*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3920
  • จำนวนผู้ชม : 2484463
  • จำนวนผู้โหวต : 524
  • ส่ง msg :
  • โหวต 524 คน
<< มกราคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 425 , 20:43:42 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

link@: ปิยบุตร ยังเป็นคนอยู่หรือ? คุณเปลวถาม//

สวัสดีครับ

         ช่วงนี้การเมืองของไทยจะว่าแรงก็แรง จะว่าเบาบางก็เบาๆอยู่ในที สำหรับนายกฯพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ดูจะสบายๆเหมือน

กัน บอกกับผู้สื่อข่าวว่ายังไม่มีการปรับครม.ด้วย ส่วนเรื่องจะไปตอบการอภิปรายไม่ไววางใจรัฐบาลในสภาท่านก็ว่าจะไปเช่นกัน ตั้งแต่

ท่านได้ไปกราบครูของท่านที่โรงเรียนสมันมัธยม  แล้วครูก็เตือนให้ท่านพยายามใจเย็นๆ แล้วท่านก็คงจะเชื่อคุณครูนะครับ

       

ข่าวด่วน

รอฟังแล้วกัน บิ๊กตู่ ย้ำพร้อมแจงศึกซักฟอก

17 มกราคม 2563 - 17:26 น.
ศึกซักฟอก,นายกฯ,บิ๊กตู่,แจงซักฟอก,ประยุทธ์ จันทร์โอชา

นายกฯ ย้ำพร้อมแจงศึกซักฟอก แทงกักดึง กรณ์ จาติกวณิช ร่วม จ่อยกเครื่องทีมเศรษฐกิจ ตั้งบอร์ดขับเคลื่อน เพิ่มอำนาจรองนายกฯ

คลิปที่ 1

               เมื่อวันที่ 17 ม.ค. 2563 เวลา 15.00 น. ที่องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึกในพระบรมราชูปถัมภ์ (อผศ.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับคณะรัฐมนตรี(ครม.) หลังมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ว่า

คลิปที่ 2

               "ยังไม่ทราบ ซึ่งในส่วนของตนก็เตรียมข้อมูลไปอภิปรายตามข้อเท็จจริง ตนเชื่อมั่นว่าสามารถชี้แจงได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้อภิปรายว่าคืออะไร ขอให้รอฟังก็แล้วกัน ซึ่งตอนนี้มีการปล่อยข่าวออกมาวุ่นวายกันหมดแล้ว ทั้งเรื่องการยุบสภาฯ การนำคนนั้นคนนี้มาร่วมงาน ซึ่งตนยังไม่ได้ตัดสินใจอะไรสักอย่าง และยังไม่เจอใครสักคน"

               เมื่อถามว่า หมายถึงนายกรณ์ จาติกวณิช อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็หมายถึงทุกคนนั้นแหละ ซึ่งจะทำอย่างไรได้เมื่อรัฐบาลประกอบไปด้วยพรรคการเมืองมากมาย เรื่องสัดส่วนต่างๆเป็นเรื่องของอนาคต ใครจะมาร่วมหรือไม่เป็นเรื่องของอนาคต เป็นกติกาของแต่ละพรรคการเมือง

               เมื่อถามว่า จำเป็นต้องเสริมทีมเศรษฐกิจใน ครม.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า อยู่ที่กลไกของเรา เพราะวันนี้ต้องยอมรับว่ารองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรี ไม่ได้คุมกระทรวงทั้งหมด เพราะเป็นสัดส่วนตามประชาธิปไตย ครม.ใหม่ก็ต้องทำงานตามกลไกใหม่ เพื่อทำงานร่วมกันได้โดยนำกิจกรรมมาจับ เช่น การมีคณะกรรมการขับเคลื่อนขึ้นมาเป็นวาระแห่งชาติ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีรับผิดขอบเรื่องกรรมการขับเคลื่อนเอสเอ็มอี หรือการลงทุน คล้ายกับการเป็นรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจไปด้วย เป็นรูปแบบของการบริหาร ส่วนจะมีการดึงคนนอกมาร่วมงานด้วยหรือไม่นั้น ยังไม่มี และยังไม่ได้คิดอะไรเลย เฉพาะคนในก็ยังไม่พออยู่แล้ว และต้องรอมติของพรรคการเมืองนั้นด้วย ทั้งพรรคพลังประชารัฐ และพรรคร่วมรัฐบาล รวมทั้งหมด 19 พรรคการเมือง หลายคนก็อยากมีสัดส่วนในครม.

               เมื่อถามว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนหมายความว่าจะมีวาระแห่งชาติในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวยอมรับว่า ก็เป็นไปตามนั้นด้วย และจะต้องมีการหารือและทำงานร่วมกันกับธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย เนื่องจากมีกฎหมายรองรับ เพราะธนาคารแห่งประเทศไทยต้องรักษาเศรษฐกิจมหภาคของเขาด้วย โดยวันนี้ได้เทียบเคียงกับต่างประเทศว่าเหตุที่ตัวเลขเศรษฐกิจเราสูงและต่ำเพราะอะไร อีกทั้งต้องดูว่ารอบบ้านเรามีตัวเลขสูงเพราะอะไร ซึ่งแต่ละประเทศมีความแตกต่างเรื่องระบบ ดังนั้นจะนำมาเทียบเคียงกันคงไม่ได้

               เมื่อถามว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่จะนำสูตรคณิตศาสตร์ ส.ส.7 คนต่อ 1 เก้าอี้รัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มองเช่นนั้น เพราะขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา และถ้าถึงเวลาฝ่ายการเมืองจะไปคุยกันเอง และขณะนี้หลายอย่างก็มีกระบวนการตรวจสอบอยู่มากมาย อีกทั้งหลายพื้นที่ต้องเลือกตั้งใหม่ ตอนนี้ยังไม่นิ่ง เดี๋ยวค่อยว่ากัน จะปรับครม.เมื่อไหร่ก็อีกเรื่องหนึ่ง เป็นไปตามสถานกานณ์ และวันนี้รัฐบาลก็มีผลงานมากพอสมควร

ศาลปค.สูงสุดยกคำขอ เอ็นซีพี ตัดสิทธิ์ประมูลแหลมฉบัง

17 มกราคม 2563 - 16:53 น.
ศาลปกครองสูงสุด,ทุเลาคำสั่ง,เอ็นซีพี,ประมูลแหลมฉบัง,เฟส 3

ศาลปกครองสูงสุด ชี้คำขอของ กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพี ยังไม่เข้าเงื่อนไขศาลปกครองจะมีอำนาจออกคำสั่งทุเลาการบังคับได้

              วันที่ 17 ม.ค. 2563 ที่ศาลปกครอง ถ.แจ้งวัฒนะ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 16 ม.ค.ที่ผ่านมา ศาลปกครองสูงสุด มีคำสั่งให้ยกคำขอของกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพี ที่ขอกำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในการทุเลาการบังคับตามคำสั่งคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งคณะกรรมการฯ ให้กลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพีเป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 ซองคุณสมบัติของผู้ยื่นข้อเสนอโครงการฯ ในการเสนอตัวร่วมลงทุนโครงการท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนท่าเทียบเรือ F จากเดิมที่ศาลปกครองชั้นต้น พิจารณาคำขอของกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพีแล้วมีคำสั่งให้ทุเลาการบังคับคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3

              โดยศาลปกครองสูงสุด เห็นว่า กรณีตามคำขอของกลุ่มกิจการร่วมค้าเอ็นซีพี ยังไม่เข้าเงื่อนไขในการที่ศาลปกครองจะมีอำนาจออกคำสั่งทุเลาการบังคับตามกฎหรือคำสั่งทางปกครองได้ จึงให้ยกคำขอ กำหนดวิธีการชั่วคราวก่อนการพิพากษาในการทุเลาการบังคับตามคำสั่งคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3

              อ่านรายละเอียดคำสั่งศาลปกครองสูงสุดได้ที่นี่ http://bit.ly/370Xktb

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคดีนี้ บริษัท นทลิน จำกัด , บริษัท แอสโซซิเอท อินฟินิตี้ จำกัด , บริษัท พริมา มารีน จำกัด (มหาชน) , บริษัท พีเอชเอส ออแกนิค จำกัด ( โดยบริษัททั้ง 4 แห่ง และบริษัท ไชน่าเรลเวย์ คอนสตรั๊คชั่น คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร่วมกันในนาม กิจการร่วมค้าเอ็นซีพี) ยื่นฟ้อง คณะกรรมการคัดเลือกของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ในส่วนท่าเทียบเรือ F , คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก , คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ในคดีหมายเลขดำ 1986/2562 เรื่องออกคำสั่งโดยไม่ชอบ

              โดยศาลปกครองกลาง ซึ่งเป็นศาลชั้นต้น พิจารณาข้อเท็จจริง เอกสารที่เกี่ยวข้อง และข้อกฎหมายแล้วมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 27 ก.ย.62 เห็นว่า การที่กลุ่มบริษัทในนาม กิจการร่วมค้าเอ็นซีพี ดังกล่าว ระบุรายชื่อ-ตำแหน่งของตัวแทนหรือผู้แทน โดยที่ตัวแทนหรือผู้แทน ไม่ได้ลงลายมือชื่อในช่องที่แบบเอกสารภาคผนวก 16-ฌ กำหนด (แบบเอกสาร 16-ฌ เป็นเอกสารที่ให้สมาชิกผู้ร่วมลงทุนแสดงความรับผิดชอบร่วมกันหรือแทนกัน) แต่กลับลงลายมือชื่อในที่ว่างด้านล่างของแผ่นกระดาษเรียงตามแนวยาวแทนนั้น เป็นเพียงการเสนอรายละเอียดแตกต่างไปจากเงื่อนไขที่กำหนดในแบบเอกสารดังกล่าวในส่วนที่ไม่ใช่สาระสำคัญ ซึ่งเห็นได้ชัดโดยสภาพของเรื่องว่าไม่มีผลทำให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบต่อผู้ยื่นข้อเสนอรายอื่นแต่อย่างใด

              คณะกรรมการคัดเลือกโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 จึงไม่อาจตัดสิทธิกลุ่มบริษัทดังกล่าว จากการเป็นผู้ยื่นข้อเสนอในนาม กิจการร่วมค้าเอ็นซีพี ด้วยเหตุดังกล่าวได้ คำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ที่ให้กิจการร่วมค้าเอ็นซีพี เป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 จึงเป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงให้เพิกถอนคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ที่ให้กลุ่มบริษัทในนาม กิจการร่วมค้าเอ็นซีพี เป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 โดยการเพิกถอนคำสั่งนั้นให้มีผลนับแต่วันที่ออกคำสั่ง คือวันที่ 23 เม.ย.62 และให้คำสั่งของศาลปกครองชั้นต้นที่ให้ทุเลาการบังคับคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ไว้เป็นการชั่วคราวนั้นยังมีผลต่อไปจนกว่าคดีจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด โดยให้ยกฟ้องคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก และคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คำสั่งทางปกครองของคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

              ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะที่ผลคดีนี้ยังไม่ถึงที่สุด คณะกรรมการคัดเลือกของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3ฯ ยื่นอุทธรณ์คำสั่งทุเลาการบังคับคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกฯ และคำพิพากษาต่อศาลปกครองสูงสุด โดยศาลปกครองสูงสุดได้พิจารณาและมีคำสั่งเรื่องทุเลาการบังคับคำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกฯ ก่อน ส่วนการอุทธรณ์เนื้อหาคดีหลักยังพิจารณาต่อไป 

              ทั้งนี้ นายประวิตร บุญเทียม ตุลาการหัวหน้าคณะศาลปกครองสูงสุด ในฐานะโฆษกศาลปกครอง ได้กล่าวอธิบายผลคำสั่งของศาลปกครองสูงสุด ดังกล่าวว่า ตามกฎหมาย คือ พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 มาตรา 70 วรรคสอง กำหนดเกี่ยวกับการปฏิบัติตามคำพิพากษาไว้ว่า ในกรณีทีเป็นคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ให้รอการปฏิบัติตามคำบังคับไว้จนกว่า จะพ้นระยะเวลาการอุทธรณ์หรือในกรณีทีมีการอุทธรณ์ให้รอการบังคับคดีไวจ้นกว่าคดีจะถึงทีสุด ซึ่งคดีนี้แม้ศาลปกครองชั้นต้นมีคำพิพากษาแล้ว แต่เมื่อคดีนี้ผู้ถูกฟ้องได้อุทธรณ์คำสั่งการขอทุเลาไว้ แล้วขณะนี้ศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้ยกคำขอทุเลาของกลุ่มเอ็นซีพี ผู้ฟ้อง จึงมีผลทำให้คำสั่งของคณะกรรมการคัดเลือกของโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ผู้ถูกฟ้อง ที่เคยตัดสิทธิกลุ่มเอ็นซีพีเป็นผู้ไม่ผ่านการประเมินเอกสารข้อเสนอซองที่ 2 มีผลใช้บังคับอยู่ต่อไป จนกว่าศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาที่คู่กรณีอุทธรณ์ไว้

เปิดใจ.. 'กรณ์'ตั้งพรรคใหม่ ระดมคนมีของ

17 มกราคม 2563 - 16:30 น.
เปิดใจ กรณ์ จาติกวณิช,พรรคประชาธิปัตย์,กรณ์ อดีตขุนคลัง

เปิดใจ.. 'กรณ์ จาติกวณิช''อดีตขุนคลังพรรคประชาธิปัตย์ ครั้งหนึ่งเคยทิ้งเงินเดือน6ล้านบาท บ่ายหน้าสู่การเมือง วันนี้ลาออก..ตั้งพรรคใหม่ ระดมคนมีของ

           เปิดใจ“กรณ์ จาติกวณิช” หลังออกจากชายคาบ้านประชาธิปัตย์ ที่อยู่มากว่า15ปี อะไรคือเหตุผลการตัดสินใจ รวมถึงอนาคตทางการเมืองของอดีตขุนคลังว่าจะดำเนินไปในทิศทางใด ?

          การลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)ของ กรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ และอดีตขุนพลด้านเศรษฐกิจคนสำคัญพรรค หลังรวมชายคาบ้านหลังดังกล่าวมากว่า 15 ปี ตามมาด้วยคำถามถึงเหตุผลการตัดสินใจในครั้งนี้ รวมถึงอนาคตทางการเมืองของอดีตขุนคลังว่าจะดำเนินไปในทิศทางใดต่อไป

       ทุกข้อสงสัยต่างๆ “กรณ์” เปิดใจผ่านรายการคมชัดลึก ออกอากาศทางเนชั่นทีวี ช่อง22 เริ่มที่การตัดสินใจลาออกจากพรรคประชาธิปัตย์ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยระบุว่า ไม่เคยคิดที่จะย้ายพรรค และจะอยู่กับพรรคตั้งแต่วันแรกและวันสุดท้ายที่เลิกเล่นการเมืองว่า..

      ผมคิดว่าเวลาการทำงานของเรามีจำกัด บวกกับความตั้งใจที่จะทำหลายเรื่องให้กับบ้านเมือง โดยเฉพาะช่วงของการเปลี่ยนแปลงที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ซึ่งมีเรื่องต้องทำเยอะมาก ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ผมก็มีความรู้สึกว่าการออกมาทำงานนอกพรรคจะทำให้ผมสามารถดำเนินไปสู่จุดหมายที่อยากจะทำมากกว่า

      ที่ผ่านมาต้องถือว่าพรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาสผมมากที่สุด นับตั้งแต่ตัดสินใจมาทำงานการเมืองตั้งแต่การลงสมัครเลือกตั้งครั้งแรกในปี2548 ตอนนั้นอายุ 39 ปี จึงถือว่าถ้าไม่มีพรรคประชาธิปัตย์ให้โอกาสผม ผมคงไม่มีโอกาส และหลังจากทำงานการเมืองมาเพียงแค่ 4 ปี พรรคประชาธิปัตย์ก็ให้โอกาสผมเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในช่วงที่งานท้าทายมากที่สุดช่วงหนึ่งในฐานะรัฐมนตรี ก็เป็นโอกาสอีกครั้งหนึ่ง

       เพราะฉะนั้นที่ผ่านมาต้องถือว่า ในชีวิตการเมืองของผมถ้าพรรคประชาธิปัตย์ไม่เปิดทางให้ก็คงไม่มีโอกาส แต่ขณะนี้เป็นช่วงของการเปลี่ยนแปลงซึ่งเราจะทำทุกอย่างคิดทุกอย่างแบบเดิมไม่ได้

       ผมจึงคิดว่า ผมเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงและอยากที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนคำตอบให้กับสังคมไทย ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่จะกระทบกับชีวิตของเรา จึงคิดว่าการออกมาขับเคลื่อนข้างนอกน่าจะสะดวกกว่า

          กรณ์ ยังระบุว่า ในขณะนี้ถือเป็นการเริ่มต้นสู่การตั้งพรรคการเมืองอย่างแน่นอนแล้ว ความตั้งใจคือ “การระดมคนมีของ” ที่ประสบความสำเร็จในด้านใดด้านหนึ่งหรือมีของในด้านความคิด ความตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับประเทศเพื่อรองรับการปรับตัวเข้าสู่การเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องอาศัยคนที่มีความจริงๆในแต่ละเรื่อง เช่นเรื่องของเทคโนโลยีซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเป็นส่วนมาก

       นอกจากเรื่องนี้ยังมีอีกหลายกลุ่ม4-5ปีที่ผ่านมาผมได้มีโอกาสศึกษาในเรื่องการยกระดับสินค้าการเกษตรให้เป็นสินค้าพรีเมียม ซึ่งได้เห็นความจำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนแปลงทั้งโครงสร้างการผลิต การตลาด การขายทุกๆกระบวนการ ส่วนนี้จึงต้องอาศัยคนที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นที่จะปรับเปลี่ยนโครงสร้างทางการเกษตรเพื่อทำให้อุตสาหกรรมเกษตรซึ่งผู้ผลิตคือเกษตรกรขับเคลื่อนไปได้อย่างแท้จริง

      “โอกาสมันมีไม่เยอะที่จะมาตั้งพรรคการเมือง จากนี้เราจะรวมตัวกลุ่มคนที่ไม่จำเป็นต้องทำงานการเมืองมาเลย การตั้งพรรคที่เกิดขึ้นอาศัยเจตนาของพวกเรา 2 คน (อรรถวิชย์ สุวรรณภักดี) เป็นจุดเริ่มต้นในการวางกรอบของพรรคการเมือง”

      แต่ในแง่ของผู้รู้ ผู้ขับเคลื่อน ผู้กำหนดนโยบาย ผู้ที่จะเป็นตัวละคร ไม่จำกัดเฉพาะอดีตนักการเมือง แต่อยากให้มีผู้ที่มีความรู้ความสามารถ มีความตั้งใจ แต่ต้องเห็นความจำเป็นที่จะต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจและสังคม

  ตรงนี้ถ้ามี 100 คน อยากให้ 80 คนเป็นคนใหม่และเป็นผู้ที่มีของอยากมาทำ

       นอกจากอยากทำแล้ว ต้องเป็นผู้ที่กล้าตัดสินใจ เพราะการทำงานระดับประเทศมันมีผู้ได้ผู้เสียในทุกๆ เรื่องที่ทำ ทุกนโยบายที่เสนอออกไปมีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย รวมถึงผลข้างเคียงในเกือบทุกเรื่อง ขณะเดียวกันต้องกล้าที่จะพลาดพลั้งและเรียนรู้จากความพลาดพลั้ง

      ไม่เพียงเท่านั้น เมื่ออุปสรรคที่ใหญ่ที่สุดของการเมืองไทย คือ "ระบบราชการ" โดยเฉพาะคดีความต่างๆ ที่อาจมีความผิด กรณ์ มองว่า ถ้ามองย้อนกลับไปในอดีตการดำเนินคดีต่างๆ มันเกิดจากการทุจริตแทบทั้งสิ้น ไม่มีกรณีไหนที่เป็นการทำตามนโยบายแล้วมันไม่ดี ไม่ได้ผล


          สรุป คือ ติดคุกเพราะทุจริต เพราะฉะนั้น อย่าเอาประเด็นนี้มาเป็นข้ออ้างที่ไม่ทำอะไร สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายการเมืองมาโดยตลอด

         ในแง่ของยุทธศาสตร์พรรคเราต้องมีผู้สมัครลงทุกเขตทั่วประเทศ เพราะเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญในปัจจุบันทุกคะแนนเสียงมีค่า เพราะฉะนั้นทุกคะแนนทั่วประเทศจึงมีผลซึ่งไม่จำเป็นต้องชนะ แต่จะช่วยให้เรามีโอกาส การนำประเด็นเกี่ยวกับระบบราชการมาเป็นความกลัวจะถือเป็นความล้มเหลวในระบบการเมือง

         กรณ์ ยังกล่าวย้ำว่า ​พรรคไม่มียุทธศาสตร์ในการทาบทามส.ส.ที่แตกจากการยุบพรรค หรือรวมตัวอดีตส.ส.จากพรรคใดพรรคหนึ่ง เพราะเรามีความตั้งใจที่จะสร้างพรรคใหม่ที่ใหม่จริงๆ สัดส่วนส่วนใหญ่ของสมาชิกไม่ควรที่จะมีอดีตส.ส.ในจำนวนที่มากเกินไป แต่ควรจะมีประชาชนคนธรรมดา หรือผู้รู้ผู้ที่มีศักยภาพมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้แก่ประเทศ

       “ผมขอถือโอกาสนี้ที่จะเชิญชวนให้ทุกท่านมาทำงานร่วมกัน ไม่ว่าอาชีพใดก็แล้วแต่ที่มีความรู้สึกอึดอัด กับทิศทางของประเทศอยากเข้ามามีส่วนในการช่วยแก้ปัญหาของประเทศเพื่อยกระดับความเป็นอยู่ให้พี่น้องประชาชนขอให้ติดต่อมา”

     การที่พรรคเกิดใหม่มักจะถูกผลักให้อยู่ในขั้วการเมืองทั้งขั้วซ้ายและขั้วขวา 

     กรณ์มองว่า พรรคเราต้องการที่จะทำการเมืองอย่างสร้างสรรค์ในฐานะนักการเมืองผมไม่ได้เป็นศัตรูกับใคร ความตั้งใจทำงานการเมืองจึงเน้นที่การปฏิบัติ แม้ว่า

     หลังจากนี้จะมีอุบัติเหตุการเมืองจนนำไปสู่การยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ผมก็จะเสนอในสิ่งที่อยากทำ ส่วนตัวนายกรัฐมนตรีแน่นอนว่าก็ต้องเป็นหัวหน้าพรรคอยู่แล้วเพราะเป็นวิธีการที่มีโอกาสในการขับเคลื่อนทางความคิด

         กรณ์ยังพูดทิ้งท้ายถึงประเด็นที่มีการมองว่า การลงสนามการเมืองของเขาครั้งนี้ ถือเป็นการล้างคราบครั้งใหญ่ โดยเฉพาะการล้างคราบที่เคยสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีออก ว่า อะไรที่เคยทำมามันก็อยู่ที่ตัวผมคงไม่สามารถปฏิเสธสิ่งที่ทำมาในอดีตได้ ผมคิดว่า ไม่มีประโยชน์ที่จะพยายามฟอกตัวกรณ์ จาติกวณิช ก็คือกรณ์ จาติกวณิช สิ่งที่ทำมาตลอด15ปีในสนามการเมืองก็ทำด้วยความตั้งใจที่จะทำให้เกิดประโยชน์ให้บ้านเมือง

เจาะประเด็นร้อน

มุมมองต่อปัญหาชายแดนใต้

17 มกราคม 2563 - 10:40 น.
ชายแดนใต้,ครู

มุมมองต่อปัญหาชายแดนใต้ โดย...  โคทม อารียา

          ผมมาที่ปัตตานีเพื่อฟังปัญหาชายแดนใต้ จึงขอเก็บตกการมองปัญหานี้ในมุมมองที่หลากหลาย คนแรกที่ให้มุมมองแก่ผมเป็นหมอชาวสวิส เขามาประเมินผลโครงการเยียวยาจิตใจของผู้อยู่ในสถานการณ์รุนแรง เขามีประสบการณ์การทำงานในแอฟริกาใต้และโมร็อกโกมาก่อน และพบว่าทั้งผู้ถูกกระทำ (เหยื่อ) และผู้กระทำความรุนแรงต่างได้รับผลกระทบทางจิตใจด้วยกันทั้งคู่ ทหารที่กลับจากการรบในสมรภูมิหลายคนมีอาการทางจิต ที่เรียกว่า PTSD (Post Traumatic Stress Disorder) หรือการป่วยทางจิตหลังเหตุการณ์เลวร้าย ทหารและตำรวจในชายแดนใต้ก็เช่นกัน เขาเป็นทั้งผู้กระทำความรุนแรง (ปราบปราม ปิดล้อมจับกุม ฯลฯ) ก็จริง แต่ก็เป็นเหยื่อความรุนแรงทางตรงด้วย ในรอบ 16 ปีที่ผ่านมา มีทหารเสียชีวิต 578 ราย ตำรวจเสียชีวิต 388 ราย มีทหารบาดเจ็บ 2,738 คน ตำรวจบาดเจ็บ 1,559 คน นับเป็นการสูญเสียที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง ทางการและสังคมควรตระหนักรู้ เอาใจใส่ ให้เกียรติแก่ผู้สูญเสียเหล่านี้ รวมทั้งให้การเยียวยาทางจิตใจและทางสังคมด้วย อีกทั้งควรมีการให้คำแนะนำทางจิตวิทยาหรือทางศาสนา เพื่อลดความเครียดของทหารและตำรวจที่อยู่ประจำการ เมื่อเครียดน้อยลง หวาดกลัวน้อยลง ก็จะทำงานได้ดีขึ้น เพิ่มความเมตตาและลดการใช้ความรุนแรง

          เรื่องเล่าที่สองที่ผมเห็นว่าน่าวิตก ได้มาจากการพูดคุยกับนายทหารคนหนึ่ง เขาคิดว่าฝ่ายความมั่นคงอาจประเมินฝ่ายขบวนการก่อความไม่สงบผิดไปก็ได้ มุมมองแบ่งเป็น 3 กลุ่มดังนี้ กลุ่มที่ 1 ประเมินว่าขบวนการฯอ่อนแอลง เห็นได้จากการลดลงของเหตุการณ์ความรุนแรง และผู้ก่อการถูกรุกไล่ออกจากหมู่บ้าน ครั้นหลบไปอยู่ในป่าเขา ก็ถูกปราบง่ายขึ้นไปใหญ่ ดังนั้น ถ้าใช้การทหารกดดันต่อไป ก็จะประสบความสำเร็จในการทำลายขบวนการฯ ลงได้ การพูดคุยสันติสุขก็คุยกันไปไม่หวังผล ส่วนการทหารก็รุกและรบอย่างเต็มที่ กลุ่มที่ 2 ประเมินว่าฝ่ายขบวนการฯ อ่อนแอลงก็จริง แต่ถ้าใช้การทหารก็ไม่แน่ว่าจะประสบความสำเร็จ หรือกว่าจะเอาชนะขบวนการฯ ได้ยังต้องใช้เวลาอีกนาน จึงควรใช้การพูดคุยหรือการเมืองนำการทหาร คนกลุ่มนี้ยังแบ่งออกเป็น กลุ่มที่ 2.1 ที่เชื่อว่าการคุยกับมารา ปาตานีนั้นถูกต้องแล้ว เชื่อได้ว่าเมื่อใดที่มีการพูดคุยมีความคืบหน้า ฝ่ายกองกำลังของบีอาร์เอ็นก็จะเข้ามาคุยเอง กับกลุ่มที่ 2.2 ที่เชื่อว่าผู้นำบีอาร์เอ็นในมารา ปาตานีเป็นผู้นำระดับ 3 หรือ 4 คุยไปก็เท่านั้น ฝ่ายรัฐบาลควรขอให้ฝ่ายมาเลเซียเชิญผู้นำระดับสูงของบีอาร์เอ็นมาร่วมพูดคุย จึงจะมีผล

          กลุ่มที่ 3 มีความเห็นที่ฉีกมุมออกไป กลุ่มนี้ไม่แน่ใจว่าฝ่ายขบวนการฯ นั้น อ่อนแอลงสักเพียงใด การลดระดับความรุนแรงที่เห็นได้ อาจเป็นเพียงการถอยเชิงยุทธวิธี เพื่อขอเวลาปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ใหม่ ในช่วงปี 2547-2550 ขบวนการฯ ใช้ยุทธศาสตร์จรยุทธ์ในเมืองและการฝังตัวในหมู่บ้าน พร้อมกับการใช้ความรุนแรงอย่างมากต่อกลุ่มเป้าหมายอ่อน ยุทธศาสตร์นี้ใช้เพื่อรุกให้ฝ่ายความมั่นคงเพลี่ยงพลั้งในเชิงยุทธวิธี แล้วตอบโต้แบบมืดบอด อย่างเช่นในเหตุการณ์กรือเซะ และตากใบ อย่างไรก็ดี ฝ่ายความมั่นคงได้เรียนรู้ว่าการตอบโต้เช่นนั้น รังแต่จะเข้าทางขบวนการฯ เช่น เมื่อฝ่ายขบวนการฯ จัดหรือเอื้อให้มีการชุมนุมในช่วงปี 2548-2550 ที่มัสยิดกลางปัตตานี และที่อื่นๆ ฝ่ายความมั่นคงใช้ความอดทน ไม่ตอบโต้เกินกว่าเหตุ ไม่ใช้ความรุนแรงอย่างมืดบอด ไม่ทำยอมให้เกิด “ตากใบ 2” จนกระทั่งความรุนแรงที่ก่อโดยฝ่ายขบวนการฯ มาถึงจุดสูงสุดในปี 2550 ฝ่ายขบวนการฯ พบว่ายุทธศาสตร์การยุให้ฝ่ายรัฐใช้ความรุนแรงมืดบอดไม่เป็นผล จึงเปลี่ยนและลดการก่อเหตุรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะความรุนแรงต่อเป้าหมายอ่อน ดังจะเห็นได้จากสถิติต่อไปนี้

                                      

  ปี 2547 – 50
(รวม 4 ปี)
ปี 2551 - 62
(รวม 12 ปี)
โรงเรียนที่ถูกโจมตี (แห่ง) 330 70
ครูผู้เสียชีวิต (ราย) 75 80

 

          นอกจากนี้ การทำร้ายพระ และอีหม่าม ตลอดจนเด็ก อายุต่ำกว่า 18 ปี ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ปี 2550 เช่นกัน ในปี 2558 ไม่มีการโจมตีโรงเรียนแห่งใดเลย ในปี 2562 ไม่มีครูผู้ใดเสียชีวิตจากการก่อเหตุการณ์ไม่สงบ

          กลุ่มที่ 3 ตั้งสมมติฐานว่า การที่เหตุการณ์รุนแรงลดลงเรื่อยมาตั้งแต่ปี 2550 จนถึงจุดต่ำสุดในปี 2562 นี้ เป็นการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ เพื่อถนอมกำลังเอาไว้ ขณะเดียวกัน มีข่าวว่าขบวนการฯ ส่งคนไปฝึกอาวุธในต่างประเทศ เพื่อให้กลับมาฝึกเยาวชนรุ่นใหม่ โดยมีเป้าหมายว่าในอีก 5-10 ปี จะมีกองกำลังเป็นพันเป็นหมื่นคน ถึงตอนนั้น ก็จะทำการสู้รบรอบใหม่โดยมียุทธศาสตร์ ยุทธวิธีใหม่ๆ ในยามที่ทหารในพื้นที่อ่อนล้าหรือปล่อยปละด้วยความประมาท

          ในมุมมองของกลุ่มที่ 3 แทนที่ฝ่ายความมั่นคงจะเป็นฝ่ายรุกทางการทหารเรื่อยไป ควรจะต้องเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเป็นฝ่ายรุกในด้านการพูดคุยสันติภาพมากกว่า ควรจะต้องมีงบประมาณที่เพียงพอ มีบุคลากรจำนวนมากพอที่จะขอเข้าไปปฏิบัติงานเชิงรุกในมาเลเซีย โดยดำเนินการร่วมกับเจ้าหน้าที่มาเลเซียอย่างแข็งขัน เพื่อกดดันขบวนการฯ ให้ส่งผู้นำระดับสูงสู่โต๊ะพูดคุย และหยุดยั้งการบ่มเพาะ [i1] เยาวชนที่จะมาเป็นนักรบรุ่นใหม่

          ผมไม่แน่ใจว่ามุมมองของกลุ่มที่ 1 หรือกลุ่มที่ 2 หรือกลุ่มที่ 3 จะเป็นมุมมองที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงสักเพียงใด แต่ขอมีความเชื่อของผมเองว่า ความขัดแย้งจะคลี่คลายได้ก็แต่ที่โต๊ะการพูดคุย

          แต่เราไม่จัดสรรงบประมาณเพื่อกิจการสันติภาพสักเท่าไร เนื่องจากเรามีสภาผู้แทนราษฎร และมีคณะกรรมาธิการงบประมาณที่เข้าไปช่วยพิจารณางบประมาณแทนประชาชน พร้อมทั้งรายงานผลให้สาธารณชนทราบ เราเลยมีโอกาสรับทราบในเรื่องงบประมาณสำหรับจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งรวมแล้วมีปีละกว่าสามหมื่นล้านบาท ถ้าพิจารณาเฉพาะ “งบดับไฟใต้” หรือที่เรียกว่า “งบแผนบูรณาการ” ก็ตกปีละประมาณ 13,000 ล้านบาท แต่น่าใจหายที่งบ “ดีๆ” เช่น งบสำหรับสันติภาพ สันติวิธี สังคมพหุวัฒนธรรม และสิทธิมนุษยชนนั้น มีน้อยมากถ้าเทียบกับงบประมาณการทหาร แม้จะเทียบกับงบโฆษณา “ความจริง” ก็ยังห่างไกล แสดงว่าในมุมมองของฝ่ายความมั่นคงนั้น สนามรบด้านข่าวสารสำคัญกว่าสนามแห่งความไว้วางใจมากนัก ตัวอย่างงบประมาณมีดังนี้ :

          - โครงการเผยแพร่ความจริงที่ถูกต้อง 1,291.5 ล้านบาท
          - งบประมาณการพูดคุยเพื่อสันติสุข 22 ล้านบาท
          - โครงการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งโดยสันติวิธี 13 ล้านบาท
          - โครงการเสริมสร้างสังคมพหุวัฒนธรรมที่เข้มแข็ง 1.7 ล้านบาท
          - โครงการอบรมหลักสิทธิมนุษยชน 0.6 ล้านบาท

          มุมมองสุดท้ายที่ขอเสนอในที่นี้มาจากเยาวชนมุสลิมคนหนึ่งที่เข้าร่วมการสานเสวนาด้วยกัน เขากล่าวว่า กลุ่มที่มีความคิดสุดโต่งที่ปฏิเสธทุกกติกา ไม่อยู่บนฐานแห่งเหตุผลและมนุษยธรรม เช่นกลุ่มไอซิส จะถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มมุสลิม ขณะที่กลุ่มขวาสุดโต่งที่เป็นคริสต์ ยิว หรือศาสนาอื่น จะไม่ถูกเรียกชื่อตามความเชื่อทางศาสนา การต่อสู้ในชายแดนใต้เป็นการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างกลุ่มชาตินิยมมลายูกับกลุ่มชาตินิยมไทย กลุ่มแรกถือศาสนาอิสลาม กลุ่มที่สองถือศาสนาพุทธเป็นส่วนใหญ่ แต่ทั้งสองกลุ่มมิได้มีแรงจูงใจทางศาสนาเป็นหลัก หากมีแรงจูงใจทางการเมือง แต่หนีไม่พ้นที่หลายคนมองว่าเป็นความขัดแย้งทางศาสนาอยู่ดี ประเด็นสถานะของผู้ต่อสู้ก็สำคัญ การกระทำของฝ่ายที่มีสถานะเป็นรัฐ มักจะไม่ถูกเรียกว่าเป็นการก่อการร้าย เช่น การฆ่านักข่าวคาซ็อกกี้ หรือนายพลโซเลย์มอนี หรือการเข่นฆ่าอย่างโหดร้ายในซีเรียหรือเยเมน ไม่ถูกเรียกเป็นการก่อการร้าย เพราะผู้กระทำมีสถานะเป็นรัฐใช่หรือไม่ ส่วนในชายแดนใต้ ฝ่ายขบวนการฯ มีสถานะด้อยกว่า ถูกมองว่าเป็น “ผู้เป็นอื่น” เป็นมลายู เป็นมุสลิม บวกกับความกลัวมุสลิมจากข้างนอก เลยมีมุมมองที่สับสนกันใหญ่ จึงเกิดการเผยแพร่ความคิดที่ยุยงให้เกลียดชังมุสลิม ทำให้การแก้ปัญหาชายแดนใต้ยิ่งยากขึ้นไปใหญ่

หนูน้อยวัย 15 ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต บริจาคช่วย 5 ชีวิต

17 มกราคม 2563 - 14:30 น.
อุบัติเหตุ,บริจาคอวัยวะ,ช่วยชีวิต 5 ราย

หนูน้อยวัย 15 ประสบอุบัติเหตุเสียชีวิต พ่อแม่ตัดสินใจบริจาคอวัยวะน้องต่อชีวิต ได้ถึง 5 ราย

             วันที่  17 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถยนต์ได้รับบาดเจ็บสาหัส เข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลเพชรบูรณ์และต่อมาได้เสียชีวิต พ่อและแม่ได้ตัดสินใจบริจาคอวัยวะของผู้เสียชีวิตเพื่อนำไปช่วยเหลือและต่อชีวิตบุคคลอื่นอีกหลายคน จึงเดินทางไปตรวจสอบ พบนายศักดา นิ่มอ่อน และ น.ส.สุภัสชรา ปัญญาพ่อ พ่อและแม่ของผู้เสียชีวิต ทั้งสองคนเล่าว่า ผู้ที่เสียชีวิตเป็นลูกสาวของตนเอง ชื่อ ด.ญ.พัชราภรณ์ นิ่มอ่อน อายุ 15 ปี ชื่อเล่น “น้องเฟรม”อยู่บ้านเลขที่ 140/1 หมู่ 4 ต.นาป่า อ.เมืองเพชรบูรณ์ กำลังเรียนหนังสืออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนเพชรพิทยาคม และเมื่อช่วงเที่ยงวันที่ 12 มกราคม 2563 ที่ผ่านมาขณะที่น้องขี่รถจักรยานยนต์ไปกับเพื่อนเพื่อที่จะไปทำรายงานที่ร้านคอมพิวเตอร์แห่งหนึ่งได้ประสบอุบัติเหตุกับรถยนต์เป็นเหตุให้น้องได้รับบาดเจ็บสาหัส และนำตัวส่งโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ แต่เนื่องจากอาการหนักมีเลือดออกในสมองและมีภาวะสมองตาย พยาบาลจากศูนย์บริจาคอวัยวะโรงพยาบาลเพชรบูรณ์ได้มาพูดคุย ตนและภรรยาเห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีที่จะได้บริจาคอวัยวะของน้องเพื่อช่วยเหลือและต่อชีวิตให้บุคคลอื่น เป็นการทำบุญที่ยิ่งใหญ่ เป็นกุศลแก่ตัวน้องเอง ตนจึงบริจาคอวัยวะของน้องในส่วนที่จะสามารถนำไปช่วยชีวิตบุคคลอื่นได้

นายศักดา นิ่มอ่อนและ น.ส.สุภัสชรา ปัญญาพ่อ เปิดเผยอีกว่า “น้องเฟรม”เป็นเด็กร่าเริง เป็นที่รักของเพื่อน ๆ และครู ชอบเล่นกีฬาเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะเทควันโด้ โดยน้องเฟรมเป็นนักกีฬาเทควันโดของจังหวัดเมื่อครั้งเรียนในระดับประถมศึกษา และเมื่อเข้าสู่ระดับมัธยมศึกษาก็ยังรักการเล่นกีฬาควบคู่ไปกับการฝึกร้องเพลง โดยน้องเฟรมใฝ่ฝันไว้ว่าอยากจะเป็นนักร้อง แต่ก็ต้องมาประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตเสียก่อน แต่ทั้งนี้ตนทั้งสองคนก็มีความภูมิใจเป็นอย่างมากที่ถึงแม้น้องเฟรมจะเสียชีวิตแต่ก็สามารถต่อชีวิตให้กับคนอื่นได้อีกหลายคน

ด้านนายแพทย์สาธิต จันทรนิมิ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลเพชรบูรณ์เปิดเผยว่าหลังจากทราบว่า “น้องเฟรม” มีภาวะสมองตาย ซึ่งในทางการแพทย์ถือว่าเสียชีวิตแล้ว แต่อวัยวะของน้องสามารถที่จะนำไปช่วยชีวิตคนอื่น ๆ ได้ คณะทำงานศูนย์บริจาคอวัยวะโรงพยาบาลเพชรบูรณ์จึงได้เข้าไปพูดคุยกับพ่อแม่ของน้องเฟรม ซึ่งทั้งสองคนก็ไม่ปฏิเสธ สำหรับอวัยวะที่น้องเฟรมบริจาคประกอบด้วยลิ้นหัวใจ ดวงตาทั้งสองข้าง ได้ทั้งสองข้าง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถนำไปช่วยชีวิตหรือต่อชีวิตให้กับคนอื่นได้อีกถึง 5 คน ซึ่งถือว่าได้บุญกุศลอย่างมาก และเชื่อว่าบุญกุศลดังกล่าวจะส่งผลให้น้องเฟรมไปสู่สัมปรายภพที่ดีอย่างแน่นอน

ภาพ/ข่าว ภูษณุ ปานนิล ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.เพชรบูรณ์ รายงาน

 royal coronation
17 มกราคม 2563    
 
 
 
 
ภูมิภาค

ยายกำเงินรับยา เผยอยากให้เห็นพลังความรักของแม่

16 มกราคม 2563 - 19:03 น.
คุณยาย,ยายแก่,รับยา,โรงพยาบาล,กาฬสินธุ์

ยายกำเงินรับยา เผยอยากให้เห็นพลังความรักของแม่

              จากกรณีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่ง ได้โพสต์ข้อความและรูปภาพด้านหลังของหญิงสูงอายุคนหนึ่ง ซึ่งสวมเสื้อผ้าเก่าๆ เนื้อตัวมอมแมม ยืนอยู่หน้าเคาน์เตอร์รับยาในสถานพยาบาลแห่งหนึ่ง โดยข้อความในโพสต์ ระบุว่า "ความรักที่ยิ่งใหญ่คือความรักของแม่ คุณยายถึงจะลำบากก็ยังดูแลลูก ชื่นชมคุณยายจริงๆ ยายกำเงินเหรียญมาประมาณ 40 บาทเพื่อมาจ่ายค่ายา ปั่นเลยถามยายว่ายายมาทำอะไร ยายบอกว่ามาเอายาให้ลูกยาลูกหมด แต่พนักงานบอกว่ามันไม่ได้เสีย ยายเลยตอบกับไปว่ามันค่ำแล้วนึกว่าจะเสียเงิน ยายพูดจาเพราะมากยกมือไหว้ตลอดทุกครั้งที่พูด เห็นแล้วอดน้ำตาไหลไม่ได้เลย ความรักของแม่ยิ่งใหญ่ที่สุดแล้วบนโลกใบนี้ จ.กาฬสินธุ์" โดยหลังจากข้อความและภาพดังกล่าวได้โพสต์และได้มีการแชร์ในโลกออนไลน์กันจำนวนมาก ทำให้ชาวเน็ตและผู้อ่านหลายคนต่างรู้สึกสงสารคุณยาย และแสดงความคิดเห็นชื่นชมพลังแห่งความรักของผู้เป็นแม่ แม้อายุมากแล้ว และร่างกายอาจจะไม่แข็งแรงแต่ก็ยังทำหน้าที่แม่ดูแลลูกอย่างเต็มที่

 

                ล่าสุดเมื่อวันที่ 16 มกราคม 2563 ผู้สื่อข่าว ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบพบว่าสถานพยาบาลที่คุณยายไปรับยานั้นเป็นโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ จึงได้เข้าสอบถามเรื่องราวดังกล่าว โดยนายแพทย์ธนสิทธิ์ ไพรพงษ์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลกาฬสินธุ์ เปิดเผยว่า สำหรับกรณีคุณยายมารับยานั้น จากการตรวจสอบเป็นการมารับยาให้กับลูกชายที่ป่วยเป็นโรคลมชัก โดยจะมารับเดือนละครั้ง ซึ่งปกติทุกครั้งจะมีญาติของคุณยายมารับยา โดยผู้ป่วยมีสิทธิรักษาบัตรทองของโรงพยาบาลพระนั่งเกล้า แต่สำหรับครั้งนี้คุณยายมาเอง คาดว่าญาติที่เคยมารับอาจจะติดธุระ ประกอบกับยาหมดพอดี คุณยายจึงกลัวว่าลูกชายจะอาการกำเริบ จึงร้อนใจมารับเอง โดยมารับช่วงเวลาประมาณ 18.00 น.วันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการรับยานอกเวลาปกติ  คุณยายอาจจะเข้าใจผิดว่าต้องจ่ายเงิน แต่ทางโรงยาบาลกาฬสินธุ์ก็ได้เปิดบริการจ่ายยาให้กับผู้ป่วยทั้งในเวลาและนอกเวลาตลอด 24 ชั่วโมงอยู่แล้ว พร้อมกับดำเนินการจ่ายยาให้กับคุณยายนำกลับไปให้ลูกชายรับประทานตามสิทธิที่ได้รับ

 

        ด้านนายเอ (นามสมมุติ) เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลกาฬสินธุ์ ซึ่งเป็นเจ้าของโพสต์ กล่าวว่า ขณะนั้นตนกำลังเข้าเวรอยู่ที่ห้องบัตร เห็นคุณยายเดินทาง พร้อมกับกำเงินเหรียญประมาณ 40 บาท จึงได้ถามคุณยาย มีอะไรให้ช่วยหรือไม่ ซึ่งคุณยายบอกว่า มารับยาให้ลูกชาย แต่มาค่ำ ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเวลานอกราชการ ที่จะต้องจ่ายเงินค่ายา ตนจึงได้พาไปที่ห้องจ่ายยา พร้อมกับบอกคุณยายว่า แม้มารับยาค่ำนอกเวลาก็ไม่ได้เสียเงิน อย่างไรก็ตามสาเหตุที่ตนถ่ายภาพด้านหลัง แล้วโพสต์ลงเฟซบุ๊กนั้น ไม่ได้ต้องการอะไร เพียงแต่รู้สึกสงสารยายและอยากให้สังคมได้เห็นพลังแห่งความรักของผู้เป็นแม่ที่มีต่อลูกเท่านั้น และขณะนี้ตนก็ได้ลบโพสต์ดังกล่าวแล้ว เนื่องจากมีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก บางคนก็แสดงความคิดเห็นเชิงบวก บางคนคิดในทางลบ  จึงเกรงว่าจะกระทบต่อจิตใจของคุณยาย และญาติ รวมทั้งองค์กรด้วย อีกทั้งยังจะมีคนอยากมาช่วยเหลือคุณยาย โดยจะบริจาคเงินด้วย ซึ่งไม่ใช่จุดประสงค์ที่ตนเองโพสต์ จึงได้ลบโพสต์ดังกล่าวออกแล้ว

อย่างไรก็ตามจากการสอบถามทราบว่า คุณยายคนดังกล่าว มีมักจะขายผลไม้พื้นบ้าน และพืชผักสวนครัว มาขายตามตลาดสด สี่แยกไฟแดงก่อนถึงเรือนจำ จ.กาฬสินธุ์ และสถานที่ต่างๆ จึงลงพื้นที่ตรวจสอบปรากฏว่าหลังจากไปรับยาที่โรงพยาบาลเมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา กลับไม่เห็นยายมาขายของที่บริเวณดังกล่าว  ส่วนสาเหตุที่ยายต้องขายพืชผักนั้น ทราบจากคนขายพวงมาลัย ที่ไปขายแห่งเดียวกับคุณยายว่า เนื่องจากคุณยายเป็นคนขยัน ทำมาหากิน แม้ลูกหลานคอยห้าม แต่คุณยายก็ยังอยากทำมาหากิน เพื่อแบ่งเบาภาระลูกหลาน

ชมพิศ ปิ่นเมือง ผู้สื่อข่าวภูมิภาค จ.กาฬสินธุ์

 

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวย งวดประจำวันที่ 17 มกราคม 2563

17 มกราคม 2563 - 08:17 น.
ตรวจหวย,สลากกินแบ่งรัฐบาล,เลขหน้า,เลขท้าย,สองตัว,รางวัลที่1,ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล

ผลสลากกินแบ่งรัฐบาล ตรวจหวย งวดประจำวันที่ 17 มกราคม 2563

รางวัลที่ 1 รางวัลละ 6,000,000 บาท

491774

เลขหน้า 3 ตัว 2 รางวัลๆละ 4,000 บาท

132 , 004

เลขท้าย 3 ตัว 2 รางวัลๆละ 4,000 บาท

595 , 379

เลขท้าย 2 ตัว 1 รางวัลๆละ 2,000 บาท

68

ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 2 มี 5 รางวัลๆ 200,000 บาท

315433 , 456371 , 291854 , 334941 , 346140

ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 3 มี 10 รางวัลๆ 80,000 บาท

149037 , 799564 , 295436 , 302930 , 563656

092601 , 011712 , 122112 , 047068 , 155665

ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 4 มี 50 รางวัล รางวัลละ 40,000 บาท

002742 , 017180 , 056481 , 068332 , 132055

134637 , 153619 , 154095 , 176349 , 185190

196368 , 197576 , 233643 , 234791 , 266663

268673 , 274431 , 286488 , 345447 , 399019

415896 , 465539 , 474648 , 488868 , 495411

538179 , 540918 , 554349 , 610522 , 611202

626803 , 668641 , 701069 , 701635 , 706966

708465 , 726669 , 730628 , 761650 , 777783

780290 , 797014 , 821778 , 827179 , 828129

829905 , 917720 , 942856 , 960050 , 985432

ผลการออกรางวัลสลากกินแบ่งรัฐบาล สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 5 มี 100 รางวัล รางวัลละ 20,000 บาท

071120 , 261318 , 367545 , 629280 , 131382

300746 , 477358 , 934080 , 613028 , 924122

352266 , 118250 , 138899 , 071354 , 085671

303524 , 552793 , 456172 , 288942 , 243120

082579 , 314830 , 004814 , 884224 , 630294

979755 , 751217 , 983825 , 375865 , 809021

921693 , 947056 , 846958 , 393635 , 076844

742231 , 110281 , 536334 , 210103 , 483980

375248 , 881216 , 481800 , 171039 , 520013

721789 , 681091 , 341333 , 816393 , 837817

802858 , 487218 , 363365 , 247863 , 960318

642324 , 079566 , 220440 , 679058 , 730986

412041 , 489673 , 945158 , 807272 , 247971

800763 , 205870 , 170112 , 928591 , 896497

770871 , 834784 , 161452 , 248323 , 657349

259571 , 597029 , 985462 , 247623 , 450725

644336 , 470594 , 711214 , 430144 , 660182

285089 , 542659 , 088760 , 118240 , 211211

050938 , 560798 , 457123 , 715897 , 721998

054185 , 980518 , 064416 , 950667 , 510532

 

..............................................................

17 มกราคม 2563

 

 

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน