*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3882
  • จำนวนผู้ชม : 2460056
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< ธันวาคม 2019 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 6 ธันวาคม 2562
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 270 , 22:40:22 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         หากท่านตามการเมืองบ้านเราไม่ทัน ก็ต้องอ่านคอลัมน์ "คนปลายซอย" ของเปลวสีเงินนะครับ คุณเปลวแจงเอาไว้ให้เราเข้าใจ

มากขึ้นโขทีเดียว

         สำหรับเจ้าตัว 'ไรฝุ่น' หน้าตาเป็นอย่างไร ก็มีรูปให้ดูนะครับ พร้อมอ่านข่าวความเก่งของร.พ.ศิริราช ที่สามารถผลิตวัคซีน

ป้องกันเจ้าตัวร้ายไรฝุ่นนี้

 

 

ความเมืองเรื่อง "กล้วยและไข่"

    
 

            โง่แล้วโทษ "กล้วย"!

                อย่างนี้ต้องให้ "เพื่อไทย-อนาคตใหม่" กินไข่แทนกล้วย เยื่อหุ้มสมองจะได้แข็งแรง

                คิดอะไรได้มากกว่าเอะอะ "วอล์กเอาต์"

                นี่ถ้าไม่วอล์กเอาต์.........

                อยู่โหวตในสภาเมื่อวานซืน (๔ ธ.ค.๖๒) รัฐบาลหงายท้อง แพ้เป็นครั้งที่ ๓ ไปแล้ว!

                คิดดูง่ายๆ นะ

                ส.ส.ทั้งหมดมี ๔๙๘ คน กึ่งหนึ่งก็ ๒๔๙ สภาจะครบองค์ประชุมก็ต้องมี ๒๕๐ เสียงขึ้นไป

                ถ้าฝ่ายค้านเฉลียวซักนิด ก็จะรู้ว่า ฝ่ายรัฐบาล ทั้งลากิจ ลาป่วย ทั้งหง่อมใกล้ตายมาไม่ไหว ทั้งถูกให้พักการทำหน้าที่ ทั้งลบเลี่ยงเฉลียงคุก รวมแล้วเป็นสิบ

                ชัวร์ๆ อีก ๓ คน จะต้องงดออกเสียงตามมรรยาท คือประธานสภาและรองฯ

                ชัวร์ในชัวร์ ประชาธิปัตย์ฝ่ายแค้นนายกฯ จะยกมือสวนอีก ๕-๖ คน

                คิดสะระตะแล้ว เต็มที่เมื่อวานซืน

                รัฐบาลเหลือเสียงถึง ๒๔๐ หรือเปล่าก็ยังไม่แน่ นับยังไงๆ ก็ไม่ถึง ๒๕๑ เสียง คือไม่ครบองค์ประชุม

                ถึงครบ ตอนโหวต "เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย" กับการตั้ง กมธ.ศึกษา ม.๔๔

                โอกาสรัฐบาลแพ้มากกว่าชนะ!

                เพราะในเสียงปริ่มน้ำ ซ้ำขาดหาย แถมประชาธิปัตย์ฝ่ายแค้นนายกฯ อีก ๔-๕ เสียง จะโหวตสวนไปผสมให้ฝ่ายค้าน

                บวกกับ "ก็ไม่แน่".......

                ถ้าไม่วอล์กเอาต์ เพื่อไทย ๓ คน เศรษฐกิจใหม่ ๔ คน และประชาชาติ ๑ คน อนาคตใหม่ ๓ คน ด้วยพวกอยู่พร้อม

                อาจกินไข่ ไม่กล้ากินกล้วยก็เป็นได้! 

                แต่เพราะฉลาดล้นกะโหลกของเพื่อไทย+อนาคตใหม่นั่นแหละ ทำให้รัฐบาลทั้งที่เสียงขาดๆ วิ่นๆ ตูดกลับได้แช่น้ำ

                คิดดูนะ....

                ถ้าไม่วอล์กเอาต์ แค่ ๒ พรรค "เพื่อไทย+อนาคตใหม่" ก็กว่า ๒๐๐ เสียง

                แล้วยังอีก ๕ พรรค เสรีรวมไทย, ประชาชาติ, เศรษฐกิจใหม่, เพื่อชาติ และพลังปวงชนไทย

                แถมได้แนวร่วมฝ่ายแค้นจากประชาธิปัตย์อีก ๔ เสียง

                มีนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย, นายเทพไท เสนพงศ์, นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ และนายอันวาร์ สาและ

                เนี่ย...

                เผลอๆ ฝ่ายค้านคว่ำฝ่ายรัฐบาลได้เป็นรอบที่ ๓!

                แต่ดันไปวอล์กเอาต์ รัฐบาลเลยปิดประตูแพ้

                ต่อให้ประชาธิปัตย์โหวตสวนอีกครึ่งพรรค รัฐบาลก็ยังชนะ

                เพราะฝ่ายค้านวอล์กเอาต์แล้ว ยังปรากฏว่า ส.ส.ในที่ประชุมวันนั้น มีถึง ๒๖๑ คน

                กึ่งหนึ่ง ก็แค่ ๑๓๑ คนขึ้นไปเท่านั้นเอง!

                ฉะนั้น ส.ส.จากเพื่อไทย อนาคตใหม่ เศรษฐกิจใหม่ ประชาชาติ ที่ร่วมประชุม ๑๑ คน นั่งเฉยๆ แค่งดออกเสียง

                รัฐบาลก็ยังชนะอยู่ดี!

                อย่าไปโทษ ๑๐ กว่าคนซีกค้านที่ร่วมโหวตว่ากินก้ง-กินกล้วยไปเลย เพราะตัวเองนั่นแหละกินคล้วย

                จึงทำให้สมองเลอะเลือน เป็นเหตุให้รัฐบาลชนะทางคณิตศาสตร์ว่าด้วย "จำนวนเสียง  ส.ส." เท่าที่มีอยู่ในที่ประชุม

                นอกจากองค์ประชุมครบแล้ว

                การโหวต ที่ใช้เกณฑ์ "ส.ส.เท่าที่มีอยู่" ในที่ประชุมขณะนั้น เท่ากับลดจำนวน "เสียงข้างมาก" ที่ต้องใช้ในการโหวตลงไปโดยปริยาย

                รัฐบาลจึงผ่านคลองสุเอซได้แค่เสียงจุ๋มจิ๋ม!

                นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า....

                โง่แล้วยังเสือกนอนเตียง!

                เอ้า.........

                มาดูอะไรสนุกๆ กลางสัปดาห์หน้ากันดีกว่า เรื่องตี๋ใหญ่ปล่อยกู้พรรคตัวเองนั่นแหละ

                กกต.บอก ให้พรรคอนาคตใหม่ส่งเอกสารแก้ต่างไปให้คณะอนุกรรมการสอบสวน-ไต่สวน เส้นตายวันที่ ๒ ธ.ค.

                ทำแอ็คคอเดียน......

                บอก กกต. "พยายามสุดความสามารถแล้ว แต่ไม่สามารถส่งเอกสารให้ กกต.ได้ทันตามกำหนด"

                ขอขยายเวลาอีก ๔ เดือน!?

                กกต.เลยบอก ก็ขยายเวลาให้จนสุดความสามารถแล้วเช่นกัน

                บัดนาว "เลยกำหนดเวลา" ที่ให้พรรคยื่นเอกสารชี้แจง กรณี นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ปล่อยกู้ให้พรรคเพื่อใช้จ่ายช่วงการเลือกตั้งเป็นเงิน ๑๙๑ ล้านบาทแล้ว

                กกต.ถือว่า......

                พรรคอนาคตใหม่ "ไม่ติดใจ"

                คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวน จะ "ตัดพยานหลักฐาน" ในส่วนที่พรรคยังไม่ชี้แจงเพิ่มเติมออกไป

                โดยจะพิจารณาจากพยานหลักฐานเท่าที่มีเท่านั้น

                จากนั้น.......

                จะทำเรื่องเสนอขึ้นไปยัง กกต.ชุดใหญ่

                ซึ่งตามตารางประชุม กกต.ชุดใหญ่ จะพิจารณาวินิจฉัยกันในวันที่ ๑๑ ธ.ค.นี้

                ว่านายธนาธร พรรคอนาคตใหม่ กระทำผิด พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.หรือ พ.ร.ป.ว่าด้วยพรรคการเมือง หรือไม่?

                ก็อีก ๕ วัน เสี่ยเงินกู้ ก็จะรู้ ว่าที่ปิยบุตรสุดหล่อบอก กฎหมายไม่ห้าม ทำได้นั้น

                ถูกต้องตามกฎหมายมหาชนหรือไม่?

                เรื่องนี้ต้องฟังที่ท่าน "ชูชาติ ศรีแสง" เคยให้ความรู้เป็นวิทยาทานไว้ เมื่อ ๒๒ พ.ค.๖๒ ดังนี้

                Chuchart Srisaeng

                .....กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจำนวน ๑๑๐ ล้านบาท พิจารณาไปทางไหนมันก็มืดมิดสนิท

                เคยเขียนว่า พรรคการเมืองจะนำเงินของพรรคไปใช้หนี้เงินกู้ยืมไม่ได้

                ถ้าฝ่าฝืน หน.พรรคและ กก.พรรคมีความผิดตามมาตรา ๑๓๒ มีโทษคุกตั้งแต่ ๕ ปี ถึง ๑๐ ปี ฯลฯ

                .....แต่ยังมีปัญหาอื่นๆ ด้วย กล่าวคือ ตาม พ.ร.ป.พรรคการเมือง มาตรา ๖๒ ไม่อนุญาตให้พรรคการเมืองกู้ยืมเงิน

                ซึ่งเมื่อพรรคการเมืองกู้ยืมเงินไม่ได้

                การที่นายธนาธรอ้างว่า ให้พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจำนวน  ๑๑๐ ล้านบาท ย่อมไม่อาจกระทำได้

                .....ดังนั้นเงินจำนวน ๑๑๐ ล้านบาท จึงต้องถือว่าเป็นเงินที่นายธนาธรให้แก่พรรคอนาคตใหม่

                ซึ่งก็คือ เป็นการ "บริจาค" ให้แก่พรรคอนาคตใหม่นั่นเอง ทั้งนี้ เป็นไปตามคำนิยามในมาตรา ๔ ที่ว่า

                "บริจาค" หมายความว่า การให้เงินหรือทรัพย์สินแก่พรรคการเมือง

                .....ดังนั้นจึงต้องถือว่านายธนาธรบริจาคเงินดังกล่าวให้แก่พรรคอนาคตใหม่

                แต่ตามมาตรา ๖๖ วรรคหนึ่ง ห้ามมิให้บุคคลใดบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมือง มีมูลค่าเกิน ๑๐ ล้านบาท ต่อพรรคการเมืองต่อปี

                .....วรรคสอง ห้ามไม่ให้พรรคการเมืองจะรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด ซึ่งมีมูลค่าเกิน ๑๐ ล้านบาทต่อปี

                .....การที่พรรคอนาคตใหม่ รับเงินจำนวน ๑๑๐ ล้านบาท มาใช้จ่าย เพื่อดําเนินกิจกรรมทางการเมืองของพรรค ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วว่า

                เป็นการรับเงินบริจาคที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะเกินจำนวนตามมาตรา ๖๖

                จึงเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืน มาตรา ๗๒

                .....มาตรา ๗๒ ห้ามมิให้พรรคการเมือง และผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่า มีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

                .....เมื่อมีการฝ่าฝืนมาตรา ๗๒ ก็เป็นกรณีที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๒ (๓)

                .....มาตรา ๙๒ เมื่อคณะกรรมการมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทําการอย่างใดอย่างหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น

                ....(๓) กระทําการฝ่าฝืน ฯลฯ มาตรา ๗๒ หรือมาตรา ๗๔

                .....เมื่อศาลรัฐธรรมนูญดําเนินการไต่สวนแล้ว มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า พรรคการเมืองกระทําการตามวรรคหนึ่ง ให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งยุบพรรคการเมือง

                และเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น

                ....สรุปได้ว่า เรื่องเงิน ๑๑๐ ล้านบาท อาจมีผลให้พรรคอนาคตใหม่ ถูกยุบเหมือนพรรคไทยรักษาชาติ

                และกรรมการบริหารพรรค ต้องถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง เช่นเดียวกับกรรมการบริหารพรรคไทยรักษาชาติ

                นายธนาธรและบริวารจะอ้างว่าถูก คสช.กลั่นแกล้งไม่ได้ เพราะนายธนาธรและโฆษกพรรค เป็นผู้เปิดเผยเรื่องนี้เอง!

                ครับ...

                นี่เป็นแนวกฎหมายที่ท่านชูชาติ อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกาให้ไว้ ตัดแปะไว้ตรวจหวยเงินกู้กันได้เลย

                ตามขั้นตอนนะ.......

                 ในชั้น กกต.พิจารณาแล้ว ถ้าเห็นว่ากรณีนี้เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.ป.เลือกตั้งและ พ.ร.ป.พรรคการเมือง

                กกต.ก็จะส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย

                ถ้าไม่เข้าข่าย ก็จบในชั้น กกต.!

                จะจบหรือส่งต่อศาล......

                กุญแจที่จะเป็นไกด์ไลน์ในการตามดูเรื่องนี้ อยู่ที่คำว่า "ประโยชน์อื่นใด"

                ปิยบุตร "อาจารย์กฎหมาย" โด๊ปไข่หลายๆ โหลหน่อยนะครับ!. 

 

 
..............................................................
 

ศาลรับคดี 'เดียร์' ฟ้อง 'อนุทิน' หมิ่นประมาท

    
 

6 ธ.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 25 พ.ย.ที่ผ่านมา น.ส.วทันยา วงษ์โอภาสี หรือ "มาดามเดียร์" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้มอบอำนาจให้ทนายความไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญา เพื่อดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาท และหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กรณีนำข้อความที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช หรือ "ช่อ" โฆษกพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ที่แถลงข่าวกล่าวหา น.ส.วทันยา มีหุ้นในกิจการสื่อสารมวลชน มาโพสต์เผยแพร่ในเพจเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมระบุข้อความ "เชียร์ช่อ" เบื้องต้นศาลได้ประทับรับคำร้องแล้ว.

 

 

 
 

 

 

 

 

 
 .........................................................................
 

ส่อสังเวยสารพิษ! 'เด็กสุริยะ' ซดนัว 'เสี่ยหนู'

    
 

6 ธ.ค.62 - นายสรวุฒิ เนื่องจำนงค์ ส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เลขานุการส่วนตัวนายสุริยะ  จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า จากกรณีที่ นายอนุทินฯ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่ากระทรวงสาธารณสุข ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่ใช่หน้าที่ของรัฐฯ ที่ต้องรับผิดชอบหรือเยียวยา ผู้ที่ครอบครองสารเคมีฯ ทั้ง 3 ชนิดนั้น รัฐมีหน้าที่ในการคุ้มครองผู้สุจริตภายใต้กฎหมายเดียวกัน หากประชาชนทำถูกต้องตามกฎหมาย แล้ววันดีคืนดีรัฐออกกฎหมายใหม่ไม่ให้เขาทำสิ่งนั้น แล้วเขาเสียหายโดยรัฐไม่ต้องรับผิดชอบใดๆเปรียบเสมือน ประชาชนมีมีดทำครัวในบ้านแล้วรัฐออกกฎหมายว่าการมีมีดทำครัวเป็นอาวุธ ผิดกฎหมาย ห้ามใช้ ห้ามครอบครอง แถมยังจะสั่งให้ทำลายมีดทิ้ง โดยให้รับผิดชอบค่าทำลายเอง แล้วไม่ไปดูแลความเสียหาย อย่างนี้ถามว่าถูกต้องหรือไม่ เป็นไปตามหลักนิติธรรมหรือไม่ และเมื่อตรวจสอบกับฝ่ายกฎหมายที่เกี่ยวข้องแล้ว พระราชบัญญัติวัตถุอันตราย ไม่ได้ให้อำนาจรัฐสั่งการแล้วไม่ต้องรับผิดชอบชดเชยความเสียหายแก่ผู้กระทำการโดยสุจริต แต่อย่างใด

นายสรวุฒิ กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ยืนยันว่าคณะกรรมการวัตถุอันตรายที่มีนายสุริยะ เป็นประธาน ได้ถือบัญชานายกรัฐมนตรี ว่าการจัดการวัตถุอันตรายต้องพิจารณาอย่างครบถ้วน ผ่านการหารือกับ 4 ส่วน ได้แก่ รัฐ ผู้นำเข้า เกษตรกร และผู้บริโภค เป็นแนวทางการพิจารณาอย่างเคร่งครัด ซึ่งมิใช่พิจารณาในด้านผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนโดยละเลยการดูแลภาคส่วนอื่น ซึ่งแตกต่างจากที่นายอนุทินกล่าวอ้างคำบัญชาดังกล่าว จึงเป็นการบิดเบือนคำบัญชาของนายกรัฐมนตรี และไม่ได้ให้คำตอบสังคมว่า สารใหม่ฯที่จะมาใช้ทดแทนนั้น จะมีผลกระทบต่อสุขภาพฯ ของประชาชนอย่างไร  

ซึ่งข้อมูลในที่ประชุมฯเสนอว่า สารเคมีเช่นไกลโฟเซตและพาราควอตฯนั้น มีการใช้อย่างแพร่หลายในโลกมากว่า 45 ปี ตั้งแต่ปี 2517 ทำให้ลดต้นทุนเกษตรกร เพิ่มผลผลิต และถ้าใช้ให้ถูกวิธีโดยการให้ความรู้ที่ถูกต้อง ถ้ามีการจำกัดการใช้ในบางพืช บางพื้นที่อย่างเคร่งครัดเท่านั้น จะเป็นแนวทางที่สามารถให้ทุกฝ่ายยอมรับได้ในระยะสั้น เพราะ 2 สารดังกล่าวใช้ในการเตรียมแปลงก่อนการปลูกเพื่อควบคุมวัชพืชฯ เมื่อพืชโตไประยะหนึ่งก็ไม่จำเป็นต้องใช้สารดังกล่าวฯ แตกต่างจากคลอไพริฟอสที่เป็นสารกำจัดศัตรูพืช เช่น แมลง ที่มีโอกาสปนเปื้อนสูง และพืชที่จะใช้หลักๆในไทยคือ ทุเรียน ถ้ายกเลิกการใช้สารนี้ทันที ผมก็เห็นด้วย

นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 73 ที่วางหลักการให้รัฐต้องช่วยเหลือเกษตรกรให้ประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลิตที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มีความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถแข่งขันในตลาดได้ ดังนั้นการที่คณะกรรมการวัตถุอันตรายมีมติล่าสุด จึงถือว่าเป็นการปกป้องรัฐและสอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

สำหรับประเด็นที่มีการกล่าวอ้างเหตุการณ์ในการประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 ก็ขอให้พิจารณาเนื้อหาทั้งหมดไม่ใช่เฉพาะบางส่วน พบว่าผู้แทนหน่วยงานในกระทรวงสาธารณสุข ในช่วงต้นได้แสดงความคิดเห็นยืนยันมติให้ห้ามใช้ 3 สาร จริง แต่เมื่อรับฟังข้อมูลจากที่มีการนำเสนอในการประชุม โดยเฉพาะจากผู้แทนกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมทั้งข้อมูลที่ได้จากการซักถามของกรรมการ ยิ่งเห็นว่าหากดำเนินการตามมติเดิมจะเกิดผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้ง 4 ส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยยังไม่มีมาตรการลดผลกระทบความเสียหายที่จะเกิดขึ้น จึงเป็นเหตุให้ที่ประชุมร่วมกันร่างมติที่ประชุม และเมื่อประธานได้สอบถามว่ามีผู้ใดคัดค้านหรือไม่ ก็ไม่ปรากฏว่ามีผู้แทนหน่วยงานจากกระทรวงสาธารณสุขแม้แต่เพียงคนเดียวที่แสดงการคัดค้านร่างมติดังกล่าวในขณะนั้น เมื่อเป็นเช่นนี้จะให้ประธานในที่ประชุมสรุปว่าผู้แทนกระทรวงสาธารณสุขไม่เห็นด้วยกับมติได้อย่างไร

การที่ออกมาให้ข่าวต่อสาธารณะทำนองว่า ไม่เห็นด้วยกับมติ จึงขัดแย้งกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในที่ประชุมอย่างชัดเจน เป็นการทำให้สังคมสับสน ทำให้คณะกรรมการวัตถุอันตราย ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนหน่วยงานราชการ และผู้ทรงคุณวุฒิ ที่ดำเนินการเรื่องนี้ด้วยความสุจริตเกิดความเสียหาย อย่างไม่เป็นธรรม และทำให้สังคมสับสน

โดยเฉพาะประเด็นสารไกลโฟเซต ก็พบว่าเคยมีคณะกรรมการขับเคลื่อนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเป็นประธานที่ผ่านมา ก็เคยสนับสนุนให้มีการจำกัดการใช้ ดังนั้น ในที่ประชุมคณะกรรมการวัตถุอันตราย เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2562 เมื่อผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข รับฟังข้อมูลจากที่ประชุมแล้วไม่คัดค้านมติที่ประชุมให้มีการจำกัดการใช้สารไกลโฟเซต จึงไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ หรือขัดหลักเหตุผลอย่างสิ้นเชิง เพราะกระทรวงสาธารณสุขเคยมีท่าทีสนับสนุนมาตรการจำกัดสำหรับสารไกลโฟเซต มาแล้วก่อนหน้านี้

นายสรวุฒิกล่าวปิดท้ายว่า คณะกรรมการวัตถุอันตรายได้ร่วมกันพิจารณาอย่างครบถ้วนรอบด้าน ให้ข้อมูล ข้อเท็จจริง ที่นำเสนอจากการถกเถียงอย่างมีส่วนร่วมจากทุกคนในที่ประชุม ไม่ได้ใช้จินตนาการในการตัดสินใจ

.................................................................

'ชวน'กรีดตร.ละเลยหน้าที่ปล่อย'ไวพจน์'เข้าสภาฯทั้งที่มีหมายศาลเผยส่งสอบแล้ว
    
 

6ธ.ค.62-นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์กรณีที่มี ส.ส.เรียกร้องให้ตรวจสอบกรณีของพ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ เข้าร่วมประชุมสภาฯ เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทั้งที่มีหมายจับของศาล ว่า ตนให้ทางสภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบกรณีดังกล่าวว่าทำไมถึงปล่อยให้บุคคลที่มีคดีเข้ามายังสภาฯ และเข้ามาในห้องประชุมเพื่อดำเนินการเรื่องอะไร ทั้งนี้ในวันดังกล่าวตนไม่ทราบว่า พ.ต.ท.ไวพจน์ เข้ามาในห้องประชุมสภาฯจริงหรือไม่ เพราะไม่ได้ขึ้นทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม เนื่องจากตนเข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลในช่วงเช้า อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบดังกล่าวจะพิจารณาหลังจากที่ได้รับรายงานจากทางสภาฯ อีกครั้ง

เมื่อถามว่าจะตรวจสอบถึงการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจรัฐสภา และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า ต้องรอการรายงานและตรวจสอบอีกครั้ง ซึ่งบุคคลที่มีคดีความแล้ว ทำไมเจ้าหน้าที่ตำรวจถึงปล่อยตัวและละเลยการปฏิบัติหน้าที่ อย่างไรก็ตามในการเข้าประชุมสภาฯ นั้นยังถือว่าเป็นการใช้สิทธิตามสถานะของส.ส.ได้

 ........................................................

นายกฯห่วงใยประชาชนช่วงอากาศเย็นลงขอให้ดูแลสุขภาพ- ระวังเรื่องอัคคีภัย

    
 


6ธ.ค.62-เมื่อเวลา 11.35 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล ภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) รวมถึงการดึงพรรคเศรษฐกิจใหม่เข้าร่วมรัฐบาล โดยกล่าวเพียงว่า เดี๋ยวบ่ายจะพูดทีเดียว ซึ่งบ่ายนี้จะเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.)
เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวการปรับครม. พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนจะพูดทีเดียวช่วงบ่าย และเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามถามย้ำอีก พล.อ.ประยุทธ์ ได้แต่หันมาโบกมือโดยไม่ได้ตอบคำถามแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม พล.อ.ประยุทธ์ ยังกล่าว ฝากความเป็นห่วงถึงประชาชนในช่วงที่สภาพอากาศหนาวเย็นลงด้วย
ทั้งนี้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี ห่วงใยประชาชนในช่วงอากาศเปลี่ยนแปลง ซึ่งหลายพื้นที่มีอากาศหนาวเย็น อุณหภูมิลดลง ทั้งนี้ จากรายงานของกรมอุตินิยมวิทยาพบว่า ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิลดลงอย่างต่อเนื่อง 6 - 8 องศาเซลเซียส กับมีลมแรง โดยอุณหภูมิจะลดลงต่ำที่สุดในช่วงวันที่ 7 - 9 ธันวาคม 2562 บริเวณพื้นราบภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 6 - 12 องศาเซลเซียส ส่วนยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 1 - 8 องศาเซลเซียส
สำหรับบริเวณภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 13 - 18 องศาเซลเซียส จึงขอให้ประชาชนดูแลรักษาสุขภาพโดยเฉพาะเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วย พร้อมทั้ง ขอให้ระมัดระวังโรคที่มาพร้อมกับฤดูหนาว ประกอบด้วย โรคหัด โรคไข้หวัดใหญ่ โรคปอดอักเสบ โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลันจากเชื้อไวรัส และโรคมือ เท้า ปาก รวมถึงขอให้ระมัดระวังในเรื่องอัคคีภัยด้วย

 ...............................................

 


 
 

 

 

 

 

.............................................................

กรมอุตุฯเตือน 'เหนือ-อีสาน' อุณหภูมิลดฮวบ 4-8 องศา


    
 

5 ธ.ค.62 - กรมอุตุนิยมวิทยา พยากรณ์อากาศ 7 วันข้างหน้าระบุว่า ในช่วงวันที่ 5 - 10 ธ.ค. 62 ประเทศไทยตอนบนอากาศหนาวถึงหนาวจัดกับมีลมแรง อุณหภูมิจะลดลงอีก 4-8 องศาเซลเซียส โดยบริเวณพื้นราบในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส ส่วนบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 1-8 องศาเซลเซียส สำหรับภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลอุณหภูมิต่ำสุด 13-18 องศาเซลเซียส สำหรับภาคใต้มีฝนลดลง ส่วนบริเวณอ่าวไทยทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร หลังจากนั้น ประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงขึ้นเล็กน้อย แต่ยังคงมีอากาศเย็นและมีลมแรง

อนึ่ง พายุระดับ 3 (โซนร้อน) “คัมมูริ” (KAMMURI) ปกคลุมบริเวณทะเลจีนใต้ตอนกลาง คาดว่าจะอ่อนกำลังลงเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ในวันที่ 6 ธ.ค. 62 โดยพายุนี้ไม่มีผลกระทบต่อลักษณะอากาศของประเทศไทย

ข้อควรระวัง ขอให้ประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งภาคใต้ฝั่งตะวันออกขอให้ระวังอันตรายจากคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่งไว้ด้วย ส่วนชาวเรือบริเวณอ่าวไทยควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง ตลอดช่วง สำหรับประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนดูแลสุขภาพเนื่องจากอากาศที่หนาวเย็นลง รวมถึงระมัดระวังในเรื่องอัคคีภัยไว้ด้วย

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา ในช่วงวันที่ 5 - 10 ธ.ค. 62 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นกำลังแรงจากประเทศจีนแผ่ปกคลุมประเทศไทยและทะเลจีนใต้ สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้มีกำลังแรง และคลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังแรง หลังจากนั้น บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยเริ่มมีกำลังอ่อนลง ทำให้ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้น

ภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 5 – 10 ธ.ค. 62 อุณหภูมิจะลดลง 4-8 องศาเซลเซียส บริเวณพื้นราบมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดกับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 23-26 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวจัดกับมีน้ำค้างแข็ง อุณหภูมิต่ำสุด 1-7 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. หลังจากนั้น มีอากาศหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 8-14 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-28 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวจัดกับมีน้ำค้างแข็ง อุณหภูมิต่ำสุด 3-8 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ในช่วงวันที่ 5 – 10 ธ.ค. 62 อุณหภูมิจะลดลง 4-8 องศาเซลเซียส บริเวณพื้นราบมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดกับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 6-12 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 24-26 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูมีอากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 4-8 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. หลังจากนั้น มีอากาศหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 8-14 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-28 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-10 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคกลาง ในช่วงวันที่ 5 – 10 ธ.ค. 62 อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส มีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 13-16 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 25-28 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. หลังจากนั้น มีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 15-17 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-30 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

ภาคตะวันออก ในช่วงวันที่ 5 – 10 ธ.ค. 62 อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส มีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 14-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 27-30 องศาเซลเซียส หลังจากนั้น มีอากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 16-19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีอากาศเย็นกับมีลมแรง โดยมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20-30 ของพื้นที่ ตลอดช่วง ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 18-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-30 องศาเซลเซียส จังหวัดชุมพรขึ้นมา ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-40 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-3 เมตร จังหวัดสุราษฎร์ธานีลงไป ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-45 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 2-4 เมตร

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก) มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ตลอดช่วง ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-31 องศาเซลเซียส

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ในช่วงวันที่ 5 – 10 ธ.ค. 62 อุณหภูมิจะลดลง 4-6 องศาเซลเซียส มีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง อุณหภูมิต่ำสุด 14-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 26-29 องศาเซลเซียส หลังจากนั้น มีอากาศเย็นกับมีลมแรง อุณหภูมิจะสูงขึ้นเล็กน้อย อุณหภูมิต่ำสุด 16-19 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-31 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม.

.....................................................

 

กกต.ย้ำเลยเดดไลน์เงินกู้ ช่ออ้างไม่ทันเอกสารเยอะ

    
 

 ประธาน กกต.ชี้ "อนาคตใหม่" เลยกรอบเวลาแจงปม "ธนาธร" ปล่อยเงินกู้ถือว่าไม่ติดใจ ลุ้นที่ประชุมใหญ่ชี้ชะตา 11 ธ.ค.นี้ "ช่อ" งง! กกต.ต้องการให้ส่งทันหรือไม่ทันกันแน่ อ้าง 120 วันไม่นาน ไม่ได้ขอเลื่อนเป็นปี เป็นสิทธิ์ผู้ถูกร้องเพื่อความรอบคอบรัดกุม ลั่นถ้า กกต.สั่งสู่ศาล รธน. ก็สามารถยื่นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้อยู่แล้ว

    เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบกรณีที่นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) ปล่อยเงินกู้ให้พรรคอนาคตใหม่จำนวน 191 ล้านบาท ว่าขณะนี้เลยกำหนดเวลาที่ให้พรรคอนาคตใหม่ยื่นชี้แจงกรณีดังกล่าว กกต.จึงถือว่าพรรคอนาคตใหม่ไม่ติดใจ สำหรับขั้นตอนหลังจากนี้ สำนักงาน กกต.ต้องทำเรื่องเสนอขึ้นมายังคณะกรรมการฯ ต่อไป
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากนี้ กกต.ได้ให้คณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนพิจารณาจากพยานหลักฐานที่พรรคอนาคตใหม่ส่งมาบางส่วนก่อนหน้านี้ และให้เสนอที่ประชุม กกต.พิจารณาในวันที่ 11 ธ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม เมื่อดูจากข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา 62 ได้ระบุรายได้ของพรรคการเมือง 7 ข้อ คือ 1.เงินทุนประเดิมพรรค 2.เงินค่าธรรมเนียมและค่าบํารุงพรรคการเมืองตามที่กําหนดในข้อบังคับ 3.เงินที่ได้จากการจําหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรคการเมือง 4.เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมือง 5.เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค 6.เงินอุดหนุนจากกองทุน 7.ดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง ซึ่งทั้ง 7 ข้อไม่ได้บัญญัติเรื่องการกู้เงินมาเป็นรายได้ของพรรค
    ซึ่งการบริจาคยังกำหนดในมาตรา 66 ว่า ห้ามบุคคลใดบริจาคเงินให้พรรคการเมืองเกิน 10 ล้านบาทต่อปี และพรรคการเมืองจะรับเงินบริจาคเกิน 10 ล้านบาทต่อปีจากคนคนเดียวกันไม่ได้ ถือว่าผิดกฎหมายพรรคการเมือง
    ด้าน น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่ กล่าวถึงกรณีที่ กกต.?มีมติตัดพยานหลักฐานเอกสารชี้แจงการกู้ยืมเงินของพรรค และให้สืบสวนพยานหลักฐานมาก่อนหน้านี้ ว่าไม่ได้กังวลแต่อย่างใด เพราะเราได้แถลงไปแล้วว่าที่ กกต.ยื่นเดดไลน์การส่งเอกสารชี้แจงการกู้ยืมเงินของพรรคอนาคตใหม่ในวันที่ 2 ธ.ค.62 แต่ขอเอกสารที่มีรายละเอียดที่เยอะมาก ยืนยันว่าไม่สามารถทำได้ทันจริงๆ ซึ่งไม่เข้าใจเหมือนกันว่า กกต.ต้องการให้เราส่งทันหรือไม่ต้องการให้เราส่งทันกันแน่ 
    โฆษกพรรคอนาคตใหม่กล่าวว่า เราแสดงความบริสุทธิ์ใจไปแล้วว่าถ้าขยายเวลาให้เรานั้นจะสามารถส่งเอกสารให้ได้ แต่ถ้าไม่สามารถขยายเวลาได้ ซึ่งทาง กกต.ก็มีความชัดเจนแล้วว่าไม่ขอรับเอกสารเพิ่ม ก็ไม่เป็นไร เพราะถ้า กกต.มีมติออกมาว่าจะส่งเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลรัฐธรรมนูญ ก็สามารถยื่นพยานหลักฐานในชั้นศาลได้อยู่แล้ว ไม่มีความกังวลแต่อย่างใด และเชื่อว่าเรื่องนี้ทำอย่างโปร่งใสไม่มีนอกไม่มีในอย่างแน่นอน รวมถึงเราได้ทำตามกฎหมายทุกอย่าง
    "ถ้า กกต.คิดว่าการที่เราขอเวลาเพิ่มอีก 120 วันคือการถ่วงเวลา เราก็ต้องถามกลับว่า แล้วที่ต้องการให้เราส่งเอกสารเร็วขนาดนี้เป็นการเร่งรัดระยะเวลาหรือเปล่า คดีนี้จริงๆ เรื่องก็ดำเนินมานานหลายเดือนแล้ว ก็ไม่ทราบว่าความเร่งร้อนคืออะไร แล้วเวลา 120 วันไม่ได้เป็นเวลาที่นานแต่อย่างใด ไม่ได้ขอเลื่อนไปเป็นปี จริงๆ ก็เป็นสิทธิของผู้ที่ถูกฟ้องร้องที่ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้รอบคอบ รัดกุม และชัดเจนที่สุด ถ้าเกิดรีบทำแล้วผิดพลาดขึ้นมาก็จะไม่มีใครที่จะรับผิดชอบแทนเราได้ เพราะเราเป็นผู้ที่ส่งเอกสารให้แก่ กกต.เอง" น.ส.พรรณิการ์กล่าว 
    ขณะที่เพจเฟซบุ๊กพรรคคอนาคตใหม่ - Future Forward Party และเพจ Thanathorn Juangroongruangkit - ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โพสต์ภาพข้อความว่า ออกมาเดินเล่นวันหยุดกับธนาธร พร้อมร่วมรณรงค์ยกเลิกบังคับเกณฑ์ทหาร เปลี่ยนเป็นสมัครแข่งขัน วันเสาร์ที่ 7 ธันวาคม เวลา 17.00 น. เป็นต้นไป วงเวียนหาดวอนนภา บางแสน จ.ชลบุรี แล้วพบกันครับทุกคน.

 .................................................................
 

เปิดหน้าชก”กองทัพ“ ภารกิจแรกนอกสภาของ “ธนาธร”

    
 

          ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ทหาร” หรือถ้าพูดให้เฉพาะเจาะจงลงไป คือ “กองทัพบก” นั้น นับว่าหนึ่งในซับเซตที่มีความสำคัญอย่างมากของประวัติศาสตร์เมืองไทย นับตั้งแต่ปี 2475 ที่เราเข้าใจว่าประเทศไทย “มีประชาธิปไตยเป็นครั้งแรก” การรัฐประหาร 12 จาก 13 ครั้งที่สำเร็จ ล้วนมาจากฝีมือของทหารทั้งสิ้น โดยแบ่งเป็นทหารบก ถึง 10 ครั้ง และทหารเรืออีก 2 ครั้ง

                ขณะเดียวกัน ด้วยบทบาท หน้าที่ อำนาจ ผลงาน และความยึดโยงกับองคาพยพที่สำคัญในสังคมไทย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่เกื้อหนุน ส่งเสริมภาพลักษณ์ของทหาร ให้ดูเป็นองค์กรที่น่าเกรงขาม มากบารมี และดูตรงไปตรงมา แบบลูกผู้ชาย จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจว่า ในสายตาของคนไทยส่วนใหญ่แล้ว ภาพลักษณ์ของ ”ทหาร” แทบไม่ต่างอะไรกับ “ฮีโร่”

                แต่ถ้านับเฉพาะความขัดแย้งทางการเมืองนับแต่ปี 2549 เป็นต้นมา การรัฐประหาร 2 ครั้งล่าสุด ของทั้ง “พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน” และ “พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” ไม่มีครั้งไหนเลยที่ทหารเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับประชาชน แต่ภาพของพวกเขา กลับเป็นภาพของ “ผู้เข้ามาหยุดความขัดแย้ง” เพราะจุดเริ่มต้นของการรัฐประหารทั้ง 2 ครั้ง ต่างมาจากการออกมาชุมนุมของประชาชน ที่ไม่พอใจการดำเนินการของรัฐบาล ณ ขณะนั้นที่มีผู้นำนามสกุล “ชินวัตร” ทั้ง 2 ครั้ง

                ขณะที่ปัจจุบันกองทัพบกนำโดย “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้หล่นวลี “ฮ่องเต้ ซินโดรม” หรือ “ซ้ายจัดดัดจริต” แสดงให้เห็นว่ากองทัพมองพรรคการเมืองเกิดใหม่ อย่างพรรคอนาคตใหม่อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง 2 คู่หูแกนนำอย่าง “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ-ปิยบุตร แสงกนกกุล”

                การถูกถอดออกจากตำแหน่ง ส.ส. ของนายธนาธร จากกรณีหุ้น วีลัค-มิเดีย และการลาออกจาก กมธ.งบฯ ของเจ้าตัว พร้อมออกมาเดินสายนอกสภาเต็มตัว จึงเป็นที่จับตาของคนส่วนใหญ่ว่า ที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ระบุในหนังสือลาออก กมธ.งบฯ ว่า “เมื่อพวกเขาไม่ต้องการให้เข้าสภา ก็จะขออยู่กับประชาชน” นั้นมีนัยในการปลุกระดมให้เกิดการชุมนุมหรือไม่ ซึ่งนายธนาธรเอง ก็ ”แทงกั๊ก” ว่า ไม่ได้จะมาเล่นการเมืองบนถนน แต่การชุมนุมจะเกิดหรือไม่เกิด นั้นขึ้นอยู่กับ “อารมณ์ของประชาชน”

                ในส่วนของการทำงานหลังลาออก นายธนาธรเดินเกมเร็วทันที จากที่ได้เชิญ ผบ.เหล่าทัพ เพื่อขอข้อมูลเกี่ยวกับ งบ “ลับ-ลวง-พราง” และสัมปทานต่างๆ ที่กองทัพถือครอง และเรื่องอื่นๆ ขณะที่เจ้าตัวยังมีตำแหน่งอยู่ใน กมธ. จากนั้นเขาประกาศลาออกในวันต่อมา ซึ่งในคืนวันเดียวกันนั้น เจ้าตัวบรรยายสด ผ่านเฟซบุ๊กเพื่อจี้ประเด็นดังกล่าวต่อทันที  โดยในเนื้อหานั้นแทบจะไม่มีอะไรแตกต่างกับที่ได้พูดไปในสภา

                เช่นเดียวกันกับวันอาทิตย์ที่ 1 ธ.ค. เจ้าตัวจะขยี้ประเด็นนี้ซ้ำอีกครั้ง โดยเปิดให้ประชาชนร่วมรับฟังได้ที่ที่ทำการพรรคอนาคตใหม่ ก็ยังคงวนเวียนอยู่กับเรื่อง “เงินนอกงบประมาณ” และ “สารพัดสัมปทาน” ทั้งสนามมวย สนามม้า และการใช้งบประมาณของช่อง 5 และปฏิบัติการ IO ของกองทัพ รวมทั้งการแซะไปยังบรรดานายพล ผู้ร่ำรวยทั้งหลายที่นั่งอยู่ในสภา ในฐานะ ส.ว. ที่ คสช.เลือกมากับมือ

                การขยับครั้งล่าสุด อาจจะไม่ได้สร้างอิมแพ็คอย่างยิ่งใหญ่ให้กับสังคม เปรียบเป็นมวยก็เป็นเพียง “หมัดแย็บ” เบาๆ อีกหมัดเท่านั้น แต่ต้องอย่าลืมว่า นับแต่การก่อตั้งพรรค นโยบายของพวกเขานั้นท้าทายกองทัพโดยตรง ทั้งเรื่องการปฏิรูปกองทัพ และการเสนอให้ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร เช่นเดียวกับการวิพากษ์กองทัพเมื่อมีโอกาสพูดถึง รวมถึงการลงพื้นที่ เพื่อการรณรงค์ โดยการแจกใบปลิว กระจายความเข้าใจให้ประชาชน ในนโยบาย ”ท.ทหารทันสมัย”

                หากจะถามว่าการตั้งตัวเป็น “ศัตรูทางการเมือง” กับกองทัพนั้น จะมีบทสรุปอย่างไร ตอนนี้คงไม่สามารถจะบอกได้ เพราะที่ผ่านมาไม่เคยมีนักการเมืองคนไหน “เปิดหน้าชก” ตรงๆ กับหนึ่งในองค์กรที่มีบทบาททางการเมืองมาตลอด นับแต่มีการรัฐประหารโดย จอมพล ป. แม้ที่ผ่านมา อาจจะมีกรณีที่กองทัพเป็นคู่ขัดแย้งโดยตรงกับประชาชนบ้าง อย่างเหตุการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งทุกครั้งจะจบด้วยการสูญเสียโดยเฉพาะฝั่งประชาชน

                แต่สำหรับนักการเมือง อดีตที่ผ่านมาจุดจบทุกครั้งคือโดน “ยึดอำนาจ” โดยจุดเริ่มต้นต่างมาจากการเมืองบนท้องถนนทั้งสิ้น แต่ครั้งนี้ต่างออกไป นอกจากประเด็นที่ไม่เคยมีใครทำแล้ว อีกปัจจัยคือขณะนี้หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีตำแหน่งทางการเมืองใดๆ แล้วในรัฐสภา และพร้อมเดินหน้าลุยเต็มที่ แน่นอนว่าเจ้าตัวจะไม่จบโดยการถูก “ยึดอำนาจ”  อย่างแน่นอน

                แต่เรื่องนี้จะจบอย่างไร คงไม่สามารถบอกได้ เพราะไม่เคยมีเคสตัวอย่าง โลกปัจจุบันหมุนไปข้างหน้าซึ่งแตกต่างกับอดีตที่ผ่านมาอย่างสิ้นเชิง การเกิดขึ้นมาของโซเชียลมีเดียทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล และรับรู้แนวความคิดที่ต่างออกไปได้ง่ายและเร็วมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดสำคัญในการ  “เพาะเมล็ดพันธุ์ทางความคิด” และทำให้กองทัพเองต้องหาวิธีการรับมือกับยุทธวิธีแบบใหม่ ที่พร้อมจะเข้ามาระรานกันแบบซึ่งหน้า แบบที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน. 

ศิริราชผลิต"วัคซีนไรฝุ่น’ ใช้เป็นรายแรกในกลุ่มประเทศอาเซียน วางเป้าผลิตชนิดป้องกันการแพ้แมลงสาป เกสรดอกหญ้าและอื่นๆ

    
 

Cr:reviewnewcondo.com

6ธ.ค.62-จากสถิติความชุกของโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจในประเทศไทยพบว่า โรคภูมิแพ้ของทางเดินหายใจส่วนบน คือ โรคจมูกอักเสบภูมิแพ้ที่มีอยู่ประมาณร้อยละ 30 ของประชากรเท่ากับ 20 ล้านคน และโรคภูมิแพ้ของทางเดินหายใจส่วนล่าง คือ โรคหืดภูมิแพ้อีกประมาณ 4 ล้านคน ทำให้รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสูงเป็นเงินกว่า 2,400 ล้านบาทต่อปี 

สาเหตุสำคัญมาจากภาวะภูมิแพ้ต่อสารก่อภูมิแพ้ชนิดต่าง ๆ จากผลการศึกษาหลายแห่งพบตรงกันว่า  “ไรฝุ่น” เป็นสารก่อภูมิแพ้ที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิแพ้ของระบบทางเดินหายใจมากที่สุด พบผู้ป่วยเด็กร้อยละ 70  ผู้ใหญ่ร้อยละ 70-90 และคนทั่วไปร้อยละ 30 ที่แพ้ไรฝุ่น ในขณะที่น้ำยาทดสอบและวัคซีนโรคภูมิแพ้ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศนั้นมีราคาแพง

รศ.ดร.นพ.พงศกร ตันติลีปิกร ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประธานคณะกรรมการอำนวยการความร่วมมือการผลิตวัคซีนสำหรับโรคภูมิแพ้ กล่าวว่า จากสถานการณ์โรคภูมิแพ้ในประเทศไทย ส่งผลให้ศูนย์วิจัยเป็นเลิศด้านการวิจัยและพัฒนาด้านโรคภูมิแพ้และวิทยาภูมิคุ้มกัน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ลงนามในสัญญาความร่วมมือกับบริษัท เกร๊ทเตอร์ฟาร์ม่า จำกัด เมื่อปี 2550 เตรียมความพร้อมในการรับมือและเดินหน้าผลิตวัคซีนและน้ำยาทดสอบโรคภูมิแพ้  เพื่อมาดูแลผู้ป่วยที่เป็นโรคภูมิแพ้ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น      

โดยระยะแรกได้ผลิตชุดทดสอบ ประกอบด้วย น้ำยาสกัดสารก่อภูมิแพ้ที่จำเป็น 8 ชนิด คือ 1. น้ำยาทดสอบภูมิแพ้ไรฝุ่น ชนิด Dp 2. น้ำยาทดสอบภูมิแพ้แพ้ไรฝุ่น ชนิด Df 3. น้ำยาทดสอบจากขนแมว 4. น้ำยาทดสอบจากขนสุนัข 5.น้ำยาทดสอบจากแมลงสาบ 6.น้ำยาทดสอบจากหญ้าขน (Para Grass) 7.น้ำยาทดสอบจากวัชพืชผักโขม (Careless Weed) 8.น้ำยาทดสอบจากเชื้อรา (Cladosporium spp.) ซึ่งผลจากการทดสอบจะเป็นแนวทางให้แพทย์สามารถให้คำแนะนำในการกำจัดหลีกเลี่ยงสารก่อภูมิแพ้ที่ผู้ป่วยแพ้ได้อย่างถูกต้อง และหากมีข้อบ่งชี้ก็สามารถให้การรักษาโดยการฉีดวัคซีนต่อไปได้
รศ.ดร.นพ.พงศกร กล่าวต่อว่า จากชุดทดสอบสารก่อภูมิแพ้ต่อยอดผลิตวัคซีนไรฝุ่น ซึ่งเป็นสารก่อภูมิแพ้ต่อระบบทางเดินหายใจที่พบได้มากที่สุด และเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่มีราคาแพง  ดังนั้น ทางศูนย์ฯ จึงได้เริ่มเพาะเลี้ยงไรฝุ่นบริสุทธิ์ทั้งสองสายพันธุ์ คือ  Dermatophagoides pteronyssinus (Dp) และ Dermatophagoides farinae (Df)ซึ่งเป็นไรฝุ่นที่พบบ่อยในฝุ่นบ้านและก่อให้เกิดโรคภูมิแพ้ในคนไทย  แทนการซื้อตัวไรฝุ่นจากต่างประเทศเพื่อการวิจัย ซึ่งมีราคาแพงมากกว่าที่ผลิตเองถึง 10 เท่า

เป็นที่น่ายินดีว่า วัคซีนไรฝุ่น ซึ่งเป็นวัคซีนรุ่นแรกที่ผลิตขึ้น และนำมาใช้ได้ผลดีกับผู้ป่วย จากการสำรวจทั้งในและต่างประเทศพบว่า ศิริราชเป็นรายแรกในกลุ่มประเทศอาเซียนที่ผลิตวัคซีนไรฝุ่น เพื่อจำหน่ายอย่างครบวงจร โดยวัคซีนที่ผลิตได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลกและองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาและผ่านการอนุมัติจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กระทรวงสาธารณสุข
 
“ในอนาคตจะมีการพัฒนาวัคซีนภูมิแพ้แมลงสาบ เกสรหญ้า และวัชพืชชนิดฉีด เนื่องจากเป็นสารก่อภูมิแพ้ที่พบบ่อย รองลงมาจากไรฝุ่น  นอกจากนั้นจะมีการพัฒนาวัคซีนประเภทหยดเข้าไปในปาก บริเวณใต้ลิ้น (ชนิดกิน) ซึ่งมีการนำมาใช้แล้วที่ต่างประเทศ มีข้อดีคือสะดวก ไม่เจ็บ และใช้ในเด็กได้ดี” รศ.ดร.นพ.พงศกร กล่าวตอนท้าย

ถือเป็นความสำเร็จต่อการวิจัยและพัฒนาในการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคภูมิแพ้ให้สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนบุคคลปกติ  โดยปราศจากโรคแทรกซ้อน เนื่องจากสามารถเข้าถึงการตรวจรักษาตามมาตรฐานได้ทั่วถึงยิ่งขึ้น  ทั้งเป็นการยกระดับคุณภาพการให้บริการรักษาที่เหมาะสมแก่สถานพยาบาลทั่วประเทศสอดคล้องกับการพัฒนาประเทศไทย ยุค 4.0  สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 2419 6491 หรือ e-mail: sicore.allergy@gmail.com

 ........................................................
 
6 ธันวาคม 2562
 
 
 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน