*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3972
  • จำนวนผู้ชม : 2510720
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 495 , 18:40:15 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน Chaoying , wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         คุณเปลว สีเงิน กล่าวในคอลัมน์ของตัวว่า

อีกอย่าง...........

                เรามียาปราบ "ไวรัสอู่ฮั่น" เจ้าแรกในโลกอยู่แล้วตอนนี้ ไม่ทำให้ประจักษ์ด้วย "ป่วยจริง-รักษาจริง-หายจริง" ตอนนี้ แล้วจะหาจังหวะตอนไหน?

          ก็จริงอย่างคุณเปลวว่านะครับ น่าจะแข่งกับจีนที่เขาก็กำลังวิจัยสูตรยาของเขาอยู่เหมือนกัน ช้าเร็วกว่ากันก็อยู่ในช่วงเวลา

เดียวกันครับ

         นายอนุทิน รมว.สาธารณสุข เผยแพร่พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระราชินีว่า

นายอนุทินกล่าวว่า การเตรียมการรับคนไทยจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศไทยได้เตรียมพร้อมทุกอย่าง โดยมีทีมแพทย์ 2 ทีม ได้แก่ ทีม

จากสถาบันบำราศนราดูร ประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน แพทย์ระบาดวิทยา จิตแพทย์ ทีมที่ 2 เป็นแพทย์จากเหล่าทัพ เป็น

การบูรณาการทำงานตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลคนไทยที่กลับจากอู่ฮั่นให้ดีที่สุด ซึ่ง

กระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมเวชภัณฑ์ไว้พร้อมแล้ว

“ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี พระราชทานเวชภัณฑ์ ของใช้จำเป็นในการดำรง

ชีวิตและการป้องกันโรคให้กับประชาชนชาวจีน โดยจะนำไปพร้อมเที่ยวบินวันพรุ่งนี้” นายอนุทินกล่าว

ฯลฯ

 เวชภัณฑ์พระราชทาน

'เขาปิด' ไทยเรา 'ยิ่งต้องเปิด'

 

 

           เยี่ยมจริงๆ.....

                ที่ได้เกิดบนแผ่นดินที่เรียกประเทศไทย!

 

                เพราะ "คนไทย-แพทย์ไทย"

                เจ๋งสุดๆ!

                นาทีเป็น-นาทีตาย......

                โลกมะงุมมะงาหรา อยู่กับการค้นหาวัคซีนใช้ต้าน "ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่"

                ๒ แพทย์ไทย "โรงพยาบาลราชวิถี"

                "นพ.เกรียงศักดิ์ อติพรวณิช" แพทย์ชำนาญการพิเศษ

                "รศ.นพ.สืบสาย คงแสงดาว" แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

                เมื่อวาน (๒ ก.พ.๖๓) ประกาศให้โลกรู้......

                สามารถค้นพบกระบวนการยาใช้รักษา "ไวรัสอู่ฮั่น" ได้ผลชะงัด ภายใน ๔๘ ชั่วโมง

                แม้อาการรุนแรง ขั้น "เป็น-ตาย"

                ใช้ตัวยาที่ ๒ แพทย์นี้ คิดค้นรูปแบบใช้รักษา อาการดีขึ้นทันที ใน ๑๒ ชั่วโมง

                ลุกนั่งได้ ไม่มีอาการอ่อนเพลีย ภายใน ๔๘ ชั่วโมง

                ผลแล็บจาก "บวก" เป็น "ลบ" สุดมหัศจรรย์!

                อย่างนี้ ต้องปรบมือให้วงการแพทย์ แห่งสาธารณสุขไทยของเรา พร้อมกันทั้งประเทศแล้วล่ะ

                โดยเฉพาะกับ ๒ หมอ "นพ.เกรียงศักดิ์" กับ "รศ.นพ.สืบสาย" แห่งโรงพยาบาลราชวิถี

                ผมเอง "ฝากผี-ฝากไข้" อยู่ที่โรงพยาบาลนี้ด้วย ขอบอกไว้เลย แต่ละวัน ที่ราชวิถี คนมากปานมด-ปลวก      

                แต่แพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ "ทุกคน-ทุกแผนก" ไม่รู้ไปฝึกจิตบริการมาจากไหน ผมเห็นคนมาโรงพยาบาลซึ่งต่างจิต-ต่างใจ ยังปวดหัว

                แต่เจ้าหน้าที่ทุกคน จิตพ่อพระ-แม่พระจริงๆ

                สนองตอบผู้มารับบริการแต่ละคน-แต่ละจริต โดยไม่ใช้อารมณ์ ไม่ชักสีหน้า ดูแลทุกคนด้วยจิตราบเรียบเสมอเหมือนกัน

                ใครไม่ป่วย ไปที่ราชวิถี เห็นความยิ้มแย้ม เอาใจใส่ โอบเอื้ออารี ของเจ้าหน้าที่ที่นี่แล้ว อยากป่วย เพราะอยู่กับคนจิตงาม แล้ว

                ใจมันชื่นน่ะ!

                ตามที่กระทรวงสาธารณสุขแถลง การค้นพบวิธีรักษาไวรัสอู่ฮั่น ของ ๒ นายแพทย์ราชวิถี ก็สืบเนื่องจาก.......

                มีหญิงจีนจากเมืองอู่ฮั่น อายุ ๗๑ มาเที่ยวไทย ไวรัสออกอาการ ก็เข้ารักษาที่โรงพยาบาลหัวหิน และถูกส่งตัวมาราชวิถี

                ๒๙ ม.ค.อาการรุนแรงขึ้น.......

                ๒ นายแพทย์ จึงตัดสินใจใช้ยา Oseltamivir เป็นยาต้านไวรัสหวัด ที่เคยใช้รักษาโรคเมอร์ส 

                ใช้ร่วมกับยา Lopinavir และ Ritonavia ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสเอดส์

                ปรากฏว่า "ยาถูกโรค" ทันที....

                หญิงจีนผู้นั้น อาการดีขึ้นทันตา ผลตรวจเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ เป็นลบ ภายใน ๔๘ ชั่วโมง

                สรุปแล้ว ยาที่ใช้นี้...........

                หลักๆ เป็นยาต้านไวรัสโรคเอดส์กับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ "องค์การเภสัชกรรม" ของไทยเรานี่แหละผลิต

                ส่วนขั้นตอน-กรรมวิธี ที่เรียก "เคล็ดลับ" นำสู่การใช้ให้ได้ผล ตามสูตรของ ๒ แพทย์ราชวิถี  กระทรวงสาธารณสุข ไม่ได้แจกแจงรายละเอียด

                แต่ขณะนี้........

                การคิดค้นได้เป็นผลสำเร็จครั้งนี้ รายงานไปยังนิตยสารทางการแพทย์ของโลก

                เพื่อบันทึกเป็น "ความสำเร็จ" ของแพทย์ไทยแล้ว

                และเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติผู้ป่วยไวรัสนี้ต่อไป

                ครับ.....

                ก็นำมาสรุปให้ชื่นใจกัน และก็น่าชื่นใจยิ่งๆ ขึ้น ถึง ณ ตอนนี้ ในประเทศไทย ไม่มีผู้ป่วยเพิ่ม

                ที่ป่วยอยู่แล้ว ก็รักษาหาย กลับบ้าน-กลับเมืองได้อีก ๑ ราย

                ที่ยังรักษาอยู่ ก็ดีวัน-ดีคืน ก็สบายใจกันได้ แพทย์ไทย สาธารณสุขไทย "มาตรฐานโลก"

                มีแต่หายช้า-หายเร็ว ไม่มีทรุด ไม่มีทรง!

                ดูตามสภาพการณ์แล้ว ผมประเมินว่า ถึงขณะนี้ ไวรัสอู่ฮั่นเลยจุด "เฮี้ยนสุดขีด" ไปแล้ว นับวันจะค่อยๆ ลดจำนวนคนป่วยลง

                เพราะเท่าที่ดู ผีตัวนี้ ปรากฏวันตรุษจีน ๑๐ มกรา ออกฤทธิ์เห็นผลสุดๆ ภายใน ๑๔ วัน ก็ตกราวๆ  ๒๕ มกรา

                คือ ๒๕ มกรา ใคร "ติด-ไม่ติดเชื้อ" รู้ผลกันแล้ว

                เอาให้แน่ใจ เผื่อติดเชื้อวันหลัง ต่อเวลาให้อีก ๑๔ วัน ระยะฟักตัว ก็ตกประมาณ ๑๐ กุมภา

                ฉะนั้น จากสัปดาห์หน้า คือ ๘ กุมภาเป็นต้นไป ไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ จะกลายเป็น

                "สายพันธุ์หมอบ"!

                คือ จะสิ้นฤทธิ์ ผมหมายถึงในบ้านเรา เพราะในบ้านเรา ชัดแล้วว่า ไวรัสคือผีตัวนี้ ไม่สิงในบ้านเราแน่

                ที่ปรากฏ มันสิงพี่น้องจีนที่เข้ามา เมื่อรัฐบาลจีนปิดประเทศ ไม่ให้คนจีนเดินทางท่องเที่ยว

                ก็เท่ากับว่า "สัปดาห์หน้า" เป็นสัปดาห์แห่งการสิ้นสุด!

                ฉะนั้น ไม่ต้องตีโพย-ตีพาย

                บรรดากูรูทั้งหลาย ก็เก็บวิชาไว้ ไม่ต้องขยายพุงเที่ยวพยากรณ์เศรษฐกิจ พยากรณ์ประเทศ ให้วุ่นวายมากไป

                ว่าจะวิบัติ ล่มจมทางเศรษฐกิจ อย่างนั้น-อย่างนี้ ด้วยพิษไวรัส

                ลำพังพวกชังชาติและการเมืองพังชาติสาดใส่รัฐบาล ทุกวัน คนจิตอ่อน ก็นอนไม่หลับอยู่แล้ว

                ขืนตอกย้ำ-ซ้ำเติม เอะอะเศรษฐกิจประเทศจะพัง ก็จะพากันจิตตก ที่ไม่พัง ก็จะพากันพัง เพราะต่างคน-ต่างเอาตัวรอดนี่แหละ

                ที่ว่ากันว่า นักท่องเที่ยวจะไม่มาเที่ยวไทย เพราะกลัวไวรัสสายพันธุ์ใหม่

                ก็ไม่มาเฉพาะช่วงนี้แหละ

                คอยดูเถอะ.......

                "สงกรานต์" จะแห่กันมา ประเทศแทบแตก!

                เพราะอะไร เพราะวิกฤติในโอกาส จากไวรัสอู่ฮั่นระบาดนี่แหละ

                ๑.ทำให้ทั่วโลกเห็นมาตรฐานสาธารณสุขไทย "เยี่ยม"

                ๒.ไทยนักท่องเที่ยวจีนมากที่สุด แต่คัดกรอง "เยี่ยม" มีคนป่วยน้อยสุด ป่วยก็รักษาหาย ไม่มีตายเลย

                ๓.เป็นที่ประจักษ์ เชื้อไวรัสไม่มีแพร่ในไทย และ

                ๔.ฝีมือแพทย์ไทย การพบยารักษาไวรัสของไทย ทำให้ความเชื่อมั่น "ไทย-มาตรฐานโลก"

                เหล่านี้ จะดึงดูดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกแห่กันมา

                รวมทั้ง "นักท่องเที่ยวจีน"!

                พอบอกนักเที่ยวจีน บางคนผวา และว่า อยากจะปิดประเทศชั่วคราว สำหรับนักท่องเที่ยวจีนด้วยซ้ำ

                ผมอยากให้คิดใหม่!

                ปิดประเทศก็ดี ยกเลิกวีซ่าหน้าด่านก็ดี เป็นเรื่องปลายเหตุ

                ใช้เหตุผลกันนิด อย่าใช้ความคิดสั้นๆ สะบั้นมิตรภาพไมตรี ซึ่งสุดท้ายแล้ว "ผลลบ" มีกับเรามากกว่า "กับเขา" ล้านเท่า

                ประเทศอื่น "ปิดประเทศ" ห้ามจีนเข้า นั่นเป็นเหตุผลเขา แต่สำหรับไทยเรา ไม่มีเหตุผลต้องทำอย่างนั้นเลย

                ยิ่งเขาปิด....

                เราต้องเปิดให้กว้าง กับทุกสายการบิน ที่บินจากจีนมาไทย!

                ต้องเข้าใจนะ จีนเขาปิดประเทศ ไม่ให้คนออก เพื่อสกัดการนำเชื้อออกไประบาดที่อื่น

                การระบาดในจีน ก็เป็นบางเมือง และในจำนวนคนพันกว่าล้านคน มีติดเชื้อในเฉพาะพื้นที่ รวมแล้วระดับหมื่น

                และในจีน ใช่ว่ามีเฉพาะคนจีน........

                การเดินทางด้วยธุรกิจและความจำเป็นของคนทั้งต่างชาติและจีน มันยังต้องมี

                จะเดินทางออกจากจีนมาได้ ก็ต้องผ่านมาตรการคัดกรองเข้มข้น

                เมื่อต้นทางเข้มข้น บวกกับมนุษย์แต่ละคนล้วนมีค่าในตัวที่จะป้องกัน

                ดังนั้น การที่ไทยเปิดประตูต้อนรับทุกสายการบินและทุกคนที่บินจากจีนเข้ามา

                มีอะไรต้องกลัว ต้องเสี่ยง หือ? 

                แถมจะผ่านด่านเข้ามาได้ ก็ต้องรีเช็กจากไทยอีก ๓-๔ ด่านคัดกรอง

                ฉะนั้น คนไทย "อย่าแคบ"

                โดยเฉพาะกับ "พี่น้องจีน" ในยามทั่วโลกรังเกียจ!

                อีกอย่าง...........

                เรามียาปราบ "ไวรัสอู่ฮั่น" เจ้าแรกในโลกอยู่แล้วตอนนี้ ไม่ทำให้ประจักษ์ด้วย "ป่วยจริง-รักษาจริง-หายจริง" ตอนนี้ แล้วจะหาจังหวะตอนไหน?

                ทุกโรค มันมีอยู่ในตัวมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว ขึ้นอยู่แต่ว่า เราเปิดช่องให้มันโจมตีตอนไหนเท่านั้น

                ฉะนั้น อย่า "สติแตก" จนทำลายมิตร ทำลายตัวเอง ด้วยเบาคิด-เบาปัญญา

                ยามพี่น้อง มิตรสหาย ว้าเหว่ มีภัย "ใจจะได้ใจ" ต่อกันหรือไม่นั้น

                เอา "ใจเราต่อใจเขา" ก็จะเข้าใจ.

"ในหลวง-ราชินี"พระราชทานเวชภัณฑ์ ของใช้จำเป็น ให้ชาวจีน ในเที่ยวบินรับคนไทยกลับพรุ่งนี้

 
 


3 ก.พ.63- ที่โรงพยาบาลราชวิถี กทม. นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ตรวจเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ แพทย์ พยาบาล ติดตามการรักษาผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อและผู้ป่วยเข้าเกณฑ์สอบสวนโรคต้องเฝ้าระวังจากไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่รักษาที่โรงพยาบาลราชวิถี

 นายอนุทินกล่าวว่า การเตรียมการรับคนไทยจากเมืองอู่ฮั่น ประเทศไทยได้เตรียมพร้อมทุกอย่าง โดยมีทีมแพทย์ 2 ทีม ได้แก่ ทีมจากสถาบันบำราศนราดูร ประกอบด้วย แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน แพทย์ระบาดวิทยา จิตแพทย์ ทีมที่ 2 เป็นแพทย์จากเหล่าทัพ เป็นการบูรณาการทำงานตามนโยบายของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อดูแลคนไทยที่กลับจากอู่ฮั่นให้ดีที่สุด ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขได้เตรียมเวชภัณฑ์ไว้พร้อมแล้ว

“ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระราชินี พระราชทานเวชภัณฑ์ ของใช้จำเป็นในการดำรงชีวิตและการป้องกันโรคให้กับประชาชนชาวจีน โดยจะนำไปพร้อมเที่ยวบินวันพรุ่งนี้” นายอนุทินกล่าว

          นายอนุทินกล่าวต่อว่า เราต้องทำให้เกิดความปลอดภัยสูงสุดกับคนไทยที่กลับมา ทุกคนคือคนปกติ ไม่ใช่ผู้ป่วยและได้รับการตรวจสุขภาพมาจากจีน เพื่อให้มีความมั่นใจว่ามีความปลอดภัยในการเดินทางตามมาตรฐานการควบคุมเฝ้าระวังโรค ส่วนการที่ต้องรับตัวคนไทยกลุ่มนี้ไว้เฝ้าระวังโรค 14 วันนั้น เป็นไปตามมาตรฐานสากล  ที่สำคัญคือ คนไทยที่กลับมาต้องมีสถานที่ที่มีความปลอดภัย มีความเหมาะสม ไม่เพิ่มความเครียด เช่น สามารถเดินออกมารับอากาศบริสุทธิ์ได้ ขณะนี้ได้เตรียมสถานที่ไว้ 2-3 แห่ง ทุกที่พร้อมหมด ขอให้มั่นใจว่าจะไม่มีคนใดแพร่เชื้อในคนไทยอย่างแน่นอน ขอให้ทุกคนยึดหลัก “กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ใส่หน้ากากอนามัย ออกกำลังกาย” เมื่อร่างกายแข็งแรงโอกาสติดเชื้อจะลดลงได้มาก และเป็นการป้องกันเชื้อโรคเข้าสู่ร่างกาย

          สำหรับผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อจากไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ทั้ง 19 ราย ทุกรายอาการดีขึ้น กลับบ้านแล้ว 8 ราย ยังนอนในโรงพยาบาล 11 ราย และกำลังจะอนุญาตให้กลับบ้านอีก 4 ราย โดยที่โรงพยาบาลราชวิถี ผู้ป่วยอาการดีขึ้นทุกราย โดยเฉพาะชาวจีนที่ส่งต่อมาจากโรงพยาบาลในอำเภอหัวหินมีอาการค่อนข้างหนัก ทีมแพทย์ได้ให้การดูแลรักษาตามความรู้ทางการแพทย์ ยาที่ใช้รักษาไม่ใช่ยาคิดค้นขึ้นมาใหม่ เป็นยาที่มีอยู่แล้ว บวกกับประสบการณ์ความเชี่ยวชาญ รวมทั้งจากการศึกษาจากต่างประเทศ โดยนำยาต้านไวรัสรักษาไข้หวัดใหญ่และรักษาเอดส์มาใช้รักษา การรักษาได้ผลดี ผู้ป่วยฟื้นตัวเร็ว ซึ่งการรักษาในครั้งนี้เพื่อเก็บข้อมูล (case report) และจะนำไปมอบให้สถาบันทางการแพทย์ต่างๆ ศึกษาหาข้อเท็จจริงต่อไป เพื่อให้ได้แนวทางรักษาผู้ป่วยให้หายขาดทุกราย จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยทั่วโลกไม่ใช่เฉพาะไทย

           “มาตรฐานการแพทย์ไทยเป็นที่ชื่นชมและเป็นประโยชน์ต่อวงการการแพทย์และสาธารณสุข ให้กำลังใจแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ทุกคนที่ช่วยดูแลรักษาผู้ป่วย ทั้งจากต่างประเทศและในประเทศจนอาการหายดี ทุกคนอยากกลับบ้าน แต่ต้องแพทย์ผู้รักษาอนุญาต โรคนี้เป็นโรคติดต่ออุบัติใหม่ ไม่มีการรักษามาตรฐาน เป้าหมายขณะนี้คือการรักษาให้หาย การจัดการผลการรักษาให้เป็นมาตรฐานไว้ทีหลังได้ เน้นผลการรักษาพยาบาลให้คนไข้หายป่วย” นายอนุทินกล่าว

 

'วิษณุ' ปัดตอบปมญัตติซักฟอกเป็นเท็จหรือไม่ โยน 'ชวน' ตัดสิน

   
 

3 ก.พ.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์กรณีนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ เลขานุการคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล(วิปรัฐบาล) ระบุว่าจะยื่นเรื่องให้นายชวน  ตรวจสอบญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจของฝ่ายค้าน โดยเฉพาะประเด็นของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ว่าเป็นญัตติเท็จ เนื่องจากวิปรัฐบาลเห็นว่ามีข้อความอันเป็นเท็จขัดต่อข้อบังคับการประชุมสภา หรือเป็นญัตติที่ต้องแก้ไขปรับปรุง โดยเฉพาะประเด็นที่ระบุว่า พล.อ.ประยุทธ์ มีพฤติการณ์ไม่ยึดมั่นและศรัทธาต่อการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ล้มล้างรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสุงสุดในการปกครองประเทศ และกระทำการให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยมีพฤติการณ์ซึ่งไม่ได้เป็นไปตามวิถีทางที่ได้มีการบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นข้อความอันเป็นเท็จชัดเจน เพราะพล.อ.ประยุทธ์ ไม่เคยฉีกรัฐธรรมนูญว่า ไม่ทราบ 

ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีนี้จะรุนแรงถึงขนาดที่ฝ่ายค้านต้องยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลใหม่หรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ไม่ทราบ ทุกอย่างอยู่ที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรจะเป็นผู้วินิจฉัย ทั้งนี้ยอมรับว่าถ้อยคำในญัตติของฝ่ายค้านถือเป็นถ้อยคำที่รุนแรง.

 

 

 

 

 

.................................................................

 

ราชวิถีใช้ยาเอดส์สู้ไวรัส สุดเจ๋งเชื้อหายใน48ชม.!


 เพิ่มเพื่อน    
 

  เฮทั้งประเทศ! หมอราชวิถีสุดเจ๋ง ค้นพบสูตรยารักษาไวรัสโครานาสำเร็จ ใช้ 2 ยาต้านไข้หวัดใหญ่-เอชไอวี รักษาผู้ป่วยจีนตรวจไม่พบเชื้อภายใน 48 ชม. เดินหน้าร่วมมือแพทย์ทั่วโลกพัฒนารักษาร่วมกัน ขณะที่ปลัด สธ.ชวนคนไทยบิ๊กคลีนนิ่งใหญ่ป้องกันมหันตภัย ด้าน "ขนส่งทางบก" ตื่นล้อมคอกแท็กซี่สวมหน้ากากอนามัยรับ-ส่งผู้โดยสาร

    เมื่อวันอาทิตย์ นพ.เกรียงศักดิ์ อติพรวณิช อายุรแพทย์โรคปอด นายแพทย์ชำนาญการพิเศษ รพ.ราชวิถี กล่าวถึงขั้นตอนการรักษาผู้ป่วยชาวจีนหายภายใน 48 ชั่วโมงว่า โรคนี้เป็นโรคใหม่ เราจึงศึกษาข้อมูล ซึ่งมีรายงานประเทศจีนใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีในการรักษาโรค ซึ่งยาต้านไวรัสเอชไอวีในประเทศไทยนั้นทางองค์การเภสัชกรรมผลิตได้เองอยู่แล้ว ประกอบกับก่อนหน้านี้มีรายงานว่าใช้ในการรักษาโรคเมอร์สด้วย ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 29 ม.ค.ที่ผ่านมา รพ.ราชวิถีได้รับการส่งตัวผู้ป่วยชาวจีนอายุ 70 ปี มีโรคประจำตัว จาก รพ.แห่งหนึ่งที่หัวหิน เพราะมีอาการหนักมากถึงขนาดที่อาจจะต้องตัดสินใจใส่ท่อช่วยหายใจ มีภาวะปอดอักเสบ น้ำท่วมปอด และมีค่าการอักเสบในเลือดเพิ่มขึ้นทุกวันๆ พอมาถึง รพ.ราชวิถี จึงได้ให้ยาต้านไวรัสเอชไอวี ซึ่งเป็นสูตรผสม ร่วมกับยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่ 
    “ผมตัดสินใจว่าในเมื่อคนไข้อาการหนัก ต้องรักษาคนไข้ไว้ก่อน จึงตัดสินใจให้ยาทั้ง 2 ตัว แล้วคอยรักษาผลข้างเคียงและคอยดูคนไข้ทุกวัน โดยให้ยาตั้งแต่วันแรกที่รับเข้ารักษาที่ รพ.ราชวิถี คือเมื่อวันที่ 29 ม.ค. ซึ่งจริงๆ ต้องให้เครดิต รพ.ที่รักษาก่อนหน้านี้ด้วย เพราะเขาได้ให้ยาต้านไวรัสกับคนไข้คนนี้ก่อนหน้านี้แล้ว 2 วัน แต่อาการคนไข้ไม่ได้ดีขึ้น แย่ลงเรื่อยๆ” นพ.เกรียงศักดิ์ระบุ 
    นพ.เกรียงศักดิ์กล่าวต่อว่า สำหรับการให้ยานั้น จะใช้ในขนาดที่สูง เพราะเป็นคนไข้ที่มีอาการหนัก โดยสัดส่วนยาต้านไวรัสเอชไอวีที่เป็นยาสูตรผสมโลพินาเวียร์และลิโทนาเวียร์ ที่อยู่ในเม็ดเดียวกันขนาด 200/50 มิลลิกรัม โดยให้ครั้งละ 2 เม็ด เช้า-เย็น และร่วมกับการให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์ 75 มิลลิกรัม ครั้งละ 2 เม็ด เช้า-เย็น รวม 300 มิลลิกรัม 
    นพ.เกรียงศักดิ์ระบุว่า โดยผลการให้ยาปรากฏว่าไม่ถึง 12 ชั่วโมง จากคนไข้ที่ดูอ่อนเพลีย ลุกไม่ได้ กลับมาลุกนั่งได้และไข้ลดลง หลังจากนั้นอาการเหนื่อยน้อยลง และหลังเก็บเชื้อตรวจ 48 ชั่วโมง ปรากฏว่าไม่ผลเป็นลบ ทั้งๆ ที่รักษาตัวมาเป็น 10 วันเชื้อยังเป็นบวกอยู่ อย่างไรก็ตาม วันนี้แม้อาการป่วยยังไม่หาย แต่ดีขึ้นชัดเจน ดังนั้นแนวโน้มการรักษาด้วยสูตรยานี้ทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้น แต่ยังต้องรอการศึกษาที่จะบอกว่าการรักษาวิธีนี้เป็นมาตรฐานการรักษา 
    ผู้สื่อข่าวถามว่า สูตรของ รพ.ราชวิถีต่างจากของจีนอย่างไร นพ.เกรียงศักดิ์กล่าวว่า ในจีนที่แนะนำการรักษาก่อนหน้านี้ คือใช้ยาต้านไวรัสเอชไอวีอย่างเดียว ไม่ได้ให้ยาต้านไวรัสไข้หวัดใหญ่โอเซลทามิเวียร์ ซึ่งไม่แน่ใจว่าทางจีนหรือประเทศอื่นๆ มีการรักษาด้วยวิธีการนี้หรือไม่ อาจจะมีก็ได้ แต่ยังไม่ได้มีการรายงานออกมา ส่วนของไทยตอนนี้ก็มีการให้ยาสูตรของ รพ.ราชวิถีอีก 1 ราย ซึ่งเป็นคนไทยอายุ 33 ปี มีอาการปอดอักเสบเช่นกัน แต่ติดเชื้อและมีอาการที่ประเทศญี่ปุ่น ไม่ได้มีประวัติสัมผัสคนจีน โดยหลังจากได้รับยาตามสูตรนี้แล้ว อาการดีขึ้นมาก แต่ยังอยู่ระหว่างการรอผลตรวจแล็บก่อน 
    ขณะที่ รศ.นพ.สืบสาย คงแสงดาว นายแพทย์เชี่ยวชาญ รพ.ราชวิถี หนึ่งในทีมรักษา กล่าวว่า วิธีการรักษาในประเทศต่างๆ นั้น ทางการจีนและประเทศอื่นมีการรายงานออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน เชื่อว่าความร่วมมือของแพทย์ทั่วโลกจะทำการพัฒนาการรักษาร่วมกัน โดยไทยจะเป็นประเทศหนึ่งร่วมช่วยกัน 
    นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การรักษาด้วยวิธีนี้เป็นการรายงานกรณีศึกษาการรักษาผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยใช้รักษาวิธีนี้ 3 ราย แต่ 1 รายแพ้ยาโอเซลทามิเวียร์จึงหยุดการให้ยาที่แพ้ ส่วนอีก 2 ราย เมื่อได้รับสูตรยานี้ก็อาการดีขึ้น โดยหลักแนวทางคำแนะนำในการรักษามาตรฐาน คงจะยึดจากรายงานทั่วโลก โดยเฉพาะของจีนที่ออกมา แต่แพทย์ รพ.ราชวิถีได้เพิ่มการให้ยาโอเซลทามิเวียร์ด้วย และในวันที่ 3 ก.พ. จะมีการประชุมคณะผู้เชี่ยวชาญของประเทศไทย จะมีการนำวิธีการรักษาเช่นนี้เข้าหารือและพิจารณาร่วมกัน ซึ่งอาจจะมีการพิจารณาหลักเกณฑ์แนวทางการรักษาผู้ติดเชื้อในไทย โดยหากมีอาการไม่หนัก ให้ใช้วิธีการรักษาตามปกติ คือการรักษาตามอาการ ซึ่งที่ผ่านมาแพทย์ไทยก็รักษาหาย แต่หากเป็นคนไข้ที่อาการหนัก จะมีแนวทางการใช้สูตรยาตามของ รพ.ราชวิถีเป็นทางเลือกการรักษา และมีการเก็บข้อมูลไปเรื่อยๆ และจะมีการแบ่งปันข้อมูลร่วมกับนานาประเทศด้วย
    ขณะที่นายแพทย์สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ระบุว่า เชิญชวนคนไทยทั้งประเทศบิ๊กคลีนนิ่งป้องกันเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 โดยดูแลบ้าน สภาพแวดล้อม ให้สะอาด ปลอดจากเชื้อโรคที่มาจากละอองฝอย 
    วันเดียวกัน ที่กรมการขนส่งทางบก นายจิรุตม์ วิศาลจิตร อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) กล่าวว่า เพื่อสร้างความตระหนักในการป้องกัน ควบคุมโรค ลดความเสี่ยงจากโรคติดต่อทางเดินหายใจ สร้างความปลอดภัยและความมั่นใจให้ผู้ขับรถแท็กซี่และผู้โดยสาร เฝ้าระวังป้องกันโรคและภัยสุขภาพและอุบัติเหตุบนท้องถนน กรมการขนส่งทางบกขอความร่วมมือให้กลุ่มผู้ประกอบอาชีพเดินรถสาธารณะ ป้องกันตัวเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยตลอดเวลาที่ทำหน้าที่ส่งผู้โดยสาร 
    นายจิรุตม์ระบุว่า ทั้งนี้ ได้ประสานบุคลากรทางการแพทย์ให้บริการตรวจสุขภาพและประเมินความพร้อมด้านร่างกายของผู้ขับรถแท็กซี่ก่อนการขับขี่ (Fitness to Drive) ภายใต้แนวคิด “ตรวจสุขภาพแท็กซี่ ท่องเที่ยวมั่นใจ ปลอดภัย ปลอดโรค” ให้บริการตรวจสุขภาพเบื้องต้น ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ เอกซเรย์ปอด ทดสอบการมองเห็นระยะไกล โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ระหว่างวันที่ 12-13 กุมภาพันธ์ 2563 ณ บริเวณอาคาร 4 ชั้น 1 กรมการขนส่งทางบก 
    "โดยขอเชิญชวนผู้ขับรถแท็กซี่เข้ารับการตรวจร่างกายเพื่อสุขภาพที่ดี และสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้โดยสารว่าจะไม่ได้รับเชื้อโรคจากการใช้บริการรถสาธารณะ นอกจากนี้ ผลการตรวจสุขภาพ และใบรับรองแพทย์ที่ได้รับสามารถนำไปประกอบการดำเนินการขอต่ออายุใบอนุญาตขับรถยนต์สาธารณะได้อีกด้วย โดยตั้งเป้าปี 63 ให้บริการจำนวน 3,000 คนแก่ผู้ขับรถแท็กซี่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล” นายจิรุตม์กล่าว
    วันเดียวกัน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. เปิดเผยว่า พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. มีความห่วงใยผู้ใต้บังคับบัญชาที่ปฏิบัติหน้าที่ทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ตามท่าอากาศยานต่างๆ ทั้งจุดตรวจคนคนเข้าเมือง ด่านบก ด่านน้ำ รวมถึงสถานการณ์ดังกล่าวที่อาจมีการแพร่ระบาดออกในวงกว้าง เข้ามาในประเทศไทย ณ ช่องทางด่านตรวจคนเข้าเมืองต่างๆ 
    พ.ต.อ.กฤษณะระบุว่า  ผบ.ตร.ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข รอง ผบ.ตร. เข้าดูแลจัดการปัญหาดังกล่าว กำชับ สำนักงานตำรวจคนเข้าเมืองให้บูรณาการกับทุกภาคส่วน อาทิ รพ.ตร. สนับสนุนแพทย์ เครื่องมืออุปกรณ์ในการรักษาผู้ป่วย กองบินตำรวจ รับ-ส่งเคลื่อนย้ายในกรณีฉุกเฉินหรือเมื่อมีการร้องขอ และให้เจ้าหน้าที่เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจบุคคลที่เดินทางมาจาก เมืองอู่ฮั่น มณฑลหูเป่ย์ สาธารณรัฐประชาชนจีน หรือบุคคลอื่น ที่เดินทางมาจากประเทศต้นทางที่มีความสุ่มเสี่ยงต่อโรคระบาดอื่นๆ ซึ่งหากตรวจพบให้ประสานกับแพทย์ตรวจคนเข้าเมืองหรือเจ้าพนักงานสาธารณสุขประจำด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เพื่อดำเนินการตรวจคัดกรองและส่งตัวผู้โดยสารที่พบสิ่งผิดปกติหรือมีอาการบ่งชี้ ดำเนินการตามมาตรการทางสาธารณสุขต่อไป โดยไม่ให้กระทบต่อการเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรของผู้โดยสารอื่นด้วย 
    "อีกทั้งได้กำชับเจ้าหน้าที่ตำรวจและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกรายให้สวมใส่ถุงมือยางและหน้ากากอนามัยทุกครั้งขณะปฏิบัติหน้าที่ เพื่อสุขภาพที่ดีของผู้ปฏิบัติหน้าที่ และได้ประสานไปยังโรงพยาบาลตำรวจ ให้เตรียมพร้อมในการสนับสนุนด้านการรักษาตัว หากพบผู้ที่มีไข้สูงเกินเกณฑ์มาตรฐาน โดยหากพบว่ามีกรณีฉุกเฉิน ก็ให้กองบินตำรวจคอยสนับสนุนภารกิจ ตลอด 24 ชั่วโมง" พ.ต.อ.กฤษณะกล่าว
    พ.ต.อ.กฤษณะระบุด้วยว่า พร้อมทั้งให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองประจำช่องตรวจอนุญาต สังเกตพฤติกรรมของผู้ที่มารอรับการตรวจอนุญาต หากพบอาการต้องสงสัยที่เข้าข่ายโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสฯ เช่น มีไข้สูงกว่า 38 องศาเซลเซียส ไอแห้ง วิงเวียนศีรษะ หรือหายใจลำบาก เป็นต้น ต้องรีบนำเข้าสู่กระบวนการคัดกรองจากเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศหรือแพทย์ตรวจคนเข้าเมืองทันที และเพิ่มความละเอียดรอบคอบในการตรวจรายละเอียดข้อมูลบัตร ตม.6 ของผู้โดยสารขาเข้า โดยเฉพาะข้อมูลที่พักอาศัยเพื่อประโยชน์ในการติดตามภายหลัง ประกอบกับการอนุญาตบุคคลในกลุ่มประเทศที่มีการแพร่ระบาดของโรคปอดอักเสบจากเชื้อไวรัสฯ ต้องตรวจสอบแบบคำถาม(ต.8) ของด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ หากยังไม่ได้ผ่านการตรวจคัดกรองจากแพทย์ ให้แนะนำผู้โดยสารให้ไปทำการตรวจคัดกรองจากเจ้าหน้าที่ด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ หรือแพทย์ตรวจคนเข้าเมือง ก่อนเข้ารับการตรวจอนุญาตเข้ามาในราชอาณาจักร
    ที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เป็นประธานการประชุมในการจัดตั้งและขับเคลื่อนศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ พรรคพลังประชารัฐ ทางพรรคยังได้จัดกิจกรรมให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางการป้องกันโรคระบาดจากไวรัสโคโรนาแก่ตัวแทนผู้นำชุมชนกว่า 80 ชุมชนในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) จากทั้ง 50 เขต โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 
    ขณะที่ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) นำเสนอผลสำรวจภาคสนามเรื่อง เสียงประชาชนต่อโรคโคโรนา กรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ โดยดำเนินโครงการระหว่างวันที่ 29 มกราคม-1 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2563 ที่ผ่านมา ที่น่าสนใจคือ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระทรวงสาธารณสุขไทย หมอไทยเก่ง เชื่อมือหมอ ระบบสาธารณสุขไทยดี คุมโรคระบาดได้อยู่ ร้อยละ 57.9 รวมทั้งพฤติกรรมการพูดคุยของคนในโลกโซเชียลเป็นเชิงบวกต่อการตื่นตัวและใส่ใจสุขภาพมากขึ้น ร้อยละ 54.2 
    ด้าน ผศ.ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจเพื่อการปฏิรูป สถาบันเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า ประเทศไทยจำเป็นต้องมีการปฏิรูประบบการบริหารจัดการภัยสาธารณะฉุกเฉินกันใหม่ทั้งระบบ หากไม่ดำเนินการไทยจะเผชิญหน้าความท้าทายจากโรคระบาดอุบัติใหม่ ผลกระทบจากภัยสิ่งแวดล้อมและความรุนแรงของภัยธรรมชาติได้อย่างไม่มีประสิทธิภาพมากนัก ไทยมีความเสี่ยงมากขึ้นในการเผชิญภาวะถดถอยในช่วงครึ่งปีแรก .

 

 ..........................................................

3 กุมภาพันธ์ 2563

 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 04/02/2020 เวลา : 12.52 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 3นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

Chaoying
........................................
โรคที่คุณ Chaoying พูดถึง คือ โรคปากเบี้ยว อ้าปากไม่ขึ้น ลิ้นไก่สั้น คอหอยพอก ปากเหม็นจัดไม่มีเสียง ฯลฯ ครับ

ความคิดเห็นที่ 3 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
Chaoying วันที่ : 04/02/2020 เวลา : 10.30 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/Chaoying

น่าภูมิใจ ที่ประเทศไทย เรามีการสาธารณสุขดี แพทย์เก่งๆ ขอเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกท่าน เราจะรอดไปด้วยกัน ทั้งคนไทย คนจีน และทั่วโลก
...ส่วนคนที่ชอบด่าประเทศไทยของตัวเอง ก็น่าจะเป็นเชื้อโรคที่รักษาไม่หายนะคะ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 04/02/2020 เวลา : 09.02 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

wullopp
............................................
น่าทำอย่างยิ่งทีเดียวครับ คณหมอ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
wullopp วันที่ : 03/02/2020 เวลา : 21.28 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/health2you

กราบเรียน เรียนเสนอ รัฐบาล...

รัฐบาล
น่าจะเรียนเชิญ

คณะสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา
สวดพระปริตร พร้อมกัน ทั่วประเทศ

เพื่อ
เป็น การแสดง มิตรภาพ
กับชาวจีน และ ผู้คนทั่วโลก

ที่เป็น มิตร และ มีบุญคุณ
ต่อ ประเทศไทย

เรียนมาด้วยความเคารพ ครับ...

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน