*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3972
  • จำนวนผู้ชม : 2510634
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 392 , 16:34:32 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ชมทักษิณอยู่แ่บๆว่าเป็นสุภาพบุรุษที่ไม่ก่อกวนรัฐบาลยามประชาชนเกิดอันตรายหนัก แต่วันนี้ดันโผล่ออกมาเสียแล้ว

         รายนี้มาทีไรก็เอาความซวยมาแจกดวย

 

 

'ฉีก' กับ 'ล้มล้าง' ของฝ่ายค้าน

 
 

                "นายสุทิน คลังแสง" นี่

                นอกจากเป็น ส.ส.เพื่อไทยแล้ว    

                เกียรติประวัติ.........

                ยังเป็น "ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ จังหวัดมหาสารคาม" หรือที่เรียกกันว่า นปช.ด้วยนะ!

                เคยเป็นครู เขาเรียกกันว่าดอกเตอร์ๆ

                เพราะแกจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยมคธ อินเดีย

                ดูโปรไฟล์แล้ว ก็ขลังดี

                สมกับที่เพื่อไทยในฐานะ "แกนนำฝ่ายค้าน" วางตัวเป็นขุนพลนำทัพไปรบรากับรัฐบาล ในศึก "อภิปรายไม่ไว้วางใจ" ปลายเดือนนี้

                ช่วงนี้ นายสุทินคงต้องซุ่มซ้อมแปรงฟันให้ดูสะอาดเงางามหน่อย

                ไม่งั้น ที่อุตส่าห์ประดิษฐ์เรื่องด่ารัฐบาลชำระแค้นแทนนายเป็นชั่วโมงๆ

                แฟนๆ เบือนหน้าหนีจอหมด!       

                อันที่จริง ไม่เคยคิดที่จะพูดถึง พอดี เมื่อวาน (๔ ก.พ.) ดูข่าวเห็นนายสุทินให้สัมภาษณ์ออกจอ

                ได้ยินประโยคต่อจากนี้ เลยอยากจะสนทนาภาษาศาสตร์กับท่านดอกเตอร์สักเล็กน้อย

                ดร.สุทินพูด มีใจความว่า.....

                "...ถ้าคิดว่า เรื่องที่ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีกลาโหม ฉีกรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องเท็จ

                ฝ่ายรัฐบาลต้องเป็นคนบอกมาว่า

                'ใครเป็นคนฉีกรัฐธรรมนูญ?'

                จะเป็น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี หรือ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย  หรือใคร? ซึ่งผมเห็นว่าเป็นความจริง

                แต่รัฐบาลไม่ยอมรับความจริง         แต่ถ้าเป็นภาษา เป็นถ้อยคำเฉยๆ ผมคิดว่าเป็นเรื่องหยุมหยิม ควรเอาความจริงมาเป็นที่ตั้ง       

                ถ้าเราไม่บอกว่า..........

                'พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนล้มล้างรัฐธรรมนูญ' เราก็ไม่รู้จะไปกล่าวหาใคร?

                หรือจะเอา 'นายทักษิณ ชินวัตร' อดีตนายกฯ แทน?"

                ..............

                เมื่อนักข่าวถามว่า การใช้คำว่า

                "ล้มล้าง" กับคำว่า "ฉีก" รัฐธรรมนูญ คำไหนแรงกว่ากัน

                ดร.สุทินตอบว่า

                "ที่จริง คำว่า 'ล้มล้างกับฉีก' ไม่ต่างกัน..........

                เพียงแต่คำว่า 'การฉีก' รัฐธรรมนูญเป็น 'ภาษาพูด' แต่ 'ล้มล้าง' เป็น 'ภาษาเขียน' ซึ่งความรุนแรงเท่ากัน"

                อืมมมมม....

                แสดงว่า ซักฟอก ๖ รัฐมนตรีครั้งนี้ ฝ่ายค้านจะย้อนยุค เอาเรื่อง "รัฐบาล คสช." เมื่อ ๕ ปีที่แล้ว

                มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ "รัฐบาลเลือกตั้ง" ที่เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศ ๖-๗ เดือน ในปัจจุบัน

                อาศัยเหตุ นายกฯ และรัฐมนตรีรัฐบาลนี้ เคยเป็นนายกฯ และรัฐมนตรีในยุค คสช.มาก่อน

                พวกกูแค้นนัก!

                เพราะมันทำให้พวกกูต้องเป็นเปรตตายอด-ตายอยากอยู่ทุกวันนี้ เข้าปีที่ ๖ ที่ ๗ แล้ว

                "ไอ้เวร" และ "อีเวร" นั่นก็ เอาแต่แดกหรู-อยู่สบายกันเอง พ่อๆ ลูกๆ อาๆ

                แทนที่จะกรวดน้ำเป็นเงิน เป็นทอง เป็นของกินส่งมาให้บ้าง กลับส่งแต่เงา เป็นคลิปยั่วเปรต!

                ก็เห็นใจและเข้าใจพวก "มนุสสติรัจฉาโน" เหล่านี้ แต่การที่ ดร.สุทินบอกว่า

                "ล้มล้าง" กับ "ฉีก" ไม่ต่างกัน เพียงแต่คำว่า "การฉีก" รัฐธรรมนูญเป็น "ภาษาพูด" แต่ "ล้มล้าง" เป็น "ภาษาเขียน" ซึ่งความรุนแรงเท่ากัน นั้น

                ถ้าปล่อยผ่าน ก็เกรง ส.ส.ฝ่ายค้าน รวมทั้งแดง นปช.เครือข่าย ดร.สุทิน

                จะพลอยเข้าใจและทึกทักว่า "ล้มล้าง" กับ "ฉีก" เป็นคำเดียวกัน และ ฉีก เป็นภาษาพูด ล้มล้าง  เป็นภาษาเขียน

                ซึ่งมันไม่ใช่ ไม่ถูก.......

                ปล่อยไป จะทำให้ "วิบัติ-สับสน" ทั้งด้านความหมายและด้านการใช้

                ง่ายๆ ขั้นปฐม แค่เปิดพจนานุกรมภาษาไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถานดู ก็เห็นแล้วว่า

                ฉีก กับ ล้มล้าง มันคนละเรื่อง คนละความหมาย ดร.สุทินนำมาใช้ผิดเอง แล้วทึกทักว่าเหมือนกัน  ต่างแค่ภาษาพูด-ภาษาเขียน

                ยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อเห็น-เพื่อเข้าใจกันชัดๆ เลยดีกว่า

                อย่าง "ฉีกทุเรียน" เนี่ย..ชัด คือการฉีก

                ฉีกเสื้อ, ฉีกผ้า, ฉีกประโยค, ฉีกคำ, ฉีกแนว, ฉีกหน้า, ฉีกกระดาษ นี่ก็ความหมายทางการใช้ลักษณะตรงตัว-ตรงความ

                ส่วนคำว่า "ล้มล้าง"..........

                ให้ความหมาย "คนละเรื่อง" กับคำว่า "ฉีก" เลย คือหมายถึง ทำลาย, โค่นล้ม 

                โค่นล้มของเดิมทิ้งไปทั้งหมด, ทำลายล้างจากเดิมไปทั้งหมด

                ยกตัวอย่างเรื่อง-เหตุการณ์ ที่ใช้คำว่า "ล้มล้าง" ทั้งในภาษาไทยและภาษาสากล

                อย่างปฏิวัติฝรั่งเศส พ.ศ.๒๓๓๒ อย่างเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ.๒๔๗๕

                แบบนี้ คำที่ใช้ คือ "ล้มล้าง" อย่างในเอกสารประวัติศาสตร์ จะใช้ว่า

                เพื่อล้มล้างหรือโค่นล้มระบอบกษัตริย์

                ล้มล้างหรือโค่นล้มราชบัลลังก์

                ล้มล้างมนุษยชาติ ลักษณะนี้ เป็นต้น

                เห็นมั้ย........

                 ว่ามันใช้แทนกันไม่ได้ ที่ ดร.สุทิน กล่าวว่า ถ้าเราไม่บอกว่า "พล.อ.ประยุทธ์ เป็นคนล้มล้างรัฐธรรมนูญ"

                เราก็ไม่รู้จะไปกล่าวหาใคร?

                หรือจะเอา "นายทักษิณ ชินวัตร" อดีตนายกฯ แทน?

                เออๆๆๆ...พูดเข้าท่า!

                คำตอบกรณีนี้ มันอยู่ในคำถามของ ดร.สุทินเองนั่นแหละ

                คุณใช้คำว่า "พลเอกประยุทธ์ล้มล้างรัฐธรรมนูญ" มันไม่ใช่ ไม่ถูกต้อง

                ใช้คำว่า "ฉีกรัฐธรรมนูญ" ยังพอกล้อมแกล้ม หากแต่ความจริงในทางปฏิบัติ คือ

                พลเอกประยุทธ์ ไม่ได้ยึดอำนาจรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นึกย้อนเหตุการณ์บ้านเมืองช่วงนั้นดู ก็เข้าใจ

                ดังนั้น ถ้าไปศึกษา ประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ ๑/๒๕๕๗ ก็จะเห็น ว่า

                ไม่มี, ไม่ใช้ คำว่า "ยึดอำนาจ" ในลักษณะโค่นล้ม, ล้มล้าง ระบบ-ระบอบ บ้านเมืองไปจากเดิม

                เขาใช้คำว่า "ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ" ในภาวะที่บ้านเมืองขณะนั้น วิกฤติทางอำนาจบริหาร

                เพราะ ๗ พ.ค.๕๗........

                ศาลรัฐธรรมนูญ "มติเอกฉันท์" ให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร "สิ้นสุดลง"

                พร้อมกับอีก ๙ รัฐมนตรี

                "นายกิตติรัตน์-เฉลิม-สุรพงษ์-ประชา-ปลอดประสพ-ยุทธศักดิ์-สันติ-อนุดิษฐ์-ศิริวัฒน์"

                ด้วยเหตุร่วมประชุมและลงมติโยกย้าย "นายถวิล เปลี่ยนศรี" เป็นการก้าวก่าย แทรกแซง แต่งตั้ง โยกย้าย

                เนื่องด้วยปรากฏข้อเท็จจริงว่า.............

                พล.ต.อ.เพรียวพันธ์ เป็นพี่ชายคุณหญิง พจมาน เป็นเครือญาติของ นางสาวยิ่งลักษณ์

                เชื่อได้ว่า..........

                การกระทำนั้น ไม่ได้ทำเพื่อประเทศชาติ หรือประชาชน แต่เป็นการทำเพื่อพวกพ้อง เป็นการกระทำอันขาดคุณธรรม จริยธรรม

                เนี่ย...

                บ้านเมืองสู่ "สุญญากาศ" ทางอำนาจบริหาร เพราะรัฐบาล "ขาดนายกฯ" เท่ากับ ขณะนั้น ประเทศไม่มีรัฐบาลบริหาร

                ก็วุ่นวายขายกระจาด เดินขบวนกันเป็นล้านๆ คน บ้านเมืองสู่ภาวะล่อแหลม สับสน

                อีก ๑๕ วันต่อมา คือ ๒๒ พ.ค.๕๗ คณะ คสช.จึงจำเป็นเข้า "ควบคุมอำนาจการปกครองประเทศ"

                เหมือนม้าที่วิ่งตะบึง แบบไม่มีคนขี่ เต็มไปด้วยอันตราย คสช.จึงกระโดดขึ้นหลังม้า

                รั้งบังเหียน แล้วขับขี่ ควบคุมทิศทางให้ม้า คือกลไกประเทศเดินไป โดยไม่ตกเหว ตกหน้าผา

                ยกเลิกการใช้รัฐธรรมนูญ ฉบับ ปี ๕๐

                แล้วร่างธรรมนูญชั่วคราวขึ้นใช้ โดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบ-ระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่อย่างใด

                นี่...เหตุการณ์ ๒๒ พ.ค.๕๗ ไม่ใช่การ "ยึดอำนาจ" ในความหมายล้มล้างระบบ-ระบอบเดิมทิ้งไป

                จะเรียกว่า "พลเอกประยุทธ์ฉีกรัฐธรรมนูญ" พอได้

                แต่จะใช้คำว่า "ล้มล้างรัฐธรรมนูญ" ไม่ได้ เพราะคนละความหมาย

                และทั้งการเข้าสู่อำนาจครั้งนั้น ก็ไม่ได้เป็นการ "ปฏิวัติ-รัฐประหาร" รัฐบาลยิ่งลักษณ์

                เพราะตอนนั้น ประเทศ "ไม่มีรัฐบาลบริหาร" คณะ คสช.เป็นเพียงผู้เข้าควบคุมอำนาจปกครองประเทศ

                ไม่ใช่เข้า "ยึดอำนาจ" ในความหมายล้มล้าง

                ถ้าจะใช้คำว่า "ล้มล้าง" ดร.สุทิน ต้อง ดูนี่........

                "ประกาศคณะราษฎร" พ.ศ.๒๔๗๕ ฉบับที่ ๑

                ของ "คณะราษฎร"

                ที่เปลี่ยนแปลงการปกครองประเทศไทย ในขั้น "ล้มล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ เป็น ระบอบประชาธิปไตย"

                อย่างที่ฝ่ายค้านของพวกคุณ กำลังขะมักเขม้นประกาศนำเจตนารมณ์ของคณะราษฎรนั้นมาสานต่อ ดังเห็นอยู่

                ".................เหตุฉะนั้น

                ราษฎร ข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ที่รู้เท่าถึงการกระทำอันชั่วร้ายของรัฐบาลดังกล่าวแล้ว จึงรวมกำลังตั้งเป็นคณะราษฎรขึ้น

                และได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว"

                นี่...ความตอนหนึ่งใน "ประกาศคณะราษฎร"

                ด้วยคำชัดเจน "ได้ยึดอำนาจของรัฐบาลของกษัตริย์ไว้แล้ว"

                อย่างนี้ ใช้คำว่า "ล้มล้าง" ได้ตรงตัว!

                หวังว่า ดร.สุทิน คงเข้าใจ........

                และที่เคยนำขบวนการ นปช.เหิมเกริมในกิริยาอาการว่า เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน เป็น "แดงทั้งแผ่นดิน" ทักษิณสถาปนา

                แล้วแบบนี้........

                ดร.สุทิน จะเรียกว่า "ฉีก" หรือ "ล้มล้าง" ล่ะ?

   

'สมคิด-อุตตม'โชว์เพาวเวอร์กินโต๊ะจีนร่วม40ส.ส.แต่ไร้เงา'สนธิรัตน์'

  
 

5 ก.พ.2563 - ที่โรงแรมสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา แกนนำพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) นำโดย นายอุตตม สาวนายน รมว.การคลังและหัวหน้าพรรค นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.อุตสาหกรรม และกรรมการบริหารพรรค นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.ยุติธรรม และกรรมการบริหารพรรค นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท และรองหัวหน้าพรรค นัดรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับ ส.ส.ในกลุ่มประมาณ 40 คน 

ทั้งนี้การนัดหมายครั้งนี้มีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ร่วมด้วย โดย ส.ส.ที่มาปรากฏตัวมีทั้งภาคเหนือตอนล่าง ภาคกลาง และภาคใต้ อาทิ นายภิญโญ นิโรธ ส.ส.นครสวรรค์ นายปริญญา ฤกษ์หร่าย ส.ส.กำแพงเพชรนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ส.ส.ราชบุรี นายสิทธิชัย โควสุรัตน์ ส.ส.อุบลราชธานี นายพยม พรมเพชร ส.ส.สงขลา นายสัมพันธ์ มะยูโซ๊ะ ส.ส.นราธิวาส ทั้งนี้เป็นที่น่าสังเกตว่ามี  ส.ส.กทม.5 คน ได้แก่ นางกรณิศ งามสุคนรัตนา น.ส.ธนิกานต์ พรพงษาโรจน์ น.ส.ภาดา วรกานนท์ น.ส.ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ นายศิริพงษ์ รัสมี มาปรากฏตัวครั้งด้วย 

ทั้งนี้บรรยากาศเป็นไปอย่างเป็นกันเองโดยนายอุตตม ได้เดินทักทายบรรดา ส.ส.พร้อมขอให้ร่วมมือกันในการอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งนี้ ขณะที่นายสมศักดิ์ได้กล่าวหยอกล้อนายอุตตม ที่กำลังพูดถึงเมนูอาหารว่าชอบทานตาปลา ว่าจะได้ตาใส อย่างไรก็ตามการรับประทานอาหารครั้งนี้ไม่มีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงานและเลขาธิการพรรคแต่อย่างใด

ส.ส.ส้มหวานรับบัญชา ดอกเตอร์ปิยบุตร ยื่นแล้วญัตติตั้งกมธ.วิสามัญต่อต้านรัฐประหาร !

   
 

5 ก.พ. 63 - ที่รัฐสภา นายคารม พลพรกลาง นายรังสิมันต์ โรม และนายจิรวัฒน์ อรัณยกานนท์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) แถลงถึงการยื่นญัตติตั้งกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญศึกษา ป้องกัน ต้านรัฐประหาร 

โดยนายคามรม กล่าวว่า พรรค อนค.เห็นว่า การยึดอำนาจเป็นเรื่องที่เป็นปัญหาต่อบ้านเมืองตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งประเทศไทยมีการยึดอำนาจถึง 13 ครั้ง ซึ่งการทำรัฐประหารได้สร้างผลเสียหลายๆด้าน ทั้งด้านระบบราชการที่เกิดความสับสน ด้านการเมืองที่ทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิด ด้านเศรษฐกิจก็ไม่เป็นที่ยอมรับของนานาชาติ ซึ่งการยึดอำนาจทุกครั้งจะมีข้ออ้างเรื่องข้าราชการการเมืองทุกจริต หรือประชาชนแตกแยก ไม่มีความมั่นคง ซึ่งเป็นเหตุผลที่ผู้ยึดอำนาจชอบใช้ 

คนหน้ามันควรอ่าน ดูแลผิวหน้าอย่างไรให้ชุ่มชื้น ไม่มัน ไม่เป็นสิว

“การยึดอำนาจเกิดขึ้นวนเวียนซ้ำซาก และไม่เกิดผลดีทั้งในประเทศ และสายตานานาชาติ นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรค อนค. และคณะจึงได้เสนอญัตตินี้ขึ้นเพื่ออภิปรายในสภาเป็นครั้งแรก โดยมองว่า ทำอย่างไรจะไม่ให้เกิดการรัฐประหารขึ้นอีก ทั้งที่กฎหมายระบุว่า การทำรัฐประหารนั้นผิดกฎหมายอาญามาตรา 113 ฐานกบฏ แต่กลับไม่มีการป้องกันว่า จะทำอย่างไรไม่ให้การรัฐประหารเกิดขึ้น เราจึงได้เสนอเรื่องนี้เพื่อไม่ให้การยึดอำนาจเกิดขึ้นอีก วันนี้ (5 กุมภาพันธ์) เวลาประมาณ 18.00 น. เป็นต้นไป จะมีการเปิดอภิปราย โดยนายปิยบุตร” นายคารม กล่าว 

ด้านนายจิรวัฒน์​ กล่าวว่า เรื่องรัฐประหารมักถูกพูดถึงในวงเสวนาวิชาการเท่านั้น แต่ไม่เคยถูกนำมาอภิปรายในสภา พรรคอนาคตใหม่จึงอยากให้สมาชิก และประชาชนเห็นถึงความสำคัญในการหยุดยั้งการรัฐประหาร อย่างไรก็ตาม หากสมาชิกไม่เห็นด้วยกับญัตตินี้พี่น้องประชาชนทางบ้านจะเข้าใจว่า ท่านไม่ได้อยู่ฝั่งที่ยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข แต่อยู่ฝั่งรัฐประหาร ซึ่งญัตติน่าจะต้องเข้าสู่ที่ประชุมสภาวันนี้ หรืออย่างน้อยที่สุดหากมีการใช้กลไก หรือเล่นเกมทางการเมืองก็อาจจะเลื่อนไปเป็นวันพฤหัสบดีที่ 6 กุมภาพันธ์ แต่อย่างไรญัตตินี้ก็ต้องได้เข้าสภา.

แม้ว'วิพากษ์ยับเศรษฐกิจไทยถดถอยหนัก รัฐบาลไม่เป็นประชาธิปไตยเอื้อประโยชน์คนรวย!

 
 

5 ก.พ.63 - นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เขียนบทความเผยแพร่ผ่านหนังสือพิมพ์ออนไลน์ Thai Enquirer มีทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยในส่วนของภาษาไทยมีเนื้อหาดังนี้

หนังสือพิมพ์ออนไลน์ Thai Enquirer ได้ขอให้ผมเขียนบทความด้านเศรษฐกิจของประเทศเรา แต่ก่อนอื่น อนุญาตให้ผมแสดงความยินดีกับทีมงาน Thai Enquirer ที่ผลิตเนื้อหา ประเด็นข่าวที่สังคมต้องการมากในวันนี้และยุคนี้ ซึ่งข้อมูลสารสนเทศเป็นปัจจัยสำคัญต่อการพัฒนาด้านสังคมและเศรษฐกิจของประเทศนี้!

ขอย้ำว่า การเคลื่อนไหวของข่าวสารข้อมูลสำคัญอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศเรา ในเมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศ

เศรษฐกิจไทย ซึ่งเคยเป็นที่อิจฉาของประเทศอื่นในภูมิภาคนี้ แต่ไม่นานมานี้ การเติบโตอย่างเข้มแข็ง ได้ถดถอยลงเรื่อยมา จนวันนี้ที่เศรษฐกิจไทยถูกจัดว่าเป็นเศรษฐกิจที่ตามหลังประเทศอื่นในภูมิภาค

การเติบโตทางเศรษฐกิจขอประเทศไทยจากที่เคยเป็นแรงขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจอาเซียน 10 ประเทศ ตอนนี้เศรษฐกิจไทยกลายเป็นหนึ่งในแย่ที่สุดและมีแนวโน้มจะแย่ลง ไม่มีท่าว่าจะดีขึ้นอย่างเร็ววัน

แต่ท่ามกลางหลายๆปัญหาทางเศรษฐกิจ แน่นอนว่า ยังมีบางภาคส่วนในสังคมยังคงเจริญรุ่งเรือง และจุดนี้กลายเป็นช่องว่างที่ขยายขึ้นเรื่อยๆระหว่างกลุ่มชนชั้นที่มีโอกาสและกลุ่มชนที่ด้อยโอกาส

สภาวะเช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงสภาวะที่คนชนชั้นบนของสังคมยังคงได้รับประโยชน์ ขณะที่คนส่วนใหญ่ในสังคมต้องทนทุกข์ต่อไป ไม่เคยมีมาก่อนที่คนที่ด้อยโอกาสของประเทศของเราประสบความยากลำบากอย่างวันนี้ ซึ่งสภาวะเช่นนี้ได้ถูกปฏิเสธมาตลอดจากรัฐบาลนี้

ขณะที่เศรษฐกิจโลกประสบวิบากกรรมของเศรษฐกิจผ่านความโกลาหลมาหลายครั้งหลายครา แต่ผ่านพ้นมาได้ทุกครั้ง บทเรียนที่ประเทศไทยเรียนรู้จากเศรษฐกิจปี 2540 เป็นที่เรื่องที่ร้ายแรง อย่างไรก็ตาม วิกฤติเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดตั้งแต่ปี 2540

วิกฤติการณ์วันนี้พอที่ทำให้เราเปรียบเทียบกับสถานการณ์การเงินในปี 2540 หรือที่เรียกว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง

เหตุผลที่ทำให้สภาพเศรษฐกิจปัจจุบันสิ้นหวังไม่ได้มีสาเหตุมาจากระบบการเงินของประเทศไทยในสถานะย่ำแย่เหมือนปี 2540 แต่เป็นเพราะระบบการเงินไทยแข็งแรงเกินไปและไม่ได้สนับสนุนพอให้พยุงภาคธุรกิจเนื่องจากความหวาดระแวงว่า สถานภาพทางการเงินของภาคธุรกิจอาจได้รับผลกระทบ ถ้าเศรษฐกิจแย่ลง

ความหวาดกลัวนี้ประกอบกับการใช้วิถีความคิดของพวกคนรวยสร้างวงจรที่บั่นทอนประเทศของเรา สถาบันธนาคารในประเทศของเราก็มีส่วนทำให้คนรวยร่ำรวยขึ้น ขณะที่กำลังปล่อยให้คนจนจนมากขึ้น

เป็นที่รู้กันดีว่า คนรวย รวยขึ้น ถ้ารัฐบาลที่ไม่ได้เป็นรัฐบาลประชาธิปไตยอยู่ในอำนาจ เราสามารถสังเกตได้ชัดจากกระแสโลก เมื่อรัฐบาลประชาธิปไตยอยู่ในอำนาจ คนที่มีโอกาสน้อยจะเป็นกลุ่มได้ประโยชน์มากที่สุด

ประเทศไทยในปัจจุบันนี้ สิ่งที่ประจักษ์ดี คือ สถาบันธนาคารสนับสนุนแต่ธุรกิจยักษ์ที่มีแต่จะโตขึ้นเรื่อยๆ ในขณะที่คนทั่วไป ยังคงต้องตะเกียกตะกาย เวลาที่จะขอการสนับสนุนให้ได้เงินทุนหมุนเวียนจากสถาบันการเงิน

นอกเหนือจากประเด็นนี้ คือ ความจริงที่ว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ได้ทำตัวเป็นองค์กรอิสระอย่างที่ควรจะเป็น แทนที่จะขอให้ธนาคารต่างๆช่วยสภาพคล่องให้ธุรกิจคนทั่วไป เหมือนว่าธนาคารแห่งประเทศไทย กำหนดแนวทางให้ธนาคารต่างๆทางเดียวกันให้ช่วยคนรวยและธุรกิจยักษ์ใหญ่เท่านั้น

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยกำลังดำเนินนโยบายที่ไม่เหมาะสมกับประเทศของเรา การใช้นโยบายการเงินใต้กรอบเป้าหมายเงินเฟ้อ(Inflation Targeting) เป็นนโยบายที่เหมาะกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่ประเทศกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ธนาคารแห่งประเทศไทยควรใช้นโยบายการดำเนินนโยบายภายใต้กรอบเป้าหมายการแลกเปลี่ยนเงินตรา(Exchange Rate Targeting)
การใช้แต่นโยบายทางการเงินเพียงอย่างเดียว ไม่สนใจนโยบายการคลังมากนักนำไปสู่สถานการณ์ ซึ่งทำให้เงินบาทแข็งค่ากว่าสกุลเงินอื่นในภูมิภาคนี้ ส่งผลต่อภาคอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่งของประเทศ 2 ภาค คือ ภาคส่งออกและท่องเที่ยว

ที่เราเห็นได้วันนี้ คือ ภาคอุตสาหกรรมทั้งสองที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศเราเริ่มประสบปัญหาและผลลัพธ์ที่กู่ไม่กลับ ถ้าสาเหตุที่แท้จริงไม่ได้รับการแก้ไข

สำหรับภาคส่งออกในตลาด 5 เดือนที่ผ่านมา หดตัวและตามที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทยได้คาดการณ์ว่า ส่งออกไทยในปี 2563 จะหดตัว 0.9-2.4% จากตัวเลขส่งออกปี 2562

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่แข็งขึ้นนำไปสู่การเพิ่มขึ้นของสภาวะการไหลออกของเงินทุน ผมขอเน้นอีกครั้งว่า ภาวะเช่นนี้เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มคนรวย

สิ่งที่รัฐบาลและหน่วยงานต่างๆกำลังทำอยู่ในขณะนี้ ดูเหมือนว่า พวกเขายังเดินสายพานประกอบความคิดอยู่ ขณะที่ความเป็นจริงที่ถูกต้องคือ วิถีความคิดแบบองค์รวม (Holistic Approach) แต่รัฐบาลชุดนี้และองค์กรอิสระกำลังทำให้ประเทศไทย”ตกขบวน” รถไฟ”

ในปัจจุบัน วิธีการคิดของประเทศอื่นในโลกเป็นการหันหน้าเข้าหากัน หรือการเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน ขณะที่ประเทศของเรายังคงคิดแบบฉายเดี่ยว ประเทศไทยในฐานะประเทศหนึ่งในโลกควรมีความคิดแบบ”หันหน้าเข้าหากัน”เพื่อช่วยเหลือประชาชนทั่วไปในประเทศ

โลกของเราวันนี้แตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากที่รัฐบาลชุดนี้คิดว่า เป็นเรื่องสำคัญที่เราทุกคนสามารถปรับตัวให้เข้ากับกระแสโลกที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ประเทศไทยวันนี้ต้องการผู้นำที่มีความคิดและทำตัวให้เหมาะสมกับภูมิทัศน์ของโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ประเทศไทยไม่สามารถบรรลุเป้าหมายภายใต้การอยู่ในอำนาจของรัฐบาลชุดปัจจุบัน

ปัญหาของเรา คือ ทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้เป็นพวกที่สนใจแต่เฉพาะมุมมองด้านการตลาดมากกว่าการมองว่า นโยบายต่างๆที่ออกมานำไปใช้ได้จริงหรือไม่

ถ้ามองไปที่นโยบาย ชิม ช้อป ใช้ ออกมาโดยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา คุณจะเห็นได้ว่า นโยบายนี้เป็นนโยบายทางการตลาดอย่างสิ้นเชิง การใช้เงิน 300,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนนโยบายหรือมาตรการนี้ เป็นเงื่อนไขที่จะนำประเทศไปสู่การล้มละลาย

สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยผลักดันเงินเข้าสู่กระเป๋าของผู้คน คือ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจที่ช่วยกระตุ้นให้ผู้คนสามารถออกมาจับจ่ายใช้สอยและเกิด Trickle down effect หรือเงินไปถึงประชาชนรากหญ้า เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเติบโต

สิ่งที่ธนาคารในประเทศไทยกำลังทำอยู่ คือ ยื่นร่มให้คนในสภาวะฝนตกหนัก เมื่อสิ่งที่ต้องทำ คือ หาร่มเป็นจำนวนหลักพันให้ผู้คน ในขณะเดียวกัน การยื่นร่มจำนวนเป็นพันคันในสภาวะวันฟ้าใสแดดออกเป็นสิ่งที่ไม่มีความจำเป็นเลย

ในสภาวะปัจจุบันนี้ คนที่มีโอกาสน้อยของประเทศเรากำลังเผชิญสถานการณ์ที่ตัวเองมีกำลังซื้อหดตัวอย่างมาก นี่คือเหตุผลที่ทำให้การบริโภคต่ำลง อัตราการบริโภคเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ กลไกการขับเคลื่อนเศรษฐกิจนี้เป็นตัวพยุงประเทศในเวลาที่การส่งออกชะงักงัน เนื่องจากปัจจัยภายนอก

ความเคราะห์ร้ายที่ตามมาซ้ำสอง คือ การส่งออกของไทยที่ชะงักงัน ค่าเงินบาทที่แข็งตัวขึ้นและการหดตัวของการบริโภค

ปิดท้ายจุดนี้ คือ การลงทุนภาคเอกชนที่ชะงักงัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่า นักลงทุนขาดความเชื่อมั่นในทิศทางเศรษฐกิจในอนาคตของประเทศเรา

การขาดความเชื่อมั่นและความมั่นใจไม่เคยเป็นสัญญาณบ่งบอกที่ดีต่อเศรษฐกิจในรูปแบบใดๆ

ระบบทุนนิยมมี 3 องค์ประกอบสำคัญ คือ ความเชื่อมั่น(Trust) ความมั่นใจ(Confident)และทฤษฎีการเก็งกำไร (Arbitrage)

ในสภาวะที่เกิดความเชื่อมั่น ความไว้เนื้อเชื่อใจ ย่อมทำให้เกิดการไหลเข้าของการลงทุนทำให้สภาวะเศรษฐกิจเป็นไปด้วยดี แต่ถ้าองค์ประกอบ 2 ข้อนี้ขาดไป จะเกิดสภาวะ”การเก็งกำไร”มากขึ้นและเป็นเครื่องชี้วัดที่ชัดเจนว่า สภาวะประเทศจะเป็นไปอย่างไรในอนาคต

ในสภาวะที่ดูเหมือนว่า การขาดความเชื่อมั่นในอนาคตของประเทศไทยและกลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ที่มีเพียงหยิบมือเดียวเป็นกลุ่มที่หยิบฉวยผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจ เพราะความมั่งคั่งของประเทศไม่ควรอยู่ในมือ.ของกลุ่มธุรกิจหรือกลุ่มทุนที่มีเพียงหยิบมือเดียว

คนกลุ่มนี้โชคดีอย่างยิ่งที่ประเทศเรามีรัฐบาลแบบนี้อยู่ในอำนาจ แต่ในความสุขของคนพวกนี้ที่มีเพียงหยิบมือเดียว คือ ความทุกข์ทรมานของคนไทยมากกว่า 65 ล้านคน

สิ่งที่ควรจะเป็นและเกิดขึ้น คือ ทุกภาคทุกส่วนของสังคมไทย ไม่ว่าจะมาจากภาวะเศรษฐกิจใด มีความสุขกับนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิภาพในการบริหารเศรษฐกิจ

ถ้ารัฐบาลสามารถทำให้เกิดภาวะเช่นนี้ได้จะทำให้ประเทศเกิดภาวะที่เติบโตและรุ่งเรืองได้

: การเมือง 
 
 

 

 

 

....................................................................

นสพ.ฉบับวันนี้ 

อ่านข่าวต่อได้ที่: https://www.thairath.co.th/newspaper

'จีน'แจงผู้ป่วยไวรัสโคโรนาส่วนใหญ่อาการไม่หนัก!



 

5 ก.พ.2563 – เพจเฟซบุ๊ก China Xinhua News ได้รายงานในหัวข้อ “เจ้าหน้าที่จีนเผย ผู้ป่วยโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ส่วนใหญ่ ‘อาการไม่หนัก’” ระบุว่า เมื่อวันอังคาร (4 ก.พ.) เจียวหย่าฮุย เจ้าหน้าที่คณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติของจีน (NHC) แถลงข่าวว่าผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (2019-nCoV) ส่วนใหญ่มีอาการไม่ร้ายแรง

เจียวขอร้องให้ประชาชนอย่าเข้าใจผิดคิดว่าผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ทุกคนต้องมีอาการรุนแรง แม้ว่าการแถลงข่าวในวันอังคารจะกล่าวถึงสถานการณ์ของผู้ป่วยรุนแรงเป็นส่วนใหญ่ พร้อมขอร้องให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก 

เธอระบุว่าจีนได้ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและควบคุมโรคอย่างเข้มงวด โดยได้ตรวจหาผู้ป่วยต้องสงสัยในระยะแรกตามหลายสถานที่ เช่น สนามบิน และสถานีขนส่ง

จีนได้ออกนโยบายรักษาทางการแพทย์หลายอย่าง เช่น การย้ายผู้ป่วยต้องสงสัยไปยังโรงพยาบาลที่กำหนด เพื่อกักกันและรักษาผู้ป่วยโดยเร็วที่สุดทันทีที่ตรวจพบ

เจียวเสริมว่าผู้ป่วยที่มีอาการหนักจะได้รับการรักษาที่เหมาะสมกับแต่ละบุคคลเพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการรักษา

สุดท้ายนี้ เจียวระบุว่าหน่วยงานสาธารณสุขจีนมุ่งมั่นทำงานเพื่อพลิกสถานการณ์โรคระบาดให้ดีขึ้นโดยเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
 

'เด็กบิ๊กป้อม'ปูดจีนประสานไทยขอซื้อยาต้านเอดส์ล็อตใหญ่ไว้สู้ไวรัสอู่ฮั่น

    
 

5 ก.พ.2563 - นายไพศาล พืชมงคล อดีตกรรมการผู้ช่วยรองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ) ได้โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเรื่องไวรัสโคโรนา ว่าจีนรู้เรื่องนี้ว่า ไข้หวัดอยู่ฮั่นมีเชื้อ hiv ผสมอยู่ และได้มีหนังสือมา ขอให้ทางไทยประสานงานจัดซื้อตัวยาดังกล่าว  เพราะทางจีนตอนนั้นยามีไม่พอ (สำเนาหนังสือมีอยู่ที่ผมนะครับไม่ได้พูดส่งเดช ) ตอนนี้เขาระดมการผลิตเป็นการใหญ่แล้ว เพราะรู้ว่าตัวยานี้รักษาได้ 

ในขณะที่ประเทศไทยของเราทั้งที่คณะแพทย์พบสูตรยาแล้ว รัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขก็ได้แถลงแล้วแจ้งไปยังทั่วโลกแล้ว แต่ก็ยังมีพวกเตะตัดขาจะไม่ให้ใช้สูตรยานี้อีกแล้ว ไม่เห็นหรือว่ากำลังมีเสียงประสานว่าไข้หวัดนี้ไม่มียารักษาได้  

ดังนั้นคณะแพทย์ไทยและบุคลากรวงการสาธารณสุขและประชาชนไทย จึงต้องสามัคคีกัน ต่อสู้กับกระบวนการขายชาติพวกนี้ให้ได้

 

เยอะเกินไป

 
แม่ลูกจันทร์5 ก.พ. 2563 05:01 น.
SHARE
 

กรณีผู้ตรวจการแผ่นดินออกระเบียบการเบิกค่าใช้จ่ายของประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดินกลายเป็นประเด็นร้อน เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์กันอึกทึกครึกโครม

เพราะผู้ตรวจการแผ่นดินกำหนดระเบียบการใช้จ่ายเงินภาษีประชาชนสนองความต้องการของตัวเอง

ถ้าพูดแบบบ้านๆคือ “ชงเองกินเอง”

โดยเฉพาะการออกระเบียบให้ประธานผู้ตรวจการแผ่นดินและผู้ตรวจการแผ่นดิน สามารถนำคู่สมรสเดินทางไปทัวร์ดูงานต่างประเทศพร้อมกับสามี

เพิ่มโปรโมชันพิเศษสุดๆให้ภรรยามีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆได้เท่ากับสามีทุกประการ

ออกระเบียบให้ผู้ตรวจการแผ่นดินใช้เงินภาษีประชาชนหิ้วปิ่นโตไปเที่ยวต่างประเทศอย่างสำราญบานใจ

ไม่ว่าจะไปทัวร์ดูงาน หรือไปสัมมนา หรือไปภารกิจอื่นใดสามารถนำศรีภรรยาร่วมคณะไปด้วยแบบวีไอพี

โดยมีสิทธิเบิกค่าใช้จ่ายต่างๆ ได้เท่ากับคุณสามีทุกประการ

คนที่วิจารณ์เรื่องนี้ได้แสบไส้ติ่งคือ นายธวัชชัย ไทยเขียว อดีตรองปลัดกระทรวงยุติธรรม ตั้งปุจฉาว่า “คู่สมรสไม่ใช่ข้าราชการ เอาภาษีประชาชนไปใช้ทำไม?”

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน “แม่ลูกจันทร์” ขอนำระเบียบการเบิกค่าใช้จ่ายผู้ตรวจการแผ่นดินที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา มาฉายเป็นหนังตัวอย่างให้ชม

ระเบียบใหม่กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน และภรรยาเบิกค่าตั๋วเครื่องบิน ค่าโรงแรม ค่ายานพาหนะ ค่าประกันภัย และค่าใช้จ่ายอื่นๆได้ตามความเป็นจริง

บวกค่าเบี้ยเลี้ยงเดินทาง ไม่เกินคนละ 4,500 บาทต่อวัน

มีสิทธิเบิกค่ารับรองเพิ่มได้อีกตามความจำเป็น

อ้อ...“ค่าของขวัญ” ก็เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง

ให้เริ่มเบิกค่าใช้จ่ายก่อนเริ่มภารกิจ 2 วัน หรือ 48 ชั่วโมง

ให้เบิกค่าเครื่องแต่งตัว ได้อีก 9,000 บาทต่อครั้งต่อคน

บินฟรี กินฟรี อยู่ฟรี แถมเบิกค่าเครื่องแต่งตัวฟรีครบวงจร

“แม่ลูกจันทร์” ชี้ว่ามาตรา 230 ของรัฐธรรมนูญกำหนดให้ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” มีหน้าที่ให้ความเป็นธรรมประชาชน

มีอำนาจตรวจสอบหน่วยราชการต่างๆ ไม่ให้สร้างภาระแก่ประชาชนโดยไม่จำเป็น ฯลฯ

แทนที่ “ผู้ตรวจการแผ่นดิน” จะปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีแก่หน่วยราชการต่างๆ ท่านกลับสร้างตัวอย่างในการเบิกจ่ายงบราชการ “เกินความจำเป็น” ซะเอง

“แม่ลูกจันทร์” กระชุ่น พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน และผู้ตรวจการแผ่นดินชุดปัจจุบัน โปรดทบทวนแก้ไข ระเบียบการเบิกจ่ายเงินภาษีประชาชนให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกับองค์กรอิสระอื่นๆตามรัฐธรรมนูญ

ข้อสำคัญ หน้าที่รับผิดชอบของผู้ตรวจการแผ่นดิน คือตรวจสอบหน่วยราชการในประเทศ

ไม่มีความจำเป็นต้องขยันเดินทางไปต่างประเทศให้สิ้นเปลืองภาษีประชาชน

เงินเดือน บวกเงินประจำตำแหน่งองค์กรอิสระก็มากเหลือเฟือ หากจะพาภรรยาไปเที่ยวเมืองนอกท่านใช้เงินส่วนตัวได้สบายๆ

เหตุไฉนต้องออกระเบียบ “หิ้วเมียไปด้วย” ให้ชาวบ้านนินทา??

ถ้ารักภรรยา เคารพภรรยา อย่าให้ภรรยาต้องเป็นขี้ปากชาวบ้านเลยนะโยม.

“แม่ลูกจันทร์”

 .......................................................
 
5 กุมภาพันธ์ 2563

            


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน