*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2568906
  • จำนวนผู้โหวต : 529
  • ส่ง msg :
  • โหวต 529 คน
<< มิถุนายน 2020 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 19 มิถุนายน 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 248 , 16:23:28 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         'บิ๊กป้อม' เขินที่สื่อถามเรื่องหนังสือเชิญจากพรรคพปชร.ให้นั่งเก้าอี้หน.พรรค จึงบอกไม่รู้เข้าไว้ก่อน หรือยังเคลียร์การวางตัว

ใครเป็นใครยังไม่จบกันแน่

 

หัวใจคาถา 'เศรษฐกิจรอด'

 

    นายกฯ บอก "จะทำงานเชิงรุก"!
    วันนี้ ขอช่วยปลุก...ให้รุก
    รุกให้แปลงเครดิต ไทย "อันดับ ๒" โลก ที่ฟื้นโควิด เป็นเงิน-เป็นทอง ไหลเข้าประเทศ เร็วขึ้น
    ตอนนี้ เรา "เปิด ๗๗ จังหวัด" ให้เที่ยวกันเองภายใน
    แต่ยัง "ปิดประเทศ" ไม่ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา คือ สำหรับต่างชาติ........
    กำลังวางแผนจับคู่ประเทศท่องเที่ยว ที่เรียก Travel Bubble เขามาบ้านเรา-เราไปบ้านเขา ไม่ต้องกัก ๑๔ วัน เพียงมีกติกาต้องปฏิบัติเล็กน้อย
    ๓๐ มิถุนานี้ จบไตรมาส ๒ ด้วย "สาหัสปางตาย" ตั้งแต่คนบนตึกยันก้นกระต๊อบ แต่ถือว่าคุ้ม เมื่อเทียบกับเครดิตที่ไทยได้รับตอบแทน
    กรกฎา-ธันวา ไตรมาส ๓ และ ๔ เป็น ๖ เดือน เหมือนออกซิเจน เหลือเพียง ๖ ถัง ในห้องไอซียู  ไม่มีอะไหล่-สำรองอีกแล้ว
    ฉะนั้น รัฐบาลต้องใช้ ออกซิเจน ๖ ถังนี้ ในความหมาย ทุกนาทีคือชีวิต ดังนั้น เป้าหมายต้องแม่น  ลั่นไกแล้วต้องไม่พลาด 
    ทั้งหมด ต้องอยู่ในคำจำกัดความของปฏิบัติการ ว่า
    NOW!
    รอบคอบ ป้องกันโควิดเกิดรอบ ๒ นั้นดี แต่ถ้ารอบคอบจนละล้า-ละลัง ได้แต่จะ..จะ..ไม่กล้าเปิดประตูบ้าน เพื่อก้าวออกไป 
    ดี ที่ไม่รู้จักพลิกแพลงใช้ ดีขนาดไหน ก็ไร้ค่า
    ดังนั้น ขึ้น "ไตรมาส ๓" ตั้งแต่กรกฎาเป็นต้นไป แผนเปิดประเทศ ควรต้องเป็นจริงทางปฏิบัติ
    ไม่ได้หมายถึง "เปิดอ้า" ใครไป-ใครมาก็ได้อย่างตะก่อน แต่ผมเห็นว่า......
    ด้วยจุดแข็ง "เครดิตมาตรฐานการแพทย์ไทย" Travel Bubble ที่ยังไม่ลงตัว จะจับคู่แต่งงานกับประเทศไหน นั้น
    อยากบอกท่านรองนายกฯ สมคิด และท่านรัฐมนตรีท่องเที่ยว "พิพัฒน์ รัชกิจประการ" ว่า
    จับตลาดเฉพาะกลุ่ม "ที่ชัวร์อยู่แล้ว" ประกาศเจาะจงให้เข้ามาก่อนเลยไม่ดีหรือ?
    กลุ่มนี้ ผมมองว่า มีลูกค้าแน่นอน แถมเงินหนัก จับจ่ายไม่อั้นอีกตะหาก ตามสถิติ เฉพาะกิน/เที่ยว ใช้จ่ายน้อยที่สุด ตกวันละไม่หนี ๕๐ เหรียญยูเอส/คน 
    กลุ่มนี้ คือ กลุ่ม Medical Tourism "ท่องเที่ยวสุขภาพ"     ซึ่งโรงพยาบาลของไทย รวมทั้งสถานศัลยกรรมความงามของไทย ในย่านเอเชีย โดยเฉพาะตะวันออกกลางและอาเซียน
    ตั้งแต่ปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ แปลงเพศ ไปจนถึงตรวจสุขภาพประจำปี
    ปีๆ เดินทางเข้ามาไม่รู้กี่หมื่น-กี่แสน
    โดยเฉพาะกลุ่ม "ตะวันออกกลาง" บางกอกคือสวรรค์ของเขา มาตรวจรักษาทั้งทั่วไป ทั้งเฉพาะโรค  คือหาหมอด้วย เที่ยวด้วย ปีละไม่ต่ำกว่า ๔-๕ แสนคน
    ยิ่งตอนนี้ กรกฎา-สิงหา หน้าร้อนในตะวันออกกลาง ปกติ เขาจะหนีร้อน เดินทางเข้ามา เที่ยวด้วย หาหมอด้วยมากเป็นพิเศษ
    ก็ ไทย หมายมั่นเป็น Medical Hub อยู่แล้ว ยังจะรีรออะไร?
    เอาโรงพยาบาลของเรา ที่ประสงค์จะจับคู่กับลูกค้า Medical Tourism ในต่างประเทศ Bubble กันเข้ามาเลย
    เนี่ย.......
    เปิดประเทศ ให้ลูกค้ากลุ่ม Medical Tourism เข้ามา ในความเป็นกลุ่มจำเพาะ จะออกมาตรการอะไรด้านโควิด มันก็ง่าย
    ถ้าจะเปิดประเทศเพื่อการท่องเที่ยวทั่วไป อย่างที่จะจับคู่กับจีน ตลาดใหญ่ก็จริง แต่อยู่ในช่วง "เสี่ยงสูง" ควบคุมยาก ได้ไม่คุ้มเสีย
    มองรอบด้านแล้ว เงินจากท่องเที่ยวที่จะหมุนเศรษฐกิจไทยได้บ้าง ยามนี้ เจาะจงกลุ่ม "ทางการแพทย์" ดีสุด
    ผู้ป่วยโควิด........
    ต้องการได้รับการรักษาดูแลด้วยวิทยาการแพทย์ไทย ให้ประสานกับโรงพยาบาล ส่งตัวมาได้เลย    ตอนนี้ "ทีมไทย" ด้วยบุคลากรทางการแพทย์ของเรา มีประสบการณ์ จนชำนาญในการป้องกันดูแล  นำผู้ป่วยจากต้นทาง ส่งถึงโรงพยาบาล ไม่ต้องกลัวการแพร่ระบาด
    ก็เห็นมั้ยล่ะ......
    ทั้งหมอรูปหล่อ "หมอทวีศิลป์" และหมอคนสวย "หมอบุ๋ม" แถลงแต่ละวัน ขึ้นต้นพบผู้ป่วยใหม่ บางวันเป็นสิบ บางวันเกือบสิบ
    ฟังทีแรก ใจหายแวบ!
    พอฟังต่อ อ๋อ...เหล่านี้ เดินทางกลับมาจากสหรัฐฯ บ้าง ยุโรปบ้าง ตะวันออกกลางบ้าง เอเชียบ้าง  กระทั่งจากกลุ่มประเทศอาเซียนด้วยกันบ้าง
    คนไทยป่วยจากนอกประเทศ แล้วรับตัวกลับเข้ามาอยู่ในโซน "ชีวิตใหม่" คือถึงหมอไทยแล้ว หมดห่วง!    
    ไม่เคยปรากฏ การสาธารณสุขไทย จะปล่อยให้คนป่วยที่เข้ามาตามระบบ หลุดรอดการคัดกรองออกไปแพร่เชื้อภายนอกได้
    จากจุดนี้.........
    ผมจึงมั่นใจ ศักยภาพไทยใช้เป็น "จุดขาย" ทางรักษาคนป่วยโควิดจากต่างชาติได้ 
    ตั้งแต่เครื่องบินจนถึงมือแพทย์-พยาบาลในห้องความดันลบ รับประกัน เชื้อไม่มีทางหลุดรอดออกไประบาดได้!    
    พวกเรา "คนไทย" จงมั่นใจในจุดนี้ 
    วันๆ แน่ใจหรือว่า ไม่มีแรงงานต่างชาติเล็ดลอดเข้ามา ซึ่งนั่น หมายถึงไม่ผ่านการคัดกรอง
    ถ้าจะกลัว เรากลัวและควรระแวด-ระวังจุดนี้มากกว่า
    ไม่มีอะไรต้องกลัว กับคนป่วยต่างชาติ ที่เข้ามาถูกต้องตามขั้นตอน
    ค่อยๆ ทดสอบระบบ, มาตรการ และความพร้อมทางบุคลากรด้านป้องกันโควิด ผ่าน Medical  Tourism ไปในตัว
    ผมว่าเกินคุ้ม.....
    ทั้งจะได้ศึกษาการปฏิบัติทาง "ภาคสนาม" หารูรั่ว-ช่องโหว่ เพื่อปรับปรุง-แก้ไข ไปด้วย 
    เพราะเราและโลก จะยังอยู่กับภาวะ "ระแวงโควิด" ไปอีกเป็นปีๆ จนกว่าจะมีวัคซีนป้องกัน 
    ฉะนั้น ไม่กล้า "แหกค่าย" ก็ต้องกล้าทั้งขาสั่นๆ 
    เพราะจะ "จับเจ่า-จนจ่อ" รอน้ำหลากมาช่วยเหมือนครั้งพม่าล้อมกรุงศรี เหมือนรัสเซียรอหิมะฝังกองทัพนโปเลียนที่บุกมอสโก    
    ออกซิเจน ๖ ถัง หมายถึงเศรษฐกิจภาคชีวิตประชาชนหมดก่อน!
    ลำพัง "ไทยเที่ยวไทย" แจกเงินให้เที่ยวขนาดไหน มันก็คล้ายใช้ไม้ขีดก้านเดียวเผาหัวเครื่องยนต์  ร้อนไม่พอทำให้เครื่องดีเซลติดได้หรอก
    ในปี-ครึ่งปี ก็ต้องอาศัยเครดิต "การแพทย์-การสาธารณสุข" ควบการท่องเที่ยว นี่แหละ
    แปลง โควิด-๑๙ เป็นทรัพย์ 
    จัดโปรแกรม Medical Tourism รับรักษาผู้ป่วยโควิดจากนอกประเทศ ตรงนี้ จะเพิ่มความร้อนทางเศรษฐทรัพย์ปริวรรต กระชากเครื่องให้ติดและหมุนรอบได้ 
    ไหนๆ ไทยก็วางตำแหน่งเป็น Medical Hub ในภูมิภาคนี้อยู่แล้ว เมื่อจังหวะ สถานการณ์ โอกาส อำนวย
    รีรออยู่ไย ประกาศออกตลาดท่องเที่ยวไปเลย ททท.ของเรา "เก๋าคู่ชาติ" อยู่แล้ว บอกเขาคำเดียวจะเอาอย่างนี้ รับรองไปโลด!
    ไม่เคยท่องบทอาขยานชั้นประถม ๔ กันหรือไงก็ไม่ทราบ ที่ว่า.......
    เวลาและวารี ไม่ยินดี จะคอยใคร
    เรือเมล์และรถไฟ มันก็ไป ตามเวลา
    ยืดยาดและอืดอาด ก็จะพลาด ปรารถนา
    และแล้วจะโศกา อนิจจา เราช้าไป. นั่นน่ะ
    ความจริง กระทรวงการท่องเที่ยวฯ โดยรัฐบาลคงมีแผนอยู่หลายแผนแล้ว แต่เห็นเงื้อง่าราคาแพง ด้วยสุขุมคัมภีรภาพครบด้าน
    มันจะพลาดปรารถนา คือ "ไม่ทันกิน" น่ะ ก็ขอสะกิดนิด วอนอย่าขึ้งอันใดเลย!
    คนไทย คาถาชีวิตรอด ก็ นะ โม พุท ธา ยะ
    คาถาเศรษฐกิจรอด ก็ ส่งออก ท่องเที่ยว
    ทำไรก็รีบทำเถอะ!

..............................................

สร้างพลังขับเคลื่อนศก. ผบ.ทสส.ลั่นประเทศเติบโตด้วยความกลมเกลียวมั่นคงยืดหยุ่นตามขั้นตอน

 


    "บิ๊กตู่" แย้มกำลังคิดนิวนอร์มอล "ปชช." ร่วมกำหนดนโยบายรัฐบาล "ผบ.ทสส." ชมตำรวจ 80 วันดูแลด้านความมั่นคงช่วงโควิด จับกุมผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว 4 หมื่นราย แถมไม่พบเรื่องร้องเรียน มั่นใจเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไร้ปัญหา เชื่อ กม.ปกติดูแลได้ โวไทยเป็นตัวอย่างแก้โควิดได้ดีจากความกลมเกลียว ทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนด้านเศรษฐกิจ "ศบค." เผยพบผู้ติดเชื้ออีก 6 รายกลับจากซาอุฯ-อินเดีย "หมอหนู" โชว์แมนขอทดลองวัคซีนคนแรก 
    เมื่อวันที่ 18 มิ.ย. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงวิธีการทำงานแบบนิวนอร์มอล (New Normal) ที่จะเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศเพียงสั้นๆ โดยเอามือป้องปากกล่าวว่า "กำลังคิดอยู่"
    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากที่ พล.อ.ประยุทธ์แถลงการณ์ถึงวิธีการทำงานแบบ New Normal ของนายกรัฐมนตรี ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย (ทรท.) เมื่อวันที่ 17 มิ.ย. ซึ่งกระแสสังคมชื่นชมการปรับรูปการแถลงของนายกฯ นั้น เวลา 11.50 น. หลังนายกฯ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ ที่ตึกภักดีบดินทร์ ในจังหวะที่นายกฯ เดินทักทายผู้เข้าร่วมการประชุม นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ หนึ่งในคณะกรรมการ ได้กล่าวชื่นชมนายกฯ ว่า "ผมชื่นชมท่านครับ โอ้! สุดยอดเลยปีนี้ มาตรฐานเปลี่ยนแล้วดีขึ้น โดยเฉพาะการปรับลุกส์เมื่อคืนนี้" ขณะที่นายกฯ กล่าวด้วยอาการเขินว่า "ไม่เชื่อหรอก" ซึ่งนายประพัฒน์กล่าวยืนยันว่า "จริงๆ ครับ"      
    ส่วน น.ส.มัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข ที่ปรึกษา รมว.พาณิชย์ ก็ยืนยันว่าเรื่องนี้จริงๆ เพราะสื่อโซเชียลมีการพูดกัน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกรัฐบาล ก็ช่วยยืนยันว่านายกฯ ออกแถลงการณ์เมื่อคืนเรียบร้อยดีมาก มีแต่คนชมและบอกว่าหล่อ ก่อนที่นายกฯ จะแสดงท่าทีหมั่นเขี้ยวแก้เขินและบอกว่า  "บางครั้งผมก็ขี้โมโหเหมือนกัน"
    ขณะที่ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) ในฐานะหัวหน้าศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง (หน.ศปม.) เดินทางมาตรวจเยี่ยมและมอบขวัญกำลังใจ  รวมถึงติดตามความคืบหน้าการทำงานศูนย์ปฏิบัติการด้านความมั่นคงของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  (ศปม.ตร.) โดยมี พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ให้การต้อนรับ ใช้เวลาตรวจเยี่ยมประมาณ 1 ชั่วโมง
    พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวว่า มาตรวจเยี่ยมและให้กำลังใจศูนย์ปฏิบัติการด้านความมั่นคง ในส่วนของตำรวจที่ได้มีการปฏิบัติงานร่วมกันในสถานการณ์ระงับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 มาตั้งแต่วันที่ 26 มี.ค.ถึงปัจจุบัน โดยนำคำขอบคุณของ พล.อ.ประยุทธ์ ในฐานะ ผอ.ศปม.มามอบให้ ผบ.ตร.และกำลังพลที่ได้ร่วมกันรักษาความสงบของประชาชน และระงับการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส 
    "ตร.ได้รายงานผลการปฏิบัติตั้งแต่วันประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ถึงปัจจุบันประมาณ 80 วัน ที่ได้ตอบสนองความต้องการและงานที่ได้รับมอบหมายเกี่ยวกับสาธารณสุข โดยการตั้งด่านตรวจโควิด-19 ด่านเคอร์ฟิว กำลังพลที่ใช้จากทั่วประเทศ 4 หมื่นกว่านาย จัดตั้งจุดตรวจ 1,600 จุด และปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ถือว่า ตร.เป็นส่วนสำคัญในการระงับการแพร่ระบาดของไวรัส เมื่อเลิกสถานการณ์เคอร์ฟิวก็ปรับรูปแบบการปฏิบัติงาน เพื่อที่จะจัดตั้งจุดตรวจในจุดที่จำเป็น กับเพิ่มขีดความสามารถในการออกตรวจตรา ค้นหาเป้าหมาย ซึ่งอาจเป็นผู้ก่ออาชญากรรม การชุมนุม หรือกิจกรรมต่างๆ ที่อาจทำให้เกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส เป็นการปรับบทบาทเพื่อตอบสนองต่อสถานการณ์โควิด-19 ที่เปลี่ยนไป" พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าว
    ถามว่าหากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินในส่วนของ ศปม.จะมีการถ่ายโอนอำนาจไปอย่างไร พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวว่า ตำรวจเป็นผู้บังคับใช้กฎหมายตามปกติ หากมีการยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินทุกคนก็กลับไปใช้กฎหมายที่มีอยู่เดิม 
กม.ปกติแทน พ.ร.ก.ได้
    ซักว่าสิ่งที่ทุกคนมีความกังวล คือการออกมาเคลื่อนไหวชุมนุมทางการเมือง จะดูแลภาพรวมอย่างไรหากไม่มี พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวว่าก็ขึ้นอยู่กับ พ.ร.บ.การชุมนุมฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หากมีการเคลื่อนไหวใดๆ ก็ตามที่ไม่ทำผิดกฎหมายที่กำหนดก็สามารถกระทำได้
    ถามว่าในทัศนะของฝ่ายความมั่นคง ประเมินสถานการณ์ตอนนี้ควรจะต่อหรือยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน  พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าวว่า ตนขอตอบในกรอบของสถานการณ์ป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ขณะนี้สามารถควบคุมสถานการณ์แพร่ระบาดได้ สิ่งสำคัญที่สุดที่นายกรัฐมนตรีพยายามเน้นย้ำคือ ประเทศต้องเดินต่อไปได้ ผู้คนต้องทำมาหากินได้ เศรษฐกิจต้องเจริญเติบโตเป็นปกติ เราก็ประเมินว่าอะไรก็ตามที่สามารถลดหย่อนการเข้มงวดเพื่อให้เศรษฐกิจเดินต่อไปได้ รัฐบาลพยายามจะเน้นแบบนั้น ในส่วนของฝ่ายความมั่นคง ทั้งทหารตำรวจพยายามที่จะยืดหยุ่นขั้นตอนต่างๆ เพื่อไม่ให้ไปกระทบการทำมาหากิน ยกตัวอย่างตลอด 80 วันจะไม่พบว่าตำรวจปฏิบัติที่ก่อให้เกิดความเสียหาย เดือดร้อน รำคาญ  ทุกนายปฏิบัติหน้าที่อย่างสุขุม สุภาพ นุ่มนวล ไม่มีการร้องเรียนว่ากระทำเกินหน้าที่ รุนแรงเกินกว่าเหตุ 
    "ประเทศไทยได้แสดงตัวอย่างให้ชาวโลกได้เห็น ถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการร่วมแก้ไขสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ได้อย่างดี มาตรการที่กำหนดขึ้นประชาชนทุกคนเชื่อถือและปฏิบัติตาม เป็นความสอดคล้องและกลมเกลียว จากความกลมเกลียวหากเรานำไปทำให้เกิดพลังขับเคลื่อนทางด้านเศรษฐกิจ อยากให้ทุกคนมองเห็นอนาคต ได้ร่วมใจอย่างที่เป็นอยู่ เพราะประเทศไม่สามารถเติบโตได้ด้วยความเกลียดชัง แต่เติบโตด้วยความกลมเกลียว" พล.อ.พรพิพัฒน์กล่าว
    ผบ.ทสส.กล่าวถึงการเปิดประเทศอย่างเสรีว่า ต้องมีการพิจารณาอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยเริ่มจากทราเวลบับเบิล (travel bubble) หรือการให้สิทธิพิเศษของการเดินทางเข้าออกประเทศระหว่างกันได้ โดยไม่ต้องมีการกักตัว 14 วัน แต่ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขมาตรการป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเข้มข้น  แต่ขณะนี้ยังติดขัดในข้อปฏิบัติ ทั้งประเทศต้นทาง ปลายทาง และข้อกฎหมาย ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างศึกษาผลกระทบให้รอบคอบ 
    "เบื้องต้นหากไม่ต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน การพิจารณาคนเข้าประเทศเชื่อว่ากฎหมายปกติสามารถดูแลควบคุมการเดินทางเข้าออกได้ แต่ต้องค่อยเป็นค่อยไป" ผบ.ทสส.กล่าว 
    พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร.ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) แถลงผลการปฏิบัติเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ช่วงประกาศเคอร์ฟิวในภาพรวมของ ตร.ว่า ตัวเลขผู้กระทำความผิดในช่วงเวลาเคอร์ฟิวทั่วประเทศ ตั้งแต่คืนวันที่ 3 เม.ย.-14 มิ.ย.63 รวมเป็นระยะเวลาทั้งสิ้น 72 วัน จำนวน 41,941 ราย หรือเฉลี่ยวันละกว่า 582 ราย เช่น ความผิดจากการออกนอกเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเหตุอันสมควร จำนวน 37,358 ราย ได้ดำเนินคดี 32,539 ราย  ตักเตือน 4,819 ราย ความผิดจากการรวมกลุ่มมั่วสุมในเคหสถานในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ  จำนวน 4,583 ราย ได้ดำเนินคดี 4,474 ราย ตักเตือน 109 ราย
    ทั้งนี้ สาเหตุของการกระทำความผิดในการออกนอกเคหสถานโดยไม่ได้รับอนุญาต หรือไม่มีเหตุอันควร 3 ลำดับแรก 1.ออกมาทำธุระ 8,412 ราย คิดเป็นร้อยละ 25, 2.เดินทางกลับที่พัก 6,718  ราย คิดเป็นร้อยละ 20, 3.ขับขี่ยานพาหนะเล่น 4,290 ราย คิดเป็นร้อยละ 13 ส่วนสาเหตุของการกระทำความผิดในการรวมกลุ่มมั่วสุมในเคหสถานในลักษณะที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อ 3 ลำดับแรก 1.ดื่มสุรา  1,589 ราย คิดเป็นร้อยละ 39, 2.เล่นการพนัน 1,231 ราย คิดเป็นร้อยละ 30, 3.เสพยาเสพติด 690 ราย  คิดเป็นร้อยละ 17
    "ขณะนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนกรณีกลุ่มเด็กแว้น หรือกลุ่มวัยรุ่นที่มีการจับกลุ่มรวมตัวแข่งรถ หรือพากันตระเวนขับขี่รถออกไปสร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้มีการดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด จึงขอฝากเตือนไปยังผู้ที่มีพฤติการณ์และผู้ปกครอง ให้เลิกกระทำและกวดขันพฤติกรรมของบุตรหลาน โดยนอกจากจะดำเนินคดีกับตัวเด็กที่กระทำผิดแล้ว จะมีการดำเนินคดีกับผู้ปกครองและผู้ที่ให้การสนับสนุนด้วย" พล.ต.ท.ปิยะกล่าว
ติดเชื้อโควิดเพิ่มอีก 6 คน
    โฆษก ตร.กล่าวถึงมาตรการด้านความมั่นคงในการผ่อนคลายระยะที่ 4 ว่า ผบ.ตร.กำหนดแนวทางปฏิบัติให้ตำรวจทั่วประเทศ โดย 1.บังคับใช้กฎหมายเพื่อป้องกันปราบปรามอาชญากรรมทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เป็นการซ้ำเติมประชาชน 2.เพิ่มความเข้มในการตั้งจุดตรวจจุดสกัดและกวดขันจับกุมอาชญากรรมที่กระทบต่อชีวิตประจำวันและความสงบสุขของประชาชนและสังคม 3.ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องออกตรวจกิจการ/กิจกรรมที่ได้รับการผ่อนคลาย เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามมาตรการป้องกันโรคที่ทางราชการกำหนด 
    ที่กระทรวงสาธารณสุข พญ.พรรณประภา ยงค์ตระกูล ผู้ช่วยโฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือ ศบค.​ แถลงสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ว่า วันนี้ (18 มิ.ย.) พบผู้ติดเชื้อโควิด-19 เพิ่ม 6 ราย ซึ่งเป็นผู้ป่วยที่เดินทางกลับมาจากต่างประเทศ และเข้าพักในสถานที่เฝ้าระวังที่รัฐจัดให้ โดยจำแนกเป็นผู้ที่เดินทางกลับมาจากประเทศซาอุดีอาระเบีย 5 ราย และอินเดีย 1 ราย ทั้งนี้ไม่พบผู้ติดเชื้อภายในประเทศติดต่อกันเป็นวันที่ 24  
    "สำหรับผู้ป่วยยืนยันสะสมยังคง 3,141 ราย โดยติดเชื้อในประเทศสะสม 2,444 ราย และผู้ป่วยยืนยันอยู่ในสถานที่กักกันที่รัฐจัดให้สะสม 204 ราย มีผู้ป่วยหายเพิ่ม 1 ราย ยอดผู้ป่วยรักษาหายแล้วสะสม 2,997 ราย อยู่ระหว่างการรักษา 86 ราย และไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม โดยยอดผู้เสียชีวิตสะสมอยู่ที่ 58 ราย"  พญ.พรรณประภากล่าว 
    ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าวว่า ในส่วนสถานการณ์การแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ทั่วโลก ในช่วง 24  ชม. มีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น 142,244 ราย โดยผู้ป่วยทั่วโลกสะสมอยู่ที่ 8,400,129 ราย เสียชีวิตเพิ่มขึ้น 5,277 ราย เสียชีวิตสะสม 451,263 ราย โดยผู้ติดเชื้อมากที่สุดอันดับ 1 ของโลก คือสหรัฐอเมริกา  มีผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 2,234,471 ราย เพิ่มขึ้น 26,071 ราย เสียชีวิตสะสม 119,941 ราย เพิ่มขึ้น 809 ราย  รองลงมาคือบราซิล มีผู้ป่วยสะสม 960,309 ราย เพิ่มขึ้น 31,475 ราย จึงทำให้บราซิลมีจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่มากที่สุดในโลก เสียชีวิตสะสม 46,665 ราย เพิ่มขึ้น 1,209 ราย สำหรับประเทศในทวีปเอเชีย มากที่สุดคืออินเดีย ผู้ป่วยสะสมอยู่ที่ 367,264 ราย เพิ่มขึ้น 13,103 ราย เสียชีวิตสะสม 12,262 ราย  เพิ่มขึ้น 341 ราย ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 91 ของจำนวนผู้ป่วยอันดับโลก
    "หลังจากที่มีมาตรการผ่อนคลายกิจการและกิจกรรมระยะที่ 4 หลายคนเริ่มกลับมาทำงานที่บริษัทตามปกติ และในวันที่ 1 ก.ค.63 จะมีการเปิดภาคเรียนทุกระดับ ทำให้การใช้บริการขนส่งสาธารณะค่อนข้างมาก เช่น รถเมล์ เรือ รถไฟฟ้า โดยตามประกาศของ ศบค.ในการใช้ขนส่งสาธารณะ ได้กำหนดว่าให้มีความหนาแน่นของรถสาธารณะแค่ 70% ของความจุรวมทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงในชั่วโมงเร่งด่วนจะมีคนใช้บริการหนาแน่นมากกว่า ฉะนั้นจึงต้องป้องกันตัวเองโดยเฉพาะสวมหน้ากากอนามัย พกแอลกอฮอล์เจล และเผื่อเวลาการเดินทาง เพื่อป้องกันความเสี่ยงในการแพร่กระจายของเชื้อ" ผู้ช่วยโฆษก ศบค.กล่าว
    วันเดียวกัน นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากการหารือร่วมกับนายอนุทิน  ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.สาธารณาสุข พบว่าขณะนี้ความคืบหน้าในการดำเนินการคิดค้น และวิจัยเกี่ยวกับวัคซีนป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 มีความก้าวหน้าอย่างมาก ซึ่งล่าสุดได้มีการทดลองกับลิงแล้ว แต่ขณะนี้ยังไม่ได้มีการทดลองกับคนเนื่องจากยังไม่มีอาสาสมัคร
'หมอหนู' ขอทดลองวัคซีน
    "ในการประชุม ศบค.ครั้งที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีได้ถามขึ้นในที่ประชุมว่ามีใครจะสมัครเข้ามาทดลองหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้กล่าวตอบว่าผม (นายอนุทิน) มีความพร้อมที่จะเป็นคนแรกของประเทศไทยในการเป็นอาสาสมัครทดลองวัคซีน เพราะมั่นใจในความสามารถของบุคลากรทาการแพทย์ของไทย   ซึ่งหากดำเนินการตามขั้นตอนได้ คาดว่าในช่วงต้นปีหน้าประเทศไทยจะมีข่าวดีเกี่ยวกับวัคซีนดังกล่าว" นายศักดิ์สยามกล่าว
    ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยา คลินิกภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวหัวข้อ "โควิด-19 กับหมู่เลือด" ระบุว่า ก่อนหน้านี้มีการศึกษาในจีนว่า บุคคลที่มีกลุ่มเลือดกรุ๊ป A มีโอกาสป่วยเป็นโควิด-19  มากกว่าบุคคลที่ไม่ใช่กรุ๊ป A หรือกรุ๊ป O มีโอกาสป่วยโควิด-19 น้อยกว่า ขณะนี้มีการศึกษาเพิ่มเติมที่อิตาลีและสเปน โดยการศึกษาทางพันธุกรรมแนวลึก GWAS พบโอกาสเสี่ยงในการป่วยโควิด-19  เหมือนกับการศึกษาในจีน ที่เป็นการศึกษาจากผู้ป่วย
    "กล่าวคือบุคคลกลุ่มเลือดกรุ๊ป A มีโอกาสป่วยโควิด-19 มากกว่าคนที่ไม่ใช่หมู่เลือดกรุ๊ป A ส่วนกรุ๊ป O จะมีโอกาสน้อยกว่ากรุ๊ปเลือดอื่น บทความศึกษาทางพันธุกรรมแนวลึกที่เรียกว่า GWAS ได้เผยแพร่ในวารสาร NEJM" ศ.นพ.ยงระบุ 
    ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ (สำนักงาน ก.พ.) ทำเนียบรัฐบาล ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มนักดนตรีอาชีพอิสระกว่า 50 คน นัดรวมตัวเพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี เพื่อให้นักดนตรีกลางคืนและนักดนตรีอาชีพอิสระได้กลับไปทำงาน เนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ร้านอาหารและสถานประกอบการภาคกลางคืนต้องปิดให้บริการ ทำให้ขาดรายได้มากว่า 3 เดือนแล้ว
    น.ส.พรพรรณ เภตรารัตน์ ตัวแทนกลุ่มอาชีพนักดนตรี กล่าวว่า ขณะนี้สถานการณ์โควิด-19 เบาบางลงแล้ว และ ศบค.ได้อนุญาตเปิดกิจกรรม/กิจการในเฟส 4 แล้ว ซึ่งร้านอาหารสามารถเปิดให้บริการได้ แต่นักดนตรียังไม่สามารถกลับไปทำงาน ซึ่งตลอด 3 เดือนที่ผ่านมาเราต้องแบกค่าใช้จ่ายในครัวเรือนอย่างยากลำบาก แม้ส่วนใหญ่จะได้รับเงินเยียวยาจากภาครัฐ แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับค่าใช้จ่าย และหากนักดนตรียังไม่ได้กลับไปทำงานภายในเดือน ก.ค. จะเท่ากับว่าเราจะมีรายได้ 0 บาท ถึง 4 เดือน  หรือ 4 รอบบิล ซึ่งจะส่งผลถึงความเดือดร้อนมากมายที่ตามมา โดยคาดว่าในประเทศไทยมีผู้ประกอบอาชีพนักดนตรีอาชีพที่ได้รับผลกระทบกว่า 1 แสนราย จึงหมายความว่ามีผู้เดือดร้อนถึง 1 แสนครอบครัว
    "ขอโอกาสให้เราได้กลับไปทำงานตามปกติภายใน 7 วัน เพื่อจะหารายได้มาใช้จ่ายในส่วนที่ค้างอยู่ในวันที่ 1 ก.ค.ซึ่งเราพร้อมจะปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่ ศบค.กำหนด เช่น ใส่หน้ากากอนามัย หรือเฟซชีลด์ขณะเล่นดนตรี จัดให้มีการขึงฟิล์มกระจกที่หน้าเวทีเพื่อกั้นระหว่างนักดนตรีกับลูกค้าร้านอาหาร เราพร้อมจะให้ความร่วมมือเต็มที่เพื่อให้ได้กลับไปทำงาน" ตัวแทนกลุ่มอาชีพนักดนตรีกล่าว.

 

 

19 มิถุนายน พ.ศ. 2563

หน้าหนึ่ง ไทยโพสต์

สร้างพลังขับเคลื่อนศก. ผบ.ทสส.ลั่นประเทศเติบโตด้วยความกลมเกลียวมั่นคงยืดหยุ่นตามขั้นตอน

"บิ๊กตู่" แย้มกำลังคิดนิวนอร์มอล "ปชช." ร่วมกำหนดนโยบายรัฐบาล "ผบ.ทสส." ชมตำรวจ 80 วันดูแลด้านความมั่นคงช่วงโควิด จับกุมผู้ฝ่าฝืนเคอร์ฟิว 4 หมื่นราย แถมไม่พบเรื่องร้องเรียน มั่นใจเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไร้ปัญหา เชื่อ กม.ปกติดูแลได้ โวไทยเป็นตัวอย่างแก้โควิดได้ดีจากความกลมเกลียว


'กำนัน'เข้าใจหม่อมเต่า ก้าวไกลชง'พรบ.ฉุกเฉิน'

“สุเทพ” เผยเข้าอกเข้าใจ “หม่อมเต่า” ชี้คนอายุ 75-76 ปีย่อมมีความคิดเป็นของตัวเอง  การทำงานเป็นพรรคของประชาชนจึงอาจอึดอัด “หมอเลี้ยบ-สหายอ้วน” ยังกั๊กกลุ่มแคร์จะกลายเป็นพรรคการเมืองหรือไม่ โยนเป็นเรื่องอนาคต “จอม” โผล่เย้ยระวังเป็นแค่แป้งเด็กแคร์ “ก้าวไกล” แก้ปัญหาไม่ยกเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รวมรายชื่อ 55 ส.ส.ยื่นคลอด พ.ร.บ.ฉุกเฉินแทน บอกทุกเรื่องต้องให้สภาอนุมัติและตรวจสอบได้


ราศีจับ'ป้อม'ลงพื้นที่ลำปาง แก้ภัยแล้งบริหารจัดการนํ้า

ราศีหัวหน้าพรรคจับ! "บิ๊กป้อม" ลงพื้นที่ลำปางติดตามสถานการณ์ภัยแล้ง ไม่ให้ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ ไม้ผลไม่ยืนต้นตาย ชื่นชมการดำเนินแก้ไขปัญหา ยกเป็นตัวอย่างให้พื้นที่อื่นๆ


เคาะ1-3ก.ค.ถกงบฯปี64 ไพบูลย์นั่งปธ.สอบกู้เงิน

วิป 2 ฝ่ายเคาะอภิปรายร่าง พ.ร.บ.งบปี 64 วาระแรก 1-3 ก.ค. เริ่ม 9 โมงเช้าถึงเที่ยงคืนครึ่ง  "ไพบูลย์" หืดจับนั่งประธาน กมธ.สอบงบกู้เงิน 1.9 ล้านล้านบาท หลังพรรคร่วมรัฐบาลจับมือฝ่ายค้านขวางดัน "กนก" แทน ทำบิ๊ก พปชร.เต้นผางล็อบบี้ก่อนโหวตลับชนะ 9 เสียง


ดัชนีเชื่อมั่นอุตฯขยับ วอนเสริมสภาพคล่อง ธปท.จ่อลดดอกเบี้ย!

ข่าวดี! ดัชนีความเชื่อมั่นภาคอุตสาหกรรมขยับขึ้นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน วอนรัฐเร่งเสริมสภาพคล่องเอกชน ฟื้นความเชื่อมั่น ลูกหนี้เฮ! แบงก์ชาติเตรียมออกมาตรการด้านการเงินช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เฟสใหม่ ดีเดย์ 1 ก.ค.-31 ธ.ค.นี้ สั่งลดดอกเบี้ยยกแผง

'ป้อม'พลิ้ว!บอกไม่รู้ 'พปชร.' เทียบเชิญนั่งหัวหน้าพรรค

 

แฟ้มภาพ

19 มิ.ย.63 - พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีในฐานะประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)ให้สัมภาษณ์อีกครั้งถึงการเตรียมเทียบเชิญเป็นหัวหน้าพรรคพปชร. ว่า ยืนยันว่ายังไม่ทราบเรื่องและไม่มีใครบอกว่าจะมีคนมาเทียบเชิญ เพราะตนไปปฎิบัติภารกิจที่ต่างจังหวัดมา และยังไม่มีใครแจ้งผลประชุมพรรคในวันเดียวกันนี้ เข้ามาให้ตนทราบ 

เมื่อถามว่าถ้าหากมีคนมาเทียบเชิญให้เป็นหัวหน้าพรรคจะรับเลยหรือไม่พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า เขาจะเชิญจริงหรือเปล่ายังไม่รู้เลย

 

หน้าหนึ่ง X-CITE

กมธ.ผู้บริโภคไล่บี้ ล้างไพ่โควตาหวย

กรรมาธิการคุ้มครองผู้บริโภค สภาผู้แทนราษฎร เรียก ผอ.กองสลากแจงปัญหาหวยแพง รวมชุด จี้ตัดสิทธิ์ผู้ค้าโก่งราคา พร้อมรื้อโควตาหวยทั้งหมด


จับแก๊งบันไรกัน ขายปืนออนไลน์

ชุดหนุมานกองปราบฯ ปูพรมค้น 31 จุด ใน 14 จังหวัดทั่วประเทศ จับ 9 ผู้ต้องหาแก๊ง “บันไรกัน” ขายปืนและเครื่องกระสุนทางสื่อออนไลน์โฆษณาโจ๋งครึ่ม ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยอีก 5 คน หนึ่งในนั้นบริการครบวงจรปล่อย เงินกู้ให้ลูกค้า


2เด็กชายมอบตัว สู้คดีข่มขืนญาติ

ผู้ปกครองพาเด็กชาย 2 คนเข้าพบตำรวจรับทราบข้อกล่าวหา ร่วมกับผู้ใหญ่ที่เป็นเครือญาติอีก 5 คน ข่มขืนเด็กหญิงวัย 12 อาของเหยื่อเผย หลังออกมาแฉเรื่องนี้ กลับถูกพี่น้องรุมด่า บ้างก็ข่มขู่

 

 

 

 

 

 ...................................................................

ระเบิดลง! บันทึกของอดีตมือขวา : ทรัมป์ขอสี จิ้นผิง ช่วยชนะเลือกตั้ง!

 


     ระเบิดเพิ่งลงที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลูกใหญ่เลย...และเป็นฝีมือของอดีตคนใกล้ชิดอย่างยอห์น โบลตัน อดีตที่ปรึกษาความมั่นคงเสียด้วย
    หนังสือ “แฉ” ของโบลตันกำหนดจะวางร้านสัปดาห์หน้านี้...แต่ “บทย่อ” หลายตอนที่เปิดโปงเรื่องทางเสียหายต่อทรัมป์ถูกตีพิมพ์โดยหนังสือพิมพ์ดังๆ ที่ทรัมป์เรียก Fake News มาแล้วทั้งนั้น
    ไม่ว่าจะเป็นนิวยอร์กไทมส์, วอชิงตันโพสต์หรือวอลสตรีทเจอร์นัลที่ออกมารายงานตรงกันว่า
    โบลตันอ้างว่าทรัมป์ขอให้ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีนช่วยให้เขาชนะเลือกตั้งปลายปีนี้เถอะ
    ช่วยยังไง?
    บางตอนของหนังสือ “The Room Where It Happened : A White House Memoir” (เหตุเกิดที่ห้องนี้ : บันทึกส่วนตัวจากทำเนียบขาว) หนา 592 หน้า บอกว่า
    ระหว่างอาหารเย็นสองต่อสองเมื่อเดือนมิถุนายน ปีที่แล้วในช่วงการประชุมสุดยอด G-20 ที่ญี่ปุ่น สี จิ้นผิง บ่นกับทรัมป์ว่าในอเมริกามีกลุ่มคนที่ชอบวิพากษ์จีนอย่างไม่เป็นธรรมหลายกลุ่ม
    ได้ยินดังนั้น ทรัมป์ก็รีบบอกสี จิ้นผิง ว่าน่าจะเป็นพวกพรรคเดโมแครต
    ซึ่งมีนิสัยไม่ชอบจีนเอามากๆ
    จากนั้นทรัมป์ก็ชวนผู้นำจีนคุยเรื่องการเลือกตั้งประธานาธิบดีในสหรัฐ ที่จะมีขึ้นในเดือนพฤศจิกายน โดยบอกว่าความสามารถทางเศรษฐกิจของจีนมีผลกระทบต่อผลการเลือกตั้งในอเมริกาได้
    ทรัมป์บอกสีว่า ยังไงๆ ก็ขอให้ผู้นำจีนช่วยเขาชนะเลือกตั้งด้วย (เหมือนจะบอกว่าเมื่อพวกเดโมแครตไม่เป็นมิตรกับจีน ก็ควรที่จีนจะช่วยให้เขาชนะการเลือกตั้งครั้งนี้)
    ว่าแล้วโบลตันก็เขียนต่อว่า
    “ทรัมป์เน้นถึงความสำคัญของฐานเสียงชาวไร่ชาวนาอเมริกัน และถ้าจีนซื้อสินค้าเกษตรของอเมริกา เช่น ถั่วเหลืองและข้าวสาลีมากขึ้น ก็จะมีผลต่อผลการเลือกตั้งในสหรัฐ...”
    ถ้าข้อความนี้เป็นจริง นั่นแปลว่าทรัมป์ขอให้จีนเข้ามาแทรกแซงกระบวนการเลือกตั้งของสหรัฐด้วยการใช้เงินซื้อสินค้าเกษตรเพื่อทำให้ฐานเสียงของทรัมป์กว้างขึ้น
    หากพิสูจน์ได้ว่าทรัมป์พูดอย่างนั้นจริง ก็มีสิทธิ์จะถูกฟ้องร้องด้วยข้อหารุนแรงว่าเชื้อเชิญอิทธิพลต่างชาติเข้ามาบิดเบือนกระบวนการเลือกตั้ง
    อาจจะกลับเข้าสู่การถูกจับเข้าสู่การไต่สวนเพื่อถอดถอน (impeachment) ได้อีกรอบ
    หรือไม่ก็จะมีผลต่อการเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนทางตรงข้ามอย่างแน่นอน
    ล่าสุด กระทรวงยุติธรรมสหรัฐได้ส่งเรื่องขอให้ศาลกลางสั่งระงับการตีพิมพ์และจำหน่ายจ่ายแจกหนังสือเล่มนี้ โดยอ้างว่ามีเนื้อหาที่อาจจะเข้าข่ายบ่อนทำลายความมั่นคงของประเทศ
    แน่นอนว่าจะต้องมีกระแสต่อต้านข้อเรียกร้องให้ปิดบังอำพรางความจริงที่เกี่ยวกับการกล่าวหาว่าผู้นำประเทศกระทำการสุ่มเสี่ยงกับการขัดรัฐธรรมนูญชัดแจ้งเพียงนั้น
    โบลตันเคยเป็นที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของทรัมป์ก่อนที่จะแตกคอกัน เพราะมีความเห็นในนโยบายต่างประเทศหลักๆ หลายเรื่องจนทรัมป์ปลดคนสนิทคนนี้กะทันหัน
    โบลตันถือว่าเป็น “เหยี่ยว” ที่มีแนวความคิดด้าน “ขวาตกขอบ” ในหลายเรื่อง แต่ทรัมป์ “ขวาตกขอบหนักกว่า” อีกทั้งยังทำอะไรที่ออกนอกกรอบของจริยธรรมและธรรมาภิบาลทางการเมืองจนแม้คนใกล้ชิดที่มีตำแหน่งสำคัญๆ ก็ยังรับไม่ได้
    โบลตันเขียนไว้ในหนังสืออีกตอนหนึ่งว่า
    “ความจริง ผมอยากจะเอาถ้อยคำของทรัมป์คำต่อคำมาเขียนไว้ในบันทึกนี้ แต่กระบวนการตรวจสอบเนื้อหาก่อนตีพิมพ์ในฐานะที่ผมเคยทำงานตำแหน่งสำคัญในทำเนียบขาวสั่งไม่ให้ผมเปิดเผยรายละเอียดของบทสนทนาระดับสูงคำต่อคำ...”
    นั่นแปลว่าแม้คนใกล้ชิดจะรู้เรื่องไม่ชอบมาพากลของผู้นำตนเอง แต่ก็เปิดเผยทั้งหมดไม่ได้ เพราะมีกฎหมายกำหนดให้เขาเหล่านั้นเซ็นข้อตกลงจะไม่เปิดเผย “ความลับทางราชการ” ที่เรียกว่า confidentiality agreement แม้หลังจากออกจากตำแหน่งหน้าที่แล้วก็ตาม
    อีกท่อนหนึ่งของหนังสือเล่มนี้เปิดโปงว่า ระหว่างการสนทนาวันนั้น ทรัมป์ สี จิ้นผิง ได้อธิบายถึงเหตุผลที่ต้องสร้างศูนย์อบรมชาวอุยกูร์ประมาณ 1 ล้านคน ในมณฑลซินเจียง ซึ่งเป็นประเด็นที่นักการเมืองในอเมริกาได้วิพากษ์จีนว่าเป็นการสร้าง “ค่ายล้างสมอง”
    โบลตันเขียนในหนังสือว่า
    “ทรัมป์ส่งสัญญาณว่าเห็นพ้องกับ สี จิ้นผิง ในเรื่องนี้ ... จากคำแปลของล่ามอ้างคำพูดของทรัมป์ว่าจีนควรจะเดินหน้าสร้างศูนย์นั้นต่อไป เพราะเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว…”
    ไม่ต้องแปลกใจที่ทรัมป์โต้ทันควันว่าโบลตันเป็น “จอมโกหกมดเท็จ”!
    แต่ระเบิดลูกนี้หนักและแรงกว่าทุกลูกที่มาจาก “บันทึกส่วนตัว” ของคนใกล้ชิดอื่นๆ ที่ผ่านมาแน่นอน
    สัจธรรมของประวัติศาสตร์โลกบอกว่า “ผู้นำมักไม่ล่มสลายเพราะศัตรู แต่ส่วนใหญ่จะพังเพราะคนใกล้ชิดนี่แหละ”.

..............................................................

19 มิ.ย. 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน