*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3889
  • จำนวนผู้ชม : 2464372
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 8 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 303 , 21:18:14 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         การเมืองไทยที่กำลังจะมีการแก้รธน.กันนี้ นักกรเมือง พรรคการเมืองทั้งหลายแม้แต่พรรคร่วมรัฐบาลต่างก็เห็นด้วยกับการแก้

รธน.ทั้งนั้น เพราะรัฐธรรมนูญ ปี 60 ฉบับปัจจุบันมีหลายประเด็นที่สมควรแก้จริงๆ แต่สำหรับพรรคอนาคตใหม่ไม่ต้องการแก้ แต่ต้อง

การล้มเลิกทั้งฉบับไปเลย แล้วใครเขาจะยอมกันเล่า ...

 

 

รำไทย' กลางศึก 'ฝรั่ง-แขก'

    
 

                ดูเหมือนสหรัฐฯ จะ "เตะเม่น" ซะแล้ว กรณีสั่งฆ่านายพลอิหร่าน-อิรัก!

                นอกจากไม่มี "เสียงตอบรับ" จากมิตรประเทศแล้ว

                หุ้นส่วนใหญ่ อย่าง "ฝรั่งเศส-อังกฤษ"

                รวมทั้ง "นาโต"..........

                ยังมีท่าที "ไม่เห็นด้วย" กับระห่ำลำหักของทรัมป์ และทั้งท่าที "ไม่เอาด้วย" ของมวลมิตร

                สหประชาชาติ หรือ UN ไม่ต้องพูดถึง

                เพราะนั่น เป็นแค่ "มะเหงก" มีไว้สำหรับให้สหรัฐฯ ใช้ไล่เขกหัวเด็กเท่านั้น

                ดังนั้น สถานการณ์ต่อจากนี้ของสหรัฐฯ ไม่ง่ายเหมือนปี ๔๖ ที่บุช บุกอิรัก "โค่นซัดดัม" แล้วตั้งฐานทัพ "ยึดประเทศ" แบ่งบ่อน้ำมัน "สูบกันเพลิน" ตามใจชอบ ถึงขณะนี้

                ตอนนั้น.....

                ขนาดบุช เครดิตเฟื่องกว่าทรัมป์ ยังต้องใช้ลูกนักเลง บังคับให้ประเทศต่างๆ "เลือกข้าง"

                แต่ตอนนี้.......

                เห็นคน "เป็นแสน-เป็นล้าน" ร่วมขบวนแห่ศพนายพลกอเซ็ม สุไลมานี

                และท่าทีสังคมโลก ไม่พอใจ ที่สหรัฐฯ ใช้อำนาจบาตรใหญ่ เข้าไปฆ่าเขาถึงในบ้าน-ในเมืองเขาอย่างนั้นแล้ว

                ก็ต้องบอกว่า ทรัมป์ติดกับดัก "สังคมโลกยุคไอที" เข้าจั๋งหนับซะแล้ว

                โลกยุคไอที ต่อให้ มีอำนาจ มีอาวุธ เหนือกว่าขนาดไหน.......

                ด้วยภาพ-ข่าว ที่ทรัมป์ "ทำไม่แฟร์" กระจายออกไปกว้างขวางฉับพลัน นั้น           

                ในคำว่ายุติธรรมในหัวใจมนุษย์ ต่อให้ทรัมป์ขู่ จะกดปุ่ม "นิวเคลียร์" ใครก็ไม่กลัว

                ไม่มีความหมาย..........

                ไม่มีอิทธิพลต่อทัศนคติ ต่อจิตใจใครๆ เหนือไปกว่าอิทธิพลออนไลน์

                เพราะ "สื่อสาร" มัน "ครองโลก" ซะแล้ว!

                ฟังดู...เหมือนไม่จริง

                แต่เชื่อเถอะ เพราะที่ทรัมป์ทำ มันไม่เสรีภาพ ไม่เสมอภาค ไม่ภราดรภาพ

                ธนาธร เขารับไม่ได้ ปิยบุตร ก็รับไม่ได้ ยิ่งนังสัมปะแหลด ด้วยแล้ว เขายิ่งรับไม่ได้

                เพราะมันเผด็จการ ไม่ประชาธิปไตย ทรัมป์หวังสืบต่ออำนาจเทอม ๒ ใช่มั้ยทอน?

                นายพลสอบตกโรงเรียนเสธฯ พรรคกางเกงในเก่าล่ะ ว่าไง ใช่มั้ย...เผด็จการหวังสืบต่ออำนาจ?

                วัน-สองวันนี้ คงไม่มีปฏิบัติการสนองตอบอะไรจากฝั่งอิรัก-อิหร่าน เพราะเป็นช่วงจัดงานศพ

                ต้องรู้ไว้อย่าง..........

                กองกำลังที่ออกฟัดไอซิสของสหรัฐฯ และอัลกออิดะห์ของซาอุฯ จนขี้หักคาไส้ นั้น

                เกือบทั้งหมด เป็นฝีมือเครือข่ายกองกำลังคุดส์ ภายใต้การบัญชาการรบโดยตรงของ "นายพลกอเซ็ม สุไลมานี"

                กลุ่มฮิซบุลเลาะห์ ฮามาส และปาเลสไตน์ พระเอกเขาเลยแหละ

                อีกกลุ่ม อยู่ในการบัญชาการของ "อาบู มาห์ดี อัล-มูฮันดีส์" ผู้เป็นรองผู้บัญชาการของกลุ่ม "ฮาชด์ชาบี" อิรัก

                ก็คนที่ถูกทรัมป์สั่งถล่มเละคาที่พร้อมกับนายพลสุไลมานี นั่นแหละ

                ภายในไตรมาส คือใน ๓ เดือน เมื่ออิหร่าน-อิรัก "พร้อมคน-พร้อมแผน"

                จะได้เห็นอะไรสนุกๆ เป็นปฏิบัติการแก้แค้น จากหัวหน้า "ฮิซบุลเลาะห์" ที่เขาประกาศออกมาแล้ว แน่นอน

                รัฐสภาอิรัก ลงมติขับ "ฐานทัพสหรัฐฯ" พ้นประเทศ

                ทรัมป์บอก...เรื่องอะไรกูจะไปให้โง่!

                จะไปก็ได้ แต่อิรักต้องจ่ายมา

                ค่าขนย้าย ค่าที่ตั้งใหม่ และค่าปฏิกรรมสงคราม พูดง่ายๆ คือค่านักเลงคุ้มครอง ตั้งแต่สมัยบุชโค่นซัดดัมโน่น

                สหรัฐฯ อ้างว่า มาช่วย "ปลดแอก" จากซัดดัมให้

                เอาต้นประชาธิปไตยมาปลูก....

                ออกลูก-ออกดอกเป็น "เสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ" ในบ้าน-ในเมือง ถึงทุกวันนี้แล้วไง

                มันมีค่าใช้จ่ายนะ......

                ถ้าไม่จ่าย ก็จะตั้งฐานทัพ "ยึดแบกแดด" อยู่นี่แหละ ไม่ไปไหน!

                พวกอนาคตใหม่ใฝ่ต่ำทั้งหลาย

                ดูและจำใส่กระบาลไว้ ที่ไปตะกายเกาะโคนขาไอ้กัน ให้มาช่วยทำประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยนั่นน่ะ

                สมมุติเขามา เสร็จแล้ว นึกหรือว่า เขาจะให้พวกหน้าโง่-ใฝ่ต่ำ ได้เล่นประชาธิปไตย สบายใจเฉิบ อย่างที่ฝันเปียก

                มีแต่มันจะตั้งฐานทัพกลางเมือง อ้าง "อารักขา"

                แล้วคา "ยึดประเทศ" สูบทรัพยากร

                เหมือนที่ทำในอิรัก กระทั่งในเกาหลีใต้ ในญี่ปุ่น ถึงขณะนี้

                พูดแล้วหมั่นไส้ "รุ่นใหม่ดัดจริต" พวกนี้จริงๆ!

                พูดถึงเรื่อง "เลือกข้าง"

                ผมว่า ไม่พ้นหรอก ในภาวะสหรัฐฯ เหมือนถูกสังคมโลกลอยแพเวลานี้ เมื่อสถานการณ์ถึงจุดหนึ่ง  สหรัฐฯ ต้องแสวงหาพวก เป็นพยาน "ความชอบธรรม"

                "ชอบธรรม" ที่จะทำอะไรที่มันไม่เป็นธรรม แล้วอ้างอิงพวกว่า "เป็นธรรม" ประมาณนั้น

                ฟังที่รัฐมนตรีต่างประเทศ "ดอน ปรมัตถ์วินัย" เปรยๆ เป็นข่าวเมื่อวาน (๗ ม.ค.๖๓) นำมาปะติด-ปะต่อ จะเห็นภาพว่า

                เรื่องฆ่านายพลอิหร่าน ไม่ใช่เรื่องปัจจุบันทันด่วน หากแต่สหรัฐฯ มีแผน-มีเจตนาไว้ก่อน "นานพอสมควร" แล้ว

                เช่น ที่รัฐมนตรีดอน บอกว่า.....

                "อันที่จริง ก่อนเหตุการณ์จะเกิดขึ้น ในวันที่ ๓ มกรา ทางสหรัฐฯ ได้ประสานมายังไทย เมื่อวันที่ ๒  มกรา ว่าเขามีเหตุว่า

                จะต้องทำอย่างนั้น...อย่างนี้

                และก็มีการติดต่อกับอาเซียนอยู่แล้ว โดยแจ้งก่อนล่วงหน้า ๑ วัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจว่า จะมีอะไรเกิดขึ้น

                แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่ช่องว่างที่จะไปยับยั้งอะไรกันในวันนั้นๆ

                เราเชื่อว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจะไม่เกิดซ้ำ หรือว่าไม่บานปลายไป"

                ครับ....

                ทราบอย่างนี้ ก็ "อึ้ง" เหมือนกัน

                มันเป็นเทคนิค "กลไก-กลเกม" การเมืองระหว่างประเทศ เป็นน้ำจิ้มสำหรับบริหารประเทศเล็กๆ

                ภายใต้นิยาม "เราจะเสนอในสิ่งที่เจ้าไม่สามารถปฏิเสธ"

                ซึ่งไม่เพียงไทยเรา อาเซียน ๑๐ ประเทศ ก็ต้องได้แมสเสจนี้ ในกิริยาอาการที่เรียก "โดยดุษณี"

                และจากที่รัฐมนตรีบอก ยังทราบต่อไปด้วยว่า ก่อนหน้าจะแจ้งข่าวสาร "เพื่อทราบ" เป็นการผูกมัดทางกลไกแล้ว

                ทรัมป์ ในฐานะประธานาธิบดีประเทศ "พี่เบิ้มโลก"

                ยังได้จัดงานวันผู้ใหญ่อาเซียน........

                โดยเชิญคุณหนูๆ ทั้ง ๑๐ ประเทศ ไปเยือนสหรัฐฯ เป็นแขกประธานาธิบดี พร้อมหน้ากัน

                วันไหนยังไม่กำหนด เพียงแต่ตีกรอบว่า ภายในไตรมาสแรกของปี ๒๐๒๐

                ก็จาก ๑ มกรา - ๓๑ มีนา วันใด วันหนึ่ง นั่นแหละ!

                จะบอกว่า......

                นี่คือปฏิบัติการ "เลือกเขา" หรือ "จะเลือกเรา" คงไม่ผิด!

                แต่เรื่องอย่างนี้ ไม่ต้องห่วง ไทยเราเก่ง แทงหวยไม่เคยพลาด โต๊ด-เต็ง ถูกทั้งข้างล่าง-ข้างบน มาทุกงวด

                ฉะนั้น อย่าแปลกใจ

                ที่วานซืน (๖ ม.ค.) กระทรวงการต่างประเทศของไทย ออกแถลงการณ์

                "ไทยติดตามเหตุการณ์ต่างๆ ที่นำไปสู่การเพิ่มขึ้นของความตึงเครียดในอิรักอย่างใกล้ชิดด้วยความกังวลอย่างยิ่ง ประเทศไทยร่วมกับประชาคมระหว่างประเทศเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความอดทนอดกลั้นสูงสุด หลีกเลี่ยงการยั่วยุและละเว้นการใช้กำลัง

                เพื่อลดความตึงเครียด และเพื่อรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค"

                ก็บอกแล้ว เรื่อง "เลือกข้าง" ในความเป็น "การเมืองระหว่างประเทศ" ไทยเราเป็นสารที่มี "คุณสมบัติเป็นกลาง"

                เก่งที่สุด!

                ไม่งั้น เมื่อปี ๒๕๑๕ เดือนธันวา ใกล้ๆ ปีใหม่นี่แหละ กลุ่มปาเลสไตน์ เข้ามาไทย แล้วบุกเข้าสถานทูตอิสราเอล ย่านถนนเพลินจิต

                จับเจ้าหน้าที่ทูต และเอกอัครราชทูตอิสราเอล ประจำเขมร ที่บังเอิญมางานเลี้ยงในสถานทูต เป็นตัวประกัน รวม ๖ คน

                ยื่นเงื่อนไขให้ปล่อยพวกเขาที่ถูกจับขังอยู่ในอิสราเอล เป็นการแลกเปลี่ยน

                ไทยเราเจรจาด้วยมิตรภาพ ไมตรี เข้าใจ เห็นอก-เห็นใจทุกฝ่าย จนพวกก่อการร้ายใจอ่อน

                ยอม...ไม่ฆ่า ไม่ระเบิดสถานทูต

                ไทยจัดเรือบินพาไปส่งถึงอียิปต์ โดย พล.อ.อ.ทวี จุลละทรัพย์ รมว.เกษตรฯ สมัยนั้น และพลจัตวาชาติชาย ชุณหะวัณ ยอมเป็นตัวประกัน นั่งไปกับเครื่องบินด้วย

                ฝ่ายก่อการร้ายปาเลสไตน์ ก็ชอบใจ ขอบอก-ขอบใจประเทศไทย

                ฝ่ายอิสราเอล ก็ชอบใจ ขอบอก-ขอบใจประเทศไทย

                และสังคมโลก ก็ประโคมข่าว สรรเสริญการแก้ปัญหาโดยไม่มีการเจ็บ การตาย การเสียหายใดๆ ว่าประเทศไทยเยี่ยม

                ทำได้ เป็นที่แรกของโลก!

                ที่จำได้ติดตา เพราะทำข่าวอยู่ตอนนั้น มาโลกหมุนทับรอยด้วยบรรยากาศคล้ายๆ กันอีก

                ตอนนั้น ๒ เส้า แต่ตอนนี้ ไทยอยู่ในสถานการณ์ "รัก ๔ เส้า" คือ ทั้งอิรัก ทั้งอิหร่าน ทั้งสหรัฐฯ ทั้งอิสราเอล

                ทั้งหมด ล้วนอันเป็นที่รักของไทยเราด้วยกันทั้งนั้น เมื่อเขามีปัญหาต่อกัน ส่วนเราอยู่ตรงกลาง

                ขั้นแรก เมื่อยังไม่ถึงขั้นเชิดฉิ่ง

                รำไทย........

                กระทรวงการต่างประเทศก็ "รำเบิกโรง" นั่นแล้วไง! 

 

โลกใกล้สงครามใหญ่ มากที่สุดในหลายสิบปี!

    
 

              ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านวันนี้แขวนอยู่บนเส้นด้ายจริงๆ เพราะอะไรๆ ก็เกิดขึ้นได้ภายใต้บรรยากาศแห่งการเผชิญหน้ารอบนี้

                อิหร่านชักธงสีเลือดประกาศ "เลือดต้องล้างด้วยเลือด"

                นายทหารอิหร่านที่ปรึกษาของผู้นำสูงสุดยืนยันผ่านซีเอ็นเอ็นว่า ฝ่ายความมั่นคงของอิหร่านมีแผนโจมตี "ที่ตั้งทางทหาร" ของสหรัฐฯ เป็นการแก้แค้น

                นักการเมืองอิหร่านคนหนึ่งประกาศว่าจะต้องบุกถล่มทำเนียบขาวจึงจะ "สาสม" กับความแค้น

                ชาวอิหร่านนับล้านร่วมไว้อาลัยนายพลกอเซ็ม สุไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยรบพิเศษ "คุดส์" เป็นเวลา 3 วัน สะท้อนถึงความเป็น "วีรบุรุษ" ของเขาในสายตาของคนอิหร่าน

                ผู้จัดงานศพเรียกร้องขอรับเงินบริจาคคนละ 1 ดอลลาร์ให้ได้ 80 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 2,400  ล้านบาทเป็น "ค่าหัว" ของโดนัลด์ ทรัมป์

                พลตรีฮอสเซ็น ซาลามี ผู้บัญชาการกองทัพพิทักษ์ปฏิวัติอิหร่าน ประกาศว่าได้วางยุทธศาสตร์ล้างแค้นไว้แล้ว

                หนึ่งในเป้าหมายคือจะต้องไม่ให้ทหารสหรัฐฯ อยู่ในภูมิภาคนั้นอีกต่อไป

                รัฐสภาอิรักมีมติเป็นเอกฉันท์ให้ขับไล่อเมริกาออกนอกประเทศ

                ทรัมป์สวนกลับด้วยการบอกว่าถ้าอิรักขับไล่ทหารอเมริกัน เขาก็จะตอบโต้ด้วยมาตรการ "คว่ำบาตร" อย่างรุนแรงชนิดที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

                ถามว่าอิหร่านมีความสามารถในการสู้รบมากน้อยเพียงใดหากตัดสินใจจะเปิดศึกกับสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ

                คำตอบคืออิหร่านคงจะเลือกวิธีการที่ตนเองได้เปรียบมากกว่าจะเป็นการเปิดสงครามเต็มรูปแบบ

                นั่นคือการเลือกที่จะโจมตีจุดที่ตั้งทางทหารของสหรัฐฯ ในส่วนต่าง ๆ ของโลก และหากทำได้ก็คงจะ "เด็ดหัว" ผู้นำทางทหารของสหรัฐฯ ด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง

                เพื่อยืนยันแผน "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน" ให้คนอิหร่านมีความมั่นใจในความจริงจังของผู้นำของเขาเอง

                แสนยานุภาพทางทหารของอิหร่านเองเป็นเช่นไร

                บีบีซีเก็บข้อมูลที่น่าสนใจให้เห็นภาพเปรียบเทียบความสามารถในการทำศึกสงคราม

                สถาบันระหว่างประเทศว่าด้วยการศึกษาด้านยุทธศาสตร์ของอังกฤษประเมินว่า อิหร่านมีทหารที่พร้อมประจำการรบ 5 แสน 2 หมื่น 3 พันนาย

                จำนวนนี้รวมถึงทหารในกองทัพปกติ 3 แสน 5 หมื่นนาย และอีกอย่างน้อย 1 แสน 5 หมื่นนาย ในกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม หรือไออาร์จีซี (IRGC หรือ Iran Revolutionary Guard Corp)

                นอกจากนี้ยังมีกำลังพลของไออาร์จีซีอีก 2 หมื่นนาย มีภารกิจหลักคือใช้เรือรบลาดตระเวนในช่องแคบฮอร์มุซ

                นี่คือจุดที่เกิดการเผชิญหน้ากับเรือบรรทุกน้ำมันต่างชาติหลายครั้งในปีที่ผ่านมา

                บีบีซีรายงานว่าไออาร์จีซีถูกก่อตั้งเมื่อ 40 ปีก่อน เพื่อพิทักษ์ระบอบอิสลามในอิหร่าน และได้กลายเป็นกองทัพขนาดใหญ่ ขั้วอำนาจการเมือง และผู้ทรงอิทธิพลทางเศรษฐกิจของอิหร่าน

                แม้ว่าไออาร์จีซีจะมีกำลังพลน้อยกว่ากองทัพหลักของอิหร่าน แต่ถือว่าเป็นหน่วยรบที่มีพลังอำนาจบารมีสูงสุด

                หน่วยรบพิเศษ Quds ที่นำโดยนายพลสุไลมานีทำหน้าที่เป็นหน่วยปฏิบัติการลับในต่างประเทศให้ไออาร์จีซี ขึ้นตรงต่อผู้นำสูงสุดอิหร่าน อยาตุลเลาะห์ อาลี คาเมนี

                กำลังของหน่วยคุดส์มีประมาณ 5,000 นายที่ถือว่าฝึกปรืออย่างเข้มข้น มีความสามารถสู้รบอยู่ในระดับสูง เรียกกันเสมอว่าเป็น elite force

                บีบีซีบอกว่าหน่วยรบพิเศษ "คุดส์" ถูกส่งไปปฏิบัติการในซีเรีย ให้คำแนะนำทางการสู้รบกับกองกำลังที่ภักดีต่อประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาดของซีเรีย และกองกำลังติดอาวุธชาวมุสลิมชีอะห์อย่างเหนียวแน่นมาตลอด

                แต่ในสายตาของอเมริกาหน่วยรบพิเศษนี้มีภารกิจทางลับมากกว่านั้นมาก...ไม่ว่าจะเป็นการให้การสนับสนุนเงินทุน การฝึกอาวุธยุทโธปกรณ์ให้องค์กรในตะวันออกกลางที่วอชิงตันขึ้นบัญชีดำเป็นองค์กรก่อการร้าย

                ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยคุดส์กับกลุ่มฮิซบุลเลาะห์ในเลบานอน และกลุ่มฮามาสในดินแดนปาเลสไตน์เป็นที่รู้จักกันดีในแวดวงนักวิเคราะห์ทางทหารของตะวันออกกลาง

                แต่เมื่ออิหร่านประกาศ "ฉีก" ข้อตกลงเรื่องหยุดพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์กับสหรัฐฯ และยุโรปที่ลงนามเมื่อปี 2015 หลังเหตุการณ์สังหารนายพลสุไลมานี ก็ย่อมแปลว่าประเทศนี้พร้อมจะใช้อาวุธร้ายแรงเพื่อยืนยัน "แผนแก้แค้น" อย่างเต็มพิกัด.

 กาแฟดำ

สังคมออนไลน์ฮือจี้'ดอน'เคลียร์ด่วนหลังทำปืนลั่น!

    
 

8 ม.ค. 63 - ภายหลังนายดอน ปรมัตถ์วินัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อ้างเมื่อวานนี้ทำนองว่า สหรัฐได้ประสานมายังไทย 1  วันก่อนปฏิบัติการสังหาร พลเอกคาเซม โซไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังกุดส์ของอิหร่าน ที่สนามบินนานาชาติกรุงแบกแดดของอิรัก

ต่อมา น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ชี้แจงว่า "เป็นข้อมูลที่คลาดเคลื่อน ยืนยันว่าไม่ได้มีการแจ้งให้ทราบก่อนแต่อย่างใด"

ข้อมูลสองชุดที่แตกต่างนี้ทำให้เกิดความสับสนขึ้นในสังคม กลายเป็นความเคลื่อนไหวในโลกออนไลน์เรียกร้องให้นายดอน ออกมาชี้แจงด่วน ด้วยเกรงว่าจะเกิดผลกระทบต่อ

ข่าวอิหร่านถล่มฐานทัพไอ้กันน่าจะเป็น IO ฝรั่ง

หลายฝ่ายกำลังตื่นตระหนกกับข่าวที่ออกมาเช้าวันพุทธ ว่าอิหร่านยิงถล่มฐานทัพทหารอเมริกันในอิรัก

จากการติดตามข่าวแต่เช้ามืดเราเชื่อว่านี้เป็นปฏิบัติการข่าว (IO) ของสหรัฐฯ คือเราไม่เชื่อว่าอิหร่านเปิดฉากถล่มจริง ด้วยเหตุผลว่าอิหร่าน ไม่บุ่มบ่ามยิงภูเขาเผากระท่อมแบบฮอลิวูดโอเปอเรชั่น ถ้าอิหร่านทำต้องเป็นการตอบโต้ที่เกิดผลรุนแรงตามมา คือได้ผลไม่ใช่ได้เป็นข่าว

...ดูเพิ่มเติม

 

'บิ๊กป้อม'หัวโต๊ะสางปัญหาสมัชชาคนจน เร่งเลิกเขื่อนแก่งเสือเต้น

    
 

8 ม.ค. 63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนครั้งที่1/ 2563 มีนายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี  ม.ร.ว.จตุมงคล โสภณกุล รมว.แรงงาน เข้าร่วม 

โดยพล.อ.ประวิตร กล่าวในที่ประชุมว่า นายกรัฐมนตรีให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างมาก โดยได้มอบหมายนโยบายให้รัฐมนตรีทุกกระทรวงติดตามและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างบูรณาการร่วมกัน และให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนด้วย การแก้ไขปัญหาของสมัชชาคนจนในวันนี้ซึ่งมีตัวแทนสมัชชาคนจนร่วมเป็นกรรมการด้วย จึงเป็นนิมิตหมายที่ดีของการมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาของภาครัฐและภาคเอกชนและประชาชนเพื่อให้การแก้ไขปัญหาเกิดความรวดเร็วและเป็นธรรมตรงตามเป้าหมายความต้องการ โดยยึดประโยชน์สูงสุดของประชาชนและส่วนรวมเป็นสำคัญ รวมทั้งต้องยึดกฎหมายด้วย ไม่ใช่ยึดประโยชน์อย่างเดียว ต้องถือว่ากฎหมายเป็นส่วนสำคัญที่เราจะต้องยึดเป็นหลักในการที่จะทำอะไร ซึ่งความเห็นอะไรก็แล้วแต่จะต้องมีกฎหมาย

จากนั้น พล.อ.ประวิตร ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมว่า ได้มีการตั้งคณะอนุกรรมการ และคณะทำงานในการแก้ไขปัญหาร่วมกับทางสมัชชาคนจนจำนวน 15 คณะ ซึ่งทางฝ่ายสมัชชาคนจนกับรัฐบาลได้ร่วมมือกันเป็นไปด้วยความเรียบร้อยดี จากนี้จะได้เดินหน้าแก้ไขปัญหา เร่งรัดการดำเนินการของแต่ละกระทรวงที่ได้รับมอบหมายไป อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่พูดถึงปัญหาอื่น เรื่องที่ผ่านมาก็ทำต่อเนื่องเพื่อช่วยให้คนจนได้มีที่อยู่อาศัย ที่ทำกิน โดยจะต้องให้ดำเนินการกันโดยรวดเร็ว

ด้านพล.ต.พัชร์ชศักดิ์ ปฏิรูปานนท์ ผู้ช่วยโฆษกประจำ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบให้คณะกรรมการนโยบายที่ดินแห่งชาติ(คทช.) แต่งตั้งคณะอนุกรรมการจัดหาที่ดิน โดยให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเร่งรัดขับเคลื่อนการแก้ปัญหาต่อไป และเห็นชอบให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เร่งรัดการพิจารณาการขอยกเลิกโครงการก่อสร้าง เขื่อนท่าแซะ จ.ชุมพร และเขื่อนแก่งเสือเต้น จ.แพร่ รวมถึงเห็นชอบให้กระทรวงมหาดไทยเร่งรัดการพิจารณาออกโฉนดที่ดินในเขตที่ดินตามพระราชกฤษฎีกากำหนดเขตหวงห้ามที่ดิน อ.ปากน้ำโพ, อ.พยุหะคีรี และ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์ พ.ศ. 2479

พล.ต.พัชร์ศักดิ์ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรได้กล่าวขอบคุณผู้แทนสมัชชาคนจนที่เข้าร่วมประชุมในวันนี้เพื่อรับทราบแนวทางการแก้ปัญหาตามที่ได้ร้องขอ ตลอดจนขอบคุณสมัชชาคนจนทุกคนที่ให้ความร่วมมือด้วยดียิ่งกับการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐในช่วงที่ผ่านมา พร้อมทั้งได้กำชับสั่งการหน่วยงาน และกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ต้องเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหา และรายงานผลให้คณะกรรมการทราบอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม รวดเร็ว นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำ และสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนให้ได้ผลอย่างจริงจัง โดยจะไม่ยอมทิ้งใครไว้ข้างหลัง และต้องให้เป็นไปตามกรอบของกฎหมายที่เป็นธรรมแก่พี่น้องประชาชนทุกระดับอย่างเท่าเทียมกัน ยั่งยืน และขอให้ทุกหน่วยงานจะต้องมีการสร้างการรับรู้ความเข้าใจให้กับพี่น้องประชาชนควบคู่กันไปด้วย.

 

ภัยแล้งลาม! ชลประทานเปิดปฏิบัติการเคาะประตูบ้านรับมือ

    

8 ม.ค. 62 – ที่บ้านห้วยเตย ต.ท่าพระ อ.เมือง จ.ขอนแก่น นายสมบัติ  มีลักษณะสม ผู้อำนวยการโครงการชลประทานขอนแก่น  ลงพื้นที่พบปะประชาชนและตรวจติดตามสถานการณ์น้ำในอ่างห้วยเตย ต.ท่าพระ พร้อมนำรถติดป้ายประชาสัมพันธ์และเครื่องขยายเสียงวิ่งประชาสัมพันธ์รอบๆ หมู่บ้าน เพื่อประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือให้ประชาชนใช้น้ำอย่างประหยัด และคุ้มค่า

นายสมบัติ  กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำห้วยเตย เป็นอ่างเก็บน้ำขนาดกลาง ปัจจุบันมีปริมาณน้ำเก็บกักประมาณ 7.6 แสนลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) จากปริมาณความจุ 5.34 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำใช้การได้เพียง 4.6 แสนลบ.ม. ซึ่งคาดว่าจะเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคไปจนถึงต้นฤดูฝน 

"วันนี้เราต้องสร้างการรับรู้เกี่ยวกับสถานการณ์น้ำที่กำลังเกิดขึ้น ซึ่งนอกจากการลงพื้นที่ที่ ต.ท่าพระ แล้ว คณะทำงานของกรมชลประทานยังคงประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำ เพื่อขอความร่วมมือจากประชาชนและเกษตรกรในพื้นที่ ให้ใช้น้ำอย่างประหยัดและคุ้มค่าเพื่อให้มีน้ำเพียงพอสำหรับการอุปโภคบริโภคตลอดฤดูแล้ง โดยเฉพาะที่เขื่อนอุบลรัตน์ ที่มีกลุ่มบริหารการใช้น้ำคุยโพธิ์ กลุ่มบริหารแห่ใต้พัฒนาสามัคคี กลุ่มบริหารโซนใต้สามัคคีการเกษตร กลุ่มบริหารดอนยางสามัคคี กลุ่มบริหารการใช้น้ำ 12R สามัคคีการเกษตร กลุ่มบริหารการใช้น้ำ 12R พัฒนา กลุ่มบริหารการใช้น้ำ 1L-1L -12 R พัฒนา กลุ่มบริหารการใช้น้ำเกษตรกรร่วมใจพัฒนา ผู้นำชุมชน และอาสาสมัครชลประทานเข้าร่วมประชุม เข้าร่วมหารือและรับฟังสถานการณ์อย่างพร้อมเพรียง” นายสมบัติ ระบุ

ผอ.โครงการชลประทานขอนแก่น กล่าวว่า ปฏิบัติการเคาะประตูบ้านเพื่อสร้างการรับรู้กับสถานการณ์น้ำวันนี้ ยังคงลงพื้นที่ที่ครอบคลุมทุกชุมชนหมู่บ้าน  ซึ่งจากการลงพื้นที่สร้างการรับรู้สถานการณ์น้ำอย่างต่อเนื่องในพื้นที่ของสำนักงานชลประทานที่ 6 พบว่า ชาวบ้านในพื้นที่ได้รับรู้ถึงสถานการณ์น้ำและให้ความร่วมมือในมาตรการใช้น้ำอย่างประหยัดของกรมชลประทานเป็นอย่างดี.

'จุรินทร์' นั่งประธานประชุมกรรมการร่วมการค้าไทย-บังกลาเทศ วางเป้าผลักดันมูลค่าการค้า 2ฝ่ายให้ทะลุ 60,000 ล้านบาท

    
 

8 ม.ค.63 - นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมทางการค้าไทย-บังกลาเทศ ครั้งที่ 5 ซึ่งจะเป็นกลไกสําคัญในการ กําหนดทิศทางขับเคลื่อนการค้าสินค้า บริการ และการลงทุนระหว่างสองประเทศให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น โดยหัวข้อการหารือครอบคลุมการส่งเสริมความร่วมมือในสาขา ศักยภาพ อาทิ อุตสาหกรรม เกษตร ประมงและปศุสัตว์ บริการสุขภาพและสาธารณสุข และความเชื่อมโยงด้าน คมนาคม ควบคู่กับการส่งเสริมการค้าและการลงทุน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเพื่อผลักดันให้มูลค่าการค้าสองฝ่ายบรรลุเป้าหมายที่ 2,000 ล้านเหรียญ สหรัฐ หรือประมาณกว่า 60,000 ล้านบาทไทย ภายในปี 2564

นายจุรินทร์ กล่าวว่า ตลอดระยะเวลากว่า 47 ปี ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับบังกลาเทศได้พัฒนาอย่างต่อเนื่องในทุกมิติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์ด้านเศรษฐกิจ สําหรับไทย บังกลาเทศคือหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจที่สําคัญ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน และความเชื่อมโยงด้านคมนาคม ในปี 2561 บังกลาเทศเป็นคู่ค้าอันดับที่ 3 ของไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ การค้าระหว่างไทยกับ บังกลาเทศมีมูลค่า 1,259 ล้านเหรียญสหรัฐ แบ่งเป็นการส่งออกจากไทยไปบังกลาเทศมูลค่า 1,200 ล้านเหรียญ สหรัฐ และไทยนําเข้าจากบังกลาเทศ 59 ล้านเหรียญสหรัฐ ในช่วง 11 เดือนแรก ของปี 2562 ไทยนําเข้าจากบังกลาเทศเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 38.33 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า สินค้า นําเข้าที่มีอัตราการขยายตัวเพิ่มขึ้น เช่น ด้ายปอกระเจา รองเท้า และเสื้อผ้าสําเร็จรูป เป็นต้น แสดงให้เห็นถึง ความสนใจของไทยในสินค้าจากบังกลาเทศเพิ่มขึ้น

ในด้านการลงทุนนั้น การลงทุนโดยตรงจากไทยไปบังกลาเทศ ในปี 2549 – 2562 มีมูลค่า 1,500 ล้าน เหรียญสหรัฐ โดยธุรกิจไทยด้านอุตสาหกรรมเกษตรและเกษตรแปรรูป การก่อสร้าง การโรงแรม และบริการที่เกี่ยวข้อง ในขณะที่การลงทุนโดยตรงของบังกลาเทศในไทย ในปี 2549 – 2561 มีมูลค่า 1.12 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วยจุดแข็งของที่ตั้งทางยุทธศาสตร์ของไทยและบังกลาเทศ จะเป็นปัจจัยส่งเสริมให้การค้า สินค้า บริการ และการลงทุน ได้รับการต่อยอดสู่ภูมิภาคใกล้เคียง โดยไทย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่บนจุดเชื่อมต่อทางบก และทางทะเลของอาเซียน และมีโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบรองรับการลงทุนผ่านโครงการพัฒนาเขต เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี จะสามารถเป็นจุดกระจายสินค้าของบังกลาเทศสู่อาเซียนและภูมิภาคเอเชียตะวันออก ขณะเดียวกัน บังกลาเทศ ซึ่งตั้งอยู่บนจุดยุทธศาสตร์ของมหาสมุทรอินเดีย และเป็นส่วนหนึ่งของ ข้อริเริ่มสายแถบและเส้นทางของจีนที่มีโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัย เอื้อต่อการเป็นประตการค้าให้กับสินค้าและบริการของไทยสู่ตลาดเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และแอฟริกา โดยไทยผลักดันให้ทั้งสองฝ่ายเร่งรัดการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างท่าเรือระนองของไทยและท่าเรือจิตตะกองของบังกลาเทศเพื่อเป็นช่องทางขนส่งสินค้าที่สําคัญ ระหว่างกัน

นอกจากนี้ นายจุรินทร์ยังได้เชิญชวนนักธุรกิจและผู้นำเข้าจากบังกลาเทศมาเข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติในไทย เช่น งาน Bangkok Gems and Jewelry Fair 2020 งาน THAIFEX – Anuga Asia 2020 งาน TILOG-LOGISTIX 2020 และ งาน STYLE Bangkok 2020 และจะจัดนำคณะนักธุรกิจไทยไปร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติที่บังกลาเทศ รวมทั้งเชิญชวนฝ่ายบังกลาเทศให้เริ่มการเจรจา FTA ระหว่างไทยและบังกลาเทศโดยเร็วที่สุดด้วย

ส่วนรายงานกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ ระบุว่า นอกจากการประชุมหารือแล้ว ยังมีการจัดงานสัมมนาส่งเสริมการค้าและการลงทุนในบังกลาเทศ เพื่อให้ข้อมูลเกี่ยวกับโอกาส กฎระเบียบ และสิทธิพิเศษด้านการค้าและการลงทุน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อ ผู้ประกอบการและนักลงทุนไทย สําหรับการวางแผนธุรกิจและการเข้าไปลงทุนในบังกลาเทศและที่ สําคัญจะเป็นการต่อยอดการทํางานของรัฐบาลสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง

 ..................................................
 

ก้าวข้ามวิกฤติแก้ รธน. เกมประนีประนอมอย่างมีเงื่อนไข

    
 

                เกมการเมืองเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่ถือเป็นมูฟเมนต์สำคัญ ได้ดำเนินมาถึงจุดที่หลายฝ่ายออกอาการสบายใจ หายใจได้ทั่วท้องมากขึ้น

                อาจกล่าวได้ว่าเป็นผลงานของสภาผู้แทนราษฎรอันเกิดจากความร่วมไม้ร่วมมือของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงส่งท้ายปีเก่า 2562 นั่นคือ

                เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม ญัตติด่วนขอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาหลักเกณฑ์และวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ได้ผ่านการลงมติเห็นชอบอย่างเป็นเอกฉันท์ 445 เสียง งดออกเสียง 3 เสียง ภายหลังจากอภิปรายมา 2 วัน 

                โดยก่อนหน้านั้นเกิดการงัดข้อประลองกำลัง ส.ส.ในฟากฝ่ายของตนชนิดข้ามสัปดาห์ระหว่างฝ่ายค้านกับรัฐบาล กรณี ส.ส.ฝ่ายค้านลงคะแนนได้เสียงมากกว่า ส.ส.ฝ่าย รัฐบาล ให้ตั้งคณะกรรมาธิการไปตรวจสอบผลกระทบจากคำสั่ง ประกาศ คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. แต่ฝ่ายรัฐบาลแก้เกมด้วยการจะให้นับคะแนนใหม่ ฝ่ายค้านจึงมีการวอล์กเอาต์เพื่อไม่ให้ครบองค์ประชุม จะได้ไม่ต้องนับคะแนนใหม่ สุดท้ายฝ่ายค้านก็แพ้ไปตามระเบียบ

                มาถึงคิวรัฐธรรมนูญ สภาผู้แทนฯ ตั้งคณะกรรมาธิการฯ จำนวน 49 คน แบ่งกันไปตามสัดส่วนของ 3 ฝ่ายคือ ฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล และฝ่ายคณะรัฐมนตรี กำหนดกรอบเวลาไว้ 120 วัน

                มีข้อน่าสังเกตบางประการ ประการแรก แม้ฝ่ายค้านจะได้ที่นั่งน้อยกว่าฝ่ายรัฐบาล + ฝ่ายคณะรัฐมนตรี แต่ดูรายชื่อแล้วก็ล้วนแต่เป็นตัวกลั่นๆ ทั้งนั้น อาทิ นายปิยบุตร แสงกนกกุล, นายรังสิมันต์ โรม, นายโภคิน พลกุล, นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา, นายชูศักดิ์ ศิรินิล, นายวัฒนา เมืองสุข, นายสุทิน คลังแสง, นายสมชัย ศรีสุทธิยากร, พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เป็นต้น

                แถมยังได้ขุนศึกจากพรรคประชาธิปัตย์มาเป็นตัวช่วยให้พอมีลำหักลำโค่นมากขึ้น เช่น นายเทพไท เสนพงศ์, นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ, นายบัญญัติ บรรทัดฐาน รวมทั้งนายนิกร จำนง จากพรรคชาติไทยพัฒนา

                ประการที่สอง ฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายคณะรัฐมนตรีได้ส่งขุนพลประเภท “ขาลุย” มาประดาบชนิดหมัดต่อหมัดกับฝ่ายค้านเต็มที่ อาทิ นายสิระ เจนจาคะ, นายไพบูลย์ นิติตะวัน และนายสนธิญาณ ชื่นฤทัยในธรรม ผู้บริหารจากเครือ เดอะเนชั่น - อดีตแกนนำ กปปส.

                เสริมทัพเต็มพิกัดพร้อมจะปะทะประเด็นเนื้อหาของรัฐธรรมนูญด้วยการส่งคนที่เคยเป็นกรรมการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่มีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ เป็นประธานมาร่วมวงศ์ไพบูลย์เพื่อไม่ให้ฝ่ายค้านผ่านด่านคณะกรรมาธิการไปได้ง่ายๆ ประกอบด้วย นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เพิ่งได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายอุดม รัฐอมฤต อดีตคณบดี คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

                ภายใต้ข้อจำกัดของเวลาที่กำหนดไว้ 120 วัน นับตั้งแต่วันที่ 18 ธันวาคมเป็นต้นมา เมื่อคณะกรรมาธิการเดินหน้าทำงาน ซึ่งก็คือการประชุมอย่างต่อเนื่อง มาล้อมวงถกแถลงแลกเปลี่ยนความเห็นกันในการศึกษาหาแนวทางให้ได้ข้อสรุปว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2560 ควรจะมีหลักเกณฑ์และวิธีการอย่างไร

                พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่พอใจหลักเกณฑ์ วิธีการการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 2560 ตามมาตรา 256 ที่ทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงกระทำแทบไม่ได้ เพราะวางเงื่อนไขให้ ส.ว.ต้องลงมติเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของ ส.ว.ทั้งหมด

                ก็ในเมื่อ ส.ว.ก่อกำเนิดด้วยน้ำมือของ คสช. ส่วน ส.ว.ย่อมรู้บุญคุณคนแต่งตั้ง จะไปทรยศหักหลังย่อมเป็นไปไม่ได้

                นี่เองเป็นปมเงื่อนให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเริ่มต้นที่การแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการ ดังที่พรรคประชาธิปัตย์ใช้คำว่า ต้องสะเดาะกุญแจตรงนี้ก่อน

                โดยในชั้นแรกนี้ มาศึกษากันก่อนว่าควรแก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการการแก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างไร ซึ่งหนีไม่พ้นที่จะถูกออกแบบให้มีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาเป็นผู้จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เหมือนกับในอดีตเคยมีสภาร่างรัฐธรรมนูญมาแล้วเมื่อปี 2540 และ 2550

                ปัญหาก็คือ สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ ส.ส.ร.จะได้มาอย่างไร จะให้ ส.ส.และ ส.ว.ชุดปัจจุบันมีส่วนคัดเลือก เหมือนที่เคยลงมติเลือก ส.ส.ร.มาจัดทำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ดีหรือไม่ หรือจะเอาอย่างไร

                สิ่งที่อาจจะขลุกขลักติดขัด น่าจะอยู่ที่วุฒิสภาไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับการคณะกรรมาธิการชุดนี้

                แต่อย่างไรก็ตาม อำนาจหน้าที่ของวุฒิสภาที่รัฐธรรมนูญฉบับ “มีชัย ฤชุพันธุ์” วางทุ่นระเบิดปูทางเอาไว้เพื่อการสืบทอดอำนาจของ คสช.คือ การให้ ส.ว.โหวตเลือกนายกรัฐ มนตรีในระยะ 5 ปีของการมีวุฒิสภา ซึ่งวุฒิสภาก็ได้เทคะแนนเลือกให้ พล.อ.ประยุทธ์มาเป็นนายกฯ ได้สมใจนึกตามเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ

                รวมทั้งอำนาจหน้าที่อื่นๆ ของวุฒิสภา การดำรงสถานะการเป็น ส.ว.ที่ต้องอยู่ในวาระไปจนครบ 5 ปี และการสรรหาและการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กรอิสระต่างๆ ห้ามมีใครมาแตะต้องเป็นอันขาด

                นี่คือประเด็นที่ฝ่ายอยากจะแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องเผชิญกับแรงต้านและไม่ได้คะแนนโหวตจาก ส.ว. แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ พล.อ.ประยุทธ์จะ “สั่งการ” ให้ ส.ว.ยอมผ่อนปรนลงบ้างหรือไม่

                คณะรัฐมนตรียังประกอบไปด้วย พรรคพลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย ชาติไทยพัฒนามาร่วมด้วย และนโยบายรัฐบาลก็เขียนไว้ชัดเจนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ

                การศึกษาหลักเกณฑ์ วิธีการการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คณะกรรมาธิการต้องรับฟังความเห็นประชาชนด้วย ประกอบกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะเรื่องการเลือกตั้ง การคิดคะแนน ส.ส.และปาร์ตี้ลิสต์ ฯลฯ คุณสมบัติเทพขององค์กรอิสระ ที่หาคนมีความสามารถเข้ามาทำงานได้จำกัด

                ดังนั้นจึงถึงเวลาที่จะต้องมาพูดถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะทำอย่างไร โอกาสจะเกิดวิกฤติรัฐธรรมนูญคงจะยากหากทุกฝ่ายประนีประนอมอำนาจกัน.

 พระรามเก้าโพสต์ 

 .....................................................

8 มกราคม 2563



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน