*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4030
  • จำนวนผู้ชม : 2538522
  • จำนวนผู้โหวต : 527
  • ส่ง msg :
  • โหวต 527 คน
<< พฤษภาคม 2020 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 17 พฤษภาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 282 , 16:49:02 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         เราเคยเห็นคนไทยไม่ค่อยจะหนักแน่นต่อเหตุผลหรือความจริงมาก่อน จนกระทั่งมาเกิดวิกฤติการณ์ไวรัสขึ้นมา ทำให้เรารู้สำนึก

ต่อเหตุผล - ความถูกต้องขึ้นมาตามๆกัน เพราะความตายมันใกล้ตัวเข้ามามากทีเดียว หากยังขืนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ต่อไปอีกแล้วล่ะก็ ถึงตาย

ได้ง่ายๆทีเดียว

 

'นิด้าโพล'ระบุประชาชนส่วนใหญ่อยากให้ยกเลิก'พรก.ฉุกเฉิน'แต่ยังหนุนเคอร์ฟิวและห้ามผับ บาร์ เปิด

 

17 พ.ค. 2563  ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “เสรีภาพหรือสุขภาพ” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 11 – 13 พฤษภาคม 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา และอาชีพทั่วประเทศรวมทั้งสิ้น จำนวน 1,259 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับข้อเสนอให้ยกเลิก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก. ฉุกเฉิน) และ     การให้ความสำคัญระหว่างเสรีภาพกับสุขภาพ การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนด   ค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนกับข้อเสนอให้ยกเลิก พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน (พรก. ฉุกเฉิน) พบว่า ร้อยละ 35.98 ระบุว่า เห็นด้วยมาก เพราะ สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด - 19 ดีขึ้นเยอะเเล้ว อยากให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติจะได้เดินทางสะดวก และผู้ประกอบการสามารถประกอบอาชีพได้ตามปกติ ร้อยละ 21.76 ระบุว่า ค่อนข้างเห็นด้วย เพราะ สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด - 19 คลี่คลายลงแล้ว อยากให้มีการผ่อนปรน ในการดำเนินชีวิตได้อย่างปกติ ร้อยละ 15.17 ระบุว่า ไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะ อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด - 19 รอบ 2 ขึ้น และอยากให้สถานการณ์ดีขึ้นกว่านี้ ร้อยละ 25.74 ระบุว่า ไม่เห็นด้วยเลย เพราะ อยากให้สถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด – 19 ปลอดภัย 100% ก่อน และเกรงว่าจะกลับมาเเพร่ระบาดรอบ 2 และร้อยละ 1.35 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ  

ด้านความคิดเห็นของประชาชนกับข้อเสนอให้ยกเลิกประกาศเคอร์ฟิว (4 ทุ่ม ถึง ตี 4) พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.22 ระบุว่า เห็นควรให้มีเคอร์ฟิวตามเวลาเดิม เพราะ อยากให้การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด - 19 หมดไป 100% ก่อน และลดการมั่วสุม ชุมนุม ที่จะก่อให้เกิดการเเพร่ระบาดรอบ 2 รองลงมา ร้อยละ 33.68 ระบุว่า เห็นควรยกเลิกเคอร์ฟิวไปเลย เพราะ ไม่สะดวกในการเดินทางเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ที่ทำงานตอนกลางคืนขาดโอกาสในการประกอบอาชีพ และสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด - 19 ดีขึ้นเเล้ว ร้อยละ 23.99 ระบุว่า เห็นควรให้มีการปรับเวลาเคอร์ฟิวใหม่ เพราะ อยากให้ปรับเปลี่ยนเวลาให้ดึกมากกว่านี้ ประชาชนบางส่วนยังต้องทำงานอยู่ และจะได้สะดวกในการเดินทางมากขึ้น และร้อยละ 1.11 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ

เมื่อถามผู้ที่เห็นควรให้มีการปรับช่วงเวลาเคอร์ฟิวใหม่ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 40.73 ระบุว่า ช่วงเวลาเคอร์ฟิวใหม่ควรเป็นเวลา    00.00 น. - 04.00 น. รองลงมา ร้อยละ 18.21 ระบุว่า ควรเป็นช่วงเวลา 23.00 น. - 04.00 น. ร้อยละ 12.58 ระบุว่า ควรเป็นช่วงเวลา 00.00 น. - 05.00 น. ร้อยละ 6.29 ระบุว่า ควรเป็นช่วงเวลา 23.00 น. - 03.00 น. ร้อยละ 5.30 ระบุว่า ควรเป็นช่วงเวลา 23.00 น. - 05.00 น. และร้อยละ 16.89 ระบุว่า ควรเป็นช่วงเวลาอื่น ๆ 

สำหรับความคิดเห็นของประชาชนต่อรัฐบาลว่าควรอนุญาตให้ ผับ บาร์ ร้านเหล้า เปิดให้บริการ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 78.87 ระบุว่า            ยังไม่ควรอนุญาตให้เปิด เพราะ ผับ บาร์ ร้านเหล้า ถือเป็นแหล่งมั่วสุม แออัด ประชาชนบางกลุ่มยังไม่ให้ความร่วมมือ เกรงว่าการกลับมารวมตัวกันของประชาชน อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด - 19 รอบ 2 รองลงมา ร้อยละ 18.03 ระบุว่า ควรอนุญาตให้เปิดได้แล้ว เพราะ ผู้ประกอบกิจการผับ บาร์ ร้านเหล้า ขาดรายได้ พนักงานตกงานมากขึ้น และควรมีมาตรการที่เข้มงวดในการป้องกันที่จะไม่ก่อให้เกิดการเเพร่ระบาดรอบ 2 และร้อยละ 3.10 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ    

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงการให้ความสำคัญระหว่างเสรีภาพกับสุขภาพ พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 83.80 ระบุว่า เลือกสุขภาพที่ปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด - 19 แม้ว่าจะต้องถูกจำกัดเสรีภาพบ้างก็ตาม เพราะ ถ้าประชาชนสุขภาพดี ทำให้ไม่เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด - 19 รอบ 2 ขึ้น และเสรีภาพก็จะได้กลับมาในการดำรงชีวิต รองลงมา ร้อยละ 12.87 ระบุว่า เลือกเสรีภาพในการดำเนินชีวิต แม้ว่าจะต้องเสี่ยงกับการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด - 19 เพราะ อยากมีอิสระในการเดินทาง ประกอบอาชีพเหมือนเดิม และประชาชนส่วนใหญ่มีการดูแลและรับผิดชอบตัวเองมากขึ้น ร้อยละ 2.86 ระบุว่า อะไรก็ได้แล้วแต่รัฐบาลจะเห็นสมควร เพราะ ทั้ง 2 สิ่งมีความสำคัญเท่ากัน ต้องทำควบคู่กันไป และร้อยละ 0.47 ระบุว่า                

ไม่ตอบ/ไม่ทราบ/ไม่สนใจ   

ส่อง10อันดับจังหวัดลงทะเบียนร้านค้าผ่านไทยชนะ.com

 

17 พ.ค.63 - เพจศูนย์ข้อมูล COVID-19 ระบุข้อมูล ไทยชนะ.com 10 อันดับจังหวัดลงทะเบียนสูงสุด ประกอบด้วย  1. กรุงเทพฯ 3,420 ร้าน 2. ชลบุรี 877 ร้าน 3. นนทบุรี 611 ร้าน 4. สมุทรปราการ 545 ร้าน5. ปทุมธานี 423 ร้าน 6. เชียงใหม่ 381 ร้าน 7. สุราษฎร์ธานี 357 ร้าน 8. นครราชสีมา 311 ร้าน 9. ขอนแก่น 248 ร้าน 10. สงขลา 219 ร้าน

ทั้งนี้ ไทยชนะ.com ถือเป็นแพลตฟอร์ม ที่จัดทำขึ้นมาเพื่อให้ผู้ประกอบกิจการ ร้านค้า ได้ลงทะเบียน เพื่อรองรับชีวิตวิถีใหม่ (New Normal) ในช่วงการระบาดของโควิด-19 .

โพลสธ.ชี้หลังผ่อนปรน'ปชช.'ป้องกันโควิดหย่อนลงทุกด้าน

 

17 พ.ค.63- นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค. กล่าวว่า จากการศึกษาร่วมกันระหว่างกระทรวงสาธารณสุข มหาวิทยาลัยต่างๆ และสปสช. เพื่อสำรวจพฤติกรรมประชาชนหลังจากมีมาตรการผ่อนปรน โดยเทียบระหว่างช่วงวันที่ 23-30 เม.ย.กับ 14-18 พ.ค. พบว่า ตัวเลขความร่วมมือต่ำลงทั้งสิ้น โดยพฤติกรรมโดยรวมลดลงจาก 77.6% เหลือ 72.5% สวมหน้ากากอนามัย จาก 91.2% เหลือ 91% ล้างมือด้วยสบู่หรือใช้เจลแอลกอฮอล์ จาก 87.2% เหลือ 83.4% กินร้อน ใช้ช้อนตัวเอง จาก 86.1% เหลือ 82.3% ระวังไม่อยู่ใกล้คนอื่นในระยะน้อยกว่า 2 เมตร จาก 65.3% เหลือ 60.7% และการไม่เอามือจับหน้า จมูก ปาก จาก 62.9% เหลือ 52.9% ขณะที่ผลการตรวจกิจการ/กิจกรรมประจำวันที่ 16 พ.ค. ตรวจไปทั้งสิ้น 20,204 กิจการ/กิจกรรม ปฏิบัติตามมาตรการ 20,153 กิจการ/กิจกรรม ปฏิบัติตามมาตรการ แต่ไม่ครบ 51 กิจการ/กิจกรรม ไม่พบการกิจการ/กิจกรรมที่ไม่ปฏิบัติตาม

เมื่อถามว่า สำหรับแพลตฟอร์มไทยชนะ รัฐบาลบังคับให้ทุกคนต้องลงทะเบียนใช่หรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า ไม่ได้เป็นการบังคับแต่อย่างใด แต่เป็นการขอความร่วมมือ เพราะดีต่อสุขภาพท่านเอง เพื่อทำให้ได้รับทราบความแออัดและหนาแน่นของผู้ใช้บริการ ดีต่อผู้ที่เปิดกิจการด้วย เพราะไม่รู้ว่าลูกค้าเป็นส่วนหนึ่งของการนำเชื้อมาด้วยหรือไม่ และยังดีต่อการตรวจสอบมาตรการ ถือว่าดีต่อทุกส่วน การลงทะเบียนไม่ได้ยุ่งยากอะไร โดยวันที่ 17 พ.ค. มีร้านค้าลงทะเบียนไปแล้ว 11,599 แห่ง ส่วนใหญ่อยู่ใน กทม. รองลงมาคือ ชลบุรี นนทบุรี สมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงใหม่ สุราษฎร์ธานี นครราชสีมา ขอนแก่น สงขลา เป็นจังหวัดใหญ่ๆ ทั้งสิ้น ข้อดีอีกอย่างของการลงทะเบียนคือ หากท่านไปติดโรคมา หรือมีข่าวว่าเกิดการติดเชื้อในสถานที่นั้นๆ แทนที่เราจะไปกวาดคนทั้งร้อยคนมาตรวจ ระบบตรงนี้จะทำให้เราสามารถจำกัดคนได้ ไม่ต้องไปหว่านแหตรวจ

" ในที่ประชุม ศบค.สัปดาห์ก่อนได้มีการพูดคุยกันเรื่องนี้ และให้ความสำคัญ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดในประเทศต่างๆ ไม่ดีนัก และคนไทยมีสิทธิที่จะกลับประเทศ ดังนั้น เราต้องทำงานกันอย่างหนัก โดยกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงกลาโหม ระบุว่าสามารถรองรับได้ ตัวจากจากที่กำหนดไว้ 200 คนต่อวัน อาจขยับมา 300 ต่อวัน และต่อไปน่าจะขยับไป 400 ต่อวัน"

ถามว่า หากการผ่อนปรนในระยะที่ 2 ดีขึ้น จะมีการพิจารณาไม่ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมาใช้ พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อ แทนได้หรือไม่ นพ.ทวีศิลป์ กล่าวว่า เรื่องดังกล่าว ผอ.ศบค.ได้มอบให้คณะกรรมการด้านกฎหมายไปศึกษา ถ้าจะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้มีการนำเสนอขึ้นมา การใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินที่ผ่านมาเป็นการรวบรวมกฎหมายต่างๆ ให้มาอยู่ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ให้เกิดมาตรการดูแลสังคมในสถานการณ์โรคที่รุนแรง แต่ตอนนี้ในประเทศเราควบคุมโรคได้ระดับหนึ่ง เพียงแต่ยังมีประเด็น เช่น ขณะนี้เราห้ามเครื่องบินเข้าถึง 30 มิ.ย. ถ้าจะยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะใช้สามารถประมวลกฎหมายตัวใดมาแทน ดังนั้น จึงต้องใช้กฎหมายหลายด้านประกอบกันเพื่อป้องกันการนำเชื้อเข้าประเทศและการควบคุมเชื้อให้อยู่ในการดูแลได้ทั้งหมด 

"ตรงนี้จึงมีความจำเป็น ถ้าจะยกเลิกแต่สถานการณ์ของโลกยังมีการติดเชื้ออยู่จำนวนมาก เราต้องดูกันอย่างลึกซึ้งและใช้เวลาพอสมควร ถ้าไทยดีขึ้น ทั่วโลกดีขึ้น ก็ไม่มีความจำเป็น แต่สถานการณ์โลกยังมีการระบาดจึงยังมีความจำเป็น ซึ่งคณะกรรมการด้านกฎหมายจะต้องไปศึกษามาว่ามีกฎหมายอะไรทดแทนได้ เพื่อสรุปความเห็นนำเสนอต่อ ผอ.ศบค.ต่อไป"

หมอธีระ หนุนปิดน่านฟ้าต่ออีกเดือน ชี้ต้องจัดการในประเทศให้เรียบร้อย แจงคนกลับจากต่างประเทศติดเชื้อแบบไม่มีอาการ สามารถแพร่เชื้อได้

 

17 พ.ค. 2563 รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก Thira Woratanarat ระบุว่า ขอบคุณมากครับที่ยืดการห้ามเข้าประเทศต่อไปถึงปลายมิถุนายน และต้องสังเกตการณ์ต่อว่าจะต้องยืดต่อหรือไม่ เป็นไปตามที่พยายามนำเสนอกันไปอย่างเต็มที่

ศึกนอกนั้นจะเปิดได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามหลักการดังต่อไปนี้

...ปลดล็อคในเวลาที่เหมาะสม ตามเงื่อนไขตัวชี้วัดการคุมโรคระบาดที่กำหนด

...กำหนดกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติอย่างเคร่งครัด

...จัดการแบบเบ็ดเสร็จ...

...มุ่งเน้นความปลอดภัยทั้งต่อคนไทยและต่างชาติ

แต่ก่อนจะทำศึกนอก เราต้องจัดการศึกในให้เรียบร้อยเสียก่อน

ศึกในในที่นี้ไม่ใช่แค่การสู้กับโรคโควิด-19 ตามระยะของการปลดล็อค

ที่หนักหนาและมีผลต่อชะตาของประเทศอย่างยิ่งคือ "การจัดการปรับดุลอำนาจการเมืองและข้าราชการประจำ"

เราวิกฤติในช่วงกุมภาถึงมีนาคมที่ผ่านมาเพราะเหตุดังกล่าวครับ

No more "ก็แค่หวัดธรรมดา"

No more "แข่งรถขณะประเทศวิกฤติด้วยโรคระบาด"

No more "หน้ากากล่องหน"

No more "ยาเสพติดรักษาทุกโรค"

"สุขภาพ...คมนาคม...ท่องเที่ยว"ไม่ควรอยู่ในมือของคนหรือก๊วนใดก๊วนหนึ่ง ที่มีโอกาสคุกคามสวัสดิภาพและความมั่นคงของประเทศครับ

เราเจ็บกันมาทั้งประเทศ...เจ็บแล้วต้องจำ 

ถึงเวลาที่ต้องยกเครื่องแล้วครับ!!!

นอกจากนี้หมอธีระ ยังโพสต์เกี่ยวกับ ระบบการกักตัวผู้ที่เดินทางมาจากต่างประเทศนั้นจำเป็นอย่างยิ่ง 

เพื่อไม่ให้คนที่ติดเชื้อที่อาจไม่มีอาการใดๆ หลุดรอดเข้ามาในประเทศและแพร่ต่อในวงกว้าง

วันนี้ "มี" หลายรายที่เดินทางเข้ามาจากต่างประเทศ และได้รับการกักตัวในสถานที่ที่รัฐจัดไว้ตามกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 

ล้วนตรวจพบว่าติดเชื้อแต่ "ไม่มีอาการ"

การ"ไม่มีอาการ"นั้น น่ากลัว เพราะผู้แพร่ก็จะแพร่ให้คนอื่นโดยไม่รู้ตัว ในขณะที่ผู้รับเชื้อก็จะรับมาโดยไม่รู้ตัวเช่นกัน

ป้องกันตัวเองให้ดีนะครับทุกคน เพราะผมเชื่อลึกๆ ว่าในประเทศก็ยังมีคนที่ติดเชื้อแต่ไม่มีอาการอยู่บ้างไม่มากก็น้อย เพียงแต่ไม่รู้ตัว จึงไม่ได้รับการตรวจ และยากมากที่รัฐจะไปไล่ตรวจทุกคน

...ใส่หน้ากากเสมอ ล้างมือ อยู่ห่างคนอื่นๆ...

วันแรกของการเปิดห้าง ขออย่าให้เป็น"วันแบ่งปันโควิดแห่งชาติ"เลยนะครับ

ด้วยรักต่อทุกคน...

 


 

'ทวี'แนะ'วิษณุ-หม่อมเต่า'ฟังอดีตผู้บริหารการบินไทยก่อนกำหนดชะตาการบินไทย

 
 

17 พ.ค.63-พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง เลขาธิการพรรคประชาชาติ โพสต์เฟซบุ๊ก "Tawee Sodsong - พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง" เรื่อง "รัฐบาลควรให้ “รองวิษณุ-หม่อมเต่า” รับฟังความเห็น ’อดีตผู้บริหารการบินไทย’ ก่อนที่จะตัดสินใจกำหนดชะตากรรมของการบินไทย !!!" ระบุว่า ก่อนที่รัฐบาลจะตัดสินใจเลือกแนวทางแก้ปัญหาวิกฤติการบินไทยในเร็วๆนี้ ขอเสนอว่าควรมอบให้ ดร.วิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี และม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีแรงงาน เป็นเจ้าภาพรับผิดชอบรับฟังความคิดเห็นของอดีตกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ หรือ ดีดีการบินไทย อดีตเจ้าหน้าที่บริหาร และอดีตคณะกรรมการหรือบอร์ดการบินไทย ทั้งนี้เพราะ ดร.วิษณุฯ และ ม.ร.ว. จัตุมงคลฯ ต่างเคยเป็นบอร์ดการบินไทยมาก่อนย่อมรู้เรื่องของการบินไทยในระดับที่ดีพอสมควร

ธุรกิจการบินเป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันสูงมาก สืบเนื่องจากนโยบายการเปิดน่านฟ้าเสรีของประเทศส่วนใหญ่ในโลก กรรมการและเจ้าหน้าที่บริหารต้องตัดสินใจรวดเร็วและฉับไวทันต่อสถานการณ์ ปัญหาใหญ่อันหนึ่งของการบินไทยคือการที่มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและใช้เวลาในการตัดสินใจเรื่องสำคัญ ๆ แต่ละเรื่องนานเกินไป ทำให้ไม่ทันคู่แข่งที่มีองค์กรไม่ซับซ้อนเท่าการบินไทย ผู้นำองค์กรที่ผ่านมาของการบินไทยมีความรู้เรื่องธุรกิจการบินดีประสบการณ์ ทรรศนะ ความคิดเห็น และข้อเสนอต่อการแก้ไขปัญหาการบินไทยย่อมมีคุณค่าและเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง จึงไม่ใช่เพียงเป็น “ผู้หวังดี” เท่านั้น แต่ยังเป็น “ผู้รู้ดี” เกี่ยวกับการบินไทยที่ขับเคลื่อนนำการบินไทยเดินทางเป็นสายการบินชั้นนำของโลก หากดูผลงานด้านการบริหารงาน จากงบการเงินที่ผู้ตรวจสอบบัญชีรับรองเสนอต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นเวลา 30 ปี มีผลกำไรถึง 21 ปี และประสบการขาดทุน 9 ปี ในระยะหลัง ๆ นี้

หากย้อนไปตั้งแต่นำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบุคคลที่เป็น อดีตกรรมการผู้จัดการมีประมาณ 8 คน อดีตเจ้าหน้าที่บริหารประมาณ 100 คนและอดีตคณะกรรมการฯ บอร์ดประมาณ 181 คน (ตั้งแต่ปี 33 จนถึงปัจจุบัน) ที่ส่วนใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ มีสุขภาพแข็งแรงดี ซึ่งเชื่อว่าทุกท่านยังมีความหวังดี ความรักและความห่วงใยต้องให้การบินไทยผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปได้

สิ่งที่การบินไทยถูกตั้งข้อสงสัย ว่าทำให้การบินไทยขาดทุน ในประเด็นประสิทธิภาพในการบริหาร เช่น
- โครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทนของพนักงานการบินไทยซึ่ง จากรายงานประจำปีการบินไทยได้ปรากฏในเรื่องค่าตอบแทนของพนักงาน เจ้าหน้าที่บริหาร คณะกรรมการฯ ในภาพรวม และการเสียภาษีเงินได้ไว้ คือรายงานประจำ ปี 2558 (หน้า 69), ปี 2559 (หน้า 66), ปี 2560 (หน้า 76), ปี 2561 (หน้า 81) และ ปี 2562 (หน้า 86) ได้ระบุข้อความเหมือนกันติดต่อเป็นเวลา 5 ปี ว่า
“บริษัทฯ อยู่ระหว่างการที่จะปรับปรุงโครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทนของพนักงานในภาพรวม โดยการจัดทำโครงสร้างบัญชีอัตราเงินเดือนภายใต้เงื่อนไขที่พนักงานรับภาระภาษีเงินได้เอง รวมทั้งพิจารณาจัดทำโครงสร้างค่าตอบแทนของกลุ่มนักบิน และพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินที่เชื่อมโยงกับการปฏิบัติงานอย่างชัดเจน ตามแนวปฏิบัติของสายการบินชั้นนำในปัจจุบัน เพื่อจูงใจให้เกิดผลิตภาพและสนับสนุนให้พนักงานปฏิบัติงานตามที่องค์กรคาดหวังไปพร้อมกันด้วย”

แสดงให้เห็นว่า 5 ปียังไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างการจ่ายค่าตอบแทนซึ่งมีข้อความซ้ำจากปี 58 ถึง ปี 62 ทำไมถึงไม่ทำ หรือทำไมจึงล่าช้ามาก และหากตรวจดูค่าตอบแทนของบุคลากรรวม คือ ปี 58 มีพนักงาน จำนวน 22,864 คน ค่าตอบแทนเป็นเงิน 37,444 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของ กรรมการผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ฯ จำนวน 20 คน ค่าตอบแทน 91.95 ล้านบาท และของคณะกรรมการการบริหารหรือบอร์ดการบินไทย จำนวน 18 คน ค่าตอบแทน 14.94 ล้านบาท ปี 59 มีพนักงานจำนวน 21,998 คน ค่าตอบแทนเป็นเงิน 32,772 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของ กรรมการผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ฯ จำนวน 15 คน ค่าตอบแทน 76.60 ล้านบาท และของคณะกรรมการบริหารหรือบอร์ดการบินไทย จำนวน 15 คน ค่าตอบแทน 15.34 ล้านบาท

ปี 60 มีพนักงานจำนวน 22,370 คน ค่าตอบแทนเป็นเงิน 33,120 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของกรรมการผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ฯ จำนวน 16 คน ค่าตอบแทน 70.22 ล้านบาทและของคณะกรรมการบริหารหรือบอร์ดการบินไทย จำนวน 19 คน ค่าตอบแทน 14.41 ล้านบาท ปี 61 มีพนักงานจำนวน 22,054 คน ค่าตอบแทนเป็นเงิน 33,865 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของกรรมการผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ฯ จำนวน 15 คน ค่าตอบแทน 61.07 ล้านบาท และของคณะกรรมการบริหารหรือบอร์ดการบินไทย จำนวน 15 คน ค่าตอบแทน 14.50 ล้านบาท ปี 62 มีพนักงานจำนวน 21,367 คน ค่าตอบแทนเป็นเงิน 34,886 ล้านบาท ซึ่งในส่วนของกรรมการผู้จัดการและเจ้าหน้าที่ฯ จำนวน 11 คน ค่าตอบแทน 65.54 ล้านบาท และของคณะกรรมการบริหารหรือบอร์ดการบินไทย จำนวน 19 คน ค่าตอบแทน 13.38 ล้านบาท

ถือว่าปัจจุบันการบินไทยมีพนักงานค่อนข้างมาก และมีค่าตอบแทนของกรรมการผู้จัดการและเจ้าหน้าที่บริหาร กับคณะกรรมการหรือบอร์ดค่อนข้างสูง ซึ่งบอร์ดส่วนใหญ่มีเงินเดือนประจำในส่วนราชการต่าง ๆ ที่สำคัญของประเทศอยู่แล้ว และตามรายงานฯระบุว่า “พนักงานการบินไทยไม่ต้องเสียภาษีเงินได้เอง” จึงมีคำถามว่า ทำไมการบินไทยจึงต้องเสียภาษีแทนให้ด้วย? ซึ่งภาษีรายได้บุคคลธรรมดาสำหรับผู้ที่มีเงินได้เกิน 5 ล้านบาทต่อปี เท่ากับอัตราร้อยละ 35 ซึ่งเจ้าหน้าที่บริหารส่วนใหญ่มีเงินได้เกิน

- ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายและโฆษณา 10,637 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.63 ของรายได้ ที่การบริหารงานในอดีตมี ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการขายและโฆษณา ก่อนปี 2549 มีประมาณ 3,000 ล้านบาท มีรายได้ 160,000 ล้านบาท แต่มาเพิ่มในปี 2560-2562 ค่าโฆษณาประมาณ 11,000 ล้านบาท แต่รายได้คงที่ประมาณ 180,000 ล้านบาท หากปรับปรุงส่วนนี้ให้เหมือนในอดีต ก็จะสามารถลดการขาดทุนได้

- ค่าใช้จ่ายที่มีนัยสำคัญ คือ ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับเครื่องบิน ได้แก่ ค่าเสื่อมราคา ค่าเช่าเครื่องบิน ค่าซ่อมแซม ช่วงปี 2544-2546 เฉลี่ยปีละ 3.5 หมื่นล้านบาท ช่วงปี 2558-2562 เฉลี่ยปีละ 4.7 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 35 ถือว่าสูงขึ้นมาก ค่าใช้จ่ายชุดนี้สูงขึ้นทุกปี ต้นทุนเครื่องบินปี 2558 มีจำนวน 3.8 หมื่นล้านบาท ปี 2559 มีจำนวน 4.5 หมื่นล้านบาท ปี 2560 จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ปี 2561 จำนวน 5.4 หมื่นล้านบาท และปี 2562 จำนวน 5.1 หมื่นล้านบาทแต่กลับมีรายได้ต่อปีคงที่ที่ 1.8 แสนล้านบาท เป็นเพราะเหตุใด ? และฝูงบินของบริษัทฯ ที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2562 มีจำนวน 103 ลำ ได้ก่อให้เกิดรายได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

- ค่าใช้จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นค่าใช้จ่ายหลักในธุรกิจการบิน คิดเป็นต้นทุนที่เกินกว่าร้อยละ 30 ของค่าใช้จ่ายดำเนินการ ผลกำไรขาดทุนจึงขึ้นอยู่กับการบริหารต้นทุนน้ำมันให้สัมพันธ์กับราคาขายตั๋ว ดังที่ปรากฏในงบการเงินจะเห็นว่าค่าน้ำมันลดลงต่อเนื่องคือ ปี 57 ค่าน้ำมันเป็นเงิน 79,231 ล้านบาท ปี 58 ค่าน้ำมันเป็นเงิน 63,243 ล้านบาท และส่วนปี 59 ราคาน้ำมันตลาดโลกลดลง ทำให้ต้นทุนค่าน้ำมันลดลงประมาณ 18,000 ล้านบาท เหลือเพียง 45,336 ล้านบาท ทำให้การบินไทยพลิกกลับมามีกำไร 47 ล้านบาทในปีเดียวกัน ปัจจุบันราคาน้ำมันลดลงต่ำมาก ๆ จึงเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจการบินด้วย

- ค่าใช้จ่ายที่สังคมมีความเคลือบแคลงสงสัยในความโปร่งใส และกลุ่มบุคคลทั้งในและนอกองค์กรมุ่งแสวงหาผลประโยชน์จากการบินไทยมีอยู่ทุกหน่วยงานย่อยต่าง ๆ ที่มีการจัดซื้อจัดจ้างเกือบทุกประเภท ตั้งแต่เครื่องบิน เครื่องยนต์ วัตถุดิบต่าง ๆ เช่นไวน์, เหล้าอาหาร ที่ใช้เสริฟในเที่ยวบิน รวมถึงการใช้สิทธิต่าง ๆ ของการบินไทยที่มีขั้นตอนระบบที่ซับซ้อนและอื่น ๆ อีก รวมทั้งที่การบินไทยไปลงทุนในบริษัทย่อย อีก 5 บริษัท ที่ประสบการขาดทุนตลอด คือ บจก.ไทยสมายล์แอร์เวย์ เป็นต้น

หลังรับฟังความคิดเห็นแล้วเชื่อว่า รัฐบาลน่าจะได้รับแนวทางในการแก้วิกฤตการบินไทยที่ดี และเหมาะสมกับสถานการณ์ เพราะข้อเสนอที่เกิดจากการใช้สติปัญญาและความรู้ของ ’ผู้รู้ดี‘ ไม่ใช่ ’หวังดี’ เพียงอย่างเดียว
สำหรับกระแสที่หลายฝ่ายต้องการให้การบินไทยฟื้นฟูกิจการตาม พรบ. ล้มละลาย ในศาลล้มละลายกลางก็เป็นวิธีการหนึ่งตามช่องทางกฎหมาย ถือว่าเป็นแนวทางที่ดีแนวทางหนึ่งที่มีเป้าหมายการแก้ปัญหาเพื่อต้องการให้การบินไทยกลับมาเป็นสายการบินแห่งชาติที่เติบโต ยืนด้วยตนเอง สร้างคุณประโยชน์ให้ประเทศและประชาชน
ฐานะที่เคยทำการวิจัยเรื่อง การใช้ความรู้ทางบัญชี ภาษีอากร และการเงิน กับการสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ รวมทั้งเคยสอบสวนทำคดีเกี่ยวกับบริษัทและบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯที่ใช้ช่องทางการฟื้นฟูตามกฎหมายล้มละลาย มีประเด็นที่ควรคำนึงบางประการ คือ

1) เมื่อศาลล้มละลายกลางรับคำร้องขอฟื้นฟูกิจการ และระหว่างรอศาลมีคำสั่งให้ฟื้นฟูกิจการและตั้งผู้ทำแผนฯ ถือเป็นช่วงสุญญากาศที่ต้องพึงระวังไม่ให้ใครหาผลประโยชน์ระหว่างนี้ และมีโอกาสที่หุ้นของการบินไทยจะเกิดผลกระทบ อาจถึงขั้นขึ้นเครื่องหมาย SP (ห้ามซื้อขาย) ไม่ว่าด้วยเหตุอันใด ย่อมทำให้นักลงทุนได้รับความเสียหาย

2) ผู้ทำแผนฟื้นฟูกิจการที่มีใบอนุญาต จะมีความรู้เพียงด้านการเงิน และกฎหมาย แต่ไม่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ในธุรกิจการบินโดยตรง จึงทำให้ต้องว่าจ้างผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญต่าง ๆ เข้ามาเพิ่ม ส่งผลให้ค่าใช้จ่ายสูงมาก ซ้ำซ้อน ไม่ก่อให้เกิดรายได้ และมักมีการจ้างในอัตราที่สูงเพื่อเอื้อประโยชน์แก่พรรคพวกของตนเองมากกว่าประโยชน์ของบริษัทฯ

3) การที่ผู้ทำแผนฯ มีอำนาจเบ็ดเสร็จแทนกรรมการและผู้ถือหุ้น อาจมีการใช้ข้อมูลเพื่อสร้างข้อกล่าวหาให้แก่บุคคลในองค์กรหรือฝ่ายที่ถูกมองว่าอยู่ตรงข้ามได้ นอกจากนั้นช่วงเวลาบริหารแผนยังขยายได้จาก 5 ปี เป็น 7 ปี ทำให้อำนาจของกรรมการและผู้ถือหุ้นขาดหายไปไม่น้อยกว่า 7 ปี นับตั้งแต่เริ่มเข้าแผนฟื้นฟูกิจการ

4) การสร้างหนี้เทียม เป็นการสร้างหนี้โดยไม่มีหนี้อยู่จริง แต่มีการสร้างหลักฐานการเป็นหนี้ ใช้จำนวนหนี้โหวตมติเพื่อให้เป็นไปตามที่ตนต้องการ หากมีการชำระหนี้ที่ไม่มีอยู่จริง ก็เสมือนเป็นการโยกย้ายเงินก่อนเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ และบางครั้งอาจมีการร่วมมือรู้เห็นเป็นใจกับสถาบันการเงินที่ให้กู้ยืมเงินเป็นจำนวนสูงก่อน แล้วค่อยร่วมกันนำบริษัทฯเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการ

5) หากมีการขายทรัพย์สิน อาจมีการแทรกแซง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับพรรคพวกของผู้ทำแผนฯ หรือผู้มีอิทธิพล ในกรณีการบินไทยหากฟื้นฟูไม่สำเร็จและมีเหตุต้องล้มละลาย ผลเสีย คือ ภาษีของประชาชนที่กระทรวงการคลังนำมาลงทุนจะมีมูลค่าเหลือศูนย์ เจ้าหนี้ไม่ได้รับชำระหนี้คืนทั้งหมด พนักงานตกงาน ประเทศสูญเสียสายการบินแห่งชาติ และอื่น ๆ

ท้ายสุด มีคำถามซ้ำกันจำนวนมากและต้องการความคำตอบให้กระจ่างในขณะนี้ คือ ”การเป็นรัฐวิสาหกิจ” ของการบินไทยจะสามารถแก้ปัญหาการขาดทุนที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและความไม่โปร่งใส การแสวงหาผลประโยชน์ทั้งทางตรงและทางอ้อมในการบินไทยได้หรือ? การที่กระทรวงการคลังถือหุ้นใหญ่ด้วยเงินภาษีอากรของประชาชน และตัวแทนที่กระทรวงการคลังหรือรัฐบาลส่งมานั่งในคณะกรรมการและแต่งตั้งเป็นดีดีนั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของตัวจริงหรือเป็นผู้ที่ใช้เงินของตัวเองลงทุน บ่อยครั้งการตัดสินใจของคนเหล่านี้ไม่ได้ตัดสินใจบนพื้นฐานการปกป้องผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นอย่างแท้จริง เพราะไม่ใช่เงินของตัวเอง ถึงอย่างไรรัฐบาลหรือกระทรวงการคลังก็ต้องเข้ามาอุ้มการบินไทยอยู่ดีหากเกิดความเสียหาย เป็นความด้อยประสิทธิภาพที่มาจากระบบราชการ จึงหวังว่าผู้ที่มีความรู้จะใช้ศักยภาพและสติปัญญาช่วยชี้แนวทางเพื่อนำการบินไทย ‘ทำวิกฤตให้เป็นโอกาส’ ฟันฝ่าปัญหาให้เป็นสายการบินแห่งชาติอย่างสง่างามและยั่งยืนต่อไป

นายกฯย้ำ รัฐบาลไม่ได้ยื้อเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน

 

17 พ.ค.2563 นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่หลายฝ่ายออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทันที ว่าเรื่องนี้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) (ศบค.) มีการประชุมพิจารณาพ.ร.ก.ฉุกเฉิน อยู่ตลอดเพื่อพิจารณาถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา2019 (โควิด-19) โดยล่าสุดที่ประชุม ศบค.ได้อนุมัติให้มีการผ่อนคลายระยะที่ 2 จากการประเมินการผ่อนคลายระยะที่ 1 พบตัวเลขผู้ติดเชื้อลดลงเป็นลำดับ รวมทั้งความร่วมมือของประชาชนทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก จึงทำให้สามารถผ่อนคลายในระยะที่ 2 ตามมา ส่วนที่มีการเสนอจะให้ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทันทีนั้น ในสถานการณ์ปัจจุบันอาจจะยังดำเนินการไม่ได้ทันที รัฐบาลโดยนายกรัฐมนตรี เข้าใจถึงความเดือดร้อนของประชาชนทุกกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบกับประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่รัฐบาลจำเป็นยังต้องให้คงอยู่ เพราะจากการรายงานของผู้ติดเชื้อไว้รัสโควิด-19 ในแต่ละวันยังมีตัวเลขผู้ติดเชื้อผันผวน แม้บางวันไม่มีผู้ติดเชื้อแต่บางวันยังมีผู้ติดเชื้ออยู่ รัฐบาลจึงจำเป็นต้องให้สถานการณ์ผู้ติดเชื้อฯหยุดนิ่งก่อน "เพราะเราต้องรักษาชีวิตประชาชนก่อน"

นางนฤมล กล่าวว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับทุกฝ่ายทุกส่วน พร้อมรับฟังคำแนะนำและข้อเสนอ ที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ แต่การจะยกเลิกพ.ร.ก.ฉุกเฉินในเวลานี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ แต่เมื่อถึงเวลาและสถานการณ์การแพร่ระบาดสามารถควบคุมได้ดีขึ้น ประกอบกับประชาชนให้ความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง รัฐบาลก็สามารถดำเนินการได้เร็วขึ้น ทั้งนี้ทุกภาคส่วนก็ต้องให้ความร่วมมือกับรัฐบาลในการป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อย่างเข้มงวดด้วย อย่างไรก็ดี นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำว่า “ไม่ได้ประวิงเวลาประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพื่อประโยชน์ของตัวเอง หรือต้องการรักษาอำนาจไว้อย่างที่หลายฝ่ายนำไปเป็นประเด็นกล่าวหา รัฐบาลเข้าใจดีว่าวันนี้บ้านเมืองกำลังมีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ รัฐบาลก็กำลังดำเนินการแก้ปัญหา และช่วยเหลือพี่น้องประชาชนในทุกกลุ่ม ที่ได้รับผลกระทบอยู่”

นางนฤมล กล่าวว่าในสถานการณ์ขณะนี้ รัฐบาลอยากให้ทุกฝ่ายเข้าใจถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และร่วมมือกันแก้ปัญหาเพื่อพี่น้องประชาชน และเพื่อเศรษฐกิจไทยจะเดินต่อไปข้างหน้าได้ เช่น ขณะนี้รัฐบาลก็เริ่มผ่อนคลายให้สถานประกอบการหลายแห่ง เริ่มดำเนินกิจกรรมได้ แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขและข้อกำหนดของ ศบค. และเชื่อว่าเมื่อสถานการณ์ดีขึ้นต่อเนื่อง ทุกธุรกิจและทุกกิจกรรม ก็จะสามารถกลับมาเปิดให้บริการได้เพิ่มขึ้นต่อไป

ผู้ว่าฯกทม.ลุยตรวจห้างย้ำการ์ดอย่าตกร้านไหนฝ่าฝืนสั่งปิดทันที

 
 

17 พ.ค.63-  พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว "ผู้ว่าฯ อัศวิน" เรื่อง "17พ.ค.ห้างฯ เปิดแล้ว แต่การ์ดอย่าตก" ระบุว่า พี่น้องประชาชนคงรู้สึกผ่อนคลายมากขึ้นหลังจากที่รัฐบาลได้ประกาศมาตรการผ่อนคลายระยะที่ 2 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนของห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ต่างๆ เพราะเป็นทั้งแหล่งรวมอาชีพ และสถานที่ที่รวมบริการ ตลอดจนสิ่งอำนวยความสะดวกแบบครบวงจรในชีวิตประจำวัน โดยให้เปิดดำเนินการได้จนถึงเวลา 2 ทุ่ม แต่ยังคงยกเว้นในส่วนของกิจกรรมบางประเภท เช่น โรงภาพยนตร์ โบว์ลิ่ง ตู้เกมส์ เครื่องเล่นต่างๆ ร้านเกมส์ คาราโอเกะ ฟิตเนส นวดแผนไทย สถาบันกวดวิชา สนามพระเครื่อง และศูนย์ประชุม เป็นต้น

ก่อนที่จะมีการเปิดห้างฯ อย่างเป็นทางการ ผมได้ไปตรวจความพร้อมและแผนปฏิบัติการของศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ ซูเปอร์มาร์เก็ต และร้านค้าภายในศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ เขตปทุมวัน เนื่องจากเป็นห้างขนาดใหญ่ และประชาชนไปใช้บริการค่อนข้างมาก ซึ่งในภาพรวมเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทางเซ็นทรัลเวิลด์มีการเตรียมพร้อมเป็นอย่างดี ตั้งแต่ก่อนเข้าห้าง รวมถึงในส่วนของคนที่จะเข้ามาใช้บริการห้างฯ ด้วย

พล.ต.อ.อัศวิน ระบุว่า สำหรับวันนี้ (17 พ.ค.) ผมจะไปตรวจมาตรการป้องกันและควบคุมโรคโควิด-19 ที่ห้างเซ็นทรัลปิ่นปิ่นเกล้า พร้อมทั้งมอบหมายให้คณะผู้บริหารกทม.ทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายประจำ รวมถึง 50 สำนักงานเขต ลงพื้นที่ตรวจมาตรการป้องกันโควิด-19 ในห้างสรรพสินค้า ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้ ซึ่งทั่วกรุงเทพฯ มีอยู่เกือบๆ 200 แห่งครับ ย้ำนะครับ หากร้านอาหารปล่อยให้มีการนั่งดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในร้าน ถ้าตรวจพบจะสั่งให้ปิดร้านทันที ไม่มีการตักเตือนหรือแนะนำให้แก้ไข และห้ามมิให้ทางห้างฯ และร้านค้าจัดโปรโมชั่นนาทีทอง หรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดการสัมผัสใกล้ชิดกันซึ่งเสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโควิด-19 ด้วย

"ช่วงเย็นผมและผู้บริหารกทม.จะลงพื้นที่เขตราษฎร์บูรณะและเขตจอมทอง เพื่อมอบถุงยังชีพช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่กำลังลำบากจากโรคระบาด ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 มีแนวโน้มที่ดีขึ้น หากเราทุกคนช่วยกันปฏิบัติตามมาตรการป้องกันด้วยดีอย่างที่ผ่านๆ มา เราก็จะสามารถก้าวผ่านวิกฤติการแพร่ะบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 ไปได้ในเร็ววันครับ"

จับตาพายุไซโคลน 'อำพัน' บริเวณอ่าวเบงกอล กระทบทะเลอันดามันคลื่นสูง ฝนถล่มภาคใต้

 

17 พ.ค.63 - กรมอุตุนิยมวิทยา ออกประกาศเรื่อง "ฝนตกหนักและคลื่นลมแรงบริเวณทะเลอันดามัน(มีผลกระทบถึงวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2563)"ฉบับที่ 4 ระบุว่าเมื่อเวลา 10.00 น. พายุไซโคลน “อำพัน” บริเวณอ่าวเบงกอลตอนกลาง มีศูนย์กลางอยู่ที่ละติจูด 11.2 องศาเหนือ ลองจิจูด 86.3 องศา ตะวันออก กำลังเคลื่อนตัวทางทิศเหนือด้วยความเร็วประมาณ 5 นอต หรือ 10 กม/ชม มีความเร็วสูงสุดใกล้ศูนย์กลางประมาณ 50 นอต หรือ 92 กม/ชม มีแนวโน้มเคลื่อนตัวเข้าสู่อ่าวเบงกอลตอนบนและประเทศบังคลาเทศ ส่งผลทำให้ในช่วงวันที่ 17-20 พฤษภาคม 2563 มีลมตะวันตกเฉียงใต้พัดเข้ามาปกคลุมทะเลอันดามัน และภาคใต้

ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณดังกล่าวมีฝนตกหนักบางพื้นที่บริเวณจังหวัดระนอง พังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง สตูล ชุมพร สุราษฏร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ส่วนคลื่นลมในทะเลอันดามันมีกำลังแรงขึ้น โดยตั้งแต่จังหวัดกระบี่ขึ้นมาทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองจะมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ขอให้ชาวเรือเดินเรือด้วยความระมัดระวัง หลีกเลี่ยงการเดินเรือบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง และเรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วงเวลานี้

ทั้งนี้ กรมอุตุนิยมวิทยา อธิบายความหมายพายุ อำพัน "อำพัน (AMPHAN) หมายถึง ยางไม้ที่แข็งเป็นก้อน สีเหลืองใสเป็นเงา" ชื่อของประเทศไทย

#กองพยากรณ์อากาศ
#กรมอุตุนิยมวิทยา


......................................................

17 พ.ค. 63 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน