*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3972
  • จำนวนผู้ชม : 2510720
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< กุมภาพันธ์ 2020 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 297 , 13:27:17 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ผลจากทหารลูกน้องสติแตกกราดยิงฝูงชนเด็ด 29 ชีวิต บาดเจ็บอีกกว่า 50 ราย ดลใจให้ผบ.ทบ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์

เตรียมปรับปรุงความเป็นอยู่ของทหารชั้นผู้น้อย เปิดโอกาสให้มีการร้องเรียนในทางลับ ส่วนนายทหารชั้นนายพันเอกก็จะต้องเลิกคิดที่

จะเอาเปรียบผู้น้อยเสียที นอกากนั้นต้องเลิก ธุรกิจสีเขียว'อีกด้วย ว่าแต่ว่า 'บิ๊กแดง' ะเหลือเวลาอที่จะทำเรื่องพวกนี้หรือเปล่า

         อย่างไรก็ตาม คนไทยยังไม่ได้ยินว่าผบ.ตร.ประกาศปรับปรุงตำรวจ นอกเหนือจากการเพิ่มอัตราเงินเดือนบ้างเลย

         อีกอย่างในช่วงเวลานี้ นักการเมืองฝ่ายค้านช่างประสานเสียง "ควรจะลาออก' เพื่อไล่นายกฯและรัฐมนตรีบางคน แต่ท่านจะไล่ใคร

ก็ยังพอว่า แต่ที่ท่านจะไล่นายกฯน่าะ 'เป็นเรื่อง'กันเลยละ  เพราะนไทยทั้งบ้านทั้งเมืองยังติดใจบริการของ 'ลุงตู่' โดยยังไม่เห็นว่ามีหน้า

ไหนที่หล่อกว่า 'ลุงตู่' สักคน ..... ผ่าซีเอ้า .....


เชียร์ 'น้องตู่' จ้ะ ... อยูไปนานๆเล้ย .....

 

 

อย่าหลง 'รบอยู่กับคลื่น'


 
 

    ก็เห็นใจและเข้าใจ
    พลเอกประยุทธ์ ในฐานะผู้นำบริหาร และ พลเอกอภิรัชต์ ในฐานะผู้นำกองทัพ
    "หนักที่แบก" ไม่ใช่งาน
    หนักนั้น เป็น "หนักที่ใจ" 
    เพราะด้วยสำนึกแห่งคุณภาพคน อะไรเกิดกับประเทศ กับประชาชน กับสถาบัน
    ถ้าเป็น "บวก"
    บวกนั้น เป็นสมบัติสาธารณะ
    แต่ถ้าเป็น "ลบ"
    ลบนั้น เป็นภาระ-หน้าที่เฉพาะตัว ที่คนเป็นผู้นำ ต้องแอ่นอกรับทุกก้อนอิฐ!
    ฉะนั้น ตอนนี้ หน้าตาแต่ละผู้นำ จะอิดโรย บ่งถึง "คิด-เครียด-คร่ำเคร่ง" หนักอึ้งในอก นอนไม่หลับ พักผ่อนไม่พอ
    ก็ไม่เป็นไรนะ........
    ผู้นำแต่ละยูนิตสังคมชาติ เปรียบเหมือน "เสาเข็ม" มันฝังจมอยู่ในดิน ไม่มีใครอินังขังขอบหรอก
    ตึกรามบ้านเรือน เป็นสิบ-เป็นร้อยชั้น แผ่นดินไหว "ไม่พัง" อย่างเก่ง คนก็ชม "วิศวกร"
    ยากนัก ที่ใครจะนึกถึงคุณ "เสาเข็ม" ที่แบกรับและค้ำยัน จมในดาน-ในดิน จนตราบสิ้น "ในดิน" นั่นแหละ คือที่อยู่ของผู้นำ
    ใครเคยเห็น "เสาเข็ม" ต้นไหนบ้างล่ะ ที่.......
    ไม่ถูก "ตอกหัว"?
    ทั้งนายกฯ ทั้ง ผบ.ทบ.ก็เช่นนั้น 
    ยิ่งเป็น "เสาเอก" ประเทศ, กองทัพ ก็ยิ่งต้องถูกปั้นจั่น "ตะบันตอก" ก่อนเพื่อน!
    ที่พลเอกอภิรัชต์น้ำตาร่วง ขณะเปิดใจ กำลังพลแตกแถวไปเป็นฆาตกรเมื่อวาน (๑๑ ก.พ.๖๓)
    แล้วพวก "ปลวกประเทศ" หยิบไปเย้ยหยันผ่านสื่อสารไอที นั่นก็ต้องเข้าใจว่า 
    ในความเป็นสัตว์ ของปลวก.......
    มันแยกความต่างระหว่าง "เลือดกาย" กับ "เลือดใจ" ไม่เป็นหรอก!
    อย่างพลเอกอภิรัชต์น่ะ ต่อให้ตัวเองตาย ก็ไม่ร้อง
    แต่ประชาชนเจ็บและล้มตาย ยิ่งตายนั้น "กำลังพล" ในกองทัพเป็นผู้ก่อ
    หยดน้ำจากตา ผบ.ทบ. มันคือหยดเลือดหัวใจ 
    แสดงถึงความเป็นมนุษย์ด้วยกัน และจิตสำนึกผูกพันแห่งภาวะรับผิดชอบของคนเป็นผู้นำ
    ซึ่งคนละเรื่องกับเข้มแข็ง-อ่อนแอ อย่างที่หยิบไปพูด-ไปหยัน "ทหารร้องไห้"
    การสร้างประเด็น-จุดกระแส ชนิด "เท็จท้าทาย" กันซึ่งๆ หน้าเวลานี้ ผมอยากบอกว่า ใครก็อย่าหลงเข้าไปติดกับดัก
    ขอทุกคนรู้ตัว...........
    "ทั้งโลก-ทั้งเรา" กำลังตกอยู่ใต้อำนาจใหม่ที่มองไม่เห็น "ควบคุม-สั่งการ" ให้เกิดฝ่าย 
    จากนั้น ปั่นทั้งสองฝ่ายให้หักล้าง-โค่นล้มกันเอง 
    เหมือนในสหรัฐฯ สร้างภาพลวง การเมือง ๒ ขั้ว "รีพับลิกัน-เดโมแครต" ทำเหมือน "คนละขั้ว-ละข้าง"
    แต่จริงๆ แล้ว "ควบคุม-สั่งการ" ด้วยคนกลุ่มเดียว 
    คือกลุ่มทุนยุโรป-สหรัฐฯ "ไซออนิสต์" ที่รวมตัวไปสู่เป้าหมาย "อำนาจเดียวคุมโลก"
    เริ่มชินหูกันแล้วตอนนี้ ในชื่อ "รัฐบาลโลก"!
    ในยุโรปแต่อดีต สาเหตุนำสู่การรบราชิงแดน-ชิงอำนาจแต่ละครั้ง มาจากเรื่อง "ศาสนา"
    จะพูดว่า "ศาสนา" ถูกใช้เป็นเครื่องมือในยุคนั้นก็ได้ มองด้วยบริสุทธิ์จะสงสัย 
    ว่าในเมื่อ คริสต์, อิสลาม, ยูดาห์ หรือศาสนายิว รากเหง้าเดียวกัน พูดกันตรงๆ "ศาสดาองค์เดียวกัน" แท้ๆ แล้วทำไมจึงต้องรบฆ่าฟันกัน?
    คำตอบเดียว......
    "อำนาจ" เพื่อ "แย่งชิง-ควบคุม-ครอบครอง" ดินแดนและประเทศ!
    นั่นมันศตวรรษก่อนๆ เรื่อง "อำนาจ" เพื่อการแย่งชิง-ควบคุม-ครอบครอง ยังเป็นอยู่จากรุ่น (อำนาจ) สู่รุ่น 
    กระจายไปอยู่ในรูปผู้ทรงอิทธิพลควบคุมทางเศรษฐกิจ การเงิน การธนาคาร และการลงทุนของโลก
    ยุคนั้น ใช้ศาสนา เป็นเครื่องมือ ทำให้แตกแยก สู่การรุกราน ควบคุม และครอบครอง
    แต่ยุคนี้ ท้ายศตวรรษที่ ๒๐ สู่ศตวรรษที่ ๒๑ ขบวนการครองโลก
    "ศาสนา" ปรับลุกส์มาใช้ในรูป "เทคโนโลยีไอที"!
    สงครามด้วยอาวุธ ทำลายแค่คนและวัตถุ
    แต่สงครามด้วยไอที ไม่เพียงทำลายคนและวัตถุ
    แต่ขุดลึก "ถึงราก-ถึงโคน" ขั้น "ทำลายล้าง" ความเป็นมนุษยชาติไปเลย
    ทั้งวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา ศรัทธา ทั้งเยื่อใยความเป็นคน 
    คำว่า พ่อ, แม่, ครู, อาจารย์, กตัญญู, บุญคุณ เหล่านี้ ไม่มี 
    ศาสนาใหม่ไอที จะป้อนชุดความคิดใหม่ให้ ว่า
    "ลูก" เป็นผลิตผลกามของคนสองคน เคยถามซักคำมั้ยว่าเราอยากเกิดหรือเปล่า แล้วจะมาเป็นบุญคุณต้องกตัญญูอะไรกัน?
    ครูบาอาจารย์ ต้องเคารพเกรงกลัวเพื่ออะไรกัน ในเมื่อพวกกูจ่ายค่าเทอมให้ทุกเทอม?
    "ศาสนา" เป็นเรื่องหลอกลวง เป็นเรื่องงมงายของคนโง่ ต้องมีทำไม?
    ตอนนี้ รุ่นใหม่ใฝ่ต่ำ ปั่นกระแสโซเชียล ถึงขั้นว่า "พระพุทธเจ้าเห็นแก่ตัว ทิ้งเมีย-ทิ้งลูก หนีไปบวช"
    "สถาบันกษัตริย์"...........
    มันก็ใช้ไอทีหวัง "ขุดราก-ถอนโคน" ด้วยประดิษฐ์คำ-ประดิษฐ์เรื่อง สาดเซาะ จากทั้งในและนอกประเทศ อย่างที่เห็น
    ยิ่งกองทัพ รัฐบาล ศาสนา ไม่เว้นกระทั่งสถาบันรัฐสภาและตุลาการ
    ตกในวงล้อม "สาวกไอที" ทั้งนั้น ผ่านรูปแบบ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ โซเชียล เซาะแทรก สั่นคลอน รายนาที-ชั่วโมง 
    กัดกร่อน "สร้างเกลียด-หวาดระแวง" ซึ่งกันและกัน มุ่งสู่ "แตกแยก-ทำลาย" ประหัต-ประหารกัน 
    มีการเช็กกระแส-เช็กอุณหภูมิ ผ่านศัพท์ "ลงถนน...ลงถนน" และการกวนตีนรูปแบบต่างๆ เป็นระยะ
    แดง-นปช.เขาตีราคาเป็น "แดงระดับล่าง" หมดยุค-สิ้นนิยมไปแล้ว     
    ศาสดาไอที คัด "ตัวนำ" ไปเพาะเชื้อ อัพเกรดเป็น "ส้ม" แพ็กเกจจิงใหม่
    กระจายสู่ตลาด รัฐสภา ตลาดมหา'ลัย ตลาดวัด ตลาดนักวิชาการ ตลาดสื่อ ตลาดนักเรียน-นักศึกษา และตลาดนักรับจ้างเคลื่อนไหว
    ทั้งหมด ใช้ไอที เป็นอาวุธร้าย ทำลายทุกคนที่ "ไม่ชั่วตาม"!
    อ่านข้อความนี่กันซิ..........
    "ไอ้บ้านั่นจะมาลำเลิกอีกมั้ย ทีนี้รู้รึยังว่า มีทหารไว้ทำไม กูจะได้ตอบให้ว่า 'มีไว้ยิงประชาชนด้วยกระสุนที่มาจากภาษีของประชาชน' และรัฐบาลที่มีนายกกับรองนายกเป็นทหารและ ผบ.ทบ.ที่ปากเก่งมากกกกกก็ทำเหี้ยอะไรไม่ได้ซักอย่าง #กระจอกฉิบหาย"
    เห็นศัพท์สำนวน ทุกคนต้องบอกว่า คนเขียนข้อความนี้ ต้อง ดิบ เถื่อน ถ่อย สถุล ไร้การศึกษา ด้วยมุ่งร้าย
    แต่ขอบอกว่า ไม่ใช่.....
    นี่คือทวีตข้อความ ของ Wasanawong
    "ผศ.ดร.วาสนา วงศ์สุรวัฒน์" อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย!
    ตกใจกันใช่มั้ย?
    "โสเภณี" ยังไม่ใช้คำเหล่านี้ต่อสาธารณะ แต่นี่...อาจารย์อักษรศาสตร์ จุฬาฯ เป็นดอกเตอร์ เป็นผู้ช่วยศาสตราจารย์
    อาศัยเหตุทหารคลั่งฆ่าคน โยงด่า รัฐบาล, นายกฯ, ผบ.ทบ.
    ด่าก็เข้าใจได้ ในพฤติกรรม-สันดาน กลุ่มขบวนการแพ็กเกจจิงส้ม 
    แต่คำที่ใช้ คิดที่แสดงออก ผมไม่โยงไปถึงว่า ระดับบริหารมหา'ลัย จะปล่อยไปเช่นนี้หรืออย่างไร
    แต่อยากบอก นี่คือตัวอย่าง อาวุธที่ขบวนการเปลี่ยนโลกใช้แบ่งแยกทำลายไทย คือไอที ชัดเจน
    สาวกของเขาในไทย ตามมหา'ลัย ตามรัฐสภา ตามพรรคการเมือง ตามกลุ่มรับจ้างเคลื่อนไหว 
    กระทั่งในรัฐบาล ในกองทัพ ในสถาบันกฎหมายก็เถอะ ใช่ว่าจะไม่มีแทรกอยู่
    ดังนั้น ในสงครามสร้างแตกแยกประเทศไทยด้วยอาวุธไอที รัฐบาลต้องคิดด้วยตระหนักขึ้นไปอีก    เป็นสิบเท่า ก็ยังไม่พอ!    
    เส้นทางสู่ความเป็นอริยบุคคลทางศาสนา มี ๔ ระดับ โสดาบัน สกทาคามี อนาคามี และสุดท้าย สู่ความเป็นผู้พ้นโลก คืออรหันต์
    แต่เส้นทางสู่การครองโลก ของขบวนการรัฐบาลโลก เขาค่อยๆ บรรลุ เริ่มแต่ยุคกิโล สู่ ๒ จี เรื่อยมา 
    ตอนนี้ เคี่ยวงวด เข้า ๕ จี ๖ จี สู่จุดบรรลุ "บล็อกเชน"
    สิ่งที่อยากบอก คือ ประเทศ รัฐบาล กองทัพ องค์กรในความเป็นประเทศ 
    จะตั้งรับการรุกของอำนาจที่มองไม่เห็น ที่ใช้ไอทีเป็นอาวุธแบบ แถลงข่าว ไล่จับ-ไล่ปิด ไล่บอก ไหนเฟก-ไม่เฟก ตามโซเชียล รายวัน-รายชั่วโมง อย่างที่เป็นอยู่
    ไม่แพ้ตอนนี้.......
    แต่พัง "ทั้งระบบประเทศ" ตอนหน้า!
    ทางแก้ คือ นายกฯ ต้อง "ดิสรัปต์" ระบบประเทศก่อน

    ไม่งั้น ระยะยาว......
    ถูกมันดิสรัปต์แน่!

นายกฯอ้อนคนพะเยาขอให้เข้าใจทุกปัญหาต้องใช้เวลา


 
 

12 ก.พ.2563 -  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางถึงท่าอากาศยานน่านนคร ต.ผาสิงห์ อ.เมืองน่าน จ.น่าน ก่อนเดินทางต่อด้วยเฮลิคอปเตอร์ กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ไปยังวัดศรีโคมคำ พระอารามหลวง ต.เวียง อ.เมืองพะเยา จ.พะเยา โดยเจ้าหน้าที่ได้ทำการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของนายกรัฐมนตรีและคณะทุกคน เพื่อคัดกรองผู้โดยสารตามมาตรการเฝ้าระวังไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ บริเวณจุดทางเข้าของสนามบิน ซึ่งนายกฯ ได้มีอุณหภูมิร่างกายเป็นปกติ จากนั้นเวลา 08.50 น. นายกฯ ได้ต่อเครื่องเฮลิคอปเตอร์ ฮ.ท. 60 (Black Hawk) ของกองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนที่ 32 ก่อนนั่งรถยนต์โตโยต้า เวลไฟร์ สีดำ ป้ายทะเบียน กฉ 1616 พะเยา ไปยังวัดศรีโคมคำฯ

เวลา 09.40 น. นายกฯ เดินทางถึงวัดศรีโคมคำฯ โดยเข้าสักการะพระพุทธรูปพระเจ้าตนหลวง กราบสรีระสังขารพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (ปวง ธมมปญโญ) ก่อนนมัสการพระสุนทรกิตติคุณ (เดชา อินทปญโญ) ผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดศรีโดมคำ พระอารามหลวง เจ้าคณะอำเภอเมืองพะเยา พร้อมถวายผ้าไตรจีวรและเครื่องไทยธรรม โดยพระสุนทรกิตติคุณ ได้มอบพระพุทธรูปพระเจ้าตนหลวงจำลองให้แก่นายกรัฐมนตรี ก่อนนายกรัฐมนตรีกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล 

จากนั้นนายกฯ ได้สนทนากับเจ้าอาวาส โดยได้สอบถามถึงสภาพอากาศ และสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่จังหวัดพะเยา ทุกคนต้องช่วยกันทั้งหมด ตลอดจนเรื่องความรักและความสามัคคีในพื้นที่คงไม่มีใครทะเลาะเบาแว้ง ซึ่งวันนี้รู้สึกดีใจที่เห็นเมืองพะเยา มีความความสงบเรียบร้อย ผู้คนรักใคร่สามัคคีกันเป็นอย่างดี เพราะถ้าคนไทยไม่รักกันแล้วใครจะรักกัน จะแบ่งพวกกันมากๆ ไม่ได้ เพราะชาติต้องการความสงบ ความรักและความสามัคคี โดยหากต้องการความช่วยเหลือสิ่งใด ขอให้แจ้งไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด หรือรัฐมนตรีช่วยว่าการเกษตรและสหกรณ์ที่ดูแลพื้นที่ ซึ่งไม่ว่าจะมีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นก็ตาม ก็เป็นเรื่องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องแก้ปัญหา ส่วนวันนี้ตนก็ต้องมาดูแลคนอื่นด้วย รัฐบาลก็มีหน้าที่ต้องทำแบบนี้

จากนั้นนายกฯ ได้ทักทายพุทธศาสนิกชนภายในวัด โดยกล่าวว่า ขอให้ทุกคนมั่นใจกับสิ่งที่รัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาขณะนี้ แต่อยากให้เข้าใจว่าในหลายๆเรื่อง ไม่สามารถแก้ไขได้ในทันทีทันใด ทั้งเรื่องปัญหาของใช้แพง ปัญหาการเกษตร รวมถึงปัญหาฝุ่นควัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องของการเกษตรขณะนี้ อยากให้ทุกคนช่วยกันคิดว่าจะปลูกในรูปแบบเดิมต่อไปได้อีกหรือไม่ หรือต้องมีการพัฒนาต่อยอดอย่างไร พร้อมกล่าวทิ้งท้ายกับประชาชนที่มาทำบุญในวันนี้รู้สึกดีใจที่หลายคนนำธรรมะมาใช้ปฏิบัติในชีวิตประจำวันซึ่งช่วยขัดเกลาให้เป็นคนดีได้

บิ๊กแดง:ผมเป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหวกับเรื่องที่ละเอียดอ่อน


 

12 ก.พ.2563 -  พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)  กล่าวถึงกระแสภายหลังแถลงข่าวรายละเอียดเหตุการณ์กราดยิงที่ห้างสรรพสินค้าเทอมินัล 21 จ.นครราชสีมาว่า  ถือว่าดี และคิดว่าสื่อมีความเข้าใจในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ข้าราชการทหาร ตำรวจให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี ถือเป็นบทเรียนทั้งประเทศ และเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรกในโลก ในส่วนของกองทัพบกก็แสดงความเสียใจ และความรับผิดชอบไปแล้ว แต่ในสื่อออนไลน์ก็ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ก็เป็นเรื่องปกติ และเราก็ทำใจมานานแล้ว เพราะห้ามไม่ได้  ขอบคุณสื่อทีระมัดระวังเรื่องการตั้งคำถามมากกว่าให้เป็นเรื่องประเด็นทางการเมือง

เมื่อถามว่า มองภาพรวมผลตอบกลับจากการแถลงข่าวอย่างไร พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า ไม่มีอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก ได้รับแต่ข้อความจากโทรศัพท์มือถือ ในส่วนของภริยาและบุตร ก็ต้องปิดโซเชียลมีเดียไปเลย เป็นผลกระทบจากตน ที่ทำให้บุคคลใกล้ชิดและครอบครัวได้รับผลกระทบไปด้วย แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดา ซึ่งตนมองว่าวิกฤตินี้ไม่ควรลืมไปง่ายๆ เราควรหันมารักใคร่กลมเกลียวสามัคคีกัน หันหน้าเข้าหากัน มองผลประโยชน์ของประเทศชาติและความปลอดภัยของประชาชนเป็นหลัก อย่างมุ่งแต่ คนนั้นดี คนนั้นเก่ง คนโน่นไม่ดี สิ่งไม่ดีก็ช่วยกันแนะนำแก้ไข ตอนนี้มีกำลังใจดี เมื่อวานได้ผ่อนคลายในสิ่งที่ตนเองรู้สึกตั้งแต่วันเกิดเหตุ และได้แสดงความรับผิดชอบ ตนพูดจากใจ อาจจะมีคนไปตีว่าเป็น emotional บ้าง อะไรบ้างแต่ทุกอย่างมาจากใจ สิ่งที่ตนทำเขียนมาจากใจกว่าจะลงมาเป็นตัวปากกา ขณะที่สื่อเองก็ได้รับบทเรียน โดยเฉพาะดิจิทัลทีวีที่ถูก กสทช.เรียกไปทำความเข้าใจ ว่าในต่างประเทศเขาบริหารจัดการกันอย่างไร หลายสื่อก็ได้ให้ข้อเสนอแนะที่ดี เพราะบางอย่างอาจทำให้เกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบขึ้นมา รวมถึงเอกอัครราชทูตหลายประเทศได้ส่งเอกสารมาถึงตนเอง ว่าประเทศเขาก็เคยเกิดขึ้นและได้แนะนำวิธีการบริหารจัดการในหลายๆ อย่าง 

หิมะม้วนคืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร

เมื่อถามว่า รู้สึกอย่างไรที่ถูกมองเรื่องแถลงข่าวด้วยน้ำตา พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ตนเป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหวกับเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะสิ่งที่เสียใจที่สุดคือการสูญเสียผู้ปฏิบัติหน้าที่ โดยเฉพาะพลทหารเมธา เลิศศิริ  ที่ไม่มีใครกล่าวถึงว่าเขาเสียชีวิตระหว่างยืมยามรักษาการณ์ แต่ไปมองว่ากองทัพหละหลวม ตนถามว่าถ้าหละหลวมจะมียืนยามรักษาการณ์อยู่ไหม เพราะคนที่เห็นหน้ากันทุกวันใครจะรู้ว่าจะเดินเข้ามาแล้วเอาปืนมายิง คนทำงานด้วยกันเห็นหน้ากันทุกวันใครจะไปรู้ ใครจะไปเฉลียวใจ อย่างไรก็ตาม ฝากขอให้คิดไปดูข้อความที่คนแชร์ในโซเชียลมีเดีย เรื่องเฉินหลง ที่บรรทัดแรกๆเขียนว่าเฉินหลง 65 ปีได้นอนอย่างสงบที่ฮ่องกง ทำให้เข้าใจว่าเฉินหลงเสียชีวิต แต่พอไล่บรรทัดถัดมาเขาก็เขียนว่า เฉินหลงตื่นเช้ามาก็ตื่นเช้าออกกำลังกายปกติ  จึงอยากให้คนไทยอ่านหนังสือมากกว่า 8 บรรทัด เวลาอ่านอะไรอย่าอ่านแค่ 3-4 บรรทัดแล้วไม่อ่าน

'บิ๊กแดง'จูงหมาก่อนโชว์ฟิตทดสอบสมรรถภาพ!


 
 

12 ก.พ.2563 - พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)  นำนายทหารระดับสูงกองทัพบก ทดสอบร่างกายประจำปีงบประมาณ 2563 ที่กองทัพบก โดยก่อนการทดสอบ พล.อ.อภิรัชต์ เดินออกจากอาคารสำนักงาน พร้อมจูงสุนัขทหารพันธุ์เยอรมันเชพเพิร์ท ชื่อ ซีบร้า มาด้วย พร้อมจูงมาทักทายผู้สื่อข่าวที่มารอทำข่าว 

ทั้งนี้ได้กล่าวว่า วันนี้ร่างกายไม่ค่อยเต็มที่ เพราะไม่ได้นอนมา 3 คืน จากนั้นได้เข้าทดสอบครบทุกสถานี คือ ดันพื้น 2 นาที ได้ 33 ครั้ง คิดเป็น 77% / ลุกนั่ง 2 นาที ได้ 60 ครั้ง คิดเป็น 94% และวิ่ง 2 กิโลเมตร จำนวน 5 รอบครึ่งของสนามฟุตบอล

พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่าพูดเสมอกับผู้ใต้บังคับบัญชาว่าต้องบังคับตัวเอง ถ้าวันนี้ไม่บังคับตนองให้อยู่ในระเบียบวินัย ไม่พัฒนาคุณภาพความรู้ สมรรถภาพร่างกายก็ไม่ต้องเป็นผู้บังคับหน่วย คนจะเป็นผู้บังคับกองพัน ผู้บังคับการกรม ต้องสอบแบบทดสอบสำหรับวัดระดับความรู้หรือทักษะการใช้ภาษาอังกฤษ TOEIC ให้ผ่าน โดยการสอบครั้งแรกจะออกค่าใช้จ่ายในการสมัครสอบให้ผู้บังกองพัน และ ผู้บังคับการกรมทั้งประเทศด้วย ทุกคนต้องพัฒนาความรู้ ตนก็ไม่ได้เก่งกาจ ไม่ได้จบต่างประเทศ แต่พยายามจะสื่อสาร ให้กับทางต่างประเทศเพื่อประหยัดเวลา และรู้ว่าเราพยายามที่จะพูดเพราะฉะนั้นตั้งแต่ชั้นนักเรียนนายร้อยก็จะมีอิงลิชโปรแกรม 2-3 ห้อง ส่วนพลทหาร ผ่านการทดสอบร่างกายเข้าโรงเรียนนายสิบ ก็มีเส้นทางให้เขาเติบโต ไม่ใช่เขาปลดประจำการไปแล้วไม่รู้ไปไหน

เตรียมหนาว!พล.อ.อภิรัชต์ลุยปฏิรูปกองทัพเต็มสูบ


 

12 ก.พ.2562 - พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)  กล่าวถึงการดำเนินการหลังแถลงข่าวรายละเอียดเหตุการณ์กราดยิงที่ห้างสรรพสินค้าเทอมินัล 21 จ.นครรราชสีมาว่า  หลังจากได้ชี้แจงไปเมื่อวานนี้แล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้น แต่ทุกคนก็ต้องพร้อมรับสิ่งที่ตัวเองได้ทำลงไป ในวันจันทร์ที่ 17 ก.พ.2563 จะพยายามเปิดศูนย์คอลเซ็นเตอร์ให้ได้ โดยได้สั่งการให้ไปหาระบบมา และควบคุมโดยสำนักงานผู้บัญชาการทหารบก โดยจะจัดเจ้าหน้าที่ทำงานตามวันเวลาราชการ 08.00 น.-16.30 น. ส่วนนอกเวลาราชการจะเป็นระบบตอบรับอัตโนมัติเพื่อบันทึกเป็นข้อมูลไว้ แต่รับรองว่ามีเจ้าหน้าที่มอนิเตอร์อยู่แน่นอน ยืนยันว่าสิ่งที่กำลังพลทุกนายถูกเอาเปรียบต้องมีการรายงาน ยศ ชื่อ ตำแหน่ง และสังกัด รวมถึงหมายเลขประจำตัว รับรองว่าทุกอย่างจะเป็นความลับ ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี

“เมื่อคืนมีคนส่งข้อความมาถึงผมเรื่องเบี้ยเลี้ยงต่างๆ ผมจึงได้ส่งไปถามผู้บังคับหน่วยเพื่อให้ดำเนินการ ไม่ใช่ดูอย่างเดียว ขั้นต้นผมก็ได้มีการลงโทษ และในวงรอบต่อไปก็จะมีการปรับย้าย ยืนยันว่าทำจริงจัง ทั้งนี้ขอร้องผู้ที่แจ้งข้อมูลว่าต้องแจ้งข้อความจริงที่เกิดขึ้นกับตนเอง เพื่อจะได้ตรวจสอบได้ว่าบุคคลที่แจ้งมีตัวตนจริง  ถ้าโกหกต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย เพราะทุกอย่างถูกบันทึกไว้ในคอมพิวเตอร์ทั้งหมด ถือว่าเป็นการให้ข้อมูลเท็จ  “

เมื่อถามว่า นายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เป็นอดีต ผบ.ทบ. ได้ให้ข้อแนะนำหรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์กล่าวว่า นายกฯ   บอกว่าถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการปรับแก้ ให้ทันยุค ทันเหตุการณ์ซึ่งต้องยอมรับว่ากองทัพเป็นเป้าหมาย รวมถึงตนเองด้วย เพราะฉะนั้นการที่ผู้บังคับบัญชาต้องทำตัวเป็นตัวอย่าง ไม่ใช่บังคับแต่คนอื่น  อย่างไรก็ตาม ก็พยายามทำหลายเรื่อง และได้ทำไปหลายเรื่องแล้วแต่ไม่อยากโฆษณา อย่างที่บอกแล้วว่า propaganda ไม่เก่ง 

เมื่อถามถึงกรณีการลงนามกับกระทรวงการคลังในเรื่องทรัพย์สินราชพัสดุกับกระทรวงการคลัง พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า ในส่วนของขั้นตอนจะนำเรื่องที่เป็นสวัสดิการดั้งเดิมของกองทัพบก เช่น สนามกอล์ฟ โรงแรม และสนามมวย ไปหารือกับกระทรวงการคลัง ซึ่งขณะนี้ได้ข้อยุติแล้วว่าจะเริ่มดำเนินการที่ใดบ้าง เพราะต้องเริ่มเป็นเฟส หรือระยะ โดยเฟสที่1 เริ่มต้นที่โรงแรมสวนสนประดิพัทธ์ สนามกอล์ฟ และสนามมวย โดยจะมีการบันทึกเอ็มโอยูกับกระทรวงการคลังเพื่อใช้สวัสดิการเชิงพาณิชย์และเป็นไปตามกฎหมาย หมายความว่าได้รับที่ไหนมาก็ต้องแบ่งให้กระทรวงการคลัง จากนั้นกระทรวงการคลังก็จะพิจารณาสัดส่วนคืนให้เป็นสวัสดิการของกองทัพบก ซึ่งก็จะทำไปเข้ากองทุนสวัสดิการต่อไป การบริหารจัดการทั้งหมดจะให้เอกชนเข้ามาดำเนินการมากกว่าจะใช้ทหาร เพราะมีความเป็นมืออาชีพ เนื่องจากเราไม่ได้เรียนการโรงแรมมา เราไม่ได้เรียนการบริหารจัดการมา แต่เรามีบุคลากรที่ยังทำงานอยู่

“อะไรที่ไม่ดีก็ยอมรับ แต่อย่ามาตีซ้ำ ตีซ้อน ผมแก้ไข ไม่ใช่ไม่ทำ ไม่ใช่ผมพูดอย่างเดียวแล้วไม่ทำ ไปถามดูได้ในกองทัพบกในสิ่งที่ทำ ผมก็ยอมรับ ไม่ใช่แค่สิ่งที่ผิดพลาด และที่เกิดขึ้นนอกกองทัพบก ผมพยายามแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาด  และตนต้องแบกรับผลกระทบจากกำลังพลที่ทั้งไม่พอใจ แต่ก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะวัตถุประสงค์คือกองทัพบกต้องอยู่”

เมื่อถามว่า อาจจะเกิดผลกระทบกับกำลังพลที่ต้องเปลี่ยนสถานที่ทำงาน พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า เป็นส่วนน้อย เช่นกำลังพลที่ไปช่วยราชการอยู่ที่โรงแรมสวนสนประดิพัทธ์ ก็มีตำแหน่งและเงินเดือนอยู่แล้ว ก็กลับมาทำงานที่เดิม ไม่ใช่ทำงาน 2-3 แห่ง ซึ่งจะทำทุกอย่างให้สะอาดและโปร่งใส เป็นไปตามระเบียบและกฎหมายมากขึ้น ดังนั้นสิ่งที่แก้ตนจะเป็นคนรับผิดชอบและแก้ไขให้ได้มากที่สุดก่อนที่จะเกษียณอายุราชการ

เมื่อถามว่า  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเกิดจากเปิดเผยข้อมูลของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตที่เรื่องเงินนอกงบประมาณของกองทัพใช่หรือไม่ พล.อ.อภิรัชต์ กล่าวว่า จริงๆ เราทำมาก่อนแล้ว แต่บางครั้งเป็นเรื่องภายในของกองทัพบก ที่ผู้บังคับบัญชาหลายคนคุยกันและมีการจัดระเบียบยุทโธปกรณ์ ซึ่งตนพูดได้เต็มปากว่าทำตั้งแต่ตอนเป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ขณะที่รับผิดชอบเรื่องสายงานการส่งกำลังบำรุง ตนจัดระเบียบตั้งแต่ตอนนั้น ดังนั้นมาตรการต่างๆ ถือว่าดีแล้ว แต่หากยังหละหลวมอยู่ก็ต้องเพิ่มไป การลงโทษกำลังพลยอมรับว่ากองทัพบก มีกำลังพลเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่เป็นอะไร เดี๋ยวก็ต้องเลย์ออฟออกไป มีมากก็ไม่ต้องทำงาน และตนเอาจริงอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเด็กใคร ค่ายไหนตนไม่สน อย่ามาอ้าง ทุกวันนี้การมาฝากเป็นโน่นเป็นนี่ ตนให้ 99 เปอร์เซ็นต์ที่จะไม่มีตรงนี้ อาจจะมีจดหมายหลุดมาบ้าง ถือว่ากล้าหาญมากที่ทำ แต่ตนก็พิจารณาถ้าไม่ดี คนเสนอต้องรับผิดชอบ เพราะทุกวันนี้ทหารต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่มีค่าย ตามที่สื่อเคยเรียก

 

logo isranews

facebook twitter youtube rss

 
  • HOME
  • ISRANEWS
  • ในหลวงทรงมีพระราชสาส์น ทรงสะเทือนใจเกิดเหตุร้ายที่โคราช -ยกย่องผู้คลี่คลายสถานการณ์ทุกคน
 

ในหลวงทรงมีพระราชสาส์น ทรงสะเทือนใจเกิดเหตุร้ายที่โคราช -ยกย่องผู้คลี่คลายสถานการณ์ทุกคน

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 13:30 น.
เขียนโดย
ณัฏฐพัชร์ ทัศนรุ่งเรือง
 Share
 Tweet

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชสาส์น เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา ทรงเศร้าสลดใจ สะเทือนใจ เหตุรุนแรงที่เกิดจากการกระทำอันโหดร้ายเกินกว่าผู้ใดจะคาดคิดต่อชาวไทยด้วยกันอันเป็นเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมชาติ

king10cover1202

 

วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชสาส์น เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่จังหวัดนครราชสีมา

ข้าพเจ้าและพระราชินีรู้สึกเศร้าสลดใจอย่างยิ่งที่ได้เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นในประเทศของเรา ที่จังหวัดนครราชสีมา นับแต่บ่ายวันเสาร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ ต่อเนื่องถึงเช้าวันอาทิตย์ที่ 9 กุมภาพันธ์  2563 อันทำให้ประชาชนผู้บริสุทธิ์ จำนวนมากได้รับอันตราย ได้รับบาดเจ็บ และเสียชีวิต ความสูญเสียในครั้งนี้ได้สร้างความสะเทือนใจอย่างใหญ่หลวงให้ข้าพเจ้าและพระราชินี ด้วยเป็นเหตุการณ์ที่ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าจะเกิดขึ้น ทั้งเป็นเหตุรุนแรงที่เกิดจากการกระทำอันโหดร้ายเกินกว่าผู้ใดจะคาดคิดต่อชาวไทยด้วยกันอันเป็นเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมชาติ

ข้าพเจ้าและพระราชินีขอแสดงความเสียใจอย่างยิ่งกับครอบครัวของผู้ที่ต้องประสบความสูญเสียและเห็นใจ ชื่นชมผู้ตกอยู่ในเหตุการณ์ที่ต่างมีความอดทนเข้มแข็ง ตลอดจนช่วยเหลือเกื้อกูลกันในยามคับขัน จนสามารถรอดพ้นอันตราย ทั้งขอยกย่องผู้ที่มีส่วนคลี่คลายสถานการณ์ครั้งนี้ทุกคนทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร คณะกรรมการจังหวัดและเจ้าหน้าที่่ฝ่ายปกครอง แพทย์ พยาบาล อาสาสมัคร มูลนิธิ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหาร ซึ่งนอกจากจะต้องมีความกล้าหาญเด็ดเดี่ยวและเสียสละชีวิตอุทิศตนอย่างสูงแล้ว ยังได้แสดงถึงความสันทัดช่ำชองในการปฏิบัติหน้าที่ และการให้ความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อชีวิตความปลอดภัยของผู้ที่ตกอยู่ในอันตราย

ความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวของทุกคนทุกฝ่าย รวมทั้งประชาชนทุกคนที่ได้ให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ต่อทางการและเจ้าหน้าที่ ตลอดจนให้ความช่วยเหลือเท่าที่จะกระทำได้ต่อผู้ที่บาดเจ็บ และได้รับอันตราย ได้แสดงให้เห็นเป็นประจักษ์ถึงความรักความห่วงใยที่มีต่อเพื่อนมนุษย์และเพื่อนร่วมชาติ พร้อมทั้งพลังความสามัคคีซึ่งเป็นคุณธรรมอันสูงส่ง ข้าพเจ้าและพระราชินีเชื่อมั่นว่า เราชาวไทยทุกคนสามารถผ่านพ้นเหตุการณ์ที่ร้ายแรงครั้งนี้ไปได้ ด้วยความมีสติ ปัญญา และสามัคคี ตลอดจนด้วยความเสียสละเพื่อความผาสุข สงบ เรียบร้อยของส่วนรวมและประเทศชาติ

.......................................................................

 กฤษฎีกายังตีความไม่ชัดเจน! เลขาธิการ ส.ป.ก. จ่อหารือกรมป่าไม้ ดูเขตอำนาจที่ชัดเจนอีกครั้ง จะได้ไม่คลุมเครือ หากยังไม่ชัดอีกอาจส่งตีความเพิ่ม ยันเร่งดำเนินการเต็มที่ เพื่อประชาชน

 

PIC winarote 12 2 63 8

จากกรณีสื่อมวลชนหลายสำนักรายงานตรงกันว่า คณะกรรมการกฤษฎีกาสรุปความเห็นของกรมป่าไม้ และสำนักงานปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) ที่ขอหารือแนวทางกฎหมายในการบังคับใช้กับผู้ถือครองที่ดินในเขตป่าไม้ ทับซ้อนกับเขตประกาศปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม โดยหาข้อยุติทางกฎหมายกรณีที่ดินเขาสนฟาร์ม ต.รางบัว อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ที่ถูกถือครองโดย น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โดยสรุปว่า ที่ดินบริเวณดังกล่าวยังถือเป็นพื้นที่ป่า

เนื่องจากแม้ พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดินที่อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ มีผลเป็นการเพิกถอนที่ดินแปลงใดในส่วนนั้นจากการเป็นป่าสงวนแห่งชาติแล้ว แต่โดยที่ที่ดินของ ส.ป.ก. ในส่วนไม่มีหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดินนั้น ยังคงมีสถานะป่า ตาม พ.ร.บ.ป่าไม้ฯ เนื่องจากการถือกรรมสิทธิ์ของ ส.ป.ก. ในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ที่ ส.ป.ก. กำหนดไว้ใน พ.ร.บ.ส.ป.ก. มิใช่กรณีบุคคลได้มาซึ่งที่ดินตามประมวลกฎหมายที่ดิน ดังนั้นที่ดินในเขต ส.ป.ก. จึงยังคงอยู่ภายใต้บังคับของกฎหมายเฉพาะอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นเพื่อพบการกระทำผิดฐานบุกรุกพื้นที่เขตปฏิรูปที่ดินตาม พ.ร.ฎ.กำหนดเขตปฏิรูปที่ดิน พนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.บ.การปฏิรูปที่ดินเกษตรกรรมฯ ไม่มีอำนาจจับกุม ปราบปรามผู้บุกรุกที่ดินป่าสงวนแห่งชาติในเขตปฏิรูปที่ดินเกษตรกรรม แต่การที่มีผู้บุกรุก เข้าไปยึดถือ ครอบครองหรือทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเป็นอันตรายแก่ทรัพยากรที่ดินในที่ดิน ส.ป.ก. จึงเป็นผู้ได้รับความเสียหาย มีสิทธิกล่าวโทษผู้กระทำความผิดเพื่อให้ดำเนินการตามกฎหมายได้นั้น

เมื่อวันที่ 12 ก.พ. 2563 นายวิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข เลขาธิการ ส.ป.ก. เปิดเผยสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ถึงกรณีนี้ว่า เบื้องต้นยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดจากหนังสือตีความของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาอย่างเป็นทางการ รับทราบจากรายงานข่าวของสื่อมวลชนเท่านั้น จึงอยากขอดูรายละเอียดเกี่ยวกับการตีความของคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนว่าเป็นอย่างไร

นายวิณะโรจน์ กล่าวว่า ส่วนที่ทราบจากสื่อมวลชนคือ คณะกรรมการกฤษฎีกาตีความในส่วนของพื้นที่ป่า แต่อำนาจดำเนินการระหว่าง 2 หน่วยงาน ทั้งกรมป่าไม้ และ ส.ป.ก. ยังก้ำกึ่งกันอยู่ ดังนั้นฝ่าย ส.ป.ก. ต้องหารือกับกรมป่าไม้อีกครั้งว่า เขตอำนาจที่ชัดเจนเป็นอย่างไร จะได้ไม่คลุมเครือสงสัย หรือหากคุยกันแล้วไม่มีบทสรุปที่ชัดเจน อาจกราบเรียนถามคณะกรรมการกฤษฎีกาอีกครั้งเพื่อให้ตีความเพิ่มเติมก็เป็นไปได้ แต่เบื้องต้นจะมีการประสานระหว่างฝ่ายกฎหมายของ ส.ป.ก. และฝ่ายกฎหมายของกรมป่าไม้มาหารือกัน

“ตอนนี้เป็นภาพคร่าว ๆ คิดว่าจะประสานเรื่องไป และถ้าทางกรมป่าไม้มีความชัดเจน คงแจ้งประสานหารือกันอย่างเป็นทางการ คิดว่าคงเร็ว ๆ นี้ ไม่อย่างนั้นมันจะกระทบต่อการทำงาน ต้องคุยกันให้รวดเร็ว พร้อมดำเนินการงานร่วมกัน ประชาชนจะได้มีความชัดเจนในการดำรงอยู่” นายวิณะโรจน์ กล่าว

หมายเหตุ : ภาพประกอบ นายวิณะโรจน์ จาก www.dailynews.co.th 

รับมือไวรัสโคโรน่า กับ 3 นวัตกรรม..'หุ่นยนต์แพทย์ ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย AI กรองข่าวปลอม'

 Share
 Tweet
ปัจจุบันยากที่จะคาดเดาสถานการณ์โรคไวรัสโคโรน่าฯ จะสงบลงเมื่อใด เพื่อเตรียมความพร้อมคนไทย ร่วมมือร่วมใจฝ่าวิกฤติในภาวะเสี่ยงจากโรคอุบัติใหม่  คณะวิศวกรรมศาสตร์ ม.มหิดล ได้คิดค้น 3 นวัตกรรม...เพื่อรับมือ  หุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ Doctosight   ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วย  AI คัดกรองข่าวปลอม 

ai12023

สถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ที่กำลังแพร่ในประเทศจีนและอีก 27 ประเทศทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย ส่งผลกระทบต่อชีวิตและสุขภาพ เศรษฐกิจและอุตสาหกรรมเดินทางท่องเที่ยวมหาศาล

ล่าสุด ณ วันที่ 10 ก.พ. 63  มียอดผู้ติดเชื้อทั่วโลกกว่า 42,638 คน และเสียชีวิต 1,016 คน  สำหรับประเทศไทย สถานการณ์ ถึงวันที่ 11 ก.พ. 63 ณ เวลา 08.00 น.   ผู้ป่วยยืนยันติดเชื้อรักษาในโรงพยาบาล 23 ราย กลับบ้านแล้ว 10 ราย รวมสะสม 33 ราย โดยผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 เพิ่ม 1ราย เป็นนักท่องเที่ยวชาวจีน

ปัจจุบันจะเห็นว่า  ประชาคมโลกและประเทศไทยต่างหาหนทางวิจัยพัฒนาและบริหารจัดการอย่างดีที่สุด แต่ก็ยากที่จะคาดเดาว่าสถานการณ์โรคจะสงบลงเมื่อใด ดังนั้น เพื่อเตรียมความพร้อมคนไทย ร่วมมือร่วมใจฝ่าวิกฤติในภาวะเสี่ยงจากโรคอุบัติใหม่ ไวรัสโคโรน่านี้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้คิดค้น 3 นวัตกรรม...เพื่อรับมือไวรัสโคโรน่าและภัยพิบัติจากสารเคมี หรือกัมมันตรังสี ดังนี้

ai1201

ai12024

1. หุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ Doctosight สำหรับการวินิจฉัยและรักษาผ่านระบบโทรเวช

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ ศุทธากรณ์ คณบดี คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ไทยเป็นหนึ่งในประเทศมีปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ จากการกระจายตัวบุคลากรด้านการแพทย์ในหลายพื้นที่ ทำให้อัตราส่วนจำนวนบุคลากรทางด้านการแพทย์ต่อประชากรทั้งหมดค่อนข้างต่ำ เฉลี่ย 0.393 คนต่อประชากร 1000 คน โดยเฉพาะในวิกฤติไวรัสโคโรน่า ย่อมต้องการนวัตกรรมและเทคโนโลยีมาแบ่งเบาภาระแพทย์พยาบาล ตลอดจนมุ่งพัฒนายกระดับระบบสาธารณสุขของประเทศ

ทางทีมวิจัยคณะวิศวะมหิดล จึงมีแนวคิดในการพัฒนาหุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะ Doctosight สำหรับการวินิจฉัยและรักษาผ่านระบบโทรเวช (Telemedecine) จะช่วยให้แพทย์และบุคลากรไม่ต้องเข้าใกล้หรือสัมผัสผู้ป่วยโดยตรง ช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ โดยจุดเด่นของหุ่นยนต์นี้สามารถทำงานร่วมกันได้มากกว่าหนึ่งตัวเพื่อตอบสนองคำสั่ง ในการตรวจสอบข้อมูลการทำงานในเชิงดิจิตอลในรูปแบบของการทำงานหุ่นยนต์ เช่น เวลาการบังคับของผู้ใช้งาน การระบุตำแหน่งหุ่นยนต์ที่มากกว่าหนึ่งตัวในระบบควบคุม

ทั้งนี้ หุ่นยนต์ทั้งหมดในระบบนั้นจะมีหน้าที่ในการรับส่งของมูลระหว่างกันเพื่อทำการอัพเดตสถานะ การทำงานภายในโรงพยาบาลและสามารถควบคุมได้ผ่านแอพพลิเคชั่นควบคุมหุ่นยนต์ที่ถูกพัฒนาและออกแบบขึ้น โดยระบบควบคุมจะประกอบไปด้วย

1. ระบบควบคุมหุ่นยนต์แบบสั่งการพิกัดตำแหน่งเป้าหมายสำหรับหุ่นยนต์มากกว่าหนึ่งตัวในระบบปฏิบัติการและระบบนำทางอัตโนมัติของหุ่นยนต์แพทย์อัจฉริยะภายในสภาพแวดล้อมที่กำหนด

2. ระบบควบคุมหุ่นยนต์ทางไกลแบบกึ่งอัตโนมัติสำหรับหุ่นยนต์มากกว่าหนึ่งตัวในระบบปฏิบัติการ

3. ระบบติดตามการทำงานของหุ่นยนต์มากกว่าหนึ่งจำนวนภายในระบบปฏิบัติการ

4. ระบบผสานงานข้อมูลพื้นฐานของหุ่นยนต์มากกว่าหนึ่งตัวในระบบปฏิบัติการ เช่น การอัพเดตสิ่งกีดขวางหรือสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ระบบยังสามารถถูกพัฒนาต่อยอดในด้านของระบบโลจิสติกส์ภายในโรงพยาบาลให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการทำงานของการแพทย์ทางไกลและระบบหุ่นยนต์ โดยโรงพยาบาลสามารถวางแผนให้ตัวหุ่นยนต์ทำงานเป็นกิจวัตร ภายในช่วงระยะเวลาที่กำหนดได้โดยไม่ต้องใช้คนควบคุม ระบบจะอาศัยแพทย์หรือพยาบาลเฉพาะตอนที่ให้คำปรึกษากับคนไข้ผ่านตัวหุ่นยนต์ ซึ่งช่วยในการลดภาระการทำงานของแพทย์ พยาบาล เช่น วัดชีพจร วัดความดันเลือด วัดอัตราการเต้นของหัวใจ เป็นต้น

ส่วนกลางของตัวหุ่นยนต์ออกแบบเป็นช่องเก็บของ ทั้งช่วยลำเลียงยาและวัสดุไปยังคนไข้ เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพที่โรงพยาบาลจะได้รับผ่านตัวหุ่นยนต์ที่ทำงานร่วมกัน

สำหรับการติดต่อสื่อสารของหุ่นยนต์กับตัวผู้ใช้งาน เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์สามารถเข้าถึงการใช้งานของหุ่นยนต์ได้ง่ายและมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น โดยทำให้อยู่ในรูปแบบแอพลิเคชั่น ซึ่งสามารถดาวโหลด และเข้ารหัสกับตัวหุ่นยนต์และควบคุมการเคลื่อนที่ของหุ่นยนต์ผ่านระบบติดต่อไร้สาย ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัย และยังสามารถแสดงผลจากตัวหุ่นยนต์มาได้เสมือนอยู่ในสเตชั่นควบคุมหุ่นยนต์

ai12026

ai12027

2. ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในการป้องกันเชื้อโรคและสารเคมี

การขนย้ายผู้ป่วยในสถานการณ์อุบัติภัยโรคระบาด สารเคมีหรือสารกัมมันตรังสีนั้นสำคัญยิ่ง เนื่องจากสามารถส่งผลอันตรายต่อผู้ที่อยู่ในบริเวณใกล้เคียงเป็นอย่างมาก กรณีไวรัสโคโรน่า ผู้ติดเชื้อสามารถส่งผ่านเชื้อไปยังแพทย์พยาบาลหรือผู้ที่ช่วยเหลือได้

รศ.ดร.จักรกฤษณ์ มองว่า  สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยต่อผู้ที่ช่วยเหลือ หากต้องมีการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ได้รับเชื้อจากจุดอันตรายไปยังที่ที่ปลอดภัย  ทางคณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้สร้างสรรค์นวัตกรรม ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยในการป้องกันเชื้อโรคและสารเคมี ซึ่งเป็นถุงสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่มีคุณสมบัติในการป้องกันไม่ให้อากาศด้านในไหลสู่ด้านนอกเพื่อเป็นการป้องกันการปนเปื้อนของสารเคมีหรือสิ่งปนเปื้อนในถุงไปสู่ภายนอกถุง

หลักการของการป้องกันการไหลออกของอากาศภายในถุงคือการทำให้ความดัน (Pressure) นั้นมีน้อยกว่าภายด้านนอกถุง แบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ

1. ถุงเคลื่อนย้ายแบบ Negative Pressure Bag : NPB (ในรูปถุงสีใส) สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยติดเชื้อ ป้องกันไม่ให้แพร่เชื้อสู่ผู้อื่น โดยเก็บอากาศภายในเพื่อป้องกันอากาศออก ถุง NPB จะปรับความดันอากาศต่ำกว่าภายนอกทำให้อากาศจากภายนอกไหลเข้าสู่ด้านใน ทำให้เชื้อต่างๆ จะอยู่ภายในถุงไม่แพร่กระจายออกไป โดยอากาศบริสุทธิ์จะไหลผ่านรูอากาศ และถูกดักจับด้วยฟิลเตอร์ เพื่อไม่ให้เชื้อโรคผ่านออกไปยังถุงได้

2. ถุงแบบ Positive Pressure Bag : PPB (ในรูปถุงสีเขียว) สำหรับเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่มีเชื้อในพื้นที่ ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ โดยถ่ายเทอากาศออกไปด้านนอก ถุง PPB ใช้ในสถานการณ์ที่สิ่งแวดล้อมรอบด้านเป็นพิษ เราจำเป็นต้องให้ผู้ป่วยอยู่ในถุงที่ปลอดภัย และปรับความดันภายในถุงให้เป็นบวก ดังนั้นอากาศภายนอกจะไม่สามารถเข้าด้านในได้ โดยอากาศภายนอกนั้นจะถูก Feed ให้กับผู้ป่วยในถุงโดยผ่านไส้กรองเพื่อให้อากาศบริสุทธิ์

ส่วนวัสดุห่อหุ้มโครงสร้างถุง เป็นวัสดุพลาสติกทางการแพทย์ ซึ่งทำหน้าที่ในการห่อหุ้มและป้องกันไม่ให้อากาศด้านในไหลออกสู่ด้านนอก โดยวัสดุห่อหุ้มนั้นจะแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนผ้าใบห่อหุ้มด้านล่างและส่วนพลาสติกใสในการห่อหุ้มตัวโครงสร้างด้านบนทั้งหมด ถุงเคลื่อนย้ายผู้ป่วยมีขนาดมาตรฐาน ประมาณ 60 ซม. x 200 ซม. x 70 ซม. มีที่จับสามารถขนย้ายผู้ป่วยได้สะดวก ปลอดภัยและติดตั้งระบบกรองและถ่ายเทอากาศ รวมถึงปรับความดัน

นอกจากนี้ ยังมีช่องทางที่เจ้าหน้าที่สามารถเข้าถึงผู้ป่วยที่อยู่ด้านในได้

ai12029

ai12028

3. ระบบ AI คัดกรองข่าวปลอมในเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรน่า

ในภาวะโรคแพร่ระบาด หรือ วิกฤติฉุกเฉิน ข่าวสารมีบทบาทสำคัญยิ่งในการกู้วิกฤติและทำให้เกิดพลังความร่วมมือร่วมใจของสังคมไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งจะนำไปสู่ความสำเร็จ ดร.สุเมธ ยืนยง อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล หัวหน้าโครงการ ร่วมกับ ผศ.ดร.นริศ หนูหอม และ ดร. กลกรณ์ วงศ์ภาติกะเสรี ผู้ร่วมวิจัย อาจารย์ภาควิชาวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ชี้ว่า การระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 สื่อต่างๆ โดยเฉพาะ โซเชียลเน็ตเวิร์ก (Social Network) ได้นำเสนอข่าว ส่งผลให้ประชาชนเกิดการตื่นกลัวและวิตกกันเป็นจำนวนมาก 

"บทความและข่าวสารบนโลกโซเชียลนั้นมีความหลากหลายในเรื่องของเนื้อหา สาระ และความถูกต้อง โดยจะมีเนื้อหาทั้งข้อเท็จจริง ความคิดเห็นส่วนตัว และข่าวปลอม (Fake News) ซึ่งการนำเสนอข่าวปลอมเป็นพฤติกรรมหนึ่งที่ทำให้เกิดยอด Like และ Share ให้แก่เจ้าของเพจเป็นอย่างดี เพื่อความถูกต้องของผู้รับสาร รัฐบาลได้มีการจัดตั้งศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม หรือ Anti-Fake News Center Thailand ขึ้น เพื่อเผยแพร่ข่าวสารที่มีข้อเท็จจริง และสร้างความถูกต้องแก่ประชาชน โดยจากการมอนิเตอร์และรับแจ้งเรื่องเกี่ยวกับประเด็นไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 ระหว่างวันที่ 25-29 ม.ค. 2563 พบว่า มีจำนวนข้อความที่แจ้งเข้ามาทั้งสิ้น 7,587 ข้อความ แต่มีจำนวนที่ต้องตรวจสอบยืนยัน (Verify) 160 ข้อความ โดยพบว่า มีข่าวที่เกี่ยวข้องโดยตรง 26 เรื่อง แบ่งเป็น ข่าวปลอม 22 เรื่อง และข่าวจริง 4 เรื่อง เท่านั้น"

การที่ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอมต้องใช้เวลาในการตรวจสอบเป็นจำนวนมาก ทำให้ไม่สามารถยับยั้งข่าวปลอมที่ถูกแชร์บนโลกออนไลน์ไปอย่างรวดเร็วได้ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งมีความพร้อมด้านเทคโนโลยีและประสบการณ์เชี่ยวชาญด้านนิติวิศวกรรม (Digital Forensic Lab) จึงได้คิดค้นนวัตกรรม ระบบ AI คัดกรองข่าวปลอมในเรื่องการระบาดของไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 2019 คาดจะแล้วเสร็จภายใน 1 เดือน โดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ตรวจจับข่าวปลอม ช่วยลดระยะเวลาการตรวจสอบข่าวสารที่แชร์บนโลกออนไลน์ และเผยแพร่ข่าวสารข้อเท็จจริงที่ถูกต้อง การทำงานของ AI ระบบตรวจจับข่าวปลอม

1. ดึงข้อมูลจากแหล่งข้อมูลที่น่าเชื่อถือ เช่น Facebook ทางการของหน่วยงาน โดยจะดึงข้อมูลส่วนเนื้อความ วันที่ เวลา ช่วงระยะเวลา เช้า สาย บ่าย เย็น กลางคืน ซึ่งจะใช้เป็นตัวแบ่งข้อมูล จากนั้นทำการประมวลผลข้อความที่ดึงมาได้ในแต่ละวันเวลา ทำการสกัด Name Entity ออกมา เพื่อหาคำสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การระบาดของโรค เช่น จำนวนผู้ติดเชื้อ จำนวนผู้เฝ้าระวัง พื้นที่พบผู้ต้องสงสัย เป็นต้น

2. เมื่อมีฐานข้อมูลแล้ว การทดสอบโพสในสื่อออนไลน์ ทำโดยการสกัด Name Entity จากข้อความ และทำการค้นหาโดยใช้คำเหล่านั้นเป็นฐานข้อมูล ในส่วนที่เป็นวันที่วันเดียวกันกับวันที่ของบทความ หากพบข้อความที่มีความหมายสอดคล้องกันในฐานข้อมูล ก็แสดงว่าบทความนั้นไม่ใช่ข่าวปลอม เพราะมีเนื้อความที่สอดคล้องกันกับฐานข้อมูล แต่หากไม่พบข้อความที่สอดคล้องกันเลย บทความดังกล่าวจะเป็นข่าวปลอม หากไม่สามารถระบุวันที่ได้ ให้ถือว่าเป็นวันเดียวกันกับที่ทำการตรวจสอบ

# กดคลิก ติดตาม ส่งแชร์ข่าวอิศรา ได้ที่นี่ https://www.facebook.com/isranewsfanpage/

เริ่มต้น อาจารย์ชี้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นกรณีตัวอย่างของปัญหาความมั่นคง และเป็นบทเรียนใหญ่ แม้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นจะเรียกว่าก่อการร้ายไม่ได้ เพราะแรงจูงใจไม่ใช่เรื่องการเมือง แต่เป็นเรื่องส่วนตัว และถ้าดูจากเหตุที่เกิดขึ้น คือ "โลนวูล์ฟ" หรือ หมาป่าตัวเดียวออกปฏิบัติการ ไม่มีคอนเน็กชั่นหรือเครือข่าย แล้วออกก่อเหตุสร้างความเสียหายใหญ่หลวง

อาจารย์สุรชาติ อธิบายว่า ลักษณะการก่อเหตุคนเดียว การปราบปรามอาจดูเหมือนง่าย เพราะมีคนเดียว แต่เมื่อเอาเข้าจริงๆ มักจะก่อเหตุและสร้างความเสียหายใหญ่โต ก่อนเจ้าหน้าที่จะควบคุมสถานการณ์ได้ ดังนั้นคิดกลับกันว่าสมมุติเป็นเหตุก่อการร้ายที่เห็นในโลกตะวันตก สะท้อนชัดว่าไทยไม่ได้มีมาตรการรองรับอะไร เปรียบเทียบลักษณะนี้ ไม่ต่างจากการก่อเหตุยิงบุคคลคราวละหลายๆ คนที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสหรัฐ

สำหรับประเทศไทย เจ้าหน้าที่ตำรวจถูกฝึกมาเพื่อจัดการกับอาชญากรในลักษณะลักวิ่งชิงปล้น หรืออาชญากรรมพื้นฐาน ขณะที่ทหารถูกฝึกอยู่กับการรบขนาดใหญ่ หรือสงครามตามแบบ ฉะนั้นเมื่อเจอเหตุการณ์ลักษณะนี้จึงไม่มีมาตรการรักษาความมั่นคงของเมือง หรือการรักษาความปลอดภัยเมือง ซึ่งไทยไม่ค่อยมีโจทย์ต้องเผชิญ ทั้งที่จริงๆ มีตั้งแต่กรณีอุยกูร์ (ระเบิดศาลพระพรหม สี่แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2558) แล้วมาโคราช (8-9 ก.พ.2563) ซึ่งโจทย์ปัญหาความมั่นคงอย่างนี้ จะทำอย่างไรที่ภาครัฐจะหันมาสนใจมากขึ้น

ขณะเดียวกันก็โยงไปถึงการฝึก การเตรียมบุคคล รวมถึงการจัดสรรงบประมาณ ไม่ใช่พูดลอยๆ เพราะเรื่องพวกนี้ การเตรียมเป็นเรื่องใหญ่มากกว่าที่คิด ดังนั้นสิ่งที่น่าคิดคือ ทำอย่างไรจะออกมาตรการเหล่านี้ได้จริงจัง

ส่วนการปล้นปืนจากค่ายทหารนั้น ศ.ดร.สุรชาติ มองย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์เมื่อปี 2547 โดยบอกว่า เห็นบทเรียนใหญ่จาก 4 มกราคม 2547 ในภาคใต้ (ปล้นปืนจำนวนส 413 กระบอกจากค่ายปิเหล็ง อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส) ผ่านมาหลายปี การตามปืนกลับมายังได้จำนวนน้อยนิด และน่าสนใจว่าการปฏิบัติการปล้นปืนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีความชัดเจน แม้มีการถกเถียงกันในเชิงข้อมูลก็ตาม แต่ในกรณีโคราชต้องยอมรับว่า เกิดเหตุจากบุคคลภายใน ก็อาจยากลำบากสักนิดหนึ่งในการป้องกันของเจ้าหน้าที่หน่วยรักษาการณ์ เพราะการเข้าสู่พื้นที่ที่เป็นเขตต้องห้าม มาจาก "คนใน" ด้วยกันเอง

สำหรับความรับผิดชอบของกองทัพในเรื่องนี้ อาจารย์สุรชาติ บอกว่า ไม่อยากให้รับผิดชอบแค่ 2 อย่างเหมือนที่ผ่านๆ มา คือ 1.ส่งคนไปงานศพในฐานะตัวแทนกองทัพบก และ 2.จ่ายเงินทดแทน

"เพราะครั้งนี้เป็นสถานการณ์รุนแรงมาก และเห็นความชัดเจนว่ามันมีปัญหาเกิดขึ้น ทำอย่างไรที่กองทัพบก รวมถึง รมว.กลาโหม ต้องแสดงความรับผิดชอบบางอย่าง ต้องคิดเหมือนต่างประเทศ แต่ไม่ได้บอกให้เลียนแบบฝรั่ง ความรับผิดชอบต้องมากกว่ามีผู้แทนไปวางพวงหรีดในงานศพ นั่งฟังสวด หรือเอาซองสตางค์ไปให้ แต่ทำอย่างไรที่จะเห็นความรับผิดชอบมากกว่านั้น"

"วันนี้ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะต้องพูดถึงการปฏิรูปชีวิตทหารในกองทัพ ไม่ได้พูดถึงการปฏิรูปกองทัพ แต่เป็นการปฏิรูปชีวิตทหาร เพราะเหตุการณ์ที๋โคราชสะท้อนชัด คือ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้บังคับบัญชากับผู้ใต้บังคับบัญชาที่เป็นนายทหารชั้นประทวน ดังนั้นวันนี้อาจต้องประกาศชัดๆ ว่า มาตรการของกระทรวงกลาโหม และมาตรการของกองทัพบกไทย รวมถึงเหล่าทัพต่างๆ ทั้งกองทัพเรือ กองทัพอากาศ ต้องยุติโครงการหากินกับลูกน้อง หรือพูดง่ายๆ ต้องยุติ 'โครงการหากิน' ที่ผู้บังคับบัญชาบางคนหากินกับนายทหารชั้นประทวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนายสิบและจ่า ซึ่งเป็นประเด็นที่ต้องสังคายนา"

ศ.ดร.สุรชาติ ขยายความด้วยว่า แม้เหตุการณ์ที่เกิดจากแรงกดดันจนทำให้จ่าคนหนึ่งต้องตัดสินใจก่อเหตุร้ายแรง แต่ถ้าคิดอีกมุมหนึ่งก็น่าพิจารณาว่า ทำอย่างไรที่เหตุการณ์นี้จะนำไปสู่การปฏิรูปชีวิตคนในกองทัพ แล้วยกเลิกธุรกิจที่ไม่ชอบมาพากลในกองทัพ คิดว่าวันนี้กองทัพบกและกระทรวงกลาโหมต้องกล้าดำเนินมาตรการชุดนี้ ไม่ใช่ปล่อยปละละเลยและสุดท้ายเรื่องเงียบหายไปโดยไม่เกิดอะไรขึ้น ดังนั้นคิดว่าพอมาถึงจุดนี้น่าจะมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวน แล้วยกเลิกโครงการเหล่านี้ทั้งหมด

สำหรับการก่อเหตุในพื้นที่สาธารณะซึ่งดูใกล้ตัวเข้าไปทุกทีนั้น นักวิชาการด้านความมั่นคงชื่อดัง มองว่า ภาพสะท้อนวันนี้ คือ ความมั่นคงสาธารณะ หรือ public security ในภาษาทางวิชาการ ต้องทำอย่างไรจะรักษาความมั่นคงของชีวิตคนในสังคมภาวะปกติให้ปลอดภัยมากที่สุด วันนี้ถ้าอยู่ในสังคมอเมริกา จะมีข้อเรียกร้องตามมา คือ กฎหมายในการควบคุมอาวุธปืน แต่วันนี้แทบไม่เคยเห็นมีการเรียกร้องกฎหมายควบคุมอาวุธปืนเหมือนโลกตะวันตก ถ้าเชื่อว่าส่วนหนึ่งของปัญหาเกิดจากการมีอาวุธปืน ไม่ใช่เฉพาะเหตุการณ์ที่โคราช ซึ่งเหตุการณ์นี้เป็นอาวุธสงคราม แต่ถ้าเป็นกรณีการก่อเหตุของพลเรือนทั่วไป เชื่อว่าอาวุธปืนก็เป็นปัจจัยสำคัญอีกส่วนหนึ่ง

อย่างไรก็ตาม มาถึงทุกวันนี้ก็ต้องฝึกประชาชนเหมือนกัน คือ ที่ผ่านมาไม่เคยมีการให้ข้อมูลประชาชนว่าในสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต้องทำอย่างไร รวมถึงถ้าคิดในภาพใหญ่ หากเป็นก่อการร้าย ความรุนแรงจะมากกว่านี้มาก ดังนั้นต้องคิดเป็นบวกคู่ขนานไปกับสถานการณ์นี้ เป็นโอกาสเข้าไปตรวจสอบภายในกองทัพ ตรวจสอบโครงการไม่ชอบมาพากลของนายทหารบางคน บางกลุ่มในกองทัพ แล้วคิดริเริ่มมาตรการสร้างความมั่นคงสาธารณะบางอย่าง เพื่อช่วยพิทักษ์ชีวิตคน

ส่วนการเลือกใช้ห้างสรรพสินค้าในการก่อเหตุ ศ.ดร.สุรชาติ อธิบายว่า เป็นเพราะคนเยอะ และเป็นพื้นที่เปิด หรือภาษาก่อการร้ายเรียก soft target คือ การระมัดระวังป้องกันได้ยาก เป็นเป้าหมายอ่อน เห็นได้จากกรณีปล้นทองลพบุรี รปภ.ก็เสียชีวิต และภาพที่เห็นก็คือ รปภ.ไม่รู้จะทำอย่างไร วิ่งไปล็อคกุญแจ ซึ่งกรณีอย่างนี้ต้องคิดให้ใหญ่มากขึ้น มากกว่าปล่อยให้สรุปกันว่าเกิดจากทหารคนหนึ่งมีปัญหาสุขภาพจิต มีความกดดันจากเรื่องที่เกิดขึ้น ทำธุรกิจภายในกองทัพ แล้วก็ออกมาก่อเหตุ ต้องคิดให้ไกลมากกว่าแค่นั้นแล้ว

นอกจากนี้ ท่าทีของนายกฯตอนลงพื้นที่ ลักษณะความเหมาะสมกับผู้นำ หากเทียบกับผู้นำโลก ซึ่งหากไปวิจารณ์มากก็หาว่าเป็นการต่อต้านรัฐบาล แต่เห็นชัดว่าในสถานการณ์นี้ การแสดงออกของผู้นำเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่เกิดการเสียชีวิต และอีกมิติหนึ่ง คือ การฝึกผู้นำในการแสดงออกที่เหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไม่เคยฝึกผู้นำไทยในการแสดงออกอย่างไร คงต้องตระหนักว่าไม่ใช่การไปยืนโบกมือเหมือนไปงานคอนเสิร์ต

ขณะเดียวกันจากภาพที่ปรากฏ สะท้อนว่านายกฯไทยไร้วุฒิภาวะ และไม่มีความละเอียดอ่อนต่อเหตุร้ายที่เกิดขึ้น อาจจะเห็นสิ่งนี้เป็นเรื่องเล็กน้อย จนมองข้ามอารมณ์และความรู้สึกของประชาชน ไม่เหมือนต่างประเทศ เช่น กรณีของผู้นำนิวซีแลนด์ที่ออกมาแสดงความเสียใจต่อเหตุกราดยิง หรือแม้กระทั่งผู้นำออสเตรเลียไปพักผ่อนที่ฮาวายขณะที่มีไฟไหม้ป่าครั้งใหญ่ ก็ยังมีการเรียกร้องให้ลาออก จนต้องออกมาขอโทษประชาชน เป็นต้น

ดังนั้นการแสดงออกแบบนี้จึงไม่อาจให้อภัยได้เลย.

------------------------------------------------------------------------------------------------------

หมายเหตุ : บางส่วนของบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ ศ.ดร.สุรชาติ บำรุงสุข ได้สัมภาษณ์กับ "มติชนทีวี" และบางส่วนให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมกับศูนย์ข่าวอิศรา โดยอาจารย์อนุญาตให้นำบทสัมภาษณ์ทั้งสองส่วนมานำเสนอรวมกันได้

 

 
  • HOME
  • ISRANEWS
  • ข่าว
  • ‘คต.’ ประสานอัยการฯขอศาลออก ‘หมายบังคับคดี’ ก่อนลุยสืบทรัพย์ทุจริตข้าวจีทูจี
 

‘คต.’ ประสานอัยการฯขอศาลออก ‘หมายบังคับคดี’ ก่อนลุยสืบทรัพย์ทุจริตข้าวจีทูจี

เขียนวันที่
วันพุธ ที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563 เวลา 11:48 น.
เขียนโดย
isranews
70Shares
 Share
 Tweet
 
 

‘คต.’ เร่งประสานอัยการฯขอศาลออก ‘หมายบังคับคดี’ ก่อนยึดทรัพย์จำเลยคดีทุจริตขายข้าวจีทูจี ยังไม่นิ่งนอนใจ แต่ต้องดำเนินการตามขั้นตอน เตรียมเรียกถก 5 หน่วยงาน กำหนดแนวทางสืบทรัพย์

g to g pic

จากกรณีที่นายศุภฤกษ์ เอี่ยมลออ รักษาการผู้อำนวยการองค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) และฝ่ายกฎหมายของ น.ส.มนัญญา ไทยเศรษฐ์ รมช.กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาระบุว่า นับตั้งแต่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาให้จำเลยคดีนี้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายในคดีทุจริตโครงการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) เป็นเงินกว่า 2 หมื่นล้านบาท เมื่อวันที่ 6 ก.ย.2562

แต่ปรากฏว่าจนถึงขณะนี้หน่วยงานผู้เสียหาย 5 หน่วยงาน ได้แก่ 1.กรมการค้าต่างประเทศ 2.องค์การคลังสินค้า (อคส.) 3. องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก) 4.กระทรวงพาณิชย์ และ5.กระทรวงการคลัง ยังไม่มีความคืบหน้าในการยื่นเรื่องต่อกรมบังคับคดี เพื่อบังคับให้จำเลยร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายตามคำพิพากษาฯแต่อย่างใดนั้น

ล่าสุดนายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ (คต.) ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ว่า เราไม่ได้นิ่งนอนใจในเรื่องนี้ แต่สาเหตุที่ทำให้ยังไม่สามารถดำเนินการบังคับคดี และเรียกค่าเสียหายจากจำเลยได้นั้น เนื่องจากทางอัยการฯอยู่ระหว่างยื่นเรื่องต่อศาลฯเพื่อขอให้ออกหมายบังคับคดี ซึ่งกรมฯได้ประสานงานกับอัยการเป็นระยะๆ มาตั้งแต่วันที่ได้รับคำพิพากษาศาลฯอย่างเป็นทางการ เมื่อเดือนธ.ค.2562 แล้ว

นอกจากนี้ กรมฯยังได้เรียกประชุม 5 หน่วยงานผู้เสียหายมาประชุมกันแล้ว 2 ครั้ง ตั้งแต่เดือน ต.ค.2562 โดยเบื้องต้นได้มีการหารือถึงการแบ่งหน้าที่ว่า เมื่อมีหมายบังคับคดีออกมาแล้ว แต่ละหน่วยงานจะดำเนินการอย่างไรบ้าง เช่น จะแยกกันสืบทรัพย์หรือสืบทรัพย์ร่วมกัน และมีรายละเอียดข้อมูลบางอย่างที่จะต้องไปขอกับทางสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อให้การดำเนินการสืบทรัพย์ไม่มีปัญหาในภายหลัง

“ตั้งแต่เดือนธ.ค.ปีที่แล้ว กรมฯได้ประสานกับทางอัยการฯเป็นระยะๆ ในการยื่นขอให้ศาลฯออกหมายบังคับคดี แต่เนื่องจากคดีนี้มีรายละเอียดมาก จึงต้องใช้เวลา อย่างไรก็ตาม เมื่อกรมฯได้รับหมายบังคับคดีมาแล้ว จะเรียกประชุม 5 หน่วยงานอย่างเป็นทางการ กำหนดแนวทางในการสืบทรัพย์จากจำเลย และดูว่าแต่ละหน่วยงานเข้าถึงข้อมูลทรัพย์สินอะไรได้บ้าง เพราะการเข้าถึงข้อมูลของแต่ละหน่วยงานไม่เหมือนกัน” นายกีรติกล่าว

สำหรับการสืบทรัพย์จากจำเลย เพื่อนำมาชดใช้ค่าเสียหายคดีทุจริตข้าวจีทูจี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม 

1.จำเลยที่เป็นนักการเมืองและข้าราชการประจำ การบังคับคดีในส่วนนี้ ได้มีการดำเนินการตามคำสั่งทางปกครองให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายตามความผิด พ.ร.บ.ความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 ไปแล้วเมื่อปี 2559 ซึ่งในส่วนนี้กรมฯได้ร่วมกับกรมบังคับคดีได้ดำเนินการสืบทรัพย์ไปแล้ว โดยมีระยะเวลาในการสืบทรัพย์ 10 ปี เนื่องจากการสืบทรัพย์ทำได้ยาก จึงต้องค่อยๆหากันไป ส่วนทรัพย์ที่พบแล้วก็ทยอยส่งเข้าหลวงไป 

“เราร่วมกับกรมบังคับคดีเข้าไปสืบทรัพย์ ซึ่งทรัพย์ส่วนนี้ไม่มากนัก เพราะเป็นการดูจากทรัพย์ที่มีทะเบียน เช่น โฉนด คอนโด อสังหาริมทรัพย์ ที่ถือในนามส่วนตัว แต่การยึดทรัพย์ตรงนี้ก็ไม่ง่าย เราโดนฟ้องสวนกลับมาก็หลายราย เพราะหาว่าเราไปกลั่นแกล้งเขา แต่เราก็ชนะ เนื่องจากศาลฯไม่รับฟ้อง โดยเราได้ทรัพย์มาจำนวนหนึ่ง และส่งให้กรมบังคับคดีไปแล้ว” นายกีรติกล่าว

2.กลุ่มบริษัท สยามอินดิก้า และจำเลยผู้เกี่ยวข้อง เช่น ‘เสี่ยเปี๋ยง’ นายอภิชาติ จันทร์สกุลพร รวมถึงเครือข่าย ทางสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ได้ดำเนินการอายัดทรัพย์ไปแล้วตั้งแต่ปี 2560 เนื่องจากคดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี เป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการทุจริต ตามพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ.2542 มาตรา 3 (5) โดย 2 ปีที่ผ่านมา ปปง.ได้อายัดทรัพย์แล้ว 1.62 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ เมื่อมีหมายบังคับคดีตามคำพิพากษาศาลฯเมื่อวันที่ 6 ก.ย.2562 ออกมาแล้ว กรมฯและผู้เสียหายอีก 4 หน่วยงาน จะเข้าหารือกับปปง.ว่า ทรัพย์ที่ปปง.อายัดไปแล้วนั้น มีทรัพย์ส่วนใดที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ และมีมากน้อยเพียงใด เพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซ้อนกัน

3.จำเลยที่เป็นบริษัทเอกชน 4 บริษัท ซึ่งศาลฯสั่งให้ร่วมกันชดใช้ความเสียหาย ตามคำพิพากษาเมื่อวันที่ 6 ก.ย.2562 เมื่อมีหมายบังคดีบังคดีมา กรมฯและ 4 หน่วยงาน จะร่วมกับกรมบังคับคดี ดำเนินการติดตามเรียกค่าเสียหายต่อไป โดยกรมฯเชื่อว่าบริษัทฯเหล่านี้มีทรัพย์เหลืออยู่ให้ติดตามได้ เพราะก่อนหน้าที่จะมีคำพิพากษา บริษัทเหล่านี้ยังทำธุรกิจอยู่ และหากมีการโยกทรัพย์ไปที่อื่น ก็จะมีความผิดตามกฎหมายฉบับอื่นๆ จึงมั่นใจว่าจะตามทรัพย์กลับมาได้

“เราไม่ได้นิ่งเฉย แต่เนื่องจากการดำเนินการมีความซับซ้อน เวลาที่ 5 คนจะเดินไปแต่ละขั้น ต้องศึกษาดีๆ ไม่ใช่มาแพ้เทคนิเคิล น็อกเอาท์ ทำเอกสารผิด ทำขั้นตอนผิด และจริงๆเราอยากให้หน่วยงานที่มีประสบการณ์ในการสืบทรัพย์บังคับคดี เช่น ปปง. ปปส. ดีเอสไอ เข้ามาร่วมเป็นคณะทำงาน แต่เขาก็งานเยอะ ส่วนเจ้าหน้าที่เราก็ไม่มีประสบการณ์ และมีนิติกรแค่ 20 คน แต่ต้องทำงานทั้งกรมฯ แต่เราก็จะทำให้ดีที่สุด ไม่เช่นนั้นจะโดนมาตรา 157” นายกีรติกล่าว

เมื่อถามว่า จะสืบทรัพย์จากจำเลยมาได้เท่าไหร่ เพราะยิ่งเวลาผ่านไปนานจะไม่มีทรัพย์ให้ยึด นายกีรติ กล่าวว่า “คำว่าล่วงเลย เราจะรีบไปทำก็ไม่ได้ เพราะเป็นการทำที่เกินกว่ากรอบอำนาจที่มีอยู่ ผมเข้าใจสังคมนะ ว่าบังคับคดีช้า จะไปยึดอะไร เขาก็โยกย้ายทรัพย์หนีไปหมด แต่ถ้าวันนี้ผมไม่มีหมายบังคับคดี ผมก็โดนสวนกลับ ซึ่งเราก็ติดตามอยู่ ไม่ใช่ว่าเราไม่ได้ทำอะไรเลย แต่ด้วยขั้นตอน ก็ต้องรอ จะไปข้ามขั้นไม่ได้”

นอกจากนี้ หากกรมฯไม่มีหมายบังคับคดี การขอข้อมูลจากหน่วยงานต่างๆว่า จำเลยในคดีนี้มีทรัพย์อยู่ที่ไหนบ้างจะทำไม่ได้ เพราะข้อมูลเหล่านี้เป็นข้อมูลส่วนบุคคล

....................................................................

12 กุมภาพันธ์ 2563

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน