*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 3964
  • จำนวนผู้ชม : 2506821
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 26 มีนาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 262 , 18:57:22 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

           คะแนนความศรัทธาในตัวนายกฯ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กำลังพุ่งขึ้นอย่างแรง สร้างความอุ่นใจให้คนไทยพอสมควร

และทำให้ถึงคำโบราณที่บอกเอาไว้ว่า "กรุงศรีอยุธยาไม่สิ้นคนดี" ซึ่งคงไม่ต้องบอก ว่าใครคือ "คนดีศรีอยุธยาคนนั้นในยามนี้

         อย่าว่าแต่ผู้ใหญ่เลยครับ หลานสาววัย 5 ขวบของนาย ไตรรงค์ สุวรรณคีรี ยังร้องไห้โฮๆเมื่อได้ยินใครมาว่าว่า "คุณตาตู่"ของเธอ

มีคลิปช่อง 22 นำเสนอเผยแพร่

  1422

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)

 


THA | ENG | 中文
Hotline 1422 1422
Call Center 1422 | สำหรับเจ้าหน้าที่


โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าหลัก

คำแนะนำสำหรับประชาชน

มาตรการ

สื่อความรู้

รายงานสถานการณ์

ข่าวเพื่อสื่อมวลชน

ติดต่อเรา

คลิกดูรายงาน covid19 ประจำวัน

คลิกดูรายงานสถานการณ์ โควิด-19

ประกาศสถานที่ที่พบผู้ป่วย

คลิกดูสถานการณ์แบบ Realtime


งดการเดินทางไปเขตติดโรคติดต่ออันตราย
หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่มีการระบาดต่อเนื่อง
หรือพื้นที่พบผู้ป่วยตามรายงานขององค์การอนามัยโลก
ประเด็นสำคัญ
• ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีการระบาดใหญ่ (Pandemic) ไปทั่วโลก (ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก, 11 มีนาคม 2563) ขอให้ประชาชน และผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้ความร่วมมือ และปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ เพื่อความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น รวมทั้งลดผลกระทบในด้านเศรษฐกิจและสังคม

• เอกสารหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการเดินทาง และต้องยื่นให้กับสายการบินก่อนการเช็คอินที่สนามบินต้นทาง ผู้มีสัญชาติไทย ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง (Fit to Fly) และหนังสือรับรองการเดินทางจากสถานเอกอัครราชทูต หรือหน่วยงานตามกำหนด ผู้ที่มีสัญชาติอื่น ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ออกให้ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง ยืนยันว่าไม่พบเชื้อ COVID-19 และมีประกันสุขภาพตามกำหนด อ่านเพิ่มเติม

• ผู้ที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตรายทุกคน เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ต้องกักกันตัวอยู่ในที่พำนัก เป็นเวลา 14 วัน ห้ามออกจากสถานที่เด็ดขาด อ่านเพิ่มเติม

• ผู้เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง หรือพื้นที่พบผู้ป่วยตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ต้องถูกคุมไว้สังเกตอาการ 14 วัน อ่านเพิ่มเติม

 

โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าหลัก

คำแนะนำสำหรับประชาชน

มาตรการ

สื่อความรู้

รายงานสถานการณ์

ข่าวเพื่อสื่อมวลชน

ติดต่อเรา

คลิกดูรายงาน covid19 ประจำวัน

คลิกดูรายงานสถานการณ์ โควิด-19

ประกาศสถานที่ที่พบผู้ป่วย

คลิกดูสถานการณ์แบบ Realtime


งดการเดินทางไปเขตติดโรคติดต่ออันตราย
หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่มีการระบาดต่อเนื่อง
หรือพื้นที่พบผู้ป่วยตามรายงานขององค์การอนามัยโลก
ประเด็นสำคัญ
• ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีการระบาดใหญ่ (Pandemic) ไปทั่วโลก (ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก, 11 มีนาคม 2563) ขอให้ประชาชน และผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้ความร่วมมือ และปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ เพื่อความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น รวมทั้งลดผลกระทบในด้านเศรษฐกิจและสังคม

• เอกสารหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการเดินทาง และต้องยื่นให้กับสายการบินก่อนการเช็คอินที่สนามบินต้นทาง ผู้มีสัญชาติไทย ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง (Fit to Fly) และหนังสือรับรองการเดินทางจากสถานเอกอัครราชทูต หรือหน่วยงานตามกำหนด ผู้ที่มีสัญชาติอื่น ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ออกให้ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง ยืนยันว่าไม่พบเชื้อ COVID-19 และมีประกันสุขภาพตามกำหนด อ่านเพิ่มเติม

• ผู้ที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตรายทุกคน เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ต้องกักกันตัวอยู่ในที่พำนัก เป็นเวลา 14 วัน ห้ามออกจากสถานที่เด็ดขาด อ่านเพิ่มเติม

• ผู้เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง หรือพื้นที่พบผู้ป่วยตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ต้องถูกคุมไว้สังเกตอาการ 14 วัน อ่านเพิ่มเติม


โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
หน้าหลัก

คำแนะนำสำหรับประชาชน

มาตรการ

สื่อความรู้

รายงานสถานการณ์

ข่าวเพื่อสื่อมวลชน

ติดต่อเรา

คลิกดูรายงาน covid19 ประจำวัน

คลิกดูรายงานสถานการณ์ โควิด-19

ประกาศสถานที่ที่พบผู้ป่วย

คลิกดูสถานการณ์แบบ Realtime


งดการเดินทางไปเขตติดโรคติดต่ออันตราย
หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่มีการระบาดต่อเนื่อง
หรือพื้นที่พบผู้ป่วยตามรายงานขององค์การอนามัยโลก
ประเด็นสำคัญ
• ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีการระบาดใหญ่ (Pandemic) ไปทั่วโลก (ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก, 11 มีนาคม 2563) ขอให้ประชาชน และผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้ความร่วมมือ และปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ เพื่อความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น รวมทั้งลดผลกระทบในด้านเศรษฐกิจและสังคม

• เอกสารหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการเดินทาง และต้องยื่นให้กับสายการบินก่อนการเช็คอินที่สนามบินต้นทาง ผู้มีสัญชาติไทย ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง (Fit to Fly) และหนังสือรับรองการเดินทางจากสถานเอกอัครราชทูต หรือหน่วยงานตามกำหนด ผู้ที่มีสัญชาติอื่น ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ออกให้ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง ยืนยันว่าไม่พบเชื้อ COVID-19 และมีประกันสุขภาพตามกำหนด อ่านเพิ่มเติม

• ผู้ที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตรายทุกคน เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ต้องกักกันตัวอยู่ในที่พำนัก เป็นเวลา 14 วัน ห้ามออกจากสถานที่เด็ดขาด อ่านเพิ่มเติม

• ผู้เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง หรือพื้นที่พบผู้ป่วยตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ต้องถูกคุมไว้สังเกตอาการ 14 วัน อ่านเพิ่มเติม

 








งดการเดินทางไปเขตติดโรคติดต่ออันตราย
หลีกเลี่ยงการเดินทางไปพื้นที่มีการระบาดต่อเนื่อง
หรือพื้นที่พบผู้ป่วยตามรายงานขององค์การอนามัยโลก
ประเด็นสำคัญ

• ขณะนี้เกิดการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ที่มีการระบาดใหญ่ (Pandemic) ไปทั่วโลก (ตามประกาศขององค์การอนามัยโลก, 11 มีนาคม 2563) ขอให้ประชาชน และผู้ที่จะเดินทางไปต่างประเทศติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด รวมทั้งให้ความร่วมมือ และปฏิบัติตามคำแนะนำต่างๆ เพื่อความปลอดภัยทั้งของตนเองและผู้อื่น รวมทั้งลดผลกระทบในด้านเศรษฐกิจและสังคม

• เอกสารหลักฐานที่จำเป็นต้องใช้ประกอบการเดินทาง และต้องยื่นให้กับสายการบินก่อนการเช็คอินที่สนามบินต้นทาง ผู้มีสัญชาติไทย ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ยืนยันว่าสุขภาพเหมาะสมต่อการเดินทาง (Fit to Fly) และหนังสือรับรองการเดินทางจากสถานเอกอัครราชทูต หรือหน่วยงานตามกำหนด ผู้ที่มีสัญชาติอื่น ต้องมีใบรับรองแพทย์ที่ออกให้ไม่เกิน 72 ชั่วโมงก่อนเดินทาง ยืนยันว่าไม่พบเชื้อ COVID-19 และมีประกันสุขภาพตามกำหนด  อ่านเพิ่มเติม

• ผู้ที่มาจากเขตติดโรคติดต่ออันตรายทุกคน เมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ต้องกักกันตัวอยู่ในที่พำนัก เป็นเวลา 14 วัน ห้ามออกจากสถานที่เด็ดขาด  อ่านเพิ่มเติม

• ผู้เดินทางมาจากพื้นที่ระบาดต่อเนื่อง หรือพื้นที่พบผู้ป่วยตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ต้องถูกคุมไว้สังเกตอาการ 14 วัน  อ่านเพิ่มเติม



2 / 5

    


 
 

 

                น่าเสียดาย..........

                บ่ายวาน (๒๕ มี.ค.๖๓) พระสงฆ์เจริญพระปริตร ขจัดปัดเป่าภัยพิบัติ ว่าด้วยโรคระบาด "โควิด-๑๙" ให้บ้านเมือง

หะแรก เข้าใจว่า

                สถานีโทรทัศน์แต่ละช่องจะถ่ายทอดสดให้ประชาชนได้ฟัง อย่างน้อยจะได้ยึดเสียงร่ายพระปริตรจากพระสงฆ์ เป็นที่ยึดเหนี่ยวทางใจกันบ้าง ยามว้าวุ่น

                แต่ปรากฏว่า มีเฉพาะสถานีโทรทัศน์แห่งประเทศไทย กรมประชาสัมพันธ์ หรือช่อง ๒ เท่านั้่น ที่ถ่ายทอด!

                ก็ไม่ได้บ่นว่า หรือตำหนิอะไรใคร

                เพราะการถ่ายหรือไม่ถ่าย  ไม่มีกฎกติกาอะไรบังคับ

                พระเจริญพระพุทธมนต์หรือพระปริตร เป็นเรื่องทางใจ นานาจิตตัง นั่นแหละ มีความสงบระงับเป็นเป้าหมาย

                ส่วนรายการประจำแต่ละสถานี มันเป็นเรื่องทางธุรกิจ นานอามิสคือสตางค์ ที่มีเรตติ้งและรายได้เป็นเป้าหมาย

                แต่ละช่องคงประเมินดีแล้ว......

                ระหว่างพระปริตรกับธุรกิจในยามนี้ อย่างไหนสำคัญกว่า เขาก็ใช้บทบาทสื่อสนองตอบไปทางนั้น

                ไม่มีอะไรมากกว่านี้ .....

                นอกจากคำ ๒ คำที่ว่า "เสียดาย"!

                พระปริตรกับพระพุทธมนต์ ต่างกันอย่างไร บางท่านอาจสงสัย?

                เท่าที่ผมอ่านจากหนังสือพุทธานุภาพที่ได้มาจากวัดสระเกศนานแล้ว บอกว่า

                พระพุทธมนต์กับพระปริตร เป็นพระพุทธพจน์ คือคำสั่งสอนของพระพุทธองค์เช่นเดียวกัน

                นำมาท่องบ่นสาธยายในรูปแบบบริกรรมภาวนาให้เกิดเป็นสมาธิ เรียก "พระพุทธมนต์"

                ภาวนาจนจิตเกิดสมาธิเป็นหนึ่ง จิตสมาธิ ย่อมมีอานุภาพต่างๆนานา

                จึงนิยมเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อต้านทานสิ่งไม่ดีทั้งหลาย       "พระพุทธมนต์" จึงเรียกว่า "พระปริตร" อีกทางหนึ่ง

                "ปริตร" แปลว่า ต้านทาน, ป้องกัน

                พระพุทธมนต์ในบทที่มีอานุภาพในทางต้านทาน, ป้องกัน, คุ้มครอง, รักษา จึงเรียกว่า "พระปริตร" อย่างที่พระสงฆ์สวด "รัตนสูตร" บ่ายวาน

                เพราะ "รัตนสูตร" เป็นพระสูตรที่ "พระพุทธองค์" ทรงมอบให้พระอานนท์ใช้สวดขจัดปัดเป่าภัยพิบัติที่เกิดกับชาวกรุงเวสาลี เมื่อครั้งพุทธกาล

                ท่านที่เปิดโทรทัศน์กรมประชาสัมพันธ์ดูเมื่อวาน คงเห็นแล้ว

                "สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณฯ "พระสังฆราช" วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม"

                ทรงนำหมู่สงฆ์เจริญพระปริตรพร้อมกันทั่วประเทศ

                ด้วยหวังแห่งจิตตานุภาพ นั้น

                ขจัดปัดเป่าโรคาพาธที่เกิดกับมวลมนุษยชาติและคนไทยให้จางคลายและหายไป

                นอกจากสวดบทรัตนสูตรแล้ว พระสงฆ์ผู้เจริญ ยังสวดบท ๑๒ ตำนาน อีกด้วย

                นอกจากขจัดปัดเป่าโรคภัย ยังมุ่งหวังสร้างขวัญ, กำลังใจ และความสวัสดี

                จงบังเกิดกับทั้งองค์ขัตติยราช ตลอดถึงอาณาประชาราษฎร์ทั้งมวล

                เอาละ........

                ในฐานะที่ เมืองไทยเป็นเมืองพุทธ ถือโอกาสนี้ทำความเข้าใจกันเล็กๆ น้อยๆ

                คือก่อนพระจะเจริญพระพุทธมนต์ เรามักจะได้ยินพระสวด "ชุมนุมเทวดา" ก่อน

                ก็ที่คุ้นหูกัน ที่ขึ้นต้นว่า ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา......ต่อด้วย สัคเค กาเม จะ รูเป นั่นแหละ

                นั่นไม่ใช่พระสวดอ้อนวอนหรือขอความช่วยเหลือจากเทวดา หากแต่เป็นเมตตาแห่งสงฆ์

                พุทธมนต์เป็นมงคลประเสริฐ เมื่อจะร่ายพุทธมนต์เพื่อมนุษย์แล้ว ก็เผื่อแผ่ถึงเทวดาด้วย

                จึงได้อัญเชิญเทวดามาร่วมฟังพร้อมกับเราทุกคนในกาลเดียวกัน

                บทชุมนุมเทวดา ถอดเป็นภาษาไทยก็ประมาณว่า

                "ท่านผู้เจริญ ผู้มีเมตตาขอจงแผ่เมตตาจิตไป อย่าได้มีจิตฟุ้งซ่านสวดพระปริตรเทอญ

                ขอเชิญเทวดาทั้งหลายซึ่งสิงสถิตอยู่ในสวรรค์ชั้นกามภพ ในชั้นรูปภพ สิงสถิตอยู่บนยอดเขา และที่หุบผา

                ทั้งที่มีวิมานอยู่ในอากาศ และภุมมเทวดาทั้งหลาย ซึ่งสิงสถิตอยู่ในทวีป ในรัฐ ในหมู่บ้าน บนต้นไม้ ในป่าชัฏ ในเหย้าเรือน และเรือกสวนไร่นา

                ตลอดทั้งเหล่ายักษ์ คนธรรพ์ และเหล่านาคทั้งหลาย ผู้เป็นสาธุชน ซึ่งอยู่ในน้ำ บนบก ที่ลุ่ม และที่ดอน

                จงมาชุมนุมกัน ขอเชิญฟังคำของพระมุนีเจ้าผู้ประเสริฐ

                ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้ เป็นกาลฟังธรรม

                ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้ เป็นกาลฟังธรรม

                ท่านผู้เจริญทั้งหลาย กาลนี้ เป็นกาลฟังธรรม"

                เอาละ.....

                "จบภาค" พระปริตร ขจัดโควิด-๑๙ ให้ชาวไทยแล้ว

                ก็มาถึงภาค "ขุนพลตู่มาแว้ว" กันบ้าง!

                ก่อนถึงกาลสมัย "สมเด็จพระสังฆราช" ทรงนำหมู่สงฆ์ร่ายพระปริตร

                ตอนบ่าย ๒ โมงกว่า ด้วย "ภาคบังคับ" สถานีโทรทัศน์ทุกช่อง แพร่ภาพ "รวมการเฉพาะกิจ"

                นายกฯ ลุงตู่ ในมาดเข้ม

                ประกาศใช้ "พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน"!

                ไม่ใช่ "คสช." คืนชีพ

                เป็นเพียง "ศอฉ." คืนชีพ!

                ศอฉ. "ศูนย์อำนวยการสถานการณ์ฉุกเฉิน" จำกันได้มั้ยล่ะชื่อนี้ เมื่อครั้งจลาจลเผาบ้าน-เผาเมือง ปี ๕๓?

                เมื่อยหู-เมื่อยมือเปล่าๆ ที่จะต้องจาระไนซ้ำซาก ว่าเมื่อประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว สิ่งที่ตามมา มันคืออะไรบ้าง?

                ได้ยิน-ได้ฟังนายกฯ แจกแจงไปแล้ว ด้วยน้ำเสียงและลีลาที่คุ้นหูมิใช่หรือ?

                รายละเอียด ด้านสรรพคุณ, ด้านบ่งชี้ ทำนอง "ฝอยสลากยา"อะไรได้-ไม่ได้,ควร-ไม่ควร,รวมถึงคุณและโทษ

                รองนายกฯ วิษณุ ท่านก็จำแนกยิบเป็นการตบตูด!

                สรุปง่ายๆ ละกัน การบริหารรูปแบบ ครม.ประชาธิปไตยเต็มใบ นายกฯ กึ่งๆ เจว็ด

                เป็นหัวหน้ารัฐบาลก็จริง

                แต่อำนาจสั่งการแต่ละกระทรวง แต่ละหน่วยงาน มันเป็นของรัฐมนตรีแต่ละกระทรวงเขา

                ฉะนั้น จะเห็นว่า ทุกเรื่องต้อง "เข้า ครม.ก่อน" และต้องได้รับอนุมัติจาก ครม.ก่อน

                กฎหมายวางกรอบไว้เช่นนั้น.....

                นายกฯ จะล้วงลูก มันก็ได้ (บ้าง) แต่ถ้าลูกกางกฎหมายยักเงี่ยง นายกฯ มีโอกาสตายน้ำตื้นได้

                ในภาวะปกติ ประชาธิปไตย ระบบ "กินแบ่งรัฐบาล" มันก็ว่ากันไป

                แต่ยามไม่ปกติ อะไรๆ ก็ต้องรอเจ้ากระทรวงก่อน เพราะเขาเป็นผู้มีอำนาจในหน่วยงานนั้นๆ

                ประชาธิปไตย รถไฟหวานเย็น ต้องจอดทุกสถานี มันไม่ทันการณ์ ในกรณีโควิด

                เพราะมากกระทรวง มากเรื่อง มากผู้วิเศษ การบริหารปัญหาจึงมากเรื่อง ผลคือ งานเละเทะ

                เมื่อใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายกฯ สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ตั้งศอฉ.ทำนองรัฐบาลและ ครม. "ย่อรูป"

                รัฐมนตรี "กินร้อน-ช้อนเอ็ง" นอนบีบสิวอยู่เฉยๆ ก่อน

                ให้ปลัดกระทรวงแต่ละกระทรวง ทำงานในฐานะ "หัวหน้าศูนย์" ในกระทรวงนั้นๆ แทน

                อย่างพาณิชย์ รัฐมนตรีจุรินทร์ไปนอนนวดหน้าก่อน แล้วให้ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นหัวหน้าศูนย์พาณิชย์

                สาธารณสุข รัฐมนตรีอนุทิน ไปปลูกกัญชากับแอ๊ด คาราบาว ก่อน ให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นหัวหน้าศูนย์

                มหาดไทย พี่ป๊อก ไม่ต้อง...

                ให้ปลัดมหาดไทย เป็นหัวหน้าศูนย์ รับมติจาก ครม.ศอฉ.แล้วยิงตรงไปถึงผู้ว่าฯ แต่ละจังหวัด และผู้ว่าฯ กทม.เลย

                อย่างนี้เป็นต้น........

                และทั้งหมด ขึ้นตรงกับหัวหน้า ศอฉ.คือนายกฯ ที่จะมานั่งหัวโต๊ะบัญชาการเอง

                ประชุมปรึกษารือร่วมกับหัวหน้าศูนย์ เป็น "ครม.ศอฉ." หรือบางเรื่อง "สั่งการไปเลย" ไม่ต้องรอใครก็ได้ ประมาณนั้น

                สั่งตรง-ตัดสินใจตรง ชั้วชะกันไปเลย ไม่ต้องรอ ๗ วัน อังคารที เหมือนประชุม ครม.!

                ตั้งแต่ ๒๖ มี.ค.นี้ไป ๑ เดือน ......

                ในสถานการณ์โควิด นายกฯ เหมือนอำนาจ ม.๔๔ กลับมาอยู่ในมือชั่วคราว!

                "ทหารมีไว้ทำไม?"

                นี่ก็เป็นอีก ๑ คำตอบ เพราะผู้บัญชาการทหารสูงสุด "พลเอกพรพิพัฒน์ เบญญศรี"

                 เป็นหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน!

                ทหาร ต้องออกฉากอีก!

                รายละเอียด ขี้เกียจจาระไน รู้ไว้เพียงว่า ใครที่เอะอะอ้าง "กูมีเสรีภาพ" แล้วท้าทาย กวนบั้นท้ายเท้าแบบเดิมๆ

                ไม่เจอ gel แต่มีสิทธิ์เจอ jail ๗ วัน!

                สรุป เป็นว่า.......

                การออกจอลักษณะ "ข้าพเจ้ารับผิดชอบแต่ผู้เดียว" ของนายกฯเมื่อวาน

                ถูกใจโก๋มาก!

                มีแต่คนซี้ดปาก สะใจ ชอบใจ เกรียวกราวว่า "ประยุทธ์คนเดิม" กลับมาแล้ว

                ทั้งเสื้อผ้า, หน้า, ผม (นมไม่เกี่ยว) บุคลิก ลีลา ภาษาที่ใช้เฉียบขาด-ชัดเจน ทุกคนยกนิ้ว บอก

                รายการนี้...ผ่าน!

                นี่ก็สะท้อนว่า เป็นอะไรก็เป็นได้

                แต่ "เป็นที่ตัวเองเป็น อย่าเป็นอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็น" ดีที่สุด

                ไม่โควิด-๑๙ ก็โคส้ม-โคแดง ได้หงายท้องกันบ้างละทีนี้!

สมเด็จพระสังฆราช นำคณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักร สวดมนต์เพื่อเป็นขวัญ กำลังใจแก่ประเทศชาติ และประชาชน

 

25 มี.ค. 63 - สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช เปิดเผยว่า วันพุธ ที่ 25 มีนาคม 2563  เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดราชบพิธ ทรงเป็นประธานในการเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสวัสดิมงคล เป็นขวัญ และกำลังใจแก่ประเทศชาติและประชาชน ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19)

การนี้ คณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรได้เจริญพระพุทธมนต์โดยพร้อมเพรียงกัน

สำนักงานเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช

วันพุธ ที่ ๒๕ มีนาคม ๒๕๖๓ เจ้าพระคุณ สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เสด็จลงพระอุโบสถ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พร้อมด้วยคณะสงฆ์วัดราชบพิธ ทรงเป็นประธานในการเจริญพระพุทธมนต์ เพื่อความเป็นสวัสดิมงคล เป็นขวัญ และกำลังใจแก่ประเทศชาติและประชาชน ในสถานการณ์การระบาดของไวรัสโคโรนา ๒๐๑๙ (COVID-19)

การนี้ คณะสงฆ์ทั่วราชอาณาจักรได้เจริญพระพุทธมนต์โดยพร้อมเพรียงกัน

ในภาพอาจจะมี 1 คน
ในภาพอาจจะมี 2 คน, ผู้คนกำลังนั่ง และ สถานที่ในร่ม
ในภาพอาจจะมี หนึ่งคนขึ้นไป, ผู้คนกำลังนั่ง และ สถานที่ในร่ม
ในภาพอาจจะมี ดอกไม้ และ สถานที่ในร่ม
 
................................................
 

 
 

 

 

 

..............................................................

ลุงกำนัน' ควัก 1.2 ล้านบริจาคซื้อเครื่องช่วยหายใจให้รพ.รามาธิบดี


26 มี.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  เวลา 15. 00 น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ได้เดินทางมอบเงินจำนวน 1,200,000บาท เพื่อซื้อเครื่องช่วยหายใจ ให้กับ โรงพยาบาลรามาธิบดี ศาสตราจารย์ นายแพทย์ปิยะมิตร  ศรีธรา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี ประธาน คณะกรรมการบริหารมูลนิธิรามาธิบดี และ ผศ.นพ.ชนเมธ เตชะแสนศิริ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นผู้รับมอบ “ บ้านเมืองมีภัย เราคนไทยต้องช่วยกัน”

 

 

 

 

 

 

 .....................................................................
 

นายกฯ ถกนัดแรกศูนย์ฯโควิด ชี้จำเป็นเข้มงวด เร่งสร้างเชื่อมั่นทางการแพทย์เพื่อลดข่าวปลอม


 

“นายกฯ” ถกครั้งแรกหลังใช้ “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน” สู้โควิด-19 ชี้จำเป็นต้องเข้มงวด กำชับผู้รับผิดชอบเดินหน้าจัดทำแผน แม้เหน็ดเหนื่อยแต่ขอให้ช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นทางการแพทย์ เผยแพร่ผ่านสื่อออนไลน์ ลดข่าวปลอม สั้ง “พณ.” เร่งแก้ปัญหาเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น

26 มี.ค.63 - ที่ทำเนียบรัฐบาล มีความเคลื่อนไหวหลังการประกาศ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร เพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 โดยเมื่อเวลา 09.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19)ครั้งที่ 1 /2563 โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯรัฐมนตรี นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกฯรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) รวมถึงปลัดกระทรวงและผบ.ทหารสูงสุดที่เป็นผู้รับผิดชอบงานในแต่ละด้าน รวมถึงหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวก่อนเริ่มการประชุมว่า ขณะนี้การแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 อยู่ในสถานการณ์ระดับที่รัฐบาลต้องใช้การประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมอำนาจการบริหาร ออกข้อกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อหยุดยั้งการแพร่ระบาด ซึ่งอาจมีผลกระทบต่อสังคมและประชาชน ในช่วงนี้ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญอย่างยิ่งที่จะสามารถแก้ไขปัญหาลดการแพร่ระบาดได้ จึงจำเป็นจะต้องดำเนินการอย่างเข้มงวด พร้อมกันนี้ได้มอบแนวทางการปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนการทำงาน โดยสั่งการให้ผู้รับผิดชอบตามภาระหน้าที่จัดทำแผนดำเนินงานให้เรียบร้อย พร้อมเดินหน้าบูรณาการความร่วมมือกับทุกภาคส่วนของสังคม ซึ่งรวมถึงนักวิชาการและภาคประชาชนด้วย ขณะที่เจ้าพนักงานผู้ปฏิบัติหน้าที่ ประกาศ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน จะต้องเหน็ดเหนื่อยเพิ่มขึ้น

นายกฯ กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตามขอให้ช่วยกันสร้างความเชื่อมั่นทางการแพทย์ของไทย เผยแพร่ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อลดข่าวปลอม ทั้งให้กระทรวงพาณิชย์ เข้าไปดูแลและแก้ไขปัญหา เรื่องอุปกรณ์และเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ที่จำเป็น เพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะเรื่องการนำเข้าจากต่างประเทศ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของ พล.อ.ประวิตร ซึ่งมีอายุเกิน 70 ปี และรัฐมนตรีคนอื่นที่อายุเกิน 70 ปี ที่เข้าร่วมการประชุมในวันนี้นั้น ไม่ถือว่าขัดข้อกำหนดที่ออกมา เพราะเป็นเพียงข้อแนะนำให้คนอายุเกิน 70 ปี อยู่ที่บ้าน อย่าออกจากบ้าน และมีข้อยกเว้น โดยรวมถึงการเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานตามข้อกำหนด ประกาศหรือคำสั่งต่างของทางราชการ หรือมีเหตุจำเป็น ซึ่งกรณีที่ พล.อ.ประวิตร วันเดียวกันนี้ได้ยกเลิกวาระการเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (คปต.) ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ก็ไม่เกี่ยวกับข้อกำหนดดังกล่าว แต่ติดภารกิจมาร่วมประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 ด้วย

 

 

26 มีนาคม พ.ศ. 2563

หน้าหนึ่ง ไทยโพสต์
 
ศอฉ.โควิดห้าม16ข้อ เกิน70ปีต่ำกว่า5ขวบให้อยู่บ้าน‘วิษณุ’แจงยังไมถึ่งขั้นเคอร์ฟิว

"บิ๊กตู่" ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั่วราชอาณาจักร สู้ "โควิด-19" เริ่ม 26 มี.ค. ลั่นพร้อมคุมเอง แบ่งงานปลัด 4 กระทรวง พ่วง ผบ.สส. โอนอำนาจบางส่วน รมต.ให้นายกฯ ลั่นไม่ปรานีพวกฉวยโอกาสหากินบนความทุกข์ ปชช. คาดโทษ จนท.ละเลยหน้าที่ รับอาจสร้างความไม่สะดวกบ้าง ขอให้ร่วมมือเสียสละเพื่อส่วนรวม


ไทยป่วยพุ่งแตะพันคน

กระทรวงสาธารณสุขแถลงตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่ม 107 ราย สะสมรวม 934 ระบุต้นเดือนเม.ย. ไทยจะได้ยาเพิ่ม 2 แสนเม็ดจากจีน-ญี่ปุ่น โอดประชาชนกลับต่างจังหวัดยังตั้งวงก๊งเหล้า ไม่ให้ความร่วมมือ เตือนถ้าทำแบบนี้แม้แต่เตียง-เครื่องช่วยหายใจก็อาจจะไม่พอ

‘ฟ้าชายชาร์ลส์’ติดเชื้อ! สเปนวิกฤติตายแซงจีน

เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์แห่งอังกฤษทรงติดไวรัสโควิด-19 ล็อกดาวน์ทั่วโลกกระทบประชากร 1 ใน 3 ของโลกแล้ว หลังจากอินเดียสั่งพลเมือง 1,300 ล้านคนอยู่ในเคหสถานนาน 21 วัน สเปนสังเวยโคโรนา แซงหน้าจีน ยอดติดเชื้อทั่วโลกพุ่งเกิน 436,000 คน ตายใกล้แตะ 20,000 ราย


กนง.คงดอกเบี้ย ไวรัสทำศก.ทรุด คาดติดลบ5.3%

“คลัง” ชี้จ่ายเงิน 5 พันบาท 3 เดือนครอบคลุมแรงงานนอกระบบ 3 ล้านคนที่ถูกพิษโควิด-19 ได้แน่ แต่พร้อมขยายหากมีคนแห่ลงทะเบียนที่เริ่มเสาร์นี้ “เกษตรกร” เป็นล็อตต่อไป แบงก์ชาติตื่นออกมาตรการอุ้มลูกหนี้ทั้งบัตรเครดิต-ลิสซิ่ง-กู้ซื้อรถ-บ้าน “กนง.” ประเมินไวรัสทำเศรษฐกิจหัวทิ่ม เชื่อปี 63 ติดลบ 5.3%

จุรินทร์นำคาราวานธงฟ้า ฝ่าโควิด-ส่งสินค้าถึงบ้าน

"จุรินทร์" นำ "พาณิชย์" ส่ง "คาราวานรถพุ่มพวง" ธงฟ้าเคลื่อนที่บริการถึงหน้าบ้าน ช่วยประชาชนฝ่าภัยโควิด-19

 ..........................................

 

 

 

 

 

 .........................................................

 

 

 

 

...................................................................

 

 26 มี.ค. 2563

มติ ครม.กับการรับมือวิกฤติโควิด-19 เราอยู่บนทางสองแพร่ง


              การประชุมคณะรัฐมนตรีวันอังคารที่ 24 มีนาคม ที่มีข่าวจะใช้รูปแบบการประชุมผ่านวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ อยู่ในความสนใจของประชาชนหลายภาคส่วน ว่าสุดท้ายที่ประชุม ครม.จะมีมติ ครม.หรือแนวทางการรับมือกับวิกฤติโควิด-19 ที่สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วงอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นมาตรการทางด้านสาธารณสุข-มาตรการช่วยเหลือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจและรายได้ จากวิกฤติโควิด-19 โดยเฉพาะประชาชนผู้มีรายได้น้อย หาเช้ากินค่ำ ผู้ใช้แรงงาน ที่ประสบปัญหา ว่างงานฉับพลัน-ขาดรายได้ จากหลายมาตรการที่ภาครัฐและหน่วยงานต่างๆ นำมาใช้ โดยเฉพาะกรุงเทพมหานครที่สั่งปิดกิจการ-สถานที่หลายแห่ง ที่ทำให้มีคนว่างงาน ต้องหยุดการทำงาน หยุดการทำมาหากินจำนวนมาก โดยหากสถานการณ์วิกฤติโควิด-19 ไม่ดีขึ้น แล้วต้องมีการใช้มาตรการดังกล่าวอยู่และอาจแรงมากขึ้น แน่นอนว่า แม้ชีวิตและความปลอดภัยของประชาชนจะเป็นเรื่องสำคัญที่สุด แต่การป้องกันและแก้ปัญหาก็ต้องคำนึงถึงผลกระทบในด้านต่างๆ ด้วยเช่นกัน

                ต้องรอดูว่า ผลการประชุม ครม.24 มีนาคมนี้ รัฐบาลจะมีการใช้มาตรการใดๆ ออกมาอีก ซึ่งถึงตอนนี้ประชาชนจำนวนมากเริ่มทำใจและยอมรับสภาพกันแล้ว แต่ทุกคนก็มุ่งหวังในแบบเดียวกันว่า เจ็บได้ แต่ขอให้รอด และจบเร็ว โดยหลายคนก็หวังว่า อย่างน้อยภาครัฐจะต้องดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบอย่างทั่วถึง ทุกกลุ่ม ทุกอาชีพ และต้องทำโดยเร็ว ก่อนที่จะมีผลกระทบในวงกว้างมากกว่านี้

หลังก่อนหน้านี้ หน่วยงานรัฐมีการออกมาตรการเร่งด่วนมาบ้างแล้ว เช่น การที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคลอด 3 มาตรการดูแลตลาดเงิน-ตลาดทุน โดยจะตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่อง 1 ล้านล้านบาท หลายภาคส่วน ก็อยากเห็นมีการช่วยเหลือเยียวยากับประชาชนในระดับกว้าง กลุ่มผู้ใช้แรงงาน-ผู้มีรายได้น้อย-ธุรกิจขนาดเล็ก-คนหาเช้ากินค่ำ ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติโควิด-19 อย่างรวดเร็ว เหมือนกับที่ ธปท.เร่งออกมาตรการข้างต้นเพื่อพยุงตลาดเงิน ตลาดทุน ที่แน่นอนว่าแม้จะเป็นการดูแลภาพรวมการเงิน-ตลาดทุนทั้งระบบของประเทศ แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า ยังไงต้องมีเสียงวิจารณ์ที่มองว่าเป็นการช่วย ”คนรวย” ที่ทำอย่างรวดเร็ว ดังนั้น ประชาชน คนธรรมดา ก็ต้องได้รับการดูแลอย่างรวดเร็วเช่นกัน

                ทั้งนี้          ก่อนหน้าจะถึงการประชุม ครม.วันอังคาร ก็ปรากฏว่าเมื่อวันจันทร์ 23 มี.ค. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ที่ทำเนียบรัฐบาล   โดยใช้เวลาประชุมยาวนานเกือบ 4 ชั่วโมง

มีข่าวบางกระแสว่า ในวงประชุม พล.อ.ประยุทธ์ได้ประเมินสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 โดยมีการเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานติดตามและเฝ้าระวังกลุ่มที่ติดเชื้อจากสนามมวย ซึ่งแม้จะครบกำหนดการกักตัว 14 วันแล้ว ก็ยังต้องติดตามคนกลุ่มนี้อย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการหารือกันในเรื่องของการยกระดับความเข้มข้นในการควบคุมการแพร่เชื้อ อย่างที่มีบางฝ่ายเสนอให้ใช้ยาแรงมากขึ้น เช่น การพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่จะมีการให้ทหารเข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมวิกฤติโควิด-19 ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวก็ต้องยอมรับว่า หากรัฐบาลถึงขั้นใช้วิธีการนี้ จะมีผลทางการเมืองตามมาอย่างมากแน่นอน เพราะจะถูกมองว่ารัฐบาลกลางเอาไม่อยู่ ถึงขั้นต้องให้ทหารออกมาช่วย โดยมีรายงานข่าวว่า พลเอกประยุทธ์ นายกฯ และ รมว.กลาโหม แจ้งต่อที่ประชุมว่า กล้าตัดสินใจใช้มาตรการที่เข้มข้นเพื่อควบคุมวิกฤติครั้งนี้ แต่ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลา

                มีความเห็น-ทัศนะที่น่าสนใจ ผ่านการแถลงอย่างเป็นทางการจาก นพ.ศุภกิจ ศิริลักษณ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ที่ร่วมแถลงข่าวประจำวันของกระทรวงสาธารณสุข บอกว่า มีคนตั้งคำถามว่า เมื่อตัวเลขก้าวกระโดดขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วประเทศไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป เราไม่ได้เป็นประเทศเดียวที่มีโควิด ขอให้ศึกษาจากประเทศที่เข้าสู่ 100 ราย จากนั้นตัวเลขจะวิ่งค่อนข้างรวดเร็ว วันนี้เป็นเรื่องที่ประชาชนทั้งประเทศต้องช่วยกันตัดสินใจ ประเทศที่ถึง 100 รายก่อนเราแล้วเดินหน้าไปคือ อิตาลี อิหร่าน ซึ่งมีผู้ป่วยมากถึงหลักหมื่น มากจนระบบสาธารณสุขรองรับไม่ทัน ตัวเลขผู้เสียชีวิตจึงเป็นสิ่งที่น่าตกใจ ตรงกันข้าม ญี่ปุ่น ไต้หวัน สิงคโปร์ ในช่วงแรกตัวเลขขึ้นไปมาก แต่เขาสามารถควบคุมได้อย่างรวดเร็ว

                "วันนี้ผู้ติดเชื้อของเราอยู่ที่ 721 ราย เรายังอยู่ในช่วงเวลาทอง ถ้าเราไม่ประพฤติปฏิบัติตัวให้มีวินัยอย่างเคร่งครัด อยู่บ้านหยุดเชื้อ เราจะเดินไปเหมือนยุโรป อีกไม่กี่วันเราจะทะลุพัน และหลายๆ พัน ซึ่งเมื่อไปถึงจุดนั้นไม่แน่ใจว่าระบบสาธารณสุขจะรองรับได้แค่ไหน ท่านจะเลือกช่วยกันให้ผู้ติดเชื้อค่อยๆ เพิ่มแล้วลดน้อยลง หรือจะทำให้พุ่งโด่งไปเหมือนยุโรปและสหรัฐอเมริกา เรายังไม่อยากไปถึงขั้นบังคับล็อกดาวน์ให้อยู่แต่ในบ้าน ขึ้นอยู่กับความรับผิดชอบของทุกคนว่า อยากให้ไทยเป็นเหมือนยุโรปหรือไม่ เราอยู่บนทางสองแพร่ง จะไปซ้ายหรือขวา ประชาชนเป็นผู้เลือก"

                เป็นทางสองแพร่ง ที่สุดท้ายไม่ว่าจะอยู่บนเส้นทางไหน แต่ระหว่างทาง ต้องมีผู้เจ็บปวด ผู้ได้รับผลกระทบ ทั้งชีวิต-สุขภาพ-การดำเนินชีวิต-ผลกระทบทางเศรษฐกิจที่คนไทยทุกคนได้แต่หวังว่า สงครามสู้ศึกโรคร้ายโควิด-19 รอบนี้ จะยุติโดยเร็วเสียที.

 
 

"Social  Distancing- เว้นระยะห่างทางสังคม” ทางรอดโควิด-19


 

ลิฟต์โดยสารกำหนดตำแหน่งและทิศทางการยืน หันหน้าเข้าผนัง


นับจากพบว่ามีผู้ติดเชื้อโคโรนาไวรัสสายพันธุ์ใหม่ 2019 หรือโควิด -19 จากสถานบันเทิงรวดเดียว 11 ราย  ต่อมาในนัดการชกมวยเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2563  ที่สนามมวยลุมพินี  พบผู้ติดเชื้อกว่า 30 ราย ถือได้ว่าเป็น"จุดเปลี่ยน"ทำให้การระบาดเช้อโควิด -19 ในประเทศไทย ดูน่ากลัว ยิ่งขึ้น เป็นสัญญาณว่าเรากำลังเข้าสู่การแพร่ระบาดระยะที่  3  แบบหายใจรดต้นคอ ล่าสุด ข้อมูล ณ วันที่ 21มีนาคม 2563 กระทรวงสาธารณสุข แถลงว่า พบผู้ป่วยรายใหม่วันเดียว 89 ราย เป็นสถิติสูงสุด ทำให้ยอดรวมผู้ติดเชื้อโควิด -19ในประเทศไทย ทะลุไปถึงหลัก 400 โดยมียอดรวม 411 ราย 

ตัวเลขผู้ติดเชื้อที่พุ่งพรวดวันเดียวถึง 89 ราย ซึ่งเป็นสถิตืสูงสุดของการระบาด  ทั้งที่ไทยเสามารถยืนหยัดจำนวนผู้ติดเชื้อระดับต่ำกว่า 100 คน ได้ตลอดช่วงเกือบ 3เดิอนที่ผ่านมา    ส่งผลให้ในช่วงบ่ายวันที่ 21 มีนาคม  ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ประกาศใช้อำนาจตามพ.ร.บ.โรคติดต่อ 2558 ประกาศปิดห้างสรรพสินค้่า เปิดได้เฉพาะซุปเปอร์มาร์เก็ต ร้านขายยา ร้านอาหารซื้อได้เฉพาะเอากลับบ้าน ปิดตลาดนัด เปิดเฉพาะที่จำหน่ายอาหารสด อาหารแห้ง สินค้าที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ปิดร้านเสริมสวย ตัดผม ร้านสัก บริการเกือบทุกประเภท ทั้ง ลานสเก็ต  สวนสนุก โบว์ลิ่ง ตู้เกม ร้านเกม อินเตอร์เน็ต สนามกอล์ฟ สระว่ายน้ำ สนามชนไก่ ศูนย์พระเครื่อง ศูนย์แสดงสินค้า ศูนย์ประชุม จัดนิททรศการ สถานศึกษาทุกระดับ สถาบันกวดวิชา ฟิตเนส สสนามมวย สนามกีฬา สนามม้า โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 22 มีนาคม -12เมษายน 2563

มาตรการของรัฐที่ปิดสถานบริการต่างๆ ถือว่าเป็นยาแรง ทำให้กรุงเทพฯ กลายเป็นเมืองปิดกลายๆ ก็เพื่อหยุดยั้งการาระบาดของเชื้อโควิด-19  เนื่องจาก เชื่อว่า จะมีผู้ติดเชื้อแต่ละวันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องเหตุการณ์ ในการชกมวยที่สนามมวยลุมพินี เมื่อวันที่  6 มีนาคม มีผู้เข้าไปในสนามหลายพันคน  ซึ่งนับสัปดาห์ที่กระทรวงสาธารณสุข ได้ป่าวประกาศ ให้คนกลุ่มนี้มาตรวจหาเชื้อ ล่าสุดพบว่ามีผู้มาตรวจแล้วประมาณ 100 รายเท่านั้น และยังพบอีกว่าผู้ติดเชื้อจากสนามมวย ได้เดินทางกลับไปยังภูมิลำเนา ทำให้มีการแพร่ระบาดกระจายตัวออกไปยังจังหวัดต่างๆ  ซึ่งพบว่าขณะนี้มีผู้ติดเชื้อจำนวน  30  จังหวัด

การระบาดทะลุเกินหลักร้อย ต้นตอมาจากพฤติกรรม "การพบปะทางสังคม"ของคนบางกลุ่มที่ไม่ตระหนัก รับผิดชอบสังคม ไม่ปฎิบัติตามคำแนะนำ ของกระทรวงสาธารณสุข ที่ได้พยายามสื่อสารมาตลอด  รณรงค์ให้ประชาชน งดเว้นการทำกิจกรรมทางสังคม ที่มีคนชุมนุมกันมากๆ  และการระมัดระวังในการพบปะผู้อื่น ว่าควรทิ้งระยะห่าง 1-2เมตร หรือที่เรียกว่า Personal distancing การสวมใส่หน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ข้างนอกบ้าน   

คำแนะนำได้ไล่ระดับความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ  ไปจนถึงการณรงค์ให้ทำงานที่บ้าน งดการเดินทาง   ที่สำคัญคือการงดพบปะสังสรรค์ทางสังคม  และให้ยึดหลัก  Social distancing หรือการเว้นระยะห่างทางสังคม  การพยายามอธิบายถึงผลเสียของการชุมนุม  ว่าเสี่ยงต่อการติดเชื้่อ  และจะก่อผลกระทบทำให้เกิดการแพร่ระบาดแผ่ขยายในวงกว้างทั้งประเทศ   เพราะการติดเชื้อนั้น จะเริ่มจากการกระจาย ไปที่คนรอบข้าง  ทั้งเพื่อน  เพื่อนร่วมงาน ญาติพี่น้อง คนในครอบครัว และผู้อื่น  เพราะผู้ติดเชื้อบางรายไม่แสดงอาการ  ทำให้เดินทางไปยังสถานที่ต่างๆ ทำให้คนอื่นมีโอกาสสัมผัสและได้รับโรคจากผู้ติดเชื้อโดยไม่รู้ตัว

Social distancing  หรือ"การเว้นระยะห่างทางสังคม" จะมีผลดีอย่างไร มาตรการเคร่งครัดของจีนโดยเฉพาะ การห้ามออกนอกบ้าน ห้ามมีกิจกรรมทางสังคม เป็นตัวอย่างของความสำเร็จ  หลายวันที่ผ่านมา จีนสามารถหยุดการเพิ่มขึ้นของผู้ติดเชื้อรายใหม่ได้แล้ว  แม้ว่าจะเป็นระยะแรกที่สถานการณ์ยังไม่นิ่ง ต้องเฝ้าระวังกันต่อไปแต่ก็เป็นแบบอย่าง ที่หลายประเทศ ควรนำไปปฎิบัติ  รวมทั้งประเทศไทยที่กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ของการ เข้าสู่ระยะ 3  ก็ต้องนำหลักการ Social distancing   มาเป็นอาวุธต่อสู้ในสงครามเชื้อโควิด -19 ด้วยเช่นกัน

นพ.สมพงษ์ ชัยโอภานนท์ 

นพ.สมพงษ์ ชัยโอภานนท์   ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ได้ให้ความรู้ว่า  คำว่า Social distancing   เริ่มเกิดขึ้นในช่วงปี1918  ที่เกิดการแพร่ระบาดไข้หวัดสเปนในยุโรป และสหรัฐอเมริกา มีคนตายหลายสิบล้านคน ต่อมามีคำแนะนำว่า ผู้คนควรทิ้งระยะหว่างระหว่างกัน คำว่าSocial distancing   จึงเริ่มเกิดขึ้นมีการรณรงค์  งดเว้นการทำกิจกรรมทางสังคมร่วมกัน   พอผู้คนเริ่มไปปฎิบัติ  ก็ทำให้โรคไข้หวัดที่สเปนที่กำลังพุ่งสูงสุด  เริ่มซาลง และค่อย ๆหายไปในที่สุด ซึ่งสำหรับประเทศไทย เชื่อว่าหากคนในประเทศ เข้าใจ ยึดหลักการนี้ การเว้นระยะห่างในสังคม อยู่แต่ในบ้าน การปิดเมือง ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็น  

นพ.รัฐพงษ์ บุรีวงศ์

 ด้านนพ.รัฐพงษ์ บุรีวงศ์ รองผู้อำนวยการกองควบคุมโรคและภัยสุขภาพ ในภาวะฉุกเฉิน กรมควบคุมโรค หรือหมอลอยด์ กล่าวว่า ถ้าออกมาตรการระดับรัฐ เช่นการปิดเมือง ก็เหมือนกับประเทศเราตัดเสื้อโหลให้ทุกคนใส่ ซึ่งใช่วาจะได้ผล ถ้าระดับบุคคลยังไม่ตระหนัก ใส่ใจ  ในเรื่อง Social distancing   ก็ไม่สามารถคุมการแพร่ระบาดได้ 

และแม้ว่าผู้แทนองค์การอนามัยโลก จะชื่นชมไทยว่า สามารถรับมือ กับโควิด -19  อย่างดีเยี่ยม  และยกย่องกระทรวงสาธารณสุขที่นำนโยบาย Social distancing   มาใช้กับประชาชน แต่คำชมขององค์การอนามัยโลก อาจจะสูญเปล่า ถ้าไม่มีการยกระดับการทำSocial distancing     ให้เป็นข้อปฎิบัติหลักของผู้คนทั้งประเทศ


@โมเดลSocial distancing   ของสถาปัตย์ จุฬาฯ    


การเว้นระยะทางสังคม เป็นอย่างไร ประเทศไทยทำได้หรือไม่  ล่าสุดคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีส่วนร่วมในการพัฒนาโมเดล Social distancing    นี้ขึ้นมา และนำมาประยุกต์ใช้ภายในรั้วจามจุรี และเพิ่มลูกเล่นงานดีไซน์ พื้นที่ อาคาร  สภาพแวดล้อม ตามแนวคิด Social distancing ซึ่งเเกิดผลตอบรับดี ทั้งบุคลากรและคนภายนอกให้ความร่วมมือ ปฏิบัติตาม Social distancing ยับยั้งการแพร่เชื้อโควิด

ผศ.ดร.วรภัทร์ อิงคโรจน์ฤทธิ์  ผู้ช่วยอธิการบดีด้านการบริหารระบบกายภาพ คณะสถาปัตย์ฯ จุฬาฯ

ผศ.ดร.วรภัทร์ อิงคโรจน์ฤทธิ์ ผู้ช่วยอธิการบดีด้านการบริหารระบบกายภาพ อาจารย์ประจำ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬาฯ  กล่าวว่า Social distancing เป็นแนวคิดหรือแนวปฏิบัติในการลดการแพร่กระจายของเชื้อโรคที่บุคลากรทางการแพทย์ได้แนะนำให้ปฏิบัติในกรณีที่เกิดการแพร่กระจายของเชื้อโรค โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อลดการมีปฏิสัมพันธ์กันระหว่างผู้คน เช่น การพูดคุย และการสัมผัส ซึ่งสามารถทำได้โดยการจำกัดการรวมตัวของกลุ่มคนในสถานที่ต่างๆ การจำกัดการเข้าออกอาคาร การปิดอาคาร การงดกิจกรรมที่ต้องมาเจอกันในทุกรูปแบบ ในบริบทของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองได้เริ่มดำเนินการปรับรูปแบบการเรียนการสอนให้เป็นแบบออนไลน์ การปรับเลื่อนเวลาการทำงาน การลดการประชุมขนาดใหญ่ และอื่นๆ มาตั้งแต่ช่วงอาทิตย์ที่ผ่านมา

          ผศ.ดร.วรภัทร์ กล่าวต่อว่า สำหรับจุฬาฯ ซึ่งแม้ว่าจะไม่มีการเรียนการสอนแล้ว นิสิต 3-4 หมื่นคนเรียนออนไลน์ กลุ่มคนหายไปจากพื้นที่ประมาณร้อยละ 30  แต่ยังมีอาจารย์ที่จะต้องเข้ามาจัดการเรียนการสอนแบบออนไลน์ที่มหาวิทยาลัย เนื่องจากมีความพร้อมของอุปกรณ์มากกว่าที่บ้าน รวมถึงบุคลากรที่มาปฏิบัติงานทางด้านธุรการและต้องทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน จึงเป็นที่มาของโครงการเล็กๆ ที่ดำเนินการโดยสำนักบริหารระบบกายภาพ โดยประยุกต์ใช้แนวคิด social distancing สำหรับใช้ในชีวิตประจำวัน 

กำหนดระยะห่างของการนั่งรับประทานอาหารในโรงอาหารส่วนกลางภายในจุฬาฯ

เช่น การกำหนดระยะในการเข้าแถวซื้ออาหาร การกำหนดตำแหน่งที่นั่งบนโต๊ะภายในโรงอาหารส่วนกลางของจุฬาฯ และการกำหนดตำแหน่งและทิศทางของการยืนภายในลิฟต์โดยสาร โดยอ้างอิงแนวทางการออกแบบจากเกณฑ์ที่แนะนำโดย World Health Organization (WHO) และ United States Center for Disease Control (US-CDC) ที่แนะนำให้เว้นระยะห่างประมาณ 1-2 เมตร (3-6 ฟุต) ระหว่างบุคคล ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่บุคคลนั้นอาจจะมีอาการไอจามหรือไม่ก็ตาม จากการติดตามข่าวประจำวันที่อาจก่อให้เกิดความเครียด ก็เลยฉวยโอกาสในการสร้างรอยยิ้ม โดยการใส่ลูกเล่นให้กับลายสติ๊กเกอร์ที่แปะที่พื้นลิฟต์เป็นรูปรอยเท้าสัตว์ต่างๆ สลับกับรูปรอยรองเท้าแบบปกติ ในส่วนของโต๊ะอาหารในโรงอาหารรวมของจุฬาฯ ทั้ง7 แห่ง และจำนวนโต๊ะ เก้าอี้ เกือบ 1,000 ตัว ด้วยระยะเวลา แรงงาน และวัสดุที่จำกัด เราตัดสินใจติดเทปกาวผ้าบนโต๊ะอาหารแบบง่ายๆ  โดยจัดให้มีระยะห่างระหว่างบุคคลเวลานั่งประมาณ 1-1.5 เมตร และไม่ได้ทำสัญลักษณ์พิเศษเพิ่มเติม

“ จากการประเมินเบื้องต้นพบว่า บุคลากรของจุฬาฯ รวมถึงบุคคลภายนอก ส่วนใหญ่ให้ความร่วมมือ และพร้อมปฏิบัติตามแนว social distancing แบบอัตโนมัติ แม้ไม่ได้มีการประชาสัมพันธ์ใดๆ ล่วงหน้า เช่น การเดินเข้าลิฟต์ ยืนประจำตำแหน่งที่กำหนดไว้ และหันหน้าเข้าผนัง ส่วนของการนั่งบนโต๊ะอาหารก็มีการนั่งในตำแหน่งที่กำหนดไว้ “  ผศ.ดร.วรภัทร์ กล่าว

เมื่อถามว่าการออกแบบอย่างไร จึงจะใช้งานได้จริง และดึงดูดให้คนเกิดความรับผิดชอบต่อสังคม ผู้ช่วยอธิการบดีคนเดิม กล่าวว่า คำถามนี้เป็นคำถามที่ไม่ได้มีคำตอบตายตัว แต่สำหรับบริบทของจุฬาฯ เอง ในฐานะผู้ปฏิบัติ เราย่อมต้องพยายามหาวิธีที่สามารถปฏิบัติให้ได้เร็วที่สุด ใช้ทรัพยากรน้อยที่สุด เกิดผลประโยชน์ให้มากที่สุด และดูแลรักษาง่ายที่สุด

การกำหนดตำแหน่งที่นั่งบนโต๊ะอาหาร มีระยะห่าง ลดการแพร่กระจายเชื้อ

“ ในตัวการออกแบบของ social distancing เอง ต้องคำนึงถึง การใช้งานที่ไม่ฝืนธรรมชาติของการเคลื่อนไหว ระยะต่างๆ ที่จะไม่เป็นอุปสรรคต่อการใช้ชีวิตประจำวัน แต่ก็ยังต้องเว้นระยะห่างเพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อโรค และประเด็นสุดท้ายเรื่องความสวยงามของการออกแบบ ในกรณีนี้คงจะเป็นประเด็นที่รองไปจากการต้องการสื่อสารเรื่องของการอยู่ห่างกันสักพักในรูปแบบสากล เรียบง่าย และไม่ต้องแปลความหมายเพิ่มเติม แต่การเพิ่มลูกเล่นในการออกแบบ นอกจากจะทำให้เกิดรอยยิ้มเล็กๆ ในช่วงเวลาเครียด น่าจะทำให้เกิดภาพจำ ช่วยส่งผลต่อการรับสารและนำไปปฏิบัติจริง “

 สำหรับประเด็นสำคัญที่สุดของการออกแบบในกรณีของ social distancing “  ผศ.ดร.วรภัทร์ กล่าวว่า น่าจะเป็นเรื่องการสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องของความเสี่ยง และนำไปสู่การปฏิบัติทางด้านการป้องกันการแพร่กระจายเชื้อแบบอัตโนมัติ  ซึ่งน่าจะเป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดในสถานการณ์การป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรคในแบบปัจจุบัน

ลิฟต์โดยสารกำหนดตำแหน่งและทิศทางการยืน เพิ่มลูกเล่นเป็นลายรูปรอยเท้าสัตว์


                เมื่อถามถึงแนวคิดการออกแบบพื้นที่รักษาระยะห่าง จะนำมาใช้ปรับสภาพแวดล้อมในบ้านที่มีกลุ่มเสี่ยงใกล้ชิดผู้ติดเชื้อเฝ้าระวังเพื่อสังเกตุอาการได้หรือไม่ ผศ.ดร.วรภัทร์ กล่าวว่า กรณีที่มีกลุ่มเสี่ยงที่ยังไม่แสดงอาการ จำเป็นต้องกักตัวให้อยู่ในบ้านเป็นเวลา 14 วัน เราสามารถจัดการสภาพแวดล้อมที่ดี จัดห้องที่มีการระบายถ่ายเทอากาศที่ดี เปิดหน้าต่างให้แสงแดดส่องถึง มีการจัดการแยกขยะ โดยใช้ถุงดำสองชั้น  กรณีกลุ่มเสี่ยงออกนอกห้อง เพื่อทำกิจวัตรประจำวันในห้องครัวหรือห้องน้ำ ซึ่งเป็นพื้นที่รวม จะต้องสวมใส่หน้าหน้ากาก และรักษาระยะห่างกับคนอื่น อย่าเข้าใกล้คนอื่นมากเกินไป หรือเลือกไปในเวลาทำงานหรือเช้าตรู่แทน  social distancing  ยังรวมถึงการหลีกเลี่ยงกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการโต้ตอบอย่างใกล้ชิด เว้นระยะห่างการสื่อสารต่างๆ ที่เหมาะสม จะลดโอกาสติดโรค ต้องตระหนักเสมอว่า เรามองไม่เห็นเชื้อโรค แต่เชื้อโรคร้ายนี้แพร่กระจายในอากาศและอยู่ตามพื้นผิวสัมผัส อยากให้ใช้ยาแรงไว้ก่อน ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

จัดทำอินโฟกราฟฟิกการสื่อสารสร้างความเข้าใจการรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันโควิด-19


                หน้าที่ของสถาบันการศึกษาต้องมีส่วนช่วยกู้วิกฤตประเทศ ผศ.ดร.วรภัทร์ กล่าวว่า คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ จุฬา ฯ มีสาขาย่อย สภาพแวดล้อมเพื่อการรักษาเยียวยา และสาขาออกแบบสถานพยาบาล ซึ่งเป็นศาสตร์เฉพาะด้าน หลักการออกแบบพื้นที่ที่มีคนอยู่อาศัยรวมกันจำนวนมาก ระยะเวลานาน จะส่งผลต่อความเครียด ในการออกแบบจึงแสงสว่างที่ดี ใช้สีสันลดความวิตกกังวล จัดให้แต่ละห้องมีวิวธรรมชาติที่มองแล้วรู้สึกผ่อนคลาย ทั้งห้องของผู้ป่วยหรือพื้นที่รวม มีการกำหนดการระบายอากาศโยอ้างอิงแนวทางการออกแบบจากเกณฑ์ที่แนะนำโดย WHO ตลอดจนออกแบบตำแหน่งที่กำหนดไว้สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และผู้ป่วย หัวใจคือการสร้างอากาศที่ดี เพราะเชื้อโรคที่มีขนาดเล็กสามารถร่องรอยในอากาศได้เป็นวัน ถ้าออกแบบพื้นที่ปิด ไม่มีการคืนอากาศเกิดขึ้น  ถือว่าสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี อย่างไรก็ตาม ในฐานะจุฬาฯ เป็นเสาหลักของแผ่นดิน พร้อมจะใช้ปัญญาร่วมแก้ปัญหาของสังคมในทุกมิติ

 

นพ.แดเนียล เคอร์เทสซ์  ผู้แทนอนามัยโลกประจำประเทศไทย กับนายอนุทิน ชาญวีรกุล รมว.สาธารณสุขทำสัญลักษณ์ Social Distancing

 หลังจากชืนชมไทยที่นำนโยบายนี้มารณรงค์กับประชาชน

ฟาสต์ฟู้ดแมคโดนัล ทำโลโกใหม่  ตัว "M "แยกออกจากกัีน สื่อความหมายช่วงเวลานี้ ผู้คนควรต้องรักษาระยะห่างระหว่างกัน

--------------------------------

  "บราเก่าเราขอ” ปี 9 ชวนบริจาคนำไปเผาอย่างถูกวิธี "ลดPM2.5"


 

นำบราเก่าที่ไม่ใช้จากทุกแบรนด์มาบริจาค 

    ปัจจุบัน ปัญหาฝุ่นจิ๋ว PM 2.5 ที่เกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิง ได้กลายมาเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่เราทุกคนหลีกเลี่ยงได้ยาก การแยกขยะหรือสิ่งของที่ไม่ใช้แล้วเพื่อนำไปกำจัดอย่างถูกวิธี ถือเป็นอีกหนึ่งวิธีง่ายๆ ที่เราทุกคนทำได้ เพื่อช่วยกันลดผลกระทบจากสภาวะโลกร้อนและฝุ่นพิษ PM 2.5 โดยเฉพาะขยะพลาสติกใกล้ตัว อย่าง “บรา” ไอเท็มสำคัญสำหรับผู้หญิงที่ใช้วัสดุส่วนใหญ่ผลิตจากโพลีเมอร์หรือที่เรียกว่าพลาสติก ส่งผลให้บรา 1 ตัว ต้องใช้เวลาย่อยสลายนานกว่า 400 ปี

    จึงเป็นที่มาที่ บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) แบรนด์ชุดชั้นใน ได้สานต่อความสำเร็จของโครงการ “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” ปีที่ 9 เพื่อรณรงค์ให้คนไทยตื่นตัวและจริงจังการกำจัดบราเสื่อมสภาพอย่างถูกวิธีแบบ Zero Waste (เปลี่ยนขยะให้เป็นศูนย์) หรือการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยกำจัดขยะให้มีปริมาณคงเหลือน้อยที่สุด จนไม่มีขยะเหลือเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมาวาโก้ได้จัดงานเปิดตัวโครงการวาโก้บราเดย์ในเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เนื่องจากเป็นเดือนที่บราตัวแรกของโลกได้ถือกำเนิดขึ้นในปี 2456 และเพื่อกระตุ้นให้ทุกคนตื่นตัวเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมของประเทศ ที่ปัจจุบันอยู่ในขั้นวิกฤต พร้อมส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมร่วมกัน

เปิดโครงการปีที่ 9


    นายธรรมรัตน์  โชควัฒนา กรรมการบริหาร บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า วาโก้ถือเป็นแบรนด์แรกในกลุ่มธุรกิจสิ่งทอ ที่ได้รับการรับรองฉลากเขียว (Green Label) จากสถาบันสิ่งแวดล้อมไทยว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ ปลอดภัย และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการอย่างสมบูรณ์แบบ ตั้งแต่การจัดซื้อวัตถุดิบ การผลิต การขนส่ง การส่งมอบสินค้า การดูแลผู้บริโภค ไปจนถึงการกำจัดผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพ สะท้อนให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ด้านความรับผิดชอบต่อสังคมที่วาโก้ผลักดันมาตลอดผ่านกิจกรรมต่างๆ รวมถึงโครงการสำคัญอย่าง “วาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ” เพราะเชื่อว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นวิกฤตเร่งด่วน ที่ส่งผลกระทบโดยตรงกับทุกคน และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น


    ด้านอินทิรา นาคสกุล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) เผยว่า จากสถิติ ประเทศไทยมีประชากรหญิงอายุ 10-69 ปี มากกว่า 28 ล้านคน จากการสำรวจพบว่า ใน 1 ปี ผู้หญิงจะซื้อบราใหม่ราว 5-12 ตัว และเลือกทิ้งบราเก่าประมาณ 2 ตัว โดยบรา 1 ตัวมีน้ำหนักเฉลี่ย 100 กรัม เท่ากับว่าทุกปีจะมีการทิ้งบราเป็นขยะเพิ่มขึ้นถึง 5,636 ตัน ปีนี้วาโก้จึงได้ร่วมกับสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรี ในพระอุปถัมภ์พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ, กรมส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยพันธมิตรภาคเอกชนต่างๆ อาทิ ห้างสรรพห้างเซ็นทรัล โรบินสัน และเดอะมอลล์กรุ๊ป ขับเคลื่อนโครงการฯ โดยเปิดรับบริจาคบราเก่าเสื่อมสภาพทุกแบรนด์ 


    “ซึ่งนับตั้งแต่เริ่มต้นโครงการวาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ มาตั้งแต่ปี 2555 จนถึงปี 2562 วาโก้ได้มีส่วนช่วยกำจัดบราเสื่อมสภาพไปแล้วเป็นจำนวนรวม 363,000 ตัว หรือลดขยะชุมชนไปได้กว่า 36 ตัน ช่วยทดแทนการใช้พลังงานจากถ่านหินได้กว่า 29 ตัน และลดการเกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ถึงกว่า 7,000 ต้น โดยปีนี้ตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดบริจาคสะสมตั้งแต่เริ่มโครงการฯ ให้ได้ถึง 500,000 ตัวเพื่อฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีไทยวาโก้” อินทิรา กล่าว


    อินทิรา กล่าวต่อว่า สำหรับบราเก่าที่ได้รับบริจาค ทางโครงการฯ จะคัดแยกส่วนหนึ่งที่ยังคงสภาพดีใช้งานได้   นำไปมอบให้กับสตรีในบ้านพักฉุกเฉิน นำไปประดิษฐ์เป็นของชำล่วยเล็กๆ น้อยๆ เท่าที่จะนำไปทำได้ เช่น พวกลูกไม้ต่างๆ ส่วนที่เหลือก็จะนำไปทำลายในเตาเผาระบบปิดที่ผลิตปูนซีเมนต์ความร้อนสูง 1,800 องศาเซลเซียส นอกจากจะใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในการผลิตปูนซีเมนต์แล้วการกำจัดบราเก่าเสื่อมสภาพด้วยวิธีนี้ยังไม่ก่อให้เกิดขี้เถ้า มลพิษPM 2.5 และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม และยังช่วยลดปริมาณขยะตกค้างจากการฝังกลบได้อีกด้วย 

ส่วนของชุดชั้นในที่ยังใช้ได้จะถูกนำไปประดิษฐ์เป็นของชำล่วยโดยสตรีในบ้านพักฉุกเฉิน 


    ขณะเดียวกัน ในการขับเคลื่อนโครงการวาโก้บราเดย์ บราเก่าเราขอ นอกจากจะมุ่งเป้ารณรงค์ให้ทุกคนช่วยกันดูแลสิ่งแวดล้อมแล้ว ทั้งนี้ ในส่วนที่นำไปมอบให้สมาคมสตรีฯ เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมการสร้างรายได้และอาชีพแก่ผู้ที่ขาดแคลนโอกาส ภายใต้สโลแกนหลัก “บรามีค่า สร้างอาชีพ รักสิ่งแวดล้อม” โดยวาโก้จะมอบชิ้นส่วนและวัตถุดิบสภาพดีที่เหลือจากการผลิตชุดชั้นในให้กับสตรีบ้านพักฉุกเฉินที่อยู่ในการดูแลของสมาคมส่งเสริมสถานภาพสตรีในพระอุปถัมภ์ฯ พร้อมทั้งส่งผู้เชี่ยวชาญด้านการตัดเย็บไปให้ความรู้ เพื่อต่อยอดการสร้างสรรค์งานฝีมือให้มีมูลค่ายิ่งขึ้น เป็นการส่งต่อกำลังใจช่วยให้คนกลุ่มนี้กลับคืนสู่สังคมได้อย่างเข้มแข็ง โดยวาโก้สั่งซื้อผลิตภัณฑ์งานประดิษฐ์เหล่านั้นมาอย่างต่อเนื่อง รวมมูลค่า 10,712,487 บาท


    อย่างไรก็ตามผู้สนใจสามารถนำบราเก่าหรือบราเสื่อมสภาพที่ไม่ใช้แล้วทุกแบรนด์ มาบริจาคได้ที่ วาโก้ช็อปและเคาน์เตอร์วาโก้ทุกสาขาทั่วประเทศ หรือส่งทางไปรษณีย์มายังฝ่ายกิจกรรมเพื่อสังคม (CSR) บริษัท ไทยวาโก้ จำกัด (มหาชน) 132 ซ.เจริญราษฎร์ 7 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กรุงเทพฯ 10120 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 02-296-9979 

นายกฯให้กำลังใจจนท.ทุกส่วนเริ่มงานตามพรก.ฉุกเฉินวันแรก พร้อมสั่ง-ขอร่วมมือ 10 ข้อควรปฏิบัติ


 

26 มี.ค.63 - นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทุกส่วน ทั้งหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ท้องถิ่น ฝ่ายปกครอง และฝ่ายความมั่นคง ที่เริ่มปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินวันแรกในวันนี้ และต้องทำงานใกล้ชิดกับประชาชน ขอให้ระมัดระวังตัวเองให้ปลอดภัย มีความอดทน เสียสละ และให้อภัย พร้อมทั้งสั่งการผู้มีอำนาจหน้าที่ให้ดำเนินการ และขอความร่วมมือประชาชน 10 ข้อ ดังนี้

1. ให้ประชาชนงดหรือชะลอการเดินทางไปต่างจังหวัด หากมีความจำเป็นให้ปฏิบัติตามมาตรการควบคุมโรค เช่น กักตัวเอง 14 วัน
2. ให้ประชาชนใช้แอปพลิเคชันที่ทางราชการกำหนด สำหรับผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนา เพื่อติดตามป้องกันควบคุมโรค
3. ให้ประชาชนร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อประโยชน์ของตัวเองและครอบครัว
4. ให้ประชาชนยึดหลักเว้นระยะห่างทางสังคม (Social distancing) อยู่ห่างกันอย่างน้อย 1-2 เมตร และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
5. ให้ประชาชนดูแลตัวเอง สวมหน้ากากอนามัย ไม่มั่วสุม
6. ให้เจ้าหน้าที่จัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ ยา เวชภัณฑ์ และสถานที่ให้เพียงพอกับผู้ป่วย
7. ให้เจ้าหน้าที่ควบคุมราคาสินค้า ไม่ให้ผู้บริโภคเดือดร้อน เช่น ราคาไข่ไก่ ฯลฯ
8. ให้เจ้าหน้าที่แก้ไขกฎระเบียบการจัดซื้อ และลดภาษีการนำเข้าอุปกรณ์ทางการแพทย์
9. ให้เจ้าหน้าที่เร่งประสานความร่วมมือกับต่างประเทศ เพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน
10. ให้เจ้าหน้าที่ดูแลช่วยเหลือคนไทยในต่างประเทศ และชาวต่างชาติในไทยที่มีใบอนุญาตให้ทำงาน

นางนฤมล กล่าวอีกว่า สำหรับการติดตามตัวผู้ที่เดินทางกลับภูมิลำเนาในต่างจังหวัดนั้น รัฐบาลได้ต่อยอดใช้ประโยชน์จากแอปพลิเคชัน AOT Airports ที่ใช้ติดตามตัวคนไทยที่เดินทางเข้าประเทศ โดยได้ปรับปรุงให้ใช้งานสะดวกขึ้น เพื่อให้แต่ละจังหวัดส่งเจ้าหน้าที่ไปพบกับคนกลุ่มเสี่ยง และให้ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันดังกล่าว โดยระบุสถานที่กักกันตัวเอง กักตัวเอง 14 วัน และทุกวันต้องรายงานตัวผ่านระบบ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบสัญลักษณ์สีต่าง ๆ ว่ายังคงกักกันตัวและปลอดภัยหรือไม่

และหากผู้ใช้ออกจากสถานที่กักกันเกิน 50 เมตร ไม่รายงานตัว หรือปิดแอป เจ้าหน้าที่จะทราบข้อมูล และลงไปตามหาตัวในพื้นที่ได้ทันที ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มนำร่องใช้งานแล้วที่ จ.บุรีรัมย์ นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงและฝ่ายปกครองที่ประจำจุดตรวจคัดกรองการเดินทางข้ามจังหวัด ใช้ในการตรวจสอบว่าบุคคลกลุ่มเสี่ยงได้รายงานตัวและกักกันตัวเองครบ 14 วันแล้ว ตามมาตรฐานการควบคุมโรคแล้วหรือไม่ได้อีกด้วย

...................................................

26 มี.ค. 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน