*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4041
  • จำนวนผู้ชม : 2542410
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< เมษายน 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30    

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 291 , 15:08:27 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , wullopp โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ ขอให้ทุกท่านปลอดภัยจากภยันตรายทั้งหลาย

         ข่าวไวรัสกลายเป็น 'ลมหายใจของข่าวไปแล้วครับ ไม่มีข่าวนี้ก็เซ็งไปตามกัน อย่างไรก็ตาม ติดตามข่าวนี้กันก่อนครับ

สาวไทยผู้ช่วยหมอในนิวยอร์ก เล่าประสบการณ์ให้ทุกคนเลิกบ่นว่าเบื่ออยู่บ้านรัฐบาลเส็งเครง ก่อนจะตายอย่างโดดเดี่ยว

         ส่วนข่าว อเมริกันสังเวยโควิด-19 รายวันมากเป็นสถิติใหม่อีก ยอดตายรวมพุ่งเกิน 7,000 ศพแล้ว ติดเชื้อมากกว่า 270,000 ราย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แนะนำพลเมืองอเมริกัน 330 ล้านคนควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องปะปนกับผู้คน แต่ไม่ได้บังคับ เพราะเขาเองก็จะไม่ใช้เหมือนกัน

         รั้นชิหาย .......


ภาพ:Bebe Patumanon

5 เม.ย.63- ผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Bebe Patumanon คนไทยในนิวยอร์ก โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่าจริงๆแล้วไม่อยากเกาะกระแส Covid 19 แต่อยากให้ทุกคนได้เข้าใจว่าโรคนี้น่ากลัวและใกล้ตัวกว่าที่คิด เราทำงานที่โรงพยาบาล ตำแหน่งคือ Physician Assistant (PA) ตำแหน่งนี้ที่บ้านเรายังไม่มี งานก็คล้ายกับมือขวาของหมอ การเทรนนั้นเหมือนหมอทุกอย่างแต่ใช้เวลาเรียนน้อยกว่า คือจะสั่งยาได้สั่งเล็ป ใส่ท่อ ใส่สายต่างๆใส่เฝือก เย็บแผล ปั้มหัวใจ ... จะเป็นตำแหน่งระหว่างหมอกับพยาบาล แต่เราจะเจอและใช้เวลากับคนไข้มากกว่าหมอเพราะหมอ 1 คน คุมคนไข้30 คน ก็จะมี PA 2 คน ช่วยหมอดูคนไข้คนละ 15 คน ทำงานอยู่ที่ Bronx, NY สองสามอาทิตย์ที่ผ่านมามีแต่คนไข้ Covid 19

 อยากให้ทุกคนที่บ่นว่าเบื่ออยู่บ้าน รัฐบาลเส็งเครง เลิกบ่นเถอะ เพราะเบื่ออยู่บ้านนั้นก็ยังดีกว่าออกมาทำงานด้วยความกลัว ... กลัวตาย

ตอนนี้พวกพนักงานโรงพยาบาลอย่างพวกเราต้องสวดมนต์ขอให้พระคุ้มครอง มองหน้าพ่อ แม่, ลูกน้อย และสามี สั่งเสียกันว่า ไปแล้วอาจจะติดเชื้ออาจจะไม่ได้กลับบ้านนะ รักทุกคนนะ กอดลากันแบบแนบแน่นเหมือนไม่รู้ว่าเราจะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้อีกไหม ไม่คิดเลยว่างานผู้ช่วยหมอต็อกต๋อยอย่างเรามันจะเสี่ยงขนาดนี้

อยากจะบอกว่า ตอนนี้คนไข้ล้นโรงพยาบาล PPE ไม่พอ อันนี้ทุกคนรู้ แต่ที่คุณๆไม่รู้คือ การตายด้วยโรคนี้ เป็นการตายที่โดดเดี่ยวและทรมาน คนไข้พอ admitted แล้ว ครอบครัว ลูก ผัว พ่อ แม่ พี่น้อง ห้ามเยี่ยมเด็ดขาด ตอนแรกอาการอาจจะไม่หนัก แต่พอมารวมแออัดกันกับคนไข้อื่นๆก็เกิดอาการ แบ่งเชื้อกันไปมา cross contaminated ที่ไม่หนักก็อาจจะเกิดเป็นอาการหนักขึ้น

พยาบาลนั้นน่าสงสารที่สุด หมอ กับ PA ก็จะวิ่งเข้าแล้วก็รีบวิ่งออกจากห้องคนไข้เพราะเราพยายามเซฟตัวเองให้สัมผัสกับเชื้อโรคให้น้อยที่สุด แต่พยาบาลต้องเข้าไปตรวจความดัน ให้ยา โดยมากคนไข้ไม่ได้เป็นแค่ Covid แต่มีโรคประจำตัวจิปาถะ ยาก็เยอะ พยาบาลก็ต้องเข้าๆออกๆ เข้าห้องโน้นออกห้องนี้ แต่คุณอย่าลืมว่าคนไข้ทุกคนติดเชื้อ ลองคิดดู 12 ชั่วโมงขลุกอยู่กับเชื้อ Corona แบบไม่ได้พักเพราะคนใข้หลายคนอาการหนัก พอ อ๊อกซิเจนตกก็ต้องรีบเข้าไปดู เพราะห่วงคนไข้เพราะเราเป็นมนุษย์เหมือนกัน

ที่จะบอกว่ากลัวก็เพราะว่า Covid 19 ไปทำลายเนื้อเยื่อปอดโดยตรง ถ้าโชคดีก็ไม่มีอาการ หรือมีบ้างเล็กน้อย แต่คนไข้ที่อาการเริ่มหนักขึ้นก็จะเริ่มหายใจไม่ออก ปอดเร่ิมชื้นมีน้ำท่วม ถ้าคิดไม่ออกก็ลองหลับตาแล้วคิดถึงภาพเรากำลังจมน้ำแล้วหายใจไม่ออก น้ำเต็มจมูกเต็มปาก หรือตอนไปทำฟันแล้วน้ำลายเต็มคอ กลืนไม่ได้ หายใจไม่ออก (จนหมอดูดน้ำออกจากปากเรา เราก็หายใจเฮือกใหญ่แบบรอดตายแล้วกู) มันทรมานขนาดไหน โรคนี้ก็เช่นกัน ทางช่วยอย่างเดียวคือเครื่องช่วยหายใจซึ่งตอนนี้เป็นของล้ำค่า ตกหนักที่หมอต้องเลือกว่าใครจะมีค่าควรกับเครื่องนี้มากกว่ากัน ไม่มีหมอคนไหนอยากทำหน้าที่นี้หรอกนะคุณ มันไม่ใช่หน้าที่ของหมอเลย

คืนก่อนมีคนไข้หนัก สอง สามคน ทุกคนนอนทรมาน พยายามหายใจเข้าออก ทุรนทุรายเพราะปอดไม่ทำงาน พยาบาลโทรมาตาม เข้าไปดูอาการ ก็ต้องเรียก code team ซึ่งปกติจะเป็นทีมฮีโร่ถ้าทีมนี้มาคนไข้เรารอดแน่ แต่ไม่ใช่กับ Covid19 สุดท้ายทีมก็ทำอะไรไม่ได้ เพราะทางออกเดียวคือใส่ท่อช่วยหายใจ ถ้าคนไข้บอกไว้ก่อนแล้วว่าไม่ต้องการใส่ท่อหรือปั๊มหัวใจ เราก็ได้แต่ให้ยามอร์ฟีนเพื่อให้คนไข้ไม่ทรมาน แต่ถ้าคนไข้ full code ก็ต้องใส่ท่อ ปั๊มหัวใจ ทีนี้virusก็จะฟุ้งกระจาย เครื่องป้องกันก็เป็นเศษผ้าบางๆกับหน้ากากกะโหลกกะลา ทีนี้ก็งานเข้ากันทั้งทีม ชุด PPE ตอนใส่นั้นง่าย แต่ตอนถอดแบบจะให้เชื้อไม่ติดมือเสื้อผ้าหน้าผมนี่เป็นเรื่องยาก ถึงกับต้องมี class อบรมกันเลยทีเดียว

Process of dying นี่แหละคือความน่ากลัว ไม่มียาฆ่าไวรัส ไม่มียารักษา รักษาตามอาการ ยาที่ใช้อยู่ตอนนี้ก็เหมือนเสี่ยงดวง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับดวง!!

คือทั้งทีมได้แต่ยืนมองคนไข้นอนทุรนทุรายกระเสือกกระสนต่อสู้เพื่อลมหายใจแต่ละเฮือก แต่ละเฮือกนั่นเป็นสิ่งที่แสนทรมาน สายตาที่มองมาทางพวกเราวิงวอนว่าหมอช่วยด้วย แต่เราก็ได้แต่ยืนนิ่งเพราะเราก็ทำกันสุดความสามารถที่มีแล้ว ญาติพี่น้อง ลูก หลาน ผัว เมีย ก็ไม่ได้ล่ำลา เป็นการตายที่โดดเดี่ยวและทรมาน บางทีก็อดคิดไม่ได้ว่าคนไข้เหล่านี้จะกลัวและโดดเดี่ยว ขนาดไหนในช่วงเวลาสุดท้ายและลมหายใจสุดท้ายของชีวิต คนรักษาก็ได้แต่ยืนมองแล้วก็ได้แต่คิดว่าวันนี้เราจะดวงดีเหมือนเมื่อวานไหม แล้วพรุ่งนี้ล่ะ

เรายืนมองคนไข้ที่รู้หละว่าอาจจะอยู่ได้ไม่ถึงเวลาที่เราจะออกกะคือ 12 ชั่วโมง แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากให้ยากดประสาทเพื่อคนไข้ของเราจะได้ทรมานน้อยลงและหวังว่าจะจากไปอย่างสงบ เหมือนเราไร้ค่าและไม่มีประโยชน์อะไรเลย ที่ร่ำเรียน ฝึกฝนมาไม่ได้ช่วยใครได้เลย

คุณลองคิดดูว่าถ้าพ่อ แม่ พี่น้องหรือคนที่คุณรัก ต้องตกอยู่ในสภาพเดียวกับคนไข้ของเราล่ะ ไปส่งกันที่โรงพยาบาล ลูบหน้าลูบหลังลากัน แล้วนั่นคือสัมผัสสุดท้าย กอดสุดท้าย การลาครั้งสุดท้าย คุณยังไม่ได้สั่งเสีย ไม่ได้ขอโทษ ไม่ได้บอกรักกัน ไม่ได้บอกว่าคุณโชคดีที่ได้รู้จักและได้ใช้ชีวิตร่วมกัน เป็นพ่อ แม่ ลูกกัน เป็นคนรักกัน เป็นเพื่อนกัน นี่แหละคือความทรมาน และปวดร้าวใจเราได้แต่ยืนนิ่งน้ำตาตกใน สูดลมหายใจลึกๆแล้วก็เดินไปดูคนไข้คนต่อไป...

ตอนนี้ถึงเข้าใจว่าทำไมเราต้องให้อภัยกัน กอดกัน และบอกรักกันทุกวัน

คุณโชคดีที่ได้นอนอยู่บ้าน มีinternet มีหนังดู มีขนมกิน ได้อยู่กับครอบครัว ถ้าคุณอยากจะบ่น ก็ขอให้คิดถึงพวกเราที่โรงพยาบาล เราก็กลัว เราก็เหนื่อย เราก็ล้าและเราก็มีคนที่รักเรา รอเรากลับบ้านเหมือนคุณ เราก็แค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้กล้าหาญอะไร ออกจะกลัวจนขี้ขึ้นสมองด้วยซ้ำ ถ้าเลือกได้เราก็ขอนอนเกาตูดดูหนังอยู่ที่บ้านเหมือนพวกคุณ เราก็ไม่อยากมาทำงานที่นอกจากจะต้อง พก PPE แล้วยังต้องมีพระเครื่องพวงใหญ่ที่พ่อแก้วแม่แก้วให้มาคุ้มครองปกป้องลูกน้อยที่ตอนนี้ก็ปาเข้าไป 40กว่าเข้าไปแล้ว แต่หัวอกพ่อแม่ จะแก่กร้านแค่ไหน ลูกก็ยังคือลูกน้อยของท่าน ที่ท่านรักและห่วงใยเสมอ

อยู่บ้านเถอะคุณ ถ้าคิดว่าตัวเองติดเชื้อก็อย่าโกหก กักตัวเองเถอะ อย่าเห็นแก่ตัว คุณอาจจะไม่เป็นอะไร คุณอาจจะไม่มีใครรักหรือห่วงคุณ คุณอาจจะเห็นแก่ตัวไม่รักและไม่ห่วงใคร แต่คนที่คุณเอาโรคไปติดเขานั้น เขาก็มีครอบครัวมีคนที่รักเขา เขาอาจจะเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นลูก เป็นเพื่อนใครจะรู้เขาอาจจะเป็น คนเดียวที่หาเลี้ยงทั้งครอบครัว เขาอาจจะเป็นความหวังเดียวของพ่อแม่ที่แสนชรา หรือเป็นพ่อ หรือ แม่ เลี้ยงเดี่ยวของลูกพิการที่รออยู่ที่บ้าน เขาอาจจะมีกันแค่สองคนพี่น้องไม่มีญาติที่ไหนอีกแล้ว มีกันแค่นี้ แล้วความมักง่ายความเห็นแก่ของคนๆนึง... มาพรากทุกอย่างไป

อยากจะขอร้องให้ทุกคนร่วมมือกัน ถ้าไม่คิดว่าทำเพื่อตัวเอง ก็ทำเพื่อคนอื่น หรือเพื่อชาติก็แล้วกัน

หรือไม่ก็ทำเพื่อ หมอ พยาบาล ผู้ช่วยหมอ ผู้ช่วยพยาบาล พนักงานก้องแลป ช่างX-ray Respiratory พนักงานเข็นคนไข้ พี่รปพ พนักงานทำความสะอาด ทุกคน ทุกอาชีพ ที่ทำงานหนักตอนนี้เพื่อให้ทุกคนได้อยู่บ้านอยู่กับครอบครัว
ถามว่ากลัวไหม .... ขอตอบเลยว่ากลัวมาก เราไม่อยากตายแบบทรมารแบบคนใข้ของเรา และเราก็ไม่อยากเอามาติดคนที่บ้าน แต่ในความกลัวยังมีความหวังเพียงแต่ขอให้ทุกคนร่วมมือกัน

#stayhome.

 

ยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19ในกทม.ทะลุ1พันคน'บิ๊กตู่'สั่งสธ.เร่งวิเคราะห์ด่วน!


  
 
 

5 เม.ย.63-นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. แถลงว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ติดตามสถานการณ์กรณี 158 คนไทยเดินทางมาจากต่างประเทศที่สนามบินสุวรรณภูมิ เมื่อคืนวันที่ 3 เม.ย. โดยได้สั่งการให้ผู้รับผิดชอบบูรณาการการทำงานอย่างเต็มที่ จนสามารถดำเนินการได้อย่างดี และนายกฯฝากขอบคุณครอบครัวของ 158 คน  ที่ร่วมมือกับภาครัฐจนสามารถนำเข้าสู่กระบวนการกักตัวได้อย่างรวดเร็ว และมีความมั่นใจในระบบการจัดการได้มากขึ้น โดยคนเหล่านี้ยังไม่ถือเป็นผู้ป่วย โดยกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จะดูแลเป็นอย่างดี และได้เข้าไปคัดกรองโรคแล้วพบว่า มีอาการป่วย 3 ราย โดย 1 รายรายงานตัวแล้ว อีก 2 ราย อยู่ระหว่างการสอบสวนโรคอยู่

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า หลังจากนายกฯให้มีการบูรณาการการทำงานกันแล้ว เหมือนทดสอบระบบ หลังจากนั้นมี 2 เที่ยวบินที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้าว่าจะบินเข้าประไทย โดยมาจากมาเลเซีย 51 คน และการ์ตา 47 คน สามารถดำเนินการนำไปสู่สถานที่กักตัวของรัฐไม่เกิน 3 ชั่วโมง ซึ่งทุกคนพึงพอใจ และนายกฯได้ชื่นชมที่ร่วมกันทำงานด้านนี้ นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศ (กต.) ได้รับรายชื่อผู้ที่กำลังจะเดินทางกลับประเทศไทยประมาณ 200 กว่าคนต่อวัน ซึ่งต้องขออภัยคนไทยที่ติดค้างในสนามบินต่างๆ ด้วย เนื่องจากเราต้องมีการเตรียมการและสถานที่รองรับ กำลังระดมสรรพกำลังเพื่อดูแลคนที่กำลังจะกลับมาให้เป็นอย่างดี และระหว่างนี้สถานทูตไทยประจำประเทศต่างๆ ได้เข้าไปดูแลแล้ว  

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ผู้ติดเชื้อทั่วโลกมี 1,200,319 ราย มียอดผู้เสียชีวิตสะสม 64,667 ราย ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทย มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 102 รายใน 66 จังหวัด ยอดผู้ป่วยสะสม 2,169 ราย หายป่วยเพิ่มเติม 62 ราย หายป่วยสะสม 674 ราย ซึ่งตัวเลขจริงน่าจะเยอะกว่านี้ เสียชีวิตเพิ่ม 3 ราย เสียชีวิตสะสม 23 ราย เราต้องพยายามลดผู้ติดเชื้อลงให้เป็นเลขสองหลักให้ได้ เพราะพื้นที่ที่จะรักษาในโรงพยาบาลจะไม่เพียงพอ 

ทั้งนี้ ผู้ป่วยรายที่ 21 เป็นชายไทยอายุ 46 ปี อาชีพรับจ้าง มีประวัติเดินทางกลับมาจากอังกฤษ ถึงประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 มี.ค. เข้ารักษาตัววันที่ 25 มี.ค.ด้วยอาการไข้ ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดกล้ามเนื้อ หายใจลำบาก และเสียชีวิตวันที่ 3 เม.ย. รายที่ 22 เป็นชายอายุ 82 ปี สัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ มีโรคประจำตัว โรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง มีประวัติไปร่วมงานเลี้ยงในหมู่บ้านที่หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ และเดินทางมาที่บาร์ย่านสุขุมวิท วันที่ 29 มี.ค.มีไข้  และเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ในวันที่ 31 มี.ค.มีไข้ ความดันสูง หายใจเหนื่อยหอบ หายใจเร็ว แพทย์วินิจฉัยเบื้องต้นว่าปวดบวม ระบบหายใจล้มเหลวเฉียบพัน และเสียชีวิตในวันที่ 2 เม.ย. ส่วนรายที่ 23 เป็นชายไทย อายุ 30 ปี อาชีพก่อสร้าง ดื่มสุราเป็นประจำ วันที่ 19 มี.ค.เดินทางจาก จ.พัทลุง ไป จ.สุรินทร์ และทำงานปกติ วันที่ 29 มี.ค. มีอาการไอ แต่ไม่มีไข้ เสมหะเขียว อาเจียนเป็นเลือด น้ำหนักลด เหนื่อยหอบ วันที่ 2 เม.ย. ไอมากขึ้น จนเข้าโรงพยาบาลรักษาตัว มีออกซิเจนในเลือดต่ำ และมีโรคปอดอักเสบรุนแรง

 นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า วันนี้เป็นวันแรกที่ตัวเลขผู้ติดเชื้อใน กทม.ทะลุหนึ่งพันคน และมี 11 จังหวัดที่ยังไม่มีผู้ติดเชื้อ อย่างไรก็ตาม นายกฯได้ให้กองระบาดวิทยา กระทรวงสาธารณสุข วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อให้ประชาชนรับทราบเพื่อนำมาเรียนรู้ในช่วงระหว่างวันที่ 4 ม.ค.-4 เม.ย. ในส่วนผู้เสียชีวิต 20 ราย หรือคิดเป็น 0.97% ของผู้ติดเชื้อ อายุเฉลี่ยอยู่ที่ 58.5 ปี เป็นชาย 18 ราย หญิง 2 ราย โรคประจำตัวที่พบร่วม เบาหวาน 50% ความดันโลหิตสูง 35% โรคไตเรื้อรังและไขมันในเลือดสูง 15% ดังนั้น ขอย้ำว่า อย่าเข้าใกล้ผู้สูงอายุ เพราะถือเป็นกลุ่มเสี่ยง
              
"สำหรับคนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ ถ้าคุมได้ไม่ดี เพียง 1-2 คน เราไม่อยากใช้คำว่าจะเป็น Super Spreader แต่เรามีบทเรียนมาแล้ว ทุกประเทศที่มาถือว่าเสี่ยงทั้งนั้น แม้จะบอกว่าตัวเองแข็งแรง วัดไข้แล้ว ได้ใบรับรองแพทย์แล้ว แต่ทางการแพทย์จะต้องกักตัวก่อนเดินทาง 14 วัน และหลังเดินทาง 14 วัน เพื่อความมั่นใจ เพราะที่ผ่านมาเป็นส่วนหนึ่งทำให้เกิดการกระจายตัวไปทั่วประเทศ นายกฯจึงมีมาตรการออกมา"

เมื่อถามว่า ปัจจุบันยังมีสายการบินเข้าประเทศ จะมีการป้องกันการแพร่กระจายของโรคอย่างไร นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า แน่นอน นายกฯสั่งการให้กักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดไว้ให้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ต้องยอมรับกติกา ถ้าไม่กักตัวก็ไม่ได้เข้าประเทศ

ประเทศไทย 'ยังไงๆ ต้องรอด'

 
 

             ๒ เดือนกว่าๆ มานี่......

                ไม่ได้คุยเรื่องของเรากันเลย!

                มัวแต่ตื่นเต้นไปกับการอุบัติขึ้นของ "เผ่าพันธุ์ใหม่" ในโลกมนุษย์ กึ่งมีชีวิต-ไม่มีชีวิต

                วิทยาศาสตร์การแพทย์เรียกมันว่า "ไวรัสโคโรนา สายพันธุ์ใหม่"

                WHO ซึ่ง Who is WHO? ในความรู้สึกชาวโลกเวลานี้ ตั้งชื่อสปีชีส์นี้ว่า "COVID-19"

                เราก็เรียกตามกันไปแบบงงๆ ด้วยมโนภาพซึมซับ บัดนี้ โลกมนุษย์ กำลังมี "สัตว์ประหลาดนอกพิภพ" โผล่ขึ้นมา

                ออกอาละวาด เที่ยวไล่จับกิน "สัตว์มนุษย์" ทั่วโลกเป็นภักษาหาร แค่ ๒ เดือน ก็กว่าล้านคนแล้ว

                ไม่มีผู้ทรงพลานุภาพ อาวุธานุภาพ ไอทีนุภาพ ใดๆ ในโลกหล้า สามารถเข้าต้านต่อ มันล่องหน-หายตัว แทรกเข้ากินปอดเหมือนเป็นญาติข้างพ่อ-ข้างแม่ "กระสือ-กระหัง"!

                ตอนนี้ มันกำลังทำยอดสู่ "ล้านที่สอง"

                เท่าที่สังเกตพฤติกรรม โควิดมีรสนิยมกินเนื้อมนุษย์ตะวันตก มากกว่ามนุษย์ตะวันออก

                โดยเฉพาะเนื้อพวกมนุษย์จักรวรรดินิยมอำนาจ "ยุโรป-สหรัฐฯ" ที่มีพฤติกรรม ชอบล่าเมืองขึ้น ข่มเหง-รังแก ชาติที่อ่อนแอกว่า!?

                ทางโลกศาสตร์, วิทยาศาสตร์ ก็ตั้งชื่อมันไปแล้ว ทางธรรมศาสตร์ ก็น่าจะตั้งชื่อมันบ้าง

                เรียกว่า ไวรัสสายพันธุ์ "เช็กบิลกรรม" น่าจะตรงตามเจตนาการอุบัติขึ้นของมันในโลกมนุษย์

                เพื่อชำระล้างสิ่งบาป กำจัดพวกเห็นกงจักรเป็นดอกบัว กวาดล้างพวกหยาบช้า อหังการ สามานย์

                ไวรัส "เช็กบิลกรรม" เป็นไวรัส "กรรมจัดสรร"

                สังคมมนุษย์โลกต้องสะอาด รอและรองรับ "ศรีอาริยยุค" ที่จะบังเกิดเป็น "แสงอรุณใหม่" สาดส่องสู่ "ศตวรรษที่ ๒๑"!

                ภาวะโควิดสายพันธุ์ "เช็กบิลกรรม" กำลังทำงานเช่นนี้

                "เพื่อชีวิตรอด" เราควรรักษาอะไร?

                ทองคำ เงินสด อาหาร หน้ากาก เจล เบอร์ไลน์แมน แฮชแท็กยอดปั่น สมบัติพัสถาน หรือการยุแยงแช่งชาติ

                ก็ตามแต่ละท่าน แต่ที่ผมอยากบอกทุกท่านคือ ที่ "ควรรักษา" มากที่สุด คือ

                "ใจ"

                "ใจ" หรือ "จิต" อย่าคิดร้าย คิดชั่วกับใคร อย่าสะใจกับความวิบัติเป็นไปของผู้อื่น

                จงแต่เมตตา-สงสาร เข้าอก-เข้าใจคนอื่น แผ่พลังจิตไปให้ถ้วนทั่วจักรวาล โลกไม่ได้มีเพราะงกเอา  หากแต่มีเพราะธรรมชาติให้

                มนุษย์ก็เช่นนั้น จงประยุกต์คิด มีศิลป์ทางดำรง

                ไม่มี ก็อย่าขี้เกียจ.....

                อย่าเอาแต่แบมือขอ รอแจก-รอรัฐบาลอุ้ม โควิดสายพันธุ์ "เช็กบิลกรรม" ไม่ชอบ

                ชอบคนหมั่นเพียร ประกอบสัมมาอาชีวะ ใช้เหงื่อล้างหน้า ใช้สัมมาสติล้างใจ ไม่ทำตัวหนักโลก-หนักแผ่นดิน

                ถึงสร้างเวร-สร้างกรรมไว้มาก ถ้ามีสัมมาสติ โควิดอาจผ่อนผันหรือผ่อนหนักเป็นเบา ปอด ๒ ข้าง กินแค่ข้างเดียว

                "เรื่องดี-เรื่องชั่ว" เป็นเรื่องร้อยล้านจักรวาล หมื่นล้านห่ามนุษย์โลก พูดไปก็แทงไม่ทะลุถึงทุกเรื่อง

                มี "สิ่งเดียว" ในโลกธาตุ ใช้แทงทะลุได้ทุกเรื่อง

                คือ "จิต"....จิตที่ตั้งมั่น

                จิตเหนือโควิด เหนือเคอร์ฟิว เหนือนิวเคลียร์ เหนืออำนาจทั้งปวง แม้แต่เทวดา ยังอยู่ "ใต้อำนาจจิต" ตั้งมั่น

                เคยได้ยินหรือกล่าวเองใช่มั้ย ตอนอาราธนาพระสวดมนต์น่ะ

                .....สะมันตา จักกะวาเฬสุ อัตราคัจฉันตุ เทวะตา นั่นน่ะคือ เราประกาศิตต่อเทวดา ว่า

                "เทพยดาในรอบจักรวาลทั้งหลาย จงมาประชุมกันในสถานที่นี้"

                ขนาดนี้เลยเชียว ก็คิดดู "จิตตั้งมั่น" ยังเหนือเทวดา แล้วแค่โควิด จะคณนาอะไร!

                ประเด็นที่ผมจะบอกก็คือ ในความที่เราไม่รู้ต้น-รู้กลาง-รู้ปลาย ว่าอะไรคือถูก คือผิด คือบุญ คือบาป คือใช่ คือไม่ใช่

                ไม่ต้องมืดแปดด้านกับการจับต้นชนปลายไม่ถูก

                ให้เริ่มต้น "จับที่จิต" เราก่อน

                จิตสงบ ก็เหมือนตักน้ำในคลองมาตั้งไว้นิ่งๆ แรกๆ ขุ่นตมเต็ม มองไม่เห็นก้นตุ่ม-ก้นขัน

                แต่สักพัก พอน้ำนิ่ง พวกตะกอนจะค่อยๆ นอนก้น จากน้ำขุ่นตม กลายเป็นน้ำใส

                จิตที่รักษาให้นิ่งก็แบบนั้น มองอะไร-ตรงไหน ก็จะเห็นผ่านใส แทงทะลุถึงก้น ผิด-ถูก, ใช่-ไม่ใช่ รู้หมด เห็นหมด เข้าใจหมดโดยอัตโนมัติ!

                แหม.....พอคุยชักฟุ้ง

                ก็อยากจะถาม ทุกคน "แฮปปี้ เคอร์ฟิว" กันดีอยู่ใช่มั้ย?

                มีคำตอบเดียวให้เลือก คือ....ใช่!

                ส่วนผม สบาย-ไม่สบาย มันคอมไบน์กันอยู่ ต้องขอบคุณเคอร์ฟิว ทำให้ ๖ ชั่วโมงพันธนาการ เป็นชั่วโมงหันหน้าเข้าข้างฝา "สำนึกบาป"

                และขอบคุณหลายๆ ท่านที่เมตตา เกรงผมอดอยาก ส่งข้าวปลาอาหารแห้ง อาหารสด ขนมนมเนย  หน้ากากอนามัย เจลล้างมือมาให้

                ดวงใจสมุทร สมุทรสงคราม ลำเลียงข้าวเหนียวมะม่วงอกร่อง หวานแล้วตัดเค็มด้วย ปลากุเลาทอดที่มาเป็นถาด

                อาจารย์ปู เป็นชุด "อยู่กรรม" ทั้งกับข้าว ทั้งขนมกรุบกริบ เป็นกล่องมาทางไปรษณีย์

                เอ้อ....มีเงินสดอยู่เจ้า

                คือ คุณภักดิพร สุจริตกุล มารดาหลาน "ปลื้ม หลีกภัย" เขียนแปะกล่องข้าวมันไก่ ประมาณว่า

                อ่านเรื่อง อสม. "อาสาสมัครสาธารณสุข" แล้ว ซาบซึ้งการอุทิศตนของเหล่า อสม.

                ได้ฝากเงินมา ๑๐,๐๐๐ บาท

                บอกว่า เผื่อมีอุปสรรคใดกับ อสม.ที่ไหน ขอเงินส่วนนี้ได้มีส่วนเป็นเครื่องช่วยขจัดปัดเป่าตรงนั้นด้วย

                ผมก็เก็บไว้ เห็นเหมาะสมตามเจตนา ก็จะจัดการให้ แต่ถ้ายังไม่ได้จัดการตามเวลาอันควร

                จะโอนเข้าบัญชี "ศิริราชมูลนิธิ (ศิริราชสู้ภัยโควิด)" ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 901-3-50034-4

                "ศ.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา" คณบดีแพทยศาสตร์ศิริราช ท่านเป็นคนที่ผมศรัทธาและซาบซึ้งมาก  จากฟังที่ท่านพูด และเห็นที่ท่านทำโดยตลอด

                ศิริราชตอนนี้ ก็ไม่ต่าง ราชวิถี รามาฯ จุฬาฯ บำราศนราดูร ขาดแคลนอุปกรณ์, เครื่องมือ อีกมาก

                ท่านใดมีพอแบ่งปัน ก็ช่วยกันโอนไปนะ เอาชัดๆ ตามนี้ ตามเห็นควร

                -ธนาคารกรุงเทพ เลขที่บัญชี 901-3-50034-4 ชื่อบัญชี ศิริราชมูลนิธิ (ศิริราชสู้ภัยโควิด)

                -ธนาคารไทยพาณิชย์ เลขที่บัญชี 016-3-04590-7 ชื่อบัญชี ศิริราชรักษภิบาล

                พูดถึงเรื่องเงิน ค้างไว้นานแล้ว ถือโอกาสเสียบซะเลย

                จำเรื่อง "โจรใต้" ถล่มป้อม-จุดตรวจ "สมาชิกชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน" (ชรบ.) ตายไป ๑๕  คน ที่ลำพะยา ยะลา เมื่อ พ.ย.๖๒ กันได้ใช่มั้ย?

                ตอนนั้น ผมบอก อยากช่วยครอบครัว ๑๕ ชีวิต ท่านก็ส่งเงินกันมา วัน-สองวัน ได้ตั้ง ๓,๖๐๐๐,๐๐๐ บาท จนต้องรีบบอกว่าพอ

                แจกจ่ายแต่ละครอบครัวไปหมดแล้ว ทีนี้ เลขาฯ ผมพบว่า มีโอนเข้ามาทีหลังอีก ๒ ราย

                28/11/19 จำนวน ๑,๐๐๐ บาท

                08/12/19 จำนวน ๑๐,๐๐๐ บาท

                ทำไงดี ก็พอดีมีวัดหนึ่งที่นครศรีธรรมราช แจ้งเรื่องบรรพชาสามเณรฤดูร้อน และการซื้ออุปกรณ์การเรียน

                ผมก็เลยโอน ๑๑,๐๐๐ บาท ผ่านบัญชีกสิกรไทยไปเพื่อการนั้น เมื่อ ๒ มี.ค.๖๓ ชื่อผู้รับ "พระสุริยา สุริโย คงคาไหว"

                เห็นบอก จะส่งใบอนุโมทนามาให้ แต่ก็เงียบจนป่านนี้ เอกสารแผ่นพับวัด ผมก็ทิ้งไปหมดแล้ว เลยจำชื่อวัดไม่ได้

                ก็ไม่ได้สนใจเรื่องใบเสร็จ ถือว่าเจตนาบรรลุแล้วตั้งแต่ตอนโอน

                เพียงแต่บอกให้เจ้าของเงินทั้ง ๒ ราย ซึ่งไม่ทราบท่านใดนั้น ได้ทราบว่า ที่โอนครั้งนั้น ผมได้รับและจัดการตามนี้แล้ว

                ก็เอาล่ะ.......

                มาดูเมนูวันนี้บ้าง พอดีมาถึง โดยผู้รักใคร่นับถือท่านหนึ่ง แกงส้มมะละกอกุ้ง ไข่พะโล้ ขนมกรุบกริบ หน้ากากอนามัย ดีจัง ประหยัดอาหารแช่แข็งซีพีไปได้อีกมื้อ

                คงเท่านี้ละมัง รีบกลับบ้านดีกว่า ขืนโอ้เอ้วิหารรายมืดค่ำเหมือนเดิม ถูกจับฝ่าเคอร์ฟิว จะซ่าไม่ออก

                ดูปฏิทินรายวันนิด....

                ณ ๓ เม.ย.พบป่วยสะสม ๑,๙๗๘ ราย ใครก็อย่าเป็นส่วนเพิ่มยอด ๒,๐๐๐ เป็นอันขาด ขอบอกว่า ตายแน่

                เพราะเกิน ๒ พัน "เครื่องช่วยหายใจ" มีให้ไม่พอกับทุกคนหรอก!

                "เคร่งครัดวินัย ประเทศไทยชนะ" ครับ! 

 

‘เคอร์ฟิว’ สกัด 'โควิด-19' ‘รัฐ-ประชาชน’ ชี้ชะตา 'เอาอยู่' หรือไม่


 

 สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือโควิด-19 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อกว่า 1 ล้านราย เสียชีวิตกว่า 5 หมื่นราย ส่วนประเทศไทยติดเชื้อสะสม 2,067 ราย  เสียชีวิต 20 ราย เป็นวิกฤตการณ์ของมวลมนุษยชาติครั้งใหญ่ที่สุด ส่งผลกระทบทุกด้านรุนแรงกว่าสงครามโลกเสียอีก

แต่ละประเทศกำลังระดมสรรพกำลัง อุปกรณ์ทางการแพทย์ทุกอย่างเพื่อสกัดการแพร่ระบาดของเจ้าไวรัสร้ายตัวนี้ แต่น่าสังเกตว่าหลายประเทศในยุโรป รวมทั้งประเทศมหาอำนาจ ประเทศสหรัฐอเมริกา ยังไม่สามารถสกัดกั้นการแพร่ระบาดได้ และยังมียอดผู้ป่วยและเสียชีวิตพุ่งขึ้นทุกวัน

สำหรับประเทศไทยถือเป็นประเทศแรกที่พบผู้ติดเชื้อจากประเทศจีนตั้งแต่ต้นเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม เลือกใช้มาตรการจากเบาไปหาหนัก ซึ่งสามารถยับยั้งการแพร่ระบาดไว้ได้ระยะหนึ่ง แต่มาเกิดจุดเปลี่ยนเมื่อพบมีผู้ติดเชื้อจากกรณีการจัดชกมวยที่สนามมวยเวทีลุมพินีและสถานบันเทิงย่านทองหล่อจำนวนหนึ่งแล้วแพร่ระบาดไปตามต่างจังหวัดทั่วประเทศจำนวนมาก ทำให้ยอดผู้ป่วยพุ่งขึ้นทุกวัน

ท่ามกลางปัญหารายทางมากมาย ตั้งแต่เรื่องหน้ากากอนามัยไม่เพียงพอ การกักตุนสินค้าควบคุม บุคลากรทางการแพทย์ก็ขาดแคลนอุปกรณ์ทางแพทย์ที่สำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ การสื่อสารของรัฐบาลที่ไม่ชัดเจน สับสน ส่งผลต่อความเชื่อมั่นรัฐบาลไม่น้อย

กระทั่งนายกฯ เชิญคณะแพทย์อาวุโสมาปรึกษาหารือที่ทำเนียบรัฐบาล สร้างความเชื่อมั่นให้รัฐบาลเพิ่มขึ้น และได้ปรับโครงการองค์กรในการแก้ไขสถานการณ์ โดยจัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. มีนายกฯ เป็นผู้อำนวยการ และตั้ง นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน เป็นโฆษก ศบค.

หลังมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา พร้อมกับออกข้อกำหนด 16 ข้อ ปิดพื้นที่เสี่ยงและห้ามทำกิจกรรมมั่วสุม และขอความร่วมมือประชาชน พร้อมรณรงค์ให้ “อยู่บ้าน หยุดเชื่อ เพื่อชาติ” และ Social distance หรือการเพิ่มระยะห่างในการเข้าสังคม

แต่มาตรการดังกล่าวยังไม่สามารถดึงกราฟผู้ป่วยลงได้ พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้ลงนามออกข้อกำหนด ฉบับที่ 2 เพื่อให้การแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินยุติลงโดยเร็วดังนี้ ข้อ 1 ห้ามบุคคลใดทั่วราชอาณาจักรออกนอกเคหสถานเวลา 22.00-04.00 น. เว้นแต่มีความจำเป็นหรือเป็นผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ การธนาคาร การขนส่งสินค้า อุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ หนังสือพิมพ์ การขนส่งน้ำมันเชื้อเพลิง การขนส่งพัสดุภัณฑ์ การขนส่งสินค้าเพื่อนำเข้าหรือส่งออก การขนย้ายประชาชนไปสู่ที่เอกเทศเพื่อกักกันตามกฎหมายว่าด้วยโรคติดต่อ การเข้า-ออกเวรทำงานผลัดกลางคืนตามปกติ หรือเดินทางไปยังท่าอากาศยาน โดยมีเอกสารรับรองความจำเป็นและมีมาตรการป้องกันโรค หรือเป็นเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติตามข้อกำหนด หรือมีเหตุจำเป็นอื่นๆ โดยได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ ผู้ใดฝ่าฝืนต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

                ข้อ 2 ในกรณีที่มีการประกาศหรือสั่ง ห้าม เตือน หรือแนะนำ ในลักษณะเดียวกับข้อ 1 สำหรับจังหวัด พื้นที่ หรือสถานที่ใด โดยกำหนดเงื่อนไขหรือเงื่อนเวลาที่เข้มงวดเคร่งครัดกว่ากำหนดนี้ ให้ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นด้วย

ข้อ 3 ในกรณีไม่อาจเคลื่อนย้ายบุคคลใด ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางเพื่อออกไปนอกราชอาณาจักรได้ ให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร จัดที่เอกเทศเพื่อควบคุมหรือกักกันบุคคลดังกล่าว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคตามเงื่อนไขและระยะเวลาที่กำหนด

ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ 3 เม.ย.2563 เป็นต้นไป จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง

                นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงเหตุผลในการประกาศเคอร์ฟิวทั่วประเทศว่า ก่อนหน้านี้แล้วให้ปิดสถานที่ต่างๆ แต่ยังพบว่าประชาชนยังทำกิจกรรมรวมตัวกัน ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ได้ ซึ่งบางจังหวัดผู้ว่าฯ ได้ใช้อำนาจออกคำสั่งห้ามประชาชนออกจากเคหสถานไปบ้างแล้ว จึงนำมาสู่ในที่ประชุม ศบค. เมื่อวันที่ 2 เม.ย. ซึ่งนายกฯ เห็นว่าควรจะประกาศสำหรับทั่วราชอาณาจักรเพื่อควบคุมโรคให้ได้ เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นที่หลักร้อยทุกวัน

“ซึ่งรัฐบาลไม่อยากใช้ยาแรง แต่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเช่นนี้ เพื่อลดการรวมกลุ่มของประชาชน ทั้งนี้ จะมีการประเมินข้อกำหนดที่ประกาศล่าสุดนี้ทุกวัน ตลอด 1 สัปดาห์ หากตัวเลขผู้ป่วยยังเพิ่ม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพิจารณาประกาศเคอร์ฟิวตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากตัวเลขลดลง อาจจะคงหรือผ่อนคลายมาตรการ” นางนฤมล กล่าว

รัฐบาลเน้นย้ำว่ามาตรการต่างๆ จะเกิดผลสำเร็จอยู่ที่ความร่วมมือของประชาชน แต่ทั้งหมดนอกจากขึ้นกับจิตสำนึกและความรับผิดชอบของประชาชนต่อสังคมแล้ว ก็อยู่กับความพร้อมและการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่รัฐด้วย

ตั้งแต่ปัญหาหน้ากากอนามัยสำหรับประชาชน และหน้ากากอนามัยสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ N95 ชุดป้องกันอันตรายส่วนบุคคล หรือ PPE และเครื่องมือทางการแพทย์ที่ยังไม่เพียงพอ เป็นต้น

เมื่อวันอังคาร นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณสุข (สธ.) ได้มีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง กรณีการนำเข้าชุดตรวจโควิด-19 Rapid Test ของบริษัทแห่งหนึ่ง ภายหลังประเทศสเปน และสหภาพยุโรปได้ตรวจพบว่าการแปรผลมีปัญหาและได้ยกเลิกการนำเข้าชุดตรวจดังกล่าว โดยมี นายศุภกิจ ศิริรักษณ์ รองปลัด สธ. เป็นประธาน เพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า Rapid test ได้มาตรฐาน การอนุมัตินำเข้าถูกต้องตามระเบียบและกฎหมายหรือไม่

ก่อนหน้านั้นวันเดียว ที่ทำเนียบรัฐบาล ศ.ดร.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และคณะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มอบนวัตกรรมระบบตรวจคัดกรองเชื้อ COVID-19 เบื้องต้นแบบรวดเร็ว Chula COVID-19 StripTest Service” ใช้เวลาเพียง 10-15 นาที จำนวน 1 แสนชุด

สำหรับ Rapid Test เป็นเครื่องมือสำคัญ หากการตรวจพบเชื้อคนไข้ได้ในปริมาณมากขึ้น รู้ผลได้เร็วขึ้น ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้บุคคลเหล่านั้นไปแพร่เชื้อให้คนอื่นต่อไป ซึ่งจะยับยั้งการแพร่ระบาดของไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพ

วันถัดมา นายศุภชัย ใจสมุทร นายทะเบียนพรรคภูมิใจไทย พร้อมด้วย นายภราดร ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย เข้ายื่นหนังสือต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อขอให้มีการตรวจสอบการประเมินชุดตรวจอย่างง่าย (Rapid Test) สำหรับโควิด-19 ที่มีข้อกล่าวหาเรื่องมาตรฐานการประเมินจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ โดยถ้ามีการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ก็ขอให้ตรวจให้ชัดว่าเป็นการดำเนินการด้วยตัวเองเพื่อหาผลประโยชน์ หรือมีผู้ที่สั่งการซึ่งใหญ่กว่าข้าราชการเป็นผู้สั่ง จนทำให้ข้าราชการไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้จนต้องปฏิบัติตามผู้มีอำนาจ!

นายศุภชัย เป็นลูกพรรคภูมิใจไทย ที่ นายอนุทิน รมว.สธ. เป็นหัวหน้า นั้นแสดงว่าภายในกระทรวงสาธารณสุขเกิดความไม่โปร่งใส่ในการจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ในการต่อสู้กับไวรัสหรืออย่างไร ?

ล่าสุดได้เกิดเหตุวุ่นวายขึ้น หลังจากมีเที่ยวบินผู้โดยสารจากสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นเดินทางมาถึงท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ และผู้โดยสารรวมแล้วกว่า 100 คน จะต้องเข้าสู่มาตรการกักตัว ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ และประกาศของสำนักงานการบินพลเรือน หรือ กพท. โดยจะต้องนำผู้โดยสารเหล่านี้ไปกักตัวในสถานที่ที่กระทรวงสาธารณสุขและหน่วยงานด้านความมั่นคงเตรียมไว้ แต่ผู้โดยสารกลุ่มนี้ได้ปฏิเสธที่จะเข้าสู่กระบวนการกักตัว

ทั้งนี้ การดำเนินการตามมาตรการให้กักผู้โดยสารที่เดินทางมาจากต่างประเทศทุกประเทศ เป็นไปตามแนวทางที่นายกรัฐมนตรีมีคำสั่งให้กระทรวงการต่างประเทศชะลอการเดินทางเข้าประเทศของคนไทยและคนต่างชาติ ตั้งแต่ 2 เม.ย.จนถึง 15 เม.ย.นี้

ต่อมาเจ้าหน้าที่ทหารระดับพลตรีได้เข้ามาคุมสถานการณ์ ก่อนจะอนุญาตให้ทุกคนเดินทางกลับบ้านได้ โดยกำชับให้ทุกคนต้องกักตัวเอง 14 วัน แม้ว่าเจ้าหน้าที่ สธ.จะคัดค้าน แต่ไม่สามารถควบคุมตัวผู้เดินทางทั้งหมดได้ โดยมีรายงานผู้โดยสารที่ออกไป มีบางคนเป็นไข้ ที่ถูกกักไว้ 3 คน อาศัยจังหวะชุลมุนหลบหนีการกักตัวออกจากสนามบินไปด้วย

กระทั่งมีการติดตามตัวผู้ที่ไม่ยอมเข้ากักตัว จำนวน 152 ราย และจะดำเนินคดีด้วยทั้งที่นายทหารอนุญาตให้กลับบ้าน?

การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 เปรียบเสมือนการทำสงครามกับศัตรูที่มองไม่เห็น ซึ่งท้าทายความสามารถของรัฐบาลและผู้นำของประเทศจะมีวิธีการเอาชนะได้อย่างไร ขึ้นอยู่กับทุกหน่วยงานต้องมีเอกภาพ มียุทธศาสตร์ มาตรการต่างๆ ที่ชัดเจน การบังคับใช้ต้องมีประสิทธิภาพ และประชาชนจะต้องให้ความร่วมมือ ถึงจะเกิดผลสำเร็จเอาชนะไวรัสโควิด-19 ได้. 

 

สหรัฐดับรายวันทุบสถิติอีก 'ทรัมป์'แนะทุกคนสวมหน้ากาก แต่ตัวเองยกเว้น


 

 

อเมริกันสังเวยโควิด-19 รายวันมากเป็นสถิติใหม่อีก ยอดตายรวมพุ่งเกิน 7,000 ศพแล้ว ติดเชื้อมากกว่า 270,000 ราย ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แนะนำพลเมืองอเมริกัน 330 ล้านคนควรสวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องปะปนกับผู้คน แต่ไม่ได้บังคับ เพราะเขาเองก็จะไม่ใช้เหมือนกัน

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แถลงข่าวที่ทำเนียบขาวเมื่อวันที่ 3 เมษายน 2563

    ข้อมูลจากมหาวิทยาลัยจอห์นฮอปกินส์ของสหรัฐเปิดเผยว่า สหรัฐมีผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 1,480 คน ภายใน 24 ชั่วโมง ระหว่างเวลา 22.30 น.วันพฤหัสบดี ถึงเวลาเดียวกันของวันศุกร์ตามเวลาท้องถิ่น ถือเป็นสถิติสูงสุดของโลกนับตั้งแต่ไวรัสโคโรนาเริ่มแพร่ระบาด มากกว่าสถิติเดิมของสหรัฐเองที่มีผู้เสียชีวิตรายวันสูงสุดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 1,169 ศพ

    จำนวนผู้เสียชีวิตในสหรัฐแบบเรียลไทม์ตามข้อมูลของจอห์นฮอปกินส์เวลา 14.00 น.วันเสาร์ของไทย อยู่ที่ 7,159 รายแล้ว จากผู้ติดเชื้อสะสม 277,965 ราย เป็นจำนวนผู้ติดเชื้อมากที่สุดในโลก ขณะที่ยอดติดเชื้อรวมทั่วโลกอยู่ที่ 1,118,921 ราย เสียชีวิต 58,937 ราย อิตาลีเสียชีวิตมากที่สุด 14,681 ราย

    ประธานาธิบดีทรัมป์ ซึ่งถูกวิจารณ์ว่าดูเบาสถานการณ์การแพร่ระบาดในช่วงแรก เคยกล่าวเตือนพลเมืองอเมริกันไว้ว่า ช่วง 2 สัปดาห์แรกของเดือนเมษายนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากมากๆ และเมื่อวันศุกร์ ทรัมป์ประกาศว่า รัฐบาลออกคำแนะนำฉบับใหม่ต่อชาวอเมริกัน 330 ล้านคนทั้งประเทศ ว่าควรสวมหน้ากากอนามัยในที่สาธารณะ เนื่องจากมีความกังวลมากขึ้นว่าไวรัสสามารถแพร่เชื้อได้จากกลุ่มผู้ติดเชื้อที่ไม่แสดงอาการ

    ทรัมป์กล่าวว่า ประชาชนสามารถใช้หน้ากากอนามัยทั่วไปที่ไม่ใช่หน้ากากทางการแพทย์ เพื่อสงวนหน้ากากแบบนั้นไว้สำหรับบุคลากรทางแพทย์ หรือประยุกต์อะไรก็ได้ อาทิ ใช้ผ้าพันคอปิดหน้าปิดจมูก เมื่อต้องพบปะผู้คน เช่น เข้าร้านค้า แต่มาตรการนี้เป็นการขอความร่วมมือตามความสมัครใจ ไม่ได้บังคับ

    "คุณไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากาก และผมก็เลือกที่จะไม่สวมเช่นกัน" ทรัมป์กล่าวกับนักข่าว โดยบอกว่า เขานึกภาพตนเองไม่ออกเมื่อต้องสวมหน้ากากอนามัยให้การต้อนรับประธานาธิบดี, นายกรัฐมนตรี, เผด็จการ, กษัตริย์ หรือราชินี ภายในห้องทำงานรูปไข่ของทำเนียบขาว.

 

 

05 เมษายน พ.ศ. 2563

 

หน้าหนึ่ง ไทยโพสต์

หนีกักตัวคุก2ปี! รืิ้อ‘ศูนย์สุวรรณภูมิ’ทหาร-ตร.บัญชาการ

รื้อใหญ่ศูนย์ปฏิบัติการภาวะฉุกเฉินท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ( EOC) หลังปล่อย 152 คนไทยออกจากสนามบินโดยไม่กักตัว เรียก "พล.ต.โกศล ชูใจ" กลับกลาโหม ตั้งกรรมการสอบ ศบค.ส่ง "บิ๊กเบิร์ด" รองเสนาธิการทหารเข้ากำกับดูแลการบังคับใช้ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่สุวรรณภูมิ-ดอนเมืองแทน คมนาคมถอดบทเรียน ให้ทหาร-ตำรวจดูแลการกักตัวเป็นการเฉพาะ โฆษก ตร.ลั่นใครไม่รายงานตัวเจอคุก 2 ปี


ติดโควิดเพิ่ม89 เสียชีวิตอีก1คน

แนวโน้มค่อนข้างดี! "ศบค." เผยคนไทยติดเชื้อโควิดรายวันเพิ่มไม่ถึงร้อย 4 เม.ย. พบเพียง 89 ราย เสียชีวิต อีก 1 นายกฯ ขอบคุณประชาชนให้ความร่วมมือหลังผ่านเคอร์ฟิววันแรก ขณะที่สัดส่วนผู้ป่วยใน กทม.และต่างจังหวัดเท่ากัน หรือเสี่ยงเท่าๆ กันแล้ว


ปลัดมท.สั่งผวจ.ตามล่า! 158คนไทยเผ่นกลับบ้าน

ปลัดมหาดไทยลงนามคำสั่งด่วนถึง ผวจ.ทุกจังหวัด ให้ 158 คนไทยหนีกักตัวจากสุวรรณภูมิเข้ารายงานตัวที่สนามบินหรือที่ศูนย์ดำรงธรรม ขณะที่ผู้ว่าฯ หลายจังหวัดแข็งขัน ตามตัวจนพบคุมตัวส่งกลับบ้างแล้ว ภูเก็ต-ยะลาสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่ม ลำปางเสียสถิติพบผู้ป่วยแล้วอย่างน้อย 1 คน


การเมืองหน้าโง่!ป่วน‘คัดกรอง’ขัดรธน.

ฝ่ายประชาธิปไตยซ่อนเร้น ไม่พอใจมาตรการคัดกรองไทย-เทศเดินทางเข้าประเทศไทย "วัฒนา" เดือดหนักมาก ลูกสาวกลับไม่ได้ ด่ากราด "บิ๊กตู่" เฮงซวยออกคำสั่งโง่ๆ ถ่วงความเจริญ โง่ถึงขนาดที่ไม่รู้ตัวเองว่าโง่ ด้าน "น้องโบว์" แตะมือ สวดยับขัดรัฐธรรมนูญ ละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง "แก้วสรร" ดีดปาก เสรีชนบ้าๆ บอๆ งี่เง่า เกะกะ กวนตีน


ศาลแพ่งยกฟ้อง ร้องข้ามประเทศ รัฐทำได้FitToFly

ศาลแพ่งยกฟ้องชายไทยในไอร์แลนด์ จะหนีโควิด-19 กลับบ้าน ฟ้องนายกฯ ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินใช้ Fit To Fly สกัดโควิด ชี้ไม่ละเมิด พบก่อนหน้านี้เคยฟ้อง ผอ.กพท.ต่อศาลปกครองกลางด้วย เพื่อขอให้มีคำพิพากษาเพิกถอนประกาศสำนักงานการบินพลเรือนฯ แต่ศาลสั่งไม่รับคำร้อง

 

 

 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน