*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3848
  • จำนวนผู้ชม : 2436687
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 3 ธันวาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 284 , 18:06:27 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         บทความของ 2 คอลัมนิสต์ไทยโพสต์ 'เปลว สีเงิน' และ 'ผักกาดหอม' ปะจำวันนี้น่าอ่านมากทั้งคู่เลยครับ โดย เปลว สีเงิน

กล่าวถึงความขัดแย้งในวงการการเมืองไทย ส่วน 'ผักกาดหอม' พูดถึง งสนิมสีส้ม' ที่นายธนาธรสมควรถือเป็นคำแนะนำที่ดี แล้วนำไป

ปรับปรุงการทำงานการเมืองของตนเองใหดียิ่งๆขึ้น ซึ่งหมายถึงเป็นการดีแก่ตัวนายธนาธรมากกว่าผลเสียนั่นเอง

 

 

    
 
 

    แค่เนี้ย...เป็นข่าว!?
    ผมก็นึกอย่างนั้น เมื่ออ่านข่าวเจอ วันนี้ (๓ ธ.ค.๖๒) พรรคร่วมรัฐบาลนัดกัน ที่สโมสรสนามกอล์ฟราชพฤกษ์
    แต่เมื่อไล่เลียงดูความเป็น "รัฐบาลผสม" ๑๘-๑๙ พรรค ก็...เออ 
    สมควรเป็นข่าวอยู่หรอก!
    เพราะรัฐบาลนี้ เหมือนลิเกคณะ "รวมดาวกระจุย" ต่างคน-ต่างเป็นพระเอก 
    เมื่อมาร่วมแสดงคณะเดียวกัน ก็ไม่สนโต้โผ ทั้งโต้โผเองก็ไม่ค่อยสน ต่างคนเพียงรู้ว่าเป็นตัวอะไร ก็ออกไปร้อง-รำตามใจกู 
    ไม่ยอม "ประสานเรื่อง-ประสานบท" ที่ต้องเล่นร่วมคณะกันเลย!
    จะว่า "พรรคร่วม" เขาก็ไม่ถนัด
    ต้องดูด้วยว่า "พรรคแกนนำ" อย่างพลังประชารัฐ ได้ทำหน้าที่ "แกน" สำหรับเกาะรวมหรือเปล่า?
    พูดกันตรงๆ พรรคพลังประชารัฐ ไปถามชาวบ้านว่า ใครเป็น "หัวหน้า-เลขาฯ พรรค"?
    ส่วนใหญ่จะตอบ....
    นายกฯ ประยุทธ์บ้าง พลเอกประวิตรบ้าง นายสมคิดบ้าง
    น้อยคน จะตอบว่า
    "นายอุตตม สาวนายน" รมว.คลัง เป็นหัวหน้า "นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์" เป็นเลขาฯ แม่บ้านใหญ่ของพรรค
    นั่นแสดงถึงอะไร?
    แสดงถึง พลังประชารัฐ "ยังไม่ลงตัว" ในความเป็นพรรค
    เมื่อไม่ลงตัว ไม่ว่าใครจะทำอะไร ก็ต้องดูเงา "ประยุทธ์-ประวิตร-สมคิด" ก่อนขยับ
    ดังนั้น ทั้งคุณอุตตมและคุณสนธิรัตน์ ก็ยากจะเดินบท "หัวหน้า-เลขาฯ" ได้เต็มสูบ
    "เต็มสูบ" หมายถึง "อำนาจนำ" จริงๆ ในพรรค มีสภาพแค่ "คนนั่งหน้าแป้น"
    ส่วนคนเดินหมาก-เดินแผนคือ "ประยุทธ์-ประวิตร" ที่ยืนอยู่ข้างหลัง!
    เลยยากในการคุมทิศ ทั้งคนในพรรคและทั้งคนพรรคร่วมรัฐบาล เพราะอำนาจมัน "กั๊ก" กัน จึงไม่มีใครสั่งใครได้
    จนเมื่อเสียงโหวตในสภาฝ่ายรัฐบาลแพ้ฝ่ายค้านนั่นแหละ ถ้าให้ธนาธรพูด ก็ต้องพูดว่า 
    "เป็นแส้เฆี่ยนโบยให้แต่ละพรรคร่วมต้องมารวมหัว-รวมโต๊ะพูดกันวันนี้ ถ้ายังต้องการเป็นรัฐบาลอยู่ต่อ"!
    ตรงนี้ เป็นข่าวเล็ก
    แต่เล็กกลายเป็นข่าวใหญ่ ก็ตรงที่ว่า "นายกฯ ประยุทธ์" หัวหน้าพรรครัฐบาล "ตัวจริง-เสียงจริง"
    จะไปสัมมนาเวียงชัยด้วยเย็นนี้ โดยนั่ง "หัวโต๊ะ"!
    พูดกันตรงๆ นะ.........
    ในพลังประชารัฐ เท่าที่ผมสังเกต "เลขาฯ สนธิรัตน์" เป็นคนสามารถพูดเรื่องยากให้ระดับชาวบ้านฟังได้เข้าใจง่ายๆ ได้ดีที่สุด
    หลายวันก่อน ฟังที่ท่านพูดให้ชาวสวนปาล์มที่นครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานีฟัง 
    ว่าต่อไปนี้ เรื่องราคาน้ำมันปาล์มตกต่ำ ไม่มีแล้ว!
    เพราะรัฐบาลประกาศแล้ว.......
    ตั้งแต่ ๑ มกรา ๖๓ เป็นต้นไป น้ำมัน B10 จะเป็นดีเซลพื้นฐานของประเทศแทน B7 
    โดยดีเซล B7 จะเป็นทางเลือกสำหรับรถเก่า, รถยุโรป และ B20 ทางเลือกสำหรับรถบรรทุกขนาดใหญ่ 
    ส่วน B10 ให้เป็นดีเซลพื้นฐานของประเทศ 
    ซึ่งนั่นทำให้ต้องใช้ไบโอดีเซลจากปาล์มเพิ่มขึ้น ราวๆ ๒.๑ ล้านลิตร/วัน จากที่ใช้อยู่ ๕.๕ ล้านลิตร/วัน 
    และจะเพิ่มเป็น ๗ ล้านลิตร/วัน ไปผสมเป็นดีเซล B10 ตั้งแต่ ๑ มกรา
    แรกๆ ยังมีไม่ทั่วทุกปั๊ม แต่ ๑ มีนา ๖๓ เป็นต้นไป 
    B10 จะเป็นดีเซลพื้นฐานเต็มตัว
    ทุกปั๊มทั่วประเทศ รถกระบะ รถบรรทุกเล็ก รถอเนกประสงค์ดีเซล ทุกหัวจ่ายเป็น B10
    ไม่ต้องกลัวว่า "จะใช้ได้เร้อ?" เพราะก่อนจะให้เป็นน้ำมันฐาน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และค่ายรถทุกค่าย ร่วมกันทดสอบ-ทดลอง จนลงตัวมั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์แล้ว
    B10 ทั้งลดมลภาวะทางอากาศจากฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ทั้งไม่มีเขม่าควันดำ ทั้งไม่มีไขมันจับไส้กรอง แถมลดการสึกหรอดีกว่า
    สรุปสาระหลักเป็นอย่างนั้น..........
    แต่รัฐมนตรีพลังงาน "สนธิรัตน์" ท่านอธิบายครอบคลุมเป็นรูปธรรมจากพลังงานไปสู่สวนปาล์ม  ราคาน้ำมันปาล์มดิบ ความยั่งยืนต่อเนื่อง ไม่ใช่สักแต่ว่าทำหาเสียงชั่วมื้อ-ชั่วคราว
    รวมถึงสร้างความดาลใจ ให้ชาวสวนปาล์มมั่นใจและมีพลังที่จะต้องร่วมมือกัน 
    เรียกว่า ท่านมีศิลปะในการใช้คำง่ายๆ ภาษาง่ายๆ แต่เข้าไปถึงใจคนฟัง ให้เกิดศรัทธา-เกิดพลัง-เกิดความหวังได้ ช่วยให้คนอาชีพสวนปาล์ม รู้สึกว่า.......
    หลุดออกจากอนาคตในอุโมงค์มืดแล้ว!
    ทุกวันนี้ ดีเซลที่เติมตามปั๊ม เป็น B7 หมายถึงดีเซล ๗๐% ผสม B100 อีก ๗%
    แต่จาก ๑ มกรา ๖๓ ไป ดีเซลทุกปั๊มจะเป็น B10 คือผสมไบโอดีเซล (B100) จาก ๗% เพิ่มเป็น  ๑๐%
    นั่นคือ น้ำมันปาล์มดิบปริมาณ ๒ ใน ๓ ที่ผลิตได้ทั้งหมดเวลานี้ จะถูกนำไปใช้เป็น B10 กว่า ๒  ล้านลิตร/ปี 
    B10 ของคุณสนธิรัตน์ จะเกิดผลมหาศาล
    มหาศาลยังไง ก็คิดดู.........
    ชาวบ้านจะได้เติมน้ำมันดีเซลราคาถูกกว่าเดิม ลิตรละ ๒ บาท!
    ยังไม่ทันถึง ๑ มกราเลย ตอนนี้ ราคาน้ำมันปาล์มดิบราคา ๔ บาท จะ ๕ บาทแล้วมั้ง?
    ไม่มีเสียงร้องจากชาวแดนใต้แล้ว!
    นี่ผมถือว่าเป็นผลงานของรัฐบาลและของรัฐมนตรีสนธิรัตน์ ที่หวังกันต่อจากนี้เรื่องเดียว คือ
    "ความต่อเนื่อง" และความจีรังยั่งยืน 
    สนับสนุนใช้น้ำมันปาล์มดิบผลิตไบไอดีเซล ให้ดีเซล B10 เป็นน้ำมันพื้นฐานด้วยมาตรฐานสม่ำเสมอตลอดไป
    ปั๊ม ปตท.นี่.........
    รัฐมนตรีสนธิรัตน์ ใช้เป็น "กำลังหลัก" ผลักดันดีเซล B10 ให้ "พรึ่บเดียวทั้งประเทศ" ได้ชนิดมีศักยภาพที่สุด
    ดูเหมือนว่าเมื่อ ๕ ปีก่อน ตอนคุณสนธิรัตน์เป็น รมช.พาณิชย์ ฟังท่านบอก จะทำร้านค้าประชารัฐทั่วประเทศ ทีเดียวเป็นหมื่นๆ แห่ง
    ผมนึกในใจ..มาอีกแล้ว พวกธงฟ้า กี่รัฐบาลก็แบบนี้ แต่เหลวทุกราย
    ผมบอกว่า ทำไมไม่ชวน ปตท.มาร่วมล่ะ เพราะเขามีปั๊มทั่วประเทศ ถนนถึงไหน มีคนที่นั่น และปตท.ก็ถึงที่นั่น
    ก็ใช้พื้นที่ปั๊ม ปตท.ที่ขยับขยายเป็น ปตท.OR ตอนนี้ ทำร้านค้าประชารัฐ จะถึงตัวชาวบ้านตรงที่สุด
    ท่านเฉยๆ และต่อมา ผมเป็นฝ่ายทึ่ง
    เพราะท่านสามารถทำร้านค้าประชารัฐให้เกิดได้จริง จนผมต้องเปลี่ยนทึ่งเป็นศรัทธา เพราะไม่เพียงเกิด ยังทำโตยั่งยืนได้ด้วย
    แต่ตอนนี้ ท่านมาเป็นรัฐมนตรีพลังงาน กำกับนโยบายพลังงาน ปตท.ก็ส่วนหนึ่งในนั้น
    ผมว่า ปตท.OR ที่เขากำลังดังเรื่อง คาเฟ่ อเมซอน และขยายปั๊มน้ำมันไปถึง เขมร-ลาว-พม่า-เวียดนาม นี่ 
    เป็นตัวตอบโจทย์ การเติบโตที่ยั่งยืน ตอบสนองทั้งผู้ใช้น้ำมัน B10 และชาวสวนปาล์มโดยตรงได้มีประสิทธิภาพที่สุด
    และดูเหมือน ปตท.เอง ทุกวันนี้ ก็ดูดซับสต๊อกน้ำมันปาล์มที่ล้นตลาดไปทำ B100 อยู่แล้ว กว่าแสนตันต่อปี
    ผู้บริหาร ปตท.OR นี่........
    ดูจากการขยับตัวอย่างมีชีวิต-ชีวาของปั๊ม ผมว่าท่านผู้นี้ มีวิสัยทัศน์ในกระบวนการเปลี่ยนโลกได้เฉียบทีเดียว
    ปตท.ถ้าเป็นต้นไม้ รากมันโตใหญ่เกินกระถางไปแล้ว 
    การขยับขยายธุรกิจพลังงานควบคู่ธุรกิจบริการมุ่งไป CLMV มันเป็นอะไรที่ใช่มากๆ สำหรับปตท.OR ที่มีพื้นที่ปั๊มเป็นมูลค่าล้ำทุน 
    และที่เขาใช้ตรงนี้ เป็นหัวหอกนำร่องสินค้ามาตรฐานประเทศควบคู่ไปด้วย มันเกิดมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจเสริมต้นแบบจริงๆ
    เนี่ย.....
    มองกลับเข้ามาในมุมการเมืองเรื่องพรรคอีกที มันถึงเวลาที่พรรคพลังประชารัฐ จะต้องทำความชัดเจน วางตำแหน่งแห่งที่การบริหารงานในพรรคแล้ว
    ทุกคนทำงานได้........... 
    แต่การไม่ชัดเจน แต่ละคนจะไม่สามารถสร้างน้ำหนักตัวเองให้สมาชิกรวมถึงชาวบ้านแต่ละพื้นที่รับฟังเพื่อยึดถือ 
    เพราะไม่แน่ใจ ว่าคนนี้ มีอะไรรับประกันในคำพูด คำสัญญา ถ้าไม่ใช่นายกฯ ประยุทธ์ ใครก็อย่าอมพระมาพูด
    มันจะเป็นแบบนี้........
    แล้วพลังประชารัฐ จะเป็นพลังประยุทธ์คนเดียว
    ซึ่งนั่นคือ พรรคเฉพาะกิจ รอตาย ไม่มีโต!
    มีแม่ทัพแล้ว มันต้องมีขุนพลระบือนาม ซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ดูแลซึ่งกันและกัน ลูกทัพ จึงจะมั่นใจ คึกคัก มีพลัง รู้ว่าใคร-เป็นใครตามสายบังคับบัญชา
    ก็หวังว่า เย็นมื้อนี้ ที่ราชพฤกษ์........
    วุฒิภาวะ "รัฐบาลพรรคร่วม" คงตกผลึกนะ!

 

สนิมสีส้ม

   
 

            เริ่มจะเอาไม่อยู่

                บททดสอบเบื้องต้นของ "ทอน-บุตร" ผลออกมาดูกระท่อนกระแท่น

                ไม่สมกับที่น้องฟ้า ถ่างตารอ ฝากความหวัง อยากให้เป็นผู้บริหารประเทศ

                "ทอน" ผ่านงานบริหารไทยซัมมิท มีเงินหมุนเวียนหมื่นล้านแสนล้าน

                ดูเหมือนผ่านการบริหารองค์กรใหญ่

                แต่...เปล่าเลย นับแต่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี "ทอน" ไม่เคยแสดงให้เห็นว่าได้ผ่านงานในตำแหน่งผู้บริหารเลย

                นับวันยิ่งถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ

                มาเป็นความดีไม่ปรากฏ กลับสั่งสมความชังแทน

                "ทอน" เคยประกาศนำความทันสมัยมาสู่ประเทศไทย โชว์ไอเดีย วิจัยไฮเปอร์ลูป ดีกว่าสร้างรถไฟความเร็วสูง วันนี้ ยังมีใครจำไฮเปอร์ลูปของ "ทอน" ได้บ้าง

                หลังเลือกตั้งได้ ส.ส.มาเป็นกอบเป็นกำ ใครๆ ก็พากันคิดไปว่า อนาคตใหม่จะมาแทนที่เพื่อไทย

                แต่...เพราะแนวคิดเผด็จการ ในการจัดตัวผู้สมัครลงสนามเลือกตั้งท้องถิ่น ทำให้พรรคอนาคตใหม่แตกเป็นเสี่ยงๆ

                และความเป็นเผด็จการในคราบนักประชาธิปไตย ยังสะท้อนออกมาในรูปแบบการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของพรรค

                รายชื่อผู้บริจาคเงินให้พรรคอนาคตใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า พรรคนี้ไม่เฉียดคำว่าพรรคของประชาชนเลย

                เป็นพรรคของนายทุนต่างหาก

                บริจาคในนามเมีย แม่ยาย ไม่ใช่เรื่องใหม่

                เพราะในอดีต ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย มีผู้บริจาครายใหญ่นามว่า "พจมาน ชินวัตร"

                เหมือน "ทอน" ลอกการบ้าน "แม้ว"

                และที่ยังเหมือนกันคือ ลากคนใกล้ชิดไปคลุกการเมือง

                แม่-เมีย ต้องไปเป็นพยานขึ้นโรงขึ้นศาล

                ฉะนั้นใครในพรรคที่พูดไม่ถูกหู ทำไม่ถูกใจ จึงถูกตัดสินให้เป็น ขยะ และสนิม

                นั่นคือทัศนคติของเผด็จการ

                สำหรับ "บุตร" เรียนรู้เป็นนักการเมือง ๐.๔ ได้อย่างรวดเร็ว และน่าทึ่ง

                พูดไม่หมด โกหกไฟแลบ!

                "บุตร" พูดถึงหุ้นสื่อของ "ทอน" ว่า

                "ลองเทียบเคียงกับนักการเมืองที่ไม่มีหุ้นสื่อแต่กลับมีคู่สมรสเป็นเจ้าของสื่อ คนคนนี้กลับไม่โดนอะไรเลย เรื่องนี้จึงต้องพิจารณากันถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมาย"

                "บุตร" แกล้งลืมไปว่า "แม่พร" ของทอน ถือหุ้นมติชน ๓๕,๘๓๖,๐๐๐ หุ้น คิดเป็น ๑๙.๓๓%

                เป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่ ๒

                และทั้งหมดนี้คือ "สนิมสีส้ม" ที่เกิดในพรรคอนาคตใหม่. 

            เริ่มจะเอาไม่อยู่

 

                บททดสอบเบื้องต้นของ "ทอน-บุตร" ผลออกมาดูกระท่อนกระแท่น

                ไม่สมกับที่น้องฟ้า ถ่างตารอ ฝากความหวัง อยากให้เป็นผู้บริหารประเทศ

                "ทอน" ผ่านงานบริหารไทยซัมมิท มีเงินหมุนเวียนหมื่นล้านแสนล้าน

                ดูเหมือนผ่านการบริหารองค์กรใหญ่

                แต่...เปล่าเลย นับแต่เข้ามาเป็นหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี "ทอน" ไม่เคยแสดงให้เห็นว่าได้ผ่านงานในตำแหน่งผู้บริหารเลย

                นับวันยิ่งถอยหลังเข้าคลองไปเรื่อยๆ

                จากความดีไม่มีความชั่วไม่ปรากฏ

                มาเป็นความดีไม่ปรากฏ กลับสั่งสมความชังแทน

                "ทอน" เคยประกาศนำความทันสมัยมาสู่ประเทศไทย โชว์ไอเดีย วิจัยไฮเปอร์ลูป ดีกว่าสร้างรถไฟความเร็วสูง วันนี้ ยังมีใครจำไฮเปอร์ลูปของ "ทอน" ได้บ้าง

                หลังเลือกตั้งได้ ส.ส.มาเป็นกอบเป็นกำ ใครๆ ก็พากันคิดไปว่า อนาคตใหม่จะมาแทนที่เพื่อไทย

                แต่...เพราะแนวคิดเผด็จการ ในการจัดตัวผู้สมัครลงสนามเลือกตั้งท้องถิ่น ทำให้พรรคอนาคตใหม่แตกเป็นเสี่ยงๆ

                และความเป็นเผด็จการในคราบนักประชาธิปไตย ยังสะท้อนออกมาในรูปแบบการแสดงออกถึงความเป็นเจ้าของพรรค

                รายชื่อผู้บริจาคเงินให้พรรคอนาคตใหม่ สะท้อนให้เห็นว่า พรรคนี้ไม่เฉียดคำว่าพรรคของประชาชนเลย

                เป็นพรรคของนายทุนต่างหาก

                บริจาคในนามเมีย แม่ยาย ไม่ใช่เรื่องใหม่

                เพราะในอดีต ไทยรักไทย พลังประชาชน และเพื่อไทย มีผู้บริจาครายใหญ่นามว่า "พจมาน ชินวัตร"

                เหมือน "ทอน" ลอกการบ้าน "แม้ว"

                และที่ยังเหมือนกันคือ ลากคนใกล้ชิดไปคลุกการเมือง

                แม่-เมีย ต้องไปเป็นพยานขึ้นโรงขึ้นศาล

                ฉะนั้นใครในพรรคที่พูดไม่ถูกหู ทำไม่ถูกใจ จึงถูกตัดสินให้เป็น ขยะ และสนิม

                นั่นคือทัศนคติของเผด็จการ

                สำหรับ "บุตร" เรียนรู้เป็นนักการเมือง ๐.๔ ได้อย่างรวดเร็ว และน่าทึ่ง

                พูดไม่หมด โกหกไฟแลบ!

                "บุตร" พูดถึงหุ้นสื่อของ "ทอน" ว่า

                "ลองเทียบเคียงกับนักการเมืองที่ไม่มีหุ้นสื่อแต่กลับมีคู่สมรสเป็นเจ้าของสื่อ คนคนนี้กลับไม่โดนอะไรเลย เรื่องนี้จึงต้องพิจารณากันถึงวัตถุประสงค์ของกฎหมาย"

                "บุตร" แกล้งลืมไปว่า "แม่พร" ของทอน ถือหุ้นมติชน ๓๕,๘๓๖,๐๐๐ หุ้น คิดเป็น ๑๙.๓๓%

                เป็นผู้ถือหุ้นลำดับที่ ๒

                และทั้งหมดนี้คือ "สนิมสีส้ม" ที่เกิดในพรรคอนาคตใหม่. 

'ทอน'ตอบ'ฟ้า'ที่ร่างกายต้องการปะทะแก๊สน้ำตาว่า ใจเย็นๆ รอส้มหวานพยายามในวิถีรัฐสภาถึงที่สุดก่อน

    
 

นายธนาธรกล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า เราตั้งพรรคขึ้นมาเพราะพวกเราอยากทำให้ผู้คนกลับมาศรัทธาประชาธิปไตยและสภาอีกครั้ง เราสามารถทำได้หลายอย่าง เช่น ตั้ง กมธ.ศึกษาผลกระทบการใช้มาตรา 44 รณรงค์ให้เกิดการแก้รัฐธรรมนูญ และได้ยื่นร่าง พ.ร.บ. ที่ทำให้กองทัพทันสมัยขึ้น นโยบาย 66/23 ในยุคพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ อดีตนายกฯ อดีตประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ ดึงคนกลับเข้ามาสู่ระบบการเมืองแบบรัฐสภา ทำให้ประเทศกลับสู่สันติภาพ นโยบายนี้ไม่ได้มองผู้ที่เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์เป็นศัตรู เป็นพวกชังชาติ แต่เป็นผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย แต่สิ่งที่รัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ทำคือการผลักคนเห็นต่างออกไป 

นายธนาธร กล่าวอีกว่า ต้องขออธิบายก่อนว่าพวกเราไม่ได้เป็นคนอยู่เบื้องหลังงานวิ่งในวันที่ 12 ม.ค. 63 แต่เกิดจากความโกรธของผู้คน พวกเขาเหล่านี้เริ่มต้นรวมตัวกันทางออนไลน์ เราคงต้องลองมาดูกันว่าจะมีคนออกมารวมตัวกันในอีเว้นท์นี้มากแค่ไหน มีคนมากมายถามตนทั้งทางออนไลน์และตอนลงพื้นที่ ว่าเมื่อไหร่จะลงถนน เค้าพูดกันว่าร่างกายต้องการปะทะแก๊สน้ำตา ตนบอกพวกเค้าว่าให้ใจเย็นๆ เรายังไม่หมดหนทาง ขอให้พวกเราพรรคอนาคตใหม่ พยายามในวิถีรัฐสภาจนถึงที่สุดก่อน.

'บิ๊กตู่'ท้า'ก๊วนวิ่งไล่ลุง วิ่งให้ทันแล้วกัน

    
 

ถามว่า แต่จะมีการจัดกิจกรรมวิ่งตามลุงควบคู่กับกิจกรรมวิ่งไล่ลุงด้วย พล.อ.ประวิตร จะไปร่วมวิ่งด้วยหรือไม่ ทำให้พล.อ.ประวิตร กล่าวติดตลกว่า “จะไปร่วมวิ่งได้อย่างไร เพราะเดินยังไม่ไหวเลย”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างที่พล.อ.ประวิตร กำลังให้สัมภาษณ์อยู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินลงจากตึกบัญชาการพอดี ผู้สื่อข่าวได้หันไปสอบถาม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงกิจกรรมวิ่งไล่ลุง พล.อ.ประยุทธ์จึงกล่าวว่า “วิ่งให้ทันแล้วกัน” 

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ได้ฝ่าวงผู้สื่อข่าวพร้อมดึงไมค์ของสำนักข่าวช่องหนึ่งไปจ่อปากพล.ประวิตร พร้อมทั้งระบุว่า “ผมขอถามบ้าง“ ก่อนจะหันมาบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “พี่ผม ไปถามพี่ผมโน้น” และยิ้มให้กับพล.อ.ประวิตร ท่ามกลางเสียงหัวเราะของทุกคนที่อยู่ในวงสัมภาษณ์.

'ทวี'เครียดจัด!บ่นจะฆ่าตัวตายถ้าศาลพิพากษาว่ารุกป่า สุดท้ายกลับใจแค่อยากให้รู้ว่ารักศักดิ์ศรียิ่งชีวิต


    

3 ธ.ค.62- นายทวี ไกรคุปต์ บิดาของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เดินทางไปยังที่รัฐสภา เพื่อขอความเป็นธรรมกับสื่อมวลชนประจำรัฐสภา หลังจากที่สื่อหลายสำนักพาดหัวข่าวสร้างความเสียหายให้กับตนเอง โดยยืนยันว่าเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา ไม่ได้มีพฤติกรรมแย่งไมโครโฟนจากมือของนายอรรถพล เจริญชันษา อธิบดีกรมป่าไม้ ที่อยู่ระหว่างแถลงรายละเอียดการบุกรุกที่ป่าของน.ส.ปารีณา ในจ.ราชบุรี แต่เป็นเพียงการซักถามในประเด็นรายละเอียดของที่ดินที่แถลงเท่านั้น เพื่อให้เกิดความชัดเจน ส่วนที่ตนไปร่วมเวทีแถลงดังกล่าว เพราะมีสื่อมวลชนร้องขอให้ไปชี้แจงข้อเท็จจริง​ 

"ตั้งแต่เป็นส.ส.​ ถึงรัฐมนตรี ยืนยันว่าผมไม่ใช่กุ๊ย ไม่ใช่คนกักขฬะ และไม่ได้เป็นคนแบบนั้น แต่เป็นคนนอบน้อมถ่อมตน ส่วนกรณีที่มีการแจ้งความเอาผิดผมและปารีณา กับกองบังคับการป้องกันปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (บก.ปทส.) นั้น ผมจะเดินทางไปยัง บก.ปทส.​เพื่อรายงานตัว และพร้อมจะตอบในทุกคำถาม" นายทวี กล่าว

 นายทวี กล่าวอีกว่า ในคดีนี้หากตรวจสอบว่าตนผิดและต้องติดคุก พร้อมจะฆ่าตัวตาย เพราะตนรักศักดิ์ศรี และเรื่องนี้พร้อมต่อสู้คดี จะไม่หนีคดีเหมือนอย่างนายทักษิณ และน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะอยู่ตามคำตัดสิน แต่จะฆ่าตัวเอง ทั้งนี้ การกล่าวหาว่าบุกรุกที่ดินถือว่าเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายที่สุดในชีวิต ตนเป็นคนรักษาชื่อเสียงยิ่งกว่าชีวิต ไม่เสียดายชีวิตถ้าสิ่งนั้นทำให้เสียชื่อเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าระหว่างที่นายทวีแถลงข่าว ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการถือครองที่ดิน การได้มาของที่ดินว่าได้มาโดยชอบหรือไม่ และผู้ครอบครองล่าสุด แต่นายทวี ปฏิเสธการตอบคำถามเหล่านั้น ระบุว่า “เรื่องอยู่ระหว่างตรวจสอบผมจะไม่ขอให้รายละเอียด” ต่อจากนั้นสื่อมวลชน ได้ย้ำถามในประเด็นที่เกี่ยวกับที่มาและการถือครองที่ดิน โดยนายทวี ชี้แจงว่า ซื้อมาจากนายทหารคนหนึ่ง แต่นายทหารคนนั้นจะได้มาอย่างไร ไม่ทราบ ซึ่งเขาเล่าว่าที่ดินที่ขายนั้นเป็นมรดกตกทอดมาจากบิดา ซึ่งปู่ให้มาและใช้เป็นที่ทำการเกษตร​

เมื่อถามย้ำว่าในเอกสารที่จะต่อสู้คดีมีชื่อระบุชัดเจนหรือไม่ว่าใครถือครองที่ดิน นายทวี กล่าวว่า “แน่นอน ซึ่งเรื่องนี้ น.ส.ปารีณาไม่รู้ ผมเป็นคนถือครองอยู่”

ถามว่าทำไมน.ส.ปารีณา ถึงนำที่ดินในพื้นที่ไปแจ้งเป็นทรัพย์สินรายงานต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) นายทวี ปฏิเสธที่จะตอบคำถาม ระบุว่า “เดี๋ยวความจริงจะปรากฎ”

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนการแถลงรายละเอียดนั้น นายทวี มีสีหน้าเศร้า และเหมือนมีน้ำตาคลอเบ้า แต่พอถูกสื่อมวลชนรุมซักถามในประเด็นข้อเท็จจริงของการถือครองที่ดิน กลับมีสีหน้าที่เคร่งเครียดตลอดเวลา.

'สุริยะ'อ้างในที่ประชุมครม.'บิ๊กตู่'เห็นด้วยให้เลื่อนแบนสารพิษ ส่วน'เสี่ยหนู'ไม่ได้พูดอะไร

    
 

ส่วนอีกประเด็นที่มีการระบุว่า มติของคณะกรรมการฯมิชอบนั้น ยืนยันว่าเป็นมติที่ชอบด้วยกฎหมาย ฝ่ายกฎหมายดูแลเรียบร้อย มีการถอดเทปการประชุม เรื่องนี้ได้ข้อยุติแล้ว นายกฯเองก็เข้าใจ เพราะเป็นเรื่องของคณะกรรมการฯ ส่วนที่ทางพรรคภูมิใจไทยไม่เห็นด้วยที่จะให้ชะลอนั้น ในที่ประชุม ครม. นายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่มองว่าอะไรเกิดประโยชน์กับการแก้ไขปัญหาในภาพรวม ซึ่งนายกฯบอกว่าไม่ใช่การดูแลสุขภาพอย่างเดียว ต้องดูแลเรื่องของรัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้ใช้ ต้องดูให้ครบทุกภาคส่วน

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะมีการเผยแพร่เทปการประชุมหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า กลายเป็นว่าบางคนเมื่อพูดแล้วอาจจะไม่อยากออกสื่อ แต่ถ้ากรรมการคนใดมีปัญหา เราสามารถเปิดเทปให้ดูได้

เมื่อถามถึงกรณีที่นายอนุทิน เสนอให้ตีความว่ามติของคณะกรรมการฯล่าสุด ถือเป็นมติที่ถูกต้องหรือไม่ นายสุริยะ กล่าวว่า ตอนนั้นท่านไม่มีข้อเท็จจริงเรื่องนี้ คือไปฟังคำพูดแล้วจับประเด็นมา แต่ในการประชุมคณะกรรมการฯนั้น มีการสอบถามกรรมการแต่ละคน ซึ่งนายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยเข้าใจเรียบร้อยแล้ว.

ป.ป.ช.ถกปม'ปารีณา'รุกป่าสัปดาห์หน้า เล็งสอบแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จ


 

 

3 ธ.ค.62-    นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีเจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ลงพื้นที่อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ตรวจสอบฟาร์มปศุสัตว์ของน.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐว่า เจ้าหน้าที่ป.ป.ช.ได้รายงานผลการตรวจสอบเบื้องต้นด้วยวาจาให้ทราบเรียบร้อยแล้ว เรื่องการลงไปตรวจสอบฟาร์มไก่ ฟาร์มวัว และที่ดินภ.บ.ท.5ของน.ส.ปารีณา พร้อมสอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง เพื่อดูความมีอยู่จริงทรัพย์สินของน.ส.ปารีณาตรงกับที่แจ้งต่อป.ป.ช.ไว้หรือไม่   แต่ยังไม่ขอเปิดเผยรายละเอียด และคงไม่จำเป็นต้องส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ไปรวบรวมข้อมูลเพิ่มเติมอีก เพราะเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานครบถ้วนพอสมควรแล้ว  

ขณะนี้กำลังสรุปข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อรายงานอย่างเป็นทางการต่อที่ประชุมป.ป.ช.ในสัปดาห์หน้า ซึ่งจะรวมถึงเรื่องกรณีการปกปิดและแจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จต่อป.ป.ช.ด้วย โดยป.ป.ช.จะดำเนินการตรวจสอบให้เสร็จภายใน 180 วัน ขอชั่งน้ำหนักยื่นแก้บัญชีทรัพย์สิน

นายวรวิทย์กล่าวว่า ส่วนกรณีที่น.ส.ปารีณาจะขอแก้ไขรายการทรัพย์สินที่ยื่นต่อป.ป.ช.ในส่วนที่ดินภ.บ.ท.5ที่มีการแจ้งจำนวนการครอบครองที่ดินเกินจริงไปนั้น ในหลักการแล้ว ผู้ยื่นสามารถยื่นขอแก้ไขได้ แต่ป.ป.ช.จะต้องนำข้อมูลมาตรวจสอบว่า เป็นการคลาดเคลื่อนโดยจงใจ มีเจตนาปกปิด หรือไม่มีเจตนา 

ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.ปารีณาระบุในบัญชีทรัพย์สินว่ามีที่ดินภ.บ.ท.5 จำนวน1,700 ไร่ แต่ ตอนหลังระบุว่า มีที่ดินภ.บท.เพียง 600 ไร่ เพราะเข้าใจคลาดเคลื่อน ดูแล้วมีเจตนาอย่างไร นายวรวิทย์ตอบว่า เป็นรายละเอียดในสำนวน ขอให้เจ้าหน้าที่พิจาณาตรวจสอบก่อน  

ส่วนการที่น.ส.ปารีณาครอบครองที่ดินภ.บ.ท.มาตั้งแต่ปี2553  แต่เพิ่งมายื่นบัญชีทรัพย์สินต่อป.ป.ช.แจ้งการครอบครองที่ดินภ.บ.ท.เมื่อปี2562 จะเข้าข่ายยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จหรือไม่ นายวรวิทย์ตอบว่า กำลังให้เจ้าหน้าที่สรุปข้อเท็จจริงอยู่ ยังตอบไม่ได้ อย่างไรก็ตามปกติแล้ว ที่ดินที่ต้องยื่นแสดงทรัพย์สินต่อป.ป.ช.ได้แก่ ที่ดินที่มีกรรมสิทธิ์ เช่น โฉนด น.ส.3 แต่กรณีภ.บ.ท.5 เป็นประเด็นข้อกฎหมาย เพราะอาจไปเชื่อมโยงเกี่ยวกับรายการทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นในอนาคต ดังนั้นป.ป.ช.จะต้องไปพิจารณาดูรายละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ในส่วนส.ส.อื่นๆอีก 10 คนที่ครอบครองภ.บ.ท.5 และส.ป.ก.นั้น ป.ป.ช.จะขยายผลไปตรวจสอบด้วยเช่นกัน โดยป.ป.ช.อาจจะต้องประสานเรื่องข้อมูลกับกรมป่าไม้ในการตรวจสอบด้วย
  
ด้านน.ส.สุวรรณา สุวรรณจูฑะ กรรมการป.ป.ช. กล่าวว่า ยืนยันว่า ป.ป.ช.ไม่มีความกดดันในการตรวจสอบคดีของน.ส.ปารีณา เพราะทำงานตามข้อเท็จจริง และพยานหลักฐาน  เรื่องใดทำให้เกิดความเสียหาย ป.ป.ช.ต้องเร่งรัดดำเนินการอยู่แล้ว.

 

เคลียร์ใจปชป.ถอย 'ป้อม'ชี้เรื่องบุคคล'เทพไท'ย้ำโหวตสวนตามเดิม

    

     “บิ๊กตู่” ยังกั๊กไปร่วมวง 3 ธ.ค. ส่วน "ลุงป้อม" รีบแจงแค่หม่ำข้าวธรรมดา ชี้เคลียร์ใจหมดแล้วเป็นเพียงเรื่องบุคคลเท่านั้น “ประธานวิปรัฐบาล” ลั่นไม่ถอนญัตตินับคะแนนใหม่ เชื่อสภาไม่ล่มรอบ 3 แน่เพราะเป็นหน้าที่ของ ส.ส.ทุกคน ประกาศไม่ไขก๊อกหากมีเหตุไม่คาดฝัน ส่วน “เทพไท” ย้ำลงมติหนุนตั้ง กมธ.วิสามัญมาตรา 44 ตามเดิม อ้างเป็นเรื่องอุดมการณ์มติวิปรัฐบาลจะปิดปากไม่ได้ “ฝ่ายค้าน” เตรียมยื่นศาลรัฐธรรมนูญ เคาะข้อบังคับ 85 ขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ยันไม่ลงคะแนนใหม่แน่
     เมื่อวันจันทร์ที่ 2 ธ.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานพิธีเปิดงานและกล่าวปาฐกถาพิเศษในงานเปิดตัว เครือข่ายเพื่อความยั่งยืนประเทศไทย (Thailand Responsible Business Network: TRBN) ตอนหนึ่งว่า วันนี้กฎหมายอาจจะออกยากสักนิดเพราะต้องผ่านสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ไม่มีปัญหาถ้าทุกคนเข้าใจในเป้าหมายของเราว่ากำลังจะร่วมมือทำอะไร เราจะต่อสู้ทางการเมืองอย่างเดียวคงไม่ได้แล้ว มันต้องเอาผลประโยชน์ชาติเป็นสำคัญ หากเราไม่เปลี่ยนแปลงอะไรเลย ทั้งวิธีคิด วิธีทำ จะแก้อะไรไม่ได้ จะชะงักที่เดิม และจะต่ำเตี้ยอยู่แบบนี้ ทั้งที่โอกาสเรามีมากมาย 
     “ขอฝากทุกคนที่เป็นคนไทยทั้งหมด ช่วยทำให้บ้านเมืองสงบสุข มีเสถียรภาพ สร้างความเชื่อมั่น  อะไรไม่ใช่ปัญหาหลักปัญหาใหญ่หยุดกันเสียบ้าง ไม่เช่นนั้นจะเดินหน้าอะไรไม่ได้ทั้งหมด ความขัดแย้งก็สูง ประชาชนก็ไม่เข้าใจ เดินอะไรไม่ได้สักอัน แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย ได้อะไรมาก็ไม่เกิดผลสัมฤทธิ์" นายกฯ กล่าวและว่า ตนเองไม่ใช่นักธุรกิจและไม่ใช่นักธุรกิจการเมือง เป็นนักปฏิบัติ ต้องช่วยทำตรงนี้ การเมืองก็เรื่องของการเมือง ก็ต้องให้เกียรติซึ่งกันและกันเท่านั้น เคารพซึ่งกันและกัน มันก็จบ ช่วยกันดึง ช่วยกันพา ช่วยกันนำไป เดี๋ยวมันก็ทำได้หมด เพราะทั้งหมดคือคนไทยทั้งสิ้น ถ้าเราไม่ร่วมมือในประเทศจะเกิดอะไรขึ้น แล้วต่างประเทศเขาจะไว้ใจหรือไม่ เราไม่มีความขัดแย้ง มีแต่ขัดแย้งกันเอง ต่างชาติเขาเห็นก็บอกว่าน่าเสียดายตรงนี้ เพราะฉะนั้นต้องช่วยกันดึงเขากลับมา เอาประเทศชาติมาก่อน แล้วจะสู้กันอย่างไรก็ค่อยว่ากันต่อไป
     ต่อมา พล.อ.ประยุทธ์กล่าวตอบกรณีแกนนำพรรคร่วมรัฐบาลนัดพบปะหารือเพื่อกระชับความสัมพันธ์ที่สนามกอล์ฟราชพฤกษ์ในวันที่ 3 ธ.ค.นี้จะไปร่วมด้วยหรือไม่ว่า ขอดูก่อน กำลังดูอยู่ ส่วน  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ นั้นไปอยู่แล้ว
     เมื่อถามย้ำว่าพรรคร่วมต้องการให้นายกฯ ไปด้วย พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า "ถ้าผมไปก็คงไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรหรอกมั้ง ถ้าไปเยี่ยมไปอะไรหน่อยก็คงได้มั้ง” เมื่อถามอีกว่าตกลงจะไปใช่หรือไม่ นายกฯ  กล่าวว่า “ยังไม่รู้” และก่อนเดินขึ้นลิฟต์ได้กล่าวกับผู้สื่อข่าวว่า “ให้สื่อไปแทนฉัน”
ด้าน พล.อ.ประวิตร ในฐานะประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กล่าวเรื่องนี้ว่า เป็นการรับประทานอาหารร่วมกันธรรมดา ไม่ใช่เรื่องการกระชับความสัมพันธ์อะไร หรือต้องพูดคุยหารืออะไรร่วมกันเป็นพิเศษ เพราะนัดกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์  (ปชป.) นั้นก็พูดคุยกันไปหมดแล้ว ไม่มีอะไร ส่วนการประชุมสภาในวันที่ 4 ธ.ค.นั้นเชื่อว่าทุกอย่างจะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
บิ๊กป้อมชี้แค่เรื่องบุคคล
     เมื่อถามว่าหลังจากพรรคร่วมรัฐบาลรับประทานร่วมกันแล้ว สภาจะไม่ล่มเป็นครั้งที่ 3 ใช่หรือไม่  พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า “สื่อคิดกันไป“ ถามย้ำว่ายังยืนยันความสัมพันธ์ในพรรคร่วมรัฐบาลใช่หรือไม่ว่าสามารถเคลียร์กันได้ ถ้าเกิดมีรอยร้าวในใจ พล.อ.ประวิตรสวนว่า “เอาน่า ไม่มีอะไร ทุกคนเข้าใจกัน  เป็นเรื่องของบุคคล”
เมื่อถามอีกว่าจะพูดคุยกับ ปชป.เรื่องการโหวตต่างๆ ที่มักสวนมติหรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ไม่ต้อง เราคุยกันเรียบร้อยแล้ว ส่วนพรรค ปชป.พร้อมให้ความร่วมมือหรือไม่ก็เป็นเรื่องทางสภา สำหรับรัฐบาลไม่มีอะไร ทุกอย่างเรียบร้อย
     นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.)  กล่าวว่า เบื้องต้นรับทราบว่าจะมีการรับประทานอาหารเย็นกันที่สโมสรราชพฤกษ์ โดยจะไปกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคมและเลขาธิการพรรค ภท. 
     เมื่อถามว่าหลังจากหารือในวันที่ 3 ธ.ค.แล้วจะทำให้ประชุมสภาดีขึ้นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่าก็ดีมาตลอด ไม่เห็นมีอะไรไม่ดีเลย ไม่มีปัญหาอยู่แล้ว และเมื่อถามว่านายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร.และประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) โยนว่าที่สภาล่มเป็นปัญหาจากพรรค ปชป.จะทำให้เกิดความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาลขึ้นหรือไม่ นายอนุทินตอบว่าไม่มีอะไร ไม่เห็นหรือว่ามีการจับไม้จับมือกัน อย่าทำให้มีเรื่องดีกว่า สื่อก็เหมือนกันยังไม่ได้พูดอะไรสักอย่าง หาว่าถูกหักหลัง ถูกนู่นถูกนี่ ซึ่งมันไม่มีอะไร ทุกคนช่วยกันทำงาน
     ถามอีกว่าหลังจากรับประทานอาหารร่วมกันแล้วจะดีขึ้นหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า มันดีอยู่แล้ว  ไม่มีอะไรไม่ดีเลย เมื่อถามย้ำว่ามันจะดีขึ้นใช่หรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า “ฮอลล์รสน้ำผึ้งผสมมะนาว  ชีวิตบางครั้งก็เปรี้ยวอย่างมะนาว บางครั้งก็หวานปานน้ำผึ้ง”
     ส่วนกลุ่มกิจสังคมใหม่นัดประชุมประจำสัปดาห์ ซึ่งนายชื่นชอบ คงอุดม เลขาธิการและโฆษกกลุ่มกล่าวว่า ได้หารือถึงปัญหาการประชุมสภาล่มซ้ำซาก โดยนายมงคลกิตติ์ สุขสินธารานนท์ หัวหน้าพรรคไทยศรีวิไลย์เสนอให้นายกฯ แสดงความรับผิดชอบ แต่นายชัชวาลล์ คงอุดม หัวหน้าพรรคพลังท้องถิ่นไทให้ความเห็นว่า เป็นปัญหาการประสานงานของวิปทั้งรัฐบาลและฝ่ายค้าน และญัตตินั้นไม่ได้ถูกเสนอโดยรัฐบาลอีกด้วย ดังนั้นวิปจึงควรรับผิดชอบ ไม่ใช่นายกฯ ซึ่งที่ประชุมเห็นด้วย และนายชัชวาลล์ยังได้ชักชวนให้พรรคไทยศรีวิไลย์และพรรคประชาธรรมไทยเข้าร่วมทำงานเพื่อสร้างเสถียรภาพให้รัฐบาล เพราะสถานการณ์ตอนนี้ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันแก้ปัญหาให้ประเทศและพี่น้องประชาชน โดยในวันที่ 3 ธ.ค.แกนนำกลุ่มจะนำประเด็นต่างๆ ไปพูดคุยกับนายกฯ ในการร่วมรับประทานอาหารระหว่างพรรคร่วมที่สโมสรราชพฤกษ์ต่อไป
     ขณะที่นายสุทิน คลังแสง ประธานวิปฝ่ายค้าน กล่าวเรื่องนี้ว่าไม่แน่ใจว่าเคลียร์ใจกันได้หรือไม่ เพราะต้องไปดูว่าแผลที่เคยเกิดขึ้นเป็นแผลเล็กหรือแผลใหญ่ ในส่วนของพรรคฝ่ายค้านก็ขอเอาใจช่วย  อยากให้เขาเคลียร์กันได้ จะได้มีเสถียรภาพ
ล่มรอบ 3 ก็ไม่ลาออก
    ด้านนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค พปชร. ในฐานะประธานวิปรัฐบาล กล่าวถึงกรณีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 ธ.ค.นี้จะมีการถอนญัตติที่ขอให้นับคะแนนใหม่ เรื่องญัตติการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษาผลกระทบจากการกระทำประกาศ และคำสั่งของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และการใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามมาตรา 44 หรือไม่ว่า จะไม่มีการทบทวนมติเรื่องขอให้นับคะแนนใหม่ แต่ต้องหารือว่าจะทำอย่างไรให้องค์ประชุมวันที่ 4 ธ.ค.นี้ครบ เพื่อให้โหวตลงมติได้ ยืนยันว่าญัตติที่เสนอให้นับคะแนนใหม่ไม่ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะข้อบังคับไม่มีการเปลี่ยนแปลง ในช่วงที่ผ่านมามีการใช้อยู่ตลอดและเขียนล้อตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นสิ่งที่นายชวน หลีกภัย ประธานสภาวินิจฉัยจึงถูกต้องแล้ว
    เมื่อถามว่านายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรค ปชป.ระบุว่าอย่าโทษพรรค ปชป.พรรคเดียวที่โหวตสวนมติวิปรัฐบาล นายวิรัชกล่าวว่า ขอให้มาครบองค์ประชุมและมั่นใจว่าการประชุมสภาวันที่ 4 ธ.ค.นี้จะมีองค์ประชุมครบ 249 เสียง ซึ่งคาดว่ารัฐบาลจะมี ส.ส.มาร่วมประชุม 253 คน ขาดเพียงคนเดียวคือ นายชัย ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค ภท.ที่ป่วย
    เมื่อถามว่า หากองค์ประชุมล่มครั้งที่ 3 จะรับผิดชอบอย่างไร นายวิรัชกล่าวว่าต้องดูเหตุผลที่องค์ประชุมไม่ครบว่าเพราะอะไร เป็นหน้าที่ ส.ส.ทุกคนที่ต้องมาร่วมรับผิดชอบด้วยกัน ถ้าไม่ครบผู้ใหญ่ก็ต้องมีมาตรการออกมา แต่ยังไม่มีการพูดถึงว่าจะเป็นแบบใด สำหรับเหตุการณ์สภาล่มที่ผ่านมามี ส.ส.ของพรรค พปชร. 3 คนติดภารกิจไม่สามารถร่วมประชุมได้ ส่วนรัฐมนตรีที่เป็น ส.ส.ก็เป็นหน้าที่ที่ต้องมาร่วมประชุมในวันดังกล่าว
    ถามต่อถึงกรณีที่นายเทพไทให้พิจารณาตัวเองหากองค์ประชุมล่มครั้งที่ 3 นายวิรัชกล่าวว่าคงไม่ต้องพิจารณาตัวเอง ที่ผ่านมาสภาก็เคยล่ม ซึ่งสมัยพรรค ปชป.เป็นแกนนำรัฐบาล นายเทพไทก็โหวตตามมติวิปรัฐบาลทุกครั้ง
ส่วนนายเทพไทกล่าวว่า องค์ประชุมเป็นหน้าที่ของฝ่ายรัฐบาล และรัฐบาลก็ประกอบด้วยพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรค อยากให้ไปตรวจสอบรายชื่อ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาลว่าสภาล่ม 2 ครั้งมี ส.ส.ของพรรคใดขาดการประชุมบ้าง ไม่ได้มีเฉพาะ ส.ส.ของ ปชป.เท่านั้น ส.ส.พปชร.ก็ขาดไปจำนวนหนึ่งด้วยไม่ใช่หรือ อย่าโยนความผิดมาให้กับ ปชป.พรรคเดียว
     นายเทพไทยังกล่าวถึงการโหวตลงมติในญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญศึกษาผลกระทบของ ม.44 ว่านายวิรัชจะอ้างเอามติวิปรัฐบาลมาบังคับพรรคร่วมรัฐบาลให้ลงมติ ต้องพิจารณาว่ามติวิปรัฐบาลมีความถูกต้องชอบธรรม หรือขัดต่ออุดมการณ์ของพรรคการเมืองอื่นหรือไม่ วิปรัฐบาลต้องเคารพเอกสิทธิ์ของ ส.ส.ด้วย ไม่ควรใช้มติของวิปมาปิดปาก หรือมัดมือชกให้ลงมติตามความต้องการของวิปรัฐบาลทุกครั้ง
เทพไทยันโหวตตามเดิม
     "การลงมติญัตติตั้ง กมธ.วิสามัญของมาตรา 44 ในวันพุธนี้ ผมจะเข้าร่วมประชุมสภาแน่นอน ซึ่งการลงมติเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคล จะขอฟังเหตุผลคำชี้แจงจากวิปของพรรคก่อนว่าจะมีมติให้ ส.ส. 6 คนโหวตในทิศทางใด จะเป็นมติพรรคหรือมติวิปรัฐบาลเท่านั้น ถ้ามติพรรคให้ลงมติตามวิปรัฐบาลจริง  ก็จะถามในที่ประชุมพรรคว่าขัดต่ออุดมการณ์ข้อ 4 ของพรรคหรือไม่ ขอยืนยันว่าการลงมติในญัตติครั้งนี้ จะยึดหลักความถูกต้องและอุดมการณ์ของพรรคเป็นที่ตั้ง จนถึงวินาทีนี้ยังยืนยันความคิดเดิม เห็นด้วยกับการตั้ง กมธ.แน่นอน” 
     นายเทพไทกล่าวต่อว่า การประชุมสภาในวันพุธนี้จะล่มหรือไม่อยู่ที่ฝีมือของประธานวิปรัฐบาล ว่ามีความสามารถมากน้อยแค่ไหน ถ้าสภาล่มอีกก็ควรทบทวนบทบาทของตัวเองด้วย และถ้าหากในวันพุธนี้มีการระดมสมาชิกพรรคร่วมฝ่ายรัฐบาลจนครบองค์ประชุมแล้ว การลงมติในเรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาลก็ชนะโหวตแน่นอน แม้ว่า ส.ส. 6 คนของพรรค ปชป.จะลงมติเหมือนเดิมก็ตาม
     ส่วนนายสุทินกล่าวถึงข้อเสนอให้ทบทวนแก้ข้อบังคับการประชุมสภาข้อ 85 ว่าเป็นเรื่องที่ดี ข้อบังคับดังกล่าวเมื่อใช้ไปเราก็เห็นข้อบกพร่อง ซึ่งต่อไปควรให้นิยามให้ชัดเจน การจะนับคะแนนใหม่หรือการขอลงคะแนนใหม่ ซึ่งการจะขอนับคะแนนใหม่ต้องมาจากเรื่องอะไร ต้องเขียนให้ชัด ส่วนที่ฝ่ายรัฐบาลยืนยันให้ลงคะแนนใหม่ในการประชุมวันที่ 4 ธ.ค.นั้น พรรคร่วมฝ่ายค้านจะนำไปหารือกัน แต่พรรคเพื่อไทยยังยืนยันในจุดยืนเดิมจะไม่ลงคะแนนใหม่
     “ฝ่ายค้านเตรียมยื่นขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความในเรื่องของข้อบังคับการประชุมสภาข้อ 85 ว่า เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ เนื่องจากการขอนับคะแนนใหม่อาจกลายเป็นการลงคะแนนใหม่ได้ ซึ่งการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะสามารถสร้างบรรทัดฐานให้กับการลงมติในครั้งต่อไปได้” นายสุทินกล่าว
     นายสุทินยังกล่าวถึงการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจช่วงต้นปี 2563 ว่าเป็นไปได้ เพราะตอนนี้เรามีข้อมูลใหม่เข้ามา โดยหากมีการอภิปรายในช่วงปลายเดือน ม.ค.63 ถือว่าเหมาะ เรามีข้อมูลเราพร้อมเพรียง ขอยืนยันว่าที่ยังไม่ยื่นอภิปรายไม่ใช่ฝ่ายค้านไม่มีข้อมูล หรือต้องการประวิงเวลาแต่อย่างใด
จี้สปิริตถอนญัตติ
     ร.ท.หญิง สุณิสา ทิวากรดำรง รองโฆษกพรรค พท.กล่าวถึงเหตุการณ์สภาล่มหลังจากมีการลงมติตั้งคณะ กมธ.มาตรา 44 ว่า สะท้อนความอ่อนแอไร้เสถียรภาพของรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ ซึ่งเป็นผลพวงของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่มีกติกาเลือกตั้งบิดเบี้ยว จนเกิดรัฐบาลผสมเกือบ 20 เสียง ขาดเอกภาพและเป็นช่องทางให้นักการเมืองไร้อุดมการณ์นำเก้าอี้ ส.ส.มาต่อรองผลประโยชน์ เวลาที่ไม่ได้รับผลประโยชน์ดังใจก็ป่วนหรือทำตัวเป็นงูเห่าเพื่อต่อรอง หากไม่มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญการเมืองไทยก็จะมีสภาพเช่นนี้ต่อไปเรื่อยๆ 
     “พรรคร่วมฝ่ายค้านที่วอล์กเอาต์จนองค์ประชุมไม่ครบ ไม่ใช่การป่วนสภา แต่ฝ่ายค้านไม่เห็นด้วยที่มีการทำผิดข้อบังคับการประชุมสภา จึงขอเรียกร้องให้พรรคร่วมรัฐบาลถอนญัตตินับคะแนนใหม่ดังกล่าวออกไป เพื่อแสดงสปิริตทางการเมือง หรือหากจะยังคงมติเดิมไว้ก็ต้องทำให้ถูกต้องตามข้อบังคับ  คือต้องเป็นการนับใหม่จริงๆ ไม่ใช่ลงคะแนนครั้งใหม่ ไม่อย่างนั้นก็เท่ากับเป็นการโกงมติ”
     ขณะที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวถึงญัตติเสนอตั้ง กมธ.มาตรา 44 หากไม่ผ่านการเสนอญัตติตั้ง กมธ.ศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จะยังทำไม่ได้ใช่หรือไม่ว่า "ใช่ อย่างไรก็ต้องตั้ง กมธ.วิสามัญเพื่อศึกษาปัญหาและแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ" 
     นายวิษณุยังกล่าวถึงการแถลงผลงานรัฐบาลต่อรัฐสภาในรอบ 6 เดือนว่า ตามหลักไม่มีการแถลงผลงานในรอบ 6 เดือนต่อรัฐสภา หากมีคงเป็นการแถลงกับสื่อเท่านั้น และในอดีตไม่เคยมีการทำ นอกจากจะครึ้มอกครึ้มใจปีละหน แต่สิ่งที่รัฐบาลต้องทำคือ ต้องรายงานการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ชาติปีละครั้ง รายงานเรื่องการปฏิรูป 3 เดือนต่อครั้ง โดยทำกันมา 2-3 วงรอบแล้ว ซึ่งไม่มีที่ไหนกำหนดว่าจะต้องแถลงผลงานในรอบ 6 เดือน แต่อาจพิมพ์เป็นเล่มเผยแพร่เพื่อให้อ่านซึ่งว่าไปตามเรื่อง.

 ............................................................

 

จีนแก้เผ็ดสหรัฐก้าวก่ายฮ่องกง ห้ามเรือรบแวะเทียบท่า-แซงก์ชันเอ็นจีโอ

    
 

รัฐบาลจีนเริ่มใช้มาตรการตอบโต้รัฐบาลสหรัฐกรณีผ่านกฎหมายสนับสนุนผู้ประท้วงในฮ่องกงแล้วเมื่อวันจันทร์ ประเดิมด้วยการห้ามเรือรบของสหรัฐแวะเทียบท่าฮ่องกงอย่างไม่มีกำหนด และคว่ำบาตรเอ็นจีโออเมริกันหลายแห่ง

 

ชาวฮ่องกงเดินขบวนประท้วงในย่านจิมซาจุ่ยเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา / AFP

    รายงานของเอเอฟพีและรอยเตอร์เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2562 กล่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ภายหลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามบังคับใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยฮ่องกง รัฐบาลจีนเคยกล่าวเตือนไว้ว่าจีนจะใช้มาตรการตอบโต้ที่หนักแน่น และเมื่อวันจันทร์ หัว ชุนอิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน ประกาศระหว่างการแถลงข่าวประจำวันที่กรุงปักกิ่งว่า จีนได้ระงับการพิจารณาคำร้องขอเทียบท่าของกองทัพสหรัฐอย่างไม่มีกำหนด และจีนจะมีมาตรการเพิ่มเติมตามมาด้วย

    การตัดสินใจของจีนครั้งนี้เกิดในช่วงเวลาที่ประเทศเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ทั้งสองแห่งนี้กำลังพยายามบรรลุข้อตกลงระยะแรกเพื่อคลี่คลายสงครามการค้าที่ยืดเยื้อ

    "เพื่อตอบโต้พฤติกรรมไร้เหตุผลของทางสหรัฐ รัฐบาลจีนตัดสินใจระงับการพิจารณาคำขอสำหรับเรือรบของสหรัฐเพื่อมาเทียบท่าฮ่องกงเพื่อพักผ่อนหย่อนใจนับแต่วันนี้เป็นต้นไป" โฆษกจีนกล่าว และบอกอีกว่า "เราเรียกร้องให้สหรัฐแก้ไขความผิดพลาดและหยุดแทรกแซงกิจการภายในของเรา จีนจะดำเนินการเพิ่มเติมหากจำเป็น เพื่อธำรงเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองของฮ่องกง และอำนาจอธิปไตยของจีน"

    ในช่วงยามที่สภาวการณ์ปกตินั้น เรือของกองทัพเรือสหรัฐมักมาแวะเยือนฮ่องกงเป็นประจำทุกปี โดยประเพณีการแวะเทียบท่าเพื่อให้กำลังพลได้พักผ่อนหย่อนใจนี้มีมาตั้งแต่ยุคที่ฮ่องกงเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ และรัฐบาลจีนอนุญาตให้สืบทอดต่อไปภายหลังอังกฤษมอบคืนเกาะเมื่อปี 2540

    เมื่อเดือนสิงหาคม รัฐบาลจีนเคยปฏิเสธคำขอเทียบท่าฮ่องกงของเรือกองทัพเรือสหรัฐ 2 ลำ โดยจีนไม่ได้เปิดเผยเหตุผลที่ชัดเจน เรือรบสหรัฐลำสุดท้ายที่เทียบท่าฮ่องกงคือเรือยูเอสเอส บลูริดจ์ เมื่อเดือนเมษายน ก่อนหน้าที่จะมีการชุมนุมประท้วงครั้งใหญ่ในฮ่องกงเมื่อเดือนมิถุนายน

    ไมเคิล ราสกา นักวิจัยด้านความมั่นคงจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางในสิงคโปร์ กล่าวกับเอเอฟพีว่า ในทางยุทธการจากมุมมองทางทหารนั้น การปฏิเสธของจีนไม่ได้สร้างความแตกต่างสำหรับสหรัฐเลย เพราะสหรัฐสามารถใช้ฐานทัพเรือมากมายในภูมิภาคนี้ อย่างไรก็ดี การดำเนินการของจีนครั้งนี้ส่งสัญญาณว่า ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐกับจีนจะยังถลำลึกต่อไป

    เจ. ไมเคิล โคล นักวิจัยอาวุโสประจำสถาบันโกลบอลไต้หวันจากกรุงไทเป กล่าวว่า การดำเนินการของจีนมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์เสียมาก แต่ก็เป็นสัญญาณอีกอย่างของการตอบโต้แลกหมัดกันอย่างบานปลายที่กระทบต่อความสัมพันธ์ทวิภาคี

    ในคำแถลงวันเดียวกัน หัวกล่าวด้วยว่า สหรัฐจะใช้มาตรการแซงก์ชันองค์กรเอกชนหลายแห่งที่มีฐานที่ตั้งอยู่ในสหรัฐด้วย แต่เธอไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดว่ามาตรการเหล่านี้คืออะไร

    องค์กรเอกชนอเมริกันที่จีนประกาศแซงก์ชันในครั้งนี้ รวมถึงองค์กรส่งเสริมประชาธิปไตยแห่งชาติ, สถาบันประชาธิปไตยแห่งชาติเพื่อกิจการระหว่างประเทศ, สถาบันอินเตอร์เนชันแนลรีพับลิกัน, ฮิวแมนไรต์วอตช์ และฟรีดอมเฮาส์

    โฆษกหญิงของจีนกล่าวว่า มีข้อเท็จจริงและหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็นชัดเจนแล้วว่าเอ็นจีโอเหล่านี้สนับสนุนขบวนการต่อต้านจีน และยุยงปลุกปั่นกิจกรรมแบ่งแยกดินแดนเพื่อเอกราชของฮ่องกง เอ็นจีโอเหล่านี้คือผู้รับผิดชอบอย่างใหญ่หลวงต่อสถานการณ์โกลาหลวุ่นวายในฮ่องกง.

 

 

 

 

 

 ..........................................................................

3 ธันวาคม 2562

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน