*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4029
  • จำนวนผู้ชม : 2538258
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 419 , 17:10:45 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ในที่สุดก็จับได้ไล่ทันว่า ขณะที่ภายในประเทศกำลังขาดแคลนหน้ากากอนามัยป้องกันเชื้อไวรัส แต่ก็มีการส่งออกดังข่าว

11 มี.ค. 63 - นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงข่าวชี้มูลความผิดนายสมเกียรติ ภู่ธงชัยฤทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ กับพวกรวม 6 ราย กรณีอนุญาตให้บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด เปลี่ยนแปลงผังโครงการเหมืองแร่ทองคำชาตรีเหนือโดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนดังกล่าว 

จากพยานหลักฐานข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การพิจารณาอนุญาตของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 ที่ให้บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด เปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมือง ซึ่งรวมถึงการย้ายตำแหน่งที่ตั้งบ่อกักเก็บกากแร่แห่งที่ 2 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดำเนินการ ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยการปฏิบัติหรือละเว้นไม่สั่งการตามอำนาจหน้าที่ให้บริษัทฯ เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพร้อมกับมาตรการป้องกันที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนอนุญาตให้บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด เปลี่ยนแปลงแผนผังในวันที่ 11 มี.ค. 2554 ตามที่มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดไว้

 

ผู้จะทำให้บอย 'รู้เท่าถึงการณ์'


 
 

            ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง "ปิดจ๊อบ" โควิด-๑๙ ที่อู่ฮั่นเรียบร้อยไปแล้ว

                "รัฐมนตรีจุรินทร์" น่าจะถอนหายใจโล่ง

                เพราะนั่นเป็นสัญญาณการใช้หน้ากากของคนจีนจะน้อยลง

                เมื่อน้อยลง ราคาก็จะถูกลง

                การกว้านซื้อและการลักลอบขนหน้ากากในไทยออกไปขายในจีนผ่านเส้นทางน้ำโขง ก็น่าจะลดจำนวนและอัตราเร่งลักลอบลง

                ในไทย ก็น่าจะ "เลิกขาดแคลน" ซะที!

                แต่คงอีกซักระยะจึงจะเห็นผล เพื่อเห็นแก่โจรที่พายเรือให้ "นายกฯ หัวเดียวกระเทียมลีบ" นั่ง

                ก็อยากเสนอวิธีแก้หน้ากากล่องหนให้รัฐมนตรีจุรินทร์นำไปพิจารณา

                ท่านบอกวันก่อน หน้ากากต้นทุนแต่ละวันมี ๑.๒ ล้านชิ้น

                ๗ แสนชิ้น กระจายให้ รพ.ทุกสังกัด ทั้งเอกชนและคลินิกทั่วประเทศ

                ๕ แสนชิ้น ให้กรมการค้าภายในจัดการ ให้ประชาชน ให้ร้านขายยาทั่วประเทศ ให้การบินไทย และกลุ่มเสี่ยง

                เอาล่ะ........

                ตัดจำนวน ๗ แสนชิ้นออกไป สมมุติซะว่า กระจายครบถึงโรงพยาบาลดีอยู่แล้ว

                แต่ตรง ๕ แสนชิ้น/วัน นี่แหละ เป็นช่องให้ "หน้ากากล่องหน" โผล่ไปขายแพงทางออนไลน์ ลักลอบไปขายจีน

                งั้น...เอาอย่างนี้ดีไหม?

                กรมการค้าภายใน ไม่ต้องนำ ๕ แสนชิ้นกระจายตามร้านขายยาผ่านยี่ปั๊ว-ซาปั๊ว

                ในช่วงนี้ ขอความร่วมมือทางเจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ นำหน้ากากอนามัย ช่วยไปกระจายตามร้าน  7-11 นับหมื่นแห่งทั่วประเทศให้หน่อย

                ขาย "แผ่นละ ๒.๕๐ บาท" โดยไม่มีเปอร์เซ็นต์หรือค่าอะไรให้ทั้งสิ้น!

                ระบบเซเว่น จะแก้ปัญหา "หาซื้อยาก-โก่งราคา" ให้หายไปทันที

                อีกช่องทางที่จะครอบคลุมทั่วประเทศ เข้าถึงและหาซื้อง่าย-ซื้อสะดวก เช่นกัน

                ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ ไปบอกรัฐมนตรีพลังงาน "คุณสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์"

                ขออาศัยพื้นที่ Cafe Amazon ในทุกปั๊ม ปตท.โออาร์ เป็นจุดจำหน่ายหน้ากากอนามัย ราคา ๒.๕๐ บาท ไม่บวกอะไรให้ทั้งสิ้นเช่นกัน

                ส่วนจะให้ซื้อได้คนละกี่แผ่น ป้องกันเวียนเทียนไปขายต่อยังไง ก็กำหนดมาตรการให้เซเว่นกับคาเฟ่ อเมซอน เขาปฏิบัติ

                เนี่ย....

                ๒ แห่งนี้ เซเว่น กับ ปตท.โออาร์ "ครบ" จบรอบจักรวาลเลย!

                ใครอยากได้แมสก์เมื่อไหร่ เวลาไหน ที่ไหน ก็แวะไปได้เลย ทั่วประเทศ-ทั่วไทย ๒๔ ชั่วโมง

                ถ้าชาวบ้านยังโวย หาซื้อไม่มี เฉ่งปี๋เจ้าสัวและรัฐมนตรีสนธิรัตน์ได้ทันที!

                ก็อย่าไปมองว่า "เศรษฐีกินรวบ" เพราะนี่เป็นช่องทางตรงตัดตอน "หน้ากากล่องหน" ได้ดีที่สุด

                อีกอย่าง เรื่องหน้ากากนี้ "เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์" มีความมุ่งมั่นช่วยสังคมอยู่แล้ว

                ท่านกำลังเร่งสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัยชนิดหามรุ่ง-หามค่ำ เดือนหน้าก็คงสู่ตลาด

                ไม่ได้ผลิตขาย......

                แต่ผลิตแจกจ่ายให้โรงพยาบาล แพทย์-พยาบาล และประชาชนทั้งหมด-ทุกคน ที่จำเป็นต้องใช้ในยามนี้

                ดังนั้น ไหนๆ ก็ไหนๆ

                ให้ 7-11 ขายแมสก์ช่วงนี้เป็นการบริการนำร่อง น่าจะตอบโจทย์ "แมสก์ขาดแคลน-หาซื้อยาก" ในภาวะเร่งด่วนเฉพาะหน้าได้

                นี่ผมหมายถึงแมสก์ผลิตในไทยจาก ๑๑ โรงงานที่กรมการค้าภายในควบคุมในส่วน ๕ แสนชิ้นต่อวัน

                ร้านขายยาทั่วไป ไม่จำเป็นต้องค้อน......

                เพราะมีแมสก์จากส่วนอื่นและส่วนนำเข้าซึ่งนอกเหนือราคาควบคุม นำมาจำหน่ายได้ตามปกติอยู่แล้ว

                ที่ผ่านมา หน้ากากมันหายไปไหน?

                อยากบอกว่า "เจ้าที่ประเทศ" ท่านแรง.....

                น้ำยังไม่ทันลด จึงดลบันดาลให้ตอโผล่จนเกรียวกราวกันอยู่ตอนนี้ไง!

                ไอ้บอย มันไม่ดื่ม แต่คุณบอย ๒๐๐ ล้านชิ้น มันรู้เท่าไม่ถึงการณ์ จึงทำ "โป๊ะแตก"

                เป็นเบาะแสให้เห็นหลังไวๆ ว่าใคร-พวกไหน "วัดครึ่ง-กรรมการครึ่ง"

                ประเภทเรี่ยไรอ้างไปบริจาคช่วยจีน บังหน้า

                ส่งไปขายจีนบ้าง ออนไลน์ขายบ้าง บังหลัง!

                รัฐมนตรีธรรมนัสใจเย็นๆ อย่าเพิ่งลาออกตอนนี้ ถ้าออกตอนนี้ "หน้ากากบอย" จะเป็นชนักปักหลังไปจนตาย

                ธรรมนัสก็หนึ่งในยุทธจักรบู๊ลิ้ม การสืบสาวราวเรื่องจนถึงต้นตอ เชื่อมือ "พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข" รอง ผบ.ตร.ได้เลย

                คร่อกชนิดลิงตกต้นมะพร้าวอย่างบอย ๒๐๐ ล้านชิ้น เจอมือสอบสวนอย่างท่านรองฯ สุวัฒน์

                เดี๋ยวลิงก็ตกต้นมะพร้าวหงายท้อง!

                ที่ว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์นั่นน่ะ แค่ไล่จี้ไปแต่ละตัวละคร แต่ละสถานที่ ตามที่ปรากฏในฉากแต่ละคลิป

              Thaihealth, Thai mask, พิตตินันท์, ชัย พันธ์ยศ, พรรคภราดรภาพ, สถาบันพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทย-จีน,

                เบอร์โทรศัพท์ รูปถ่าย บุคคลตามคลิป, มิสเตอร์ลี, ลังหน้ากากอนามัยยี่ห้อ Thaihealth Mask

                และข้อความติดต่อซื้อขาย โฆษณา บริจาคในขาย-ขายในบริจาค ต่างๆ เหล่านั้น

                ถูกต้อนหน้า-ต้อนหลังตามเทคนิคสอบสวน แป๊บเดียวแหละ

                ถ้าเป็นธนาธร จะตอบว่า "ผมจำไม่ได้"

                แต่บอย ๒๐๐ ล้านชิ้น ที่ตอบ "ผมรู้เท่าไม่ถึงการณ์" จะจนตรอก จำต้องรู้เลยการณ์เป็นฉากๆ

                เพราะหลักฐานมันยัน ตามสำนวนโจรเรียกว่า "จำนนด้วยหลักฐาน"!

                บอย ๒๐๐ ล้านชิ้น ยังไม่มีใครเผยถึงหัวนอนปลายตีน แค่สร้างโรงรถให้โรงพักหนองปรือ ชลบุรี  คงไม่ถึงให้ได้เป็น "กต.ตร." แน่

                แสดงว่าในยุทธจักรมังกร-มังกือ บอยก็ไม่เบา!

                ฉะนั้น ในอีกทางหนึ่ง

                เพื่อเคลียร์ตัวเองให้ชัดว่าไม่เกี่ยว ธรรมนัสต้องใช้ความเชี่ยวชาญทางยุทธจักร

                กระชากหน้า "ตัวการ" ที่อยู่หลังฉากเรื่องนี้ออกมาแฉให้ได้ ว่าใครเป็นใครบ้าง

                ในขบวนการ "ขนหน้ากากไปขายนอก"?

                คำว่า ๒๐๐ ล้านชิ้น เหมือน "โม้ปี้ม้า" ก็จริง แต่โม้แค่ตัวเลข ส่วนตัวเรื่อง "ค้าหน้ากาก" มันจริง

                จะมีทั้ง คนการเมือง การตำรวจ การทหาร การเจ้าหน้าที่ ร่วมเป็นขบวนการหรือไม่ ขนาดไหนนั้น

              รอท่านรองฯ สุวัฒน์สอบสวน ให้ ปปง.ตรวจสอบบัญชี ดูเส้นทางเข้า/ออกของเงิน

                ตรวจสอบหน้ากากบริจาคไปจีน ว่าบริจาคไปจริงแค่ไหน

                ที่สำคัญ ส่งทางไหน เมื่อไหร่ จำนวนเท่าใด ทางเครื่องบิน ทางเรือ ทางด่านไหน จะได้ตรวจสอบเอกสารสำแดงแจ้งรายการจากศุลกากรให้ประจักษ์

                อ้อ....

                เรียนรัฐมนตรีจุรินทร์อีกนิด ๑๑ โรงงานผลิตนั้น ไม่ต้องให้ทหารไปคุมผลิตหรอก

                คุมก็แค่เห็นตรงหน้า ว่าผลิตได้ ๑๐๐% ส่งกรมการค้าภายใน ๑๐๐%

                แล้วมันหายล่องหนไปไหน เห็นมั้ย...ก็ไม่เห็น!

                ต้องอย่างนี้จึงจะเห็น ท่านรัฐมนตรีจุรินทร์ ต้องให้กรมการค้าภายใน ตรวจสอบบัญชีและเอกสารต่างๆ ของโรงงานผลิตหน้ากาก

                ผลิตเท่าไหร่ ส่งผ่านยี่ปั๊ว ซาปั๊ว หรือส่งตรงขายใคร ราคาเท่าไหร่

                ตรวจย้อนหลังไป ๑ ปี!

                แล้วไปตรวจยี่ปั๊ว ซาปั๊ว เป็นทอดๆ ไปจนถึงร้านขายปลีก

                ไม่ใช่ตรวจสอบเจตนาจ้องจับเขา แต่สอบเพื่อเอาเป็นข้อมูลจริงๆ ให้รู้ชัด เพื่อใช้บริหาร-จัดการ แบบรู้ข้อมูล

                ต่อไปมีปัญหาหลีกเลี่ยง-หลบซ่อนปุ๊บตรงไหน ก็จะตรวจสอบ จี้ถึงจุดตรงนั้นได้ปั๊บ

                บุคลากรที่ชำนาญด้านนี้ของกระทรวงพาณิชย์มีพร้อมอยู่แล้ว

                ให้กรมพัฒนาธุรกิจการค้า ไปดูบัญชีจำหน่าย ดูรายรับการขาย บัญชีสต๊อกสินค้า

                ให้กรมการค้าต่างประเทศ ไปตรวจดูสต๊อกสินค้า

                เนี่ย...สั่งการไปเลยครับ เจ้านาย

                ทำแบบนี้ สมมุติโรงงานตะมุตะมิมีนอก-มีใน ตรวจสอบไม่ได้ ก็ให้มันรู้ไป จะได้ยุบกระทรวงพาณิชย์ไปเลย

                และรู้ไว้ด้วย กรณี "บอยรู้เท่าไม่ถึงการณ์" เจ้าหน้าที่จัดการตามกฎหมาย ไม่ใช่ตำรวจ

                หากแต่เป็น "กรมการค้าภายใน" ส่วนตำรวจเป็นเพียง "ผู้ช่วยเจ้าหน้าที่" เท่านั้น

                ฉะนั้น คดี "บอย ๒๐๐ ล้านชิ้น" หลุดหรือไม่หลุด อยู่ที่กรมการค้าภายในของท่านรัฐมนตรีจุรินทร์นั่นแหละ ว่ามีข้อมูล หลักฐาน ที่ตรวจสอบได้ขนาดไหน

                อีกซักอ้อ.....

                ในจำนวน ๑๑ โรงงาน เขาโพสต์นินทา ว่างี้....

                กรมมาลงไม่หนำใจ

                ทหารมาอีก

                เราต้องช่วยกันทำเพื่อชาติ และที่เอาไป ท่านคะ เงินยังไม่จ่ายเลย ของไปเงินก็ต้องมา ท่านว่ามั้ยคะ?? 

 

ปปช.ฟันบิ๊กกระทรวงอุตสาหกรรม ไฟเขียวให้บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด เปลี่ยนแปลงผังโครงการเหมืองแร่ทองคำ


 

11 มี.ค. 63 - นายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แถลงข่าวชี้มูลความผิดนายสมเกียรติ ภู่ธงชัยฤทธิ์ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ กับพวกรวม 6 ราย กรณีอนุญาตให้บริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด เปลี่ยนแปลงผังโครงการเหมืองแร่ทองคำชาตรีเหนือโดยมิชอบ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัทเอกชนดังกล่าว 

จากพยานหลักฐานข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การพิจารณาอนุญาตของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ เมื่อวันที่ 11 มี.ค. 2554 ที่ให้บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด เปลี่ยนแปลงแผนผังโครงการทำเหมือง ซึ่งรวมถึงการย้ายตำแหน่งที่ตั้งบ่อกักเก็บกากแร่แห่งที่ 2 เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ดำเนินการ ไม่ถูกต้องตามขั้นตอนหรือวิธีการอันเป็นสาระสำคัญ ไม่ปฏิบัติตามมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมาตรการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมของรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โดยการปฏิบัติหรือละเว้นไม่สั่งการตามอำนาจหน้าที่ให้บริษัทฯ เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพร้อมกับมาตรการป้องกันที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ให้คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ พิจารณาให้ความเห็นชอบด้านสิ่งแวดล้อมก่อนอนุญาตให้บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด เปลี่ยนแปลงแผนผังในวันที่ 11 มี.ค. 2554 ตามที่มาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบสิ่งแวดล้อม ได้กำหนดไว้

กระทำการโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่อาจมีต่อสิ่งแวดล้อมจากการเปลี่ยนแปลงขนาดบ่อกักเก็บกากแร่ที่ใหญ่กว่าเดิม และเปลี่ยนแปลงตำแหน่งสถานที่ก่อสร้างบ่อกักเก็บกากแร่แห่งที่ 2 (TSF2) ทั้งที่บ่อกักเก็บกากแร่ มีความสำคัญต่อสิ่งแวดล้อมและประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมากเนื่องจากเป็นสถานที่ทิ้งกากแร่ในการประกอบโลหกรรมซึ่งมีสารไซยาไนด์และสารเคมีต่างๆ ในการประกอบโลหกรรม และมีขนาดพื้นที่กว่า 1,351 ไร่ โดยเปลี่ยนไปก่อสร้าง ณ สถานที่เพื่อการเก็บขังน้ำขุ่นข้นหรือมูลดินทราย ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกี่ยวกับขั้นตอนการ ทำเหมือง เช่น การเปิดเปลือกดินและขุดตักสินแร่ทองคําที่เป็นเพียงสถานที่เก็บเศษหิน ดิน ตะกอน ในการขุดเจาะเหมืองเท่านั้น เห็นได้ชัดว่าสถานที่ทั้งสองแห่งมีความแตกต่างกันในสาระสำคัญของการใช้งานและผลกระทบที่จะมีต่อสิ่งแวดล้อม ดังนั้น ย่อมแตกต่างกัน ในข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม แหล่งน้ำ พื้นที่ทำกิน ที่ตั้งชุมชน และวิถีการดำเนินชีวิตของประชาชนในพื้นที่ ที่ผู้พิจารณาด้านสิ่งแวดล้อมใช้ในการพิจารณาอนุญาตให้ใช้สถานที่ทั้งสองแห่งดังกล่าว เป็นการกระทำเพื่อเอื้อประโยชน์ให้บริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด สามารถเริ่มกระบวนการก่อสร้างบ่อกักเก็บกากแร่แห่งที่ 2 (TSF2) หลังจากได้รับอนุญาตในทันทีเพื่อให้แล้วเสร็จได้ทันรองรับกากแร่จากบ่อกักเก็บกากแร่แห่งที่ 1 ที่กำลังจะปิดตัวลงเนื่องจากได้พัฒนามาจนถึงที่ได้ยื่นแบบอนุมัติไปแล้ว อันเป็นการลดความเสี่ยงในการประกอบโลหกรรมของบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด ซึ่งหากกระบวนการก่อสร้างและเปิดใช้งานบ่อกักเก็บกากแร่แห่งที่ 2 (TSF2) ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ทันเพื่อรองรับกากแร่ต่อจากบ่อกักเก็บกากแร่แห่งที่ 1 (TSF1) จะทำให้เกิดปัญหาในกระบวนการประกอบโลหกรรมซึ่งเป็นรายได้หลักของบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด ซึ่งอาจทำให้ทางบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด ไม่สามารถดำเนินกระบวนการประกอบ โลหกรรมต่อไปได้ และจงใจหลีกเลี่ยงขั้นตอนการตรวจสอบจากสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (สผ.) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการตรวจสอบและมีความเชี่ยวชาญในการพิจารณา ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและเสนอมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชน มิให้มีโอกาสได้เสนอความเห็นและเพิ่มมาตรการต่างๆ ตามข้อเท็จจริงที่จะได้จากการตรวจสอบ

พฤติการณ์โดยสรุปตามสำนวนการไต่สวนของ ป.ป.ช. ระบุว่า การกระทำของผู้ถูกกล่าวหาดังกล่าว อาจสร้างความเสียหายให้เกิดแก่สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสร้างปัญหาทางด้านสุขภาพอนามัยของประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียงอย่างร้ายแรงได้ เพราะเมื่อขนาดและสถานที่ก่อสร้างบ่อทิ้งเก็บกากแร่แห่งที่ 2 เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมย่อมมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไป หรือแตกต่างไปจากรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฉบับเดิมที่เคยได้รับความเห็นชอบไว้ และเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบราชการ กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและเหมืองแร่ และสำนักงานนโยายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

คณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาแล้วมีมติว่า การกระทำของนายสมเกียรติ ภู่ธงชัยฤทธิ์ นายสัจจาวุธ นาคนิยม ผู้อำนวยการสำนักการอนุญาต นายชาติ หงส์เทียมจันทร์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารสิ่งแวดล้อม และนายคันธศักดิ์ แข็งแรง วิศวกรเหมืองแร่ชำนาญการ มีมูลความผิดทางอาญา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และผิดวินัยอย่างร้ายแรง ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 85 (1) ส่วนการกระทำของบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด หรือบริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) และนายปกรณ์ สุขุม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการบริษัท อัครา ไมนิ่ง จำกัด มีมูลความผิดทางอาญา ฐานสนับสนุน ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ส่วนนายกำภู คุณารักษ์ วิศวกรชำนาญการ ไม่ปรากฏข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานที่จะฟังได้ว่าได้กระทำความผิดตามที่กล่าวหา ข้อกล่าวหาไม่มีมูล ให้ข้อกล่าวหาตกไป 

ส่วนกรณีสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ก.ล.ต.) ส่งข้อมูลและหลักฐานที่ได้รับจาก Australian Securities and Investment Commission (ASIC) กรณีมีเหตุอันควรสงสัยว่า นายประเสริฐ บุญชัยสุข อดีต รมว.อุตสาหกรรม และนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีต รมว.มหาดไทย ผู้ถูกกล่าวหา เรียกรับหรือยอมจะรับทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด หรือให้ ขอให้ หรือรับว่าจะให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใด เพื่อให้กลุ่มบริษัท คิงส์เกต ได้ประโยชน์ในการสำรวจและทำเหมืองแร่ในพื้นที่ จ.สระบุรี จ.เพชรบูรณ์ จ.พิจิตร และ จ.พิษณุโลก โดยมิชอบนั้น  นายวรวิทย์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวยังอยู่ระหว่างการไต่สวน และตรวจสอบเส้นทางการเงิน คณะอนุกรรมการไต่สวนฯยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

ยังไง? ศุลกากรแจงไทยส่งออกหน้ากากอนามัยทะลัก2เดือน พุ่ง330ตัน


 

 

11 มี.ค. 2563 นายชัยยุทธ คำคุณ โฆษกกรมศุลกากร กล่าวว่า ภาพรวมการส่งออกหน้ากากอนามัยในเดือน ม.ค. 2563 อยู่ที่ 150 ตัน และเดือน ก.พ. 2563 อยู่ที่ 180 ตัน รวมแล้ว 2 เดือน มีการส่งออกหน้ากากอนามัยทั้งสิ้นกว่า 330 ตัน คิดเป็นมูลค่า 160 ล้านบาท โดยยืนยันว่ากรมศุลกากรให้มีการส่งออกหน้ากากอนามัยตามใบอนุญาตของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ซึ่งการส่งออกดังกล่าวเป็นการดำเนินการของผู้ประกอบการไม่กี่ราย ไปในหลายประเทศทั้ง จีน ฮ่องกง อเมริกา

ขณะที่การนำเข้าหน้ากากอนามัยในเดือน ม.ค. 2563 อยู่ที่ 145 ตัน มูลค่า 55 ล้านบาท และเดือน ก.พ. 2563 อยู่ที่ 71 ตัน มูลค่า 45 ล้านบาท ซึ่งส่วนใหญ่นำเข้าประเทศจากจีน ในส่วนนี้จะต้องเสียภาษีนำเข้าในอัตรา 5% ของมูลค่าที่สำแดง โดยการนำเข้ามาเพื่อใช้ในประเทศ หรือเป็นการนำเข้ามาเพื่อส่งออกต่อนั้น กรมศุลกากรไม่มีข้อมูลในส่วนนี้ และประเมินได้ยากว่าจำนวนหน้ากากอนามัยที่นำเข้ามาคิดเป็นจำนวนกี่ชิ้น เพราะการสำแดงสินค้าให้ทำตามน้ำหนัก

"การส่งออกเป็นไปตามประกาศของกระทรวงพาณิชย์ ที่บอกว่าห้ามส่งออก เว้นแต่ได้รับการอนุญาต ถ้าผู้ประกอบการมีใบอนุญาต กรมศุลกากรก็คงไปห้ามไม่ให้ส่งออกไม่ได้ แต่เชื่อว่าหลังจากนี้กระทรวงพาณิชย์เข้มงวดเรื่องนี้มากขึ้น ยอดการส่งออกหน้ากากอนามัยจะชะลอตัวลง" นายชัยยุทธ กล่าว

นายชัยยุทธ กล่าว เปิดเผยว่า กรณีที่มีข่าวในเพจของโซเชียลมีเดีย เรื่อง หน้ากากอนามัย จำนวน 5 ล้านชิ้นถูกกักโดยกรมศุลกากรขอแบ่งจำนวน 2 ล้านชิ้น ว่า ทางผู้บริหารของกรมฯ ได้มีข้อสังการให้ตรวจสอบไปยังพื้นที่ที่อาจมีการนำเข้าหน้ากากดังกล่าว ซึ่งพบว่า ไม่พบกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด ดังนั้นเรื่องดังกล่าวจังไม่เป็นความจริง

"กรมฯ ได้ทำการตรวจสอบในเบื้องต้น พบว่า ภาพที่ทางเพจของโซเชียลมีเดียได้นำมาลงนั้น เป็นภาพที่เหมือนกับการลงขายหน้ากากอนามัยในต่างประเทศ โดยกรมฯ ให้ความสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด และขอให้ประชาชนเชื่อมั่นว่าการทำงานของกรมศุลกากรเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม" นายชัยยุทธ กล่าว

นายชัยยุทธ กล่าวถึงกรณีที่มีเพจลงว่ามีคนให้ข้อมูลว่า ตู้สินค้าที่นำหน้ากากอนามัยเข้ามาทุกตู้ โดนกัก จำนวน 5 ล้านชิ้น และศุลกากรขอแบ่ง 2 ล้านชิ้น และมีการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจร้านขายยาว่ามีการขายเกินราคาหรือไม่ นั้น ยืนยันว่า ไม่เป็นเรื่องจริง โดยกรมไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้ทำการตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดแล้ว ผ่านด่านศุลกากรท่าเรือ ท่าเรือกรุงเทพ ท่าแหลมฉบัง และด่านศุลกากรสุวรรณภูมิ พบว่า ไม่มีกรณีการกักหน้ากากอนามัยที่มีการนำเข้าเลย

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาพบว่า การนำเข้าหน้ากากอนามัยล็อตใหญ่ที่สุด ในเดือน ก.พ. 2563 จำนวน 2 ล้านชิ้น และในเดือน มี.ค. อีก 1 ล้านชิ้น ซึ่งทุกเคสได้มีการตรวจและปล่อยสินค้าออกไปหมดแล้ว 

"ยืนยันว่าข้อมูลที่แชร์ผ่านเพจโซเชียลมีเดียว่ามีการนำเข้าหน้ากากอนามัย จำนวน 5 ล้านชิ้น และเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรขอแบ่ง 2 ล้านชิ้น ไม่มีและไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด  

โดยกรมฯ ได้มีการวิเคราะห์เพิ่มเติมจากรูปที่เพจได้มีการเผยแพร่ ไม่ใช่รูปของที่ถูกกัก แต่เป็นรูปเดียวกับที่มีลงในเพจซื้อขายออนไลน์ ดังนั้นรูปที่มีการเผยแพร่ข้อมูลผ่านเพจโซเชียลมีเดียไม่ใช่รูปสินค้าที่ถูกกัก ไม่มีข้อมูลใดที่สนับสนุนว่ารูปที่ลงในเพจเป็นความจริง" นายชัยยุทธ กล่าว

ส่วนกรณีที่มีการแชร์ว่ากรมศุลกากรส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจราคาหน้ากากอนามัยที่ขายตามร้านขายยาว่ามีการขายเกินราคาหรือไม่นั้น ยืนยันว่า กรมฯ ไม่มีนโยบายและไม่มีเจ้าหน้าที่ออกไปตรวจจับว่ามีการขายหน้ากากอนามัยเกินราคา เพราะไม่ใช่อำนาจหน้าที่ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วเรื่องนี้เป็นไปไม่ได้เลย 

อย่างไรก็ตาม กรมศุลกากรไม่ปิดกั้น หากเจ้าของข้อมูลที่มีการแชร์จะเข้ามาชี้แจงเพื่อยืนยันข้อมูลกับกรมศุลกากร  แต่หากข้อมูลดังกล่าวไม่ถูกต้อง ก็อยากให้เจ้าของข้อมูลรับผิดชอบกับสิ่งที่ได้มีการเผยแพร่ด้วย เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่จะเกิดขึ้นด้วย

"กรมฯ อยู่ระหว่างการพิจารณา ได้มีการแนะนำให้ผู้เสียหายไปดำเนินคดี ส่วนเพจโซเชียลที่แชร์ อยู่ระหว่างพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรได้บ้าง หลังจากได้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงเรียบร้อยแล้ว ก็อยากให้ลบข้อมูลดังกล่าวออก เพื่อลดการสร้างความสับสนที่จะเกิดขึ้น" นายชัยยุทธ กล่าว

 

 

 

 

 

แกะรอยหน้ากากอนามัยจากไทย ทำไมไปโผล่ที่เมืองจีน

วันที่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 17:50 น.
แกะรอยหน้ากากอนามัยจากไทย ทำไมไปโผล่ที่เมืองจีน

ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟทราบข้อมูลว่าในเว็บไซต์ tmall ซึ่งเป็นเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ในประเทศจีนมีร้านค้าแห่งหนึ่งขายหน้ากากอนามัยที่ระบุว่ามาจากประเทศไทย

ในเพจซื้อขาย ระบุชื่อบริษัทว่า Gaga huoban qijian dian อยู่ที่เมืองหังโจว มณฑลเจ้อเจียง จัดจำหน่ายหน้ากากอนามัยและแอลกอฮอล์ โดยขายเป็นแพ็กเกจรูปแบบต่างๆ

บริษัทที่จัดจำหน่ายระบุว่า สินค้าตัวนี้ใช้ชื่อ "ไท่กั๋วเหมิงเป่า" (ของน่ารักจากเมืองไทย) แต่เมื่อทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟได้สอบถามไป พนักงานบริการของบริษัทได้ตอบว่าหน้ากากเหล่านี้ผลิตที่มณฑลเจียงซู ประเทศจีน

หน้าร้านใน tmall ของบริษัทที่อ้างว่านำหน้ากากมาจากประเทศไทย

 

เมื่อซักถามว่าเหตุใดทางบริษัทจึงระบุว่าหน้ากากเหล่านี้จึงใช้ชื่อเกี่ยวกับประเทศไทย พนักงานบริษัทไม่ได้ตอบคำถามนี้แล้วเงียบหายไป ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดสังเกตเรื่องจากพนักงานบริการข้อมูลในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของจีนมักจะตอบคำถามลูกค้าอย่างรวดเร็ว

ที่น่าสังเกตคือบริษัทแห่งนี้ได้รับความพึงพอใจจากลูกค้าในระดับสูงมากคือ 4.5 - 4.7 จาก 5 ดาว 

เมื่อทีมงานตราวจสอบไปยัง Taobao ซึ่งเป็นอีกแพล็ตฟอร์มค้าขายออนไลน์ พบว่ามีเพจที่ระบุถึงหน้ากากอนามัยจากประเทศไทย 4 ราย แต่เมื่อคลิกเข้าไปปรากฎว่าไม่มีทั้งสินค้าและรายละเอียดใดๆ เลย

ทีมข่าวโพสต์ทูเดย์เอ็กซ์คลูซีฟได้ข้อมูลมาจากแหล่งข่าวในประเทศจีนว่า มีผู้นำเข้าหน้ากากอนามัยจากประเทศไทยเข้าไปในจีนเช่นกัน แต่เป็นการนำเข้าโดยบุคคลทั่วไปในช่วงที่จีนขาดแคลนหน้ากากอนามัย แต่อาจจะมีการย้อมแมวขายเพราะคุณภาพสินค้าอยู่ในเกณฑ์แย่

นอกจากนี้ ในช่วงที่เกิดการระบาดรุนแรงในจีนมีชุมชนชาวจีนในไทยกักตุนหน้ากากอนามัยจากไทยเพื่อนำไปขายในจีน แต่ต้องพบกับการกวาดล้างจากเจ้าหน้าที่ในจีน จึงค่อยๆ ลบแอคเคาท์โฆษณาขายหน้ากากเหล่านี้ไป

เบื้องต้นเมื่อตรวจสอบคำค้น "หน้ากากอนามัยจากประเทศไทย" พบว่ายังมีขายในเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซของฮ่องกงไม่เพียงกี่แห่ง

มีข้อสังเกตว่า หน้ากากอนามัยที่อ้างว่านำมาจากไทยแล้วขายในจีน ไม่ได้ระบุว่านำมาจากบริษัทที่ถูกเอ่ยถึงในกรณีหน้ากากอนามัยของนายศรสุวีร์ ภู่รวีรัศวัชรีหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า ตอนนี้จีนเริ่มการผลิตหน้ากากอนามัยอีกครั้งแล้ว แต่จะยังไม่ส่งออกจนกว่าจะถึงเดือนตุลาคม และตอนนี้กำลังการผลิตของจีนยังไม่ถึง 100 ล้านชิ้นต่อวันตามเป้าหมายที่นายกรัฐมนตรีหลี่เค่อเฉียง (หัวหน้าปฏิบัติการควบคุมการระบาด) ได้ตั้งไว้

แต่บริษัท Premier Inc. ระบุกับนิตยสาร TIME ว่า จีนอาจมีความต้องการหน้ากากอนามัยถึง 400 ล้านชิ้นต่อวัน หมายความว่าจีนยังต้องการการนำเข้าอยู่ซึ่งอาจเป็นทั้งการนำเข้าบนดินและใต้ดิน

ส่วนประเทศไทยได้มีคำสั่งห้ามส่งออกหน้ากากอนามัยตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ ต่อมาวันที่ 21 กุมภาพันธ์ มีคำสั่งให้ผู้จำหน่ายและผลิตหน้ากากอนามัยแบ่งสินค้าในสต๊อกให้ศูนย์บริหารจัดการหน้ากากอนามัยของกรมการค้าภายใน 50% จากปริมาณการผลิตทั้งหมด

แต่หน้ากากอนามัยในประเทศก็ยังไม่เพียงพอ และยังเกิดคำถามที่น่าฉงนขึ้นมาอีกว่าหน้ากากอนามัยที่ส่งให้รัฐบาลจัดการนั้น หายไปไหนบ้าง เพราะตั้งแต่วันที่ 20 กุมภาพันธ์แล้วที่รัฐบาลไทยมีคำสั่งห้ามนำหน้ากากอนามัยออกนอกประเทศเกิน 30 ชิ้นต่อคน

ว่ากันตามตรรกะแล้ว หน้ากากอนามัยยี่ห้อไทยที่ขายกันในจีน (หากมีอยู่จริง) ควรจะหมดไปตั้งนานแล้ว เพราะความต้องการในจีนอยู่ในระดับหลักร้อยล้านชิ้นต่อวัน

หมายความว่าบริษัทจีนดังกล่าวต้องมีของในสต็อคเป็นล้านชิ้นจึงจะป้อนลูกค้าได้ตลอดเวลา

การเสี่ยงเดิมพันกับจีน อาจกอบกู้สถานการณ์ของไทยได้

วันที่ 10 มี.ค. 2563 เวลา 21:39 น.
 
การเสี่ยงเดิมพันกับจีน อาจกอบกู้สถานการณ์ของไทยได้

ในช่วงที่การระบาดในจีนรุนแรงมาก รัฐบาลไทยถูกกดันให้ปิดประเทศไม่ต้อนรับคนจีน แต่รัฐบาลก็ยังทนทานกับแรงกดดันมาได้ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา จนกระทั่งกระแสนี้เงียบไปเอง เพราะจุดสนใจเบนไปที่ญี่ปุ่น ตามด้วยเกาหลีใต้ และล่าสุดคืออิตาลี

ขณะที่จีนสถานการณ์ดีขึ้นมาก จนในวันนี้ (10 มีนาคม 2563) ไม่พบผู้ป่วยนอกมณฑลหูเป่ยเลย มันปลอดภัยหายห่วงถึงขนาดที่ "แม่ทัพ" คือ สีจิ้นผิงถึงกับลงไปตรวจราชการที่เมืองอู่ฮั่นด้วยตัวเอง

ว่ากันที่สัญญาณทางเศรษฐกิจ ขณะที่หุ้นทั่วโลกดิ่งเหว ค่าเงินอ่อนระทวย แต่จีนตรงกันข้าม

 

เราไม่ได้พูดถึงการเทขาย "จันทร์ทมิฬ" (9 มีนาคม 2563) แต่พูดถึงความเคลื่อนไหวในรอบ 1 เดือนที่ผ่านมาตั้งแต่วันที่ 9 กุมภาพนธ์ - 9 มีนาคม ปรากฎว่าขณะที่ดัชนีหลักๆ ของโลกตั้งแต่นิคเคอิ ดาวโจนส์ แดกซ์ ลอนดอนและฮั่งเส็งติดลบทั้งหมด แต่ดัชนีหุ้นจีนทั้ง 3 แห่ง คือที่เซินเจิ้นทั้ง 2 ตลาดและที่เซี่ยงไฮ้ปรากฎว่าบวกทั้งหมด

ค่าเงินหยวนในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมาถีบตัวเองจากราว 6.98 หยวนต่อเหรียญสหรัฐ เมื่อวันที่ 10 กุมภาพันธ์ แล้วดิ่งลงในวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ 7.04 แล้วกระโจนกลับมาที่ 6.94 เหรียญสหรัฐเมื่อถึงเดือนมีนาคมและในตอนนี้ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อในจีนลดลงมาก และธุรกิจต่างๆ เริ่มขับเคลื่อนอีกครั้ง

การที่เงินหยวนมั่นคงขึ้นมาเป็นอานิสงส์ที่สีจิ้นผิงเดินทางไปเยือนอู่ฮั่นด้วยตัวเองทำให้นักลงทุนเชื่อมั่นอีกครั้ง

แต่ความเชื่อมั่นนี้จะยั่งยืนหรือไม่เรายังฟันธงไม่ได้ เหตุผลอยู่ที่ท้ายบทความนี้

จีนเป็นประเทศแรกที่เกิดการระบาดและอาจจะกลายเป็นประเทศแรกที่ฟื้นตัวได้ เมื่อจีนฟื้นตัวได้เศรษฐกิจจะกลับมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง

ดังนั้น การที่ไทยไม่ห้ามนักท่องเที่ยวจีนเข้ามาอาจเป็นการตัดสินใจที่ถูกในตอนนี้แม้ว่ามันจะเป็นการเดิมพันที่เสี่ยงมากก็ตาม

ที่เรียกว่า "เสี่ยงดวง" ไม่ได้หมายความว่ารัฐบาลไทยเอาชีวิตของประชาชนเป็นเดิมพัน แต่การตัดสินใจใดๆ มีความเสี่ยงที่จะตามมา ซึ่งเราไม่ทราบว่ารัฐบาลคิดอย่างไรจึงไม่มีคำสั่งห้ามคนจีนเข้าประเทศ

เราอาจจะบอกได้ว่าหากเสี่ยงดวงผิดมันจะกลายเป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์ กลายเป็นวิกฤตที่เลวร้ายแบบเกาหลีใต้หรืออิตาลี

แต่ผู้เขียนมองว่า ถึงไทยจะไม่สั่งห้ามคนจีนเข้ามา คนจีนก็จะไม่เข้ามาอยู่ดีเพราะในเวลานั้นรัฐบาลจีนได้ออกมาตรการห้ามต่างๆ นานา แม้จะมีคนจีนเข้ามาบ้างแต่ก็ไม่มาก

การตัดสินใจยังต้อนรับคนจีนจึงเป็นการกระทำ "ในเชิงสัญลักษณ์" แต่มันทำให้คนจีนมองไทยในด้านบวก มองไทยว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขกับจีน เมื่อจีนฟื้นตัวอีกครั้งย่อมไม่ลังเลที่จะกลับมาเที่ยวประเทศไทยอีก

ใครบอกว่าไม่อยากได้ทัวร์จีน ผู้เขียนขอให้คิดใหม่ เพราะตอนนี้อุตสาหกรรมทั้งหลายหยุดชะงักหมด หากไม่มีเงินจากส่วนอื่นหล่อเลี้ยง "เราจะตายกันหมดเสียก่อน" ไม่ว่าจะมีผู้นำแบบไหนก็ตาม

ผู้เขียนชื่อว่าหลายคนจินตนาการไม่ออกว่า การท่องเที่ยวพังแล้วมันจะกระทบกับชีวิตของพวกเขาอย่างไร? แม้ว่ามันจะเป็นหลักเศรษฐศาสตร์ขั้นพื้นฐานที่เราส่วนใหญ่เรียนกันมา แต่เราๆ มักจะทำเป็นลืมว่าธุรกิจทุกอย่างโยงใยถึงกันหมด เมื่อธุรกิจหลักของชาติล่มสลาย หลายๆ ธุรกิจก็ไปไม่รอด

อย่างไรก็ตาม เราอย่าเพิ่งดีใจไปว่าจีนฟื้นแล้วจะกลับมาเที่ยวหรือใช้จ่ายทันที คนจีนจะยังคงอยู่ในประเทศของตนไปอีกหลายเดือนโดยไม่ออกมา

นายแพทย์จงหนานซาน หนึ่งในหัวเรือใหญ่ของปฏิบัติการควบคุมการระบาดคาดการณ์ว่าการระบาดในจีนจะเริ่มสงบลงในเดือนเมษายน แต่กว่าจะเรียบร้อยอาจจะปาเข้าไปเดือนมิถุนายน

หลังจากเดือนมิถุนายนไม่ได้หมายความว่าจีนจะเคลื่อนไหวอีกครั้ง กลับมาเที่ยวไทยอีก หรือจับจ่ายใช้สอยอีก เพราะการระบาดนอกจีนอาจจะยังไม่ถึงจุดสูงสุด ดีไม่ดีอาจจะลากยาวไปถึงปลายปีนี้

อีกเรื่องก็คือ นักลงทุนต่างชาติยังไม่เชื่อว่าตัวเลขผู้ติดเชื้อของจีนน่าเชื่อถือพอ อาจเป็นเพราะความเชื่อฝังใจว่าจีนมักจะตบแต่งตัวเลขสถิติต่างๆ ให้ดูดีเพื่อหวังผลทางเศรษฐกิจ เรื่องนี้เราคงห้ามไม่ให้พวกเขาคิดแบบนั้นได้ เพราะนี่เป็นข้อหาที่ติดตัวจีนมาตลอดหลายปี

ล่าสุดในเดือนกุมภาพันธ์นี่เอง นักวิจัยของ Yale SOM ระบุว่ารัฐบาลท้องถิ่นของจีนมักจะบิดเบือนตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อให้ถึงเป้าที่ตั้งไว้

หลายคนสงสัยว่าจีนมีผู้ติดเชื้อน้อยลงจริงหรือไม่ หรือเป็นการตกแต่งตัวเลขเหมือนที่บางคนกล่าวหา

ถ้าเราไม่เชื่อจีนแต่เชื่อองค์การอนามัยโลกตัวเลขผู้ติดเชื้อของจีนควรจะลดลงจริงๆ และนี่ถือเป็นเรื่องที่ดีไม่ว่าจะดีต่อจีนเองและประเทศอื่นๆ ที่พึ่งพาจีนทางเศรษฐกิจ

ถ้าตัวเลขทุกอย่างคือข้อเท็จจริงที่ไม่มีการปรุงแต่ง เราก็คาดหวังได้เลยว่าความมั่นใจของธุรกิจจะเพิ่มมากขึ้น และมันจะมีผลดีต่อประเทศไทยด้วย

บทวิเคราะห์โดย กรกิจ ดิษฐาน

.........................................................

11 มี.ค. 2563

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน