*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4041
  • จำนวนผู้ชม : 2542410
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< มีนาคม 2020 >>
อา พฤ
1 2 3 4 5 6 7
8 9 10 11 12 13 14
15 16 17 18 19 20 21
22 23 24 25 26 27 28
29 30 31        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 30 มีนาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 291 , 17:15:54 น.  
หมวด : ท่องเที่ยว

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน wullopp โหวตเรื่องนี้

link@: เปลว สีเงิน - อสม. หน่วยรบที่โลกลืม// ศาลไม่รับฟ้องคดีหมิ่นสิระ เสรีย์โล่ง

สวัสดีครับ

         เห็นการทำงานของฝ่ายปฏิบัติการณ์ทั้งหมดแล้ว ใจชื้นขึ้นเยอะเลยครับ ูกที่ถูกเวลาเผงๆทั้งนั้น สะสมเป็นผลงาน

ของนายกฯ 'ลุงตู่' เพียบเลยแหล่ะ แต่ยังมีพวกไม่ทำงานที่อยู่ฝ่ายค้าน เช่น ;หญิงหน่อย' เกรงว่าไม่มีอะไรกับเขาบ้าง

เลย ก็ขอพูดอิงๆเข้าไว้บ้าง

          ก็ว่ากันไป แต่ถ้าใครจะออกมาจุ้นมากเกิน ปชช.ก็ช่วยกันด่าเปิงไปแล้ว

 

 

 

 

เยอรมนีเล็งตรวจแอนติบอดีครั้งใหญ่ ปลดล็อกดาวน์คนมีภูมิคุ้มกัน

30 มีนาคม 2563 - 16:39 น.
โควิด19,แอนติบอดี,เยอรมนี
ต่างประเทศ
 
นักวิจัยเยอรมันเล็งตรวจภูมิคุ้มกันครั้งใหญ่ต้นเดือนเม.ย. เพื่อคุมไวรัสและออกใบรับรองภูมิคุ้มกันให้ ไม่ต้องถูกคุมเข้ม  

                     เดร์ ชปีเกล นิตยสารข่าวแถวหน้าของเยอรมนี รายงานว่า หนึ่งในแผนต่อสู้ไวรัสโรคโควิด-19 และเตรียมการกลับเข้าภาวะปกติ ที่นักวิทยาศาสตร์เยอรมันจะนำมาใช้ก็คือการลุยตรวจแอนตีบอดีครั้งใหญ่ เพื่อเก็บข้อมูลจำนวนประชากรที่มีภูมิต้านทานไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์ใหม่ 

                    โครงการนี้อยู่ภายใต้การกำกับของศูนย์เฮล์มโฮลตซ์เพื่อวิจัยการติดเชื้อในเมืองเบราน์ชไวค์  ร่วมกับหน่วยงานด้านสุขภาพและวิทยาศาสตร์อื่นๆของประเทศ รวมถึงสถาบันโรเบิร์ต-คอช  

                    เกราร์ด เคราเซอ นักระบาดวิทยาหัวหน้าโครงการ กล่าวว่า ทีมงานจะเริ่มตรวจเลือดประชาชนคราวละ 1 แสนคนต้นเดือนหน้า เพื่อสำรวจแอนติบอดีที่ร่างกายของผู้ที่เป็นพาหะสร้างขึ้น จากนั้น ก็จะใช้ข้อมูลจากตรวจนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อประเมินว่าจะปรับมาตรการล็อกดาวเมื่อไหร่และอย่างไร แนะนำรัฐบาลว่าควรเปิดโรงเรียนได้เมื่อไหร่ หรืออนุญาตให้กลับมาชุมนุมหรือรวมตัวกันได้อีกครั้งเมื่อไหร่ 

                    ส่วนคนที่มีภูมิคุ้มกัน จะได้รับเอกสารรับรอง เหมือนกับการฉีดวัคซีนแล้ว  เพื่อให้ได้รับการยกเว้นจากมาตรการคุมเข้ม เช่นไปทำงาน นอกจากนี้ การตรวจยังจะให้ภาพชัดเจนมากขึ้นด้วยว่าแท้จริงแล้ว เยอรมนีมีผู้ติดเชื้อและมีแอนติบอดีเท่าไหร่ 

                    โครงการนี้จะทดสอบคราวละ 1 แสนคน ก่อนตรวจซ้ำเป็นระยะ ผลชุดแรกน่าจะทราบภายในสิ้นเดือนหน้า  แต่ยังมีปัญหาบ้างตรงที่ชุดตรวจแอนตีบอดี Sars-Cov2  บางครั้งแสดงผลเป็นไวรัสโคโรน่าสายพันธุ์อื่น ซึ่งผู้ใหญ่ราว 90% มีภูมิต้านทานอยู่แล้ว ซึ่งในเรื่องนี้นักวิทยาศาสตร์ก็กำลังพยายามพัฒนาชุดตรวจให้แม่นยำมากขึ้นในระยะ 2-3 เดือนนี้ 

กทม.เยียวยา 1 แสนครัวเรือน

30 มีนาคม 2563 - 16:48 น.
COVID19,โควิด19,ข่าววันนี้,คมชัดลึก

กทม.เตรียมออกมาตรการเยียวยา 1 แสนครัวเรือน ลดผลกระทบโควิด-19

               30 มี.ค.2563-ที่ห้องรัตนโกสินทร์ ศาลาว่าการ กทม. พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าฯกทม. เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหาร ครั้งที่ 7/2563 โดยในที่ประชุมสำนักพัฒนาสังคม ได้รายงานมาตรการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ในส่วนของกทม.และแนวทางการให้ความช่วยเหลือกรณีผู้ว่างงานที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรค ตามระเบียบ กทม.ในระยะเร่งด่วน

การเมือง

ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังทยอยกลับจากตปท.

30 มีนาคม 2563 - 16:05 น.
COVID19,โควิด19,ข่าววันนี้,คมชัดลึก

ไทยติดโควิด อันดับที่ 34 ของโลก กระจาย 59 จังหวัด สนามมวย-สถานบันเทิง ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังคนไทยทยอยกลับจากต่างประเทศ เร่งสอบสวนเหตุเสียชีวิตรายใหม่ 2 ราย อายุไม่มาก-รักษาเร็ว แต่ปอดติดเชื้อรุนแรง

            กระทรวงสาธารณสุข -30 มี.ค.2563-ไทยติดโควิด อันดับที่ 34 ของโลก กระจาย 59 จังหวัด สนามมวย-สถานบันเทิง ยังไม่จบ กทม.พบติดเชื้อเพิ่มหลังคนไทยทยอยกลับจากต่างประเทศ เร่งสอบสวนเหตุเสียชีวิตรายใหม่ 2 ราย อายุไม่มาก-รักษาเร็ว แต่ปอดติดเชื้อรุนแรง ขณะที่ N 95 ชุด PPE ส่งถึงเขตสุขภาพภาคเหนือตอนบนพรุ่งนี้

จุฬาฯจัดใหญ่มอบชุดตรวจโควิด-19 แบบรวดเร็วแสนชุด

30 มีนาคม 2563 - 09:53 น.
นายกฯ,โควิด-19,ชุดตรวจโควิด-19จุฬา,ข่าววันนี้,ทำเนียบรัฐบาล

"จุฬาฯ"มอบนวัตกรรมบริการตรวจคัดกรองเชื้อ "โควิด-19" แบบรวดเร็ว ผ่าน"นายกฯ"  

30 มีนาคม 2563 พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกระฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อปฏิบัติภารกิจในเวลาประมาณ 09.00 น. เพื่อเป็นประธานในการประชุมร่วมกับส่วนราชการ ในที่ประชุม บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ( โควิด - 19 )  

 

ทำการเมืองให้เป็นในช่วงโควิด-19

30 มีนาคม 2563 - 00:00 น.
นักการเมือง,โควิด19

นักการเมืองที่รู้เท่าทันสถานการณ์จะเข้าใจว่าควรทำการเมืองอย่างไร ที่จะช่วยทั้งแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศและได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้น บทความพิเศษ โดย ผศ.ดร.สุวิชา เป้าอารีย์

          การเมืองเป็นเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์ที่ประกอบไปด้วยกิจกรรมทางการเมืองที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาต่อรอง ความขัดแย้ง การโจมตีกัน การหลอกลวงกัน การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กัน การแบล็กเมล์ การข่มขู่ การประนีประนอม การร่วมมือกัน การหักหลังกัน และละครทางการเมืองอื่นๆ อีกมากมาย โดยมีนักการเมืองทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการเป็นตัวแสดงหลัก

          นักการเมืองฝ่ายรัฐบาลต้องทำทุกอย่างเพื่อให้อยู่รอดในอำนาจและมีชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยการกำหนดนโยบาย มาตรการหรือกิจกรรมทางเศรษฐกิจ สังคมและการเมืองที่สามารถสร้างความได้เปรียบทางการเมืองให้ตนเอง (ทุกๆ รัฐบาลก็ทำแบบนี้แหละ) 

          ฝ่ายค้านก็เช่นเดียวกันต้องทำทุกอย่างเพื่อหาทางล้มรัฐบาล เปลี่ยนขั้วทางการเมือง หรือเพื่อสร้างฐานคะแนนนิยมให้พรรคตนเองในการเลือกตั้งครั้งหน้า ด้วยกิจกรรมทางการเมืองหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการวิพากษ์วิจารณ์เสนอแนะหรือตรวจสอบการดำเนินงานของรัฐบาล การรณรงค์ทางการเมืองและอาจรวมถึงการพาประชาชนลงไปบนถนนด้วย เป็นต้น

          ในภาวะปกติทั้งสองฝ่ายจะเล่นการเมืองและห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด เกมการเมืองและกลยุทธ์ในการเอาชนะกันจะถูกนำมาใช้กันแบบไม่มีวันหยุด โดยทั้งหมดนี้จะอ้างความชอบธรรมว่าทำไปเพื่อประเทศชาติและประชาชน (ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน)

          แม้แต่ในภาวะวิกฤติ ความเป็นความตายของประเทศชาติและประชาชน เราคงไม่สามารถบังคับนักการเมืองให้มีวันหยุดทางการเมืองได้ (political holidays) แต่นักการเมืองที่รู้เท่าทันสถานการณ์จะเข้าใจว่าควรทำการเมืองอย่างไรที่จะสามารถช่วยทั้งแก้ไขปัญหาวิกฤติของประเทศและได้รับคะแนนนิยมเพิ่มขึ้นในขณะเดียวกันได้ แต่ก็ยังมีนักการเมืองที่ไม่เข้าใจสถานการณ์ เล่นการเมืองแบบเดิมๆ ออกมาแสดงความคิดเห็นและบทบาททางการเมืองผิดที่ผิดเวลาจนถูกถล่มผ่านทั้งสื่อกระแสหลักและโซเชียลมีเดีย

          ขอเริ่มจากฝ่ายค้านน้องใหม่มาแรงไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้านนอกสภาอย่างคณะก้าวหน้าหรือฝ่ายค้านในสภา เช่นพรรคก้าวไกลที่ประกอบไปด้วยแกนนำและสมาชิกอดีตพรรคอนาคตใหม่ที่ได้ฉกฉวยโอกาสทางการเมืองในขณะที่รัฐบาลกำลังมึนกับวิธีการแก้ไขการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ด้วยการแสดงความคิดเห็นและข้อเรียกร้องต่างๆ ทางการเมือง (ที่ไม่ค่อยจะถูกที่ถูกเวลาสักเท่าไร) ไม่ว่าจะเป็นการเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีลาออก อยากแก้ไขรัฐธรรมนูญและมีการเลือกตั้งใหม่ รวมถึงการวิจารณ์การออกพ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 เป็นต้น อย่างไรก็ตาม การเล่นการเมืองในรูปแบนี้ในภาวะวิกฤติทำให้ทั้งคณะก้าวหน้าและพรรคก้าวไกลถูกโจมตีอย่างหนักจากหลายๆ ฝ่าย ว่าในภาวะวิกฤติที่ทุกฝ่ายทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาแต่กลุ่มนักการเมืองรุ่นใหม่เหล่านี้กลับสนใจแต่จะเล่นการเมือง ต่อต้านรัฐบาลเพื่อหวังความได้เปรียบทางการเมือง

          อย่างไรก็ตามแม้ว่าในช่วงหลังจะส่งส.ส.ของพรรค สองคนที่เป็นหมอ ออกมาสื่อสารสาธารณะในเชิงสร้างสรรค์มากขึ้น (เห็นบอกว่ายินดีใช้ความเป็นวิชาชีพหมอไปช่วยงานรัฐ เอาเลย...โรงพยาบาลในสามจังหวัดชายแดนใต้กำลังต้องการหมอพอดี) รวมถึงการที่โฆษกพรรคก้าวไกลแสดงการสนับสนุนรัฐบาลในการออกมาตรการ “เราไม่ทิ้งกัน” เพื่อดูแลแรงงานนอกระบบ รายละ 5,000 บาทต่อเดือน เป็นระยะเวลา 3 เดือน อย่างไรก็ตามไม่แน่ใจว่าการพลิกบทบาททางการเมืองตอนนี้จะทันหรือเปล่า ในเมื่อไฟไหม้ไปแล้วจากความสะเพร่า ไม่ดูตาม้าตาเรือหรือทำการเมืองไม่เป็นของแกนนำพรรคและผู้สนับสนุนพรรค (คิดว่าคะแนนนิยมได้หายไปบางส่วนแล้ว)

          ในขณะที่ฝ่ายค้านอย่างพรรคเพื่อไทยก็มีทั้งกลุ่มที่ทำการเมืองเป็นและไม่เป็นในภาวะวิกฤติ กลุ่มที่เข้าใจสถานการณ์ก็จะพยายามแสดงออกในทางสร้างสรรค์ แม้ว่าจะมีการประชดประชันบ้างตามประสานักการเมืองด้วยการออกมาเห็นด้วยกับ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน การให้ข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหาโควิด-19 เป็นต้น แต่ในขณะเดียวกันสมาชิกพรรคเพื่อไทยอีกกลุ่มก็เอาแต่เล่นการเมืองแบบไม่ดูกาลเทศะ ออกมาบอกว่าประชาชนจะถูกลิดรอนสิทธิเสรีภาพจากพ.ร.ก.ฉบับนี้ แต่ก็ไม่มีข้อเสนอแนะใหม่ๆ ที่ดูเป็นรูปธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้ ดูไปแล้วเป็นพวกมือไม่พายเอาเท้าราน้ำจริงๆ...หัวหน้าพรรค (อยู่ที่ไหน) จัดการทีสิ

          ส่วนฝ่ายรัฐบาล นายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และพรรคพลังประชารัฐนั้น วิกฤติไวรัสโควิด-19 คือบททดสอบว่าจะเป็นรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพแค่ไหน นายกรัฐมนตรีจะมีภาวะผู้นำในยามวิกฤติแค่ไหนในการแก้ไขปัญหาที่ร้อยกันเป็นลูกโซ่ จากปัญหาด้านโรคระบาดไปสู่ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสังคม ปัญหาการบริหารและปัญหาความมั่นคง

          แน่นอนความต้องการสูงสุดของประชาชนคือต้องการให้ไวรัสนี้หายไปโดยเร็วและไม่กลับมาอีก แต่ก็เข้าใจว่าเป็นไปได้ยากเพราะไม่ใช่ปัญหาของประเทศไทยประเทศเดียวแต่เป็นปัญหาของคนทั้งโลก แต่อย่างน้อยที่สุดคือรัฐบาลต้องทำให้ปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสอยู่ในระดับที่ควบคุมได้และค่อยๆ หมดไปตามสถานการณ์ของโลก รวมถึงมีมาตรการในการรองรับผลกระทบที่ชัดเจน (รวมถึงการสื่อสารที่ชัดเจนด้วยนะ) เป็นรูปธรรม ปฏิบัติได้จริง มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ถ้าทำได้ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะส่งบวกผลต่อคะแนนนิยมของพล.อ.ประยุทธ์ และพรรคพลังประชารัฐ (รัฐบาลอยู่ยาวแน่!) แต่ถ้าทำไม่ได้...ก็คงจะไม่ได้เจอกันอีก

          ในส่วนของพรรคภูมิใจไทยนั้น หัวหน้าพรรค อนุทิน ชาญวีรกูล แสดงบทบาทเด่นเก็บคะแนนไปเรื่อยๆ ตั้งแต่เริ่มต้นการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 อย่างไรก็ตามในช่วงหลังอนุทินก็เริ่มมีอาการเมาหมัดบ้างจากการตอบคำถามผู้สื่อข่าวทั้งไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการตอบคำถามแบบคลุมเครือทำให้คนทั้งชาติเข้าใจว่าอนุทินตำหนิการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้อนุทินถูกรุมยำในโซเชียลมีเดียและสื่อกระแสหลัก แต่ในที่สุดก็ออกมาแก้ไขสถานการณ์ทันด้วยการออกมาขอโทษและอธิบาย รวมถึงการมีข้อมูลเสริมที่มาจากโซเชียลมีเดีย ก็ทำให้สังคมกระจ่างขึ้นว่าที่อนุทินพูดไปหมายถึงอะไร แต่ก็เป็นบทเรียนที่ดีต่ออนุทินว่าให้คิดลึกๆ ก่อนสื่อข้อความสู่สาธารณะจะได้ไม่พลาด อย่าลืมว่าเราอยู่ในสังคมที่คนจำนวนหนึ่งเป็นกระต่ายตื่นตูม พอใจอ่านแต่หัวข้อข่าว ไม่วิเคราะห์ข้อมูล สนุกกับการปั่นประเด็น ชอบเกาะกระแส และมีความสุขกับการสร้างดราม่า

          พรรคประชาธิปัตย์ในทางกลับกัน หัวหน้าพรรค จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ไม่สามารถแสดงบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นปัญหาหน้ากากอนามัย เจลล้างมือไปจนถึงไข่ไก่ หากหัวหน้าพรรคทำการเมืองเป็น รู้จักแสดงบทบาทนำอย่างเข้มแข็งในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเหล่านี้ตั้งแต่เริ่มต้นในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ พรรคคงเก็บคะแนนไปมากแล้ว ในเมื่อสถานการณ์ตอนนี้ไม่สามารถหวังพึ่งผลงานหัวหน้าพรรค ในการเพิ่มคะแนนนิยมได้ รัฐมนตรีพรรคประชาธิปัตย์คนอื่นๆ ก็ควรแสดงบทบาทนำแทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐมนตรีจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ที่แม้ว่าจะไม่เกี่ยวข้องโดยตรงกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 แต่ก็มีอำนาจและกลไกทางราชการในการแก้ไขและป้องกันปัญหาผลกระทบของสถานการณ์วิกฤติที่มีต่อประชาชนได้ หากไม่ทำตอนนี้ก็อาจจะกลายเป็น “สาละวันเตี้ยลง” ในการเลือกตั้งสมัยหน้า (...ขยันๆ หน่อย)

          โดยทั่วไปแล้วทุกพรรคการเมืองจะมีแฟนคลับประเภทติ่งหรือรักจนใจขาดดิ้นและจะไม่ทิ้งพรรค ไม่ว่าบุคคลในพรรคจะมีพฤติกรรมใดๆ ก็ตาม ในขณะที่พวกต่อต้านแบบไม่เผาผีก็อย่าหวังว่าจะได้คะแนนจากพวกเขาไม่ว่าพรรคจะทำดีแค่ไหน แต่กลุ่มที่สำคัญคือกลุ่มพลังเงียบ กลุ่มที่ยังไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดจนสุดตัว สามารถเปลี่ยนใจได้ตลอดหรือเรียกง่ายๆ ว่าไม่ใช่ติ่งของพรรคใดพรรคหนึ่ง กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ใหญ่มากในสังคมไทยและจะเป็นผู้ตัดสินว่าใครควรจะเป็นรัฐบาลหรือใครควรจะเป็นฝ่ายค้าน โดยผลการสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพล เรื่อง “1 ปีหลังการเลือกตั้งทั่วไป” แสดงไห้เห็นค่อนข้างชัดเจนว่าคนไทยจำนวนมากไม่ยึดติดกับพรรคการเมืองใดพรรคการเมืองหนึ่ง แต่ส่วนใหญ่จะผันแปรตามสถานการณ์

          ในข้อคำถามเกี่ยวกับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกผู้สมัคร ส.ส. หรือพรรคการเมือง/กลุ่มการเมืองเดิม หากวันนี้เป็นวันเลือกตั้งพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 34.13 ระบุว่าจะลงคะแนนให้ผู้สมัครส.ส. หรือพรรคการเมือง/กลุ่มการเมืองอื่น รองลงมาร้อยละ 33.10 ระบุว่าลงคะแนนให้ผู้สมัครส.ส. หรือพรรคการเมือง/กลุ่มการเมืองเดิมที่เคยเลือก ร้อยละ 11.93 ระบุ ยังไม่ตัดสินใจ ขอดูนโยบายของพรรค ความรู้ความสามารถของตัวส.ส. และดูว่า ส.ส. ที่จะเลือกอยู่พรรคไหน ร้อยละ 10.42 ระบุว่า ไปเลือกแต่ไม่ลงคะแนนให้ใคร (Vote No) ร้อยละ 4.06 ระบุว่า ไม่ไปลงคะแนน

          สรุปได้ใจความว่าประมาณหนึ่งในสามยังคงพึงพอใจพรรค/กลุ่มการเมืองเดิมที่เคยเลือก อีกประมาณหนึ่งในสามบอกจะเลือกพรรคอื่น ประมาณหนึ่งในสิบบอกว่าขอพิจารณาดูก่อนและอีกประมาณหนึ่งในสิบเป็นพวกไม่ถูกชะตากับพรรคการเมืองใดเลย

          คำถามคือพรรคใดอยู่ในการตัดสินใจในข้อไหนของประชาชน

          ทำการเมืองให้เป็นในช่วงวิกฤติโควิด-19 แล้วก็จะรู้เอง

 

5 อันดับข่าวฮิต
  • กราฟแสดงผลชัดเจน ผู้ติดเชื้อโควิดรายใหม่จากต่างจังหวัด พุ่งสูงปรี๊ด แซงหน้า กทม. แล้ว
    30 มีนาคม 2563 - 12:43 น.
  • ด่วน ไทยเสียชีวิต 9 รายแล้ว จากโควิด
    30 มีนาคม 2563 - 13:21 น.
  • นักศึกษาไทยในลอนดอนโพสต์ขอโทษ ที่นำเชื้อกลับมาไทย ถ้าไม่กลับต้องตายแน่ๆ
    30 มีนาคม 2563 - 09:24 น.
  • สาวขอโทษทั้งน้ำตา ติดโควิด พบไม่กี่วันนำน้ำมาแจกทีมแพทย์
    30 มีนาคม 2563 - 13:35 น.
  • ด่วน ไทยติดเชื้อเพิ่ม 136 ราย ยอดสะสม 1,524 ราย
    30 มีนาคม 2563 - 11:37 น.
    ..............................................
     

    ภัยโควิดสะท้อนวิกฤตินักโทษล้นคุก แนะเชิงรุกใช้มาตรการอื่นแทนคุมขัง

    28 มี.ค. 2563
    301 64
    ภัยโควิดสะท้อนวิกฤตินักโทษล้นคุก แนะเชิงรุกใช้มาตรการอื่นแทนคุมขัง

    จากสถานการณ์ที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ คือการพบผู้ต้องขังในเรือนจำติดเชื้อโควิด-19 แม้ล่าสุดจะมีข้อมูลยืนยันเพียง 2 รายจาก 2 เรือนจำก็ตาม แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าภายในเรือนจำมีนักโทษล้น และต้องอยู่กันอย่างแออัด จึงมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดการแพร่ระบาดใหญ่ได้

    ขณะที่ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สั่งใช้กฎเหล็ก "คนในห้ามออก คนนอกห้ามเข้า" รวมทั้งให้เร่งสร้างห้องกักโรค และห้องน้ำ ให้เพียงพอได้สัดส่วนกับผู้ต้องขัง เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดการระบาด

    ปัญหานี้เป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ถึงขนาดสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ยังออกมาแสดงความกังวล เพราะเกรงจะเกิดโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ ทำให้สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ เสนอมาตรการเพิ่มเติมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว เพราะเห็นว่าปัญหา "นักโทษล้นคุก ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ" ในบ้านเรานั้น วิกฤติจริงๆ

    ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ผู้อำนวยการ TIJ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจและสนับสนุนมาตรการของกรมราชทัณฑ์ที่ดำเนินการได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ แต่สิ่งที่ TIJ อยากเสนอเพิ่มเติมก็คือ การจัดการปัญหา "ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ" อย่างเป็นระบบทั้งระยะเฉพาะหน้าและระยะยาว เพราะปัญหานี้เป็นปัญหาใหญ่ของเรือนจำในบ้านเราอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเจอกับสถานการณ์โรคระบาด จึงทำให้เห็นว่าเป็นปัญหาที่รอไม่ได้อีกต่อไป

    จากข้อมูลของกรมราชทัณฑ์ มีผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศราว 377,000 คน ขณะที่ความจุของเรือนจำทุกแห่งรวมกันอยู่ที่ 250,000 คนเท่านั้น สะท้อนว่ามีจำนวนผู้ต้องขังเกินกว่าความจุมาถึงกว่า 127,000 คน จนเป็นที่ทราบกันว่าผู้ต้องขังแต่ละคนมีที่นอนคนละไม่ถึง 1 ตารางเมตร ฉะนั้นจะใช้มาตรการ "ระยะห่างทางสังคม" หรือ social distancing ย่อมเป็นไปไม่ได้

    และหากปล่อยไว้แบบนี้ อาจเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับผู้ต้องขัง ยิ่งหลายๆ เรือนจำมีมาตรการงดเยี่ยมญาติด้วย ยิ่งเสี่ยงทำให้เกิดความเครียด ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการก่อจลาจลแล้วในเรือนจำบางประเทศ เช่น อิตาลี หรือโคลัมเบีย ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนไม่น้อย

    จากการเก็บข้อมูลของ TIJ มีมาตรการเชิงรุกเสนอเพิ่มเติมจากมาตรการของกรมราชทัณฑ์ คือ พิจารณาให้ปล่อยชั่วคราว หรือปล่อยตัวผู้ต้องขังบางส่วนที่อยู่ในข่ายสมควรได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ ประกอบด้วย

    - นักโทษเด็ดขาด (หมายถึงคดีถึงที่สุดแล้ว) ที่เหลือโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี กลุ่มนี้มีจำนวน 72,000 คน

    - "ผู้ต้องขังระหว่างพิจารณา" ซึ่งหมายถึงผู้ต้องขังที่อยู่ระหว่างการต่อสู้คดี ต้องถูกคุมขังทั้งๆ ที่คดียังไม่ถึงที่สุด เพราะไม่ได้รับประกันตัว รวมทั้งมีบางรายถูกกักขังแทนค่าปรับ เนื่องจากไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ กลุ่มนี้มีราวๆ 67,000 คน นับเป็นสถิติที่สูงมากแห่งหนึ่งของโลก

    - ผู้ต้องขังสูงอายุ ซึ่งมีความเสี่ยงได้รับอันตรายถึงชีวิตหากโควิดระบาด ทุกเรือนจำมีผู้ต้องขังอายุเกิน 60 ปีที่คดีถึงที่สุดแล้วรวมกันราวๆ 5,800 คน

    - กลุ่มผู้ต้องขังคดีลหุโทษ หรือความผิดเล็กๆ น้อยๆ เช่น กระทำผิด พ.ร.บ.ป่าไม้ กระทำผิด พ.ร.บ.การพนัน หรือเข้าเมืองผิดกฎหมาย กลุ่มนี้มีอีก 9,000 คน

    ผู้ต้องขังเหล่านี้ กรมราชทัณฑ์และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมอาจพิจารณาร่วมกัน เพื่อใช้วิธีการปล่อยชั่วคราว (ให้ประกันตัว) หรือปล่อยก่อนกำหนด หรือพักโทษ หรือใช้มาตรการอื่นแทนการคุมขัง เช่น สวมกำไลอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อลดจำนวนผู้ต้องขัง ซึ่งจะเป็นการช่วยลดความแออัดในเรือนจำไปในตัว

    ที่ผ่านมาหลายประเทศก็เริ่มพิจารณาใช้มาตรการเหล่านี้บ้างแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา อิหร่าน อินเดีย เป็นต้น บางประเทศนำระบบเยี่ยมญาติออนไลน์มาใช้ เพื่อลดความเครียดของผู้ต้องขังด้วย

    ดอกเตอร์กิตติพงษ์ บอกด้วยว่า ทั้งหมดนี้เป็นมาตรการที่สามารถดำเนินการได้ทันที ถือเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อแก้วิกฤติไปก่อน และต้องพิจารณาเพิ่มเติมไปถึงห้องกักของ ตม. (สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง) รวมถึงสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนด้วย

    สำหรับระยะยาวคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ประเทศไทยต้องพูดคุยกันอย่างจริงจึงถึงการใช้มาตรการอื่นแทนการคุมขัง เพราะจากสภาพที่เป็นอยู่ ชัดเจนว่าเมืองไทยใช้โทษจำคุกฟุ่มเฟือยเกินไป จนมีปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำติดอันดับสูงสุดของโลก

     ....................................................................

    30 มี.ค. 2563


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน