*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2634893
  • จำนวนผู้โหวต : 529
  • ส่ง msg :
  • โหวต 529 คน
<< มิถุนายน 2020 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30        

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 30 มิถุนายน 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 466 , 18:17:41 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         นายกรัฐมนตรีบอกแล้วนะครับว่ายังสนุกกับงานอยู่ แต่ถึงจะไม่บอกคนต่อคิวก็สามารถนับได้ด้วยนิ้วมือข้างเดียว

         แล้วสำหรับอจ.นฤมล เป็นใครกันเล่าครับ จึงมีชื่อเป็นรัฐมนตรีด้วย

 

30 มิถุนายน พ.ศ. 2563

 

 

             วันนี้ กราบขออภัยตระกูล "ปราโมช" เป็นเบื้องต้น

                เมื่อวาน "ผมผิด"

            คือได้เล่าถึงคุณูปการของ "ขบวนการเสรีไทย" ที่ท่านอาจารย์ปรีดี พนมยงค์ เป็นหัวหน้า ช่วยชาติรอดจากการเป็น "ประเทศแพ้สงคราม" ในยุคสงครามโลกครั้งที่ ๒

            ตอนนั้น ช่วงปี ๒๔๘๔

            ญี่ปุ่นฝ่ายเยอรมัน-อิตาลี "บุกไทย" ใช้เป็นทางผ่านไปเยิ่นกับฝ่ายสัมพันธมิตร "สหรัฐฯ-อังกฤษ" ทางมาเลย์-พม่า

            บีบจอมพล ป. นายกฯ ขณะนั้น ให้เข้าร่วมฝ่ายอักษะ ต้องประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร ในที่สุด

            ถึงตอนจบ ญี่ปุ่นแพ้ แต่ไทยชนะ

            ชนะเพราะท่านอาจารย์ปรีดี บอกสหรัฐฯ-อังกฤษ ว่าประกาศสงครามของไทยนั้นโมฆะ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ลงนามไม่ครบ

            คือช่วงนั้น มีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ๓ คน อาจารย์ปรีดี เป็น ๑ ใน ๓ ท่านไม่ได้ลงนามรับรองคำประกาศนั่นด้วย

            แล้วท่านก็รวบรวมผู้คนตั้งขบวนการเสรีไทย ทำงานใต้ดินกระจายทั่วประเทศ เรียกว่าประเทศไทย โดยขบวนการเสรีไทย เป็นฝ่ายสัมพันธมิตร ร่วมรบเคียงไหล่

            งานหลักเป็นแนวที่ ๕ คอยสืบข่าว ชี้เป้าบึ้มที่ตั้งญี่ปุ่น ชี้จุดให้สหรัฐฯ นำอาวุธยุทธปัจจัยมาหย่อน และให้ทหารมาโดดร่มลง

            "เสรีไทย" แยกทำงาน ๓ สายหลัก คือสายสหรัฐฯ สายอังกฤษ และสายในประเทศ ทุกสายควบคุมบัญชาการโดยท่านอาจารย์ปรีดี

            "ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช" ตอนนั้น ท่านเป็นเอกอัครราชทูตไทยประจำสหรัฐฯ รวบรวมคนไทยที่นั่นตั้งขบวนการเสรีไทย

            "บนดิน" ในฐานะทูตของประเทศที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามสหรัฐฯ

            "ใต้ดิน" เป็นหัวหน้าเสรีไทย สายสหรัฐฯ อยู่ฝ่ายเดียวกับสหรัฐฯ สู้กับฝ่ายตรงข้าม คือพวกอักษะ

            โดยประสานกับท่านอาจารย์ปรีดีในไทย ซึ่งดำรงสถานะ ๑ ใน ๓ ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ขณะนั้น

            เล่าไปเมื่อวานคร่าวๆ..........

            ปรากฏว่า ผมเขียนนามสกุลของท่าน ม.ร.ว.เสนีย์ ไปเป็นว่า "ปราโมทย์" ซึ่งผิดฉกรรจ์

            ในหนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฝ่ายพิสูจน์อักษรแก้ให้ถูกต้อง

            ส่วนในเว็บ "เปลว สีเงิน" มาอ่านตอนเช้า แอดมินไม่ได้แก้ คงเป็น "ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมทย์" เห็นแล้ว ผมทั้งตกใจและเสียใจ

            จึงขอแก้ไข........

            ที่ถูกต้องเป็น "ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช" ขอรับทราบกันตามนี้ และกราบขออภัยในความผิดของผมด้วย

            เอาล่ะ ล้อมวงกันเข้ามาได้แล้ว ถึงตอน "นินทาลุงป้อม" ตามที่บอกไว้แต่วาน!

            ลุงป้อมของผม ขึ้นตั่งนั่งในตำแหน่งประมุขพรรคพลังประชารัฐปุ๊บ

            ทั้งปากกา นาฬิกา แว่นตา และเกี๊ยะ ปลิวว่อนเฉลิมฉลองตำแหน่งหัวหน้าและ กก.บห.ชนิดหัวหนุ่ย-หัวโน

            "ลุงป้อม" ยังเบา ที่คาดไม่ถึง กลายเป็นอาจารย์แหม่ม "นฤมล ภิญโญสินวัฒน์" กก.บห.ชุดใหม่ ในตำแหน่ง "เหรัญญิก" พรรค

            ไม่มีใครอิจฉาตำแหน่ง แต่พลันที่นายอนุชา นาคาศัย เลขาฯ พรรคบอกว่า อาจารย์แหม่มเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ

            เท่านั้นแหละ เละยิ่งกว่าโจ๊กบด!

            ก็ทั้งสงสาร ทั้งเห็นใจอาจารย์แหม่ม ทำไมถึงโหดร้าย ใช้ความรู้สึก "ชอบ-ไม่ชอบ" ตัดสินชี้ขาดฉับพลันกันอย่างนี้ก็ไม่รู้

            แค่ "เมฆกลางแดด" โวยว่าฝนตก-น้ำท่วมไปไยกัน?     

            ผมเข้าใจอารมณ์ผู้คน ตอนนี้ ฉุนอยู่ ๓ เรื่อง

            ๑.ไม่ชอบใจทีมบริหารพรรคชุดใหม่ คล้ายว่า "ทีมสมศักดิ์-สุริยะ" ลอกคราบเป็นใหม่ ยึดพรรค พปชร.ไปแล้ว

            ๒.ไม่ชอบใจที่ "ทีมสมคิด" อุตตม-สนธิรัตน์-สุวิทย์-กอบศักดิ์ ถูกเขี่ยพ้นวงจรพรรค

            ๓.แค่สองข้อนั่นก็หงุดหงิดอยู่แล้ว พอได้ยิน จะเอาอาจารย์แหม่มเป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจ ระเบิดตูมทันที!

            ก็อยากบอกว่า "ที่เห็น-ใช่ที่เป็น"

            การเมืองไม่ต่างการทัพ เพราะทีม ๓ ป.มีแผน-มีเป้าหมาย การเคลื่อนไหวกำลังพลในพรรคจึงเกิด

            คนภายนอกรักนายกฯ ประยุทธ์ เข้าใจว่า การเมืองเรื่องอำนาจในพรรค กำลังบีบนายกฯ ให้ปรับ ครม.เอาคนนั้นออก เอาคนนี้เข้า ตามที่พรรคชี้นิ้ว

            ขอบอกว่า ตื้นๆ ทหารไม่ อะไรที่คิดไม่ถึง ทหารทำ!     

            มองการเมืองพลังประชารัฐ อย่าไปมองตามคนนั้น-คนนี้ คอเคล็ดเปล่าๆ

            สังเกต "บิ๊กป้อมกับน้องตู่" สบตากัน ก็พอ!

            ดูการเมืองเหมือนดูกีฬา ต้องรู้กติกา ถ้าไม่รู้ ก็จะเชียร์เลอะเทอะไปเรื่อย

            อย่างเรื่องนี้ ตั้งสมการกันว่า เมื่อทีม "สมศักดิ์-สุริยะ" ยึด พปชร.ได้ ก็จะรุกต่อ ชี้เอาเก้าอี้โน้น-นี้ แล้วบีบให้นายกฯ ปรับ ครม.ตาม

            มันจะเป็นอย่างนั้นได้มั้ย ก่อนอื่น ต้องดูกติกา คือรัฐธรรมนูญก่อนเขาว่าไง?

            -ที่มานายกฯ ต้องมาจากบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรคตอนเลือกตั้ง

            -ผู้เลือกนายกฯ ตามบทเฉพาะกาล ๕ ปีแรก ส.ส.-วุฒิฯ ๗๕๐ คนโหวต คนไหนได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งของสองสภา คือได้ ๓๗๖ เสียงขึ้นไป ได้เป็นนายกฯ

            -พรรค พปชร.เชิญ "คนนอก" พลเอกประยุทธ์ นำชื่อเสนอ กกต.ในบัญชีรายชื่อนายกฯ ของพรรค ส่งชื่อเดียว

            -สมาชิกรัฐสภาโหวตให้พลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ

            นั่นคือ พลเอกประยุทธ์ ไม่ใช่นายกฯ ของพรรค พปชร.พรรคเดียว ที่ต้องทำตามมติหรือความต้องการพรรค พปชร.

            หากแต่เป็นนายกฯ "หัวหน้ารัฐบาล" ของพรรคร่วม ๒๐ พรรค

            มีหน้าที่บริหารประเทศให้เป็นไปตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภาและตามรัฐธรรมนูญบัญญัติ ไม่ใช่ต้องทำตามมติพรรค พปชร.

            สรุปก็คือ ทั้ง ๒๐ พรรคร่วม จะอยู่หรือจะคว่ำกระจาดไปเลือกตั้งกันใหม่ อยู่ในกำมือนายกฯ โดยตรง!

            ก็เป็นอย่างที่นายกฯ ย้ำหลายครั้งแล้วนั่นแหละว่า เรื่องปรับ ครม. ปรับเมื่อไหร่ จะบอก

            ส่วนจะเอาใครเป็น เสนอมาได้

            แต่การตัดสินใจ "เอา-ไม่เอา" นายกฯ จะเป็นคนเลือกและตัดสินใจ!

            ด้วยกติกาเช่นนี้ ไม่เพียง พปชร.ทุกพรรคร่วมก็ต้องเข้าใจในการปรับ ครม.คือไม่มีอะไรที่ทุกคนอยากได้ แล้วได้หมด และก็ไม่มีอะไรที่ทุกคนอยากได้ แล้วไม่ได้เลย

            นายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ เขาวางแบบมาให้นายกฯ เป็นดาวฤกษ์ ส่วนพรรครัฐบาล เป็นแค่ดาวเคราะห์

            เว้นแต่ว่า พรรคร่วมพร้อมใจ "ไม่ไปต่อ" เทนายกฯ ทิ้ง นั่นก็เป็นอีกเรื่อง

            แต่ตามรูปการณ์ บ่งว่าภารกิจบ้านเมืองที่นายกฯ ต้องการทำ ยังไม่ลุล่วง จำเป็นต้องดำรงสถานะรัฐบาลไว้ เพื่อสานให้เสร็จ

            บิ๊กป้อมจึงต้องลงไป "คุมสภาพ" ทางเอกภาพในระบบสภา เป็นการ "ระวังหลัง" ให้นายกฯ ในเกมการรุกไปข้างหน้า

            ดังนั้น ที่เคลื่อนไหวในพรรค ตาหมากที่เขยื้อน ก็ "บิ๊กป้อม-บิ๊กป๊อก" นั่นแหละคอนโทรล

            ปรับ ครม.ก็ต้องให้เขาบ้าง แต่มิใช่ทั้งหมด!

            ส่วนอาจารย์แหม่ม ต้องบอกว่าระดับ "ศาสตราจารย์" มีประสบการณ์ตรงในงานสาขาเศรษฐกิจ การเงิน เป็นสิบๆ ปี นอกเหนือสอนหนังสือ จะดูแคลนเธอไม่ได้เลย

            ผู้ช่วยรัฐมนตรีคลังก็เป็นมาแล้ว อยู่เบื้องหลังแผนงานด้านเศรษฐกิจหลายแผน เป็นตัวช่วยงานด้านต่างประเทศให้นายกฯ ที่ลงตัว

            ส่วนงานโฆษก ที่ใครต่อใครค่อนขอดนั้น ว่ากันตรงๆ เป็น "งานชำร่วย" ส่วนงานหลัก คือตัวช่วยนายกฯ ที่คนทั่วไปมองไม่เห็น

            พูดถึงวิชาความรู้ความสามารถและประสบการณ์ ไม่แปลกที่อาจารย์แหม่มจะเป็นหัว-หางในคำว่า "ทีมเศรษฐกิจ"

            เพียงแต่ "อ่อนพรรษา" และตีราคาจากภาพโฆษก ยังไม่มีใครเห็นประกายกระบี่เศรษฐกิจของเธอ  เมื่อบอกจะมาเป็นทีมเศรษฐกิจ จึงร้องกันขรม "จะไหวหรือ?"

            ส่วนรองนายกฯ สมคิดกับ ๔ กุมาร นั้น ความจริง จะมีตำแหน่งในพรรคหรือไม่มี ก็เท่านั้น ไม่มีเหตุผลต้องสะบัดตูดออกไป

            การเมืองไม่ได้เล่นกันวันเดียวเลิก ที่เห็นเป็นเรื่อง ผมว่าเจ้าตัวพอใจ-ไม่พอใจ ก็อยู่ในใจ แต่สื่อนั่นแหละ เสี้ยมศักดิ์-เสี้ยมศรี ทำให้วุ่นวายไปเอง

            ปรับ ครม.นายกฯ จะเอาทีม "อนุชา-อาจารย์แหม่ม" มาเป็นทีมเศรษฐกิจแทน "ทีมสมคิด" งั้นหรือ?

            เรื่องของนายกฯ มัคนายกไม่เกี่ยว คือผมไม่รู้

            แต่รู้ธรรมชาติทหารอย่างหนึ่ง เขามีคติว่า "งานไหน..ใครทำ คนนั้น ต้องรับผิดชอบ" คือต้องทำให้เสร็จ

            งานกู้เศรษฐกิจ "สู้โควิด" เฉพาะหน้า ทีมสมคิดทำไว้ยังไม่เสร็จ เปลี่ยนคนกลางงาน เดิมพันเป็นล้านล้าน ใครรับผิดชอบ?

            พรรคต้องดูแลนายกฯ เพื่อทางยาวของคณะพรรค นายกฯ ต้องดูแลประชาชน เพื่ออนาคตยั่งยืนประเทศ

            สถานการณ์นี้ ขืนเข้าปล้นก็บ้าแล้ว!

            ฉะนั้น ปรับ ครม.ถึงเวลาก็ต้องปรับ ส่วนทีมสมคิดนั้นประเมินวิสัยนายกฯ แล้ว ท่านไม่ใช่คน "ทิ้งเพื่อน" เอาตัวรอด

            ผมจึงดูว่า ไม่มีอะไร ผู้บริหารพรรคใหม่จะพูดอะไรบ้าง ก็ให้เขาได้พูดบ้างเหอะ จะทึกทักที่เขาพูดทุกเรื่อง มันก็มากไป ประชาธิปไตย มันมีอยู่ตรง "ใจเขา-ใจเรา" นั่นแหละ

            ปรับ ครม.เมื่อไหร่ เอาใคร-ไม่เอาใคร เชื่อใจนายกฯ ท่านเถอะ ถ้าวันไหนนายกฯ ทำให้ "ใจ" ของท่าน "เชื่อไม่ได้"

            "ป้อม-ป๊อก-ประยุทธ์".....

                จะต่างอะไรกับ "ธนาธร-ปิยบุตร-พรรณิการ์" ในค่าของคน?

 

'นายกฯประยุทธ์' ลั่นไม่เบื่อยังสนุกกับการเมือง ขู่ข้าราชการเกียร์ว่างรอ รมต.ใหม่ถูกลงโทษแน่

 

30 มิ.ย.63 - ที่ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) โดยเมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าได้มีการพูดคุยเพื่อให้กำลังใจกับทีมเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะนายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง หลังแกนนำหลายคนถูกตัดออกจากตำแหน่งสำคัญภายในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “จะต้องไปพูดคุยเรื่องอะไร และผมก็ยังเห็นว่าทุกคนท่านก็ยังทำงานกับผมดีมาโดยตลอด วันนี้ผมก็สั่งงานในห้องประชุม ทำไมจะต้องคุยหรือให้กำลังใจเพราะเรื่องนั้นเป็นเรื่องของพรรค เรื่องของพรรคก็ต้องเป็นเรื่องของพรรค”

ผู้สื่อข่าวถามว่าแต่วันนี้มีข่าวว่าข้าราชการแต่ละกระทรวงเริ่มเกียร์ว่างในการทำงานเพราะรอเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีแล้ว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ใครจะว่างล่ะ ใครเกียร์ว่างก็ต้องลงโทษ ใครทำตัวว่างก็ต้องลงโทษ ต้องทำงานจนถึงวันสุดท้าย ใครจะเป็นรัฐมนตรีหรือมีตำแหน่งอะไรต่างๆข้าราชการก็ต้องทำงานเพราะถือว่าเป็นข้าราชการของรัฐ ไม่เกี่ยวกัน”

เมื่อถามย้ำว่าจะดีหรือไม่ถ้าจะมีการเปลี่ยนม้ากลางศึก ในขณะที่บ้านเมืองยังคงมีปัญหาอยู่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ก็ผมยังไม่ได้พูดอะไรสักอย่างเลย สื่อเองก็พยายามถามนำอยู่นั่นแหละ ไม่ตอบ พอแล้วๆ ถามเป็นอยู่อย่างเดียว”

เมื่อถามถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนคณะรัฐมนตรี (ครม.)โดยเฉพาะให้นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีขึ้นมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างเบื่อหน่าย ว่า”เรื่องในพรรคไม่เกี่ยวกับรัฐบาล”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าวันนี้เบื่อการเมืองมากหรือไม่พลเอกประยุทธ์กล่าวสั้นๆว่า ”ไม่เบื่อ สนุก” จากนั้นได้เดินออกจากห้องแถลงข่าวไปทันที

โอละพ่อ!'บิ๊กป้อม'แจง'นฤมล'ไม่ใช่หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ แค่คุมงานเขียนนโยบายพรรค

 

30 มิ.ย.63-  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ภายหลังได้รับเลือกให้เป็นหัวหน้าพรรค พปชร. โดยจะเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) หรือไม่ ว่า เวลานี้ตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคได้เลือกไว้เรียบร้อยแล้ว ส่วนจะเป็นไปตามข่าวหรือไม่ ตนไม่รู้ เพราะไม่ได้ดู แต่มีทุกกลุ่ม ไม่ต้องห่วงเรื่องการแต่งตั้ง ในส่วนของพรรคเรียบร้อยดี หลังจากนี้จะเปิดเผยชื่อออกมา ซึ่งบรรยากาศตอนนี้ไม่มีอะไร เรียบร้อยดีทุกอย่าง

เมื่อถามว่า ในส่วนของตำแหน่งโฆษกพรรคคิดไว้หรือยัง รองนายกฯตอบว่า ตนจะต้องบอกสื่อด้วยหรือ เดี๋ยวก็รู้เอง ส่วนทางพรรคจะเตรียมนโยบายด้านเศรษฐกิจสนับสนุนงานรัฐบาลอย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ต้องเขียนนโยบายออกมาก่อน เราต้องการที่จะให้เศรษฐกิจฐานรากดีขึ้น ซึ่งจะต้องให้ ส.ส.ร่วมทำนโยบาย

ถามว่า จะมีการประสานนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ในเรื่องการเดินหน้าเศรษฐกิจหรือไม่ พล.อ.ประวิตร ตอบว่า ส่วนนี้เป็นเรื่องของพรรค ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล

ซักว่า ได้วางตัวคนที่จะนำเศรษฐกิจพรรคไว้หรือยัง  พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องนำทีมเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องการเขียนนโยบาย และไม่ใช่นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและเหรัญญิกพรรค ที่จะนำทีมเศรษฐกิจตามที่เป็นข่าว แต่นางนฤมลจะคุมทีมงานในการเขียนนโยบาย

ผู้สื่อข่าวถามว่า แสดงว่าข่าวที่ออกมาเป็นการปั่นกระแสในพรรค  รองนายกฯย้อนถามว่าใครปั่น สื่อปั่นหรือเปล่า ตนไม่รู้

ถามว่า นายอนุชา นาคาศัย ส.ส.ชัยนาท และเลขาธิการพรรคเป็นผู้ให้ข่าว พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า นายอนุชาไม่ได้พูดเรื่องนี้ เป็นการพูดเกี่ยวกับภายในพรรค ไม่ได้พูดเกี่ยวข้องกับรัฐบาลเลย สื่อต้องแยกแยะหน่อย

เมื่อถามว่า จะวางบทบาท 4 กุมารในพรรคอย่างไร รองนายกฯบอกว่า  ต้องดูก่อน เมื่อถามย้ำว่า ก่อนหน้านี้มีข่าวว่า 4 กุมารจะลาออกจากพรรค ได้มีการมาปรึกษาหรือไม่ พล.อ. ประวิตร ปฏิเสธ ว่าไม่มี

เมื่อถามว่า ในฐานะหัวหน้าพรรคตั้งความหวังอนาคตพรรคไว้อย่างไร พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า อยากให้ประชาชนอยู่ดีกินดีขึ้น ให้เศรษฐกิจฐานรากดี อย่างไรก็ตาม วันเดียวกันนี้ (30 มิ.ย.) จะเข้าร่วมประชุมพรรคในเวลา 14.00 น.

หน้าแรก  การเมือง  เปิดประวัติ น...
 
 
 ประชาชาติธุรกิจ
 
ประวัติ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จากอดีต- ปัจจุบันนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ จากอดีต- ปัจจุบัน ลำดับจากซ้าย 1. อดีตอาจารย์ประจำสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า 2. ขณะเป็นส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 5 ของพรรคพลังประชารัฐ 3. ปัจจุบันตำรงตำแหน่งโฆษกรัฐบาล ในรัฐบาลพล.อ. ประยุทธ์ จันทร์โอชา 4. ขณะนั่งร่วมประชุมคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ในฐานะตำแหน่งโฆษกรัฐบาล ณ ตึกสันติไมตรี (หลังนอก) ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2563
 
วันที่ 29 มิถุนายน 2563 - 08:25 น.
Facebook
Twitter
LINE
ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และกรรมการบริหารพรรคพลังประชารัฐ กำลังเป็นนักการเมืองดาวรุ่ง ขึ้นชั้นว่าที่รัฐมนตรีใหม่ ในโผ “ครม.ประยุทธ์ 2/2”

ย้อนโปรไฟล์ “ดร.นฤมล” ก่อนเป็นโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เคยให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ในเรื่องคอนเนกชั่นกับ บุคคลสำคัญ ดังนี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ไม่รู้จักท่านนายกฯเป็นการส่วนตัว ไม่ได้ใกล้ชิด เข้าใจว่า ท่าน (พล.อ.ประยุทธ์) อยากได้คนที่สามารถชี้แจงนโยบายรัฐบาลให้ชาวบ้านฟังเข้าใจง่าย ๆ เพราะเป็นอาจารย์มาก่อน และเป็นตัวแทนของพรรคในการขึ้นเวทีดีเบตนโยบายในช่วงหาเสียง”

ท่านนายกฯ เลือก แสดงว่าท่านไว้ใจ ไม่ควรปฏิเสธ และเชื่อว่าการเข้ามาช่วยตรงนี้จะสามารถเชื่อมประสานทั้ง 3 ส่วน คือ พูดแทนท่านนายกฯ ต้องประสานกับคณะรัฐมนตรี (ครม.) การทำงานในสภาให้ร้อยเรียงเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเอกภาพ มีเสถียรภาพ”

นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี : เมื่อถูกทาบทามเป็นโฆษกรัฐบาล ก็ถามอาจารย์สมคิด รองนายกรัฐมนตรี ว่า แบบนี้ OK ไหม ท่านก็บอกว่า มันก็ช่วยรัฐบาลได้ และเป็นตำแหน่งที่ดี จะได้มาช่วยในภาพใหญ่ ท่านก็ไม่ได้ขัดข้องอะไร ก็เลยขออนุญาตท่านและมาช่วยงานท่านนายกรัฐมนตรี

นายอุตตม สาวนายน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง : หลายคนก็มองว่า ควรจะไปช่วยที่กระทรวงการคลัง ซึ่งก็พร้อมที่จะไปช่วยงานอาจารย์อุตตม (รมว.คลัง) ที่กระทรวงการคลัง เรามีสัญญาใจว่าจะไปช่วยท่านในทีมกระทรวงการคลัง

นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม : ท่านเป็นคนต้นคิด นโยบาย “มารดาประชารัฐ”

ตลอด 1 ปีที่ทำเนียบรัฐบาล และที่พรรคพลังประชารัฐ เธอปรากฏตัว-ชื่อในกลุ่มเครือข่ายอำนาจ “บิ๊กป้อม”

“ดร.นฤมล” บอกว่า เขามีวันนี้ เพราะ “ผู้ใหญ่” นักข่าวเคยถามเธอว่า การตัดสินใจครั้งสำคัญ การเมือง “ติดหนี้บุญคุณ” ใครบ้างหรือไม่ ?

“ดร.นฤมล” ตอบว่า “เรียกว่าเป็นหนี้หรือเปล่า…เขาให้โอกาสก็อาจจะเป็นบุญคุณกัน ความเมตตาที่แต่ละท่านให้โอกาส”

“มีหลายคนอยากทำงานการเมือง พยายามหาทางเข้าก็เข้าไม่ได้ บางคนไม่อยากจะเข้าก็จำเป็นต้องเข้า ส่วนของตัวเองไม่ถึงขั้นว่าไม่อยาก แต่ไม่ได้วางแผนที่จะเข้า เส้นทางชีวิตพาเข้ามา”

เมื่อทำงานบนแท่นโฆษกรัฐบาลครบ 1 ปี ข่าวที่สะพัดว่าเธออาจได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง หากตามโผ-ตามคาด ก็คือ กระทรวงการคลัง

ซึ่งเป็นไปตามเป้าหมายชีวิตที่เธอวางไว้ เพราะตำแหน่งโฆษกรัฐบาลนั้น ไม่ใช่ Passion ของเธอเลย

“สาเหตุที่ลาออกจากนิด้า จากข้าราชการประจำ ออกจากความสะดวกสบายในชีวิต เพราะเป็น passion อยากทำเพื่อช่วยเหลือคนยากจน การทำงานการเมืองสามารถเอาแนวคิด ทำนโยบายและผลักดันให้เกิดขึ้น เกิดผลกับคนที่ขาดโอกาส”

“ตำแหน่งโฆษกก็ไม่ใช่ passion ไม่ได้วางแผน ไม่ได้คิดว่าจะเกิดขึ้น จากนี้ไปก็ไม่มีแผน ไม่เคยดูหมอ ไม่รู้อนาคตจะเป็นอย่างไร เป็นอะไรก็ได้ ขอให้ได้ทำงาน ไม่มีสิทธิ์เลือก ส่วนตัวถนัดการเงินการคลัง”

ระหว่างการทำงานบนโพเดียมโฆษกรัฐบาล จึงมีข่าวร้าวตึกนารีสโมสร กลายเป็นเรื่องร้อนหู “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ทำนองว่า เกิดความไม่เป็นเอกภาพในการทำงานของทีมโฆษกรัฐบาล ที่มาจาก 3 พรรค

เรื่องดังไปถึง พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้ารัฐบาล ทะลุไปถึงหู “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี-ประธานยุทธศาสตร์พรรคพลังประชารัฐ กระทั่ง “ดิสทัต โหตระกิตย์” เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ต้องส่ง พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ อดีตโฆษกรัฐบาลยุค คสช. บุกมานั่งสังเกตุการณ์การแถลงข่าวที่ทำเนียบรัฐบาลมาแล้ว

ทรรศนะทางการเมือง-ความขัดแย้งในดงอำนาจ ของ “ดร.นฤมล” เคยยกตัวอย่างไว้ว่า

“หากศึกษาประวัติศาสตร์ตั้งแต่ 2475 จะเข้าใจเหตุผลว่า ทำไมเราถึงเดินมาถึงจุดนี้ ทำไมต้องมีการรัฐประหารปี”49 และปี”57 …ไม่มีใครพูด พูดถึงแต่การยึดอำนาจ ต้อง fair จะมาโทษทหารอย่างเดียวไม่ได้ เป็นเพียงปัจจัยทางการเมืองที่ใช้โจมตีรัฐบาล ทุกคนมีส่วนร่วมทำให้เดินมาถึงจุดนี้ อย่าลากกลับไปที่เดิมอีกเลย”

เธอไม่ใช่คนใหม่-ในสนามการเมือง ปรากฏตัวทางการเมืองครั้งแรกที่กระทรวงแรงงาน ในสมัยที่ พล.อ.ศิริชัย ดิษฐกุล เป็นรัฐมนตรีว่าการ ได้รับมอบหมายให้ดูแลยุทธศาสตร์การลงทุนของกองทุนประกันสังคม โดยดูเรื่องการบริหารเงินตอบแทนการลงทุน

เมื่อ พล.อ.ศิริชัย ลาออกจาตำแหน่งในปี 2560 นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายเศรษฐกิจ จึงดึงมาช่วยงานที่กระทรวงการคลัง ก่อนได้รับแต่งตั้งเป็นผู้ช่วยรัฐมนตรี ซึ่งมีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ

ปัจจุบันเธอควบ ทั้งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี, ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับที่ 5, กรรมการบริหารพรรค และเลขานุการคณะกรรมการนโยบาย พปชร.

ภาพประกอบข่าว ประวัติ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ณ มูลนิธิป่ารอยต่อ ร่วมกับแกนนำ พปชร. และ พล.อ.ประวิตรตำแหน่งที่คนการเมืองกล่าวขวัญถึงมากที่สุด คือ นักการเมืองหญิงเพียงหนึ่งเดียว ที่ปรากฏตัวเป็น 1 ใน 13 อรหันต์ ที่มูลนิธิอนุรักษ์ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด ในวันที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ตอบตกลงขึ้นกุมบังเหียน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ

ฉายาในโลกโซเชียล ของ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ คือ “โฆษกบิ๊กอาย” หรือคอนแทคเลนส์ตาโต ซึ่งเป็นที่นิยมของวัยรุ่นสาว ๆ ที่อยากมีดวงตากลมโตดูสดใส อีกนัยหนึ่งคือ

ฉายานี้แรกเริ่มมาจาก คอมเมนต์ของชาวทวิตเตอร์ ในข่าวที่ “ดร.นฤมล” แถลงเรื่อง “โฆษกฯ ขอประชาชนอย่าตื่นฝุ่นพิษ..ระบุสถานการณ์กำลังดีขึ้น” ขณะที่ในเวลานั้นเกิดภาวะ “ฝุ่นพิษ PM2.5” ทั่วทุกพื้นที่ในกรุงเทพมหานคร และเมืองใหญ่ๆ มีผู้ใช้ทวิตเตอร์ หลายรายคอมเมนต์ทำนองว่า “เพราะโฆษก ใส่บิ๊กอาย จึงอาจไม่แสบตาจากฝุ่นพิษ”

ประกอบกับ “ดร.นฤมล” มักใส่ “บิ๊กอาย” ทำให้ขับเน้นดวงตากลมโต สดใสเสมอ เมื่อปรากฏตัวในการแถลงข่าว ทำให้ฉายา “บิ๊กอาย” เป็นที่รู้กันว่าคือ “ดร.นฤมล” ที่อาจได้ขึ้นชั้นเป็น “รัฐมนตรีใหม่” ในห้วงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) “ประยุทธ์2/2”

 

'เมียณัฐวุฒิ'ครวญเมื่อไหร่จะหลุดพ้นจากวงจรนี้สักที ตอนเด็กๆโกหกลูกว่าพ่อไปทำงานเลี้ยงแพะกับหมอเหวง

 

30 มิ.ย.63- เฟซบุ๊ก Noppakow Kongsuwan  ของนายนพเก้า คงสุวรรณ  นักเคลื่นไหวการเมือง โพสต์ข้อความว่า "เมื่อไหร่พี่จะหลุดพ้นจากวงจรนี้สักที? จนลูกพี่อายุเป็น 10 ขวบ ตอนเด็กๆพี่ยังโกหกลูกว่าพ่อไปทำงานเลี้ยงแพะกับหมอเหวงได้ แต่ตอนนี้ลูกพี่ถามพี่คำเดียวว่า รอบนี้กี่ปี?...."​

เสียงภรรยาณัฐวุฒิ หรือ "พี่แก้ม" ของน้องๆ หันมาคุยกับผม ระหว่างมาจัดการธุระที่เรือนจำ ซึ่งในวันนี้ มีแต่เพียงทนายความเท่านั้น ที่เข้าเยี่ยมเหล่าแกนนำ นปช. ที่ถูกตัดสินจำคุก 2 ปี 8 เดือน ในคดีปิดล้อมบ้านสี่เสาเทเวศน์ได้ เนื่องจากระเบียบกักตัวโควิด 14 วัน

"การรักษาสุขภาพร่างกายให้แข็งแรง เป็นภาระกิจการต่อสู้รูปแบบหนึ่ง ฝากบอกคนข้างในเขาด้วย ต้องห้ามป่วย ไม่ใช่เพราะตัวพวกคุณเพียงอย่างเดียว แต่มันคือการแข็งแรงเพื่อส่วนรวม" คำพูดนี้คือคำพูด ของ "ธิดา ถาวรเศรษฐ" วัย 76 ปี ภรรยาหมอเหวง ที่ฝากผ่านเข้าไปในถึง "สามี" และทุกคนเรือนจำ

ผมพยายามเก็บตกข่าวของพวกเขาเหล่านี้ เพื่อไม่ให้เลือนหายไปจากสังคมไทย ไม่ใช่เพียงติดคุกถึงที่สุดแล้วลืมกันไป เพราะอย่างน้อย พวกเขาเหล่านี้ก็คือส่วนหนึ่งของ "ต้นทาง" หรือ "ผู้เริ่มต้น" ขบวนการประชาธิปไตยในประเทศไทย หลังมีการรัฐประหาร 2549

ย้อนไปเมื่อปี 2553 หลังการ "กระชับพื้นที่" แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 19 พ.ค. ทั้งณัฐวุฒิ หมอเหวง วีระ และวิภูแถลง เคยเดินทางมาสู่แดนสนธยาแห่งนี้ และใช้ชีวิตในเรือนจำฟรีๆ กว่า 9 เดือน ในคดีก่อการร้าย ที่ศาลชั้นต้นได้ทำการยกฟ้องไป

หากจะนับว่าการเข้าคุกครั้งนี้ คือครั้งที่เท่าไหร่ ของแต่ละคน นี่คือครั้งที่ 3 ของณัฐวุฒิ และ วิภูแถลง คือครั้งที่ 3 ของหมอเหวง ในวัย 69 ปี หากนับ เมื่อปี53 กับ หลังเหตุการณ์ล้อมบ้านสี่เสา และครั้งที่ 6 ของวีระกานต์ มุสิกพงศ์ ในวัย 72 ปี

เราอาจจะ "มาร์คจุดเข้มๆ" ไว้ได้เลยว่า การติดคุกของพวกเขาเหล่านี้ ไม่ใช่เพราะเป็นคดียาเสพติด ฆ่าคน ลักวิ่งชิงปล้น หรือคอรัปชั่นแผ่นดิน แต่พวกเขาติดคุก ในคดีที่มีผลจากการต่อสู้ทางการเมือง ตามความเชื่อของพวกเขาเอง นั่นคือ "ประชาธิปไตย"

คนจำนวนมาก ในช่วง นปช.เคยเคลื่อนไหว อาจจะไม่ชอบ หรือมีท่าทีขยะแขยง​ แต่พวกเขาเหล่านี้ก็ไม่หวั่น เชิดหน้าชูตา เดินตามอุดมการณ์ของตนแม้ต้องโทษติดคุก และไม่คิดหนี

หากจะเปรียบสภาวะของคนเหล่านี้ในปัจจุบันว่าเป็นอย่างไร ถ้าถามผม ผมคงนึกภาพของพวกนักรบ ที่รบมาเป็น 10 ปี มีแผลเต็มตัว หน้าไม่หล่อ คอไม่เกลี้ยง ซึ่งอาจจะไม่ถูกจริตหลายๆคนในเมือง ผู้ดีชนชั้นกลาง-อีลีต เมื่อพบเห็น

แต่บาดแผลเหล่านี้ มันเต็มไปด้วยสิ่งที่สามารถอธิบายได้ทั้งความผิดพลาด และประสบการณ์ที่ได้เรียนรู้ ผ่านทั้งชัยชนะเล็กๆ (ที่นานๆจะมาสักครั้ง)​ และความพ่ายแพ้ สลับกันไป ที่คนรุ่นใหม่สามารถจะเรียนรู้จากพวกเขาได้อย่างดี

ปิดท้ายเรื่องเล่านี้ ด้วยความดีใจของ อ.ธิดา ที่กลั้นความอายไว้ต่อหน้าผู้คน เมื่อมีคนมาบอกว่า "หมอเหวงจำวันครบรอบแต่งานครบ 39 ปี ในวันที่ 24 ก.ค. นี้ได้ครับ" ซึ่งแกกล่าวตอบแก้เขินว่า "ต๊าย ฉันยังจำไม่ได้เลย"

เรื่องเล่าจากเรือนจำ มีแต่เพียงเท่านี้ เบื้องต้นทนายให้ข่าวกับสื่อมวลชน ระบุว่า "ทุกคนสบายดี ณัฐวุฒิขอบคุณทุกคน โดยเฉพาะนักวิชาการ และคนรุ่นใหม่ ที่กล้าเขียนถึง" เขา" มนุษย์ผู้มีแผลจากการต่อสู้ทางการเมืองอย่างฉกาจฉกรรจ์​ ในโซเชียลมีเดีย"....
 

 

'กรณ์' ชี้นโยบายแก้เศรษฐกิจต้องเข้าถึงรากหญ้า แนะรัฐบาลคิดให้ดีใช้งบในช่วงโควิด-19

30 มิ.ย.63 ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายกรณ์ จาติกวณิช หัวหน้าพรรคกล้า กล่าวถึงการปรับครม.ซึ่งมีการตั้งนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เป็นหัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลว่า ปัญหาเศรษฐกิจเป็นปัญหาสำคัญ เพราะประเทศไทยเข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจ ทีมเศรษฐกิจมีหน้าที่เร่งแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะปัญหาของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีรายย่อยที่กำลังรอความช่วยเหลืออยู่ เพราะคนในประเทศไม่มีกำลังซื้อ นักท่องเที่ยวไม่มีใครเข้ามา โดยหวังว่าใครก็ตามที่เข้ามามีหน้าที่ดูแลปัญหาของเศรษฐกิจ จะมีนโยบายจอบโจทย์ ซึ่งตนขอให้กำลังใจ ส่วนเรื่องของตัวบุคคลตนไม่ขอให้ความเห็น เพราะตนไม่รู้จักเป็นการส่วนตัว

เมื่อถามว่าการปรับครม.ในตอนนี้มีความเหมาะสมหรือไม่ นายกรณ์ กล่าวว่า การปรับครม.เป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี ที่จะต้องพิจารณาตามความเหมาะสม จะอย่างไรก็ได้ขอให้ตอบโจทย์ปัญหาของประเทศ และความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน ยอมรับว่าประชาชนเดือดร้อนทั้งรากหญ้า และชนชั้นกลาง เพราะฉะนั้นนโยบายจะเร็วและแรงตรงต่อกลุ่มเป้าหมาย อะไรที่ดีเราก็ชม อะไรที่บกพร่องเราก็จะเสนอแนะวิธีการที่อาจจะดีกว่าในการแก้ไขปัญหาได้ตรงจุด

เมื่อถามว่าการยุบสภาแบบสิงคโปร์โมเดล จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นหรือไม่นั้น นายกรณ์ กล่าวว่า เศรษฐกิจดีขึ้นหรือไม่ขึ้นอยู่กับการทำงาน และขึ้นอยู่กับภาวะเศรษฐกิจที่ทำคัญคือต้องพึ่งคนที่รู้จริง ส่วนความเห็นของการต่อพ.ร.ก.ฉุกเฉิน เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องชี้แจงว่าทำไมถึงต้องอาศัยพ.ร.ก.ฉุกเฉิน ประชาชนจะต้องใช้วิจารณญาณว่าการชี้แจงขอรัฐบาลเหมาะสมหรือไม่ พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่ควรใช้ในกรณีที่ไม่จำเป็น ส่วนจะมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจ หรือไม่นั้น ตนมองว่ามีปัจจัยอื่นที่ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโควิด-19 ที่ถือเป็นปัจจัยใหญ่ทำให้การค้าขายไม่คล่องตัว การท่องเที่ยวหยุดชะงัก

นายกรณ์ ยังกล่าวถึงการใช้งบประมาณที่ตอบโจทย์ต่อการแก้ไขปัญหาว่า ตอนนี้เรามีอยู่ 3 งบประมาณ งบประมาณ 2563 งบเงินกู้ และงบปี 2564 ทั้งหมดจะต้องใช้อย่างชาญฉลาดทันต่อเหตุการณ์ แต่เท่าที่เห็นเราพึ่งพาระบบราชการแบบเดิมๆมากเกินไป ซึ่งควรจะทำงานตอบโจทย์ของประชาชน เพราะโลกมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งรัฐบาลยังมีเวลาคิดให้ดีว่าการใช้เงินในทุกนโยบายเป็นการใช้ที่ตอบโจทย์ปัญหาประชาชนมากที่สุดแล้วหรือไม่และควรตั้งคำถามว่ามีวิธีใช้เงินที่ดีกว่านี้แล้วหรือไม่และใช้เงินได้ตรงจุดกว่านี้หรือไม่ ทั้งนี้หวังว่ารัฐบาลจะรับฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ต่อเรื่องการใช้เงินทั้งเงินงบประมาณและเงินกู้

 ................................................

30 มิถุนายน 2563

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน