*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4030
  • จำนวนผู้ชม : 2538305
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 12 มีนาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 302 , 14:30:34 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         มีคำโบราณเปรียบเปรยความเป็นตัวตนของคนกับต้นไม้ ตือ 'ต้นร้ายปลายดี' หมายความว่า คนเราเมื่อยังเยาว์ออกจะเกเรไปบ้าง

แต่เมื่อเติบใหญ่ก็ประพฤติตัวดีขึ้น เช่นนี้ถือว่าเป็นคนดี แต่ตรงกันข้าม บางคนก็ทำความดีจนใครๆยกให้เป็นวีรบุรุษ แต่ที่ไหนได้ วีรบุรุษ

 ประสาอะไรก็ไม่รู้ ใช้ตำแหน่งส.ส.ในสภา แล้วทำงานเละเทะจนจะหาสิ่งดีๆเพื่อประชาชนไม่ได้เลย

 

 

ยุทธการใหม่ 'นำไทยรอด' แน่


 

                ประเทศ "รอด" จาก "โควิด-๑๙" ระบาดภายในแน่นอน

                เพราะนายกฯ จัดรูป "กระบวนทัพ" และปรับแผนยุทธการใหม่หมด 

                จาก "แบรับ" สถานการณ์ตามเรื่อง-ตามราวมานาน

                เป็น "ตั้งรุก" เข้ม ๑๐๐% บ้างละ

                ต้องเตรียมการ เพราะจากผีน้อยเกาหลีเป็นอุทาหรณ์ ประเมินสถานการณ์โควิดระบาดในยุโรป-สหรัฐฯ แล้ว มีความเป็นไปได้สูงมาก

                จะมีการถอยร่นเอาตัวรอดจากยุโรป-สหรัฐฯ เข้ามาหลบในที่ปลอดภัย คือประเทศไทย "ค่อนข้างแน่" ในอีกไม่ช้า

                พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ทำหน้าที่ประธานเสนาธิการร่วม (ผมพูดเองนะ)

                ระดมกำลังทัพทุกหัวเมืองในส่วน "กรมการปกครอง" ติดอาวุธเป็น "ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน"

                เข้าเสริมทัพสาธารณสุข อันเป็นทัพหลักในศึกโควิด ของ "ขุนพลหนู"

                "ขุนพลศักดิ์สยาม" รับมอบหมาย ให้นำหน่วยยานพาหนะทางบกเข้าร่วมแผนปฏิบัติการ

                ทางด้านต่างประเทศ "ขุนพลดอน" มอบให้อัศวิน "ชาตรี อรรจนานันท์" อธิบดีกรมการกงสุล คุมหน้าด่านเข้า-ออกประเทศ

                ศูนย์ควบคุมเดิมที่กระจัดกระจาย "ปิดหมด"

                เข้าสู่แผนปฏิบัติการใหม่!

                ภายใต้กองบัญชาการใหญ่ "ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-๑๙" ทำเนียบรัฐบาล

                "พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา" นั่งหัวโต๊ะ ในฐานะ

                "ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่ผู้เดียว"!

                คณะเสนาธิการทัพหลวงชุดใหม่นี้ นอกจากพลเอกอนุพงษ์แล้ว

                ประกอบด้วย พลเอกประวิตร นายอนุทิน นายดอน นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสาธารณสุข นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค และ ฯลฯ

                ส่วนรัฐมนตรีจุรินทร์......

                คุมทัพหลัง เป็นกำลังหลัก คอยลำเลียงยุทธปัจจัย หน้ากาก เจล ส่งทัพหน้า ก็อย่าให้ขาดตกบกพร่อง

                นี่.........

                การรับศึกโควิดล่าสุด ณ ๑๑ มี.ค.๖๓ ของรัฐบาล คร่าวๆ เป็นอย่างนี้

                ประเด็นหลัก ที่ต้องเข้าใจกันให้ชัด คือ

                ๑.ประเทศไทย ยังอยู่ในระยะ ๒ "โควิด arrival" คือ คนเดินทางมาจากนอกประเทศนำเข้ามาภายใน

                การที่รัฐบาลปรับเปลี่ยนจากหย่อนเป็นตึงเข้ม เพราะประเมินสถานการณ์การระบาดในต่างประเทศแล้ว

                โดยเฉพาะย่านยุโรป-สหรัฐฯ นับวันจะเลวร้าย

                ในฐานะที่ประเทศไทย "สาธารณสุข" ของเราเยี่ยมเป็นที่ระบือไกล บล็อกการระบาดภายใน พูดได้ว่า ๑๐๐% ก็ไม่ผิด

                ตรงนี้.....

                ทำให้ไทยเป็น "แหล่งหลบโรคระบาด" ที่ทั้งคนไทยในยุโรป-สหรัฐฯ และทั้งคนต่างชาติ เมื่อถึงจุดยุโรป-สหรัฐฯ "สุดต้าน" การระบาด

                ที่ไหนจะปลอดภัยที่สุด เท่าที่ประเทศไทยล่ะ!

                เพื่อป้องกันไม่ให้การแพร่ระบาดเข้าสู่ระยะที่ ๓ "โควิด domestic" คือ ระบาด "ติดกันเอง" ภายใน

                รัฐบาลจึงใช้ "มาตรการเข้ม" เป็นการ "กันไว้ดีกว่าตามแก้" แต่ต้นมือ

                ๒.มาตรการเข้มจากวันนี้ไป ให้ทุกคนเข้าใจให้ตรงกันว่า

                -ไทยไม่ได้ปิดประเทศ

                -ไทยไม่ห้ามคนเข้าประเทศ

                แต่การ "เข้า-ออก" ประเทศ ต่อจากนี้ ต้องมีเงื่อนไขบางประการในการเข้าและออก

                นี่....

                ทั้ง ๒ ข้อนี้ "ต้องย้ำ" เพราะพวกเราเสพข่าวสารกันแบบฟังไม่ได้ศัพท์จับเอาไปกระเดียด

                ยิ่งประเภท "อ่านไม่ครบบรรทัด" จะตกเป็นเหยื่อเฟกนิวส์ จากพวก "เกลียดประเทศตัวเอง"

                ที่คอยบิดเบือนข่าวสารทิ่มแทง ใส่ร้ายบ้านเมืองตัวเองทางสื่อต่างๆ โดยเฉพาะทางโซเชียลมีเดีย  หวังให้ฉิบหาย ล่มจม

                แล้วก็โทษรัฐบาล ด่านายกฯ!

                ปฏิบัติการใหม่ที่ผมสรุป อาจมองไม่เห็นภาพ พอดีได้อ่านที่ "นพ.ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา" โพสต์เฟซ

                ท่านสรุปชัดเจนมาก ขออนุญาตนำเผยแพร่ ดังนี้

                ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา Thiravat Hemachudha

                สรุปจากที่ มท.1 แถลงหลังการประชุมศูนย์โควิดรัฐบาล จาก ผู้สื่อข่าว thai PBS

                1.ยกเลิก visa on arrival 18 ประเทศ มีผล ณ สถานทูตไทย ทันที...วันนี้

                2.ยกเลิก free visa โดยเฉพาะ อิตาลี เกาหลี ฮ่องกง จนกว่าสถานการณ์จะปกติ มีผลทันที

                3.จากมาตรการข้างต้น แม้จะบินอ้อมไปในประเทศอื่น ก็ไม่ให้เข้าประเทศไทย

                4.หากเข้ามาไทยได้ ไม่ว่าวิธีใด จะกักตัวที่ โรงแรมโนโวเทล สุวรรณภูมิ ถ้าไม่ยินยอมให้ส่งกลับประเทศ ไม่ให้เข้าเมือง

                5.คนไทยในต่างประเทศ รอประกาศ กต. ต่อไปหลังจากนี้

                6.ยกเลิกพื้นที่กักตัวของรัฐ รวมถึงศูนย์สัตหีบ เกรงจะเกิดการติดเชื้อขนาดใหญ่แบบเรือสำราญในญี่ปุ่น

                7.จากนี้ไป เมื่อทุกคนมาถึง สธ.ตรวจสุขภาพ หากมีไข้ไป รพ. // ไม่มีไข้ คมนาคมรับส่งกลับภูมิลำเนา // มท.รับผิดชอบกักตัวที่บ้าน 14 วัน ฝ่าฝืนลงโทษตามกฎหมาย เริ่มตั้งแต่เมื่อวาน

                8.ยกเลิกการกักตัวที่ฐานทัพเรือสัตหีบ ทุกคนจะส่งกลับไปกักตัวที่ภูมิลำเนา แม้จะยังไม่ครบ 14 วัน

                9.คนไทยจากเกาหลีใต้ ที่เข้ามา 23 ก.พ. จนถึงปัจจุบัน จะถูกตามตัวมากัก 14 วันให้ครบทุกคน

                10.สายการบิน ดำเนินมาตรการ Exit and Entry screening

                ครับ.....

                สำหรับ ๑๘ ประเทศ ๑ เขตเศรษฐกิจ ที่ยกเลิกวีซ่าหน้าด่าน (visa on arrival) ก็มี

                ๑.บัลแกเรีย ๒.ภูฏาน ๓.จีน ๔.ไซปรัส ๕.เอธิโอเปีย

                ๖.ฟิจิ ๗.จอร์เจีย ๘.อินเดีย ๙.คาซัคสถาน ๑๐.มอลตา

                ๑๑.เม็กซิโก ๑๒.นาอูรู ๑๓.ปาปัวนิวกินี ๑๔.โรมาเนีย

                ๑๕.รัสเซีย ๑๖.ซาอุดีอาระเบีย ๑๗.ไต้หวัน ๑๘.อุซเบกิสถาน ๑๙.วานูอาตู

                เนี่ย...ไม่ได้หมายความว่า ห้ามคนประเทศเหล่านั้นเดินทางมาไทย แต่หมายถึงว่า ถ้าจะมา

                ต้องไปขอวีซ่า โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขใหม่ เช่นต้องมีใบตรวจโรค กักตัวก่อน ๑๔ วัน เป็นต้น

                ทีนี้มาถึงประเด็นคนไทยด้วยกัน แม้รู้ต่อจากนี้ ไม่ต้องเข้าศูนย์กักตัว ๑๔ วัน ส่งไปกักตัว "บ้านใคร-บ้านมัน" เลย

                ชาวบ้านผวา.....

                หน้าไหนมันจะกักตัวเอง ไม่ออกไปกินหมูกระทะ ไม่ไปร้องโอเกะถ่ายรูปลงเฟซล่ะ เดี๋ยวก็ได้แพร่เชื้อเป็นไฟลามทุ่งหรอก?

                ไม่ต้องผวาหรอก ทุกหมู่บ้าน-ตำบล ที่มีคนต้องกักตัว ๑๔ วัน ตามแผนยุทธการใหม่ จะมี "ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน" คอยติดตาม-เฝ้าดูตลอด

                ใครล่ะ "ผู้ช่วยเจ้าพนักงาน"?         

                ก็คนกรมการปกครอง ผู้ว่าฯ-นายอำเภอ, กำนัน-ผู้ใหญ่บ้าน, อบต., อสม, สาธารณสุขจังหวัด ในแต่ละพื้นที่

                แอบออกไปก่อนครบ ๑๔ วัน ใครจะรู้?

                ไม่ต้องห่วง ยุคนี้ เป็นยุค ไอทีนะจ๊ะ กองบัญชาการใหญ่ วางแผนไว้หมดแล้ว

                นายกฯ "ผู้บัญชาการใหญ่" สั่งนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ เจ้ากระทรวงดิจิทัล           

                ทำแอปพลิเคชัน ติดตามตัว เหมือนนักโทษติดกำไล EM หนีเมื่อไหร่ รู้หมด และรู้ทันที

                ยุคนี้ ทุกคนมีมือถือ ลงจากเครื่องบินปุ๊บ สนามบินจะทำแอปให้เลย เหมือนแอปเป๋าตังนั่นแหละ

                พอถึงด่าน ตม. ทาง ตม.จะใส่ข้อมูลเข้าไปอีก ทีนี้แหละ แอปจะเป็นตาวิเศษ ขยับออกนอกเขตกักตัวปุ๊บ

                มันจะส่งสัญญาณไปแจ้งเจ้าหน้าที่ให้รู้ปั๊บ!

                "คุก" ละนะ ทีนี้.......

                จะอ้างสิทธิมนุษยชนให้อองตวนบูดมาช่วย ก็ช่วยไม่ได้ ก็หย่อนยาน หยวนๆ กันจนเป็นนิสัย เจอมาตรการเข้ม ตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรค กันซะบ้างละทีนี้

                กฎหมายจะได้เป็นกฎหมาย บ้านเมืองจะได้เป็นบ้านเมืองซะที!

                แผนปฏิบัติการใหม่ ขอชมเชยครับ!

                การระดมเจ้าหน้าที่รัฐแต่ละภาคส่วนมาร่วมรับรู้ปัญหา ด้านหนึ่ง กระตุ้นให้รู้ด้าน "อำนาจและหน้าที่"

                อีกด้าน เป็นการฝึกเพื่อส่งสัญญาณว่า นับจากนี้ไป มนุษยชาติจะต้องเผชิญกับภัยพิบัติโลกหลากรูปแบบ

                ฉะนั้น ต้องตื่น ต้องตระหนัก ต้องรับรู้ร่วมกัน ในความเป็น "ประเทศชาติของเรา"

                ต้องไม่มี "เขา" จะมีแต่ "เราทุกคน" เท่านั้น ถ้าต่างคนต่างถือว่าธุระไม่ใช่

                ไทยจะไม่รอด! 

 

ผงะ!สธ.แถลงพบผู้ติดเชื้อโควิด-19เพิ่ม11รายกินเหล้าแก้วเดียวกัน

 
 

12 มี.ค.63-  กระทรวงสาธารณสุข เผยวันนี้พบผู้ป่วยยืนยันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เป็นกลุ่มก้อน 11 ราย ทั้งหมดเป็นคนไทย อายุ 25 – 38 ปี เป็นการค้นพบจากการขยายการคัดกรองการป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจเป็นกลุ่มก้อน และมีผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านได้ 1 ราย สรุปผู้ป่วยยืนยันรักษาหายกลับบ้านแล้ว 35 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 34 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยยืนยันสะสม 70 ราย

 นายแพทย์สุขุม  กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วยนายแพทย์สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค นายแพทย์เกียรติภูมิ วงศ์รจิต อธิบดีกรมสุขภาพจิต นายแพทย์ธเรศ  กรัษนัยรวิวงศ์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ และนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป กรมควบคุมโรค แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ว่า ในวันนี้ มีผู้ป่วยรักษาหายกลับบ้านได้ 1 ราย เป็นหญิงอายุ 62 ปี รักษาที่สถาบันบำราศนราดูร และพบผู้ป่วยยืนยันเป็นกลุ่มก้อน 11 ราย เป็นคนไทยทั้งหมด ซึ่งเป็นการค้นพบจากการขยายการคัดกรองการป่วยด้วยโรคระบบทางเดินหายใจเป็นกลุ่มก้อน โดยสรุปวันนี้ มีผู้ป่วยยืนยันที่รักษาหายแล้ว 35 ราย ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 34 ราย เสียชีวิต 1 ราย ผู้ป่วยสะสม 70 ราย สำหรับผู้ป่วยอาการหนัก 1 ราย ที่สถาบันบำราศนราดูร ยังต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

กระทรวงสาธารณสุข ได้รับรายงานผู้ป่วยจากโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร ให้ประวัติว่า  เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ได้พบปะกลุ่มเพื่อนนักท่องเที่ยวชาวฮ่องกงที่มาเที่ยวเมืองไทย หลังจากนั้น 4 วัน (วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563) เริ่มป่วยด้วยอาการไข้ หนาวสั่น ปวดศีรษะ ไอ ในขณะที่มีอาการป่วยอยู่นั้นได้นัดสังสรรค์กับเพื่อนสนิทอีก 2 ครั้ง (วันที่ 27 และ 29 กุมภาพันธ์ 2563) โดยมีพฤติกรรมดื่มสุราแก้วเดียวกัน สูบบุหรี่มวนเดียวกัน หลังจากนั้นในวันที่ 4 มีนาคม 2563 ผู้ร่วมสังสรรค์เริ่มทยอยป่วย 7 คนเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล โดยตรวจพบการติดเชื้อ 11 คนจากทั้งหมด 15 คน (รวมผู้ป่วย) เป็นชาย 5 คน หญิง 6 คน ช่วงอายุ 25 – 38 ปี ในจำนวนนี้มี 4 คนที่ไม่ป่วยเเละไม่ติดเชื้อ ทั้งหมดให้ประวัติว่า ไม่ได้ดื่มเหล้าเเละสูบบุหรี่ร่วมกับกลุ่มเพื่อน กระทรวงสาธารณสุข ได้ติดตามครอบครัวและเพื่อนที่ไม่ได้ร่วมกลุ่มสังสรรค์เบื้องต้น 70 คน ผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการครั้งแรกไม่พบเชื้อ จึงไม่พบหลักฐานว่าเกิด super spreading เนื่องจากเป็นการติดเชื้อในกลุ่มเพื่อนสนิทที่ร่วมวงสังสรรค์ ยังไม่ออกนอกกลุ่ม

กรณีการป่วยเป็นกลุ่มก้อนครั้งนี้ เป็นบทเรียนที่สำคัญของคนไทยหลายประการ คือ 1.หากป่วยแล้วไม่กักตัว ส่งผลกระทบคนใกล้ชิดและครอบครัวติดเชื้อ 2. ในสถานการณ์โรคระบาด มาตรการ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ ล้างมือ/ ไม่ใช้ของร่วมกับผู้อื่น เป็นสิ่งสำคัญมาก 3. เมื่อเจ็บป่วยต้องพักอยู่กับบ้าน ลดความเสี่ยงของผู้อื่นและสังคม เราจะป้องกันและชะลอเฟส 3 ได้ หากทุกคนร่วมมือร่วมใจกัน ความปลอดภัยและสุขภาพคือสิ่งสำคัญอันดับแรก ทั้งนี้หากพบอาการป่วยอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่จำนวนหลายคนในช่วงเวลา 1-2 สัปดาห์ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและพบแพทย์ สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร 1422.           

ซักฟอกนอกสภาฯเดือด!แฉทหารผ่องถ่ายงานไอโอให้เอกชน ใช้คนรุ่นใหม่ทำงาน สุดท้ายโดนตลบหลัง


 
 

12 มี.ค.63 - เมื่อเวลา10.00น. ที่โรงแรมแลงคาสเตอร์ ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ ฝ่ายค้านเพื่อประชาชน ซึ่งเป็นความร่วมมือของพรรคร่วมฝ่ายค้าน6พรรค เปิดซักฟอกนอกสภาฯเวทีที่1 ‘แฉกระบวนการไอโอ ฉีกหน้ากากขบวนการเพิ่มความขัดแย้ง’ มีพล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) และที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โฆษกชั่วคราว พรรคก้าวไกล นายนิคม บุญวิเศษ หัวหน้าพรรคพลังปวงชนไทย นางอังคณา นีละไพจิตร กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ นายโอมาร์ หนุนอนันต์ เยาวชนคนรุ่นใหม่ Producer ปั่นประสาท podcast ร่วมเสวนา อย่างไรก็ดีท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด19 ทำให้การเสวนาครั้งนี้จำกัดผู้ที่จะเข้าฟัง และมีการตรวจวัดไข้และบริการเจลล้างมือก่อนเข้าไปฟังเสวนา โดยเวทีดังกล่าวได้รับความสนใจจากพรรคร่วมฝ่ายค้านหลายคน อาทิ นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาผู้นำฝ่ายค้าน ร่วมรับฟังในงานนี้เช่นกัน

พ.ต.อ.ทวีกล่าวเปิดสัมนาตอนหนึ่งว่า จากการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลที่ผ่านมา มีเรื่องที่ใหญ่มาก ถือว่ายิ่งใหญ่กว่าอาชญากรรม คือการสร้างให้ประชาชนเกิดความเกลียดชัง แบ่งฝ่าย ไม่ว่าใครทำสิ่งนี้ ถือว่าทำให้ประเทศแตกแยก สิ่งที่พบ มีการนำงบประมาณ2563 มีงบที่ใช้ในการประชาสัมพันธ์ 2พันล้านบาท งบอบรม 8พันล้านบาท งบด้านมั่นคงหมื่นกว่าล้านบาท และงบในภาคใต้อีกหมื่นกว่าล้านบาท แต่กลับพบว่ามีการนำงบประมาณส่วนนี้ไปสร้างให้เกิดความแตกแยก เกลียดชัง ในขณะที่ประเทศชาติเผชิญวิกฤติภัยปกครอง และโรคร้าย แต่อีกวิกฤติคือการสร้างความแตกแยก ตนถือว่าเป็นการฆาตกรรมมวลชน

พล.ท.ภราดรกล่าวว่า การปฏิบัติการณ์ข่าวสาร Information Operation หรือที่เรียกว่า ไอโอ เป็นรูปแบบหนึ่งที่จะสื่อสารไปยังเป้าหมาย เพื่อให้เขาเชื่อตามที่เราจะให้เขาเชื่อ ซึ่งมีทั้งให้เชื่อความจริงที่เป็นความจริง และความจริงให้เชื่อว่าเป็นความเท็จ ในการนำไปปฏิบัติการณ์ทางทหารมี3เครื่องมือที่จะทำคือ ประชาสัมพันธ์ จิตวิทยา และข่าวสาร ซึ่งเครื่องมือทั้งสาม คือ ราชการสนาม รศ.100-20 ที่มีต้นแบบมาจากสหรัฐ เครื่องมือนี้ในประเทศมหาอำนาจ เมื่อต้องปฏิบัติการณ์นอกประเทศ จะทำให้คนในพื้นที่นั้นเข้าใจว่า จะมากอบกู้ ดูแล แต่ในไทยกลับหัวกลับหางกัน มีการนำมาใช้ในทางทหาร เดิมเพื่อจะใช้เพื่อความชอบธรรมเพื่อเข้าไปปฏิบัติการณ์ แต่ต่อมามีการใช้เพื่อให้เกิดความแตกแยก เพื่อเข้าไปปฏิบัติการณ์ จากการสร้างขึ้นมาทำให้เกิดเหตุการณ์แทรกซ้อน เช่น เรื่องชายชุดดำ ตอนแรกอาจเป็นการสร้างขึ้น ต่อมาเกิดมีผู้อินกับเหตุการณ์ไปเป็นชายชุดดำจริงๆ เลยเกิดการแทรกซ้อนขึ้นมา

พล.ท.ภราดรกล่าวว่า แนวทางทหารมี4อย่างคือ บ่อนทำลาย แกนนำปฏิวัติ มวลชน และแนวทางดั้งเดิม เดิมเป็นเรื่องของทหาร จากแค่ป้องกันปราบปรามประเทศเป็นเรื่องตำรวจกับมหาดไทย ที่ถูกฝึกมาเพื่อเผชิญกับประชาชน ต่างกับทหารที่ถูกฝึกมาเพื่อเผชิญอริราชศัตรู แต่สิ่งที่เกิดปัญหา พอไอโอผู้รับผิดชอบเป็นกองทัพ ไปๆมาตาเริ่มพร่ามัว มองคนที่เห็นต่างกลายเป็นอริราชศัตรู ในอดีตอาจทำได้ เพราะทหารเผชิญภัยคอมมิวนิสต์ สามารถใช้ได้ แต่ปัจจุบันไม่ใช่ สิ่งนี้เกิดจากการยึดอำนาจ ทหารนำมาใช้ในทางการเมือง ถ้าเป็นประเทศเจริญแล้ว ทหารจะไม่ยุ่งการเมือง เป็นทหารอาชีพ

นายวิโรจน์กล่าวว่า ในการอภิปรายไมไว้วางใจ ได้พาประชาชนร่วมตรวจสอบขณะอภิปรายด้วย จนถูกประท้วง27ครั้ง หลังจากวันนั้น ขบวนการที่มี40จุด น่าจะยกเลิกทั้งหมด เพราะโลกไซเบอร์สงบสุขขึ้น สิ่งที่กังวลสุดคือ การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนถูกมองว่าเป็นการก่อความไม่สงบ ประชาชนถูกมองเป็นศัตรูของชาติ เรื่องเหล่านี้ถูกรีรันมาหลายครั้ง เช่น การฆ่าคอมมิวนิสต์ไม่บาป ควายแดง ชังชาติ คือการสร้างความชอบธรรม จริงไม่จริงไม่สำคัญเท่ากับเชื่อไม่เชื่อ และเชื่อไม่เชื่อไม่สำคัญเท่ากับถูกแบ่งฝ่าย ทุกวันนี้เราเกลียดกันโดยการถูกยุยงปลุกปั่นให้เกลียดกันใช่หรือไม่ ถ้าเมื่อไหร่แบ่งเขาแบ่งเรา ที่น่ากังวล คนที่มาด่าเราอาจไม่ใช่ไอโอ แต่เป็นภัยแทรกซ้อน เป็นผลผลิตจากไอโอ เป็นความเกลียดชังขยายตัว ครั้งหนึ่งเคยคิดว่า ไอโอคือการเอาความเกลียดชังหล่อเลี้ยงตัวเอง กลายเป็นว่าสิ่งนี้เป็นความต้องการอันดับที่สอง แต่อันดับแรกคือ ต้องการให้ผู้สนับสนุนเป็นเครื่องมือในการกำจัดศัตรูของเขาอีกที แล้วตัวเองวางตัวเองเป็น ฮีโร่ ทำให้ผู้สมมุติอีกฝ่ายเกลียดชังทั้งตัวเองและผู้สนับสนุนฝ่ายตัวเองด้วย แท้จริงเขาไม่ได้รักแฟนคลับ เพียงต้องการยุให้แฟนคลับของเขามีปัญหากับอีกฝ่าย

แม้สิ่งที่ได้ถามในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ เกี่ยวกับปฏิบัติการณ์ไอโอ มีการใช้หน่วยงานของรัฐ โดยใช้ไฟฟ้ารัฐ ใช้น้ำรัฐ มาใช้หรือไม่ ยังไม่มีคำตอบกลับมา แต่เชื่อว่ากรอบความคิดเขายังไม่เปลี่ยน และกำลังขายเฟรนไชส์จากรัฐไปสู่เอกชน ประชาชนยุคนี้สามารถค้นคว้าข้อมูลเองได้ มีการนำข้อมูลมาคานอำนาจกันได้ ถามว่างานแบบนี้ จะคานกระแสสังคมในโลกโซเชียลที่เป็นออแกนิคส์หรือสิ่งที่เป็นธรรมชาติได้อย่างไร การเอาคนจำนวนมากมาทำงานแบบนี้ คิดว่าจะปกป้องความลับได้หรือ เมื่อเขาทนไม่ไหวก็ต้องเปิดเผยออกมา โลกดิจิตอลมีฟรุตปริ้นซ์ ไม่อย่างนั้น คงไม่รู้หรอกว่า พนักงานนั่งบีทีเอสพญาไทลงสถานีแล้วนั่งมอเตอร์ไซค์เพื่อไปทำงานต่อ นายธนาธร นายปิยบุตร คุณหญิงสุดารัตน์ คนทำก็ไม่ได้มีความเกลียดชัง สุดท้ายเขาลาออก และจะรู้ได้อย่างไร คนที่ออกจะไม่เซฟไฟล์ใดๆออกมาด้วย คุณไม่คิดหรือว่า เซียนคอมพิวเตอร์ชั้นสูงจะฝังมัลแวร์หรือโทจันเพื่อดูดข้อมูลเอาไว้ ไม่อยากให้มองประชาชนเป็นศัตรู โลกเปลี่ยนไปแล้ว ที่ออกมาเปิดเผยเพียงแค่อยากให้ประชาชนฉุกคิด ไม่อยากให้เกิดผลผลิตไอโอ เชื่อว่าคนยุคใหม่รู้ทัน เมื่อไหร่ก็ตามเขาอึดอัด เดี๋ยวก็โป๊ะแตกอีกรอบ

“การที่หน่วยงานรัฐผ่องถ่ายงานไปให้เอกชน เท่าที่สืบมีกลุ่ม2-3กลุ่ม ที่ออฟฟิศอยู่ตามแนวรถไฟฟ้า ถามว่าใช้คนรุ่นใหม่ไปทำงานแบบนี้ คิดว่าจะใช้เขาได้หรือ ไอโอบางคน แอคเค้าท์จริงเชียร์ฝ่ายค้าน แอคเค้าอวตารด่าฝ่ายค้านทุกวัน แล้วแบบนี้จะไหวหรือ สิ่งที่จะทำคือให้ เฟรนไชส์เหล่านี้เจ๊งให้ได้ อยากเตือนสติประชาชน อยู่ดีๆมีการกล่าวหา นักศึกษาชังชาติ นี่คือความจริงหรือสิ่งที่อยากให้เชื่อว่าจริง ให้เกลียด เราต้องช่วยปกป้องน้องนักศึกษาเหล่านั้น ที่น่ากลัวตอนนี้คือ มีข้อเท็จจริงอยู่บ้าง แต่มีการใส่สีตีไข่ โยงเรื่องโน้นมาเรื่องนี้ ออกมาให้มั่ว เป็น Disinformation ยกตัวอย่าง ตนจบวิศกรรมไฟฟ้า สนใจในเครื่องมือหม้อแปลงไฟฟ้าซึ่งเป็นเรื่องจริง แต่จะมาสรุปว่า ผมโกงมิเตอร์ไฟฟ้าไม่ได้ เช่นเดียวกับกรณีน้องนักศึกษาอาจทำผิดจริง แต่ต้องรับผิดชอบสิ่งที่เขาผิดเท่านั้น ห้ามโยงคนละต่อน คนละท่อน มาสรุปว่าเขาเป็นผู้ร้ายของประเทศนี้ไม่ได้ เพราะถ้าเขาหมดอาลัยตายอยากกับประเทศชาติ ความขัดแย้งที่เกิดขึ้น การบริหารที่ล้มเหลว ปัญหาโควิด ปัญหาหน้ากากอนามัย วันนี้การเมืองเป็นเรื่องมายา แต่ปากท้องเป็นของจริง ถ้าสังคมไม่ปกป้องความจริง ปล่อยให้กระบวนการข่าวสารหลอกเรา บ้านเมืองไปไม่ได้ เศรษฐกิจแย่ พวกเรามีแต่แก่ลง ขณะที่เด็กโตขึ้นทุกวัน ความขัดแย้งประเทศอื่นไม่มี เขาพัฒนา เราอยากให้ประชากรเราแข่งขันกับนานาประเทศไม่ได้อย่างนั้นหรือ ขอเตือน ขอให้ฉุกคิดกัน หันมารักกัน แม้ไม่ชอบกันก็อยู่ด้วยกันได้ คุยกันเรื่องอื่น แต่อย่าเกลียดกัน”นายวิโรจน์กล่าว

นายนิคมกล่าวว่า การที่นายกฯ ทหาร สามารถควบคุมข่าวสารได้ เพราะเขามองเรื่องความมั่นคงของรัฐและความมั่นคงของทหาร ไม่ได้มองว่าเป็น ความมั่นคงของประชาชน ประชาชนทั่วไปต้องดูแลตัวเอง การที่กระทรวงดีอี ตั้งศูนย์เฟคนิวส์ ถ้าทำตรงไปตรงมา เป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ดี ถ้าเป็นรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เรื่องนี้จะไม่มีเด็ดขาด เชื่อว่าหลังจากนี้จะมีการยื่นกระทู้สดหรือมีส.ส.ร่วมกันลงชื่อ ยื่นญัตติด่วนเพื่อสอบถาม นายกฯว่าได้รู้เห็นกับปฏิบัติการณ์ไอโอหรือไม่ เชื่อว่า ส.ส.ไม่ปล่อยให้ผ่านแน่นอน เพราะเห็นว่าเรื่องนี้สำคัญมาก 

นางอังคณากล่าวว่า หน่วยงานความมั่นคง หวาดระแวงประชาชนอย่างมาก กำราบคนเห็นต่างด้วยวิธีคิดโจมตีคนเห็นต่างแบบนี้ ตนเคยวิพากษ์วิจารณ์หน่วยงานความมั่นคง เมื่อเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ก็ยังโดนโจมตีเยอะมาก คงเป็นความหวาดกลัวที่เมื่อเห็นคนต่างจากตัวเอง เลยใช้วิธีการสกปรกมากล่าวหา เหตุการณ์แฟลซม็อบที่ม.ธรรมศาสตร์ ตอนนั้นตนและนายสุลักษณ์ ไปร่วมงานโกมลคีบทอง เมื่อเสร็จงานชวนกันไปดูนักศึกษา แล้วถูกพวกนอกเครื่องแบบถ่ายรูป จากนั้นมีการไปเผยแพร่ในโลกออนไลน์ วงหน้าตนและนายสุลักษณ์พร้อมกับระบุ เป็นคนอยู่เบื้องหลัง อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะทำอะไรไป สุดท้ายคงปิดความจริงไม่ได้  ขบวนการไอโอ ตอนที่ตนเป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยนายปิยบุตร ไปแสดงความเห็น ตนก็ไปสังเกตุการณ์ด้วย แต่ข่าวที่ออกมาว่า ไปสนับสนุน ไม่เป็นกลาง และมีนักร้องมาร้องเรียนให้มีการถอดถอนตน ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นคนก่อความไม่สงบ นักโทษประหารชีวิต ย่อมมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ สิ่งนี้เป็นหลักการ จะไปลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ไม่ได้ ควรต้องเคารพ  ในการอภิปรายฯ เสียใจที่นายกฯ ไม่ยอมตอบเรื่องไอโอ ในสภาฯ ไม่น่าแอบหนีกลับบ้าน แม้นายกฯจะบอกว่า ยังโดนไอโอ กลายเป็นว่าจะเป็นจะตาย พอชาวบ้านโดนบ้าง ไม่เห็นทุกข์ร้อน

เราได้เรียนรู้จากเหตุการณ์รวันดา วันนี้ไม่ต่างกัน คนไม่รู้จักกัน เกลียดชังกัน รัฐควรมีหน้าที่คุ้มครอง แต่เมื่อรัฐเสี้ยม ทำให้เกิดความเกลียดชัง มันป่วยการที่จะพูดเรื่องสมานฉันท์ปรองดอง เรื่องเสรีภาพในการแสดงความเห็น เป็นเรื่องที่เราต้องเคารพกัน ขอให้รัฐลดความหวาดระแวง ลดความกลัว เรื่องนี้คงไม่จบแค่นี้ ในเวทีโลกเบลมมิ่งประเทศไทยมาต่อเนื่องหลายปี เราไม่ได้อยู่ในยุคที่จะปิดบัง ปิดตาคนได้ทั้งหมด เราต้องถูกตรวจสอบได้ ทหารก็ต้องถูกตรวจสอบ ไม่ควรใช้วิธีการทำให้คนอื่นด้อยค่า และยิ่งมาทำต่อผู้หญิง ถือเป็นวิธีไร้ศักดิ์ศรีและสกปรก ส่วนที่ต่างประเทศได้พูดถึงประเทศไทย ต่อปฏิบัติการณ์ไอโอในประเทศ ที่ผ่านมาในการประชุมมีทั้งผู้แทนจากกระทรวงยุติธรรมไปด้วย แต่การตอบเป็นการแก้ตัว มากกว่าแก้ปัญหา คนไทยเองก็ไม่รู้ว่ามีเรื่องแบบนี้จริง ความที่เราเองก็ไม่รู้ ส่วนที่ถามว่า นายกฯอายหรือไม่ ที่ประเทศถูกด่าแบบนี้ จริงๆก็อยากให้นายกฯไปตอบคำถามนี้ด้วยตัวเอง

นายโอมาร์กล่าว่า ถ้ารัฐเป็นรัฐประชาธิปไตย ต้องไม่แทรกแซงสิทธิเสรีภาพของประชาชน การเข้าถึงข้อมูลข้อเท็จจริง ย่อมเคารพประชาชนในการใช้เหตุผลแยกแยะวิเคราะห์ความจริง และต้องปราบปรามปฎิบัติการที่มุ่งบิดเบือนความจริง แต่หากรัฐเป็นเผด็จการก็ทำตรงกันข้าม ที่อ้างชาติอยู่ตลอดเวลา ไม่เคยมองชาติว่าคือประชาชน การแทรกแซงบิดเบือนความจริงเพื่อหลอกประชาชน เท่ากับเป็นการหลอกลวงชาติ ดังนั้นการปฎิบัติการสร้างความเท็จให้ประชาชนเข้าใจผิดเชื่อว่าคือความจริงย่อมต้องมีมูลเหตุ จากการเชื่อว่าประชาชนโง่ ทั้งนี้ตนเชื่อว่าเราเท่ากัน ดังนั้นถ้าประชาชนโง่รัฐบาลก็โง่เช่นเดียวกัน และอาจจะโง่กว่าด้วยซ้ำ เพราะประชาชนรู้ว่าอันไหนผง อันไหนแป้ง แตรัฐบาลกลับแยกไม่ออก

ในช่วงสุดท้ายมีการเปิดให้ถามตอบ มีผู้ถามว่าสถานการณ์โควิด19 รัฐบาลพยายามสื่อว่าคุมได้ การให้ข้อมูลข่าวสารแบบนี้ถือเป็นไอโอกับประชาชนหรือไม่ นายวิโรจน์กล่าวว่า ไม่ใช่ เพราะมีผู้ส่งสารชัดเจน การที่ประชาชนหวาดระแวง แตกตื่น ไม่ใช่เพราะมีคนตายมาก แต่แตกตื่นเพราะการบริหารจัดการของรัฐ เกิดความไม่ไว้วางใจรัฐ เราเคยเห็นหน่วยงานรัฐมาฟ้องกันเองหรือไม่ เราได้รับสารว่าหน้ากากอนามัยไม่ขาดแคลน แต่เวลาไปเดินตลาดกลับหายาก สิ่งเหล่านี้ คือสิ่งที่รัฐบอกกับความเป็นจริงมันโป๊ะแตกตลอด  

นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่ได้มานั่งฟังเสวนาด้วย ได้กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้น มูลค่ามหาศาลในการทำลายประชาชนที่เราเคยอยู่ด้วยกันอย่างดี ทำให้เกิดปัญหากัน จากการอภิปราย หวังว่าประชาชนจะได้ตรวจสอบ สังเกตุ เมื่อมีไอโอรัฐมา จะได้ตรวจสอบ ใช้ดุลพินิจบอกลูกหลานว่า ไม่ถูกต้อง คิดว่า ผู้ปฏิบัติไอโอของรัฐ จะได้ระมัดระวัง ไม่ให้เกิดความเสียหาย และทำให้เป็นประโยชน์ต่อชาติบ้านเมืองในอนาคตแทน

นายกฯถกศูนย์ใหญ่'โควิด-19' เลิก VOA-ฟรีวีซ่า รับคนลดกระทบเศรษฐกิจแน่ แต่ลั่นปิดประเทศไม่ได้


 

11 มี.ค.63 - เมื่อเวลา 10.30 น. ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ในฐานะผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ได้เรียกประชุมรัฐมนตรีและตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นการด่วน เพื่อเพิ่มความเข้มข้นมาตรการป้องกันการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว. สาธารณสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว. มหาดไทย นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข นพ.สุวรรณชัย วัฒนายิ่งเจริญชัย อธิบดีกรมควบคุมโรค นายชาตรี อรรจนานนท์ อธิบดีกรมการกงศุล เป็นต้น

ต่อมาเวลา 13.00 น. ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า พล.อ.ประยุทธ์ แถลงภายหลังการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่า โดยก่อนเริ่มแถลงถึงมาตรการต่าง นายกฯ กล่าวออกตัวทันทีว่า ที่มาวันนี้ก็เป็นนักข่าวการเมืองทั้งสิ้น เอาเป็นว่า วันนี้อย่ามาถามเรื่องการเมืองอะไรกับตน เอาบ้านเมืองให้ได้ก่อน

จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้ประชุมหลายหน่วยงานด้วยกัน ขอให้สื่อนำเสนอให้เห็นว่าทุกคนมาร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นหลัก เพราะนี่คือศูนย์ฯที่ทำเนียบรัฐบาล วันนี้จำเป็นต้องจัดประชุมโดยเร่งด่วนเพื่อรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน ซึ่งเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ข้อมูลการแพร่ระบาดในขณะนี้เราจึงจำเป็นต้องมาทบทวนและรับมือกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น 

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าการหารือวันนี้ได้กำหนดมาตรการรองรับคนจากต่างประเทศที่จะเข้ามาจากประเทศที่เสี่ยงและมาตรการดูแลคนไทยให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน อาจต้องดูแลเป็นพิเศษตามสิทธิการเป็นพลเมืองไทย สำหรับการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยทั้งทางตรง ทางอ้อม จะต้องมีมาตรการควบคุม คัดกรอง ในส่วนพื้นที่ควบคุมแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ คนต่างประเทศที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง มีมาตรการเตรียมการที่สนามบิน โดยจัดโรงแรมโนโวเทล ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิรองรับ เป็นการจัดไว้โดยเฉพาะ และขึ้นอยู่กับว่าผู้โดยสารที่มาจากประเทศนั้นๆ จะอยู่กี่วัน แต่ต้องยอมรับว่า ถ้าอยู่ต้องกักตัวไว้ 14 วัน

นายกฯ กล่าวว่า ส่วนมาตรการคัดกรองจากการหารือภาคปฏิบัติ ทั้งตำรวจตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เจ้าหน้าที่ สาธารณสุขที่ประจำสนามบิน ท่าเรือ ท่าอากาศยาน รวมทั้งช่องทางต่างๆ ที่กระทรวงกลาโหมดูแล ปัจจุบันมีการตรวจสอบเข้มข้น สำหรับคนที่จะเข้ามายังประเทศไทย ถ้าผ่านเข้ามาตามกติกา อาจจะมีความยุ่งยากมากขึ้น ในเรื่องของ Visa on Arrival (VOA) และฟรีวีซ่า หรือ ผ.30 โดยจะมีมาตรการจากกระทรวงมหาดไทยออกมา โดยใช้กฎหมายคนเข้าเมือง

นายกฯ กล่าวต่อไปว่าส่วนการควบคุมตัวกลุ่มเสี่ยงตามความเข้มข้นในมาตรการรัฐบาล ในพื้นที่ภูมิลำเนาจะต้องเชื่อมโยงต่อมาจากสนามบิน และขนส่งไปถึงจังหวัดตามภูมิลำเนา โดยกระทรวงคมนาคมจัดยานพาหนะ โดยกำหนดเป็นรถโค้ช จะไม่มีการปล่อยคนลงกลางทางเด็ดขาด จะส่งให้ถึงพื้นที่ต้นทางของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งแต่ละจังหวัด จะมีการแต่งตั้งผู้ช่วยเจ้าพนักงานลงไปถึงผู้ว่าฯ สาธารณสุขจังหวัด และเจ้าหน้าที่ที่ตรวจสอบตามครัวเรือน ทุกคนมีหน้าที่ตามกฎหมาย 

สำหรับคนที่มาจากต่างประเทศจะถือเป็นผู้ช่วยเจ้าพนักงานเพราะจะรู้ข้อมูลว่า ใครเข้ามาด้วย สามารถติดตามเพื่อนที่มาด้วยกันว่าหนีไปไหน จะให้มีการรายงานเข้ามา ซึ่งกำลังเร่งรัดการใช้แอพพลิเคชั่นเพิ่มเติม เพื่อให้เกิดความมั่นใจในพื้นที่เพื่อควบคุมคนเหล่านี้ให้ได้

ผอ.ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019  กล่าวว่า สำหรับคนไทยที่เดินทางมาจาก 4 ประเทศเขตโรคติดต่อร้ายแรงต้องผ่านมาตรการคัดกรองเข้าสู่มาตรการเฝ้าระวังในพื้นที่ที่กำหนดตามภูมิลำเนา โดยมีเจ้าหน้าที่ติดตาม กำกับดูแลถึงครัวเรือนและที่พัก ทุกคนต้องรับผิดชอบ และมีความผิดกรณีหลบหนีออกนอกบ้านและที่พัก มีการลงโทษทั้งปรับทั้งจำ กฎหมายมีอยู่แล้ว 

ส่วนเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มอบหมายกระทรวงต่างประเทศติดต่อพูดคุยกับเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทย ส่งข้อมูลไปยังมิตรประเทศตามความจำเป็นว่าเรามีมาตรการอย่างไร เพื่อเตรียมความพร้อม ทั้งนี้ ทุกสถานทูต และสถานกงสุลต้องเตรียมรองรับมาตรการเหล่านี้ เพราะทุกคนที่จะเข้ามายังประเทศไทย ต้องไปขอวีซ่าตามระบบเดิมทั้งหมดที่สถานทูต หลังจากยกเลิก VOA และฟรีวีซ่า

"ขอความร่วมมือทุกภาคส่วนต้องไว้ใจกระบวนการเหล่านี้ ต้องร่วมมือช่วยกันดูแล ถ้าปล่อยเจ้าหน้าที่ฝ่ายเดียวไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะมีปัญหาทั้งหมด ทุกอย่างเราต้องปฏิบัติตามข้อกฎหมายปละให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ และกติกาที่มีอยู่ ถ้าไม่ทำแบบนี้ สถานการณ์เราอาจควบคุมไว้ไม่ได้ในระยะต่อไป รัฐบาลจึงต้องให้ความสำคัญ เพราะไม่ต้องการให้โควิด-19 แพร่เข้าสู่ระยะ 3 ในประเทศไทย 

วันนี้เรายังอยู่ในระยะที่ 2 แต่สถานการณ์รองบ้านเราในวันนี้ และประเทศอื่นทั่วโลกกำลังมีการแพร่ระบาดมากขึ้น เราจึงจำเป็นต้องสกัดกั้นตั้งแต่วันนี้จนถึงเวลาที่เหมาะสม หลายคนมีความต้องการหลายอย่าง แต่ยืนยันรัฐบาลต้องหามาตรการที่ดีและเหมาะสม ต้องพูดคุยทำความเข้าใจ ยืนยันรัฐบาลจะทำให้ดีที่สุด เข้มแข็งที่สุด 

วันนี้เห็นใจเจ้าหน้าที่ก็ต้องมีการหมุนเวียนให้ได้พักผ่อนกันบ้าง ทุกคนมีภาระหนักทั้งสิ้น แต่เราต้องหาวิธีในการคัดกรองให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และถ้าเรายังใช้วิธีการเช่นเดิม โดยเฉพาะการเข้าออกประเทศก็อาจมีปัญหาได้ ก็ต้องเห็นใจเจ้าหน้าที่ด้วย 

ขอร้องสื่อเสนอข่าวอย่างระมัดระวัง อย่าจับผิดจับถูกคำพูดของผม เพราะผมพูดในระดับนโยบาย ทุกอย่างต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมาย การออกประกาศ หรือกำหนดหลักเกณฑ์ต่างๆ เราตรวจสอบกฎหมายหลายฉบับแล้วสามารถทำได้ ยืนยันเรามีความพร้อมควบคุมสถานการณ์ตามที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน แต่ต้องเตรียมรับมือไว้เผื่อสถานการณ์แพร่ระบาดมากขึ้น" นายกฯ กล่าว

นายกฯ กล่าวด้วยว่า ส่วนการติดตามตัวผีน้อยที่หลบหนีการคัดกรองนั้นติดตา ได้หมดแล้ว ก็ขอให้มั่นใจ แม้การเข้าออกของคนจะมีจำนวนมาก ยอมรับมาตรการที่ออกมาจะทำให้คนเข้าไทยลดลง แล้วอาจกระทบภาคธุรกิจด้วย รัฐบาลจึงต้องคิดรอบคอบทุกด้าน แต่จะให้คิดว่าเศรษฐกิจแย่แล้วปิดประเทศไปเลยคิดอย่างนั้นไม่ได้ ถ้าเป็นรัฐบาลแล้วจะรู้ว่ามันยาก 

"ระหว่างที่ทุกอย่างอยู่ในขั้นตอนดำเนินการ มาตรการเดิมที่มีอยู่ก็จะเข้มข้นมากขึ้น ดังนั้น คนที่เข้าประเทศก็จะลดลงจำนวนมาก เพราะการขอวีซ่าต่างๆ ต้องไปประเทศต้นทางที่มีสถานทูตของไทย เราต้องเร่งสร้างความเข้าใจกับต่างประเทศด้วยว่าไทยจำเป็นอย่างไร และหวังว่าจะได้รับความร่วมมือ เรายังต้องคบกันต่อไปกับทุกประเทศ ทำอย่างไรจะมีความเข้าใจ เราก็เป็นประเทศที่ดำรงความเป็นกลาง สร้างความสัมพันธ์ทุกประเทศอยู่แล้ว ขอร้องคนไทยทุกคนร่วมมือ ผมทราบถึงปัญหาทั้งหมด รวมทั้งข้อบกพร่องต่างๆ ก็พร้อมแก้ไข และขอให้แจ้งมาตามช่องทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด ขอร้องอย่าไปตำหนิติเตียนหรือด่าว่า โดยใช้คำพูดหยาบคาย โดยเฉพาะในโซเชียล ผมไม่ค่อยแฮปปี้ กรุณาใช้คำพูดสุภาพหน่อย และขอสื่ออย่าตัดตอนคำพูด"นายกฯระบุ.

'บิ๊กตู่'บุกสถาบันบำราศนราดูรให้กำลังใจบุคลากรทางการแพทย์สู้โควิด-19 หนักนิดเบาหน่อยพูดกันดีๆพร้อมทบทวน


 

10 มี.ค.63- ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ สถาบันบำราศนราดูร กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (กห.) พร้อมด้วย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) นพ.สุขุม กาญจนพิมาย ปลัดสธ. และคณะผู้บริหารสธ. เดินทางมาเยี่ยมให้กำลังใจผู้ป่วยติดเชื้อโควิด-19 รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์ แพทย์และพยาบาลในการปฏิบัติหน้าที่ดูแลผู้ป่วยตั้งแต่การตรวจคัดกรองจนถึงขั้นตอนการดูแลรักษา โดยมี นายสุจินต์ ไชยชุมศักดิ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี นพ.อภิชาต วชิรพันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันบำราศราดูร ให้การต้อนรับ

โดยนายกฯเยี่ยมห้องปฏิบัติการ ARI Clinic หรือคลินิกคัดกรองผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และรับฟังบรรยายสรุปการดำเนินงาน พร้อมสอบถามเจ้าหน้าที่ว่า ได้รับการดูแลดีทุกคน ไม่มีอาการเสี่ยงใช่หรือไม่ จากนั้นนายกฯดูพื้นที่ปฏิบัติงานของแพทย์ และให้กำลังใจแพทย์ พยาบาล โดยสอบถามว่า ปลอดภัยหรือไม่ มีไข้ป่วยหรือเปล่า ขอให้ทุกคนปลอดภัยไม่เป็นอะไร ก่อนที่นายกฯจะขึ้นไปชั้น 2 ให้กำลังใจผู้ป่วยรายหนึ่งที่รักษาอยู่ในห้องผู้ป่วยแยกโรคติดเชื้อความดันลบ ผ่านกล้องโทรทัศน์วงจรปิด โดยนายกฯ ขอให้อดทน รอให้หมอรักษาให้หายก่อนจะได้กลับบ้าน พักผ่อนให้เยอะๆ พร้อมสอบถามอาชีพของผู้ป่วย ซึ่งผู้ป่วยตอบว่าทำงานด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกันนี้นายกฯได้มอบกระเช้าอาหารเพื่อสุขภาพให้ตัวแทนผู้ป่วยทุกคน และมอบให้บุคลากรทางการแพทย์

ต่อมานายกฯเดินทางมายังกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข โดยเยี่ยมชมศูนย์สารสนเทศ กรมควบคุมโรค ซึ่งบริษัทหัวเหว่ยได้มอบเครื่องวิดีโอคอนเฟอเร้นซ์ 7 เครื่อง เพื่อติดตั้งที่กระทรวงสาธารณสุข 2 เครื่อง สถาบันบำราศนราดูร 3 เครื่อง สนามบินสุวรรณภูมิ 1 เครื่อง และโรงพยาบาลบางพลี 1 เครื่อง ซึ่งนายกฯได้ทดลองพูดคุยผ่านวิดีโอคอนเฟอเร้นซ์ไปยังสนามบินสุวรรณภูมิและสถาบันบําราศนราดูร โดยให้กำลังใจเจ้าหน้าที่และระบุว่าหาโอกาสมาเยี่ยมอีกครั้งที่สนามบินสุวรรณภูมิ ทั้งนี้นายกฯยังขอบคุณตัวแทนบริษัทหัวเหว่ยที่มอบเครื่องวิดีโอคอนเฟอเร้นซ์ให้ใช้ในการทำงาน ขณะเดียวกันยังได้สอบถามถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ในเมืองอู่ฮั่น พร้อมเยี่ยมชมการปฏบัติงานของเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน

ทั้งนี้นายกฯกล่าวว่า ขอฝากอย่ากังวลเรื่องอื่น ขอความร่วมมือให้ช่วยกันทุ่มเทให้เต็มที่ ส่วนเรื่องคนเข้าออก หรือผีน้อยฝากทุกเขตดูแลประสานต่อเรื่องข้อมูลและให้ช่วยกันเฝ้าระวังดูแลให้ครบ 14 วันเพื่อให้มั่นใจว่าปลอดโรค ตลอดจนเรื่องหน้ากากอนามัยของบุคลากรทางการแพทย์และพยาบาลขอให้ใช้อย่างประหยัดและใช้เท่าที่จำเป็น ใช้ในเฉพาะที่ใกล้ชิดผู้ป่วย ทั้งนี้รัฐบาลพยายามควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ประเทศไทยเข้าสู่การระบาดระยะที่ 3 หรือให้เข้าสู่ระยะที่ 3 ช้าที่สุด อย่างไรก็ตามเรื่องการให้ข่าวต้องมีข้อมูลตรงกัน นายกฯยังกล่าวให้กำลังใจว่าเราต้องมั่นใจในระบบสาธารณสุขและขีดความสามารถของเรา ต้องมั่นใจตระหนักรู้พร้อมดูแลคนอื่นโดยหน้าที่ของเราต้องดูแลสุขภาพตัวเอง ทุกคนต้องปลอดภัยและเข้มแข็ง

จากนั้นนายกฯมายังอาคาร 5 ชั้น 7 สำนักปลัดกระทรวงสาธารณสุข เพื่อตรวจเยี่ยมการทำงานในศูนย์ปฎิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข และวิดีโอคอนเฟอเร้นซ์กับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) 76 จังหวัด

ต่อมาเวลา 18.00 น. นายกฯกล่าวภายหลังตรวจเยี่ยมว่า วันนี้ได้มาให้กำลังใจกระทรวงสาธารณสุขและอธิบดีทุกกรม และผู้ปฏิบัติการทุกภาคส่วน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉิน (อีโอซี) โดยมั่นใจในการทำงานของเจ้าหน้าที่ เห็นรอยยิ้มเห็นความรักความสามัคคีทำให้นายกฯยิ่งมั่นใจไปกว่าเดิม ทั้งนี้จะขับเคลื่อนให้เป็นรูปธรรม ถ้ามีข้อบกพร่องก็ต้องยอมรับกัน และแก้ไขปัญหา เชื่อว่า ปัญหาโควิด-19จะแก้ได้ สักวันมันจะต้องจบไม่ยาวนานไปจนถึงปีหน้าและปีต่อไป ยืนยันว่าสถานการณ์เราสามารถควบคุมได้ เป็นที่น่าพอใจเมื่อเปรียบเทียบกับหลายๆประเทศ ฉะนั้นอยู่ที่ความหนักแน่นของพวกเรา ความเชื่อมั่น และความสำเร็จของทุกคน โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ได้รับการชื่นชมอยู่แล้ว

นายกฯกล่าวว่า ขณะเดียวกันตนยังได้วิดีโอคอนเฟอเร้นซ์กับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศ ทุกจังหวัดพร้อมรับมือสถานการณ์ในพื้นที่ โดยในพื้นที่ที่มีแรงงานกลับไปแล้ว ก็มีการดูแลตามมาตรการที่รัฐได้กำหนดไป ซึ่งวันนี้เราสามารถควบคุมผู้ที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศได้ครบทั้งหมดแล้ว และจะมีมาตรการติดตามอีกชั้นหนึ่งคือการใช้ระบบเอไอหรือแอบพลิเคชั่นในการให้ผู้ที่มาจากประเทศเสี่ยงลงทะเบียนและต้องได้รับความยินยอม ซึ่งอยู่ระหว่างการเร่งรัด โดยความร่วมมือของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) และผู้ให้บริการ ตอนนี้อยู่ระหว่างการทดลองใช้ ขอร้องอย่างเดียวคนที่ไปอยู่ต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศกลุ่มเสี่ยงขออย่างหลีกเลี่ยงในการกักตัว ต้องคำนึงถึงส่วนร่วม ไม่ใช่ปกปิด ไปกินอาหารในพื้นที่และถ่ายรูปให้คนอื่นเขาดู แบบนี้มันท้าทายเกินไปต้องถูกลงโทษตามมาตรการที่มีอยู่แล้ว

เมื่อถามว่ากังวลหรือไม่สถานการณ์ในตอนนี้ นายกฯ กล่าวว่า ก็กังวลอยู่แล้ว ว่าจะสามารถดำเนินการได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรือไม่ แต่วันนี้ก็ทำเต็มที่ 100% แล้วมีผลออกมาน่าพอใจ แต่หากมีสถานการณ์เพิ่มขึ้นมาอีกก็พร้อมรับมือ

"วันนี้ให้กำลังใจแพทย์และพยาบาลไปเยอะแล้ว ให้ไปหมดทั้งหัวใจแล้ว ด้วยกำลังใจด้วยใจและคำพูดของผมไปแล้ว และขอให้ดูแลเรื่องหน้ากากอนามัยของแพทย์และพยาบาลให้พอเพียง รวมถึงดูแลบุคลากรที่อาจจะเกิดความเสี่ยงในการปฎิบัติงานต้องมีมาตรการดูแลเพิ่มเติม เช่นการเสี่ยงภัย การดูแลผู้ได้รับบาดเจ็บ รัฐก็มีงบประมาณส่วนหนึ่งที่ได้รับจากการบริจาคเข้ามาช่วยเหลือ"นายกฯกล่าว

เมื่อถามว่าได้มีการประเมินหรือไม่ว่าสถานการณ์โควิด-19 จะอยู่กับไทยไปถึงเมื่อไหร่ นายกฯกล่าวว่าตนไม่สามารถประเมินได้ อยู่กับสถานการณ์ภายนอก แต่ที่สำคัญคือโรคโควิด-19 กลัวความร้อน ขณะที่ไทยกำลังเข้าสู่ฤดูร้อน หวังว่าสถานการณ์จะบรรเทาลงได้บ้าง และข้อสำคัญคือระหว่างที่แพร่ระบาดเราจะควบคุมร่วมมือกันได้ แต่ถ้าไม่ทำอะไรเลย พูดจากันไปเรื่อยเปื่อยบิดเบือน โรคโควิดไม่มีทางหาย แถมมันจะมีโรคอื่นตามมาด้วย และความขัดแย้งก็ตามมาอีก

" ขอให้เป็นกำลังใจเถอะ เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน อันไหนหนักนิดเบาหน่อยก็พูดกันดีๆ นายกฯก็พร้อมจะปรับแก้และทบทวนให้"

ศาลยกฟ้อง 'ไทยโพสต์' คดี 'เสรีพิศุทธ์' ฟ้องหมิ่น


 

11 มี.ค.63 - ที่ศาลอาญาตลิ่งชัน ศาลอ่านคำพิพากษาชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำที่ 3523/2562 ที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ สื่อมวลชนอาวุโส, บริษัท หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ จำกัด, นายโรจน์ หรือโรจ งามแม้น ประธานกรรมการบริหารหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ และนายชูเกียรติ ยิ้มประเสริฐ บรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณา เป็นจำเลยที่ 1-4 ในข้อหาร่วมกันหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาและร่วมกันดูหมิ่นด้วยการโฆษณา 

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนักหนังสือพิมพ์ การวิพากษ์วิจารณ์บุคคลสาธารณะ จึงอยู่ในวิสัยของสื่อมวลชนที่พึงกระทำได้ กรณีย่อมถือได้ว่า การกระทำของจำเลยที่ 1 เป็นการแสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรมซึ่งบุคคลหรือสิ่งใด อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ จึงไม่มีความผิดฐานดูหมิ่นผู้อื่นด้วยการโฆษณา สำหรับจำเลยที่ 2-4 เป็นเพียงผู้เผยแพร่ข้อความของจำเลยที่ 1 ลงไว้ในบัญชีเฟซบุ๊กเท่านั้น ไม่ได้กระทำการอื่นใดอันเป็นการใส่ความ การกระทำของจำเลยที่ 2-4 จึงไม่มีความผิดเช่นกัน คดีโจทก์ไม่มีมูลพอที่จะรับฟ้องไว้พิจารณา พิพากษายกฟ้อง

ภายหลังศาลพิพากษายกฟ้อง นายเสริมสุข กษิติประดิษฐ์ โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงเหตุที่โจทก์ฟ้องในคดีนี้ตอนหนึ่งว่า ข้อความที่นำไปสู่การฟ้องหมิ่นประมาท เป็นข้อความที่จำเลยที่ 1 โพสต์ในหน้าเฟสบุ๊ค sermsuk kasitipradit ในหัวเรื่อง “ชงเองตบเองกินเอง” เมื่อวันที่ 14 ก.ย. 2562 จากกรณีที่โจทก์ตั้งกระทู้ตรวจสอบการทำงานของนายกรัฐมนตรี ในเรื่องแต่งตั้งรมต.ที่ขาดคุณสมบัติ เป็นการมโนล้วนๆของหน.พรรคเสรีรวมไทย

...................................................

 

12 มี.ค. 2563

 

 

อุตตม' สั่งกรมศุล เคลียร์ข้อมูลหน้ากากส่งออก ร่วมกรมการค้าภายใน

'อุตตม' สั่งกรมศุล เคลียร์ข้อมูลหน้ากากส่งออก ร่วมกรมการค้าภายใน
12 มีนาคม 2563
 331

"อุตตม" สั่งอธิบดีกรมศุลฯ ชี้แจงข้อมูลการส่งออกหน้ากากกอนามัย กับกรมการค้าภายใน รับข้อมูลอาจคลาดเคลื่อน ไม่ใช่เรื่องใหญ่

 

"ข้อมูลที่เราให้ไปนั้น อาจมีความคลาดเคลื่อน โดยในพิกัดรายการสินค้าหน้ากากอนามัยนั้น มีสินค้าอื่นร่วมด้วย จึงทำให้ตัวเลขคลาดเคลื่อน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ สามารถชี้แจงและทำความเข้าใจกันได้"

หน้าแรก / เศรษฐกิจ
พฤหัสบดี 12 มีนาคม 2563

ศึกน้ำมัน 3 เส้าสะเทือนโลก : ลึกแต่ไม่ลับ | 11 มี.ค. 63

ศึกน้ำมัน 3 เส้าสะเทือนโลก : ลึกแต่ไม่ลับ | 11 มี.ค. 63
12 มีนาคม 2563
 

ห้องข่าวเศรษฐกิจ | 11 มี.ค. 63 "รู้ทัน ล้วงลึกทุกมิติ เรื่องเศรษฐกิจการลงทุน" ออกอากาศทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 11.15-12.20น. ทางเนชั่นทีวี ช่อง 22

 

ส่อง '10อาหาร' คนรุ่นใหม่

ส่อง '10อาหาร' คนรุ่นใหม่
11 มีนาคม 2563
 1,845

สถาบันอาหารนำเสนอข้อมูลจาก Statista หน่วยงานที่รวบรวมสถิติและวิเคราะห์ข้อมูลด้าน การตลาดของอุตสาหกรรมต่างๆ ชี้ว่า ในปี 2562 รายได้ในกลุ่มธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลกจะอยู่ที่ 64,650 ล้านดอลลาร์

ขณะที่แนวโน้มจากการสำรวจข้อมูลของบริษัทวิจัยตลาดอาหารและเครื่องดื่ม Innova Market Insights พบว่า ผู้บริโภคกำลังมองหาผลิตภัณฑ์ทางเลือก ซึ่งเน้นไปที่เรื่องสุขภาพและโปรตีนทดแทนเป็นหลัก

นอกจากนี้ พืชผักและมังสวิรัติยังได้รับความสนใจมากขึ้นและส่งผลให้มีประชากรมังสวิรัติเพิ่มขึ้นตามลำดับ ดังนั้น ในภาคอุตสาหกรรมอาหารไทย จึงไม่ควรพลาดการติดตามกระแสการบริโภคที่เปลี่ยนแปลงไปบริษัทวิจัยฯ ศึกษาวิเคราะห์ 10 เทรนด์ ที่น่าสนใจของอุตสาหกรรมอาหาร

 

ยกตัวอย่าง เช่น โปรตีนแทนเนื้อสัตว์และแหล่งโปรตีนใหม่ (Plant-based and Animal Free) กลายเป็นเทรนด์ที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับตลาดอาหารเครื่องดื่มและสุขภาพทั้งหมด เพื่อเป็นข้อมูลให้ผู้ประกอบการเตรียมพร้อมปรับตัวรับมือกับโจทย์ความต้องการเหล่านี้ได้อย่างทันท่วงที เพราะสมัยนี้ต้อง “ปลาเร็วกินปลาช้า” จึงจะอยู่รอด

 

............................................................

12 มี.ค. 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน