*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3889
  • จำนวนผู้ชม : 2464347
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 14 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 249 , 20:07:57 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน Chaoying โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         วันนี้ ขอพื้นที่ข่าวสำหรับพระดีๆสักองค์เถิดครับ เพราะส่วนใหญ่เรามักจะได้ข่าวพระที่ผ้าเหลืองร้อนๆแทบทั้งนั้น ดังรายงาน

ข่าวท้ายนี้

..... หลวงตาชื่นเล่าให้ฟังว่า หลังออกพรรษาได้ เดินธุดงค์จากที่พักสงฆ์บ้านเกิด ไปยัง อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อแสวงบุญปฏิบัติ

ธรรมบำเพ็ญเพียร ใช้ระยะเวลาเดินทางจาก จังหวัดนครพนมไปถึงจุดหมายปลายทางประมาณ 40 วัน จากนั้นเดินทางกลับโดยใช้เวลา

ประมาณ 35 วัน ช่วงระหว่างการเดินทางทั้งไปและกลับ จะพักตามป่าเขาทุ่งนา ไม่นอนวัด ทำให้สายบุญที่ทราบข่าวเกิดความศรัทธา

และเดินทางมากราบไหว้สนทนาธรรมไม่ขาดสาย ส่วนการทำบุญระหว่างหลวงตาชื่นธุดงค์ จะไม่รับปัจจัยและสิ่งของเครื่องใช้อย่างอื่น

นอกจากน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว ฯลฯ

         เชิญติดตามข่าวต่อไปอีกนะครับ อ่านแล้วชื่นใจมากเหลือเกิน ... สาธุ


หลวงตา ธุดงค์เท้าเปล่าไม่รับปัจจัย 

 

'ผีบุญ' แนวทางศึกษา 'ทอน'

    

             เวรกรรมของผมอย่างหนึ่งก็คือ "คร้านจะคุย" แต่ก็ต้องคุยนี่แหละ!

                อย่างวันนี้ เป็นต้น

                ใช่ว่าไม่มีเรื่องจะคุย มันมี...มีเยอะซะด้วย จะเป็นเพราะฝนตกเช้ามืดวาน ขี้หมู-ขี้หมาไหล อย่างนั้นหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ

                เลยพานขี้เกียจซะงั้น!?

                พูดถึง "การบ้าน-การเมือง" ที่เจ้า "สึ่งตึง" แก๊งกางเกงในเก่าเมื่อไม่สมหวัง มันคลั่งทุกบท กระทั่งบท "วิ่งสวนรถไฟ"

                ก็ให้เวทนามัน!

                คึกในร่มผ้าว่า เมื่อขึ้นเวทีประชาธิปไตย ชิงชัยกับพลเอกประยุทธ์ในสนามเลือกตั้งแล้ว

                ด้วย "แดงในส้ม-ส้มในแดง"

                เป็นมวลชนระบอบทักษิณผลัดกันใช้ ผนวกพวกเอ็นจีโอที่ตีขลุมเป็นคนรุ่นใหม่ร่วมขบวนการ

                ยังไงๆ "ทอน-สึ่งตึง" ก็ชนะ

                เข้าสู่กระบวนการอำนาจคุมกลไก "เปลี่ยนประเทศ" ได้แน่!

                แต่พอแพ้ "พลเอกประยุทธ์" ทั้งในเวทีเลือกตั้ง และทั้งในสภาเท่านั้น

                เจ้าสึ่งตึงเล่นบทกุ๊ยข้างถนนทันที!

                ออกมาตะโกน....

                โน่น ประยุทธ์ "นายกฯ เลือกตั้ง" ที่นั่งอยู่ในสภา

                มันเป็นเผด็จการ!?

                แต่กู...ไอ้ตี๋เลี้ยงแกะ "นายกฯ โซเดียม" ที่ไม่ได้แล้วพาล ต้องออกมาเล่นว่าวข้างถนน ตะโกนชวนคนลงไปตะลุมบอนเล่นกันอีก

                เป็นประชาธิปไตย!?

                แบบนี้ พวกมึงบ้าหรือดี หือ...ไอ้ตี๋สึ่งตึง มันไม่มีแต้ม-มีคูการเมืองใดๆ เลย ไม่ว่าจะรุ่นเก่าหรือรุ่นใหม่

                มันลีลา "รุ่นจัญไร" ชัดๆ!

                นึกว่าชาวบ้านเขาโง่เหมือนพวกงั่งส้มอมแดงจนแยกแยะไหนประชาธิปไตย ไหนเผด็จการ ไม่ได้เชียวหรือ?

                มันพาลนี่.......

                พอแพ้เขาในสภา ก็ออกมาเล่นบทเผด็จการนอกสภา ปั่นกระแสให้คน ๒ ขั้วลงถนน เพื่อให้ชนกัน

                พอชนกัน เจ้าหน้าที่ออกมาสกัดกั้น ก็อาศัยสถานการณ์นั้น พลิกลิ้น ปลิ้นปล้อนไปอีก

                เป็นว่ารัฐบาลใช้อำนาจปราบประชาชนบ้างละ คุกคามสิทธิเสรีภาพบ้างละ

                เพื่ออะไร........

                ก็เพื่อสร้างเงื่อนไข "ถอดกลอนประตูเมือง" ให้ "อำนาจนอกชาติ" เข้ามา แล้วใช้กลไก "สื่อสารครองโลก" ตีข่าวเป็นความชอบธรรมกันยกใหญ่

                ผสมผสานเอ็นจีโอเจือสมแก๊งอาจารย์ล่มชาติที่ซุกหัวตามมหา'ลัย ทั้งกลาง-เหนือ-ใต้-อีสาน

                ปั้นข่าวขย่ม ประยุทธ์ "เผด็จการเริงเมือง"

                ขัดหลัก "เสรีภาพ-เสมอภาค-ภราดรภาพ" เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย อยู่ต่อไป ฝุ่นเยอะ นังกาลีก็เยอะ

                ปั่นเท็จทุกวัน........

                กรอกหูทั้งคนรู้-ไม่รู้ทุกวัน นานๆ ไป คนก็พลอยหลงคล้อยตาม ว่ารัฐบาลประยุทธ์ ไม่ดีอย่างนั้น-อย่างนี้

                ทั้งฝุ่นพีเอ็ม ทั้งกาลีใน-นอกสภา เยอะไปหมด

                ต้องไอ้ทอนสึ่งตึงเป็นนายกฯ นั่นแหละ

                ทุกอย่างดีหมด แค่ผ้าเตี่ยวพันคอ ก็เป็นประชาธิปไตยหยำฉ่า โสภี-โสภา สมหน้า-สมตา พรรคกางเกงในเก่า

                นี่.........

                แล้วไอ้ขบวนการรัฐบาลเดียวครองโลก มันก็จะเข้ามา ความจริง มันซึมเข้ามาแทรกอยู่ในแก๊งล่มชาตินานแล้ว แต่ถ้ามีเหตุวุ่นวาย.........

                มันก็จะอ้างเป็นเงื่อนไข โผล่ขึ้นบนดิน

                เป็นผู้อภิบาลประชาธิปไตย ตามคำร้องขอและร้องขาย "ประเทศไทยร้อนๆ แม่เอ้ย"

                ด้วยอำนาจ "จักรวรรดินิยม" จะบีบรัฐบาลประชาธิปไตยลงไป

                แล้วหนุนขบวนการร่างทรงให้สปริงขึ้นเป็น "รัฐบาลหุ่นเชิด"!

                มันก็เป็นในแนวนี้แหละ........

                ก็เมื่อปลายปี เห็นอยู่มิใช่หรือ ที่ไอ้-อีสองตัว ไปตะกายตีนถึงในบ้านเขา

                ให้เข้ามาช่วยทำประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตย!

                เนี่ย.........

                ที่พฤติการณ์ริยำบ้าน-ริยำเมือง ผ่านกลเกม "สื่อสารไอทีครองโลก" ที่มันทำกันทุกวันนี้ ไม่มีอะไรใหม่

                ที่แหกปากตะโกนว่า "รัฐบาลประยุทธ์เผด็จการ" สารพัดจะหยาบหยามร้อยแปดกันนั้น

                ถ้าเผด็จการจริงๆ อย่างที่กล่าวหา พวกนี้ "ตายเรียบ" ไปนานแล้ว

                เพราะระบบเผด็จการจริงๆ เขาไม่ปล่อยให้คนพรรค์นี้ลอยหน้าอ้อนบาทาอย่างที่ทำกันขณะนี้หรอก

                เผด็จการจริงๆ ต้องอย่าง "จอมพลสฤษดิ์"

                แต่คนก็ยังนับถือ........

                ว่าแบบนั้นแหละเป็น "เผด็จการคุณธรรม" และเป็น "เผด็จการสร้างชาติ" ที่ต้องการ

                จะเอาตัวอย่างเผด็จการสร้างชาติ จากหนังสือที่เพื่อนผม "สิทธิเดช จันทรศิริ" เขียนไว้ในหนังสือกรุข่าวมาให้อ่านเมื่อปลายธันวาเพื่อนเพิ่งมาเยี่ยมเยียน

                พวกเหิมเกริม จะแยกชาติ เปลี่ยนระบบ เคยได้ยินเรื่อง "ผีบุญ" เมื่อปี ๒๕๐๒ กันบ้างหรือเปล่าล่ะ?

                ถ้าไม่เคย ก็อ่านกันซะ......

                จะได้รู้ว่า "คนคิดแยกชาติ" ถ้าเจอนายกฯ เผด็จการจริงๆ ผลจะเป็นยังไง อ่านเป็นมรณานุสติไว้นะ

                "ฉากสุดท้ายของผีบุญ"

                ผีบุญ หรือ ศิลา วงศ์สิน หรือหัวหน้าจลาจลแห่งโคราชนั้น ได้ถูกนำเข้ากรุงเทพฯ มาทำการสอบสวนที่กองปราบปรามสามยอด

                เขาได้ปฏิเสธตลอดข้อหาที่กล่าวว่า ได้ตั้งตนเป็นกษัตริย์ ก่อตั้งอาณาจักรอย่างเป็นอิสระของตนเอง  มิได้เป็นกบฏหรือคิดแบ่งแยกดินแดนอย่างที่กล่าวกัน

                นอกจากนั้น เขารับสารภาพความจริง และบอกว่า เขาได้ร่ำเรียนทางวิชาไสยศาสตร์มา

                ได้ประสิทธิ์ประสาทเกี่ยวกับวิชาทางนี้ จนมีลูกศิษย์ลูกหาและมีคนนิยมนับถือเลื่อมใส

                ต่อไปนี้ เป็นบันทึกจากหนังสือเล่มหนึ่ง เมื่อเขาพบกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นายกรัฐมนตรีที่กองปราบสามยอด

                "ลื้อก็เลยกำแหง คิดแบ่งแยกดินแดนละซี"

                เขาก้มลงกราบจอมพลสฤษดิ์ด้วยใบหน้าอันซีดสลด

                "ผมไม่เคยคิดเลยครับ" เสียงของเขาสั่นเครือ

                "ถ้าลื้อเป็นผู้วิเศษจริง อมกระโถนหรือวิทยุให้อั้วดูหน่อยได้ไหม ถ้าลื้อทำได้ อั้วจะยอมเป็นลูกน้องลื้อ"

                และ.........

                "ลื้อมีอะไรจะพูดอีกไหม" นั่นคือคำถามสุดท้าย

                ในเย็นวันเดียวกัน วันที่เขาได้พบกับนายกรัฐมนตรี "ผีบุญ" ก็ถูกส่งกลับนครราชสีมา

                วันที่ ๒๓ มิถุนายน ๒๕๐๒ คณะรัฐมนตรีมีมติให้นายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจตามมาตรา ๑๗ ได้

                วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๐๒ เวลา ๑๗.๓๐ น. นายศิลา วงศ์สิน หรือ "ผีบุญ"

                ก็จบชีวิตอันประหลาดล้ำลง ณ แดนประหารที่ป่าช้าจีน จ.นครราชสีมา  

                ในฐานะ...........

                "ผู้กระทำครั้งนี้ กระทำไปโดยเจตนา

                หาได้กระทำไปโดยโง่เขลาเบาปัญญาแต่ประการใดไม่"

                นี่คือตัวอย่าง

                ยกมาให้ทอนและแก๊งกางเกงในเก่าสังวร ว่า

                รัฐบาลเผด็จการจริงๆ น่ะ ต้องเป็นอย่างนี้ อย่างที่ผีบุญเจอ และถูกจอมพลสฤษดิ์ปราบ

                อย่างนายกฯ ประยุทธ์นี่ ไม่ใช่ และเป็นเผด็จการอย่างที่จอมพลสฤษดิ์เป็นไม่ได้หรอก

                แต่ผมก็อยากให้เป็นนะ ซักครึ่งสฤษดิ์ก็พอ

                ไม่ใช่อะไร......

                อยากเห็น "ทอน-ปิยบุตร-ช่อ" อมกระโถนปากแตรน่ะ!

                ที่ออกฤทธิ์-ออกเดช ชนิดสุดสวิงริงโก้กันขณะนี้ ก็คงเข้าใจกันว่า ถึงตอนนี้ ไม่มีอะไรจะเสียมากไปกว่านี้ใช่มั้ย?

                คือ "ยุบพรรค"

                และ กก.บห.ต้องหมดอนาคตทางการเมือง!

                ๒๑ มกรามิใช่หรือ ที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำวินิจฉัย

                ผมดูปฏิทินแล้ว ๒๑ มกรา "วันอังคาร"

                วันอังคารสุทธิโชคโฉลกดี เอาผ้าผีพันองค์เป็นมงคล

                ไม่ใช่วันพุธ "หัวกุด-ท้ายเน่า"!

                ฉะนั้น ทอนอย่าด่วนเกหมดหน้าตัก ขยักตาเดินไว้บ้าง เผื่อไม่ถึงที่ตาย ไม่วายชีวาตม์ จะได้ไม่ต้องไปอมกระโถนไงล่ะ

                คดีนี้ ๕๐/๕๐

                แต่คดีหน้า ว่าด้วยการหากินทางปล่อยกู้พรรคนั่นน่ะ

                "อมตุ่ม" ยังลุ้นง่ายกว่า!

"สมใจสมชัย"

    
 

                เกรียนเรียกพี่จริงๆ

                "สมชัย ศรีสุทธิยากร" สติสตางค์หายไปตั้งแต่โยนหีบบัตรเลือกตั้งพลาสติกแตกคาที่แถลงข่าว มาวันนี้ยังเสียศูนย์ไม่เลิก

                ก็ไม่รู้เป็นคนประเภทไหนกัน

                เพราะซอกแซกไปทุกที่

                ล่าสุดก็ไป "วิ่งไล่ลุง" ทั้งที่พวกวิ่งไล่ลุงไม่คบหาเป็นพวก

                และล่าสุดของล่าสุด ไปโพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก บิดเบือนเจตนารมณ์กฎหมายเลือกตั้ง ประหนึ่งว่า อยากจะช่วยให้พรรคอนาคตใหม่พ้นผิดจากคดีกู้เงิน

                "สมชัย" บอกว่า

                ในอดีตมีพรรคการเมืองที่กู้เงินมาใช้ในกิจการทางการเมืองหรือไม่ ผลการค้นข้อมูลย้อนหลังพบว่า จากงบการเงินของพรรคการเมืองที่ส่งให้ กกต.ประจำปี 2556 มีพรรคการเมืองหลายพรรคที่กู้ยืมเงินจากบุคคลอื่นมาใช้ในกิจกรรมทางการเมือง อาทิ

                พรรคพลังชล ระบุว่า มีเจ้าหนี้เงินยืมทดรองจ่าย

                พรรคมาตุภูมิ ระบุว่า มีเงินกู้ยืมกรรมการ

                พรรคภูมิใจไทย ระบุว่า มีเจ้าหนี้เงินกู้ระยะสั้น

                พรรคชาติไทยพัฒนา ระบุว่า มีเจ้าหนี้เงินยืมทดรอง

                แม้เจ้าตัวจะอ้างว่า พยายามเปรียบเทียบ พ.ร.ป.พรรคการเมือง ฉบับปัจจุบัน ๒๕๖๐  และฉบับปี ๒๕๕๐ ในหมวดที่ว่าด้วยรายได้ของพรรคการเมือง ปรากฏว่า แม้จะมีหัวข้อและลักษณะการเขียนต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือ ไม่มีรายการ "เงินกู้" ในหมวดรายได้

                แต่ "สมชัย" ไม่ยอมอธิบายว่า ฉบับปี ๒๕๖๐ ตัดข้อความว่า "รายได้อื่น" ซึ่งปรากฏในฉบับปี ๒๕๕๐ ทิ้ง

                ข้ออ้างที่ว่าเงินกู้ ไม่ใช่รายได้ ก็เถียงกันไป แล้วแต่จะอ้างกฎหมายอะไรขึ้นมาประกอบเหตุผล

                เสร็จแล้วสื่อสมุนแม้วเอาไปพาดหัวว่า "อดีต กกต.เปิด 4 รายชื่อ พรรคการเมืองที่เคยกู้เงินในอดีต แต่ กกต.ไม่ดำเนินการเอาผิด"

                มันกฎหมายคนละฉบับกันพี่!!!

                "สมชัย" เสียชาติเกิดจริงๆ

                ไม่น่าจะเกิดมาแล้วเป็น กกต.เลย!

                กฎหมายเลือกตั้ง มาตรา ๖๒ มีเจตนารมณ์อยู่ชัดเจน

                ให้พรรคการเมืองเป็นของสมาชิกพรรค ของประชาชน

                ไม่ใช่นายทุน

                คนที่มีหน้าที่คุมการเลือกตั้งน่าจะเข้าใจเจตนารมณ์นี้ดี เพราะถ้าบอกว่าพรรคอนาคตใหม่กู้เงินหัวหน้าพรรคได้ พรรคมันก็ตกอยู่ในกำมือของหัวหน้าพรรคที่เป็นนายทุน  เหมือนที่ "ทักษิณ ชินวัตร" ทำให้เห็นมาแล้ว

                แล้วกฎหมายจะเขียนหาหอกอะไรว่า รายได้พรรคการเมืองต้องมาจาก ค่าธรรมเนียม ค่าบำรุงพรรค เงินจากการขายสินค้าของพรรค

                เพราะมันเป็นรายได้ที่มาจากสมาชิกพรรคทั้งหมด

                ฉะนั้นถ้าเอาตามที่ "สมชัย" ว่า ต่อไปพรรคการเมืองกู้กันโลด

                เลือกตั้งทีก็กู้กันที

                พรรคไหนนายทุนเงินหนา หัวหน้าพรรครวย ก็ได้เปรียบพรรคจนๆ

                "สมชัย" บอกว่าวันนี้จะแฉอีกว่ามีพรรคไหนกู้เงินอีกบ้าง ก็ควรจะแฉมาตั้งนานแล้ว ถ้ามีหลักฐานชัดเจนเหมือนอนาคตใหม่ ก็ควรส่งศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคให้หมด

                แต่สงสัยจริงๆ ทำไม "สมชัย" ถึงเพิ่งจะมาพูดตอนที่อนาคตใหม่กำลังเข้าตาจน

                เพิ่งถอดเสื้อสีฟ้าไปหยกๆ อยากจะใส่สีส้มแทนงั้นรึ!.  

'ในหลวง-ราชินี' เสด็จฯในพิธีสวนสนาม'ทหาร-ตร.'ในพิธีบรมราชาภิเษก ที่สระบุรี 18 ม.ค.นี้

    
 

14 ม.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กองทัพไทย ได้แจ้งเชิญประชาชนเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดีกรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ไปในพิธีสวนสนามถวายสัตย์ปฏิญาณของทหารและตำรวจเนื่องในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก พุทธศักราช 2562และวันกองทัพไทยณ ศูนย์การทหารม้า ค่ายอดิศร ตำบลปากเพรียว อำเภอมืองสระบุรีจังหวัดสระบุรีวันเสาร์ที่ 18 มกราคม 2563เวลา 16.00 น.

สำหรับการสวนสนามเทิดเกียรติฯ ครั้งนี้ถือเป็นการสวนสนามครั้งยิ่งใหญ่ครั้งแรกในรัชสมัยนี้ โดยเหล่าทัพได้นำยุทโธปกรณ์เกือบทุกแบบที่มีประจำการเข้าร่วม ไม่ต่างจากสวนสนามแสนยานุภาพ เมื่อวันที่ 23 มิ.ย. 2539 ที่ลานพระราชวังดุสิต ในงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เมื่อกว่า 20 ปีที่แล้ว

ทั้งนี้การจัดกำลังสวนสนามแบ่งออกเป็นกำลังภาคพื้น 10 กรมสวนสนาม และ 1 กองพันทหารม้า ประกอบด้วย 7 กรมสวนสนามเดินเท้า (กรมละ 4 กองพัน ), 2 กรมยานยนต์สวนสนาม และ 1 กองพันทหารม้า รวมถึงกำลังทางอากาศจำนวน 37 เครื่อง ประกอบด้วยหมู่บิน AU-23 บินปล่อยควันสีรูปธงชาติ ตามด้วยหมู่บินเฮริลคอปเตอร์ 4 เหล่าทัพ โดย บินหมู่ 6 และหมู่ 9 รวมถึงหมู่เครื่องบินรบ ทำการบินหมู่ 9 และ หมู่10

สำหรับยุทโธปกรณ์ที่นำมาสวนสนามในส่วนของกองทัพบก เช่น ยานเกราะล้อยาง stryker BTR-3E1 รถถัง M60A3 ปืนใหญ่ 105มม.,155มม. ปตอ. 35 มม. รถบรรทุกจรวด จรวดหลายลำกล้อง รถถัง OPLOT รถถัง VT-4 กองทัพเรือ เช่น รถสะเทินน้ำสะเทินบก AAVP ยานเกราะล้อยาง BTR-3E1 จรวด TOW ปืนใหญ่ 155มม. กองทัพอากาศ เช่น เครื่องบิน F-5 ,F - 16, T-50 , Gripen JAS-39 และ เฮริลคอปเตอร์ แบบ EC 725.

ควีนทรงให้อิสระ 'เจ้าชายแฮร์รี-เมแกน' สร้างครอบครัว

    

ควีนเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษทรงให้อิสรภาพแก่เจ้าชายแฮร์รี และเมแกน ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกส์ ในการสร้างครอบครัวใหม่ที่แคนาดาสลับกับการประทับที่อังกฤษใน "ช่วงเปลี่ยนผ่าน" ก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้าย ด้านนายกฯ แคนาดาเผยรัฐบาลยังไม่ตัดสินใจเรื่องค่าใช้จ่ายในการอารักขาครอบครัวซัสเซกซ์

แฟ้มภาพ ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2563  (Photo by Chris Jackson/Getty Images)

    สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 แห่งอังกฤษมีพระราชเสาวนีย์ให้เจ้าชายแฮร์รี พระราชนัดดา เข้าเฝ้าฯ ที่พระตำหนักซานดริงแฮม เมื่อวันจันทร์ที่ 13 มกราคม 2563 เพื่อร่วมการประชุมหารือพร้อมกับเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ เจ้าชายแห่งเวลส์ และเจ้าชายวิลเลียม ดยุคแห่งเคมบริดจ์ โดยมีรายงานว่า เมแกน ซึ่งกลับไปแคนาดาเมื่อสัปดาห์ก่อนเพื่อดูแลอาร์ชี โอรสวัย 8 เดือนของเธอกับเจ้าชาย ได้ร่วมการประชุมผ่านทางโทรศัพท์ด้วย

    แถลงการณ์ของสมเด็จพระราชินีเผยว่า การพูดคุยระหว่างพระองค์กับเจ้าชายแฮร์รี พร้อมเจ้าชายวิลเลียมและเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์เป็นไปอย่างสร้างสรรค์มาก "ครอบครัวของข้าพเจ้าและตัวข้าพเจ้าสนับสนุนความปรารถนาของแฮร์รีและเมแกน ที่จะสร้างชีวิตใหม่ในฐานะครอบครัวใหม่ที่เพิ่งเริ่มก่อร่าง" ควีนรับสั่งในแถลงการณ์ และว่า จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเกี่ยวกับอนาคตของทั้งคู่ภายในเร็ววัน

    การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นภายหลังเจ้าชายแฮร์รี และเมแกน ซึ่งดำรงพระยศเป็นดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ ประกาศต่อสาธารณะผ่านสื่อออนไลน์เมื่อวันพุธที่แล้ว โดยไม่ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตจากควีนก่อน ว่าทั้งคู่จะลดบทบาทการปฏิบัติพระกรณียกิจในฐานะพระบรมวงศานุวงศ์ และต้องการหารายได้เลี้ยงตนเองโดยไม่พึ่งเงินภาษีของประชาชน โดยทั้งคู่อยาก "พยายามแสดงบทบาทใหม่ที่ก้าวหน้าภายในสถาบันนี้" ถ้อยคำดังกล่าวถูกบางคนตีความว่าเป็นการดูแคลนราชวงศ์วินด์เซอร์ภายใต้ราชบัลลังก์ของสมเด็จพระราชินีอันเป็นที่รักของชาวอังกฤษ

สื่ออังกฤษตีข่าวคำประกาศของเจ้าชายแฮร์รี และเมแกน มาร์เคิล (Photo by DANIEL LEAL-OLIVAS/AFP via Getty Images)

    หนังสือพิมพ์แทบลอยด์เดลีเมล์รายงานว่า เจ้าชายแห่งเวลส์กริ้วพระโอรสองค์นี้อย่างมากที่ประกาศข่าวโดยไม่ขอพระบรมราชานุญาตจากควีน และเสด็จออกจากการประชุมก่อนใคร

    ควีนทรงยอมรับอย่างเปิดเผยว่า การตัดสินใจของเจ้าชายและเมแกนไม่ใช่ข่าวที่พึงยินดี ถึงแม้ว่าพระองค์มีพระประสงค์ให้ทั้งคู่ปฏิบัติกรณียกิจในฐานะพระบรมวงศานุวงศ์เต็มเวลา แต่พระองค์ก็เคารพและเข้าใจความปรารถนาของทั้งคู่ ที่ต้องการใช้ชีวิตอย่างอิสระมากขึ้นในฐานะครอบครัวธรรมดา แต่ยังคงเป็นส่วนหนึ่งที่มีค่าของครอบครัวของพระองค์

    พระองค์ทรงย้ำด้วยว่า แฮร์รีและเมแกนแจ้งว่า "พวกเขาไม่ต้องการพึ่งพาเงินภาษีประชาชน" แต่ยังไม่มีการกล่าวถึงเรื่องพระยศว่าจะยังคงไว้เช่นเดิมหรือไม่

    รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า เบี้ยเลี้ยงของดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์ที่มาจากเงินภาษีนั้นมีเพียง 5% เท่านั้น ที่เหลือเป็นเงินจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระองค์ของเจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ ที่มีทรัพย์สินราว 1.1 พันล้านปอนด์ (ราว 43,183 ล้านบาท)

    ควีนรับสั่งด้วยว่า ยังมีประเด็นซับซ้อนที่ครอบครัวต้องสะสาง แต่ขณะนี้ทรงเห็นด้วยว่าจะมีช่วงเวลาเปลี่ยนผ่าน ที่ดยุคและดัชเชสแห่งซัสเซกซ์จะใช้เวลาประทับทั้งในแคนาดาและในอังกฤษ

    ครอบครัวซัสเซกซ์เคยยอมรับเมื่อเดือนตุลาคมว่ามีปัญหากับการตกเป็นเป้าความสนใจ ภายหลังการอภิเษกสมรสเมื่อเดือนพฤษภาคม 2561 และการประสูติของอาร์ชี 12 เดือนหลังจากนั้น เดือนที่แล้วเจ้าชายแฮร์รียอมรับด้วยว่าพระองค์ไม่ลงรอยกับเจ้าชายวิลเลียม พระเชษฐา ถึงขั้นแตกหัก

    ช่วงคริสต์มาสที่ผ่านมา ทั้งคู่เลือกฉลองคริสต์มาสกับมารดาของเมแกน และใช้เวลาพักผ่อนที่แคนาดา ซึ่งเป็นประเทศในเครือจักรภพ เดลีเมล์กล่าวว่า เมแกนมีความฝันจะกลับไปอยู่ในสังคมคนดังที่ลอสแองเจลีส แต่ต้องเป็นหลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ พ้นตำแหน่งประธานาธิบดีแล้ว

    เมื่อวันจันทร์ นายกฯ จัสติน ทรูโด ของแคนาดา ให้สัมภาษณ์สถานีโกลบอลว่า รัฐบาลของเขายังไม่ตัดสินใจเรื่องภาระค่าใช้จ่ายในการดูแลความปลอดภัย โดยยังอยู่ระหว่างรอผลการหารือ

    สื่ออังกฤษรายงานว่า แคนาดาจะออกค่าใช้จ่ายปีละ 500,000 ปอนด์ (ราว 19.6 ล้านบาท) ขณะที่สื่อแคนาดากล่าวว่า การอารักขาครอบครัวซัสเซกซ์ซึ่งรวมถึงอาร์ชี จะต้องใช้เงินประมาณ 39.35 ล้านบาท.

เลื่อมใส! หลวงตาอดีตทหารผ่านศึก ธุดงค์เท้าเปล่าไม่รับปัจจัย

    
 

แห่กราบหลวงตาชื่น พระธุดงค์วัยชรา เดินเท้าเปล่าไม่รับปัจจัย เผยชีวิตเคยเป็นทหารผ่านศึก ก่อนสละทางโลกมุ่งจาริกตามรอยหลวงปู่มั่น

14 ม.ค.63 - ที่พักสงฆ์ชั่วคราว ท้ายหมู่บ้านเสาเล้าใหญ่ หมู่ 2 ตำบลโพนสวรรค์ อำเภอโพนสวรรค์ จังหวัดนครพนม โดยมีญาติโยม ประชาชน นักท่องเที่ยวสายบุญ เดินทางมากราบไหว้ สนทนาธรรมกับหลวงตาบุญชื่น ปัญญาวุฒิโท หรือหลวงตาชื่น พระธุดงค์สายธรรมยุต วัย 71 ปี พื้นเพเป็นชาวบ้านเสาเล้า ต.โพนสวรรค์ ซึ่งสละทางโลกหันหน้าเข้าสู่ทางธรรม เพื่อหาความสงบในชีวิต ด้วยการเข้าอุปสมบท และปฏิบัติธรรมจาริกธุดงค์มานานกว่า 10 ปี

จนกระทั่งเป็นข่าวโด่งดังทางโซเชียล เนื่องจากมีญาติโยมพบเห็นขณะกำลังเดินธุดงค์จากจังหวัดเชียงรายถึงนครพนม รวมระยะทางไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร ระหว่างทางมีญาติโยมจอดรถแวะนิมนต์ขึ้นรถ พร้อมทั้งถวายปัจจัย แต่ท่านไม่ยอมขึ้นรถและรับปัจจัย รับถวายเพียงน้ำดื่มเท่านั้น และหลังย่ำเท้าเปล่ามาถึงบ้านเกิดก็ไปจำพรรษาที่พักสงฆ์อยู่ในป่าช้า จึงมีญาติโยมหลายคนทราบข่าวได้แวะกราบไหว้ พร้อมระบุว่าได้ปฏิบัติธรรมกรรมฐาน แสวงบุญจาริกธรรมตามรอยพระเกจิชื่อดังคือหลวงปู่มั่น ภูริฑัตโต พระอาจารย์ใหญ่สายป่า จึงไม่ขอรับปัจจัย ทำให้ผู้พบเห็นเกิดความศรัทธาในความตั้งมั่นและความเพียรพยายาม ของหลวงตาชื่น ทั้งที่มีอายุมากถึง 71 ปี

หลวงตาชื่นเล่าให้ฟังว่า หลังออกพรรษาได้ เดินธุดงค์จากที่พักสงฆ์บ้านเกิด ไปยัง อ.แม่สาย จ.เชียงราย เพื่อแสวงบุญปฏิบัติธรรมบำเพ็ญเพียร ใช้ระยะเวลาเดินทางจาก จังหวัดนครพนมไปถึงจุดหมายปลายทางประมาณ 40 วัน จากนั้นเดินทางกลับโดยใช้เวลาประมาณ 35 วัน ช่วงระหว่างการเดินทางทั้งไปและกลับ จะพักตามป่าเขาทุ่งนา ไม่นอนวัด ทำให้สายบุญที่ทราบข่าวเกิดความศรัทธา และเดินทางมากราบไหว้สนทนาธรรมไม่ขาดสาย ส่วนการทำบุญระหว่างหลวงตาชื่นธุดงค์ จะไม่รับปัจจัยและสิ่งของเครื่องใช้อย่างอื่น นอกจากน้ำเปล่าเพียงอย่างเดียว

ทั้งนี้ หลวงตาบุญชื่น ปัญญาวุฒิโท เข้าอุปสมบทเมื่อปี 2552 จากนั้นได้แสวงบุญเป็นพระสายป่าธรรมยุตเดินธุดงค์ไปหลายที่ จะจำวัดตามป่าเขา ก่อนนี้ไปจำพรรษาในถ้ำเตียง สิริขันธ์ บนเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร ยาวต่อเนื่องถึง 4 ปี

หลวงตาชื่น กล่าวอีกว่าตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา ได้ตั้งมั่นจาริกธรรม เดินธุดงค์ไปภาคเหนือพร้อมกับคณะพระสงฆ์หลายวัด เมื่อจาริกกลับจังหวัดนครพนม มีญาติโยมนิมนต์ขึ้นรถเพราะสงสารเห็นว่าอายุมากแล้ว แต่ตนต้องการบำเพ็ญเพียร แสวงบุญธุดงค์ตามรอยหลวงปู่มั่น จึงไม่ขอขึ้นรถ และไม่ต้องช่วยขนสัมภาระ ขอรับถวายเพียงน้ำเปล่า และไม่กลัวว่าจะเจ็บป่วย เนื่องจากสละทุกอย่างแม้สังขาร เพราะต้องการเข้าถึงสัจธรรม สำคัญที่สุดกิจของสงฆ์จะต้องไม่ขาด เช่นบิณฑบาตโปรดสัตว์  ทำวัดเช้า-เย็น สวดมนต์เจริญภาวนาและศึกษาธรรมมะ หากญาติโยมที่ต้องการสนทนาธรรมก็ยินดี และจะจำวัดที่พักสงฆ์ ถึงสิ้นเดือนมกราคม ก่อนจะจาริกธุดงค์ไปตามสถานที่ต่างๆเพื่อบำเพ็ญ

ขณะเดียวกันผู้สื่อข่าวได้พูดคุยกับครอบครัวหลวงตาชื่น พบกับนางตาล อุ่นเทียมโสม อายุ 66 ปี และลูกสาวคนโตคือ นางบานเย็น บุพศิริ อายุ 46 ปี ทั้งสองได้เปิดเผยว่าหลวงตาในช่วงวัยหนุ่มเป็นคนขยัน มุมานะ อดทน ตรากตรำทำงานเพื่อครอบ ครัวมาตลอด และชอบทำบุญเป็นชีวิตจิตใจ เคยบอกครอบครัวว่าถึงวัย 60 ปี หรือหลังจากลูกทุกคนมีครอบครัวเป็นฝั่งเป็นฝาจะขอลาบวชใช้ชีวิตทางธรรมสละทางโลก กระทั่งปี 2552 ได้ลาครอบครัวไปบวช ซึ่งทุกคนไม่ขัดข้อง ขออนุโมทนาบุญกับหลวงตาชื่น เพราะเป็นความตั้งใจ ถึงแม้ห่วงด้านสุขภาพ แต่เป็นสิ่งที่หลวงตาชอบ

“ตลอดการบวชกว่า 10 ปี ท่านจะไม่จำวัดอยู่กับที่ จะไปจาริกธุดงค์ทั่วประเทศตามพระอาจารย์ ที่รู้จัก ไม่มีโทรศัพท์มือถือติดต่อกลับมา เพราะหลวงตาบอกกับครอบครัวว่า ถ้ายังมีชีวิตอยู่จะเห็นกลับมา หากทราบข่าวเสียชีวิตหรือเจ็บป่วยค่อยไปดูแล กรณีเจ็บป่วยตายในป่า ขอให้เป็นไปตามธรรมชาติ จะเกิดอะไรขึ้นต้องรับได้หมด”

กระทั่งล่าสุดทางครอบครัวดีใจมาก และอนุโมทนาบุญกับหลวงตาชื่น หลังเห็นข่าวในโซเชียลว่าพบหลวงตากำลังธุดงค์เท้าเปล่ากลับบ้านเกิด ยอมรับดีใจจนน้ำตาไหล สำคัญที่สุดคืออานิสงส์ผลบุญที่หลวงตาแสวงบุญไว้ จะส่งผลให้ลูกหลาน มีความร่มเย็นเป็นสุข ทุกคนขออนุโมทนาบุญ ซึ่งหลวงตาขอจำวัดในป่าช้าท้ายหมู่บ้าน และไม่กลัวถ้าวันที่หลวงตาจากไปจะมาถึง  เพราะหลวงตาบอกทุกคนว่าขอตายในผ้าเหลือง

ครม.ไฟเขียวตั้ง'ณรงค์ ทรงอารมณ์'เป็นผอ.สำนักพุทธฯคนใหม่

    
 

14 ม.ค.63 -น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐบาล แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งนายณรงค์ ทรงอารมณ์ ข้าราชการพลเรือนสามัญ ตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่าง

นอกจากนี้ ครม. ได้มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอแต่งตั้งข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง จำนวน 3 คน ได้แก่ 1.นายฉัตรชัย ศักดิ์ศิลปะชัย รองอธิบดีกรมการค้าภายใน 2.นางลลิดา จิวะนันทประวัติ รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และ 3.นายภูสิต รัตนกุล เสรีเริงฤทธิ์ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งเป็นต้นไป

น.ส.ไตรศุลี กล่าวอีกว่า ครม.มีมติตามที่กระทรวงสาธารณสุขขอเสนอแต่งตั้งบุคคลเป็นกรรมการอื่นในคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรมแทนกรรมการเดิมที่ลาออก ดังนี้ 1. นางศรีวณิก หัสดิน เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ 2.นายอัศม์เดช วานิชชินชัย เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ 3. นายบุญชัย จรัสแสงสมบูรณ์ เป็นบุคคลในบัญชีรายชื่อกรรมการรัฐวิสาหกิจ และผู้แทนกระทรวงการคลัง 4. นายเกียรติภูมิ วงศ์วจิต ผู้แทนกระทรวงสาธารณสุข 5. นายคณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ และ 6. พล.ต.ท.เพิ่มพูน ชิดชอบ

 นอกจากนี้ ครม.มีมติอนุมัติแต่งตั้งตามที่ กระทรวงมรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (ทส.) เสนอแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในกรรมการการนโยบายและแผนการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งแห่งชาติ จำนวน 12 คน แทนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเดิมที่ดำรงตำแหน่งครบวาระสามปี ดังนี้ 1. นายธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ดำรงตำแหน่งการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง 2. นายวิจารย์ สิมาฉายา ดำรงตำแหน่งด้านสิ่งแวดล้อม 3.นายศศิน เฉลิมลาภ ดำรงตำแหน่งด้านทรัพยากรธรณี 4.นายเผดิมศักดิ์ จารยะพันธุ์ ดำรงตำแหน่งด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเล 5.นางอรพรรณ ศรีเสาวลักษณ์ ดำรงตำแหน่งด้านเศรษฐศาสตร์ นายอิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ดำรงตำแหน่งด้านนิติศาสตร์ 7.นายนิวัติ ธัญญะชาติ ดำรงตำแหน่งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลฯ (ผู้แทนชุมชนชายฝั่งกลุ่มจังหวัดที่ 1)

 ขณะที่ 8.นายบรรเจิด อุดมสมุทรหิรัญ ดำรงตำแหน่งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลฯ (ผู้แทนชุมชนชายฝั่งทะเลกลุ่มจังหวัดที่ 2) 9.นายมนูญ คุ้มรัก ดำรงตำแหน่งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลฯ (ผู้แทนชุมชนชายฝั่งทะเลกลุ่มจังหวัดที่ 3) 10. นายสุไลมาน ดาราโอะ ดำรงตำแหน่งด้านการประมง (ผู้แทนชุมชนชายฝั่งทะเลกลุ่มจังหวัดที่ 4) 11.นายธนู แนบเนียร ดำรงตำแหน่งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลฯ (ผู้แทนชุมชนชายฝั่งทะเลกลุ่มจังหวัดที่ 5) และ 12. นายบรรจง นฤพรเมธี ดำรงตำแหน่งด้านการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเลฯ (ผู้แทนชุมชนชายฝั่งทะเลกลุ่มจังหวัดที่ 6)

'บิ๊กตู่'ยัวะ!เกาเหลา'บิ๊กแป๊ะ-บิ๊กโจ๊ก'เปิดคลิปเสียงแฉกันเอง วุ่นไปหมดทุกอย่าง กำลังสอบอยู่

    
 

14 ม.ค.63 - พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม แถลงภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ถึงปัญหาความขัดแย้งของ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร และพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า เป็นเรื่องภายในของเขา ซึ่งตนได้ย้ำเตือนไปแล้วว่าต้องรักษาองค์กรของท่านด้วย เรื่องนี้มันอยู่ที่คนนั่นแหล่ะ

“ผมก็ต้องฟังผู้บังคับบัญชาที่เขารับผิดชอบโดยตรงชี้แจงมา และผมก็ให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ร้องเรียนมาต่างๆ  เขามีคณะกรรมการวินัย คณะกรรมการกำลังพลทั้งหมด ถ้าใครไม่ได้รับความเป็นธรรมก็อุทธรณ์ได้ เขาก็มีคณะกรรมการอุทธรณ์ สามารถโอนย้ายได้หมด ผมไม่อยากให้มีการพูดผ่านสื่อ มันเสียหาย ใช่หรือไม่ใช่ บางทีประชาชนก็เข้ามาตัดสินไปด้วยมันก็เสียทั้งหมด เพราะฉะนั้นต้องดูพฤติกรรมของแต่ละคนที่ออกมาร้องเรียนด้วยว่าเขามีพฤติกรรมอย่างไร เท่าที่ทราบก็มีปัญหาอยู่พอสมควร ดังนั้นอย่าเพิ่งไปตัดสินผิดถูกอะไรตอนนี้เลย”

ผู้สื่อข่าวถามว่า จะเคลียร์เรื่องนี้เองหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ผมจะต้องเคลียร์อะไรเล่า ผมเป็นใคร ผมเป็นใครล่ะ ผมเป็นนายกรัฐมนตรีใช่ไหม หน้าที่ผมคือสั่งการให้ผู้บังคับบัญชาไปตรวจสอบ ไปชี้แจง ไปหาข้อเท็จจริง หน้าที่ผมไม่ใช่หน้าที่ไปเคลียร์ เข้าใจไหม” 

เมื่อถามว่าถ้าในฐานะประธานก.ตร.จะต้องเข้าไปดูเรื่องนี้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องภายใน ซึ่งเขามีคณะกรรมการก็ควรไปประชุมกันในก.ตร. เขามีคณะกรรมการตรวจสอบวินัย เขาก็จะชี้แจงเองว่าคนนี้เป็นอย่างไร พฤติกรรมที่ผ่านมาเป็นอย่างไร มีความผิดอะไรอยู่บ้างหรือไม่ และการออกมาร้องเรียนผิดวินัยหรือเปล่า แม้แต่การเอาเทปมาออกมันผิดหรือเปล่า มันบันทึกเสียงกันได้ไหม ใครเป็นคนเอาไปออก เขาสอบหมดนั่นแหล่ะ เขากำลังตั้งคณะกรรมการสอบอยู่ ไม่เช่นนั้นก็วุ่นไปหมดทุกอย่าง.

กรมการแพทย์แนะสารพัดวิธี ป้องกันการหกล้มในผู้สูงอายุ


    
 

    กรมการแพทย์ โดยสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ ชี้ปัญหาหกล้มในผู้สูงอายุมีอันตรายกว่าที่คิด อาจเกิดอาการบาดเจ็บเล็กน้อยหรือบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต แนะเลือกรองเท้าที่เหมาะสม ใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ และปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านให้เหมาะสม
    นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า ปัญหาหกล้มในผู้สูงอายุมีอันตรายกว่าคนวัยอื่นๆ และผู้สูงอายุมีความเสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่ายเนื่องจากความเสื่อมของร่างกาย การหกล้มเกิดจากการสูญเสียการทรงตัว ทำให้อวัยวะต่างๆ เช่น แขน ขา ศีรษะ ฯลฯ เกิดการกระแทก และมีอาการบาดเจ็บเล็กน้อยหรือบาดเจ็บรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต โดยปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดการหกล้มในผู้สูงอายุ คือ ปัจจัยภายในร่างกาย เช่น การเปลี่ยนแปลงด้านสายตา การเปลี่ยนแปลงข้อต่อและเอ็น ระบบทางเดินปัสสาวะ โรคประจำตัว รวมถึงการใช้ยาบางตัวมีความเสี่ยงต่อการหกล้ม เช่น ยานอนหลับ ยาลดความดันโลหิต เป็นต้น ปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้สูงอายุ ประกอบด้วยสิ่งแวดล้อมในบ้านและนอกบ้าน เช่น พื้นบ้าน แสงสว่าง บันได ห้องน้ำ ห้องครัว รองเท้าของผู้สูงอายุ เป็นต้น


    นพ.สกานต์ บุนนาค ผู้อำนวยการสถาบันเวชศาสตร์สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวรเพื่อผู้สูงอายุ กรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า วิธีลดความเสี่ยงของการหกล้มที่ได้ผลมากที่สุด คือการออกกำลังกายเพื่อเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ เพิ่มความยืดหยุ่นของกระดูกและข้อต่อ ช่วยเรื่องการทรงตัว การเดิน การเคลื่อนไหวของร่างกายได้คล่องแคล่วมากขึ้น ทำให้อัตราการหกล้มลดลง แต่ต้องเลือกท่าทางให้เหมาะกับบุคคลด้วย สำหรับแนวทางป้องกันการเสี่ยงต่อการหกล้ม ได้แก่ 1.เลือกรองเท้าที่เหมาะสมกับเท้า พื้นรองเท้ามีดอกหรือไม่ลื่น วัสดุมีความยืดหยุ่น ระบายอากาศได้ดี 2.ใช้ไม้เท้าช่วยในการเดิน 
    3.ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างสม่ำเสมอ นอกจากนี้การปรับปรุงสิ่งแวดล้อมภายในบ้านและรอบบ้านมีผลต่อการเคลื่อนไหวของผู้สูงอายุ เช่น วัสดุพื้นบ้าน แสงสว่าง รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ควรเลือกให้เหมาะสมต่อการใช้งาน นอกจากนี้ การให้ความรู้เกี่ยวกับการหกล้มของผู้สูงอายุแก่ผู้ดูแล เพื่อให้เข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงตามวัย การกินยาที่ถูกต้อง ทานอาหารที่มีประโยชน์เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของร่างกายผู้สูงอายุ การสังเกตอาการข้างเคียง หากพบความผิดปกติควรปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป.  

 ..................................................

14 มกราคม 2563

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน