*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3964
  • จำนวนผู้ชม : 2506821
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 24 มีนาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 314 , 18:36:08 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

24 มี.ค.63- พรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์ระบุว่าตามที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงว่าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เพื่อแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น พรรคก้าวไกลมีความเห็นดังต่อไปนี้

(1) การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ เป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ดี พรรคก้าวไกลขอย้ำว่า วิกฤตที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าก่อนหน้านี้กฎหมายปกติอ่อนแอหรือคณะรัฐมนตรีมีอำนาจน้อยเกินไป แต่หัวใจของปัญหาที่นำมาสู่วิกฤตเกิดจากการที่รัฐบาลขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การวางแผนอย่างไม่รอบคอบ ขาดการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขาดการเตรียมความพร้อมในการรับมืออย่างเพียงพอ รวมถึงความล้มเหลวในการเปิดเผยข้อเท็จจริงและการสื่อสารกับประชาชน ซึ่งปัญหาเหล่านี้แก้ไม่ได้ด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ

ฯลฯ

         คณะ'ก้าวไกล' ทำเท่ห์ออกแถลงการณ์เบ็ดเสร็จ ห้ามรัฐบาลออกพ.ร.ก.ฉุกเฉินที่มีอำนาจระทำได้เสียอีก ทำตัวได้น่าหมั่นไส้เต็ม

พิกัดจริงๆ แต่ก็ยอมรับว่าช่่างสรรหาแง่มุมต่างๆได้ดีแบบมิชอบเต็มที่จริงๆ แล้วยังดันทุรังใช้คำว่า 'พรคก้าวไกลงเสียอีกด้วย ซึ่งไม่

แน่ใจว่าใช้ได้หรือเปล่า

 

ที่สุด 'ในสถานการณ์' คิดบวก


 

             "ปิดกรุงเทพฯ"

                เจตนาให้คนอยู่บ้าน หวังสกัดโควิด โคจร

                แต่การณ์ตรงกันข้าม....

                มาตรการปิดกรุง กลายเป็นตัวผลักดันให้พี่น้องแรงงาน ไทย เขมร พม่า ลาว ทะลัก-ทลาย "ยังบ้าน-ยังเมือง"

                โควิด มีหวังถ้วนทั่วไทยและบ้านใกล้เรือนเคียงละตานี้!

                รัฐบาลเครียด........

                สาธารณสุขก็เครียด ถึงขั้น "นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์" รองปลัด สธ.เรียกสถานการณ์ช่วงนี้ น่ารักเชียว ว่า

                Golden Period

                จากช่วง Golden Period คือระยะนี้ คุณหมอให้สาธุชนอารยไทย "เลือกเอา" ว่า

                อยากให้ประเทศเราเป็นแบบ อิตาลี อิหร่าน ที่สนุกสนานมิดด้าม ขอร้องก็แล้ว ออกมาตรการก็แล้ว แต่ไม่สน

                ลงท้าย ฝังเท่าไหร่ๆ ก็ฝังไม่หมดซักที!

                หรืออยากเป็นแบบญี่ปุ่น, ไต้หวัน ที่ตัวเลขป่วยพุ่งเหมือนจรวด

                แต่ด้วยประชาชนมีวินัย ไม่แหกกฎ-แหกมาตรการรัฐ

                ที่พุ่งก็เบนหัวลงแนวราบ สู่สถานะ "เอาอยู่"!

                นี่.....

                พวกตามใจคือไทยแท้ ชอบแบบไหน เลือกเอาตามใจชอบเลยนะ

                ตอนนี้ ตัวเลขป่วยของเรา "หลักพัน" เป็นที่หวังได้อยู่แล้ว ณ วันที่ ๒๓ มี.ค.ก็ปาขึ้นไปถึง ๗๒๑  รายแล้ว

                ระดมโพสต์กระหน่ำเมนต์ด่ารัฐบาลตามออร์เดอร์ไปเรื่อยๆ เถอะ อีกซัก ๒-๓ เดือน ตายหลักแสน ป่วยหลักล้าน

                ได้สะใจควายส้ม-ควายแดงแน่!

                กลัวอย่างเดียว ที่ล้มนั้น มันจะพรึ่ดไปด้วยแดงอมส้ม, ส้มอมแดง นั่นละนา

                สำหรับผม ไม่ต้องการเป็นกูรู ที่ชอบทำนายล่วงหน้า ชอบมองตามเหตุปัจจัยในสถานการณ์จริงมากกว่า

                อย่างที่เครียดกันว่า โควิดจะระบาดหนัก จากแรงงานที่เป็น "ผึ้งแตกรัง" กระจายไปต่างจังหวัด

                ผมกลับไม่เครียด!

                เพราะไม่รู้จะเครียดทำไม กับสิ่งที่เป็นไปแล้ว มิสู้มองไปในมุมบวก จะไม่เกิดประโยชน์มากกว่าหรือ?

                มองบนสมมุติฐานว่า........

                พี่น้องจากชนบทเหล่านั้น "กาย-ใจ-สภาวะแวดล้อม" ได้ "สมดุลทางธรรมชาติ" มาแต่ดั้งเดิม

                และนั่น หล่อหลอมพวกเขา ให้แข็งแรง มีภูมิต้านทานพิเศษในตัว จึงสังเกตเห็นได้ว่า

                บรรดาไฮโซ-โลซก ตีนไม่เคยย่ำโคลน ไม่เคยเหยียบน้ำค้างยอดหญ้า เจอโควิด ป่วยกันคึ่กๆ

                แต่คนมาจากท้องไร่ ท้องนา ท้องสวน ชิงความเร็วกับเชื้อโรคแย่งกินของตกพื้น-ตกดิน โควิดขวิดเข้าซักกี่มากน้อย?

                เมื่อมองบวกอย่างนี้แล้ว ก็มองผ่านภาพคนเป็นหมื่นยัดทะนานกันที่สถานีรถ บขส. ผมไม่ระทึกเรื่องโควิด

                เพราะคนเหล่านั้นมีภูมิต้านเป็นปฐมอย่างหนึ่ง และอีกอย่าง เขาก็ชีวิต เราก็ชีวิต

                เมื่อเรารักชีวิต เขาก็รัก ไม่อยากติดโควิดเหมือนเรา ดังนั้น ก็สบายใจได้อีกเปลาะ เพราะส่วนใหญ่ เขาสวมหน้ากากอนามัยกัน!

                รัฐบาล โดย นายกฯ ประยุทธ์ รัฐมนตรีมหาดไทย "พลเอกอนุพงษ์" ครับ

                นี่แหละ Golden Period ของการทดสอบ "อำนาจบริหารท้องถิ่น" ตามหลักการกระจายอำนาจล่ะ

                ที่ผ่านมา อำนาจกระจายไปแล้วก็จริง

                แต่ที่เป็นจริง.........

                ไม่ใช่กระจายเพื่อให้ใช้อำนาจนั้น เกิดประสิทธิภาพทางบริหารและปกครอง เพื่อประสิทธิผลผู้คนในท้องถิ่น

                แต่มันเป็นว่า ที่กระจายไปนั้น ไปเป็นตัวแทนของอำนาจที่กระจุกอยู่ในศูนย์กลาง

                ดังนั้น.......

                สถานการณ์โควิดนี่แหละ ควรใช้เป็นบททดสอบศักยภาพจริงของการปกครองท้องถิ่น เหมือนฝึกความพร้อม "คอบราโกลด์" ประมาณนั้น

                คนหลายหมื่นกระจายลงท้องถิ่น แต่ละจังหวัด จะบริหารปัญหาตามมาตรการรัฐอย่างไร?

                แต่ละท้องที่ ใครมาบ้าง ใครป่วยบ้าง จะต้องกักตัว ๑๔ วันอย่างไรบ้าง และจะบริหารชีวิต อาชีพ การงาน ที่เรียกอนาคต ของเขาอย่างไร?

                มันเป็นการทดสอบภาวะผู้บริหารท้องถิ่น ชนิดที่ "หาโอกาสยาก" ที่จะมีเคสอย่างนี้ให้ทดสอบ

                ยิ่งตามชายแดน ทั้งด้าน เขมร พม่า ลาว ปิดกรุงเทพฯ ๒๒ วันปุ๊บ แห่กลับประเทศแน่นชายแดนปั๊บ นั้น

                ออกชายแดนไป ออกไปแบบ แข็งแรง-ไร้โควิด

                ก็ต้องระวัง.....

                ตอนกลับเข้ามา มีมาตรการอะไรคัดกรอง-รองรับ ว่าแรงงานต่างชาติ จะไม่กลับเข้ามาแบบ พกโควิดติดเข้ามาด้วย!

                ถึงบทรัฐมนตรีมหาดไทย "ต้องเข้ม" แล้ว

                และนี่ เป็นสัญญาณเตือนให้รู้ว่า ประเทศไทย จะเก่าๆ เดิมๆ ทางบริหารและปกครอง "รวมศูนย์"

                ประเทศไปไม่รอดแน่!

                การลอกคราบประเทศสู่ศตวรรษที่ ๒๑ จะให้สวย-หล่อ มันก็ต้องบริหาร-ปกครองแบบกระจายอำนาจนี่แหละ

                แต่ไม่ใช่กระจายแบบท้องถิ่นเป็นเมืองขึ้นอำนาจส่วนกลางทั้งในและนอกระบบการเมืองอย่างทุกวันนี้!

                สรุปว่า.......

                เราอย่าเพิ่งตีตนก่อนไข้ ว่าคนที่ถอยทัพกลับท้องถิ่นนำเชื้อไประบาด

                มองบวกไว้อย่างนี้ จะได้ไม่พะว้า-พะวัง ยิ่งมองต่อไปว่า การเฉลี่ยผู้คนที่ยัดเยียดอยู่ในกรุง กระจายออกไปบ้าง

                กรุงเทพฯ โล่งๆ ลดระดับเสี่ยงไปได้อีกเยอะ!

                โควิดน่ะ ยอมรับว่าน่ากลัว แต่อย่ากลัวจนล้นเกิน อะไรที่อยู่นอกเหนือการควบคุม ทั้งที่ป้องกัน-ระวังดีแล้ว

                จะติด มันก็ต้องติด

                ไม่ติด ยังไงๆ มันก็ไม่ติด!

                ผมคิดตามหลักว่า ในโลกนี้ ไม่มีอะไรบังเอิญ ทุกอย่าง ถูกกำหนดมาแต่เกิดแล้ว จะเป็นก็ต้องเป็น  จะตายก็ต้องตาย

                ยัง กัมมัง กะริสสันติ ใครทำกรรมอันใดไว้

                กัลยาณัง วา ปาปะกัง วา ดีก็ตาม ทรามก็ตาม

                ตัสสะ ทายาทา ภะวิสสันติ จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น

                นี่แหละ........

                ยึดตามหลักเหตุและผล จะช่วยให้คลายเครียด คลายวิตก ไม่โทษ ไม่ตีโพยตีพาย ตั้งสติ พิจารณาหาทางเยียวยา ป้องกัน แก้ไข ระวัง เพื่อทางข้างหน้าต่อไป

                ที่กระจายกันออกไป เขาก็มีเหตุปัจจัยชีวิตของเขา ดังนั้น อะไรเกิดกับตัวเขา นั่นก็เป็นสิ่งที่ถูกกำหนดไว้แล้วแต่แรก

                อย่างตอนนี้ มีคน "หาเหตุ" กับทหาร จะรับผิดชอบอย่างไร กับที่สนามมวยลุมพินี เป็นตัวเหตุให้โควิดแพร่กระจาย?

                มันไม่ใช่ อย่าพูดด้วยทัศนอคติเช่นนั้นเลย

                อย่างไวรัสตัวนี้ คนทั้งโลกเรียก "โควิด-๑๙" แต่สหรัฐฯ กลับพยายามเรียก "ไวรัสจีน"

                เชื้อไฟสุมประเทศ ตอนนี้ก็มากเหลือรับอยู่แล้ว

                แล้วเรื่องอะไรจะต้องสุมเชื้อเรื่องคนติดไวรัสจากไปดูมวยที่ลุมพินีมาเป็นประเด็นให้คนด่าทหาร-ด่ากองทัพอีก?

                แฟลชม็อบ ทำนักศึกษาติดเชื้อไป ๒ มหา'ลัย คนจากต่างประเทศ นำเข้ามาไม่รู้กี่สิบ

                คนกิน-คนเที่ยวผับ บาร์, คนทำงาน, คนเฝ้าไข้ และอีกต่างๆ สาเหตุ

                ก็ไม่มีใครตั้งใจ อยากให้ติด ให้แพร่ และโควิด มันมาจากไหนทุกคนก็ไม่รู้เหมือนๆ กัน

                แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว การชี้หน้าโทษใครเป็นการเฉพาะ ดูจะคับแคบมากไป

                สรุปแล้ว........

                มนุษย์ทั้งโลก "ก็เช่นนี้แหละ" เหมือนกันหมด เห็นแก่ตัว ดื้อรั้นด้วยมิจฉาทิฐิ ยึดประโยชน์ตัวเองเป็นที่ตั้ง เห็นได้ชัด เมื่อ "ภัยตาย" ใกล้ถึงตัว!

                จะต้องถึง "พ.ร.บ.สถานการณ์ฉุกเฉิน" หรือจะต้องถึง "พักใช้รัฐธรรมนูญ" บางมาตราหรือไม่?

                เมื่อพูดไม่ฟัง "สงบ-สามัคคี" กันซักขณะก็ยังไม่ได้ สิ่งไหน เป็นไปเพื่อการ "สงบระงับ"

                สิ่งนั้น "ใช่" ทั้งนั้น! 

อินไซด์ที่ประชุมครม.ใจถึงใจ ก่อน'บิ๊กตู่'ลั่นวาจา'วันนี้ผมขออำนาจครม.ประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน '


 

24 มี.ค.63-  ผู้สื่อข่าวรายงานจากทำเนียบรัฐบาลว่า ในที่ประชุมครม.ซึ่งประชุมวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ครั้งแรก เพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กล่าวช่วงแรกว่า วันนี้ไม่ได้อยู่ด้วยกันทั้งหมด แต่ใจถึงใจ เพราะครม.ทำงานร่วมกันมานาน 

จากนั้นเมื่อถึงช่วงท้ายการประชุม นายกฯได้กล่าวขึ้นว่า “วันนี้ผมก็ขออำนาจ ครม.เพื่อประกาศใช้พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะขณะนี้สถานการณ์มีความจำเป็น"

ต่อมานายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ กล่าวว่า เมื่อประกาศใช้ฉุกเฉินแล้วนายกฯจะมีอำนาจมากขึ้นในการประกาศหรือทำอะไร หรือแต่งตั้งเจ้าหน้าที่ ทหารตำรวจ อำนาจอยู่ที่นายกฯ ไม่จำเป็นต้องนำเข้าที่ประชุมครม.เพื่อขอมติ และไม่ใช่เป็นการปิดเมือง ปิดจังหวัด ปิดประเทศ เพราะคนไทยยังต้องเดินทางกลับมา โดยที่ประชุมทุกคนเห็นด้วย

นายกฯสอบถามที่ประชุมว่าใครมีอะไรจะพูดหรือไม่ โดยนายสาธิต ปิตุเตชะ รมช.สาธารณสุข กล่าวว่า อยากให้ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพียง 1 เดือนก่อน แม้อำนาจการประกาศจะมีถึง 3 เดือนก็ตาม โดยมาตรการเบื้องต้นในการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะพยายามหยุดการเคลื่อนย้ายของผู้คนให้อยู่กับบ้านให้มากที่สุด ทั้งข้าราชการ รัฐวิสาหกิจ เอกชน และประชาชน ควบคู่มาตรการทำงานเหลื่อมเวลา 

ส่วนมาตรการเปิด-ปิดสถานที่เสี่ยงยังคงเป็นไปตามประกาศของผู้ว่าฯกทม.และผู้ว่าฯแต่ละจังหวัด และยังคงผ่อนผันให้เปิดตลาดสด ซูเปอร์มาร์เก็ต  ร้านอาหาร และสถาบันการเงิน เป็นต้น ขณะที่การเดินทางของประชาชนนั้น จะมีเจ้าหน้าที่ตั้งด่านตรวจโดยเฉพาะรอยต่อของแต่ละจังหวัดอย่างเข้มข้น.

'ก้าวไกล'ออกแถลงการณ์ห้ามรัฐบาลใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินลิดรอนเสรีภาพการแสดงออกของประชาชน


 

24 มี.ค.63- พรรคก้าวไกล ออกแถลงการณ์ระบุว่าตามที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้แถลงว่าจะประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินตาม พ.ร.ก. การบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ในวันที่ 26 มีนาคมนี้ เพื่อแก้ไขสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 นั้น พรรคก้าวไกลมีความเห็นดังต่อไปนี้

(1) การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ เป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐบาลเพื่อรักษาความปลอดภัยของประชาชนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ดี พรรคก้าวไกลขอย้ำว่า วิกฤตที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะว่าก่อนหน้านี้กฎหมายปกติอ่อนแอหรือคณะรัฐมนตรีมีอำนาจน้อยเกินไป แต่หัวใจของปัญหาที่นำมาสู่วิกฤตเกิดจากการที่รัฐบาลขาดยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน ไร้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ การวางแผนอย่างไม่รอบคอบ ขาดการประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ขาดการเตรียมความพร้อมในการรับมืออย่างเพียงพอ รวมถึงความล้มเหลวในการเปิดเผยข้อเท็จจริงและการสื่อสารกับประชาชน ซึ่งปัญหาเหล่านี้แก้ไม่ได้ด้วย พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ

(2) พรรคก้าวไกลเห็นว่า รัฐบาลต้องใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ อย่างจำกัดและระมัดระวัง เพื่อมุ่งลดการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด-19 โดยจำกัดการพบปะกันของผู้คน ควบคุมการเดินทาง และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจ-สังคมต่อประชาชนที่ต้องกักตัวเองหรือได้รับผลกระทบจากมาตรการควบคุมการระบาดของโควิด-19

(3) พรรคก้าวไกลเห็นว่า รัฐบาลต้องไม่ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ เพื่อลิดรอนเสรีภาพของสื่อมวลชน เสรีภาพในการแสดงออกของประชาชน และละเมิดสิทธิในการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน เนื่องจากข้อมูลข่าวสารที่รอบด้านมีความสำคัญในช่วงเวลาวิกฤต เพื่อทำให้ประชาชนเท่าทันกับสถานการณ์ที่เป็นจริงและสามารถที่จะตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลได้

(4) เนื่องจาก พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ให้อำนาจรัฐบาลและพนักงานเจ้าหน้าที่ในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างกว้างขวาง เช่น อำนาจจับกุม ควบคุมตัว ตรวจค้น ตรวจสอบการสื่อสาร และกำหนดโทษร้ายแรง โดยข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตาม พ.ร.ก. นี้ไม่สามารถตรวจสอบได้โดยศาลปกครอง และพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม พ.ร.ก. นี้ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย ดังนั้น รัฐบาลต้องไม่ฉวยโอกาสใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ฉุกเฉินฯ ตามอำเภอใจ แต่ต้องใช้อำนาจอย่างได้สัดส่วนต่อการแก้ปัญหาการระบาดของไวรัสโควิด-19 เท่านั้น และต้องให้อำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่เฉพาะเท่าที่จำเป็น เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ใช้อำนาจโดยสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และสมควรแก่เหตุหรือไม่

เราจะฝ่าวิกฤตนี้ไปด้วยกัน.

ศาลยุติธรรม ออก 10 มาตรการเซฟตี้บุคลากร สนง.ศาลฯ จากโควิด-19 ใช้บังคับทันที


 

24 มี.ค.63- นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรมได้ออกหนังสือเวียน ถึงหัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรมด่วนที่สุด เรื่อง มาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงานกรณีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ว่า ตามที่ สำนักงานศาลยุติธรรมได้กำหนดมาตรการและแนวปฏิบัติในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่กระจายของการติดเชื้อและไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของบุคลากรรายอื่นๆ ของสำนักงานศาลยุติธรรมนั้น สำนักงานศาลยุติธรรมพิจารณาแล้วเห็นว่า เพื่อเป็นการสนับสนุนการเฝ้าระวังและป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส รวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตและการทำงาน สำหรับข้าราชการศาลยุติธรรมลูกจ้างและพนักงานราชการศาลยุติธรรมที่เหมาะสมกับสถานการณ์พิเศษ และไม่กระทบต่อภารกิจในการสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดีของศาล ในการอำนวยความยุติธรรมให้แก่ประชาชน จึงเห็นควรกำหนดมาตรการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน กรณีการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส ซึ่งคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรม (ก.บ.ศ.) ในการประชุมครั้งที่ 3/2563 เมื่อวันที่ 23 มี.ค. ได้มีมติรับทราบมาตรการดังกล่าวแล้ว ดังนี้

1.การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน หมายถึงการปฏิบัติงานของข้าราชการศาลยุติธรรม ลูกจ้าง และพนักงานราชการศาลยุติธรรม นอกสถานที่ทำงานตามปกติ เช่น ในพื้นที่ที่หน่วยงานจัดไว้เป็นสถานที่ทำงานร่วม หรือสถานที่พักของเจ้าหน้าที่ หรือสถานที่อื่นใดที่หน่วยงานเห็นว่าเหมาะสม

2.ผู้อำนวยการอาจมอบหมายการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงานแก่ข้าราชการศาลยุติธรรม ลูกจ้าง และพนักงานราชการศาลยุติธรรมในสังกัด เป็นรายวันหรือรายสัปดาห์ โดยกำหนดเป้าหมาย ผลผลิต ตัวชี้วัดการทำงาน ระบบวิธีการสื่อสาร ติดตามการประเมินความก้าวหน้า ตลอดจนการรายงานผลการทำงาน หรือเรื่องอื่นที่พิจารณาเห็นว่ามีความจำเป็นต้องกำหนดตามบริบทการทำงานของหน่วยงานตามความเหมาะสม สอดคล้องกับภารกิจในการสนับสนุนการพิจารณาพิพากษาคดี และงานที่เป็นความลับโดยไม่ให้เสียหายแก่งานราชการ

 3.ในการมอบหมายการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน ให้ผู้อำนวยการกำหนดจำนวนเจ้าหน้าที่ที่ต้องมาปฏิบัติงาน ที่สถานที่ตั้งของหน่วยงาน รวมถึงวิธีการสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปปฏิบัติราชการ ณ สถานที่ตั้งของหน่วยงานตามความเหมาะสม โดยไม่ให้เสียหายแก่ภารกิจราชการ

4.การลงเวลาปฏิบัติราชการสำหรับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน ให้บันทึกในหมายเหตุของบัญชีวันทำการในระบบว่า“ ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งวันที่ ... . "สำหรับผู้มาปฏิบัติงานตามปกติ ให้ลงเวลาผ่านระบบบันทึกเวลาการมาปฏิบัติราชการตามปกติ

5.การปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงานตามมาตรการนี้ ถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการ และผู้ปฏิบัติงานมีสิทธิได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าตอบแทนพิเศษ หรือเงินอื่นใดที่จ่ายเพื่อตอบแทนการปฏิบัติหน้าที่ราชการตามกฎหมาย

6.ในช่วงระหว่างการปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน ให้ผู้บังคับบัญชากับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานมีการติดต่อสื่อสารระหว่างกันโดยใช้เทคโนโลยีสนับสนุนในการทำงาน เช่น รายงานความก้าวหน้าของงานทุกวันผ่านทาง E-mail หรือทาง Application Line เป็นต้น ทั้งนี้ ให้ถือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานที่ต้องให้ผู้บังคับบัญชาสามารถติดต่อผ่านทางโทรศัพท์เคลื่อนที่ได้โดยเร็วตลอดช่วงเวลาที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน

7.กรณีมีเหตุจำเป็นหรืออาจเกิดความเสียหายแก่ภารกิจราชการ ผู้อำนวยการอาจเรียกให้ข้าราชการศาลยุติธรรมลูกจ้างและพนักงานราชการศาลยุติธรรมที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงาน กลับมาปฏิบัติงาน ณ สถานที่ตั้งของหน่วยงานก่อนครบกำหนดได้

8.กรณีข้าราชการศาลยุติธรรมลูกจ้างและพนักงานราชการศาลยุติธรรมที่ปฏิบัติงานนอกสถานที่ตั้งของหน่วยงานประสงค์จะลา เช่น ลาป่วย ลากิจ หรือลาพักผ่อน ให้เสนอใบลาผ่านผู้บังคับบัญชาตามลำดับชั้นด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์ เช่น ทาง E-mail หรือทาง Application Line เป็นต้น

 9.การไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้อำนวยการที่กำหนดตามมาตรการนี้ หรือการปกปิดข้อมูลอันมีเหตุอันควรสงสัยว่าตนมีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) โดยไม่แจ้งให้ผู้บังคับบัญชาทราบ ถือเป็นการกระทำความผิดวินัย ฐานขัดขืนหรือหลีกเลี่ยงไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา หรือปกปิดข้อความซึ่งควรต้องแจ้ง

10.มาตรการนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป จนกว่าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จะคลี่คลาย หรือสำนักงานศาลยุติธรรมเห็นควรกำหนดเป็นอย่างอื่น

นายสราวุธ ยังได้ออกประกาศด่วนที่สุด ถึงแนวทางปฏิบัติการลงเวลาปฏิบัติราชการในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) แก่หน่วยงานในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม ว่า ตามที่สำนักงานศาลยุติธรรมได้กำหนดแนวทางการลงเวลาการปฏิบัติราชการด้วยลายนิ้วมือ และโปรแกรมข้อมูลวันลาบุคลากรมาใช้ในการปฏิบัติราชการของสำนักงานศาลยุติธรรม แทนการจัดทำบัญชีลงเวลาปฏิบัติราชการของข้าราชการศาลยุติธรรม พนักงานราชการศาลยุติธรรม และลูกจ้าง ด้วยการลงลายมือชื่อ ตั้งแต่เดือน เม.ย.2556 เป็นต้นมานั้น เนื่องด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) มีแนวโน้มที่จะระบาดในวงกว้างขึ้น เพื่อเป็นการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคไม่ให้ขยายวงกว้าง และความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของบุคลากรในสังกัดสำนักงานศาลยุติธรรม และให้การปฏิบัติงานมีความยืดหยุ่นคล่องตัวมีประสิทธิภาพ สำนักงานศาลยุติธรรมจึงให้ผ่อนผันการลงเวลาการปฏิบัติราชการด้วยลายนิ้วมือในระบบฯ ช่วงที่มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ทั้งนี้ ให้ผู้อำนวยการทำหน้าที่กำกับดูแลและควบคุมตรวจสอบการลงเวลาปฏิบัติราชการและเวลาปฏิบัติราชการ ให้เป็นไปตามจำเป็นและเหมาะสม โดยให้มีการจัดทำหลักฐานไว้เพื่อให้ตรวจสอบได้ในภายหลังด้วย จึงเรียนมาเพื่อทราบและถือปฏิบัติต่อไป.

สภาฯเริ่มมาตรการทำงานที่บ้าน ใครหนีเที่ยวผิดวินัยร้ายแรง


 

24 มี.ค.63-นายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีการมอบนโยบายให้ข้าราชการสำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ทำงานที่บ้านในช่วงสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ว่า ข้าราชการของสำนักเลขาธิการสภาฯ มีทั้งหมด 2,200 คน โดยเบื้องต้นในสัปดาห์แรกจะให้ทำงานที่บ้าน 50 เปอร์เซ็นต์ และสัปดาห์ต่อมาจะเพิ่มเป็น 60 เปอร์เซ็นต์ โดยจะเริ่มมาตรการนี้ตั้งแต่วันที่ 25 มี.ค.-24 เม.ย. ซึ่งข้าราชการและเจ้าหน้าที่กลุ่มที่ไม่มีความจำเป็นต้องมาทำงานที่สภาฯ ให้ทำงานที่บ้าน โดยให้มีการลงชื่อเข้าทำงานผ่านแอพพลิเคชั่น ในแต่ละวัน ในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 07.30-08.30 น.และลงชื่อออกจากการทำงานผ่านแอพพลิเคชั่น ในเวลา 16.30 น. ส่วนใครจะออกนอกบ้านต้องมีการแจ้งข้อมูล ผ่านแอพพลิเคชั่นด้วย ทั้งนี้ ใครไม่ปฏิบัติตาม แอบหนีไปข้านอก โดยไม่แจ้งให้ทราบถือว่ามีความผิดทางวินัย อย่างไร

“การทำงานที่บ้านจะต้องมีประสิทธิผลเหมือนกับการทำงานที่สภาฯ โดยการทำงานที่บ้านจะถูกนำมาวัดผลในการทำงานของแต่ละคน เพื่อให้มีผลต่อการเลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่งด้วย นอกจากนั้นทางสำนักเลขาธิการสภาฯ ยังมีการเตรียมความพร้อมเรื่องการเตรียมสถานที่ให้ข้าราชการและเจ้าหน้าที่พักอาศัยอยู่ในสภาฯเลย หากมีการประกาศเคอร์ฟิว แล้วไม่สามารถกลับบ้านได้ทัน” เลขาธิการสภาฯ กล่าว

นายสรศักดิ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกลุ่มข้าราชการและเจ้าหน้าที่ที่ยังเป็นกลุ่มเสี่ยงได้สั่งให้มีการกักตัว เพื่อดูอาการอยู่ที่บ้าน 14 วัน ประกอบด้วย กลุ่มเจ้าหน้าที่ที่ทำงานอยู่ในแผนกบรรณารักษ์ จำนวน 6 คน และกลุ่มงานของนายศุภชัย โพธิ์สุ รองประธานสภาฯ คนที่ 2 ที่ขอกักตัวอยู่ที่บ้าน 14 วัน ซึ่งกลุ่มนี้มีทั้งหมด 12 คนก็ให้กักตัว 14 วัน อยู่ที่บ้านด้วย.

 

 

24 มีนาคม พ.ศ. 2563

หน้าหนึ่ง ไทยโพสต์

ทางสองแพร่งสู้โควิด สธ.ชี้ให้ผู้ติดเชื้อเพิ่มแล้วลดหรือพุ่งโด่งเหมือนยุโรป

สธ.แถลงผู้ตรวจติดเชื้อเพิ่มขึ้น 122 ราย ชี้เหตุช่วงนี้ตัวเลขพุ่งเพราะใช้ผลแล็บเดียว “หมอศุภกิจ” ชี้ไทยอยู่บนทางสองแพร่ง จะให้เลือกผู้ติดเชื้อค่อยๆ เพิ่มแล้วลดเหมือนชาติเอเชียหรือให้พุ่งโด่งเหมือน “ยุโรป-สหรัฐ” ระบุช่วงนี้เป็นโอกาสทองสกัดโควิด-19 หากอยู่บ้านหยุดเชื้อเพื่อชาติ “หมอมนูญ” เผยเชื้ออิตาลีจากสนามมวยรุนแรงจนทำให้ไทยอาการหนัก “นพ.ทวี” รับหนักสุดในรอบ 20 ปี “บิ๊กตู่” ย้ำพร้อมใช้มาตรการเด็ดขาดเมื่อถึงเวลา


ทุกจังหวัดทั่วไทย ตื่นป้องกันไวรัส!

ทุกจังหวัดทั่วประเทศตื่นตัวป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 "เชียงใหม่" สั่งทำประวัติทุกคนที่มาจาก กทม.และปริมณฑล "พระสงฆ์" จ.พิษณุโลกสวมหน้ากากออกรับบิณฑบาต พร้อมวัดอุณหภูมิญาติโยมมาทำบุญ "โคราช" บวงสรวงย่าโมขอพรให้คนไทยปลอดภัย "บุรีรัมย์" จัดลงทะเบียนไลน์ Buriram Healthy Passport "ปัตตานี" ทหารร่วมทำความสะอาดมัสยิดกลาง


แรงงานต่างด้าวทะลักกลับประเทศ

แรงงานต่างด้าวทะลักกลับประเทศหลังปิดด่านทั่วประเทศ ชาวลาวครึ่งหมื่นแห่ข้ามด่านมุกดาหาร แรงงานเขมร 500คนตกค้างนอนหน้าด่านอรัญฯ ก่อนผู้ว่าฯ สระแก้วผ่อนปรนให้ผ่านได้ เช่นเดียวกับที่แม่สอด อนุโลมอีก 1 วันให้คนเมียนมานับพันกลับบ้าน


การเมืองแห่เสนอเยียวยา หน่อยชงแจกหัวละ5พัน3ด.

พรรคการเมืองไอเดียกระฉูด เสนอแนวทางแก้ปัญหาความเสียหายจากการล็อกดาวน์ "กรณ์" จี้ใช้ข้อมูลประกันสังคมช่วยคนตกงาน จ่ายชดเชยค่าครองชีพ "เจ๊หน่อย" มาเป็นแพ็กเกจ แจกหัวละ 5 พันเป็นเวลา 3 เดือน พักชำระหนี้ SME 6 เดือน ยกเลิกภาษีน้ำมัน


กว่า50ปท.ล็อกดาวน์กักปชช.

ยอดสังเวยโควิด-19 ทั่วโลกพุ่งทะยานเกิน 15,000 คน ติดเชื้อแตะ 350,000 ราย อิตาลี-สเปนยังอ่วม มากกว่า 50 ประเทศและดินแดนใช้มาตรการล็อกดาวน์กักประชากรมากกว่า 1,000 ล้านคนทั้งโดยสมัครใจและเชิงบังคับ


นักลงทุนห่วงวิกฤติ หุ้นดิ่งหนัก102จุด หยุดซื้อขายรอบ3

ไวรัสโควิด-19 ฉุดหุ้นไทยดิ่งหนัก 102 จุด ประกาศเซอร์กิตเบรกเกอร์ครั้งที่ 3 ในรอบเดือนมีนาคม หลังนักลงทุนห่วงสถานการณ์แพร่เชื้อ ประเดิมครั้งแรกหลัง ตลท.ปรับเกณฑ์ใหม่ ยันทุกระบบทำงานได้ตามปกติ

 

 

หน้าหนึ่ง X-CITE

โควิดทำหวยเซ บอร์ดนัดชี้ขาด เลื่อนออกรางวัล

งวด1เม.ย.-ผู้ค้ารายย่อยครวญขายไม่ออกกลุ่มผู้ค้าสลากรายย่อยรวมทั้งผู้พิการ ยื่นหนังสือถึง รมว.คลังสั่งเลื่อนออกรางวัลลอตเตอรี่งวดประจำวันที่ 1 เม.ย.63 เหตุได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด-19 คนไม่ออกจากบ้านทำขายไม่ออก พร้อมขอให้ออกมาตรการเยียวยา บอร์ดนัดประชุมชี้ขาดพุธนี้


ดี้ชิงตัวทอม ขณะตร.คุม จะไปฝากขัง

สาวขี่ จยย.ชิงตัวทอมผู้เป็นแฟนหน้าโรงพักขณะตำรวจจะนำตัวไปศาลเพื่อฝากขังคดีชิงทอง


แนะระงับทำฟัน หวั่นติดไวรัส

อธิบดีกรมอนามัยเตือนอย่่าเพิ่งทำฟันในช่วงนี้ไม่ว่าขูดหินปูน อุดฟัน ทำฟันปลอม เพื่อป้องกันไวรัสโควิด-19 ที่อาจติดทางน้ำลาย


'เบนซ์ เรซซิ่ง'พาแม่ขึ้นศาลคดีฟ้องทนาย

“เบนซ์ เรซซิ่ง-มารดา” ขึ้นศาลนัดไต่สวนคดีฟ้องอดีตทนาย ข้อหาฟ้องเท็จ หลังแจ้งความอดีตทนายเบี้ยวเงินประกันตัว 3 ล้านมาข่มขู่ ย้ำไม่ผิดก็มาสู้กันในศาล


ตรวจเข้ม-จับร้านเหล้าเปิดขายไม่สนคำสั่ง

ตำรวจพร้อมออกตรวจจับสถานบริการ ร้านอาหาร ที่ฝ่าฝืนคำสั่งปิดชั่วคราวสกัดโควิด-19 นนทบุรีเริ่มเชือดไก่ จับร้าน "อีสานเมืองนนท์" ทองไม่รู้ร้อนเปิดให้ลูกค้านั่งดื่มกิน ชี้โทษทั้งจำทั้งปรับ

 ............................................................

24 มีนาคม 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน