*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3889
  • จำนวนผู้ชม : 2464372
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 1 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 509 , 21:16:42 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 3 คน Chaoying , สิงห์นอกระบบ และอีก 1 คนโหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         การเมืองระดับโลก(น่าจะเรียกว่าการโลก) นั้น นายสุทธิชัย หยุุ่น นามปากกา 'กาแฟดำ' ก็เตือนให้เราต้องสนใจด้วย และพร้อม

กันนี้ 'กาแฟดำ' ก็ได้นำข้อมูลที่เกี่ยวกับผู้นำโลกมาแจกแจงอีกด้วย 

         สรุปได้ว่า การเมืองระดับโลกก็ไม่ไกลจากตัวเราสักเท่าไรนักเลยครับ

 

เรียนรู้ความผิดพลาด

    
 

 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพรปีใหม่ 2563 แก่พสกนิกรชาวไทย “ความบกพร่องนำไปสู่การเรียนรู้แก้ไข สติปัญญานำมาใช้ ไม่ให้ผิดพลาดซ้ำ” พร้อมพระราชทาน ส.ค.ส.

เมื่อเวลา 20.00 น. วันที่ 31 ธันวาคม พุทธศักราช 2562 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพรแก่ประชาชนชาวไทย เนื่องในโอกาสขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ความว่า เนื่องในวาระขึ้นปีใหม่ พุทธศักราช 2563 ข้าพเจ้าขอถือโอกาสนี้ อำนวยพรความสุข และความปรารถนาดีแก่ทุกๆ ท่าน ขอให้มีกำลังกาย กำลังใจ  และสุขภาพที่แข็งแรง สติปัญญาผ่องใส มีศรัทธาและความสำนึกในการประพฤติและดำรงตนในกรอบของความดีงาม ถูกต้อง และพอเหมาะพอควร มุ่งมั่นที่จะร่วมกันสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศชาติและส่วนรวม
        ในการทำงานใดๆ ก็ดี ย่อมต้องมีความผิดพลาด ความบกพร่องเกิดขึ้น เป็นเรื่องธรรมดา หากความบกพร่องนั้นนำไปสู่การเรียนรู้ที่จะแก้ไข ปรับปรุง ข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องที่ผ่านมา ให้กลายเป็นบทเรียนแก่ตนเอง ผู้อื่น และส่วนรวม สิ่งนั้นจึงจะเรียกว่า   เกิดการเรียนรู้ หรือเกิดบทเรียน ทั้งนี้ ประสพการณ์ และสติปัญญา ตลอดจนความรู้ความสามารถ ที่จะนำมาใช้เป็นเครื่องกำกับตนเอง ไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดหรือบกพร่องซ้ำอีก อันจะอำนวยให้บังเกิดผลในอนาคตที่เหมาะสมเหมาะควรนั้น คือการบังเกิดขึ้นของความเจริญ และความเป็นมงคลอย่างแท้จริง
       ขออำนาจแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ท่านเคารพนับถือ พร้อมด้วยพระบารมีแห่งพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จงปกป้องคุ้มครอง ให้ทุกท่านประสบแต่ความสุข ความเจริญ และความเป็นมงคล ตลอดพุทธศักราช 2563 นี้ และตลอดกาลทุกเมื่อไป
ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี พระราชทานบัตรพระราชทานพรปีใหม่ ประจำปีพุทธศักราช 2563 แก่ปวงชนชาวไทย 
ด้านหน้าของบัตรพระราชทานพรปีใหม่ มีตราประจำพระราชวงศ์จักรีอยู่กึ่งกลาง ด้านล่างเป็นตราพระปรมาภิไธย วปร และตราพระนามาภิไธย สท
         เมื่อเปิดบัตรพระราชทานพร ด้านขวา มีพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงฉายกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี ใต้พระบรมฉายาลักษณ์ระบุพระปรมาภิไธย "พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว" และพระนามาภิไธย "สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี" ส่วนด้านซ้ายมีข้อความว่า "พระราชทานพรปีใหม่ พ.ศ.2563" พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย และพระนามาภิไธย. 

บิ๊กตู่'ถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์'ในหลวง-ราชินี' ลงนามถวายพระพรในโอกาสวันขึ้นปีใหม่


  

1 ม.ค.63-  ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ภาพและข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าท่านนายกฯ ถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2563 ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง.

ท่านนายกฯ ถวายแจกันดอกไม้หน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี และลงนามถวายพระพรเนื่องในโอกาสวันขึ้นปีใหม่ พ.ศ.2563 ณ ห้องแดง อาคารหน่วยราชการในพระองค์ 904 ในพระบรมมหาราชวัง

ในภาพอาจจะมี 4 คน, ผู้คนกำลังยืน, ดอกไม้, ตาราง และ สถานที่ในร่ม
 
ในภาพอาจจะมี 6 คน, งานแต่งงาน และ สถานที่ในร่ม
 
ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป และ สถานที่ในร่ม
 
ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนกำลังนั่ง และ สถานที่ในร่ม
 
.................................................
 

สังคมรู้ทัน 'วันตาย' ก็มาถึง

    

          

                มกราคม ๒๕๖๓

                ปีใหม่......

                สดๆ ใหม่ๆ เพิ่งออกจากเตาไฟ หอมมมมกรุ่น ชื่นใจ!

                ชวด ที่ไม่ชังชาติ.....

                หนูเล็ก หนูใหญ่ หนูพุก หนูหริ่ง หนูตะปิ้ง หนูเดือย ไปสดใส กรุ๊งกริ๊ง อยู่ที่ไหนกันบ้างล่ะเอ่ย?

                คิดดี ทำดี แฮปปี้ นิว เยียร์ ทุกๆ หนูเน้อ!

                ปีใหม่ สิทธิโชคโฉลกดี มีเรื่องดี ประเดิมศก มาให้อ่านกัน

                เปิดเฟซ พบ thaimove นำของขวัญปีใหม่ จาก

                "รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา" คณะสังคมศาสตร์ และมนุษยศาสตร์ ม.มหิดล และนักวิชาการสถาบันทิศทางไทย มามอบให้คนไทยทุกคน

                ของขวัญชิ้นนี้ มีชื่อว่า.........

                "อนาคตใหม่ กล้าบอกชาติพันธุ์หรือไม่ว่า ม.๗๐ ในรัฐธรรมนูญ ๖๐ ว่าไว้อย่างไร?"

                เชิญทุกท่าน บริโภคทางปัญญาได้เลยครับ

                ........................

                "รศ.ดร.แสงเทียน อยู่เถา"

                จากกรณีที่หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และพลพรรค เข้าร่วมงานวันปีใหม่ ของกลุ่มชาติพันธุ์ ในช่วงปลายปี 2562 ในพื้นที่ต่างๆ

                โดยคุณธนาธร เข้าร่วมงานปีใหม่ม้ง จังหวัดตาก โดยมี นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ จากกลุ่มชาติพันธุ์ม้ง

                นำเดินชมงานและร่วมกิจกรรม โดยแสดงถึงการมีตัวแทนของกลุ่มชาติพันธุ์มีส่วนร่วมเป็น ส.ส.ในพรรคจำนวน ๒ คน

                คือ นายณัฐพล สืบศักดิ์วงศ์ จากกลุ่มม้ง และนายมานพ คีรีภูวดล จากกลุ่มกะเหรี่ยง รวมถึงคนในพรรคอนาคตใหม่

                ยังมี คุณกุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค ไปร่วมงานปีใหม่กะเหรี่ยง ที่ จ.เชียงใหม่

                และคุณช่อ พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค ไปร่วมงานปีใหม่ม้งที่ เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ (เนชั่นสุดสัปดาห์, ๒๗ ธันวาคม ๒๕๖๒)

                ในการไปร่วมงานกับกลุ่มชาติพันธุ์นั้น พวกคุณได้เคยบอกกล่าวกับกลุ่มชาติพันธุ์เหล่านั้นบ้างหรือไม่ว่า

                รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๔๐ ก ลงวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๖๐ ที่พวกคุณบางคนกล่าวหาว่า "เฮงซวยทุกมาตรา" มี มาตรา ๗๐ เขียนไว้ว่าอย่างไร...

                มาตรา ๗๐ เขียนไว้ในหน้า ๑๘ ของรัฐธรรมนูญ ระบุว่า

                “รัฐพึงส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดํารงชีวิตในสังคมตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุข ไม่ถูกรบกวน

                ทั้งนี้ เท่าที่ไม่เป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน หรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ หรือสุขภาพอนามัย”

                ซึ่งเป็นมาตราที่กำหนดไว้ใน หมวด ๖ ว่าด้วย แนวนโยบายแห่งรัฐ

                ชาติพันธุ์ ได้รับการยอมรับในประเทศของเรามาโดยตลอด มีการแก้ปัญหาในมิติต่างๆ เพื่อสร้างคุณค่าให้กับชาติพันธุ์มาอย่างต่อเนื่อง

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชินีนาถ และพระราชวงศ์ในรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงทำเพื่อพสกนิกรผู้ห่างไกลอย่าง กลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ในประเทศ มาตลอดรัชสมัยของพระองค์ท่าน

                พี่น้องชาติพันธุ์ทั้งหลาย ต่างซาบซึ้งในพระมหากรุณามาโดยตลอด และข้าพระบาทในพระองค์ทุกหมู่เหล่าก็ร่วมกันสานต่อในงานตามแนวทางของพระองค์ท่าน ในการส่งเสริมและร่วมกันพัฒนาในด้านต่างๆ เพื่อพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์ในทุกพื้นที่ของประเทศ

                ดังปรากฏชัดในหนังสือ บทความ และเรื่องราวในประวัติศาสตร์ มากมาย ดังตัวอย่างเรื่อง

                "ในหลวงกับชนกลุ่มน้อยในสยามประเทศ"

                ที่เรียบเรียงโดย ศรีศักร วัลลิโภดม มีความตอนหนึ่งว่า

                ...ความต่างกันของการพัฒนาประเทศตามแนวทางของรัฐบาล กับของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็คือ

                ของทางรัฐบาลนั้น มีลักษณะ สั่งการจากข้างบนและจากศูนย์กลาง หาเข้าถึงประชาชนไม่

                แต่แนวทางของในหลวงนั้น คือการเข้าถึงประชาชนในลักษณะที่เป็นการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม  คือมุ่งที่คนไม่ใช่เศรษฐกิจ

                ดังจะเห็นได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบรมราชชนนี และสมเด็จพระบรมราชินีนาถ

                มักเสด็จฯ ไปเยี่ยมทุกข์และบำรุงสุขของประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ ทุกภูมิภาค        

                ทรงเห็นประเทศไทย ทั้งในลักษณะภายภาพ เช่น ภูมิศาสตร์ ภูมิประเทศ ดินฟ้าอากาศ และในทางสังคมวัฒนธรรมท้องถิ่น

                ทำให้แนวทางพัฒนาของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นไปตามแบบที่มีรับสั่งว่า

                "เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา" 

                ซึ่งก็ตรงกับตำราการพัฒนาสังคมทางมานุษยวิทยาที่ข้าพเจ้าเคยเรียนมาว่า To Know is to  understand, To understand is to control

                ...ทรงศึกษาให้เข้าใจคนที่ด้อยโอกาสเหล่านั้นในเรื่องการตั้งหลักแหล่งที่อยู่อาศัย และการทำมาหากินให้เป็นชุมชนทางเกษตรกรรมที่มีเศรษฐกิจแบบพอเพียงเป็นพื้นฐานในการดำรงอยู่ร่วมกันทางสังคม

                เป็นระบบเศรษฐกิจที่มุ่งให้คนในชุมชนช่วยตนเองแบบพึ่งพิงพึ่งพากัน โดยไม่ต้องเรียกร้องอะไรต่ออะไร จากการช่วยเหลือแบบประชานิยมของทางรัฐบาล...

                ...ดังเห็นได้จากการที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จลงพื้นที่และพบประชาชนด้วยพระองค์เอง

                ทรงศึกษาและตรวจสภาพภูมิประเทศ กำหนดแหล่งน้ำทั้งเพื่อการอุปโภคบริโภคและการเกษตร ให้เป็นแหล่งที่พึ่งของชุมชน

                อย่างเช่น ในโครงการพระราชดำริ ที่ขอแรงสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐบาล ซึ่งบรรดาแหล่งเก็บน้ำต่างๆ ที่ทรงแนะนำและสนับสนุนนั้น ล้วนเป็นโครงการขนาดเล็กเพื่อการเกษตรของชุมชนท้องถิ่นเป็นส่วนใหญ่ 

                จากนั้น ก็ทรงแนะนำให้ความรู้ทั้งทางวิชาการและทางเทคนิคแก่ชาวบ้าน เพื่อให้ทำมาหาเลี้ยงได้ด้วยตนเอง...

                ...ฯลฯ...

                (ศรีศักร วัลลิโภดม, ๑๙ ต.ค. ๒๕๕๙ อ้างในมูลนิธิเล็ก-ประไพ วิริยะพันธุ์ lek-prapai.org)

                ...เรื่องแบบนี้ มีอยู่มากมายจนไม่สามารถที่จะนำมากล่าวไว้ได้หมด...ใครๆ ก็รู้

                ...หรือพวกคุณแกล้งไม่รู้...?

                การนำเรื่องชาติพันธุ์มากล่าวนั้น หลายฝ่ายจึงมองว่า พรรคการเมือง กำลังสร้างภาพกับกลุ่มชาติพันธุ์

                เหมือนเป็นการสร้าง อีเวนต์

                ในการดำเนินการเพื่อสร้างการยึดโยงของสังคมข่าวสารในกลุ่มสังคมออนไลน์

                ซึ่งการจะอยู่ในใจของชาวสังคมออนไลน์ให้ได้อย่างต่อเนื่อง คงต้องดำเนินการ "สร้างอีเวนต์อย่างต่อเนื่อง"

                ซึ่งประเด็นหลัก น่าจะอยู่ที่การสร้างเพื่อให้เห็นว่าถูกกลั่นแกล้ง เอารัดเอาเปรียบ จากผู้มีอำนาจเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมของกลุ่มสังคมออนไลน์

                แต่ถ้าเป็นแบบนั้นมากไป ก็อาจทำให้ถูกมองว่าไม่มี "อีเวนต์ทำงาน" ที่เป็นการมุ่งงานเสียบ้าง เหมือนดังที่หลายฝ่ายกำลังตั้งคำถามอยู่ในปัจจุบัน

                การเข้าหาและนำพาวาทกรรมเพื่อนำสู่สังคมออนไลน์ไปตามกลุ่มต่างๆ จึงเริ่มต้นขึ้น

                ไม่ว่าจะเป็น "LGBT" ซึ่งผลออกมาในการสร้างอีเวนต์ในสภาก็เต็มไปด้วยเรื่องราวที่ถูกตำหนิอยู่มากพอสมควร

                การไปดำเนินการกับ "ชาติพันธุ์" และอาจตามมาด้วยกลุ่มอื่นๆ อีกหรือไม่ ทั้ง "กลุ่มผู้พิการ" หรือ  "กลุ่มผู้ด้อยโอกาสอื่นๆ" อาจต้องติดตามดูกันต่อไป

                ส่วนอีเวนต์การต่อสู้ตามยุทธศาสตร์หลักในการสร้างการเปลี่ยนแปลงประเทศตามวาทกรรมหลักของพวกคุณ ก็จะถูกปล่อยมาจากต่างกลุ่ม ต่างวาระ มาอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน              

                เพื่อสร้างแนวร่วมในการประสานกันระหว่างกลุ่มต่างๆ และระหว่างสังคมออนไลน์กับสังคมจริง

                คงไม่ใช่เรื่องแปลกใดๆ ในแวดวงของนักสารสนเทศและนักยุทธศาสตร์อย่างกลุ่มพวกผม

                การจะให้ครองใจคนในสังคมออนไลน์ ก็ต้องสร้างอีเวนต์เหล่านี้ไม่ให้หลุดไป เพื่อสร้างการติดตามให้มีอย่างต่อเนื่อง

                ผลโพลของคะแนนนิยมที่ได้รับการโหวต จึงไม่ได้เป็นเรื่องแปลกอะไรเลยสำหรับกระแสเมื่อมีการทำในช่วงปลายปี ๒๕๖๒ จากบางสำนัก

                นี่คือเรื่องการใช้ยุทธวิธีหนึ่งของการเดินไปด้วยการสร้างกระแสในสังคมออนไลน์ เพื่อกระจายไปสู่สังคมจริง

                ผลักดันยุทธศาสตร์หลักร่วมกันกับยุทธวิธีอื่น ทั้งในสภา ด้วยรูปแบบการตั้งกระทู้

                การมีส่วนร่วมในกรรมาธิการชุดต่างๆ การมีบทบาทและความชอบธรรมมากขึ้นในเวทีโลก เมื่อร่วมกับ ยุทธวิธีสำคัญ "สร้างอีเวนต์ในโลกออนไลน์"

                จึงเป็นการเชื่อมโยงกันอย่างลงตัว ที่นักวิชาการและสังคมเริ่มมองเห็นยุทธวิธีของการเดินไปแบบนี้และเข้าใจมากขึ้น

                ที่จริง การสร้างอีเวนต์ มีมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่

                "อีเวนต์อยากเลือกตั้ง"

                "อีเวนต์หาเสียงที่โดดเด่น"

                "อีเวนต์เวทีใหญ่มีพลพรรครายรอบ"

                "อีเวนต์บลายด์ทรัสต์"

                "อีเวนต์เข้าพบน้องในโรงเรียน"

                "อีเวนต์กับสำนักข่าวต่างชาติ"

                "อีเวนต์พาต่างชาติร่วมในกระบวนการสืบสวน"

                "อีเวนต์พาท่องต่างชาติ"

                "อีเวนต์ว่าที่นายกฯ"

                "อีเวนต์เลิกเกณฑ์ทหาร"

                "อีเวนต์ขับออกจากพรรค"

                "อีเวนต์แฟลชม็อบ"...

                จนถึง "อีเวนต์วิ่งไล่ลุง" และอีกมากมายจนนับไม่ถ้วน

                นี่คือ...ยุทธวิธีสำคัญที่ดันสู่โลกออนไลน์แล้วได้ผลจริง...

                หลายคนก็ได้แต่สงสัยว่า นอกจากจ้างล็อบบี้ยิสต์ต่างชาติแล้ว จะมีการจ้างอื่นๆ ในโลกออนไลน์ไว้มากน้อยสักเพียงไหน ทั้งในประเทศและนอกประเทศ

                ใช้เงินทองในการจ้างกับเรื่องเหล่านี้ไปมากมายมหาศาลขนาดไหน จะถือว่าเป็นการเอาเปรียบพรรคอื่นๆ หรือไม่

                จะเป็นอย่างไรก็แล้วแต่..........

                ก็คงต้องยอมรับในยุทธวิธีนี้ของพรรคที่สามารถดำเนินการอย่างได้ผล ได้คะแนนเกินกว่าที่คนทั่วไปในแวดวงการเมืองแบบเดิมจะคาดถึง

                สร้างแนวร่วมจากคนรุ่นใหม่ส่วนใหญ่และรุ่นเก่าบางกลุ่มได้อย่างถล่มทลาย

                ...แต่มี "อนาคตใหม่" ที่ทำแบบนี้แล้วได้ผล ในอนาคต ก็จะมี "อนาคตใหม่กว่า" ที่เข้ามาเป็นคู่แข่ง               โดยส่วนตัว จึงไม่ได้ตื่นเต้นอะไรมากมาย วันไหนอีเวนต์ไม่น่าสนใจ ก็จะถึงขาลงอย่างรวดเร็ว

                เมื่อมีอีเวนต์จากพรรคใหม่ที่น่าสนใจ และ/หรือ มีการลงทุนในการดำเนินการแบบนี้ เพื่อให้ได้แนวร่วมจากคนในโลกออนไลน์ได้มากกว่า

                แต่ก็อดจะกังวลเกี่ยวกับการดำเนินการกับการสร้างอีเวนต์กับกลุ่มบางกลุ่ม เช่น กลุ่มชาติพันธุ์  แล้วไปให้ข้อมูลบางประการ เพื่อสร้างอีเวนต์ตามแบบที่ดำเนินการอยู่

                แต่ก็เป็นแบบเดิมๆ ที่ให้ข้อมูลแบบเดิมๆ การที่พรรคให้ข้อมูลกับกลุ่มชาติพันธุ์ ทำไมจึงไม่กล้าในการที่จะบอกว่า

                นอกเหนือจากที่สถาบันพระมหากษัตริย์ไทย เคยทุ่มเท พระวรกายดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์ทั่วประเทศแล้ว

                ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่พรรคอยากทำใหม่ขึ้นมาแทนเสียเหลือเกิน ก็เขียนเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนใน มาตรา ๗๐

                รวมถึงมาตรา ๗๑-๗๘ ที่เกี่ยวเนื่องบางประการด้วย โดยเฉพาะมาตรา ๗๑ ใน (๑) และ (๓) ที่กล่าวถึงการวางแผนการใช้และการกระจายการถือครองที่ดินให้มีที่ทำกิน อย่างที่หัวหน้าพรรคพยายามไปบอก เพื่อจะขับเคลื่อนเสมือนเป็นความคิดขึ้นมาใหม่ที่น่าสนใจ และเป็นไปเพื่อกลุ่มชาติพันธุ์โดยพรรค

                ทั้งๆ ที่ มีการกำหนดไว้แล้วในรัฐธรรมนูญที่ถูกกล่าวหาว่า "เฮงซวยทุกมาตรา"

                ----------------------

                ครับ.........

                กรรม ไม่มีปีเก่า-ปีใหม่ ไม่ว่าใคร เมื่อเหิมเกริมก้าวล่วงถึงเขตแดน "พระมหากรุณาธิคุณ"

                ไม่มีใครทำอะไร

                แต่ที่ทำ ๕..๔..๓..๒..๑ เตรียมนับได้เลย! 

 

ก่อน 'ทอน' จะเป็นนายกฯ

    
 

                ยินดีกับ "ทอน" ด้วย

                วันก่อนศูนย์สำรวจความคิดเห็น "นิด้าโพล" เผยผลสำรวจของประชาชน ถึงบุคคลที่ประชาชนจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรีในวันนี้

                พบว่า ส่วนใหญ่ อันดับ ๑ ร้อยละ ๓๑.๔๒ ระบุว่าเป็น นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพราะ อยากเห็นคนรุ่นใหม่เข้ามาบริหารบ้านเมือง มีความคิดที่พัฒนาประเทศ และเศรษฐกิจได้ดี และชื่นชอบพรรคอนาคตใหม่เป็นการส่วนตัว

                รองลงมา อันดับ ๒ ร้อยละ ๒๓.๗๔ ระบุว่าเป็น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เพราะ บริหารงานดีอยู่แล้ว เป็นคนตรงไปตรงมา บ้านเมืองสงบไม่วุ่นวาย ช่วยเหลือประชาชนได้จริง และอยากให้ดำรงตำแหน่งต่อไป

                อันดับ ๓ ร้อยละ ๑๗.๓๒ ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้

                ส่วนลำดับถัดไป ไม่มีสาระสำคัญอะไร

                โพลจะแม่นหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าเข้าใจโพลหรือเปล่า

                นักการเมืองมักชิงสุกก่อนห่าม อยากได้อำนาจเร็วๆ สุดท้าย...

                แทบไม่มีอะไรติดมือ

                ดูเมื่อปี ๒๕๕๓ เป็นตัวอย่าง วิกฤติการเมืองจากการชุมนุมของคนเสื้อแดง ทำท่าจะจบลงที่การเจรจาหาทางออกร่วมกันอยู่แล้ว

                แต่สุดท้ายคนเลวจากแดนไกลไม่ยอม

                เพราะเกรงไม่ได้อำนาจในเดี๋ยวนั้น

                แล้วเผาบ้านเผาเมืองก็ตามมา

                สุดท้ายบางคนติดคุก บางคนหนี จากการตกเป็นเหยื่อชิงอำนาจของนายใหญ่

                ประเทศไทย ฉิบหายวายป่วง

                ส่วนนายใหญ่เสวยสุขในต่างประเทศ

                บทเรียนมันมีมาแล้ว หากไม่เดินตามเส้นทางที่ควรจะเป็น ก็ยากที่อำนาจจะอยู่ในมือ

                "ธนาธร" ก็เช่นกัน เห็นโพลออกมาอย่างนี้ ก็ควรจะอดทนรอไปก่อน

                ซึ่งไม่นานเกินรอ

                ใช้เวลาที่เหลือนี้สร้างผลงาน ให้ประชาชนส่วนใหญ่ได้เห็นตรงกันว่า เหมาะสมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วจริงๆ

                ปล่อยให้การเมืองเดินไปตามเส้นทางของระบบรัฐสภา

                เลือกตั้งคราวหน้าก็เอาให้เต็มที่

                แต่วันนี้เลิกเตรียมการพาคนลงบนถนนเสียที  

                เพราะหากยังดื้อดึงทำเช่นนั้น เช่น วิ่งไล่ลุง หลังจากนั้นก็คงมีม็อบอะไรตามมาอีก อาจจะพบจุดจบที่ไม่สวย

                เหมือนที่แกนนำคนเสื้อแดงเป็นอยู่ในวันนี้

                เก็บผลโพลที่สนับสนุนให้เป็นนายกฯ เป็นแรงผลักดัน

                เดินตามระบบจะส่งผลดีต่อประเทศโดยรวมมากกว่ามานั่งไล่ล่ากัน เพราะสุดท้ายพลาดพลั้งอาจถูกคนอื่นไล่อีกที

                แล้วจะไม่เวทีให้เล่น. 

 

: X-CITE 
 

 

 

 


....................................................

ปลุกม็อบ!ชำเรารธน. ปิยบุตรชี้ระเบิดเวลารอปะทุ/ชวนเตือนไม่ควรรื้อสภาสูง

    
 

 

"ชวน" ชี้หากประชาธิปไตยไม่มีประสิทธิภาพ คนจะเอนเอียงนิยมเผด็จการและเป็นที่มาของหายนะ แนะทุกฝ่ายต้องทำหน้าที่ด้วยความสุจริต "เพื่อไทย" ขู่รายวัน ศึกซักฟอกถึงขั้นล้มรัฐบาล-เปลี่ยนตัวนายกฯ "วราวุธ" เตือนม็อบจุดติดแล้วควบคุมไม่ให้บานปลายได้ยาก "ปิยบุตร" เชื่อ ปชช.ทนไม่ไหวสะสมจนคุมไม่อยู่ เปรียบ รธน.60 เป็นระเบิดเวลาจบแค่ 2 ทาง "ทหาร-ประชาชน" ฉีก "เทพไท" เสนอตั้งอนุ กมธ. 5 ภาครับฟังความเห็น ดีกว่าปล่อยพรรคการเมืองปลุกมวลชนกลายเป็นความขัดแย้งรอบใหม่  

    เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงภาพรวมการทำงานของฝ่ายนิติบัญญัติตลอดปีที่ผ่านมาว่า หลังจากไม่มีสภามา 5 ปี ไม่เฉพาะในประเทศเท่านั้นที่มีปฏิกิริยาต่อต้าน เพราะต่างประเทศก็มองเช่นกัน เมื่อมีสภาแล้วจึงเป็นความหวังของประชาชน ดังนั้น เพื่อให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยสามารถดำรงอยู่ได้ตลอดไปพร้อมกับความมีประสิทธิภาพ ทุกฝ่ายต้องทำงานในหน้าที่ด้วยความสุจริต ฝ่ายนิติบัญญัติต้องเป็นตัวอย่างในการเคารพกฎหมาย ทุกคนต้องอยู่ในกรอบของข้อบังคับ แม้บางคนจะยังไม่เคยชิน แต่กว่า 1 ปีเริ่มเข้ารูปเข้ารอยมากขึ้น หลายเรื่องเริ่มดีขึ้น โดยเฉพาะการรักษาเวลา งานค้างอาจจะยังมีอยู่บ้าง แต่มีน้อยเมื่อเทียบกับสถานการณ์ของสภาทั่วไป เช่นการทำให้ญัตติด่วนเหลือค้างสภาเพียง 6 เรื่อง ซึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ทั้งหมดเป็นไปได้เพราะการได้รับความร่วมมือจากทุกฝ่าย เมื่องานค้างลดลง ภายหลังปีใหม่ก็จะได้เริ่มงานใหม่ๆ ได้มากขึ้น
    นายชวนกล่าวว่า งานในสภาพยายามทำให้เกิดประโยชน์แก่ทุกฝ่าย ความร่วมมือจากฝ่ายบริหารก็ดี ก็พยายามเชิญชวนให้มาสภา แม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีก็อยากให้มาประชุมสภา หรือรัฐมนตรีก็อยากให้ตอบกระทู้ถามของ ส.ส.เช่นกัน เวลานี้กำลังหารือถึงการแก้ไขข้อบังคับในส่วนที่เกี่ยวกับการตั้งกระทู้ถาม เพื่อไม่ให้ใช้เวลาของสภามากเกินไป หรือในการทำงานของคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ก็พยายามเข้าไปรับฟังความคิดเห็นในเรื่องการทำงาน เช่นการจัดสรรเวลาการทำงานของ กมธ.จะไม่ให้กระทบกับการประชุม เป็นต้น เวลานี้มีกฎหมายเข้าสภาเพียง 2 ฉบับเท่านั้น ทั้งๆ ที่เป็นฝ่ายนิติบัญญัติ คาดว่าหลังจากเทศกาลปีใหม่ร่างกฎหมายจะเข้ามาสภามากกว่าเดิม  
    "ครับ ผมยืนยัน ผมเรียนว่าครึ่งปีที่ผ่านมาไม่เคยสักครั้งที่จะมาขอให้ผมทำผิดทำนองคลองธรรม มีแต่ผมที่ขอร้องให้มาร่วมประชุม เราหวังดีต่อกันเพื่องานของบ้านเมือง ประชาธิปไตยจะอยู่ได้ก็ต้องมีประสิทธิภาพด้วย ถ้าประชาธิปไตยไม่มีประสิทธิภาพ คนจะเอนเอียงนิยมในเผด็จการ ทันใจดี แล้วก็เป็นที่มาของความหายนะในที่สุด ต้องทำให้การปกครองนี้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และเป็นที่พึ่งของประชาชนได้ หมายความว่าปัญหาของประชาชนต้องมาสู่รัฐบาลได้โดยผ่านกระบวนการของสภาตามระบบนี้" นายชวนกล่าวตอบเมื่อถามย้ำว่า ยืนยันได้หรือไม่สภาจะเป็นที่พึ่งประชาชนเพื่อไม่ให้มีการใช้อำนาจนอกระบบเข้ามาแทรกแซง  
    นายชวนยังกล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองในปี 2563 ที่เกี่ยวกับการทำงานฝ่ายนิติบัญญัติว่า  สำหรับการเมืองปี 2563 น่าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยฝ่ายค้านจะสามารถเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้สองครั้ง เพราะในปี 2563 จะมีสมัยประชุมสภาปีที่ 1 และปีที่ 2 โดยทั่วไปในสภา เมื่อระบบนี้รัฐบาลเป็นเสียงข้างมาก ดังนั้นรัฐบาลมีหน้าที่รับผิดชอบมากกกว่า แต่ถึงที่สุดแล้วสภาจะอยู่ได้ต่อเมื่อทุกฝ่ายมาร่วมประชุมเพื่อมีมติร่วมกัน ถ้า ส.ส.ของรัฐบาลรู้ว่ากติกาเป็นอย่างนี้และรับผิดชอบในหน้าที่  งานจะเดินไปได้
ฟันธงนาวาลุงตู่รอดฝั่ง
    ที่บ้านพักส่วนตัว ซอยจรัญสนิทวงศ์ 55 นายวราวุธ ศิลปอาชา รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) กล่าวถึงสถานการณ์การเมืองในปี 2563 ว่า แม้ที่ผ่านมาจะเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แต่สังเกตได้ว่าแต่ละครั้งที่มีการลงคะแนนในสภาผู้แทนราษฎร หรือการทำงานสำคัญของรัฐบาล แน่นอนอาจจะมีผิดพลาดบ้าง แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหมก็สามารถแก้ปัญหาไปได้ ซึ่งนี่คือสภาพทั่วไปของสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ต่อให้เป็นรัฐบาลที่มีเสียงปริ่มน้ำหรือเสียงมากแค่ไหน ถึงเวลาลงคะแนนมักจะมีปัญหาอยู่ตลอดเวลา แต่มั่นใจว่าปี 2563 แม้จะเป็นปีที่มีภารกิจและความท้าทายของรัฐบาล แต่ด้วยการทำงานของพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค การทำงานของรัฐมนตรีทุกคน จะสามารถนำรัฐนาวาของ พล.อ.ประยุทธ์ไปได้ตลอดรอดฝั่ง แก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ
    ผู้สื่อข่าวถามว่า ในปี 2563 คาดการณ์กันว่าจะมีการชุมนุมและอภิปรายไม่ไว้วางใจ จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพรัฐบาลหรือไม่ นายวราวุธกล่าวว่าการชุมนุมเป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิด เพราะที่ผ่านมาเห็นแล้วว่าการจุดไม่ใช่เรื่องยาก แต่พอจุดมาแล้วความสามารถในการคุมประเด็นไม่ให้มันบานปลายนั้นเป็นเรื่องยาก ตลอดสิบปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นแล้วว่าท้ายที่สุดมันจะไปจบลงที่ใด จึงน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีให้หลายๆ ฝ่ายว่าการชุมนุมประท้วงบนถนนไม่ก่อให้เกิดผลดีขึ้นเลย ส่วนการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นถือเป็นปกติของสภา ต้องให้กำลังใจฝ่ายค้านด้วย เพราะตลอด 5-6 ปีเราไม่มีสภา ไม่มีการตรวจสอบ จึงเป็นครั้งแรกที่ฝ่ายค้านจะได้ทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างเต็มที่ นำข้อบกพร่องที่รัฐบาลจะต้องปรับปรุงมาถกกันในสภา 
    ส่วนกระแสข่าวอดีต ส.ส.พรรคอนาคตใหม่บางส่วนจะย้ายมาอยู่กับพรรค ชทพ. นายวราวุธกล่าวว่าวันนี้ยังเป็นแค่กระแสอยู่ แต่ไม่พัดมาที่พรรคสักที ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่จะมีการย้ายพรรคเมื่อเหตุการณ์เกิดขึ้น แต่ที่ผ่านมาทั้ง 4 คนน่าจะมีทิศทางชัดเจนแล้ว และไม่ได้มาอยู่ที่พรรค ชทพ.
    นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงมาตรการจัดการกับงูเห่าของพรรคเพื่อไทย โดยยอมรับว่าภายใต้กลไกของรัฐธรรมนูญเอื้อต่อการเกิดงูเห่าได้ตลอดเวลา แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบแล้ว และเบื้องต้นพรรคเพื่อไทยได้ให้ ส.ส 3 คนที่ขัดมติพรรคเข้าชี้แจงข้อเท็จจริงแล้ว จากนั้นคณะกรรมการตรวจสอบจะทำรายงานสรุปส่งมายังกรรมการบริหารพรรค ทั้งนี้เมื่อได้ข้อสรุปแล้วจะแจ้งต่อสาธารณชนให้ทราบต่อไป  แต่ยืนยันว่าหากผิดจริงจะมีมาตรการที่ชัดเจนและเด็ดขาดในการจัดการกับงูเห่า
    "เหตุผลที่ยังไม่สามารถขับงูเห่าออกจากพรรคเพื่อไทยได้ เนื่องจากงูเห่าของพรรคเพื่อไทยต่างจากพรรคอนาคตใหม่ ตรงที่พรรคอนาคตใหม่โหวตสนับสนุนรัฐบาลบ่อยครั้งซึ่งทำให้เห็นจุดยืนที่ชัดเจน จึงเป็นเรื่องที่เราต้องสอบสวนให้ชัดเจนและฟังคำอธิบายก่อน" นายภูมิธรรมกล่าว
โวศึกซักฟอกล้มรัฐบาล
    นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด โฆษกพรรคเพื่อไทย ในฐานะโฆษกและกรรมการกิจการพิเศษ พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณีพรรค พปชร.ระบุเกรงฝ่ายค้านจะไม่มีข้อมูลเด็ดมาซักฟอกรัฐบาลว่า ขณะนี้คณะกรรมการกิจการพิเศษ พท.ได้จัดเตรียมขุนพลอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลไว้แล้วจำนวน 25 คน จัดหมวดหมู่แบ่งลักษณะพฤติกรรมและการกระทำที่นำไปสู่การอภิปรายไม่ไว้วางใจ 5 รัฐมนตรี ถึงเวลานั้น  พล.อ.ประยุทธ์ เจ้าของฉายาอิเหนาเมาหมัดแห่งรัฐเชียงกงจะได้รู้ว่า การตรวจสอบโดยกลไกและเครื่องมือที่เข้มข้นของระบบรัฐสภา จะโดนตรวจสอบหนักจนมีสภาพบอบช้ำแค่ไหน ส่วน ส.ว.สรรหาจะยอมรับว่าเป็นสภาทหารเกณฑ์ก็สารภาพไป แต่งานนี้พี่เลี้ยงลงไม่มีตัวช่วย ใครไม่เกี่ยวก็ถอยไป 
    "การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ประชาชนได้ประโยชน์อย่างสูงสุด ส่วนรัฐมนตรีที่น้อยเนื้อต่ำใจได้กระทรวงเกรดซี เกรดดี งบน้อย อยากขยับขยายไปคุมกระทรวงเกรดสูงขึ้น งบมากขึ้น รอลุ้นได้เลย  เพราะข้อมูลซักฟอกที่อยู่ในมือขณะนี้ชัดเจนมาก ทั้งในส่วนพรรคแกนหลักและพรรคร่วมรัฐบาล แม้จะมี 25 ขุนพลในการจับ 5 รัฐมนตรีขึ้นเขียงซักฟอก แต่ไม่ปิดกั้น ยังเปิดกว้างทั้งในส่วนของพรรคเพื่อไทย และพรรคร่วมฝ่ายค้าน ยืนยันว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้นำไปสู่การล้มรัฐบาลและเปลี่ยนตัวนายกฯ ได้แน่นอน" นายอนุสรณ์กล่าว    
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ กล่าวตอนหนึ่งขณะออกรายการ WAKE UP THAILAND ช่อง Voice TV ว่า "เหตุการณ์ที่คุณแต่ละคนออกมาโดยทนไม่ไหวแล้ว ผมคิดว่าอยู่ที่อัตตาวินิจฉัยของแต่ละคน เราบังคับกันไม่ได้ แต่เชื่อว่าถ้าผู้มีอำนาจยังใช้วิธีการแบบนี้ตลอดเวลา คือไม่ถอยเลย ไม่ถอยแม้แต่นิดเดียว ญัตติเรื่อง ม.44 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด นิดเดียวก็ไม่ถอย อย่างวันก่อนที่คุณเลี้ยงปีใหม่ ต้อนรับ ส.ส.ที่เพิ่งย้ายไป โดยไม่เขินอายเลย ผมมองว่า การลำพองในอำนาจตัวเองไปเรื่อยๆ มันจะผลักทำให้คนมีความรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้วออกมา แต่จะเกิดเมื่อไรผมไม่ทราบ"
    "อย่างชิลี เกิดจากเรื่องการขึ้นค่าโดยสารรถระบบขนส่งสาธารณะ เลบานอนเกิดจากการเก็บภาษีออนไลน์ ฮ่องกงเกิดจากกฎหมายส่งผู้รายข้ามแดน ถามว่าเรื่องนี้มันเป็นชนวนให้เกิดขึ้นได้ไหม ผมว่ามันไม่ได้หรอก แต่มันมีความไม่พอใจสะสมมาเรื่อยๆ แต่ผมตอบไม่ได้ว่าจุดไหน ผู้มีอำนาจในปัจจุบันก็ตอบไม่ได้ แต่เรารู้กันอยู่ว่าภายใต้อำนาจที่เข้มแข็ง ข้างล่างมันเปราะบางมาก แต่เราไม่รู้ว่าจุดไหนคือชนวนที่ออกมา ถ้าวันหนึ่งมาถึงความไม่พอใจต่อผู้ปกครองคณะนี้เมื่อไร เรื่องนี้ใหญ่เกินกว่าการเป็นพรรคอนาคตใหม่ ใหญ่เกินกว่าธนาธรหรือผมแล้ว มันเป็นความไม่พอใจโดยพร้อมเพรียงกันของประชาชน"
ทหารหรือ ปชช.ฉีก รธน.
    นายปิยบุตรกล่าวว่า จุดจบของรัฐธรรมนูญ 60 ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของระบบการปกครองที่เป็นอยู่ตอนนี้ คือไม่ถูกฉีกโดยทหารก็ถูกฉีกโดยประชาชน ดังนั้นมันจึงมีสภาวะเหมือนระเบิดเวลาที่ตั้งเวลารอไว้
     เมื่อพิธีกรถามว่าแต่พรรคอนาคตใหม่ไม่ต้องการให้ถึงจุดนั้นใช่หรือไม่ นายปิยบุตกล่าวว่า "ถูกต้อง   ทั้ง 2 ถ้าฉีกโดยทหารก็จะเข้าอีหรอบเดิม แต่ถ้าฉีกโดยประชาชน ผมไม่รู้ว่าจะจบอย่างไร ผู้กำกับหนังเรื่องไหนก็สร้างฉากจบไม่ได้ เพราะมันคุมไม่อยู่ แต่ไม่อยากให้มีการรัฐประหาร ไม่อยากให้ผู้มีอำนาจมองผมและธนาธรเป็นภัยคุกคาม แต่ขอให้มองว่าเป็นปรากฏการณ์ เป็นตัวแทนคนประชาชน ตัวแทนของคนรุ่นใหม่จำนวนมาก" 
    ด้านนายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า อยากจะวิงวอนทุกฝ่ายช่วยลดปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง โดยเฉพาะการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่จะทำให้ประชาชนได้รับความเดือดร้อน ขอให้ทุกพรรคการเมืองใช้เวทีสภาในการแก้ปัญหาความขัดแย้งต่างๆ เพื่อเป็นของขวัญปีใหม่ให้พี่น้องคนไทยทั่วประเทศ ทั้งนี้ที่ผ่านมาบ้านเมืองเสียหายเพราะวิกฤติปัญหาทางการเมือง มีการชุมนุมลุกลามบานปลายเสียเลือดเสียเนื้อจนบ้านเมืองเสียหาย เกิดความแตกแยกในหมู่ประชาชน ดังนั้นขอให้ทุกฝ่ายคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ไว้ด้วย หากคิดจะทำอะไรที่ไม่ควรก็ขอให้นึกถึงพี่น้องประชาชนและประเทศอันเป็นที่รักของเรา
    นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า การเมืองไทยจากนี้ไปคงจะร้อนแรงขึ้น แต่ไม่ถึงขั้นจะไปสู่วิกฤติอะไร ขณะเดียวกันปัญหาที่มีความอ่อนไหวและจะส่งผลกระทบกับการเมือง คือปัญหาเศรษฐกิจที่จะสะสมจนทำให้ประชาชนเกิดความไม่พอใจรัฐบาล      
    นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ไลฟ์สดผ่านเฟชบุ๊กส่วนตัวว่า การประชุม กมธ.วิสามัญพิจารณาศึกษาปัญหา หลักเกณฑ์ และแนวทางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ในวันที่ 14 ม.ค.63 นั้น เป็นการประชุมอย่างเป็นทางการ เพื่อพิจารณาเนื้องานกันอย่างจริงจังนัดแรก จะเสนอให้มีการพูดคุยในเรื่องกรอบการทำงาน และลงลึกในรายละเอียดว่าจะแก้ไขอย่างไร จะตั้ง ส.ส.ร.หรือไม่ หรือจะแก้ไขเป็นรายมาตรา ถ้าหากรัฐธรรมนูญฉบับ ปี 2560 ซึ่งยกร่างโดยคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังถูกวิจารณ์ว่าที่มาของรัฐธรรมนูญไม่มีส่วนยึดโยงกับประชาชน การทำงานของ กมธ.ชุดนี้ควรจะสร้างเงื่อนไขการทำงานให้ยึดโยงกับประชาชนให้มากที่สุด ควรจะตั้งอนุกรรมาธิการวิสามัญอย่างน้อย 5 ชุด เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชนใน 5 ภูมิภาค คือ ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ภาคใต้ และกรุงเทพมหานคร โดยทำงานคู่ขนานกับการทำงานของ กมธ.ในสภา ดีกว่าปล่อยให้พรรคการเมืองต่างๆ ออกไปเคลื่อนไหวกับมวลชน ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายและความขัดแย้งในสังคมรอบใหม่ได้
    "อยากเรียกร้องให้ทุกฝ่ายมีความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ควรจะตั้งธงในการแก้ไขเพื่อการเอาชนะคะคานกัน หรือชิงความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมือง ไม่ควรเอาประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาเป็นประเด็นทางการเมืองเพื่อการเคลื่อนไหวดิสเครดิตฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งโดยเพฉาะ" นายเทพไทกล่าว
     นายวราวุธ ศิลปอาชา กล่าวถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า พรรค ชทพ.เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาข้อดีก็มี ข้อที่ควรปรับปรุงก็มีบางส่วน ไม่ว่าจะเป็นกลไกการเลือกตั้ง หรือของพรรคการเมืองและอีกหลายๆ ส่วน แต่การจะแก้ไขต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม รับฟังเสียงของหลายๆ ฝ่ายเป็นประเด็นที่สำคัญ และเชื่อว่าอะไรที่เป็นประโยชน์ต้องรับฟังเสียงส่วนใหญ่ และนำมาถกกันในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาแนวทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ตั้งกันมาแล้ว
โหรฟันธงคนคิดไม่ดีอยู่ไม่ได้
    ด้านนายชวน หลีกภัย กล่าวว่า เป็นคนหนึ่งที่ไม่รับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะมีความเป็นประชาธิปไตยน้อยกว่าในอดีต ปัญหาไม่ใช่มาจากรัฐธรรมนูญแต่มาจากตัวบุคคล จึงต้องแยกให้ออกจากกัน ผู้ร่างรัฐธรรมนูญต้องเข้าใจตรงนี้ด้วย ดังนั้นการเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเสนอว่าควรรับฟังทุกฝ่ายรวมทั้งวุฒิสภา
     "ถ้าเรามุ่งไปที่บทบาทวุฒิสภา แน่นอนว่าบางท่านคงไม่เห็นด้วยและมีการต่อต้าน แต่ถ้าเชิญมาคุยว่าเป้าหมายประเทศที่เป็นประชาธิปไตยจริงๆ นั้นหลักควรเป็นอย่างไร บทบาทแต่ละฝ่ายเป็นอย่างไร  ต้องยอมรับว่าวุฒิสภาก็มีประโยชน์ บางบทบาทก็ทำได้ดีกว่า ส.ส. เช่นการตรวจสอบคนเข้าสู่องค์กรต่างๆ เป็นต้น แต่บทบาทอื่นๆ สมควรจะมีแค่ไหนก็ต้องชวนมาคุย ถ้าคิดจะแก้จริงๆ ก็อย่าไปคิดล้มเลยครับ ถ้าอยากให้แก้ไขได้จริงๆ ก็ต้องให้ทุกฝ่ายเห็นด้วย และเอาเขามาคุยด้วยว่าจะปรับให้เป็นประชาธิปไตยจริงๆ หรือเอาบางส่วนออกไป เช่นการบรรจุให้ผู้บัญชาการเหล่าทัพต้องเป็น ส.ว. ผมคิดว่าโดยหลักไม่เคยมีการระบุ ส.ว.โดยตำแหน่งแบบนี้ เพราะถ้าจะเลือกคนเข้ามาก็ควรเป็นระบบอื่น"  นายชวนกล่าว
      ขณะที่นายวารินทร์ บัววิรัตน์เลิศ หรือโหรคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (โหร คมช.) กล่าวถึงเหตุการณ์บ้านเมืองในปี 2563 ว่า ในปีหน้าจะมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการเคลื่อนไหวชุมนุมของกลุ่มคน แต่มีกำลังไม่มาก ไม่หนักหนา ปลุกปั่นไม่ขึ้น วูบเดียวก็หายไป เป็นแค่นักการเมืองที่เข้ามา  เมื่อไม่ได้ดั่งใจก็พยายามปลุกหาพรรคหาพวกมาทำลายล้างกัน ซึ่งมันไม่ดี บทเรียนในอดีตทุกคนก็เห็นแล้ว สุดท้ายความจริงจะถูกเปิดออกมา ขณะที่การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่มีอะไรน่าหนักใจ 
     เมื่อถามว่าคดีทางการเมืองที่จะมีการตัดสินในปี 63 จะมีผลต่อสถานการณ์ทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน โหร คมช.ตอบว่า "ไม่ส่งผลก่อให้เกิดเหตุการณ์หรือการเปลี่ยนแปลงอะไรทางการเมือง เพราะเป็นการตัดสินตามกฎหมาย บนความถูกต้อง กฎหมายคือกฎหมาย เราต้องยอมเคารพกฎหมาย การเคลื่อนไหวอะไรบทเรียนในอดีตทำให้เราเห็นแล้ว ดังนั้นคนที่คิดไม่ดีต่อชาติบ้านเมือง ขอให้คิดให้ดี เพราะบ้านเมืองปัจจุบันสงบแล้ว คนที่ต้องโทษก็ต้องได้รับโทษ และคอยดูบางคนที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ต่างๆ เราอาจไม่ได้เห็นอีกเลยในบ้านเมืองเรา เหมือนในอดีตคนที่สร้างความวุ่นวายให้ชาติบ้านเมืองจะอยู่ไม่ได้" 
    "พรรคร่วมรัฐบาลยังจับมือกันต่อไปและจะมีบางพรรคเข้ามาร่วมรัฐบาล และ 3 ป.ยังอยู่ทำหน้าที่  ส่วนรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำก็ไม่มีปัญหา เพราะสุดท้ายแล้วทุกคนนึกถึงประโยชน์ส่วนรวมมากกว่า กลุ่มที่เคยอยู่ตรงข้ามจะเข้ามาสนับสนุนมากขึ้น ขณะที่ดวงของ พล.อ.ประยุทธ์ยังมีหน้าที่ต้องทำต่อไปและอยู่ครบเทอม เพียงแต่ต้นปี 1-2 เดือนอาจมีเรื่องยุ่งอยู่บ้าง ทั้งกับตัวนายกฯ และคณะรัฐบาล ทั้งการทำงานหรือปัญหาสุขภาพ แต่ไม่ได้เป็นอะไรมากเป็นตามวัย และหลังจากมรสุมผ่านพ้นไปทุกอย่างจะค่อยๆ ดีขึ้น" นายวารินทร์กล่าว. 

วันแรกของปีใหม่: ส่องกล้อง มองตัวละครหลักของโลก

    
 

 

              สวัสดีปีใหม่ครับท่านผู้อ่านทุกท่าน

                ปีใหม่นี้มีเรื่องราวทั้งในประเทศและต่างประเทศที่เราจะต้องเกาะติดกันอย่างใกล้ชิด

                เพราะทุกความเคลื่อนไหวไม่ว่าจะเกิดในมุมไหนของโลก ล้วนมีผลกระทบต่อเราทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม

                ระดับใหญ่คือข่าวการเลือกตั้งของสหรัฐฯ ในปลายปีนี้

                คำถามใหญ่ขณะนี้คือ โดนัลด์ ทรัมป์จะชนะเลือกตั้ง ได้กลับมานั่งทำเนียบขาวในปีหน้าหรือไม่

                หรือพรรคเดโมแครตจะมีตัวเลือกพอที่จะเอาชนะทรัมป์ในการเลือกตั้งครั้งนี้หรือไม่

                ผมเห็นการคาดการณ์ของหลายสำนักในอเมริกา ที่เริ่มทำนายว่าโอกาสที่ทรัมป์จะชนะอีกรอบมีค่อนข้างสูง อาจจะเกิน 50% ด้วยซ้ำไป

                แต่จากนี้ไปยังมีเวลาหาเสียงอีก 11 เดือน และในช่วงนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งสิ้น

                หนึ่งในปัจจัยหลักของการเมืองสหรัฐฯ คือกระบวนการ "ไต่สวนเพื่อถอดถอน" หรือ impeachment  ที่รัฐสภาสหรัฐฯ กำลังดำเนินการอยู่

                โอกาสที่ทรัมป์จะถูกปลดจากตำแหน่งมีน้อย หรือเกือบจะไม่มีเลย

                แต่ผลกระทบทางอ้อมจากกระบวนการนี้จะมีอย่างกว้างขวางในเกือบจะทุกๆ ด้าน

                เช่นสองปัจจัยนี้ (ผลเลือกตั้งกับ impeachment) จะเป็นตัวตัดสินว่า อเมริกากับจีนจะสามารถหาข้อยุติสงครามการค้าอย่างถาวรได้หรือไม่

                สองปัจจัยนี้เช่นกันที่จะเป็นตัวกำหนดว่า เกาหลีเหนือจะเดินหน้าทดลองขีปนาวุธในปีใหม่

                และท้าทายสหรัฐฯ อย่างเปิดเผยหรือไม่ ซึ่งจะดันระดับความตึงเครียดในเวทีการเมืองระหว่างประเทศให้พุ่งสูง และทำให้มีผลต่อเศรษฐกิจของโลกและของเราอย่างปฏิเสธไม่ได้

                ปีนี้ทรัมป์ยังเป็นตัวละครสำคัญของเวทีโลก เคียงคู่กับสี จิ้นผิงแห่งจีน ที่จะต้องแสดงบทบาทความเป็นผู้นำโลกเพื่อแข่งบารมีกับอเมริกา

                ก่อนถึงวันเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้ ทรัมป์จะแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวกว่าเดิมหรือผ่อนปรนเพื่อให้บรรลุข้อตกลงระงับสงครามการค้ากับปักกิ่ง ยังเป็นประเด็นที่ต้องเกาะติดและวิเคราะห์กันอย่างต่อเนื่อง

                แต่ที่ชัดเจนก็คือว่า ก่อนเลือกตั้งทรัมป์จะต้องแสดงจุดยืนเพื่อเอาใจฐานเสียงของตัวเองมากกว่าอะไรอื่น

                ฐานเสียงของทรัมป์เป็นอเมริกันชนชั้นกลางและล่างที่ชื่นชมแนวทาง Make America Great Again  และ America First

                นั่นย่อมไม่เป็นประโยชน์ต่อการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างสหรัฐฯ กับประเทศอื่นๆ ทั้งโลกรวมทั้งไทยเราด้วย

                สี จิ้นผิงก็ยอมทรัมป์ไม่ได้ง่ายๆ เช่นกัน เพราะเขาก็มี "ฐานเสียง" ของเขาในประเทศ ซึ่งหมายถึงการที่ผู้นำจีนจะต้องแสดงให้ประชาชนคนจีนเห็นว่า เขาไม่ได้ยอมศิโรราบต่อผู้นำสหรัฐฯ แต่ประการใด

                กระแส "ชาตินิยม" (nationalism) และ "ประชานิยม" (populism) ก็จะกลายเป็นแนวทางของหลาย ๆ ประเทศทั้งที่เอียงไปด้านขวาและด้านซ้าย

                เป้าหมายของนักการเมืองที่ใช้สองแนวทางนี้คือ การชนะเลือกตั้งด้วยการเอาใจผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งที่มีความรู้สึกว่า "โลกาภิวัตน์" หรือ globalization นั้นสร้างประโยชน์เฉพาะชนชั้นบนและธุรกิจใหญ่

                แต่ชนชั้นกลางและล่างกลับเสียโอกาส กลายเป็นประชาชนชั้นสองในโลกยุคนี้

                นี่คือหนึ่งในแนวโน้มที่จะต้องเกาะติดและแสวงหาข้อมูลและคำอธิบาย เพื่อทำความเข้าใจกับความเป็นไปของโลกที่คนไทยทุกคนจะต้องสนใจ ใส่ใจ และเข้าใจอย่างยิ่ง. 

....................................................

1 มกราคม 2563

 

 
 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
nongkoy วันที่ : 05/01/2020 เวลา : 01.47 น.
https://www.armingolf.com
น้องก้อยค่ะ เด็กกำแพงเพชรเข้ากรุงมาเรียนและทำงานค่ะ :)

จริงด้วยค่ะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน