*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3920
  • จำนวนผู้ชม : 2484533
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 16 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 345 , 20:19:30 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

link@: ชวน ยันห้ามทุกคนที่มาลาออก สมาชิกพรรคต้องอดทน

สวัสดีครับ

         คนร้ายชิงสร้อยทองคำในห้างสรรพสินค้าในจังหวัดลพบุรี ยังหลบหนีการจับกุมเป็นหนังชุดซีรี่ส์ไปแล้ว มันฆ่าคนตายไปแล้ว 3

ศพ แล้วยังมีอาวุธร้ายแรงอยู่ในมือ พร้อมที่จะทำอันตรายให้ประชาชนและตำรวจอีกก็ได้

         ผลกระทบจากพรรคอนาคตใหม่ตั้งแต่การเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำความระส่ำระสายให้พรรคขนาดใหญ่ขนาดกลางทุกพรรคในขณะ

นี้ โดยเฉพาะพรรคปชป.กับพรรคเพื่อไทยโดนหนักเลยทีเดียว แล้วกว่าจะยุติกว่าจะฟื้นตัวได้ก็ยังกำหนดไม่ได้เลย

         สำหรับพรรคเพื่อไทย ก็มีคอลัมนิสต์บอกว่าเป็นขาลงของพรรคนี้ทีเดียว

 

พยานยันผู้ต้องสงสัยขี่ฟีโน่แดงเช่าห้องเบอร์ 5 ข้างชุมชน

16 มกราคม 2563 - 13:38 น.
โจรปล้นทอง,ลพบุรี,เช่าห้องเบอร์5,โรงพยาบาลอานันทมหิดล,กบดาน,ซ่อนตัว,ปล้นทอง,ออโรร่า

พยานยืนยันผู้ต้องสงสัยขี่ฟีโน่แดง เช่าห้องเบอร์ 5 ชุมชนข้าง รพ.อานันฯ

เมื่อวานนี้ (15 มกราคม 2562) รอง ผบ.ตร. นำทีมออกปฏิบัติการ   รวมนักสืบมือดี 100 นาย กระจายค้น 11 จุด “ลพบุรี-สระบุรี” แกะรอยล่าโจรชิงทองตามเส้นทางวงจรปิด ตลอดจนจำกัดกลุ่มเป้าหมายผู้ต้องสงสัยก่อเหตุให้แคบลง โดยเฉพาะการแกะรอยผู้ที่สั่งซื้อท่อเก็บเสียงปืนมาในพื้นที่ อ.ชัยบาดาล

ด้าน พล.ต.ต.ญัฐพล ศุกระศร ผู้บังคับการตำรวจภูธร จังหวัดลพบุรี เผยว่า ตอนนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีการนำหลักฐานทั้งหมดมาสรุปอีกครั้ง  ยังไม่ยืนยันว่าคนร้ายยังอยู่ในจังหวัดลพบุรีหรือไม่ การดำเนินการต่างๆหลักฐานต้องมีความแน่นหนา 

ทั้งนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้คาดการณ์เส้นทางการหลบหนีของคนร้ายทั้งหมด 10 จุด 

1.จุดที่เกิดเหตุ โรบินสันลพบุรี 
2.สภ.เมืองลพบุรี
3.กรมทหารราบที่ 31
4.กองรักษาการณ์ หน่วยพร้อมรบเคลื่อที่เร็ว กองทัพบก
5.ป.1 พัน11 รอ.
6.ศูนย์การสร้างอาวุธ กองทัพบก
7.ศูนย์การทหารปืนใหญ่
8.กองบิน 2
9.รพ.อานันทมหิดล (จุดนี้สำคัญเป็นเส้นทางที่จะเชื่อมไปจุดต่างๆ)
10.วัดพระบาทน้ำพุ

             เมื่อวานนี้ (15 มกราคาม 2563) เจ้าหน้าที่ตำรวจและเจ้าหน้าที่ทหารในพื้นที่ นำเฮลิคอปเตอร์จำนวนกว่า 6 ลำ ขึ้นบินสังเกตุการณ์ และจุดที่สำคัญคือที่โรงพยายาลอานันทมหิดล ซึ่งเป็นจุดที่ก่อนหน้านี้กล้องวงจรปิดได้จับภาพรถมอเตอร์ไซค์ต้องสงสัยผ่านทางจุดนั้น เพื่อประเมินเส้นทางจากโรงพยาบาลเชื่อมไปตรงไหนบ้าง ป่าตรงไหน บริเวณหมู่บ้านต่างๆ 

             นอกจากนี้หลังจากโรงพยาบาลไปแล้ว จะมีหมู่บ้านอยู่ทั้งหมด 3 หมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ตำรวจไปได้กล้องวงจรปิดตามเส้นทางต่างๆ กล้องวงจรปิดตัวแรก คือเส้นทางถนนพระยาพิชัยดาบหัก ตรงจุดนี้ กล้องสามารถบันทึกภาพเอาไว้ได้ โดยทางรายการทุบโต๊ะข่าว ได้รายงานข้อมูลดังกล่าวว่า กล้องที่สามารถบันทึกภาพได้ จุดแรกคือเส้นทางหนึ่ง ที่สามารถจับภาพลักษณะในมุมไกล ซึ่งหลังจากก่อเหตุที่ห้างเมื่อเวลา 20.40 น. ในวันเกิดเหตุ มีรถมอเตอร์ไซค์เพียงคันเดียวเท่านั้นที่วิ่งผ่านมา และลักษณะใกล้เคียงกัน 

             ขณะเดียวกันกล้องวงจรปิดจากทั้ง 3 หมู่บ้าน สามารถจับภาพจากกล้องวงจรปิดเอาไว้ได้เช่นเดียวกัน 
หมู่บ้านที่ 1 สามารถจับภาพเอาไว้ได้ โดยกล้องจับภาพได้เป็นรถมอเตอร์ไซค์ ลักษณะใกล้เคียงกับรถของคนร้าย 
หมู่บ้านที่ 2 กล้องจับภาพได้เช่นเดียวกัน เห็นเพียงแวบเดียว ตรงถนนพิชัยดาบหัก 

             หลังจากนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่ไปทั้ง 3 หมู่บ้านดังกล่าว เนื่องจากมีบ้านเช่าต้องสงสัย พยานบอกว่าบ้านเช่าหลังดังกล่าวมีบุคคลต้องสงสัยใกล้เคียงกับคนร้าย โดยหมู่บ้านที่คนร้ายไปเช่าอยู่ เป็นบ้านเช่าที่อยู่ตรงกลางระหว่าง หมู่บ้านที่ 2 และ หมู่บ้านที่ 3 และยังคงอยู่ในละแวกของโรงพยาบาลอานันทมหิดล 

             อีกหนึ่งที่ ที่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นที่ไปแกะรอย นั้นก็คือกระท่อมปลายนา กระท่อมปลายนาตรงนี้เป็นจุดลับสายตาคน เป็นถนนลูกรัง ไม่ค่อยมีใครผ่านเข้าออก เนื่องจากในจุดนี้พบว่าเป็นแหล่งกบดานของชายต้องสงสัย กระท่อมปลายนามีทั้งบ่อน้ำ และอุโมงค์ น่าสนใจตรงที่ว่า บริเวณอุโมงค์ดังกล่าว มีบ่อปลา และมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุม อีกทั้งยังมีลักษณะทำเป็นอุโมงค์ในการซ่อนตัว 

             โดยสิ่งที่เจอภายในอุโมงค์ คือมุ้งสีข้าว หม้อ อุปกรณ์ยังชีพ เบ็ดตกปลา ตำรวจชุดสืบกำลังประสานพยาน
เพราะเชื่อว่าจุดนี้อาจเป็นจุดที่คนร้ายใช้มาซ่อนตัว และยังชีพ เนื่องจากเป็นอุโมงค์ที่ลับตาคน ซึ่งหลักจากเกิดเหตุก็ไม่เห็นชายผู้ต้องสงสัยรายนี้อีกเลย และพบว่ามีฟีโน่ขาวแดงผ่านเข้าออกยังชุมชนด้วย 

             ส่วนกรณีบ้านเช่า ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ได้ลงไปตรวจสอบ คาดว่าคนร้ายพักอาศัยก่อนที่จะก่อคดีขึ้น พบว่ามีพยานรายหนึ่ง เคยพบผู้ต้องสงสัย ลักษณะแต่งตัวดี แต่สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจคือ เขาจะมีการใส่กระเป๋าเป้ ใช้ชีวิตอยู่ในบ้านเช่าระยะเวลาหนึ่ง หลังจากเกิดเหตุเจออยู่ 1 วัน และก็ไม่เจออีกเลย แต่จากลักษณะมีความคล้ายคลึงกับบุคคลต้องสงสัยมาก ชายต้องสงสัยรายนี้ชอบใส่แบรนด์เนม มีรถมอเตอร์ไซค์ฟีโน่ และการก้าวเท้าเดินเหมือนเจ็บขา 

             จากนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจลงพื้นทีไปยังห้องเช่าดังกล่าว เป็นห้องเช่าหมายเลข 5 โดยในห้องที่มีการตรวจค้น ทางเจ้าของตึกได้ให้ข้อมูลกับตำรวจว่า ผู้ชายคนนี้หายไปยังติดต่อไมได้ และยังค้างค่าเช่าห้อง ซึ่งล่าสุดชายต้องสงสัยดังกล่าวที่ค้างค่าเช่าห้อง ได้ติดต่อกลับมาแล้ว และบอกว่าจะมาจ่ายค่าเช่าห้องในวันที่ 16 มกราคม (วันนี้)  โดยชายต้องสงสัยที่พักห้องหมายเลข 5 นี้ ชอบสะพายเป้สีแดง และยังเป็นลูกของอดีตทหารที่เกษียณแล้ว 

ขอบคุณ : รายการทุบโต๊ะข่าว

 อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : วินาทีบีบหัวใจแม่กอดลูกใจแทบขาดโจรใจบาปสาดกระสุนปล้นร้านทอง

การเมือง

สุดป่วน เสรีพิศุทธ์ ด่า ปารีณาว่า เสือก

16 มกราคม 2563 - 12:33 น.
เสือก,ห้องประชุมกมธปราบโกง,สุดป่วน,เสรีพิศุทธ์ด่าปารีณา,คมชัดลึก

ห้องประชุมกมธ.ปราบโกง สุดป่วน "เสรีพิศุทธ์" ด่า ปารีณาว่า เสือก หลังถามกรณีจำหน่ายเรื่องร้องเรียนของประชาชนสอบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์

คลิปที่ 1

           16 ม.ค.2563- บรรยากาศ ในห้องประชุมกมธ.ปราบโกง สุดป่วน หลัง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ สภาผู้แทนราษฎร ด่า น.ส.ปารีณาไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ  ว่า เสือก  หลังถามกรณีจำหน่ายเรื่องร้องเรียนของประชาชนสอบ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์

(อ่านฉบับละเอียด) 
"เสรีพิศุทธ์" เสียหน้า หลุดด่า "ปารีณา" เสือก หลังไม่รับสอบเรื่องร้องของตัวเอง 

 

คนในอยากออก คนนอกไม่อยากเข้า

16 มกราคม 2563 - 11:10 น.
กรณ์ จติกวณิช,พรรคประชาธิปัตย์,จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏิ

คนในอยากออก คนนอกไม่อยากเข้า คอลัมน์...  วงในวงนอก   โดย...   สถิตย์ ธรรม


          บรรดาพรรคการเมืองที่สมควรยกให้เป็น "สถาบันทางการเมือง” เห็นจะมีแต่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เท่านั้นล่ะครับ คนเก่าคนแก่มักเรียกกันติดปาก “พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม” เพราะมีการนำองค์พระแม่ธรณีบีบมวยผม มาประดิษฐานไว้บริเวณหน้าที่ทำการพรรค ใครผ่านไปผ่านมายกมือกราบไหว้สักการะ

          ตามความเชื่อของคนไทยมาแต่โบร่ำโบราณ แม่พระธรณี เปรียบเหมือนเทพผู้คุ้มครองแผ่นดินให้มีความสงบสุขร่มเย็น ด้วยความเป็นพรรคการเมืองต้องการความยึดโยงจิตใจให้คนที่เข้ามาร่วมอุดมการณ์เดียวกันได้อยู่ร่วมกันอย่างมีความสงบสุข ทว่านับตั้งแต่บุคคลสำคัญๆ ทยอยลาออกชักไม่แน่ใจซะแล้วว่าพรรคจะมีความสงบสุขอยู่หรือเปล่า


          นับตั้งแต่ พันตรีควง อภัยวงศ์ เป็นผู้ก่อตั้งพรรคผ่านมาถึงปัจจุบันพรรคมีอายุร่วม 73 ปี เทียบได้กับอายุรุ่นราวคราวปู่กันเลยทีเดียว นักการเมืองคนแล้วคนเล่าเติบโตจากพรรคการเมืองแห่งนี้ หลายท่านล่วงลับกันไปหลายท่านดำรงอยู่เป็นปูชนียบุคคล เมื่อถึงวันครบรอบก่อตั้งพรรค จึงมีการชุมนุมของผู้อาวุโสทางการเมืองมากหน้าหลายตา ถึงได้บอกว่า นี่เป็นสถาบันทางการเมืองไปแล้ว


          แต่การยกระดับให้เป็นสถาบันทางการเมืองเกือบจะล่มสลายหายไปจากสารบบพรรค เห็นเป็นช่วงการต่อสู้ทางการเมืองกับพรรคการเมืองที่เกิดขึ้นมาใหม่อย่างพรรคไทยรักไทย ของ ทักษิณ ชินวัตร ตอนนั้นรัฐธรรมนูญมีการบัญญัติกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและมีบทลงโทษเกี่ยวกับการยุบพรรค ปรากฏว่า มีการหาช่องทางฟ้องร้องกันไปมาถึงขั้นให้ยุบพรรค

          ประชาธิปัตย์ก็ติดบ่วงแห่งคำร้อง แต่ในที่สุดรอดสันดอนชนิดคอการเมืองเป่าปากโล่งใจ สามารถรักษาสภาพพรรคให้ยืนหยัดอยู่ต่อไปได้ ฝ่ายร้องให้ยุบพรรคก็ไม่พอใจจึงให้ฉายาเป็น "พรรคแมลงสาบ” แบบว่า เกิดง่ายตายยากอะไรทำนองนั้

          มาถึงการเมืองพ.ศ.นี้ มีอะไรต่อมิอะไรอยู่เหนือขอบเขตการควบคุม ทั้งการเกิดขึ้นใหม่ของพรรคการเมืองต่างๆ และความมีอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งดูจะเป็นแค่คำพูดหล่อๆ แต่ไม่สามารถนำมาสร้างความรักและศรัทธาพรรคการเมืองดำรงอยู่ต่อไป

          พรรคการเมืองจึงเหมือนเป็นแค่ตราประทับติดหน้าอกเสื้อของนักการเมืองแค่เป็นคนมีสังกัดให้ถูกต้องตามกรอบกติกากฎหมายรัฐธรรมนูญเท่านั้นเอง ไม่ใช่ภาพของสถาบันทางการเมืองให้มั่นคงแข็งแรงเหมือนคนรุ่นก่อนเคยทำไว้

          “ถือเป็นสัจธรรมครับ ไม่มีอะไรจีรังยั่งยืน สรรพสิ่งย่อมมีการเปลี่ยนแปลง อยู่ที่จะมาช้าหรือเร็ว”

          หากแต่สัญญาณสั่นไหวเริ่มมาตั้งแต่การเปลี่ยนผ่านหัวหน้าพรรคจาก "บัญญัติ บรรทัดฐาน” มาเป็น "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” กอปรกับแกนนำพรรคบางส่วนออกไปเคลื่อนไหวนอกสภาขับไล่รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ในนามมวลมหาประชาชน ความไม่เป็นเอกภาพต่างคนต่างเคลื่อนไหว มองหลักการประชาธิปไตยไปคนละแบบ

          กระทั่งมาถึงการเลือกตั้งเมื่อเดือนมีนาคม ปีที่ผ่านมา ประชาธิปัตย์ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรคอภิสิทธิ์ ต้องพ่ายแพ้หมดรูปในสนามเลือกตั้งเขตกทม. และประกาศแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออก จนมีการเปิดแข่งขันชิงหัวหน้าพรรคคนใหม่ โดย จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏิ ได้เป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่

          ขณะที่ผู้เข้าแข่งขันชิงตำแหน่งอย่าง พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค, กรณ์ จาติกวณิช ลาออกจากพรรคไปแล้ว และก็ยังมีรายอื่นตามมาอีก อย่างเช่น อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ที่มีข่าวจะจับมือ "กรณ์” ตั้งพรรคการเมืองใหม่

          หรือนึกถึงคนเก่าแก่กว่านั้นคงต้องเป็น สุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำมวลมหาประชาชน ที่เคยเคียงบ่าเคียงไหล่ ชวน หลีกภัย, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ประกาศไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมืองแต่ก็ยังเป็นที่ปรึกษาให้แก่พรรครวมพลังประชาชาติไทย โดยมีอดีต ส.ส.ปชป.ร่วมด้วย โดยเฉพาะ หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ที่เพิ่งลาออกจากปชป.มาเมื่อไม่นานนี้ ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน "ลัทธิชังชาติ” ในปัจจุบัน

          จึงต้องกลับไปที่คำกล่าวข้างต้น “พรรคพระแม่ธรณีบีบมวยผม จะกลับคืนสู่ความสงบยั่งยืนสถาพรให้สมกับความเป็นสถาบันการเมืองยาวนาน 73 ปี ได้หรือไม่"

          เข้าใจดีครับ ต่อความพยายามรีแบรนด์ปชป.สร้างคนรุ่นใหม่ จะเป็นทีมอเวนเจอร์ หรือยุวประชาธิปัตย์หรืออะไรก็ตาม แต่การบริหารพรรคพร้อมกันไปกับการบริหารบ้านเมืองในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นับตั้งแต่ “จุรินทร์” ขึ้นมาเป็นแม่ทัพ ก็ยังไม่ตอบโจทย์ เหตุใดคนในอยากออกคนนอกไม่อยากเข้า !?!

เพื่อไทย ขาลง

16 มกราคม 2563 - 08:34 น.
พรรคเพื่อไทย,สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์,พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา

เพื่อไทย ขาลง โดย...ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

          ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว ก่อนการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทยมีคะแนนนิยมจากการสำรวจของนิด้าโพล ประมาณ 32%  ในขณะที่ผลการสำรวจความนิยมทางการเมืองรายไตรมาสครั้งที่หนึ่งเมื่อปลายเดือนธันวาคมที่ผ่านมา คะแนนนิยมพรรคเพื่อไทยมีเพียง 19% ซึ่งน้อยกว่าพรรคอนาคตใหม่ประมาณ 11 %

          สำหรับผลการเลือกตั้งเมื่อ 24 มีนาคม 2562 พรรคเพื่อไทยได้จำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรมากที่สุด โดยมีคะแนนป๊อปปูลาร์โหวต จากทั้งประเทศเป็นอันดับสองประมาณ 7.9 ล้านเสียง ซึ่งน้อยลงกว่าการเลือกตั้งในปี 2554 ที่เคยได้ 15.7 ล้านเสียง  อย่างไรก็ตามหลังจากที่พรรคเพื่อไทยไม่สามารถรวบรวมคะแนนเสียงเพื่อจัดตั้งรัฐบาลในปี 2562 ได้ จึงกลายเป็นพรรคแกนนำฝ่ายค้าน โดยมี นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ เป็นผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และคุณหญิง สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรค

          ในการเลือกตั้งซ่อมที่ จ.ขอนแก่น เมื่อปลายปี 2562 พรรคเพื่อไทยพ่ายแพ้ให้พรรคพลังประชารัฐ ทั้งๆ ที่ พื้นที่นี้เป็นฐานคะแนนเสียงของพรรคเพื่อไทยมาเป็นเวลานาน และส่งผลให้คุณหญิงสุดารัตน์ ลาออกจากการเป็นประธานยุทธศาสตร์ของพรรค เปิดช่องให้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง แสดงบทบาทนำในพรรคแทน (ทำไมไม่ใช่หัวหน้าพรรคสมพงษ์ อมรวิวัฒน์?) ในขณะเดียวกันการโหวตลงคะแนนเสียงในสภาหลายครั้งที่ผ่านมาดูเหมือนว่าจะมีงูเห่าที่เปิดเผยตัวอย่างชัดเจนและที่ยังไม่เปิดเผยตัวอาศัยอยู่ในพรรคเพื่อไทยจำนวนหนึ่ง (บางกระแสคาดการณ์ว่าจะมีประมาณ 10–20 คน) งูเห่าเหล่านี้มีทั้งที่โหวตสวนมติพรรค (แสดงตนชัดเจน) และกลุ่มตัดสินใจไม่โหวตใดๆ (น่าจะมีความละอายใจอยู่เล็กๆ)

          คะแนนที่หายไปเกือบ 8 ล้านเสียง ผลโพลล์ที่แสดงให้เห็นถึงคะแนนนิยมที่ลดลง ความขัดแย้งภายในพรรค ที่ออกมาตามหน้าสื่อรวมถึงพฤติกรรมงูเห่าของสมาชิกพรรคบางคนทำให้เกิดคำถามว่าพรรคเพื่อไทยอยู่ในช่วงขาลงจริงหรือ? อะไรคือปัจจัยที่สำคัญที่ทำให้พรรคดูอ่อนแอลง

          ประเด็นแรก พรรคเพื่อไทยวางยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพลาดจุดเดียวทำให้แพ้ทั้งกระดาน การแบ่งออกเป็นหลายพรรคแต่เป็นพันธมิตรกัน ไม่ว่าจะเป็นพรรคเพื่อชาติ พรรคไทยรักษาชาติ  เป็นยุทธศาสตร์ที่ถูกต้องหากจะเอาชนะภายใต้รัฐธรรมนูญปัจจุบัน  แต่ข้อผิดพลาดคือกลยุทธ์การเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีที่มิบังควรของพรรคไทยรักษาชาติจนนำไปสู่การถูกยุบพรรคและการถูกตัดสิทธิทางการเมืองของแกนนำพรรคจำนวนหนึ่ง ข้อผิดพลาดเชิงกลยุทธ์ที่ตามมาคือการเทคะแนนของพรรคไทยรักษาชาติให้พรรคอนาคตใหม่และการเสนอชื่อหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสภา ซึ่งในที่สุดกระแสพรรคอนาคตใหม่ก็แรงขึ้นอย่างรวดเร็วและกลายมาเป็นคู่แข่งที่สำคัญที่สุดของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้และอาจรวมถึงในอนาคตด้วย

          ประเด็นที่สอง พรรคเพื่อไทยถูก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐ แย่งฐานคะแนนเสียงดั้งเดิมของพรรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับรากหญ้าที่เป็นฐานคะแนนเสียงที่สำคัญตลอดระยะเวลาเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเกิดจากอดีตแกนนำพรรคเพื่อไทยกลุ่มหนึ่งย้ายไปสังกัดพรรคพลังประชารัฐ พร้อมทั้งนำเสียงสนับสนุนตามไปด้วย และอีกส่วนหนึ่งคือนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมามุ่งเอาใจคนรากหญ้า เช่น โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เป็นต้น ทำให้คะแนนจากกลุ่มคนรากหญ้าจำนวนหนึ่งหันไปสนับสนุนนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์

          ประเด็นที่สามคือกระแสข่าวมากมาย (ไม่รู้จริงหรือเปล่า) ว่าคนแดนไกลถอดใจแล้ว เพราะมองออกว่าในระยะเวลา 5 ปีจากนี้ (2562) เป็นเรื่องยากที่พรรคเพื่อไทยจะเอาชนะ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ว่าจะเป็นด้วยเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญและนโยบายของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ที่มุ่งชิงคะแนนเสียงคนรากหญ้ามาจากพรรคเพื่อไทย จึงทำให้คนแดนไกลลดบทบาททางการเมืองของตัวเองลงและไปมุ่งเน้นทำธุรกิจในต่างแดนมากขึ้น (ไม่มั่นใจว่าลดการสนับสนุนพรรคในด้านอื่นๆ ด้วยหรือเปล่า) ในประเด็นที่เกี่ยวกับคนแดนไกลนี้มีอีกสิ่งหนึ่งที่รอคอยการพิสูจน์ คือพรรคเพื่อไทยจะสามารถมีความเป็นสถาบันได้หรือไม่หากขาดคนแดนไกล หรือจะเป็นเพียงแค่พรรคเฉพาะกิจที่มีระยะยาวหน่อยแต่ไม่สามารถสร้างความเป็นสถาบันอย่างพรรคประชาธิปัตย์ได้

          ประเด็นที่สี่ คือ พรรคเพื่อไทยขาดผู้นำที่มีบารมีที่แท้จริง ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากการลดบทบาททางการเมืองของคนแดนไกลและไม่ได้ชี้ชัดว่าจะให้ใครจะนำพรรคแทน เมื่อมองเข้าไปในพรรคเพื่อไทยจะพบว่าแม้ว่านายสมพงษ์จะเป็นหัวหน้าพรรคแต่กลับไม่เคยมีบทบาทนำพรรคเลยและไม่รู้ว่าสามารถทำงานร่วมกับเลขาธิการพรรค น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ได้หรือเปล่า ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์ ที่พยายามแสดงบทบาทนำในพรรคในขณะที่เป็นประธานยุทธศาสตร์พรรคก็ถูกเตะตัดขาจากสมาชิกพรรคบางส่วน จนทนไม่ได้และมีกระแสข่าวทิ้งพรรคตลอดเวลาในช่วงหลังการแพ้เลือกตั้งที่ขอนแก่น ในที่สุดคนที่กำลังแสดงบทบาทนำของพรรคในปัจจุบันกลับกลายเป็น ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง จอมเก๋าทางการเมืองที่รู้ว่าเมื่อไรควรแสดงบทบาททางการเมืองและเมื่อไรควรสงบปากสงบคำ หายไปจากหน้าสื่อสักพักหนึ่ง อย่างไรก็ตามยังไม่มั่นใจว่า ร.ต.อ.เฉลิม จะรอดจากการถูกสมาชิกพรรคต่อต้านหรือไม่ คงต้องรอดูกันอีกระยะหนึ่ง

          ประเด็นที่ห้า สมาชิกพรรคจำนวนหนึ่งทนไม่ได้กับการเป็นฝ่ายค้าน (ไม่รู้ว่าเพราะนึกถึงอมตะวาจาของอดีตนักการเมืองคนหนึ่งที่บอกว่า “เป็นฝ่ายค้านแล้วอดอยากปากแห้ง” หรือเปล่า) จึงเกิดงูเห่าขึ้นในพรรค ไม่ว่าจะเป็นประเภทเปิดเผยหรือซ่อนเร้น เพราะการเป็นฝ่ายค้านนั้นยากต่อการทำงานเพื่อพัฒนาพื้นที่เขตเลือกตั้งของตนเอง แต่ถ้าเป็นฝ่ายรัฐบาลก็จะสามารถเจรจานอกรอบ (หรือลับๆ) เพื่อหางบประมาณมาลงในพื้นที่รวมถึงผลักดันนโยบายต่างๆ ได้คล่องตัวมากยิ่งขึ้น (สรุปคือทุกคนแย่งกันเป็นรัฐบาล)

          ประเด็นสุดท้าย บทบาทการเป็นแกนนำฝ่ายค้านของพรรคเพื่อไทยยังไม่เฉียบคม รวมถึงยังไม่โดนใจประชาชน เพราะดูเหมือนว่าจะเล่นบทเดิมๆ ยังไม่สามารถหาประเด็นสำคัญๆ ที่สามารถมัดรัฐบาลจนดิ้นไม่หลุด แต่กลับพูดถึงเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับการทำงานของรัฐบาลชุดปัจจุบันเลย หรือเปิดประเด็นที่ทำให้คนฟังหัวเราะว่า เก่าไปมั้ง!

          อย่างไรก็ตามต้องยอมรับว่าประเด็นหนึ่งที่แกนนำพรรคเพื่อไทยส่วนใหญ่ (ไม่ใช่ทั้งหมด) ทำถูกต้องในเชิงกลยุทธ์ในขณะนี้คือการไม่ประกาศสนับสนุนการเมืองนอกสภาของพรรคอนาคตใหม่ แม้ว่าจะมีสมาชิกพรรค หรือแกนนำพรรคบางคนทะเร่อทะร่า กระโดดเข้ารวมวงในบางกิจกรรม เพราะการเข้าร่วมกิจกรรมนอกสภานั้นออกจะสุ่มเสี่ยงต่อการกระทำผิดกฎหมายในบางเรื่องหากพลาดขึ้นมา ฉะนั้นแนวทางที่ดีที่สุดคืออยู่เฉยๆ รอเก็บตกผลประโยชน์จากความผิดพลาดของทั้งฝ่ายพรรคอนาคตใหม่และรัฐบาลดีกว่า อย่างน้อยหากมีพรรคการเมืองถูกยุบก็อาจจะมีส้มหล่นมาบ้าง...

          ช่วงนี้ว่างๆ นอกจากจะอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลแล้ว (ซึ่งก็รู้อยู่แล้วว่าผลจะเป็นอย่างไร) ก็คุยกันให้รู้เรื่องว่าใครควรจะนำพรรคที่แท้จริง หากช้าเดี๋ยว ร.ต.อ. เฉลิม จะยึดพรรคเอา…

 

ครอบครัวประชาธิปไตย ความสุขจากคนรอบข้าง

16 มกราคม 2563 - 09:30 น.
ภูมิธรรม เวชยชัย,ครอบครัวประชาธิปไตย

          ตั้งแต่พ้นตำแหน่งเลขาธิการพรรคเพื่อไทยที่อยู่มาหลายปี “พี่อ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย หน้าตาสดใส มีเวลาเป็นของตัวเองมากขึ้น

          แต่ถึงอย่างไร ใช่จะไร้ตำแหน่งในพรรค

          ยังมีตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เป็นที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน แถมยังต้องรับหน้าที่ประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้านอีกด้วย

          “พี่อ้วน” เลยต้องมีนัดหมายประชุมแทบทุกวันอยู่ดี

          แต่เจ้าตัวยืนยันว่าตอนนี้มีเวลาว่างมากขึ้นกว่าตอนเป็นเลขาธิการพรรคเยอะ มีเวลาให้แก่ครอบครัวมากกว่าเดิม

          ทำให้มีเวลาดูแลตัวเองมากยิ่งขึ้น ก่อนหน้านี้แม้มีปัญหาสุขภาพแต่ด้วยภาระงานที่รัดตัวทำให้ไม่ได้ดูแลตัวเองเท่าที่ควร

          ตอนนี้แบ่งเวลาสำหรับการออกกำลังกายชัดเจน

          ต้องมีเวลาเดินสายพานอย่างน้อยวันละ 30 นาที ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ก็จะชวนครอบครัว ภรรยาและลูกสาวไปเดินออกกำลังกายที่สวนรถไฟ อย่างน้อย 1-2 ชั่วโมงต่อครั้ง

          ที่น่าอิจฉากว่านั้น ครอบครัว “เวชยชัย” เป็นครอบครัวประชาธิปไตย

          มักหยิบยกปัญหาบ้านเมืองมาพูดคุยกันเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเปิดกว้าง และเคารพความเห็นซึ่งกันและกัน มีประเด็นการเมืองอะไรขึ้นมา ลูกสาวคนกลางที่อยู่ด้วยกันจะหยิบมาพูดคุยสะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมมีความคิดเห็นประเด็นนั้นๆ อย่างไร

          ทำให้ “ภูมิธรรม” รับรู้กระแสสังคมไม่ตกกระแส

          ถือเป็นกระจกเงาสำหรับทำงานการเมือง

          ความสุขที่สุดคือคนในครอบครัวเข้าใจการทำงานและเป็นแรงหนุนให้ทำหน้าที่

          เวลานี้ถ้ามีนัดกินข้าวกับใครก็ตาม เลือกได้ “พี่อ้วน” จะนัดกินข้าวเที่ยงหรือจิบน้ำชายามบ่าย เพราะมื้อเย็นถ้าไม่จำเป็นจริงๆ จะเป็นเวลาของครอบครัว เมื่อกินข้าวกันแล้วจะได้มีเวลาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เต็มที่

          หลังจากคุยเต็มที่แล้วเวลา 4 ทุ่มจะเป็นเวลาส่วนตัว “พี่อ้วน” จะรีแล็กซ์ด้วยการฟังเพลง เพื่อเป็นการผ่อนคลายและปล่อยจิตใจให้ล่องลอยไปตามเสียงเพลง

          เพลงส่วนใหญ่จะเป็นทั้งเพลงไทยและเพลงสากล แต่เน้นเป็นเพลงยุค 60-70 ศิลปินที่ฟังเป็นประจำต้องยกให้ “ทูล ทองใจ-สมยศ ทัศนพันธ์-ดิอิมพอสซิเบิ้ล-จํารัส เศวตาภรณ์-เท่ห์ อุเทน พรหมมินทร์”

          แต่เจ้าตัวบอกแม้เป็นนักฟังเพลง แต่ไม่ชอบร้องเพลง เพราะคิดว่าไม่มีพรสวรรค์ในด้านนี้

          ส่วนเรื่องอาหารการกิน ครอบครัวเวชยชัย จะหาเวลากินข้าวด้วยกันเป็นประจำ

          นอกจากกินอาหารด้วยกันที่บ้านแล้วจะหาเวลาไปกินข้าวนอกบ้านเดือนละ 1 ครั้ง ที่ไหนว่าดีว่าอร่อยเป็นต้องไปลอง ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย ญี่ปุ่น เวียดนาม อิตาลี 

          ได้ทำงานที่รักที่ชอบ มีคนรอบข้างที่เข้าใจ...ชีวิตแบบนี้น่าอิจฉาสุดๆ

เปิดอ่าน 247 ครั้ง

คลุกวงใน วันพฤหัสบดีที่ 16 มกราคม 2563 โดย...  พญาเสื


          หนังสือพิมพ์คมชักลึก ลึกกว่าข่าว 00000 "พญาเสือ” มาประจำการที่เก่าเวลาเดิม ที่เพิ่มเติมคือความลึกของข่าว ขุดคุ้ยทุจริตคิดมิชอบมารายงานคนอ่าน 

          00000 ในที่สุด “เพื่อไทย” ก็ทะเลาะกันเองเรื่องยื่น ซักฟอกรัฐบาลลุงตู่ เพราะฝ่าย “สารวัตรเหลิม อยู่บำรุง” เคาะแค่ 5 เสือ คสช. ไล่ไปตั้งแต่ นายกฯ ลุงตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา มท.1 วิษณุ เครืองาม รองนายกฯ สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ และ ดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ เท่านั้น 

          00000 แต่ปรากฏว่า ส.ส.เพื่อไทย ก๊วนหญิงหน่อย สุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคไม่เอาด้วย ขอเติมอีก ป. คือ ป.ป้อม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ อีกคน จะได้ครบ 3 ป. เพราะของเดิมมีแค่ 2 ป. มันก็กลายเป็นเรื่องสิ 

          00000 "พญาเสือ” ว่าเป็นเรื่องเพราะ ทักษิณ ชินวัตร มอบหมายให้ สารวัตรเหลิม นั่งหัวโต๊ะเป็นประธานในการซักฟอกรัฐบาล ฉะนั้นทีม “สารวัตรเหลิม” ที่มี “เสี่ยอ้วน” ภูมิธรรม เวชยชัย เป็นเลขาคณะ เมื่อได้ข้อสรุปได้ข้อยุติอย่างไรต้องว่าตามนั้น 

          00000 แต่ก็อย่างว่า ขั้วคุณหญิงหน่อย ที่ไม่พอใจบทบาท “สารวัตรเหลิม” ในตัว จึงออกลูกไม่เห็นด้วย อยากเติมชื่อ บิ๊กป้อม เข้าไปด้วย เพราะก็คือพี่ ใหญ่ ของ นายกฯ ลุงตู่ และ ลุงป๊อก มันเลย มีการปล่อยข่าวว่า มีการไป "รับงาน” มา จึงขีดชื่อ ลุงป้อม ออกว่าอย่างนั้น ซึ่งเรื่องนี้ต้องรอ “สารวัตรเหลิม” ชี้แจง พญาเสือ ไม่รับประกันใครทั้งนั้น แต่ข่าววงในของ พญาเสือ ที่ได้มาในทำนองว่า วันนี้ การเปิดชื่อรัฐมนตรี ว่าจะอภิปรายใครบ้างนั้น เป็นการ "เคาะกะลา” ใคร รัฐมนตรีคนไหนที่ไม่อยากถูกอภิปรายจะต้องวิ่งไปหา "เสียงกะลา” ที่เขาเคาะเรียก

          00000 จำได้ไหมก่อนหน้าที่ “สารวัตรเหลิม” จะเข้ามา มีการเคาะชื่อ รัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลด้วย แต่ต่อมาปรากฏว่า ชื่อรัฐมนตรีบางพรรค หายไปเฉยๆ นี่กระมังที่ ส.ส.พรรคเพื่อไทย แอบไปรู้ทันกันว่า เฮ้ย มีแบบนี้ด้วยหรือ พอทราบข่าวว่ามีการ “รับงาน” เลยอยากจะเอาบ้าง แบ่งกันบ้าง สุดท้ายการอภิปรายไม่ไว้วาวงใจก็กลายเป็นเรื่องของ “หมากับกะลา” เสียนี่ 

          00000 "พญาเสือ” ยังไม่เชื่อข่าวลือข่าวลวง แต่ขอบอกว่า ผิดหวังอย่างแรง หากฝ่ายค้านโดย พรรคเพื่อไทย จะเล่นการเมืองแบบนี้ เพราะว่าการอภิปรายไม่ไว้วางใจตาม รัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นกระบวนการตรวจสอบและ คานอำนาจ เป็นบทบัญญัติที่ ศักดิ์สิทธิ์ ที่รัฐธรรมนูญเปิดช่องให้ฝ่ายค้าน แต่มาทำเป็น "เด็กเล่นขายของ” เท่ากับว่า ฝ่ายค้าน กำลังฆ่าตัวตายแน่นอน 

          00000 แต่ไม่ว่าจะอย่างไร “พญาเสือ” เห็นว่า รัฐธรรมนูญ ให้สิทธิ์ฝ่ายค้านก็จริง และปฏิทินการเมือง บังเอิญว่า ปีนี้ 2563 ตามปฏิทินสภา ฝ่ายค้านได้สิทธิ์อภิปรายไม่ไว้วางใจ ถึง 2 ครั้ง จึงอยากให้ฝ่ายค้าน “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” รออภิปรายทีเดียวปลายปี รอให้รัฐบาล "สะดุด” เสียก่อน เพราะว่ารัฐบาล เพิ่งทำงานมา 5 เดือน ยังไม่ได้ทุจริต ยังไม่ได้ใช้ งบประมาณปี 2563 เลย จะเอาอะไรไปอภิปราย หากจะอภิปราย 5 ปี ของคสช. ไม่น่าจะเกี่ยวข้อง กัน อย่าลืมว่าการอภิปรายไม่ได้ขึ้นกับจำนวนมือ จำนวน ส.ส.ที่ยกกันในสภา แต่ขึ้นกับ ประชาชนคนดู หากไม่มีข้อมูลใหม่ มีแต่เรื่องเก่าๆ ประชาชนจะเบื่อหน่าย 

          00000 ยกตัวอย่างจะอภิปราย “ลุงป้อม” โครงการ จัดซื้ออาวุธ ซื้อเรือดำน้ำ ซื้อเครื่องบิน ซื้อรถถัง ก็เป็นเรื่องเก่า เว้นแต่บางเรื่อง ที่ตั้งงบประมาณผูกพัน แต่ก็ยังไม่เห็นว่า บกพร่องหรือทุจริตตรงไหน หรือจะ อภิปรายเรื่องส่วนตัว เรื่องงบโฆษณาในช่อง 5 ก็ต้องดูว่าเหมาะสมหรือไม่ คือแทนที่ ฝ่ายค้าน จะได้คะแนนเสียง กลับจะเสียคะแนนเสียเอง และคนที่จะเสียหายที่สุดคือ “สารวัตรเหลิม” นั่นเอง 00000

การเมือง

ปิยบุตร-ทิม-ช่อ พร้อมถูกส่งตัว ตร.คดีแฟลชม็อบ

15 มกราคม 2563 - 21:20 น.
ปิยะบุตร,พร้อมถูกส่งตัว ตร,คดีชุมนุม,สกายวอล์ค,สมัยประชุม,เอกสารสิทธิ์,คุ้มครองสส,แฟลชม็อบ

"ปิยบุตร-ทิม-ช่อ" พร้อมถูกส่งตัว ตร.คดีชุมนุม "สกายวอล์ค" ชี้การชุมนุมเป็นสิทธิ์ รธน.รับรอง ลั่นพร้อมสู้เคียงข้างปชช. สภาลงมติยันหลักการเอกสิทธิ์คุ้มครองส.ส.

วิธีลดน้ำหนักทันที สูตรลดน้ำหนักแบบง่ายๆ
ก่อนอาหารคุณจะต้อง...

          เมื่อวันที่ 15 มกราคม ที่รัฐสภา (เกียกกาย) ในวาระด่วน หนังสือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ขออนุญาตเรียกตัวนายปิยบุตร แสงกนกกุล นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไปสอบสวนคดีอาญาในสมัยประชุม ในดคีการชุมนุมแฟลชม็อบ ที่สกายวอล์คแยกปทุมวัน ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 125 ให้ความคุ้มกันสมาชิกรัฐสภานั้น มีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวนมากร่วมอภิปราย โดยยืนยันไม่ส่งตัวไปดำเนินคดีดังกล่าว 

          นายปิยบุตร กล่าวว่า การชุมนุมเป็นเสรีภาพที่รับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ เป็นเสรีภาพที่สำคัญอย่างยิ่งในระบอบประชาธิปไตย แต่การชุมนุมที่สกายวอร์คครั้งนี้ ถูกเจ้าหน้าที่กล่าวโทษว่าเป็นการชุมนุมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย มีพี่น้องประชาชนถูกดำเนินคดีจำนวนมาก ตนยืนยันว่า การบังคับใช้ พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ พ.ศ.2558 ต้องใช้ไปในทิศทางที่เป็นคุณต่อการใช้เสรีภาพการชุมนุม ไม่ใช่ใช้ไปจนกลายเป็น พ.ร.บ.สกัดกั้นการชุมนุม หรือ พ.ร.บ.ห้ามชุมนุมสาธารณะ และการใช้กฎหมายนี้ต้องใช้อย่างเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ใช่นำกระบวนการทางกฎหมาย การดำเนินคดี เป็นเครื่องมือสกัดกั้นเสรีภาพ หรือตั้งข้อกล่าวหาจนเป็นชนักปักหลัง จนคนกลัว ไม่กล้าชุมนุมที่จะใช้เสรีภาพเพราะจะถูกดำเนินคดี 

          นายปิยบุตร กล่าวอีกว่า ตนทราบดีว่าความคุ้มกันเป็นสิ่งที่รัฐธรรมนูญมอบให้กับสมาชิกรัฐสภา เป็นเรื่องสำคัญป้องกันการกลั่นแกล้ง และในทางปฏิบัติก็ไม่เคยอนุญาตให้กับสมาชิกในการไปถูกดำเนินคดี ตามกฎหมายรัฐธรมนูญ ความคุ้มกันมอบให้กับตำแหน่ง มิใช่ของส่วนบุคคล ซึ่งการที่ ส.ส.จะลุกขึ้นมาสละ ซึ่งจะสละได้ก็คือการลาออก อย่างไรก็ตามความคุ้มกันจะเอามาใช้ไม่ได้ ถ้าสภาแห่งนี้มีมติให้ส่งตัวไปหรือมีมติเป็นอย่างอื่นตนขอขอบคุณเพื่อนสมาชิกที่อภิปรายยืนยันหลักการเรื่องความคุ้มกัน และธรรมเนียมปฏิบัติที่ผ่านมา แต่ขอยืนยันว่าตนและเพื่อนสมาชิกคือ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และนางสาวพรรณิการ์ วานิช เรายืนยันด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าพร้อมไปรายงานตัว และพร้อมที่จะเข้าสู่กระบวนการสืบสวนสอบสวนต่อไป

         "เพราะเราเชื่อมั่นในเสรีภาพการชุมนุมตามที่รัฐธรรมนูญรับรอง และพร้อมจะเดินเคียงข้างกับประชาชนจำนวนมากที่ออกมาชุมนุมแสดงความไม่พอใจต่อความอยุติธรรม เราพร้อมถูกดำเนินคดี สืบสวน สอบสวน เคียงข้างประชาชนจำนวนมากที่ถูกดำเนินคดีอยู่ และเขาปราศจากความคุ้มกัน เพราะเขาไม่ได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอบคุณในน้ำใจไมตรีสมาชิกทุกท่าน แต่ขอยืนยันความบริสุทธิ์ใจ และเจตจำนงของเราทั้ง 3 คนไว้ในสภาแห่งนี้" นายปิยบุตร กล่าว 

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า แม้เจ้าตัวจะแสดงเจตจำนงดังกล่าว แต่อย่างไรก็ตามตามข้อบังคับการประชุม ก็ต้องขอมติจากที่ประชุมว่า เห็นควรอนุญาตให้พนักงานสอบสวน เรียกตัวบุคคลทั้ง 3 ไปดำเนินคดีอาญาในระหว่างสมัยประชุม ตามที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีหนังสือขอตัวมาได้หรือไม่ ทั้งนี้ ผลการลงมติปรากฏว่า เสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย 368 เสียง ไม่อนุญาตส่งตัวทั้ง 3 คน ไปสอบสวนคดีอาญาในสมัยประชุม

คนในข่าว

'แพรพลอย' เรียนดี กิฬาเด่น...วาดฝันสู่อาชีพ นวดไทย

16 มกราคม 2563 - 00:05 น.
นวดไทย,เรียนดี,กิฬาเด่น,แพรพลอย

'แพรพลอย' เรียนดี กิฬาเด่น สมาคมซอฟท์เทนนิส คนล่าสุด วาดฝันก้าวสู่อาชีพนวดไทย เรื่อง/ภาพโดย...ชลธิชา ศรีอุบล

           “น้องแพร” นางสาวแพรพลอย มหานิล นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นักกีฬาซอฟท์เทนนิส เยาวชนทีมชาติไทย ได้รับคัดเลือก “นักกีฬาดีเด่น สมาคมซอฟท์เทนนิส”จัดโดยสมาคมกีฬาแห่งประเทศไทย ประจำปี2562คนล่าสุด สาวน้อยเมืองกล้วยไข่ บุตรของนายแพทย์นภดล ลุประสงค์ และนางบุปผชาติ มหานิล

นางสาวแพรพลอย มหานิล

          แพรพลอย เล่าว่า สำหรับรายการแข่งขันและรางวัลที่ผ่านมา รองชนะเลิศอันดับ 1 หญิงเดี่ยว และหญิงคู่ การแข่งขันกีฬาซอฟท์เทนนิสชิงชนะเลิศแห่งเอเชียครั้งที่ 1 ประเทศฟิลิปปินส์ รองชนะเลิศอันดับ 2 หญิงเดี่ยวThe3rd World Junior Soft Tennis Championshipsณ เมืองSuncheonสาธารณรัฐเกาหลี 4 เหรียญทอง ประเภท หญิงเดี่ยว หญิงคู่ หญิงผสม ทีมหญิง รายการเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 34 น่านเกมส์ นักกีฬาดีเด่น รายการเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 34“น่านเกมส์ 3 เหรียญทอง ประเภท หญิงเดี่ยว คู่ผสม ทีม 1 เหรียญ4เงิน ประเภทคู่ นักกีฬาดีเด่น รายการเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 35“บุรีรัมย์เกมส์”

 

 
 

         แพรพลอย เล่าว่า ถึงจุดเริ่มต้นของการเล่นกีฬาว่า เพราะป่วยเป็นโรคหอบ คุณพ่อและคุณแม่อยากให้หายจากอาการป่วย จึงอยากให้เล่นกีฬา ซึ่งตอนนั้นลูกพี่ลูกน้องได้ลงเรียนการเล่นเทนนิสแล้วไม่ไปเรียน ตนเองจึงลงเรียนตามจึงเริ่มเล่นเทนนิสตั้งแต่6ขวบ และเล่นเรื่อยมาจนถึงอายุ12ปี หลังจากนั้นโค๊ชที่สอนตนเองได้เปลี่ยนมาสอนซอฟท์เทนนิส

       "แพรพลอยจึงเปลี่ยนจากการเล่นเทนนิสมาเป็นซอฟต์เทนนิสตอนอายุ15ปี และได้เข้าร่วมการแข่งขันตามรายการต่าง ๆ จนได้รับคัดเลือกเป็นนักกีฬาซอฟท์เทนนิสจังหวัดกำแพงเพชร และได้มีโอกาสเข้ารับการคัดเลือกเป็นนักกีฬาซอฟท์เทนนิส เยาวชนทีมชาติไทย จนถึงปัจจุบัน" แพรพลอย  ย้อนอดีต

        “บางคนมองว่า เล่นกีฬาจะทำให้เสียการเรียน ซึ่งตนเองเป็นอีกคนที่ขอพิสูจน์ ถ้าทุกคนรู้จักการจัดสรรเวลา ไม่มีทางเสียการเรียน เล่นกีฬายังส่งผลต่อสุขภาพของเราอีกด้วย และทุกครั้งที่ออกแข่งขันตามรายการต่าง ๆ ได้รับมิตรภาพจากเพื่อน ๆ” แพรพลอย กล่าว

         "แม้ซ้อมกิฬาหนัก แต่ผลการเรียนเทอมที่ผ่านมา แพรพลอยได้เกรดเฉลี่ย 3.2 แบ่งเวลาในการซ้อม 3 วัน 18.00–20.00 น. วันจันทร์–วันพุธ ซ้อมที่สนามกีฬาของมหาวิทยาลัย ส่วนในช่วงของการเก็บตัวรายการแข่งขันชิงแชมป์โลก ซ้อมที่สมาคม " แพรพลอย เล่าด้วยรอยยิ้ม 

 

                 

 

         เส้นทางชีวิตของแพรพลอย หลังสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนกำแพงเพชรพิทยาคม สายวิทย์–คณิต จังหวัดกำแพงเพชร ได้รับโควต้านักกีฬา เรียนที่สาขาแพทย์แผนไทยประยุกต์ วิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี  ด้วยทางบ้านคุณพ่อ พี่ชาย เป็นแพทย์แผนปัจจุบัน คุณแม่เป็นนางพยาบาล แพรพลอยวาดฝันอยากเรียนเกี่ยวกับแพทย์แผนโบราณ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพในอนาคต

 

 

       “ดีใจที่ยูเนสโก ประกาศขึ้นทะเบียนนวดไทย ซึ่งเป็นการปูทางให้แพรพลอยในการประกอบอาชีพในอนาคต" แพรพลอย กล่าวทิ้งท้าย

 ..............................................................

16 มกราคม 2563

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน