*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3972
  • จำนวนผู้ชม : 2510720
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 312 , 21:12:21 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน แม่หมี โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         โลกของเรามีดวงชะตาเหมือนดวงเมืองหรือเปล่าหนอ แต่ก็น่าแปลกที่มีการปะทะรุนแรงระหว่างสหรัฐ - จีน สหรัฐกับหน่วย

ก่อการร้ายตะวันออกกลาง และสหรัฐกับเกาหลีเหนือ ฯลฯ จนดูเหมือนจะขยายวงทั่วทั้งโลก แต่พอเกิดโรคไวรัสระบาดที่อู่ฮั่นขึ้นมา

แทน ชาวโลกกลับมาเห็นใจจีนไปตามกัน การสาดกระสุนเข้าใส่กันก็หยุดเอาไว้ก่อน

หมาคุนหมิง ... เอาไงดี ... !!

 

 

'อู่ฮั่น' กับ 'กลับช้า-กลับเร็ว'

 
 

           จริตห่วงคนไทยที่อู่ฮั่น "เมื่อไหร่รัฐบาลจะไปรับกลับ"

                น่าจะลดดีกรีลง!

                เพราะเมื่อวาน (๓๑ ม.ค.๖๓) เห็นรัฐบาลบอก

                จีนส่งสัญญาณมาแล้ว ไม่วันนี้-พรุ่งนี้ ซึ่งไม่น่าเกิน ๔ กุมภา

                จะถึงคิวให้ไทยเข้าไปขน ๖๔ คนไทยในอู่ฮั่นกลับประเทศ

                "ไทยแอร์เอเชีย"......

                รับทำหน้าที่ โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น!

                ต้องปรบมือให้ สมสโลแกน "แอร์เอเชีย..ใครๆ ก็บินได้" ขอบคุณและขอบใจอีกครั้ง

                เรื่องห่วงคนไทยที่ติดในอู่ฮั่น แบ่งเป็น ๒ ห่วง ห่วงหนึ่ง ไทยห่วงไทยจริงๆ อยากให้ไปรับกลับเร็วๆ

                อีกห่วง ก็ห่วงมั้ง?

                แต่ที่แน่ๆ เจตนาฉวยโอกาสโหนสถานการณ์ช่วงจีนยังไม่อนุญาตให้ไทยบินเข้าไป ปั้นเป็นประเด็นด่ารัฐบาล

                ก็คอยดูนะ หมดประเด็นรับกลับนี้แล้ว

                พวก "อีห้อย-ไอ้โหน" จะมี "ประเด็นไหน" พลิกเป็นมุมด่ารัฐบาลต่ออีก?

                เรื่องขนคนที่ติดอยู่ในอู่ฮั่นกลับประเทศนั้น ไม่เฉพาะไทย ผมหมายถึงคนของทุกประเทศ

                อยากให้ลองตรองกันดู..........

                ว่าทำไม ดูท่าทางจีน ไม่ค่อยอยากปล่อยให้กลับทันที-ทันใด ในขณะที่แต่ละประเทศ การเมืองภาคเอาใจประชาชน เป็นไฟลนตูด กระหืด-กระหอบ จะขนกลับเร็วๆ ท่าเดียว?

                ซึ่งสุดท้าย จีนก็ต้องยอมตามใจแต่ละประเทศ รวมทั้งประเทศไทยด้วย

                เหรียญย่อมมี ๒ ด้าน กรณีนี้ ก็เช่นกัน

                ในด้านของจีน ผมว่าที่เขาไม่เต็มใจให้รีบขนคนกลับก็มีเหตุผล

                เรื่องโรคระบาด ระบาดขึ้นที่ใด การควบคุมคนที่นั้น ให้อยู่ในพื้นที่จำกัดในเบื้องต้น สำคัญที่สุด

                ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จะสิ้นฤทธิ์อยู่แค่อู่ฮั่น หรือจะแผลงฤทธิ์ แพร่เชื้อกระจายไปทั้งโลก

                "จุดเป็น-จุดตาย" อยู่ตรงนี้!

                เพราะเมื่อพบคนติดเชื้อไวรัสนี้ในอู่ฮั่น ก็ต้องตีค่าคนทั้งหมด ที่มีวงจรชีวิตอยู่ในเมืองนั้น ว่า       

                มี "ความเสี่ยงสูง" ในการติดและแพร่เชื้อต่อ

                ทางระงับยับยั้งการแพร่กระจายออกไป ก็ต้อง "ล้อมคอก" คือควบคุมให้อยู่เฉพาะในวงจำกัดนั้น

                อย่างที่จีนทำ ใช้มาตรการ "เด็ดขาด-ฉับพลัน"

                "ปิดเมือง" ห้ามคนเข้า-คนออก!

                แล้วสกรีนคนทั้งเมือง คัดแยกให้แน่ใจรายตัว-รายหัว ใครติด-ไม่ติดเชื้อ

                ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ มันไม่เลือกหรอกว่า คนจีน คนไทย คนฝรั่ง คนแขก ใครอยู่อู่ฮั่นหรือบริเวณนั้น

                มันหนุบหนับได้หมด!

                ดังนั้น อู่ฮั่น...ภาพรวมคือ "ประเทศจีน" ถูกตีตราว่า เป็นต้นตอของโรคระบาด

                ทางรัฐบาลจีน เขาจึงมีความรับผิดชอบทางจิตสำนึกอยู่ในใจลึกๆ

                จึงไม่อยากให้แต่ละประเทศรีบรับคนกลับออกไป ก่อนจะได้ตรวจเช็ก "รายคน" ว่ามีใครติดเชื้อ หรือไม่ติด?

                เพราะขืนให้กลับออกไป โดยไม่ตรวจเช็กให้แน่ใจ

                นั่นจะเท่ากับ..........

                "จีน...ส่งไวรัส โคโรนาสายพันธุ์ใหม่" เป็นสินค้าสู่ตลาดโลก!

                ส่งไปญี่ปุ่น ส่งไปสหรัฐฯ ส่งไปยุโรป ส่งไปเอเชีย ส่งไปอาเซียน ส่งไปสิงคโปร์ รวมทั้งส่งมาไทยด้วย!

                ผมมองว่า จีนเขามีความรับผิดชอบต่อสังคมและมวลมนุษยชาติสูง

                สมมุติใครอยากหนีออกไป ใครจะมาขนคนกลับไป

                ถ้าจีนต้องการ "ปัดสวะพ้นตัว" ก็จะ เออ...รีบๆ มาขนคนของเอ็งกลับไปเลย!

                แบบนั้น ง่ายมาก

                แต่จีนไม่ทำ อย่างที่เห็น จนกระทั่งถูกประเทศขาใหญ่ อย่างญี่ปุ่น สหรัฐฯ บีบเค้นหนัก จะขนคนของเขากลับออกไปให้ได้

                จีนก็จำให้ขนกลับออกไปแบบไม่เต็มใจ

                แล้วผลเป็นไง........

                ขนาดก่อนจะอนุญาตให้คนไหนขึ้นเครื่องบินกลับประเทศได้ ตรวจแล้ว-ตรวจอีก

                ก็ยังปรากฏว่า มีคนติดเชื้อไปออกอาการที่ญี่ปุ่น ที่สหรัฐฯ!

                ลองคิดให้รอบด้าน จำนวนคนระดับร้อย-ระดับพัน ซึ่งอยู่ในพื้นที่ระบาดอยู่แล้ว

                เขาให้จำทนอยู่ในพื้นที่ชั่วคราวก่อน เพื่อตรวจเช็กให้แน่ใจว่ามีใครติดเชื้อ-ไม่ติดเชื้อ

                แต่ทุกคนกลัว อยากหนีไปจากนรกนั้น จะกลับประเทศตัวเอง ด้วยเกรงว่า อยู่ต่อไป อาจติดเชื้อ

                เอ้า...อยากกลับ ก็กลับไป

                พอกลับ "เสี่ยง" ของคนแค่ร้อย-แค่พันคนที่ต้องอยู่อู่ฮั่น กลายเป็น "เสี่ยงของคนทั้งประเทศ" ที่ตัวเองกลับไปทันที!

                เพราะที่กลับ ยังแน่ใจในทุกคนไม่ได้ว่า ที่เห็นปกติ ใช่ว่าจะติด-ไม่ติดเชื้อ มันอาจอยู่ระหว่างฟักตัวตอนนั้นก็ได้

                ดูจากที่ญี่ปุ่นเป็นตัวอย่าง!

                เนี่ย...

                จีนอาจไม่ต้องการให้เกิดอย่างนี้ขึ้นก็ได้ เพราะถ้ามันระบาดเป็นวงกว้างไปทั้งโลก จีนจะถูกรุมโทษ เผลอๆ ไปถึงขั้น เป็นแผนสงครามชีวภาพ

                เพราะอย่างนี้ จีนถึงไม่ค่อยอยากให้แต่ละประเทศรับกลับทันที-ทันใด

                มันไม่เกี่ยวกับ "อิทธิพลทางการทูต" ว่าใครมาก-ใครน้อย ที่ได้บิน-ไม่ได้บิน เข้าไปรับคนประเทศของตนกลับ

                และตอนนี้ WHO องค์การอนามัยโลก ประกาศให้ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นสถานการณ์ฉุกเฉินระดับโลกไปแล้ว

                ดังนั้น จะทำอะไร ต้องใคร่ครวญให้รอบด้าน อย่าทำหรือออกมาตรการอะไร คิดคืบเดียว แบบการเมืองนำหน้า ชาวบ้านว่าไง ก็ไหลตามไปทั้งหมด

                ในจิตพื้นฐานนั้น มันเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าคนชาติไหน มีอะไรปุ๊บ ย่อมห่วงคนชาติตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก ผมก็ห่วง

                แต่การขนคนกลับ แต่ละสถานการณ์มันไม่เหมือนกัน อย่างกรณีนี้ เป็นโรคระบาดร้ายแรง

                น้อยคน รวมทั้งผมด้วย ไม่รู้หรอกว่า การจะเอาเรือบิน บินเข้าไปขนคนกลับจากประเทศหนึ่ง ในภาวะโรคระบาด

                มันมีมาตรการ ขั้นตอน กฎระเบียบ ต้องปฏิบัติอย่างใดบ้าง ซึ่งมันไม่ง่าย เหมือนกรณี แผ่นดินไหว  ตึกถล่ม จลาจล ฆ่ากัน อะไรทำนองนั้น

                ต้องชั่งน้ำหนักให้ดี ว่าการที่ไทยห่วงไทย ห่วงนั้น ด้วยวิธีการ จะไม่เป็นที่ให้ไวรัสเกาะเข้ามาระบาดในประเทศ โดยสุจริต

                ดังนั้น อย่าเร่งเร้า ทำนอง ทำไมไม่รีบไปรับกลับมา

                อยู่อู่ฮั่น ก็ใช่....มันลำบาก

                หวาดผวานั้น ก็แน่นอน แต่รัฐบาลไทย รัฐบาลจีน เขาไม่ปล่อยให้คนไทยอดตาย ซึ่งก็เห็นอยู่แล้ว

                ผมว่า ที่จีนยังไม่ให้คนไทยกลับ ไม่เกี่ยวอิทธิพลทางการทูต แต่เพราะเขารัก และปรารถนาดีมากกว่า

                ๖๔ คนไทยหรือมากกว่านั้นในอู่ฮั่น ถึงวันนี้ ไม่ปรากฏว่า มีใครป่วยหรือติดเชื้อ ถ้ามีเป็นข่าวไปแล้ว

                นี่ก็สบายใจได้ขั้นหนึ่ง

                ที่เขายังไม่ให้กลับ ก็คงหวังเฝ้าดูและตรวจเช็กให้แน่ใจจริงๆ ว่า "ปลอดภัย..ไม่ติดเชื้อ" ชัวร์ๆ

                ให้กลับ ก็จะไม่มีเชื้อไปแพร่ในประเทศแน่นอน!

                แง่นี้มากกว่า........

                ไม่ใช่ไทย "เส้นเล็ก" ต้องรอคิวท้ายๆ พวกเส้นใหญ่อย่างญี่ปุ่น เป็นไงล่ะ ตอนนี้ ถูกชาวบ้านด่าขรม

              เพราะกลับไป พบว่ามีติดเชื้อมา หวาดผวากันไปทั้งเกาะ พลอยสะเทือนถึงคนไปเที่ยวญี่ปุ่น ที่เริ่มแหยง ด้วยระแวงระบาด

                ในเมื่อไทยจะขนคนไทยกลับจริงๆ.......

                จีนก็คง "อยากเอางั้น...ก็เอา" แต่การจะให้กลับ ก็ต้องตรวจรายตัว ผ่านพิธีการมากมายอยู่ และมีใบรับรอง

                ดังนั้น ผมไม่แน่ใจว่า จะกลับได้วันนี้ พรุ่งนี้ อย่างเป็นข่าว

                และเมื่อนำกลับมา ก็ไม่ทราบว่า รัฐบาลจะนำ ๖๔ คน ไปกักตัวไว้เฝ้าดูอาการที่ไหน อย่างน้อยก็ครึ่งเดือนแหละ

                จึงอยากเรียนรัฐมนตรีสาธารณสุข "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" รวมถึงรัฐมนตรีคมนาคม "นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ" ว่า

                เห็นตามข่าว......

                ท่านจะเดินทางไปอู่ฮั่นกับเครื่องแอร์เอเชีย เพื่อรับคนไทยกลับนั้น

                "อย่าไป" เป็นอันขาด แค่นี้ก็ได้หน้า-ได้ชื่อแล้ว!

                เพราะถ้าไป ท่านทั้ง ๒ ก็จะเหมือนทุกคนที่ไปกับเครื่องและ ๖๔ คนที่ไปรับกลับ

                คือต้องถูก "กักตัว" เฝ้าดูอาการ ๑๔ วัน!

                อดร่วมประชุมสภา นัดฝ่ายค้านอภิปรายไม่ไว้วางใจ ๖ รัฐมนตรีน่ะซี!

                ฉะนั้น วางตำแหน่งตัวเองให้ถูกกับงานดีกว่า การไปรับ ให้เป็นหน้าที่หมอ-พยาบาลและผู้เกี่ยวข้องโดยตรงเถอะ

                ท่านรัฐมนตรี คอยทำหน้าที่ประธานอยู่นี่แหละ เพราะเรื่องไม่จบแค่รับกลับ จะมีปัญหาต้องให้ท่านบริหาร-จัดการอีกมากมาย

                แท็กซี่รับคนอู่ฮั่นไปส่ง ยังเป็น "คนไทยรายแรก" ที่ติดเชื้อ แล้วนี่ พวกเรากลับจากอู่ฮั่นร่วมร้อยคน

                ท่านต้องบริหารประเด็นถูกสร้าง "อุปาทานหมู่" ให้ดีนะ ขบวนการเฟกนิวส์มันเอาแน่ ป่านนี้วางพล็อตเรื่องกันแล้วมั้ง?

                รักคนไทย ๖๔ คน กับรักคนไทย ๖๙ ล้าน

                รักต่อรัก..........

                ต้องบริหารในสถานการณ์ไวรัสและไวรัล ให้ทันเกม-ทันเจ๊ เค้านะ.

ตรวจสอบหรือไม่ ซึ่งส่วนใหญ่ก็อยากฟัง แต่อย่างไรก็ตาม 

"การที่พรรคเศรษฐกิจใหม่ถอนตัวออกไปนั้น ไม่มีผลเลย เพราะตอนอยู่เมื่อก่อนมีก็เหมือนไม่มี แทบจะไม่มีผลอะไรเลย ดังนั้นจะไปหรืออยู่ก็ไม่ต่างกัน กลับกันตอนที่อยู่ต่างหาก มีแต่ความกังวลมากกว่า เพราะกลัวว่าความลับจะรั่วไหลไปยังฝั่งรัฐบาล ตอนนี้จึงมีความสบายใจมากกว่าเดิม"


 
 

2 ก.พ.63 - ที่สถานีรายงานดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ พล.อ.อ.มานัต วงษ์วาทย์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ(ผบ.ทอ.) กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลจะใช้พื้นที่ทหารกักตัวคนไทยที่เดินทางกลับจากอู่ฮั่น ประเทศจีนว่า กองทัพอากาศพร้อมให้ความร่วมมือ และไม่มีปัญหา ส่วนจะใช้พื้นที่ใดนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลในส่วนของกองทัพอากาศมีหน้าที่สนับสนุนหากมีการร้องขอ ทั้งนี้รัฐบาลประสานให้เตรียมความพร้อมในทุกเรื่องที่กองทัพอากาศมีทรัพยากรอยู่ซึ่งเรามีทุกอย่างอยู่ในมือและมีความพร้อมเพียงแต่รอคำสั่งจากรัฐบาล ส่วนกรณีจัดชุดคัดกรองจากกรมแพทย์ทหารอากาศ ตรวจสุข ภาพคนไทยที่กลับจากอู่ฮั่นนั้น เรื่องนี้มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาโดยกรมควบคุมโรคระบาด กระทรวงสาธารณสุข (สธ.)จะเป็นเจ้าภาพ.

 

: X-CITE 
 

 

 

 

.....................................................

 

02 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563

หน้าหนึ่ง ไทยโพสต์

จ่อกักในค่ายทหาร เริ่มแล้วปฏิบัติการพา64คนไทยออกจากอู่ฮั่นโดย3จนท.ฮีโร่

"อนุทิน" ยืนยันขนคนไทยกลับวันที่ 4 ก.พ. เพราะพร้อมแล้วทั้ง 2 ฝ่าย คุยกับอุปทูตจีนแล้วทุกอย่างเคลียร์ แต่ไม่ขอไปรับเองเพราะกลับมาต้องถูกกักตัว 14 วัน เสียเวลาทำงาน ด้านโฆษกรัฐบาลเผยส่ง 3 เจ้าหน้าที่ทูตไปอู่ฮั่นเพื่อประสานงานแล้ว  โฆษกกระทรวงกลาโหมระบุเตรียมพื้นที่ของทหารรับ 64 คนไทยที่เดินทางกลับ   


แฉแผนซักฟอก'3ป.' หวังกระทบชิ่งคสช.!

เปิดแผนฝ่ายค้านซักฟอก 3 ป. หวังลากถึงยุค คสช. เพราะยึดโยงอำนาจ "ภราดร" คาดหวังสูง อ้างผู้รักประชาธิปไตยต้องการให้ตัวผู้นำสืบทอดอำนาจพบกับจุดจบโดยหลุดออกจากตำแหน่งไปโดยเร็ว เพื่อไทยเปิดตัว ส.ส.ปากกล้ารุมกินโต๊ะ "บิ๊กตู่"  ขณะที่ "วิษณุ" ไม่รู้สึกอะไรธรรมดา เฉยๆ 


'หมอยง'สยบกระแสตื่น! ไวรัสโคโรนาไม่ได้ติดง่าย

สถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนาในไทยยังอยู่ที่ 19 ราย "หมอยง" สยบกระแสหวาดวิตก เชื้อไวรัสโคโรนามาทางอากาศ กรณีแท็กซี่ต้องมีการสัมผัสเชื้อ ไม่ใช่เพราะอยู่ในห้องโดยสารเดียวกัน "อนุทิน" เตือนผู้ประกอบการผลิตหน้ากากอนามัยอย่าทำบาปฉวยโอกาสขึ้นราคา น้ำพึ่งเรือ เสือพึ่งป่า ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ช่วงวิกฤติต้องช่วยดูแลประชาชนด้วย


จีนตายพุ่ง259! อเมริกา-ออสซี่ ห้ามเข้าประเทศ

ไวรัสโคโรนาหลอนไปทั่วโลก ยอดผู้เสียชีวิตในจีนพุ่งเป็น 259 ราย ติดเชื้่อ 11,791 คน อเมริกาผวาหนัก ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินด้านสาธารณสุข ห้ามคนติดเชื้อเข้าชั่วคราว  ออสเตรเลียเอาด้วย ส่วนอังกฤษเรียกนักการทูตกลับด่วน

ลุงญี่ปุ่นที่คุนหมิง

    
 

(สถานีรถไฟคุนหมิง เมืองหลวงของมณฑลยูนนาน)

    จนถึงเวลานี้ผมก็ยังไม่ทราบว่าเหตุใดเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของจีนที่ด่านเหอโข่ว มณฑลยูนนาน ถึงได้คุมตัวผมไปยังห้องพิเศษและกักตัวไว้นานชั่วโมงกว่า จวนเจียนจะรับตั๋วและขึ้นรถไฟไปคุนหมิงไม่ทันเวลา

(อาคารสถานีรถไฟคุนหมิง มองจากฝั่งทางออก)


           ความขุ่นมัวในหัวใจคลายลงไปโขเมื่อเจอแท็กซี่นิสัยดีส่งถึงสถานีรถไฟในราคาไม่แพง แม้ว่าจะถูกแซงคิวตอนรับตั๋ว แต่ก็ยังทันเวลา นำสัมภาระเข้าเครื่องเอกซเรย์ ตัวคนเดินผ่านเครื่องสแกน แล้วจึงไปเข้าแถวรอขบวนรถไฟ แสดงบัตรโดยสารที่ประตูทางออก จากนั้นเดินไปยังโบกี้ตามที่ตั๋วระบุ
           ตั๋วรถไฟนี้ผมจองกับ Trip.com เว็บไซต์จองการท่องเที่ยวออนไลน์รายใหญ่ของโลก ค่าโดยสาร 426 บาท เว็บไซต์คิดค่าธรรมเนียม 20 หยวน เท่ากับ 86 บาท ในภายหลังผมจองกับ Klook เว็บรายใหม่ที่กำลังมาแรงในตอนนี้ ปรากฏว่าไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียม 20 หยวน แต่ตั๋วในมือของเว็บไซต์รายหลังอาจมีไม่มากเท่ารายแรก หากว่าท่านพูดภาษาจีนไม่ได้และต้องเดินทางท่องเที่ยวในจีนโดยรถไฟ เว็บไซต์จองตั๋วเหล่านี้มีประโยชน์มาก

(ภายในรถไฟความเร็วสูงขบวนเหอโข่ว-คุนหมิง)

        รถไฟความเร็วสูงจากเหอโข่วเหนือ (Hekou Bei Railway Station) ไปยังคุนหมิง (Kunming Railway Station) ออกตรงเวลา 13.08 น. ผมวางเป้หลังบนชั้นวางเหนือศีรษะ พอจะเข้านั่งประจำที่ทางฝั่งซ้ายติดหน้าต่างตามที่ระบุในตั๋ว ลุงคนหนึ่งนั่งอยู่ก่อนแล้ว แกชี้ไปที่เบาะว่างตัวอื่น สื่อว่าว่างเยอะแยะ นั่งตรงไหนก็ได้ ผมก็เลยต้องไปนั่งด้านขวาติดหน้าต่าง เพราะอย่างน้อยหากมีเจ้าหน้าที่ขึ้นมาตรวจตั๋วและออกคำสั่งให้ไปนั่งตามหมายเลขก็จะได้ไม่ต้องเดินไกล

(มีภาษาอังกฤษเขียน "ข้อควรทราบเรื่องตั๋ว" แต่ในรายละเอียดล้วนเป็นภาษาจีน)

    รถไฟวิ่งไต่ความสูงขึ้นไปทีละนิด วิวสองข้างทางเป็นที่ราบสลับกับภูเขา บ่อยครั้งที่ต้องวิ่งเข้าอุโมงค์กลางเขา ซึ่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตจะใช้การไม่ได้ ผมได้ซื้อซิมการ์ดมาจากเมืองไทยเพื่อใช้ดูแผนที่และหาข้อมูลต่างๆ ด้วยทราบดีว่าคงหาคนจีนพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ง่ายๆ และซิมไทยนั้นดีกว่าตรงที่สามารถใช้กูเกิล เฟซบุ๊ก และไลน์ได้ ขณะที่ซิมจีนบล็อกหมด
    มีรถเข็นขายอาหารแบบบนเครื่องบิน แต่มีของไม่กี่อย่าง ผมเดินหาตู้เสบียงเจอก็ขอเมนูมาดู ชี้สั่งไปที่รูป เป็นอาหารแช่แข็งในจานหลุมพลาสติก พนักงานหยิบจากตู้เย็นเข้าอุ่นไมโครเวฟ ผมจ่ายเงิน 55 หยวนแล้วรับไปนั่งกินที่เก้าอี้ว่างในโบกี้ใกล้ๆ ในจานมีข้าวสวย แกงกะหรี่แกะ ไก่ผัดแตงกวา และผักดอง รสชาติโดยรวมถือว่าไม่เลว   
    รถไฟวิ่งเป็นระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร เข้าสู่เมืองคุนหมิง แวะจอดที่สถานีคุนหมิงใต้ จากนั้นเข้าสู่ปลายทางที่สถานีคุนหมิง (เฉยๆ) 17.26 น. ตรงตามตั๋วเป๊ะๆ ใช้เวลา 4 ชั่วโมง 18 นาที เดินออกจากสถานีสู่ถนน Zhanqian สะดุ้งนิดหน่อยเมื่อเงยหน้าขึ้นไปเห็นเจ้าหน้าที่ในชุดเขียวลายพราง 2 นายถือปืนไรเฟิลอยู่ในป้อมสูง คอยมองลงมายังกลุ่มผู้โดยสาร  
    จากหน้าสถานีผมเดินไปทางขวามือราว 500 เมตร ก็ถึงจุดที่ระบุในแผนที่กูเกิลว่าถึงที่พัก Kunming Yaju International Hostel ผมเดินหาอยู่ครู่หนึ่งในกลุ่มอาคารเดียวกันนี้ เห็นมีที่พักแห่งเดียว เขียนป้ายด้านหน้า The Elegant House Youth Hostel เดินขึ้นไปก็ปรากฏว่าเป็นที่เดียวกัน สองสามีภรรยาเจ้าของที่พักพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ใช้แอปแปลภาษาคุยกันไป-มาพอเข้าใจ ผมจ่ายเงิน 100 หยวน แล้วฝ่ายสามีก็เดินนำไปยังห้องพัก ผมจองห้องเตียงเดี่ยวไว้ เขาให้พักห้องเตียง 2 คู่บน-ล่าง รวม 4 เตียง ซึ่งเป็นห้องดอร์ม ยื่นมือถือให้ผมอ่านข้อความ “เตียงทุกเตียงในห้องเป็นของคุณ” ผมจึงใช้เตียงหนึ่งวางกระเป๋าและข้าวของ เตียงหนึ่งไว้นอน
    อากาศเวลานี้เริ่มหนาวแล้ว อุณหภูมิไม่ถึง 20 องศา ผมหยิบเสื้อแจ็กเกตมาใส่ทับเสื้อยืดเดินออกจากห้องพัก กะจะไปหามื้อเย็น แต่ตัดสินใจเดินขึ้นไปสำรวจบนดาดฟ้าก่อน มีระเบียงยื่นขึ้นไปอีกชั้น ชายคนหนึ่งตะโกนลงมาถามว่า “แวร์ ดู ยู คัม ฟรอม?” ผมตอบ “ไทยแลนด์” แกพูดกลับมาเป็นภาษาไทย “ขึ้นมาๆๆ” พร้อมเสียงหัวเราะ
    “คนจีนทำไมพูดไทยได้?” ผมถาม “คนจีนที่ไหน ผมคนญี่ปุ่น” ชายผมขาว มีผมดำแซมบางๆ ตอบด้วยรอยยิ้มกว้างจนเห็นฟันหลอโล่ง แนะนำตัวว่าชื่อโนบุ เคยอยู่เมืองไทยเมื่อ 30 ปีก่อน ทำงานให้กับบริษัทญี่ปุ่นที่มีสาขาในเมืองไทยอยู่เป็นสิบปีจนพูดไทยได้คล่อง แม้จะย้ายกลับญี่ปุ่นไปหลายปีแล้ว แต่ก็ยังไม่ลืมภาษาไทย

(ก่อนรถไฟความเร็วสูงจะเข้าอุโมงค์แห่งหนึ่งในบรรดานับร้อยอุโมงค์)

    ตอนนี้ลุงโนบุอายุ 60 ปี ไม่ได้ทำงานแล้ว บ้านอยู่ที่จังหวัดโทยามะ แกบอกว่าบ้านแกมีชื่อในเรื่องการเดินป่าปีนเขา หน้าหนาวหิมะตกหนัก ต้องตักหิมะบนถนนไปกองไว้สองข้างทางจนสูงกว่ารถ เวลารถวิ่งให้ความรู้สึกเหมือนวิ่งผ่านอุโมงค์
    แกพักอยู่ที่นี่ได้ 2 วันแล้ว ผมถามเรื่องแผนการเดินทางของแกก็ได้ทราบถึงความไม่ธรรมดา ลุงโนบุนั่งเรือจากเมืองโกเบ ประเทศญี่ปุ่นมายังนครเซี่ยงไฮ้ของจีน ใช้เวลาถึง 45 ชั่วโมง แกซื้อตั๋วพิเศษแบบไม่มีเตียง ใช้ผ้าปูนอนกับพื้นเรือ โกเบ-เซียงไฮ้ ไปกลับ 3 หมื่นเยน หรือราวๆ 1 หมื่นบาท จากเซียงไฮ้นั่งรถไฟต่อมายังคุนหมิง แกบอกว่าไม่ได้หลับไม่ได้นอน เพราะเป็นรถไฟธรรมดา คนจีนเต็มขบวน พักที่โฮสเทลแห่งนี้แล้วนั่งรถไฟต่อไปเหอโข่ว เข้าสู่หล่าวกายของเวียดนาม เข้าลาวที่เมืองขวา ไปออกหลวงน้ำทา เข้าไทยที่เชียงของ จากเชียงของสู่ปลายทางที่เชียงราย เส้นทางนี้แกเดินทางไป-กลับครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3  
    เวลานี้แกกำลังเดินทางย้อนกลับเส้นทางเดิม แวะพักที่คุนหมิงเกือบสัปดาห์แล้วจะนั่งรถไฟต่อไปเซี่ยงไฮ้ คราวนี้ยอมซื้อตั๋วรถไฟความเร็วสูง เพราะเข็ดขบวนที่เต็มไปด้วยคนจีน เบียร์ Tuborg หมดขวดพอดี ผมเดินตามแกลงไปที่มินิมาร์ทฝั่งตรงข้ามถนน แกซื้อ Tuborg มาอีกขวด บอกว่ากินเบียร์ทุกวัน วันละ 2 ขวด ผมซื้อเบียร์จีนมาด้วย 2 ขวด กับแกล้มขนมขบเคี้ยว และบะหมี่ถ้วยกึ่งสำเร็จรูป
    เรากลับขึ้นไปนั่งกินบนโต๊ะเก้าอี้ตัวเดิม ฟ้ามืดลงสนิทแล้ว อากาศหนาวขึ้นเรื่อยๆ หนุ่มเจ้าของโฮสเทลขึ้นมาถามว่าอากาศเย็นอย่างนี้ทำไมไม่ใส่เสื้อหนาว เดี๋ยวก็ป่วย ลุงโนบุตอบว่าป่วยก็ไม่เป็นไร มีเวลานอนพักอีกตั้งสี่ห้าวัน แกมีอุปกรณ์สื่อสารหลายชิ้น มือถือ 2 เครื่อง คอมพิวเตอร์แท็บเล็ต ลำโพงไร้สาย ยื่นมือถือให้ผมดูหน้าจอ ความสูงจากระดับน้ำทะเลของเมืองคุนหมิงระบุตัวเลขมากกว่า 1,800 เมตร
    แกดาวน์โหลดหนังลงแท็บเล็ตไว้จำนวนหนึ่ง อยู่ๆ แกก็เปิดหนังไทยเรื่อง “กากี สหัสวรรษ” ปอกไส้กรอกชนิดกินได้สดๆ แกล้มกับเบียร์ ถามผมว่า “กากีแปลว่าอะไร?” ผมให้คำตอบ แกก็ถามว่าในภาษาอังกฤษจะตรงกับคำว่าอะไร ผมคิดหาคำตอบอยู่นานแล้วโยนให้แกเลือกเอาเอง ระหว่าง Bitch และ Slut แกระเบิดหัวเราะโชว์ฟันหลอ
    เบียร์จีนผมจำยี่ห้อไม่ได้ รสชาติจืด แอลกอฮอล์เบาแค่ 3 เปอร์เซ็นต์ ผมดื่มหมด 2 ขวดอย่างรวดเร็วต้องลงไปซื้อเพิ่ม ซึ่งจะเป็นโอกาสผละออกมาจาก “หญิง จุฬาลักษณ์” นางเอกของเรื่อง ผมโอเอ้อยู่นานในละแวกร้านขายของข้างล่างและบริเวณล็อบบี้โฮสเทล กว่าจะกลับขึ้นมาใหม่พร้อมเบียร์จีนอีก 2 ขวด ไม่นานหนังก็จบลงด้วยฉากละเลงเลือด
    จากนั้นผมจึงได้โอกาสถามถึงวิธีการเดินทางอันน่าทึ่งของแกว่า เหตุใดจึงไม่นั่งเครื่องบิน หากบ้านแกอยู่โทยามะก็แค่นั่งรถไปโตเกียวหรือโอซากา แล้วบินไปกรุงเทพฯ แล้วค่อยบินต่อไปเชียงราย ง่ายกว่าและน่าจะประหยัดกว่า ข้อสันนิษฐานของผมไม่ผิด แกกลัวเครื่องบิน
    ลุงโนบุเล่าว่า ครั้งหนึ่งในการขึ้นเครื่องบินจากกรุงเทพฯ ไปโตเกียว ตอนเครื่องจะลงมีลมพัดแรงมาก ทำให้เครื่องส่าย ล้อแตะพื้นครั้งหนึ่ง แล้วเชิดหัวขึ้นไปบินวน ตอนพยายามลงใหม่ก็ประสบเหตุการณ์แบบเดียวกันอีกครั้ง แม้ว่าในที่สุดเครื่องบินจะลงจอดได้และผู้โดยสารล้วนปลอดภัย แต่ลุงโนบุไม่กล้าขึ้นเครื่องบินอีกแล้ว   
    เบียร์ผมหมดไปอีกชุดโดยที่แกไม่แตะเบียร์ผมเลย ทั้งที่คะยั้นคะยอหลายครั้ง ถือว่ายึดกฎการดื่มส่วนตนไว้ได้ดีมาก เราลงจากระเบียงดาดฟ้าไปยังล็อบบี้โฮสเทล ลุงโนบุชงกาแฟดื่มก่อนเข้านอน
    ผมเจอน้องผู้หญิงคนไทยเดินออกมาจากห้องอาบน้ำ สอบถามกันได้ความว่ากำลังรอเพื่อนสาวอีกคนเดินทางมาสมทบเช้าวันรุ่งขึ้นแล้วจึงเดินทางต่อไปท้าความสูงที่ลี่เจียงและแชงกรี-ลา อวยพรให้เธอมีโชคและประสบการณ์ที่ดี จากนั้นผมเดินไปต้มน้ำร้อนในครัวของโฮสเทล เทลงถ้วยบะหมี่ กินเป็นมื้อค่ำและขับไล่ความหนาวในคราวเดียวกัน

(หมาน้อยมองไปทางอู่รถบัส เยื้องๆ กับสถานีรถไฟคุนหมิง)

    เงินหยวนเหลืออยู่ไม่เท่าไหร่แล้ว ดังที่ได้เล่าไว้ก่อนหน้านี้ว่าโดนคนขโมยไปแบบหวังดี (หรืออาจจะเป็นวิถีของมืออาชีพ) เหลือไว้ให้ในซอง 700 หยวน และเมื่อถึงคุนหมิงผมเหลืออยู่แค่ 400 หยวน หรือไม่ถึง 2,000 บาท ผมได้ทำบัตรเดบิตแบบพิเศษก่อนเดินทางออกจากเมืองไทย บัตรเดบิตสีบานเย็นนี้ผูกกับบัญชีเงินฝากออมทรัพย์ เราจะต้องโอนเงินสกุลบาทจากบัญชีเงินฝากเข้าไปไว้ในบัญชีบัตรเดบิตพิเศษนี้ จากนั้นทำการแลกเงินสกุลบาทเป็นสกุลที่ต้องการ มี 12 สกุลหลัก แน่นอนว่าเงินหยวนคือหนึ่งในนั้น อัตราแลกเปลี่ยนเท่ากับร้านแลกเงินขนาดใหญ่ในกรุงเทพฯ และมีการเปลี่ยนแปลงขึ้น-ลงตามการซื้อขายในแต่ละช่วงของวัน สามารถแลกในเวลาใดก็ได้  
    ผมแลกเงินบาทเป็นเงินหยวนไว้แล้วเป็นจำนวนที่เพียงพอสำหรับค่าอาหารและค่าที่พักตลอดระยะเวลาในการเดินทางในจีนตามที่ได้วางแผนไว้ ส่วนค่ารถไฟสามารถจ่ายด้วยบัตรเครดิตใหม่เอี่ยมที่ทำก่อนออกเดินทางไม่นานเช่นกัน   

(อาคารร้านค้าในละแวกสถานีรถไฟคุนหมิง)

    บัตรเดบิตพิเศษของผมใบนี้ใช้กับพันธมิตร Visa สามารถรูดซื้อสินค้าได้ ในแต่ละครั้ง Visa จะหักไปเท่ากับจำนวนจริงของราคาสินค้าที่ระบุเป็นเงินสกุลท้องถิ่น (เพราะเรามีเงินสกุลท้องถิ่นอยู่ในบัตรนี้แล้ว) และประเสริฐยิ่งขึ้นไป เพราะไม่ถูกหักเพิ่ม 2.5 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเป็นค่าประกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน
    ปัญหาที่พบหลังจากอยู่ในจีนได้ไม่กี่วันก็คือ ผมหาร้านค้าที่มีเครื่องหมาย Visa (รวมถึง Mastercard) ได้ยากเหลือเกิน ตลอดทริปผมรูดซื้ออาหารได้แค่ในห้างขนาดยักษ์ในนครฉงชิ่งเท่านั้น บรรดาเมืองในจีนที่ผมไปเยือนมีแต่เครื่องหมาย UnionPay และเห็น JCB อยู่บ้าง ผมจึงต้องพึ่งการกดเงินสดจากตู้เอทีเอ็ม บัตรเดบิตพิเศษของผมให้ข้อมูลว่ากดเงินสดได้เสมือนว่าบัตรนี้เป็นบัตรท้องถิ่น เพราะเรามีเงินท้องถิ่นอยู่ในบัตรแล้วนั่นเอง โดยทั่วไปหากเรากดเงินในต่างประเทศจะต้องถูกบวกเพิ่ม 2.5 เปอร์เซ็นต์ จากอัตราที่ถูกกำหนดโดยยี่ห้อบัตร (ซึ่งถูกกว่าอัตราแลกเปลี่ยนจริงอีกนิดหน่อย) บัตรเดบิตนี้บอกว่าหากจะเสียก็แค่ค่าธรรมเนียมในการกดจากธนาคารเจ้าของตู้ โดยปกติก็ไม่มากกว่า 100 บาทต่อครั้ง
    เช้าวันต่อมาผมเดินหาตู้เอทีเอ็มในย่านที่พัก เจอหลายแห่งที่รับบัตรระบบ Visa แต่กดเงินออกมาไม่ได้ เดินจนทั่วในย่านการค้าใจกลางเมืองก็พบแต่ข้อความระบุว่าระบบมีปัญหา พอติดต่อกลับคนที่ทำงานอยู่ในธนาคารเจ้าของบัตรนี้เธอหาข้อมูลให้จากฝ่ายที่เกี่ยวข้อง บอกกลับมาว่าให้ลองกดใหม่ ผมลองกดบัตรพิเศษนี้อยู่อีกหลายวันหลังจากนั้นก็ไม่สำเร็จ ระหว่างนี้ก็ต้องกดบัตรเดบิตธรรมดาเอาเงินออกมาประทังชีวิตไปก่อนทีละไม่มาก แต่โดน 2.5 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้ง   
    จนสุดท้ายก็มีคำตอบอันแท้จริงจากธนาคารเจ้าของบัตรเดบิตพิเศษนี้ว่า “ตู้เอทีเอ็มในจีนยังไม่รองรับระบบของบัตร”.

.........................................................

 

: กรองสถานการณ์ 
 

 

 

 

........................................................

2 กุมภาพันธุ์ 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน