*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4041
  • จำนวนผู้ชม : 2542410
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 16 มีนาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 403 , 14:44:03 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ในสถานะการณ์บ้านเมืองวิกฤตคราวใด ก็มักจะมีคนดี คนเห็นแก่ตัว ปรากฏให้เห็นกัน อย่างคราวนี้เราได้เห็นกันตั้งแต่ต้นทีเดียว

ว่ามีคนตุนหน้ากาก แอลกอฮอล์เจลล้างมือ ฯลฯ แล้วโก่งราคาขายสูงกว่าราคาเดิมหลายเท่าตัวแบบตาใสๆเลยทีเดียว แล้วที่แอบส่งไป

ขายนอกประเทศก็มี เป็นประเด็นที่ัฐบาลยังไม่มีเวลาเคลียร์ให้ชัดเจน เพราะปัญหาเฉพาะหน้าล้นมือเต็มที

         เรื่องที่ดูแล้วน่าคิดอยู่เหมือนกัน คือ  การตั้งกรรมาธิการผสมทั้งฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านในแต่ละประเด็นกันไป อย่ามัวทำงานด้วย

น้ำลายต่อไปอีกเลย เพราะคนไม่เหมือนนกนางแอ่น ที่ทำรังด้วยน้ำลายของมันเพื่อวางไข่ แล้วในที่สุดก็จะมีคนมาเก็บเอาไปขายได้

ราคาดีออกจะตายไป

 

   

 

'วัว-ควายต้องต้อน-คนต้องนำ'


 

    "เรามีเวลาซ้อมใหญ่ มา ๒ เดือนแล้ว ขณะนี้ ทุกคนจะต้องทำจริง ไม่มีการซ้อมอีกแล้ว"
                            -ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ 
                            ๑๕ มี.ค.๖๓

    ครับ...นี่เป็นคำเตือนจาก "คุณหมอยง"
    "หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย"
    ขณะนี้ โควิด-๑๙ มันคือ "ยมทูตใต้พิภพ" ผุดขึ้นมาดับอหังการมนุษย์ 
    มันไร้ตัว-ไร้ตน แพร่และแผ่คลุมไปทั้งโลก
    "ยัง กัมมัง กะริสสันติ"
    ใครทำกรรมอย่างใด กับใคร กับประเทศไหนไว้ ถึงคราวต้องรับกรรมนั้นแล้ว
    มันน่าสะพรึงยิ่งนัก มันมา มันเข้าร่าง วันไหน-เวลาไหน ไม่มีใครรู้ 
    เมื่อรู้ ก็หมายความว่า ชีวิตกับความตาย "คนละครึ่ง" ที่ต้องยื้อแย่งกัน
    ขณะนี้ ทั่วโลก ติดเชื้อหมื่นราย/วัน (เป็นอย่างน้อย)
    มนุษยชาติกำลังตกอยู่ในวงล้อม และถูกโจมตี ชนิด รุกฆาต!
    แต่ไทยเรา "ทีมสาธารณสุข" โดยแพทย์-พยาบาล-บุคลากรทางการแพทย์ และการตื่นตัวภาครัฐ
    ถือว่า "เยี่ยม"!
    ตั้งแนวรับจนโควิดไม่สามารถบุกฝ่าแนวต้านเข้ามาถึงตัวคนไทยได้โดยตรง
    เพียงแฝงร่างคนเดินทางจากต่างประเทศหลุดรอดเข้ามาระดับสิบเท่านั้น
    ไทยตอนนี้ แทบหลุดทำเนียบประเทศโควิดระบาด
    จนสหรัฐฯ-ยุโรป ต้องออกปากชม และยกไทยเป็นประเทศตัวอย่างในการรับมือโควิด-๑๙ 
    แรกๆ เขาประเมินศักยภาพการแพทย์เราต่ำ
    มองว่า เมื่อระบาดในจีน ไทยเป็นประเทศนักท่องเที่ยวจีนมากที่สุด ฉะนั้น รองจากจีน ที่จะเป็นเหยื่อโควิด ก็ไทยนี่แหละ
    แต่ผิดคาด....
    สาธารณสุขไทย "พัฒนา-ก้าวหน้า" เหนือโลกคาดหมาย "บล็อกโควิด" อยู่หมัด 
    ที่ติดเชื้อ ก็รักษาหาย มีรายเดียวเสียชีวิต เพราะป่วยโรคอื่น
    ขณะเดียวกัน ยุโรป-สหรัฐฯ ผู้เหยียดคนเอเชีย ว่าเป็นตัวเชื้อโรคน่ารังเกียจ ต้องพวกเขา อารยะวิทยาการล้ำหน้าเหนือโควิด
    แต่พอโควิดไปถึง
    ปรากฏว่าชนชั้นอารยะยุโรป-สหรัฐฯ "ร่วงผล็อยๆ" ที่คุยโว ก็เงิบ เหมือนถูกง่อยกิน
    ตีซะว่า การแพทย์-การสาธารณสุขยุโรป-สหรัฐฯ "ก้าวหน้าเลยหัวโควิด-๑๙" ไป เลยทำอะไรตื้นๆ ไม่เป็น
    และทั้ง ขีปนาวุธ นิวเคลียร์ เครื่องบินเหนือเสียง-เหนือแสง และเทคโนโลยีไอทีล้ำโลก "เครื่องมือสยบโลก" ทั้งหลาย
    เจอเจ้าไวรัสโควิด กระจิริดจนมองด้วยตาไม่เห็น แต่เจ้ามหาประลัยโลกเหล่านั้น
    "สากกะเบือ" ยังมีท่าซะกว่า!
    ยุโรปทั้งทวีป วันนี้......
    องค์การอนามัยโลก WHO ประกาศให้เป็น "ศูนย์กลางการระบาดของไวรัสโควิด-๑๙" ไปแล้ว  ตั้งแต่ ๑๓ มี.ค.๖๓
    บรรยากาศความตายและซากศพ ไม่เฉพาะประเทศในยุโรป หากแต่แผ่คลุมทั้งทวีป 
    ไม่เพียงประชาชน ตกอยู่ในสภาพ คุกเข่าอ้อนวอนความตาย 
    ระดับประธานาธิบดี นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี เรื่อยลงไป "หลายประเทศ" ก็ตกอยู่ในสภาพนั้น
    ใครจะคิด "ซีกโลกตะวันตก" ผู้หยิ่งผยอง จะมีวันนี้
    ยุโรป "ปิดประเทศ" ในสภาพจำนนความตาย
    สหรัฐฯ ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน หนีตาย (มาก)!
    ในขณะที่ "ซีกโลกตะวันออก" ผู้ถ่อมตน ทั้งจีน, ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, ไต้หวัน ประกาศชัยชนะเหนือโควิด
    ไทย ที่ถูกปรามาส "ไม่รอดแน่".......
    เพราะโควิด เป็น "โรคเกิดใหม่" อย่าพูดถึงยารักษาเลย ทั้งโลก ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ ไวรัสตัวนี้สายพันธุ์ไหน มาจากไหน ระบาดตูมตามขึ้นได้อย่างไร?
    จีน "ต้นตอระบาด" ที่อู่ฮั่น ใหม่ๆ ก็ยังมืดแปดด้าน
    สำมะหาอะไรกับไทย เมื่อระบาด จะรับมือไหวหรือ?
    แต่การแพทย์-การสาธารณสุขไทย กลับทำให้วงการโลกเซอร์ไพรส์ 
    สามารถหยุดการระบาดภายในของโควิดได้ ๑๐๐% 
    ที่ป่วย ก็จากคนนอก นำติดตัวเดินทางเข้าไปเท่านั้น แพทย์ไทยรักษาให้หายได้ ส่วนระบาดภายในไม่มี
    ไทยเป็นประเทศที่ชาติตะวันตก ยกให้เป็น "ตัวอย่าง" ในการรับมือโควิด
    ที่ตำหนิ ด่าว่า ก็มีเพียง "คนไทย" ด้วยกันเท่านั้น
    ทองยังมีขี้ ไม้สักยังมีเสี้ยน คน-ย่อมมีประเภท "นรกส่งลงมาเกิด" บ้าง ก็เป็นธรรมดา
    ทั้งแพทย์ ทั้งรัฐบาล ไม่ต้องสนใจ 
    ดียังไง พวกนรกส่งมาเกิด มันก็ว่าเลววันยังค่ำ จนกว่าพวกเขาจะได้ระบอบทักษิณกลับมามีอำนาจ นำประเทศไปอยู่ใต้คอนโทรล "ไซออนิสต์" ที่ควบคุมกลไกสหรัฐฯ โดยมีเป้าหมาย "อำนาจเดียวครองโลก" นั่นแหละ
    นี่.........
    ผมก็สรุปสถานการณ์ในภาพรวมให้ทราบกัน
    ก็เพราะแนวหน้า "แพทย์-พยาบาล-บุคลากรการแพทย์" ของเราเก่ง ดังโลกรู้
    ทำให้ "แนวหลัง" คือพวกเราทั้งหลาย ปลอดภัยแล้วระเริง ว่าไม่เห็นมีอะไร ก็กิน เที่ยว เล่น เหมือนเดิม 
    รัฐบาล สาธารณสุข ประกาศเตือนอย่างไร ขอความร่วมมือขนาดไหน ก็เมิน นอกจากเมินยังอวดเก่ง อวดรู้ 
    แถมด่ารัฐบาล สอนรัฐบาลซะอีก!
    ยิ่งพวกไฮโซบางคน พวกดูงานต่างประเทศ พวกทัวร์ไฟไหม้ ต้องไปแชะภาพมาอวดให้ได้ 
    ไปเฉิ่มแฉะกันมาแล้ว แทนที่จะกักตัวดูอาการ ๑๔ วัน
    ฮึ...ไม่
    นอกจากไม่ ยังทำตัวเป็นขยะเปียก โพสต์เฟซ ลงข่าวสังคม อวดโก้ที่น่าขยะแขยงซะอีก
    และบางพวก กิน เที่ยว เล่น มั่วสุมกับกลุ่มคนประเทศเสี่ยง อย่างที่เป็นข่าว ดื่มแก้วเดียวกัน สูบบุหรี่มวนเดียวกัน
    ไม่ใช่เพราะยาจก ที่ทำแบบนั้น
    แต่มันเป็นวิถีเมามันของไฮโซ เคลิ้มกันให้หลุดโลก
    ผล...เฉพาะตัวต้นเหตุ ติดเชื้อรวดเดียว ๑๑ คน 
    แล้วที่ไปแพร่เชื้อที่นั่น-ที่นี่ไว้อีกไม่รู้เท่าไหร่ คิดแล้วสยอง ระยะ ๓ คือ "การระบาดสู่กันเองภายใน"
    ..........เห็นท่าจะ "หนีไม่พ้น" แน่!
    ก็คงถึงขั้นอย่างที่ "คุณหมอยง" เปรยนั่นแหละ ว่า
    "เรามีเวลาซ้อมใหญ่ มา ๒ เดือนแล้ว ขณะนี้ ทุกคนจะต้องทำจริง ไม่มีการซ้อมอีกแล้ว"
    เพราะพวกเราไม่เชื่อ-ไม่ฟังมาตรการที่สาธารณสุขและรัฐบาลประกาศเตือนนั่นแหละ 
    ไวรัส "โควิด-๑๙" จึงสู่ขั้น ติดต่อสู่กันระดับ "กลุ่มคน" แล้ว! และนี่......
    ๑๕ มี.ค.๖๓ "นพ.สุขุม กาญจนพิมาย" ปลัดกระทรวงสาธารณสุข แถลงสถานการณ์ โควิด-๑๙ ล่าสุด 
    พบผู้ติดเชื้อโควิด-๑๙ เพิ่ม (พรวดเดียว) อีก ๓๒ ราย 
    แยกตามแหล่งที่ไปรับเชื้อมา ดังนี้
    -จากสนามมวย ๙ คน 
    -จากผับ ๓ คน 
    -จากสุวรรณภูมิ ๓ คน
    -จากไปเที่ยวต่างประเทศ ๗ คน 
    -จากชาวต่างชาติ ๒ คน
    -จากกลุ่มข้าราชการไปดูงานที่ประเทศสเปน ๑ คน 
    -จากเจ้าของร้าน ๒ คน 
    ขณะนี้ยังรอผลยืนยัน อีก ๕๑ คน
    รวม...พบผู้ติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙ รวม ๑๑๔ คน 
    รักษาหายกลับบ้านแล้ว ๓๗ คน 
    นอนรักษาในโรงพยาบาล ๗๘ คน เสียชีวิต ๑ คน
    สำนึก "เห็นหายนะ" กันหรือยังล่ะ หรือจะยังลั้ลลากันเหมือนเดิม?
    นายกฯ ในฐานะหัวหน้า "ศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-๑๙" 
    จะปิดผับ ปิดบาร์ ปิดสถานบันเทิง สนามมวย สนามม้า สนามกีฬา หรือกิจกรรมใด ที่ต้องไปอยู่รวมกันเป็นสิบ-เป็นร้อย 
    ก็สั่งปิดเลย อย่ารอถึงขั้นต้อง "ปิดประเทศ"!
    "ตามใจคือไทยแท้" จนเสียนิสัยกันมานาน ยิ่งทุกวันนี้ มีกลุ่มสถุลปลุกเร้า
    สิทธิมนุษยชน "ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ"!
    เลย "คลั่งก่อนวัย" ตั้งแต่รุ่นคอซอง!
    ขืนไปฟังเสียงพวกนี้ ไม่ใช้มาตรการเข้ม ไม่เด็ดขาด ไม่เชือดพวกลองดีให้เห็นซักราย-สองราย 
    ปลายมันจะบาน ถึงขั้น "ต้านรับไม่อยู่"!
    เพราะไม่มีวินัย ไม่เชื่อฟังหมอนั่นแหละ จากภายนอกนำเชื้อเข้ามา จะขยายตัวเป็น ระบาดสู่กันเองภายใน
    จากสถานชุมชน พวกเที่ยวเมืองนอก ผีน้อย-ผีใหญ่ ไม่ยอมกักตัว
    จะค่อยๆ ระบาดเข้าสถานศึกษา มหา'ลัย โรงเรียน วัด ศาสนสถาน ตลาด ชุมชน ห้างสรรพสินค้า  และบ้านเรือน
    อย่าลืม......
    พาหะชุดใหม่ จากยุโรป-สหรัฐฯ จะพาเหรดกลับเข้ามาไทย ยังไงๆ ไม่ต่ำกว่าอีกหมื่นคนแน่!
    ถ้าไม่เข้มตั้งแต่ตอนนี้ "ผู้ดียุโรปกลับบ้าน" แน่ใจหรือว่า จะไม่มีการ "พยักพเยิด" หลุดรอดการกักตัว ๑๔ วัน 
    เพราะไทยจากยุโรป พูดตรงๆ คนละเกรดกับผีน้อย ระบบเส้นสาย อาจทำให้ผีใหญ่หลุดรอด จึงขอย้ำเตือน
    สรุป สถานการณ์ถึง ณ ขณะนี้.........
    ประเทศไทยแข็งแกร่ง "โควิด" ยังทะลวงกำแพง "แพทย์-พยาบาล-บุคลากรการแพทย์" เข้ามาไม่ได้
    ถ้าพวกเรา "ไม่เจาะกำแพง" กันเองภายใน ยังไงก็ "เอาอยู่"!
    หน้ากากอนามัยตอนนี้ ดูท่าจะสำคัญอันดับ ๒
    อันดับแรก น่าจะเป็น "ถุงมือ"
    รัฐบาลไม่คิดนำยางพาราที่ล้นประเทศแปรรูปเป็น "ถุงมือ" แจกจ่ายชาวบ้านและส่งขายไปทั่วโลกบ้างหรือ?
    เพราะ "มือ"
    เป็นตัวแพร่เชื้อสู่คนอื่นและนำเข้าตัวเอง "มากที่สุด"!    

 

'ปิยบุตร-พิธา-ช่อ'ตบเท้าเข้าสน.ปทุมวัน รับทราบข้อหาจัดแฟลชม็อบ


 
 

16 มี.ค. 63 – ที่ สน.ปทุมวัน นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์  หัวหน้าพรรคก้าวไกล นายปิยบุตร แสงกนกกุล อดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ และ น.ส.พรรณิการ์ วานิช อดีตโฆษกพรรคอนาคตใหม่ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาในความผิดตาม พ.ร.บ.การชุมนุมสาธารณะ กรณีจัดชุมนุมแฟลชม็อบ ที่ลานสกายวอล์ก หน้าหอศิลปวัฒนแห่งกรุงเทพมหานคร ย่านปทุมวันเมื่อกลางเดือน ธันวาคมที่ผ่านมา
           
เบื้องต้นพนักงานสอบสวนได้แจ้ง  5 ข้อหา เช่นเดียวกับนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ คือ 1.ร่วมกันเป็นผู้จัดการชุมนุมสาธารณะ โดยไม่แจ้งการชุมนุมต่อผู้รับแจ้ง 2.ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะโดยกีดขวางทางเข้าออก หรือรบกวนการปฏิบัติงานหรือการใช้บริการสถานีรถไฟ 3.ร่วมกันจัดการชุมนุมสาธารณะโดยไม่ดูแลและรับผิดชอบการชุมนุมสาธารณะไม่ให้เกิดการขัดขวางเกินสมควรต่อประชาชนที่จะใช้ที่สาธารณะฯ 4.ร่วมกันโฆษณาโดยใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ ส่วนข้อหาที่ 5. จัดการชุมนุมในระยะ 150 เมตรจากเขตพระราชฐาน

โดยนายปิยบุตร เปิดเผยว่า ยังเชื่อในสิทธิเสรีภาพว่าเป็นหัวใจสำคัญของประชาธิปไตย พร้อมมองว่า พ.ร.บ.ชุมนุมฯฉบับนี้มีความเข้มงวดเกินไปจนทำให้เกิดปัญหาในการบังคับใช้ โดยก่อนหน้านี้เคยเชิญผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมาหารือเรื่องนี้ในคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชนเพื่อทบทวนเรื่องนี้ ซึ่งในที่ประชุมได้มีการเสนอแนะหลายอย่าง ส่วนจะมีการจัดชุมหลังจากนี้หรือไม่นั้น หลังจากพรรคอนาคตใหม่ถูกวินิจฉัยยุบพรรค ตนยังไม่คิดเรื่องนี้ แต่ยืนยันว่าจะมีการก่อตั้งคณะขึ้นมาเคลื่อนไหวทางความคิดรณรงค์การเมืองต่อไป

ด้านนายพิธา เปิดเผยว่า คดีนี้ถือเป็นคดีแรกที่ตั้งแต่มาดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนตัวไม่ได้กลัวว่าจะมีคดีอื่นตามมาอีกเพราะมองว่าเป็นเรื่องธรรมดาที่มีเกมทางการเมืองไม่กระทบอนาคตทางการเมือง แต่ภาระกิจแรกในฐานะหัวหน้าพรรคก้าวไกลคือการเข้ารับทราบข้อกล่าวหาแสดงให้เห็นว่าการเมืองในประเทศไทยยังไม่เปิดรับคนเลือดใหม่ที่มีความสามารถมาบริหารบ้านเมือง ยืนยันการทำงานของพรรคก้าวไกลยังคงเส้นคงวาและยังโปร่งใส่อยู่ ขณะนี้พรรคก้าวไกลก็ยังมีการประชุมเกี่ยวกับโควิด 19 แม้จะเป็นเพียงพรรคฝ่ายค้านซึ่งอยู่ระหว่างการตรวจสอบพิจารณาว่าจะมีข้อเสนออะไรต่อรัฐบาลในประเด็นนี้บ้าง.

พท.วอนส.ส.รัฐบาล-ส.ว.ร่วมลงชื่อเปิดสภาวิสามัญ ยันไม่ใช้เวทีนี้หลอกด่า


 

16 มี.ค. 63 – ที่พรรคเพื่อไทย เมื่อเวลา11.30 น. นอ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า เมื่อวันที่12มี.ค. พรรคเพื่อไทยได้มีการประชุมวาระพิเศษเกี่ยวกับปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด19 ที่ประชาชนกำลังกังวล ซึ่งพรรคเพื่อไทยเห็นตรงกันว่า จะยื่นญัตติด่วนขอเปิดประชุมสภาฯ สมัยวิสามัญ เพื่อนำเอาวิกฤติต่างๆ ให้ส.ส.ระดมสมอง หาวิธีการแก้ไข ร่วมกัน ขณะนี้พรรคเพื่อไทย ผู้นำฝ่ายค้าน ได้ดำเนินการเรื่องญัตติเรียบร้อย และจะล่ารายชื่อเพื่อขอเปิดประชุมสภาฯสมัยวิสามัญให้ได้  ในส่วนของพรรคฝ่ายค้านที่รวบรวมเสียง ไม่น่ามีปัญหา แต่ในเสียงที่ขาด นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย จะทำความเข้าใจกับส.ส.รัฐบาลและสว. เชื่อว่า เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดิน แก้วิกฤติรัฐบาล เชื่อมั่นว่าจะได้รับความร่วมมือจากทั้งส.ส.รัฐบาลและสว.

ด้านนายสุทิน คลังแสง ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน (วิปฝ่ายค้าน) กล่าวว่า ช่วงเย็นวันที่ 16มี.ค. หัวหน้าพรรคร่วมฝ่ายค้านทุกพรรคจะร่วมพูดคุย เพื่อนำไปสู่ข้อสรุปให้มีการลงรายชื่อโดยเร็วที่สุด คาดว่าภายในสัปดาห์นี้จะจบแน่นอน พรรคฝ่ายค้านไม่ใช้เวทีนี้หลอกด่ารัฐบาล ขอให้รัฐบาลคิดว่า ปัญหาโควิด19 เราให้โอกาสรัฐบาลทำ แต่เชื่อว่ารัฐบาลไม่น่าจะรับมือได้ ดังนั้นเราต้องช่วยกัน โดยใช้กลไกลสภาฯ เพื่อขอเปิดประชุมสมัยวิสามัญ เดิมก็รออยากให้รัฐบาลเปิดประชุมเอง แต่เมื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบรับ ฝ่ายค้านจำเป็นต้องทำ เมื่อเริ่มแล้ว ก็ขอความร่วมมือ ฝ่ายค้านเรามือไม่พอ ขอความร่วมมือส.ส.รัฐบาล และสว.ด้วย ทั้งนี้ หากรัฐบาลจะขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญเอง เราก็ยินดี จะปรบมือให้ ขอให้สภาฯ ได้เปิด นำข้อเสนอ ระดมความเห็นไปแก้ไขได้ทันท่วงที  

“เราจะไม่เอาเรื่องนี้ไปเล่นการเมือง ขอให้รัฐบาลมองแง่บวก ถ้าเปิดสภาฯ เป็นโอกาสรัฐบาลชี้แจง ขอความร่วมมือประชาชนได้ด้วย สุดท้ายหลายปัญหาประเดประดังเข้ามา จะมาลงที่การเมือง จากโควิด มีการปิดร้านอาหาร งดจัดงานสงกรานต์ ธุรกิจอย่างอื่นพังไปหมด ถ้าหยุดตรงนี้ ปัญหาเศรษฐกิจก็จะตามมา สุดท้ายก็ตามมาเรื่องการเมือง ไม่ต้องกลัวว่าเราจะด่า เราด่าอยู่แล้ว แต่วันนี้ประชาชนก็ด่า เมื่อรัฐบาลมีมือ มีคนมากกว่าเราอีก ไม่ควรกลัว” นายสุทิน ระบุ

นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่าน พรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ลำดับขั้นตอนขอเปิดสมัยประชุมวิสามัญ ถ้ารัฐบาลขอเปิดเองก็ทำได้ โดยอาศัยรัฐธรรมนูญมาตรา165 ที่ระบุว่า ในกรณีที่มีปัญหาสำคัญเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดินที่คณะรัฐมนตรีเห็นสมควรจะฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา นายกรัฐมนตรีจะแจ้งไปยังประธานรัฐสภาขอให้มีการเปิดอภิปรายทั่วไปในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาก็ได้ ในกรณีเช่นว่านี้ รัฐสภาจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้ โดยอาศัยเสียงส.ส. และส.ว. รวมกันตามรัฐธรรมนูญมาตรา 123 ตอนนี้เรามีสมาชิกรวมกันทั้งสองสภาฯ 739 คน จากทั้งหมด750คน ตามบทบัญญัติต้องได้เสียงหนึ่งในสามคือต้องได้เสียง 240 คนขึ้นไป ถ้าเราได้ความร่วมมือจาก ส.ว. และส.ส.รัฐบาล จะเปิดประชุมสภาฯได้ และเมื่อได้รายชื่อแล้ว ขั้นตอนต่อไปส่งให้ประธานสภาฯ นำความกราบบังคมทูล เพื่อมีพระบรมราชโองการเปิดประชุมรัฐสภา โดยจะประสาน ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และ ส.ว. และจะนำเข้าประชุมวาระด่วนในการประชุมกรรมาธิการกิจการสภาฯ ในวันที่ 18 มี.ค.ด้วย 

“ตอนนี้ปัญหาโควิด เป็นวิกฤติชาติ ต้องอาศัยกลไกลสภาฯ แก้ปัญหา ไม่อยากให้ใช้กลไกลอื่นนอกสภาฯแก้ปัญหา ปัญหาโควิด19 กระทบในวงกว้าง หลายคนวิตกกังวล สถานการณ์ในประเทศเข้าใกล้สู่ในระยะที่3 คือการติดภายใน จากคนไทยสู่คนไทย โดยไม่สามารถสืบเสาะว่าไม่ได้ติดมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง และระยะ3 คือ ติดได้อย่างรวดเร็ว กว้างไกล หาก กทม. เป็นเมืองเสี่ยง แหล่งแพร่เชื้อสำคัญจะอยู่ที่ กทม. และสงกรานต์คนจะกลับชนบทมากน้อยแค่ไหน คือการนำเชื้อเข้าสู่ชนบทอีก นอกจากนี้ปัญหาภัยแล้ง เศรษฐกิจตกต่ำ ข้อเรียกร้องจากนักศึกษา ก็ยังมีปัญหาอยู่เช่นกัน” นพ.ชลน่าน ระบุ

ส่วนที่มีข่าวรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ โดยให้ทางสภาฯสั่งงดการประชุมสภาฯทุกรูปแบบ ทั้งกรรมาธิการสามัญ หรือวิสามัญ ก็อาจจะมีการสั่งงด ก็อยากฝากดูด้วยว่า การประชุมบนพื้นฐานป้องกัน จะแก้ไขปัญหาให้ประเทศได้ สำหรับข้อเสนอที่จะงดประชุมทุกคณะ ตนไม่เห็นด้วย เพราะมีกรรมาธิการที่มีความสำคัญ ยังต้องพิจารณาอยู่ เช่น การพิจารณาศึกษาวิธีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ถ้าหยุดหมด อาจมีผลกระทบ แต่ถ้าเปิดช่อง ภายใต้การดูแล มีการระมัดระวังน่าจะดีกว่า.

'หมอวรงค์'เตือนอย่าตื่นตระหนกมัวแต่ทะเลาะกัน แค่ป้องกันให้ถูกวิธี


 
 

16 มี.ค. 63 - นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม ประธานเจ้าหน้าที่บริหารพรรครวมพลังประชาชาติไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กในหัวข้อ “รณรงค์ป้องกันตนเองให้ถูกวิธี” ว่า “อย่าไปตื่นตระหนกใดๆ ต่อเรื่องการระบาดเชื้อโควิด-19 เพราะไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หัวใจที่สำคัญที่สุด คือการป้องกันตนเองให้ถูกวิธี ไม่ว่ารุนแรงมากน้อยในระยะไหน เราทุกคนมีหน้าที่ป้องกันตนเอง ง่ายที่สุดคือ 1.ล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือแอลกอฮอล์ล้างมือ 2.คนปกติไม่ต้องใส่หน้ากาก ยกเว้นเมื่อใกล้คนป่วย ไอ จาม หรือที่คนแออัด 3.เลี่ยงที่มีคนแออัด นักการเมืองใครจะว่าอะไร ให้ปิดประเทศ หรือเปิดอะไร ให้เป็นหน้าที่รัฐบาลพิจารณา แต่ประชาชนทุกคนต้องช่วยป้องกันตนเอง ทุกอย่างก็จะดีขึ้น แต่ถ้ามัวแต่ทะเลาะให้ทำโน่นทำนี่ โดยไม่รณรงค์ป้องกันตนเองให้ถูกวิธี ก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร”.

 

 

16 มีนาคม พ.ศ. 2563

หน้าหนึ่ง ไทยโพสต์

พรวดติดเชื้อ32ราย 'บิ๊กตู่'ถกด่วนรับระยะที่3 ชงชัตดาวน์ผับ-พรมแดน

"บิ๊กตู่" ถกศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 เตรียมมาตรการรับมือหากเข้าสู่ระยะที่ 3 ย้ำต้องฟังหมอเป็นหลัก จ่อปิดผับ-สถานบันเทิงป้องกันแพร่ระบาด พร้อมเล็งตั้ง รพ.ศูนย์เฉพาะกิจรักษาโควิด "สธ." แถลงพบผู้ติดเชื้อเพิ่มอีก 32 คน "ทร." รับนักศึกษา-คนไทยจากอิตาลี 83 คนเฝ้าระวังที่สัตหีบ


เด้ง'วิชัย'เข้ากรุเซ่นหน้ากาก!

"บิ๊กตู่" เด้งด่วน "อธิบดีกรมการค้าภายใน"! เซ่นปมกักตุนหน้ากากอนามัย มาประจำสำนักนายกฯ "วิชัย" รับไม่รู้ล่วงหน้า ยันที่ผ่านมาทำงานเต็มที่ เข้ากรมเก็บของอำลา ขรก.จันทร์นี้  สะพัดจ่อไขก๊อกอ้างปัญหาสุขภาพ "จุรินทร์" เรียกคุยผู้ผลิตวอนประชาชนอย่าตื่นตุนสินค้า


ยอดพุ่ง'สเปน-ฝรั่งเศส'ปิดประเทศ

เพื่อนบ้านไทยอาการแย่ "ฟิลิปปินส์" ล็อกดาวน์กรุงมะนิลาเริ่มเคอร์ฟิว 16 มี.ค. ขณะยอดสังเวยโควิด-19 เพิ่มเป็น 11 ศพ มาเลเซียติดเชื้อพุ่งมากกว่า 400 คน ผู้นำอินโดนีเซียต้องตรวจเชื้อป้องกันล่วงหน้า ส่วน "โดนัลด์ ทรัมป์" ตรวจแล้วไม่เจอ "ฝรั่งเศส-สเปน" ปิดประเทศคุมการแพร่ระบาดตามรอย "อิตาลี"


ผุดทางแก้ปัญหาโควิด19 ใช้พรก.ฉุกเฉิน-งบกลาง

ฝ่ายค้านขอเสียงสมาชิกรัฐสภา 1 ใน 3 หนุนญัตติเปิดประชุมสภาวิสามัญฯ คลี่คลายวิกฤติ 4 เรื่อง สัญญาจะพูดเนื้อหาสาระที่เป็นประโยชน์ ไม่ใช้วาทกรรมโจมตี "วัฒนา" แนะใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินสนธิกำลังทุกฝ่ายร่วมกันป้องกันแก้ไขวิกฤติไวรัสโควิด-19 แกนนำพรรคกล้าเสนอใช้งบฉุกเฉิน 9.6 หมื่นล้านอุดหนุน ปชช.กลุ่มเสี่ยงตรวจโรคโควิดฟรี 


ภาคใต้ผวาหนัก ยะลาหา132คน 'ภูเก็ต'บี้งดทัวร์

ชายแดนใต้ผวาไวรัสระบาด ผู้ว่าฯ ยะลาวอนคนไทย 132 คนที่เข้าร่วมงานเผยแผ่ศาสนาในมาเลเซียพบแพทย์ด่วนเพื่อตรวจหาเชื้อโควิด-19 ขณะที่เอกชนภูเก็ตเดือด อัดระบบการบริหารเปราะบาง ไร้กลไกจัดการที่มีประสิทธิภาพ จี้งัดมาตรการสกัดนักท่องเที่ยวกลุ่มเสี่ยงเด็ดขาด 30 วัน พยุงวิกฤติท่องเที่ยว 


ประชาชนหนุน 'มาตรการเข้ม' ฝ่าวิกฤติCOVID

ผลโพลเผยคนส่วนใหญ่เกินร้อยละ 70 เอาด้วย ให้รัฐบาลประกาศสภาวะฉุกเฉินรับมือสู้กับไวรัสโควิด-19 ผลสำรวจพบนายกฯ มีฐานสนับสนุนจากภาคประชาชนไม่เพียงพอในยามที่ประเทศเผชิญภาวะวิกฤติ "นิด้าโพล" ชี้ประชาชนเอาด้วยสั่งห้ามคนต่างประเทศมาจากพื้นที่เสี่ยงเข้าไทยเด็ดขาด  

 

ไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุ อาการต่างจากคนทั่วไป  


 


    การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  ส่งผลต่อการดำรงชีวิตของคนทั่วโลก จนหลายคนอาจจะมองข้ามปัญหาไวรัสไข้หวัดใหญ่ ที่ถือเป็นโรคติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างฉับพลัน ที่เกิดจากเชื้อ Influenza virus ซึ่งพบการแพร่ระบาดมากกว่าปกติในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว ความรุนแรงของโรคมักขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของแต่ละคนในผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ เช่น ผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง เช่น โรคไต เบาหวาน และโรคมะเร็ง หากพบการติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดพบอาการแทรกซ้อน เช่น ติดเชื้อไซนัส หรือหลอดลมอักเสบ ปอดอักเสบ บางรายมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
    ฉะนั้นการเฝ้าระวังและแยกความแตกต่างระหว่างไข้หวัดใหญ่กับไวรัสชนิดอื่นๆ เป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม ก่อนที่สถานการณ์จะบานปลาย ทั้งนี้ อาการที่เรียกว่า “ไข้หวัดใหญ่” ในผู้สูงอายุสามารถสังเกตได้ คือ ภาวะซึม ทานข้าวไม่ได้ สับสน เพิ่มเติมจากอาการไข้หวัดใหญ่ปกติ เช่น มีไข้สูง ปวดเมื่อยตามตัว ไอแห้ง เจ็บคอ และมีน้ำมูก อีกทั้งอาการป่วยด้วยโรคไข้หวัดใหญ่ในผู้สูงอายุมักมีความรุนแรงมากกว่าคนปกติ และอาจพบอาการแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต
    ศูนย์เวชศาสตร์อายุรวัฒน์ โรงพยาบาลกรุงเทพ ระบุว่า ไข้หวัดใหญ่สามารถหายเองได้หากดูแลตัวเอง พักผ่อนให้เพียงพอ แต่ถ้าเริ่มมีอาการไข้สูง หายใจเหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก คลื่นไส้ อาเจียน ทานอาหารไม่ได้ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย โดยนำตัวอย่างของเหลวจากจมูกหรือลำคอของคนไข้ไปตรวจหาชนิดของเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่และรักษาโดยเร่งด่วนในผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว การปล่อยให้เชื้อไข้หวัดใหญ่อยู่ในร่างกายเป็นเวลานาน สามารถเพิ่มความเสี่ยงเกิดโรคแทรกซ้อน อีกทั้งเพิ่มระดับความรุนแรงของโรคให้มากขึ้น
    สำหรับวิธีการรักษาไข้หวัดใหญ่ที่ได้ผล คนไข้ควรได้รับยาต้านไวรัสภายใน 48 ชั่วโมงหลังจากมีอาการไข้ ซึ่งจะช่วยลดความรุนแรงของโรค นอกเหนือจากนั้นจะเป็นการรักษาตามอาการ เช่น ทานยาแก้ไข้ ยาแก้ไอ และพักผ่อนให้เพียงพอ เป็นต้น


    โรคไข้หวัดใหญ่สามารถป้องกันได้ด้วยการฉีดวัคซีนเป็นประจำทุกปี เพราะในแต่ละปีเชื้อโรคมีการเปลี่ยนแปลง และพบการกลายพันธุ์ ทำให้เกิดเชื้อตัวใหม่ที่มีความรุนแรงเพิ่มขึ้นกว่าเดิม ซึ่งในแต่ละปีวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้ถูกปรับเปลี่ยนให้เหมาะสมกับเชื้อที่ระบาดในช่วงเวลานั้น โดยหลักแล้วจะครอบคลุม 3 สายพันธุ์ของไข้หวัดใหญ่ที่พบ
    คนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปควรฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีละครั้ง เพื่อป้องกันการเกิดโรค นอกจากนี้วัคซีนยังช่วยลดความรุนแรงของโรคและโอกาสในการเกิดโรคแทรกช้อนหากเป็น ขณะเดียวกัน คนที่อายุต่ำกว่า 50 ปี แต่มีโรคประจำตัว หรือโรคเรื้อรัง เช่น โรคปอด โรคหัวใจ กลุ่มนี้ควรได้รับวัคซีนเป็นประจำทุกปีเช่นกัน รวมไปถึงผู้ที่ดูแลหรืออยู่ใกล้ชิดกับผู้ป่วยโรคเรื้อรัง
    วัคซีนไข้หวัดใหญ่ไม่มีผลกระทบต่อสุขภาพ นอกจากอาการบวมแดงเล็กน้อยในบริเวณที่ฉีด ส่วนอาการไข้หลังฉีดวัคซีนที่หลายคนกังวลนั้น พบได้ “น้อยมาก” เนื่องจากวัคซีนช่วยในเรื่องการป้องกัน อย่างไรก็ตาม วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันโรคหวัดได้ 100% ในกรณีที่ได้รับเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใกล้เคียง แต่จะช่วยบรรเทาอาการของโรคไม่ให้เป็นอันตรายถึงชีวิต หรือช่วยป้องกันอาการแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นตามมาได้.

 

ยาดม..ของคู่กายผู้สูงวัย ใช้ง่ายแต่มีข้อควรระวัง


 

 

        ยาดม คือ ยาน้ำสำหรับสูดดมบรรเทาอาการคัดจมูก เวียนหัว เป็นลม หรือทารักษาอาการคัน บวม แดงจากแมลงกัดต่อย ซึ่งมี 2 ชนิด ได้แก่ ยาน้ำแอมโมเนีย และยาน้ำที่มีส่วนผสมของน้ำมันหอมระเหยหลายชนิด เช่น การบูร เมนทอล เมทิลซาลิซีเลต เป็นต้น

                อย่างไรก็ตาม หลายคนใช้ยาดมสารพัดประโยชน์แบบไม่ถูกวิธี แทนที่จะช่วยก็อาจจะกลายเป็นโทษได้ ดังนั้นการเรียนรู้เกี่ยวกับยาดมแบบง่ายๆ ก็ไม่ควรมองข้าม เริ่มจากการเก็บยาดม ห้ามเก็บหรือทิ้งบรรจุภัณฑ์ยาน้ำแอมโมเนียใกล้แหล่งกำเนิดความร้อนหรือประกายไฟ เพราะยาอาจติดไฟได้

                ห้ามใช้ยาดมติดต่อกันเป็นเวลานาน และไม่ควรสูดดมยาที่ผสมเมทิลซาลิซีเลต เพราะอาจทำให้ระบบทางเดินหายใจเกิดการระคายเคืองได้ ห้ามทายาดมบริเวณผิวหนังที่บอบบางหรือมีแผลเปิด และห้ามให้ยาเข้าตา เพราะอาจทำให้ตาระคายเคืองหรือแสบร้อนได้ หากยาสัมผัสกับผิวหนังบริเวณดังกล่าวหรือยาเข้าตา ให้ผู้ป่วยล้างบริเวณนั้นด้วยน้ำสะอาดอย่างน้อย 20 นาที โดยห้ามถูหรือทาขี้ผึ้ง แล้วรีบไปพบแพทย์ทันที

                ห้ามรับประทานยาดม หากกลืนยาโดยอุบัติเหตุให้ดื่มน้ำมากๆ แล้วรีบไปพบแพทย์ทันที ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาดม ไม่ควรใช้ยาดมในเด็กอายุต่ำกว่า 6 ปี หรือต้องใช้ยาภายใต้การดูแลของแพทย์หรือเภสัชกรเท่านั้น ผู้ที่กำลังใช้ยารักษาโรคประจำตัวอื่นๆ ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรก่อนใช้ยาดม

                ห้ามใช้ยาดมหากแพ้น้ำมันหอมระเหยหรือแอมโมเนีย หากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ป่วยโรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด หลอดลมอักเสบ ถุงลมโป่งพอง โรคตา โรคหลอดเลือดสมอง และโรคหัวใจ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาดม

                ผู้ที่หน้ามืดหรือหมดสติบ่อยๆ โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคหัวใจ ต้องไปพบแพทย์เพื่อเข้ารับการตรวจหาสาเหตุของการหมดสติ ผู้ป่วยควรปรึกษาแพทย์หากอาการเจ็บป่วยไม่ทุเลาลงหรือมีอาการผิดปกติอื่นๆ เกิดขึ้นหลังจากใช้ยาดม ผู้ป่วยอาจติดการสูดยาดมเป็นนิสัยได้หากใช้อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน เพราะส่วนผสมบางชนิด โดยเฉพาะการบูรและเมนทอลอาจมีผลต่อระบบประสาท       

                สำหรับปริมาณการใช้ยาดมนั้น มีการระบุว่า ใช้สำลีชุบยาเล็กน้อยแล้วสูดดม หรือสูดดมยาจากบรรจุภัณฑ์โดยตรง เพื่อบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก เวียนหัว ใช้สูดดมช้าๆ เพื่อรักษาอาการหน้ามืดจนกว่าผู้ป่วยจะรู้สึกดีขึ้น หรือใช้สำลีชุบยาน้ำแอมโมเนียเพื่อให้ผู้ป่วยที่เป็น ลมสูดดมช้าๆ จนกว่าจะรู้สึกตัว โดยถือสำลีให้ห่างจากจมูกของผู้ป่วยประมาณ 4 นิ้ว ใช้ทาบางๆ บริเวณผิวหนัง เพื่อรักษาอาการคัน บวม แดงจากแมลงกัดต่อยหรือการสัมผัสพืชบางชนิด

                ส่วนการสูดดมยาดมนั้น ให้ใช้สำลีหรือผ้าเช็ดหน้าชุบยาน้ำผสมน้ำมันหอมระเหยที่อยู่ในแท่งยาดมแล้วสูดดม หรือสูดดมยาจากบรรจุภัณฑ์โดยตรง โดยถือยาให้ห่างจากจมูกเล็กน้อย หากต้องการสูดดมยาอย่างต่อเนื่อง ให้ทายาน้ำผสมน้ำมันหอมระเหยปริมาณเล็กน้อยบริเวณจมูก ลำคอ และหน้าอก แต่ไม่ควรทายาในปริมาณมาก หรือสอดแท่งยาดมในรูจมูกเพื่อสูดดมตลอดทั้งวัน เพราะอาจทำให้เยื่อบุโพรงจมูกระคายเคืองได้ ควรเช็ดบรรจุภัณฑ์ให้สะอาดและปิดฝาให้มิดชิด ไม่ควรใช้ยาดมของผู้อื่น เพราะอาจเสี่ยงติดเชื้อบางชนิดได้

                ยาดมอาจทำให้ระบบทางเดินหายใจเกิดการระคายเคืองได้ โดยเฉพาะหากผู้ป่วยใช้ผิดวิธี และผู้ที่สูดดมยาน้ำแอมโมเนียอาจไอหรือน้ำตาไหลเล็กน้อยได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ป่วยต้องไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการข้างเคียงที่รุนแรง เช่น เวียนหัว ปวดหัว ปวดตา มองไม่ชัด อาเจียน ท้องเสีย รวมทั้งมีอาการแพ้ เช่น มีผื่นคัน และมีอาการบวมบริเวณใบหน้าหรือลำคอ หายใจลำบาก เป็นต้น. 

ดื่มชาเขียว...ช่วยชีวิตยืนยาว


 

    จากการศึกษาในประเทศจีนล่าสุดพบว่า การดื่มชาอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์จะช่วยทำให้มีชีวิตที่ยืนยาวและมีสุขภาพที่ดีขึ้น
    ทั้งนี้ การวิจัยดังกล่าวเกิดขึ้นโดยนักวิจัยจากวิทยาลัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ของจีน ซึ่งได้ศึกษาดูผู้สูงวัยชาวจีน จำนวน 100,902 คนที่ไม่มีประวัติเกี่ยวกับอาการหัวใจวาย โรคหลอดเลือดสมอง หรือมะเร็ง และจำแนกพวกเขาออกเป็น 2 กลุ่ม ตามนิสัยการดื่มชาของพวกเขา ทั้งผู้ที่ดื่มชา 3 ครั้งขึ้นไปต่อสัปดาห์ และผู้ที่อยู่ในกลุ่มผู้ดื่มชาที่ไม่เคยดื่มชา หรือดื่มน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์ โดยเฝ้าติดตามผลนานประมาณ 7 ปี 
    สอดคล้องกับผลวิจัยที่ตีพิมพ์ลงวารสารป้องกันโรคหัวใจในยุโรป ชี้ให้เห็นว่า ผู้ที่อยู่ในกลุ่มของการบริโภคชามักจะมีความสุขกับการมีสุขภาพที่ดี และมีอายุขัยที่ยืนยาวมากยิ่งขึ้น โดยนักวิจัยได้ประเมินว่า สำหรับคนวัย 50 ที่ดื่มชาเป็นนิสัย และเป็นกลุ่มเสี่ยงที่น่าจะเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ และโรคหลอดเลือดสมอง ผลปรากฏว่าการดื่มชาอยู่สม่ำเสมอ ทำให้ชะลอระยะเวลาในการเกิดโรคทั้ง 2 ชนิดดังกล่าวลงได้คิดเป็น 1.41 ปี แต่ทั้งนี้ ถ้าเปรียบเทียบกับผู้ที่ดื่มชาเป็นประจำกับผู้ที่ดื่มชาน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์นั้น พบว่าผู้ที่ดื่มชาเป็นประจำนั้น จะทำให้มีอายุที่ยืนยาวขึ้นประมาณ 1.26 ปี 
    ที่น่าสนใจนั้น ผู้ที่ดื่มชาเป็นวิสัยซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง ผลปรากฏว่าจะช่วยลดความเสี่ยง ต่อการเป็นโรคหัวใจลงร้อยละ 20 และลดโรคหลอดเลือดสมองลงได้ร้อยละ 22 อีกทั้งลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากสาเหตุทั้ง 2 ชนิดลงร้อยละ 15 เมื่อเทียบกับผู้ที่ไม่ดื่มชาเลย
    ทั้งนี้ ทีมวิจัยยังพบว่าหากคุณเปลี่ยนพฤติกรรมการดื่มชาจะทำให้เกิดความเสี่ยงของโรคทั้ง 2 ชนิด และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้เช่นเดียวกัน จากการประเมินผู้เข้าร่วมการวิจัยจำนวน 14,081 คน เพื่อให้เห็นถึงจุดแตกต่างของผู้ที่ยังดื่มชา และผู้ที่เลิกดื่มเครื่องดื่มดังกล่าว พบว่า “สำหรับคนที่ยังคงดื่มเครื่องดื่มกาเฟอีนดังกล่าวจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและโรคหลอดเลือดสมองคิดเป็นร้อยละ 39 และยังป้องกันการเกิดโรคทั้ง 2 ชนิด อีกทั้งลดการเสียชีวิตได้ร้อยละ 56 ถ้าเทียบกับผู้ที่ไม่เคยดื่มชาเลย”
    ด้าน “ดร.ทงเฟิง ชู” กล่าวว่า “สำหรับผลของการป้องกันโรคจากการดื่มชานั้นโดดเด่นที่สุดนั้น คือกลุ่มของผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มดังกล่าวเป็นประจำสม่ำเสมอ และกลไกการออกฤทธิ์ทางชีวภาพของสารโพลีฟีนอลในชานั้นจะไม่สามารถเก็บไว้ในร่างกายได้ในระยะเวลาที่ยาวนาน ดังนั้นการดื่มชาอย่างสม่ำเสมอติดต่อกันเป็นระยะเวลาที่ยาวนานจะทำให้เกิดผลดีต่อการรักษาโรคหัวใจ”
    สอดคล้องกับการวิจัยก่อนหน้านี้ที่ได้ระบุว่า การดื่มชาเขียวยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ ร้อยละ 25 รวมถึงสาเหตุของการเสียชีวิตจากโรคที่กล่าวมา
    ขณะที่ “ดร.ทงเฟิง ชู” ได้ระบุเพิ่มเติมว่า “สำหรับคนเอเชียตะวันออกนั้นชอบขาเขียวมากเป็นพิเศษ ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 49% ในขณะที่ชาดำมีคนชื่นชอบเพียงร้อยละ 8 เท่านั้น ที่สำคัญในชาเขียวยังมีสารโพลีฟีนอลที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคหลอดเลือด และปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคความดันโลหิตสูง ในทางกลับกัน การดื่มชาดำก็มักจะทำปฏิกิริยากับโพลีฟีนอลในชา (ทำหน้าที่ต้านอนุมูลอิสระป้องกันโรคมะเร็ง และการเกิดโรคต่างๆ) ซึ่งจะทำให้ฤทธิ์การต่อต้านอนุมูลอิสระทำงานได้ไม่ดี รวมถึงการบริโภคชาดำทั่วไปมักจะต้องเสิร์ฟคู่กับนม ซึ่งอาจส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาวได้”. 

 

ถอดบทเรียน”ธรรมยาใจ” บำบัดคนติดสุราในชุมชน


 

แน่นอนแล้วว่า การบำบัดดูแลผู้คนติดเหล้านอกระบบสุขภาพโดยใช้กระบวนการเชิงพุทธขับเคลื่อนโดยพระสงฆ์ผู้นำชุมชนและบุคลากรสุขภาพ นัดมาปฏิบัติธรรมและบำเพ็ญประโยชน์กันในวัดไปเยี่ยมเยือนที่บ้าน ไม่ใช่ในโรงพยาบาลหรือโรงพยาบาลจิตเวชประสบผลสำเร็จทำให้เซียนเหล้าที่ร่วมโครงการสามารถเลิกดื่มได้ในหลายพื้นที่ เหตุนี้สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ร่วมกับภาคีเครือข่ายถอดบทเรียนเจ๋งๆของการดำเนินงานในพื้นที่ผ่านรูปแบบ“สามเหลื่อมชุมชนขยับขับเคลื่อนงานลดเลิกสุรา” ในพื้นที่ชุมชนต้นแบบต.ปอพานอ.นาเชือกจ.มหาสารคามภายใต้โครงการขับเคลื่อนการบำบัดดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุราโดยกระบวนการเชิงพุทธรวมถึงกิจกรรมให้กำลังใจผู้ที่กำลังเผชิญปัญหาการติดสุราที่เดอะฮอล์กรุงเทพฯเมื่อวันก่อน

 

 

 

รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก(สสส.) กล่าวว่าไทยมีผู้ที่ติดสุราจำนวน2.7 ล้านคน มีเพียง168,729 คนที่เข้าถึงระบบสุขภาพหรือ6% เท่านั้นแสดงถึงช่องว่างการเข้าถึงบริการสูงมาก ทั้งยังพบว่าหลายคนที่มีปัญหาการดื่มสุราไม่อยากเขาสถานบำบัดเพราะมีชีวิตและหน้าที่การงานโครงการนี้ของสสส. เกิดขึ้นปี2562 เพื่อให้ผู้มีปัญหาการดื่มสุราในชุมชนมีทางเลือกในการลดละเลิกพฤติกรรมดื่มเน้นขับเคลื่อนการบำบัดดูแลผู้มีปัญหาดื่มสุราโดยกระบวนการเชิงพุทธและเพื่อศึกษากลไกการบูรณาการรูปแบบการบำบัดดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา โดยกระบวนการเชิงพุทธสู่การบำบัดดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุราในระบบสุขภาพและนอกระบบสุขภาพจะไม่ทิ้งองค์ความรู้ด้านสุขภาพเพราะไม่สามารถหักดิบได้ในกรณีเป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง

สำหรับการทำงานนำร่องใน25 ชุมชน25 วัดในภาคเหนือและภาคอีสาน รุ่งอรุณบอกว่าค้นพบผู้มีปัญหาจากการดื่มสุรา411 คนสมัครใจเข้าร่วมโครงการ298 คน เมื่อผ่านกระบวนการต่างๆสามารถเลิกดื่มได้53 คนหรือร้อยละ17.8 และลดระดับการดื่ม227 คนหรือร้อยละ76.2 นับเป็นความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมชัดเจนจากการทำงานที่จริงจัง โดยมีสามแกนหลักสำคัญประกอบด้วยพระสงฆ์ผู้นำศาสนา ,บุคลากรทางสุขภาพในพื้นที่รพ.สต. และอสม., ผู้นำชุมชนและชาวบ้านในพื้นที่ ทั้งสามฝ่ายวางเป้าหมายร่วมกันที่ตัวผู้ดื่มซึ่งมีปัญหา ให้เกิดการปรับเปลี่ยนทั้งภายนอกและภายใน จนลดละ และเลิกได้ในที่สุด

“ หลังจากดำเนินโครงการชุมชนเป็นกำลังสำคัญดึงคนที่มีปัญหาสุรากลับมาเป็นคนใหม่กลายเป็นผู้นำต้นแบบเลิกเหล้าขึ้นเป็นวิทยากรให้กำลังใจนำมาสู่การขยายผลในปีที่สองทำงานร่วมกับชุมชนอื่นที่มีปัญหาที่สนใจ จะขยายพื้นที่ต่อเนื่อง แนวทางนี้จะช่วยเหลือผู้มีปัญหาสุราโดยสมัครเดินเข้าหาชุมชนส่วนการเข้ารับบริการของระบบสุขภาพเป็นรองลงมาสำหรับคนติดหนักจริงๆ เวทีนี้ถอดบทเรียนพร้อมวางแผนก้าวต่อไปสสส. พร้อมสนับสนุนการทำงานของเครือข่ายพระคณะทำงานด้านสุขภาพแกนนำชุมชนผู้ที่กำลังก้าวผ่านปัญหาสุราเกิดรูปธรรมการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน นี่เป็นเพียงจุดเริ่มจุดเล็กๆแต่เข้มแข็ง เราเชื่อมั่นว่าทุกคนสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองในทางที่ดีกว่าได้ด้วยการเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” รุ่งอรุณกล่าว

ภาพรวมการดำเนินงานที่สำคัญ รักชนกจินดาคำ ผู้รับผิดชอบโครงการกล่าวว่า ในชุมชนเกิดกลไหคณะทำงาน3 ฝ่ายที่เข้มแข็งมีทักษะดูแลผู้มีปัญหาดื่มสุราและสามารถเคลื่อนงานให้เกิดใน2 ภูมิภาคจำนวน25 พื้นที่ได้แก่ภาคเหนือ10 วัดใน6 จังหวัด8 อำเภอภาคอีสาน15 วัดใน7 จังหวัด12 อำเภอนำทักษะความรู้ไปดำเนินการค่ายธรรมยาใจ7 วัน6 คืนติดตาม3 เดือน6 เดือนปัจจุบันมี13 พื้นที่สามารถเป็นแหล่งเรียนรู้ของโครงการสำหรับนวัตกรรมเชิงกระบวนการมีการติดตามกลุ่มเป้าหมายหลายรูปแบบเช่นรพ.สต.บูรณาการเข้ากับคลนิกความดันเบาหวานผู้นำชุมชนอสม. ลงเยี่ยมบ้านส่วนพระจะนัดมาปฏิบัติธรรมวันพระคุณค่าของงานผู้มีปัญหาสุราจากโดนดูถูกเป็นคนขี้เหล้า โดนเมินเฉยก็ภาคภูมิใจได้ร่วมกิจกรรมที่วัดมีคุณค่าช่วยทำความสะอาดวัดติดตามพระบิณฑบาต เป็นพื้นที่ของโอกาสได้ห่างไกลสภาพแวดล้อมเดิมได้สงบอยู่กับตนเอง

พลังการเปลี่ยนแปลงเห็นชัดเจนผ่านพื้นที่ดำเนินต้นแบบต.ปอพานอ.นาเชือกจ.มหาสารคามดวงใจ สอนเสนาพยาบาลปฏิบัติการบุคลากรสุขภาพจากรพ.สต.ปอพาน กล่าวว่าก่อนหน้านี้ชุมชนมีการจัดกิจกรรมรณรงค์ประชาคมงดเหล้าอยู่แล้วเนื่องจากในพื้นที่มีปัญหาการดื่มสุราส่งผลเสียชัดเจนไม่เพียงเรื่องสุขภาพอุบัติเหตุเมาแล้วขับความรุนแรงในครอบครัวยังมีเรื่องหนี้สินจากการวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายการดื่มสุรา เฉลี่ย1.3 แสนบาทต่อคนเห็นภาพชัดเจนสุราก่อปัญหา เมื่อมีโครงการฯเข้ามาปี62 ก็ร่วมอบรมหลักสูตรดังกล่าว ทำให้รู้ว่าคนติดสุราสามารถเลิกได้เองไม่จำเป็นต้องบำบัดขอแค่เข้มแข็งอดทนเอาชนะใจตัวเองให้ได้เพราะโปรแกรมธรรมยาใจในวัดใช้หลักธรรมไม่ใช้ยาปฏิชีวนะโครงการนี้สำเร็จมีจุดแข็งเพราะชุมชนผู้นำพระสงฆ์มีส่วนร่วมอย่างแข็งขัน ลดละเลิกการดื่ม หากทุกคนร่วมแรงร่วมใจช่วยกันสร้างการมีส่วนร่วมเอาชนะภัยน้ำเมา เริ่มจาก1 คนแล้วต่อยอด

ด้านพระอธิการสุชาติ เดชดี เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัยปอพาน จ.มหาสารคามกล่าวว่าคนในชุมชนดื่มเหล้าหนักมากหลายคนติดเหล้าและไม่มีคนช่วยทางวัดร่วมโครงการขับเคลื่อนการบำบัดดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุราโดยใช้กระบวนการทางพุทธศาสนาสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงเริ่มจากอสม.คัดกรองมีผู้ที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการทั้งหมด 12 คนนุ่งขาวห่มขาวปฏิบัติธรรมในวัด 7 วันมีกิจกรรมให้ทำอาทิสวดมนต์ไหว้พระเดินบิณฑบาตตอนเช้าอบรมฟังธรรมทำจิตใจให้ว่าง ให้ธรรมะ รู้คิด รู้ทำ รวมถึงถ่ายทอดประสบการณ์ร่วมหาแนวทางลดละเลิกซึ่งเลิกเหล้าได้5 รายส่วนอีก 7 รายลดการดื่มได้ แม้จบค่ายก็มาวัดทุกวัน เพราะใจเขาอยู่ที่วัด ไม่คิดเรื่องเหล้า การใช้วิถีพุทธเป็นแนวทางปรับเปลี่ยนพฤติกรรมครอบครัวให้กำลังใจชุมชนวัดได้ใกล้ชิดกันมากขึ้นจากนี้วัดจะขยายผลส่งต่อไปยังชุมชนอื่นให้ครอบคลุมทั้งตำบลเพื่อช่วยสร้างภูมิคุ้มกันปกป้องคนในชุมชนไม่ให้ตกเป็นทาสสุรา

 อดีตเซียนเหล้ายืนยันธรรมะยาใจบำบัดได้ อะรันเปรมปรี อายุ50 ปีกล่าวว่า ใช้ชีวิตในวงเหล้าตั้งแต่อายุ17 ปีมาทำงานที่กรุงเทพฯเป็นเด็กชงเหล้าที่เหลือจากแก้วก็นำมาดื่มเองพอแต่งงานย้ายไปอยู่กินกับภรรยาที่บุรีรัมย์มีลูก2คนในหมู่บ้านเป็นชาวเขมรนิยมดื่มเหล้าขาวทุกคนในครอบครัวดื่มวันละ1ขวดใหญ่ต่อคนแต่ถ้ามีงานเลี้ยงจะดื่มมากกว่านั้นทำอาชีพกรีดยางพาราช่วงกรีดยางพกมาดื่มเลิกงานก็ดื่มใช้ชีวิตอยู่แบบนี้เกิดอุบัติเหตุจากเมา ถูกไล่ออกจากงานเพราะดื่มเหล้าครอบครัวลำบากที่นาเงินหมดไปลงขวดเหล้าปี2555 ภรรยาตาย ตนย้ายมาอยู่บ้านเกิดตำบลปอพานแต่งงานใหม่ก็ยังมีดื่มเหล้ามีหนี้สินมากขึ้น

จุดเปลี่ยนที่ร่วมโปรแกรมธรรมยาใจอะรันบอกว่า ด้วยปัญหาสุขภาพและครอบครัวร่วมโครงการ1-3 วันแรกหงุดหงิดมือสั่นคิดจะปีนกำแพงวัดหนีพระอาจารย์ก็สอนธรรมะสอนการใช้ชีวิตและเห็นเพื่อนที่มีปัญหาสุรายังอยู่เราต้องทำได้ก็เน้นปฏิบัติธรรมกำลังใจเริ่มมาทำให้รู้สึกมีคุณค่า เวลาออกบิณฑบาตตอนเช้ากับพระยิ่งรู้สึกดีมีคนยอมรับคนมาให้กำลังใจพอออกจากค่าย7 วันกลับมาบ้านก็ไม่กลับไปแตะเหล้าอีกเลย นั่งในวงเหล้าก็ยับยั้งใจได้รักภรรยาญาติทุกคนดีใจที่เราเลิกเหล้าได้สำเร็จชีวิตดีขึ้นปลดหนี้4 หมื่นได้แถมมีเงินเก็บ

แกนนำชุมชนมีส่วนสำคัญทิ้งท้ายที่อภิลักษณ์ภูวงค์กำนันตำบลปอพาน กล่าวว่าก่อนหน้านี้จัดงานบุญงานประเพณีปลอดเหล้าประสบความสำเร็จเมื่อได้รับชวนร่วมโครงการบำบัดผู้มีปัญหาสุราโดยใช้หลักธรรมก็ตอบรับและร่วมอบรมก่อนถ่ายทอดแนวคิดในพื้นที่นำคนติดสุราและกลุ่มเสี่ยงเข้ากระบวนการ พระอาจารย์ให้แนวทางให้ชวนชาวบ้านที่ปฏิบัติธรรมญาติครอบครัวมาร่วมโปรแกรมด้วย จะได้เป็นพลังให้คนติดสุราต่อสู้ หลักการใช้หลักป่าล้อมเมืองน้ำดีไล่น้ำเสีย มีพี่เลี้ยงเราเรียกว่าพ่อขาวแม่ขาวให้กำลังใจทำให้ผ่อนคลายคนติดสุราไม่ได้ออกไปเจอสภาพแวดล้อมที่มีปัจจัยเสี่ยงคนที่ชวนดื่มสุราก็เข้ามาไม่ถึง อีกทั้งฝึกอบรมสร้างอาชีพ ผลสำเร็จมีคนเลิกดื่มคนที่เคยดื่มยันสว่างพฤติกรรมเปลี่ยนไปดีขึ้นโครงการนี้แสดงว่าสังคมต้องช่วยเหลือเกื้อกูลกัน

 ..........................................................

16 มี.ค.2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน