไม่เป็นประโยชน์กับประชาชน เช่น เรื่องการถวายสัตย์ฯ ของนายกฯ, ร้อยละ 9.71 กรรมาธิการที่มีอายุน้อยบางคน ไม่มีสัมมาคารวะในการพูดกับประธานที่มีอาวุโสมากกว่า 
      ด้านความคิดเห็นของประชาชนต่อการเปลี่ยนประธาน กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร (พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 47.57 ระบุว่าไม่ควรเปลี่ยนประธานฯ รองลงมา ร้อยละ 34.77 ควรเปลี่ยนประธานฯ ท้ายที่สุด เมื่อถามถึงระดับความขัดแย้ง หากมีการเปลี่ยนประธาน กมธ.ป.ป.ช. พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 46.38 ระบุว่าความขัดแย้งใน กมธ.จะยังคงเหมือนเดิม รองลงมา ร้อยละ 24.82 ความขัดแย้งใน กมธ.จะลดลง, ร้อยละ 15.04 ความขัดแย้งใน กมธ.จะมากขึ้น 
    วันเดียวกัน น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เปิดเผยว่า ในวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค. ตนจะให้ฝ่ายกฎหมายไปดำเนินการยื่นฟ้องต่อศาลอาญารัชดาภิเษก เพื่อดำเนินคดีกับนายวีระ สมความคิด ประธานเครือข่ายประชาชนต่อต้านคอร์รัปชัน ในฐานความผิดแจ้งความอันเป็นเท็จ ทั้งที่รู้ว่ามิได้มีการกระทำผิดเกิดขึ้น เป็นการแจ้งความเพื่อจะแกล้งให้ตนต้องรับโทษทางอาญา และนายวีระได้หมิ่นประมาทใส่ความโดยการโฆษณาทางสื่อสารมวลชน โดยมุ่งหมายให้ตนได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 172, 173, 174 และ 326, 328 ซึ่งสืบเนื่องจากนายวีระได้ไปแจ้งความต่อพนักงานสอบสวนที่ สภ.จอมบึง จังหวัดราชบุรี ในวันที่ 21 และ 24 พ.ย.
    นอกจากนี้ จะให้ฝ่ายกฎหมายยื่นคำฟ้องต่อศาลอาญาเพื่อดำเนินคดีกับนายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ในความผิดฐานหมิ่นประมาท ใส่ความโดยการโฆษณาทางสื่อสารมวลชน อันเป็นความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 และ 328 อีกด้วย​ ส่วนที่มีข่าวว่าตนจะไปยื่นฟ้องอธิบดีกรมป่าไม้ในวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค. ที่ศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลางนั้น ได้รับแจ้งจากฝ่ายกฎหมายว่ายังอยู่ในระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน จึงแจ้งเลื่อนการฟ้องคดีในวันดังกล่าวไปก่อน
    น.ส.ปารีณากล่าวว่า เมื่อวันที่ 29 พ.ย.ที่ผ่านมา ได้ยื่นหนังสือถึงประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อแจ้งขอแก้ไขรายการในบัญชีหนี้สินทรัพย์สิน เนื่องจากเกิดความคลาดเคลื่อนและซ้ำซ้อนในเอกสาร ภ.บ.ท.5 ที่ได้ยื่นเสียภาษีในปี 2549 โดยได้แจ้ง ป.ป.ช.ซ้ำซ้อนกับเอกสารภ.บ.ท.5 ที่ได้ยื่นเสียภาษีในปี 2553 ทำให้จำนวนเนื้อที่ดินเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1,000 ไร่ ทั้งที่ที่ดินแปลงดังกล่าวมีเนื้อที่รวมประมาณกว่า 600 ไร่ ตามที่ปรากฏเป็นข่าว.

.............................................

2 ธันวาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน