*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2631714
  • จำนวนผู้โหวต : 529
  • ส่ง msg :
  • โหวต 529 คน
<< กรกฎาคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันเสาร์ ที่ 4 กรกฎาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 535 , 14:56:16 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         ประเทศไทยมีคนจอมกวนอย่างนายวัฒนา เมืองสุข ก็เกินพอแล้วครับ แล้วแน่แค่ไหนก็เห็นได้จากความอยู่ยงคงกะพันของ

พี่แกนั่นเอง ชอบแหย่ 'บิ๊กตู่' ตามสบายเป็นประจำ ข้อสำคัญหมอนี่ยังรูปหล่อ(กว่าบิ๊กตู่)เสียอีกด้วย เพราะอยู่ว่างๆก็ชวนสาวเข้าม่าน

รูดซะงั้นก็ยังได้

คนรูปหล่อ

 

 

        อยากรู้ใช่มั้ย ว่าจะปรับ ครม.เมื่อไหร่?

                วันนี้ มีคำตอบ.......

            คำตอบไม่ได้มาจากนายกฯ หากแต่มาจากไทม์ไลน์สภา ว่าด้วยการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน ปี  ๒๕๖๔

            ถ้าจะปรับ

            ช่วงนั้น ความ "สมเหตุ-สมผล" ลงตัวที่สุด!

            การพิจารณางบฯ ปี ๖๔ ยอดรวม ๓.๓ ล้านล้าน ตามที่รัฐบาล-ค้านตกลงเวลากัน น่าจะโหวตรับหลักการวาระแรกไปเมื่อคืน (๓ ก.ค.๖๔)

            ขั้นตอนต่อจากนี้

            ตั้งคณะกรรมาธิการฯ ๗๒ คน เพื่อพิจารณาและแปรญัตติภายใน ๓๐ วัน สู่วาระ ๒ และ ๓

            ต้องให้เสร็จก่อน ๑๐๕ วันตามเงื่อนไขกฎหมาย

            คือก่อน วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ร.บ.งบฯ ปี ๖๔ ต้องจบในชั้นสภาผู้แทนฯ และส่งเข้าสู่สภากลั่นกรอง คือวุฒิสภา

            จากนั้น นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย.....

            เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้ต่อไป

            สรุป "กรกฎา-สิงหา-กันยา" เรื่องปรับ ครม. "ยังไม่ต้องพูดถึง"!

            ทีมสมคิด "อุตตม-สนธิรัตน์-สุวิทย์-กอบศักดิ์" อยู่หรือไป ยังไม่ต้องถามถึง ในเมื่อยังไม่มีการปรับ "๔ กุมาร" ก็ยังคงเดิม

            ไตรมาส ๔ "ตุลา" นั่นแหละ

            "พรรคหลัก-พรรคร่วม" ที่กลั้นอยากมานาน คงถึงคราวปลดปล่อย ตั้งรัฐบาลเป็นทีม A ทีม B  ขนาดนั้น ก็ไม่แน่ใจจะ "ครบอยาก-ครบคน" หรือไม่?

            เอาเป็นว่า ราวๆ ตุลา ถ้าปรับ ครม.จริง

            แล้วทีมสมคิด "ยังอยู่" หรือ "ต้องไป" นี่เป็นคำถามสุดท้าย ที่ต้องร่อนตะแกรงหาคำตอบ

            เชื่อว่าคนที่ประกาศ "ใครจะเสนอใครมาก็ได้ แต่การตัดสินใจอยู่ที่ผม" คนนั้น มีความคิดสำเร็จรูปอยู่ในใจแล้ว

            "ลุงป้อม".........

            หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็คง "แล้วแต่ตู่" ตั้งนานแล้วด้วย!

            ลองมาร่วมคิดกันเล่นๆ ก็ได้ ในประเด็น "ทีมสมคิด" ยังอยู่หรือต้องไป?

            กุญแจไขคำตอบ อยู่ตรง "โควิด" สร้างยุค New Normal!

            เราจะเห็นว่า ตั้งแต่ต้นปีเรื่อยมา โควิดเหมือนกองทัพยกมาโจมตีประเทศ "อาจารย์แพทย์" ทำหน้าที่ทัพหลวงออกบัญชาการรบ

            เมื่อศึกประชิดเมือง ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าทำมาหากินไม่ได้

            ท่านรองฯ สมคิดและรัฐมนตรีอุตตม รับคำสั่งนายกฯ ทำหน้าที่ด้านพลาธิการ จัดหาเสบียงกรัง

            ส่วนเฉพาะหน้า.......

            ต้องบริหาร "ยึดประชาชนทุกสาขาอาชีพเป็นที่ตั้ง" ในภาวะไม่เป็นอันได้ทำกิน "ทีมสมคิด" ต้องทำให้ประเทศไม่วิกฤติทางเศรษฐกิจและการคลัง

            และ "เงิน" จะต้องหมุนไปสู่กระเป๋าประชาชนทุกคน-ทุกสาขาอาชีพ พอปะทะ-ปะทังกันไป เพื่อหมุนเฟืองเศรษฐกิจ-การค้า ไม่ให้ขาดลมหายใจ

            และจากปัจจุบันสู่อนาคต.......

            สถานการณ์โควิด เปลี่ยนโลก เปลี่ยนโครงสร้าง "วิถีชีวิต-เศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุน" ไปทั้งหมดแล้ว

            ซึ่งนั่น สำคัญนัก!

            เป็นหน้าที่สมคิด "ผู้บัญชาการทัพเศรษฐกิจ" และอุตตม "ขุนคลัง" ต้อง "กำหนดทิศ-กำหนดทุน" รองรับสังคมใหม่

            เป็นภารกิจ "เป็น-ตาย" ที่ผู้บัญชาการใหญ่ประเทศ คือนายกฯ มอบหมาย ห้ามพลาด

            ต้องนำประเทศแลนดิงลงสนาม New Normal ให้รอดและปลอดภัย เป็นปัจจุบันเชื่อมต่ออนาคต เป็นไทยยุคใหม่

            ไทยยุค "Big Data"!

            สังคมโลกต่อจากนี้ไป กลไกระบบดิจิทัลจะเป็นตัวขับเคลื่อน "วิถีชีวิต-เศรษฐกิจ-การสังคม" ของมนุษย์ทั้งโลก

            เราไม่ไป.......

            ก็หมายความว่า พอใจคืนประเทศสู่มิติหลังเขา

            แต่เรายังต้องการอยู่ร่วมสังคมโลก ดังนั้น จำเป็นต้องหมุนตามโลกไปกับเขา

            บางคนอาจถาม ไหน...Big Data อะไรที่ว่านั่น?

            ขอถามว่า......

            ท่านมีบัตรสวัสดิการประชารัฐ ที่เรียก "บัตรคนจน" กันหรือเปล่า ท่านลงชื่อรับเงิน ชิม-ช้อป-ใช้ "แอปเป๋าตัง-เป๋าตุง" กันหรือเปล่า?

            ท่านมีบัตรประกันสังคมหรือเปล่า ท่านเป็นคนพิการ ท่านเป็นผู้สูงอายุ, คนชรา แม่เลี้ยงเดี่ยว หรือเปล่า?

            ท่านรับเงินคนละ ๕ พัน ๓ พัน และสารพัด-สารพันแจกจากรัฐบาลกันหรือเปล่า?

            ท่านใช้แอป "ไทยชนะ" กันหรือเปล่า ท่านเป็นเกษตรกรกันหรือเปล่า ท่านเป็นผู้ว่างงานกันหรือเปล่า?

            นี่ ตอนนี้ เห็นว่าจะแจกเงินให้เที่ยวกันอีกมิใช่หรือ?

            นั่นคือ คนไทย ๗๐ ล้าน เวลานี้..........

            ขณะนี้ กว่า ๔๐-๕๐ ล้านคน ท่านเป็นมนุษย์สังคม Big Data สู่ยุค New Normal กันแล้วโดยไม่รู้ตัว!

            ไม่ว่า พ่อเฒ่า แม่แก่ ลุง ป้า น้า อา เด็กเล็ก เด็กใหญ่ จะเป็น เศรษฐี ยาจก วณิพก ขอทาน

            ที่ร้องกันว่า ทำไม่เป็น ไม่รู้เรื่อง วานลูกหลานกรอกข้อมูล ทำบัตร ทำแอป ต่างๆ นานาเหล่านั้น

            ที่กรอกๆ กันไป..........

            ข้อมูลที่กรอก มันไปรวมอยู่ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่เรียก Big Data เรียบร้อยหมดแล้ว

            รองฯ สมคิด ขุนคลังอุตตม และกระทรวงต่างๆ อีก ๔-๕ กระทรวง ค่อยๆ ทดลองระบบผ่านโครงการต่างๆ ตามเห็นในรอบ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา

            และตอนนี้ เริ่มเข้าที่ จนไทยเราจะใช้เงินดิจิทัลแทนเงินกระดาษกันอีกไม่นานจากนี้

            ต่อไป ยุค New Normal ใช้บัตร ใช้แอปเป๋าตังแทนเงินสด จะซื้ออะไร แค่แตะ แค่ยกมือถือจ๊ะเอ๋กัน เสร็จแล้ว

            หรือจะไปติดต่อราชการ ไม่ต้องไปซีรอกซ์ ไม่ต้องหอบเอกสาร-สำเนา ไปเป็นปึกๆ

            แค่บัตรใบเดียว เกี่ยวกับตัวเรา พรวดออกมาหมด!

            Big Data คือระบบฐานข้อมูลจากเลขประจำตัว ๑๓ หลักนั่นแหละ

            แล้วรัฐบาลแอบไปล้วงประวัติส่วนตัวอันเป็นข้อมูลตัวเราตั้งแต่เมื่อไหร่...........

            ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะเนี่ย?

            อย่างนี้ต้องให้ปิยบุตรพาไปร้องสภากงว็องซียง ของแซ็ง-ฌุสต์ ที่ฝรั่งเศสซะละมั้ง?

            เปล่าหรอก รัฐบาลไม่ได้แอบล้วง

            หากแต่พวกเราที่มีบัตร มีแอป รับเงิน สมัครรับแพ็กเกจต่างๆ เต็มใจให้ข้อมูลส่วนตัวกับรัฐบาลไปเอง

            ต่อไปนี้ สมมุติ เกิดอุบัติภัย น้ำท่วม ไฟไหม้ หรืออะไรก็ตามเกี่ยวกับประชาชนที่รัฐต้องดูแลช่วยเหลือ

            ด้วยฐานข้อมูล Big Data "รัฐ-ประชาชน" ถึงตัวกันโดยตรง ปัญหาซ้ำซ้อนต่างๆ จะหมดไป

            คร่าวๆ นี่ เป็นโครงงานปัจจุบัน ที่จะเปลี่ยนอนาคตประเทศ ทั้งหลายนี้ เป็นภารกิจ กำลังพัฒนาต่อเนื่อง

            แล้วตอบกันซิ ถ้าปรับ ครม.ให้รองฯ สมคิด รัฐมนตรีอุตตม ออกไป

            โลกไม่แตกหรอก..........

            แต่ภารกิจอันเป็นโครงสร้างหลักทางเศรษฐกิจ-การคลัง ที่สัมพันธ์ถึงฐานรากประชาชน ที่กำลังเดินๆ อยู่

            ไม่สะดุด จนพาที่ลงทุนทำมาทั้งหมดพังไปหรือ?

            นี่ยังไม่พูดถึง อีอีซี โครงการชี้ชะตาอนาคตประเทศ จริงอยู่ สมคิดไป คนอื่นก็ทำต่อได้

            แต่กับงานที่ค้างคา คนกำลังทำอยู่ต้องไป คิดหรือว่า คนเข้ามาใหม่ จะเข้าใจแล้วสานต่อเดินหน้าได้ทันที-ทันใด?

            และคิดหรือ คนมาใหม่ จะไม่เปลี่ยนเป้าเจตนา และยักเยื้องรายทางโครงการ จนลำไม้ไผ่กลายเป็นบ้องกัญชา?

            ยิ่งยุบสภา "เลือกตั้งใหม่"

            ผมว่า ที่กำลังทำทั้งหมด "ฉิบหาย" ทันที ด้านเชื่อมั่นนักลงทุน

            เวลา ๕-๖ ปี กับเงินมหาศาลเพื่อก่อร่างสร้างอนาคตชาติ-ประชาชน หายวับไปกับการเมืองเรื่องแย่งเก้าอี้ระบบสภา

            เพราะช่วงรอยต่อโควิดซึ่งยังหาจุดสะเด็ดน้ำไม่ได้นี้ ถ้าเลือกตั้งใหม่ กว่าจะได้รัฐบาลมาบริหาร

            เร็วที่สุด ก็ไม่หนี ๖ เดือน

            ถามว่า ๖ เดือนช่วง "รัฐบาลรักษาการ" กับสถานการณ์โควิดจริง เหมือนศัตรูที่ยังล้อมกรุงอยู่

            จะทำไง?......

            ในเมื่อรัฐบาลรักษาการ "สั่งสู้-สั่งถอย" อะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีอำนาจทางนโยบาย

            นี่คือโจทย์ ปรับ ครม. "ปรับได้" แต่ปรับเอา "สมคิด-อุตตม" ออก มันยาก ในทาง "งาน" ของประเทศ

            ยิ่ง "ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่"..........

                โควิดไปสนิทเมื่อไหร่ นั่นแหละค่อยว่ากัน. 

 เปลวสีเงิน คนปลายซอย 'การอยู่-การไป'-ของสมคิด

 

4 ก.ค.63 - นายวัฒนา เมืองสุข สมาชิกพรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความในเฟซบุ๊ก โดยมีเนื้อหาดังนี้

สมาชิกพรรคฝ่ายค้านแสดงความห่วงใยในการจัดงบประมาณ พ.ศ. 2564 เพราะตัวเลขทางเศรษฐกิจที่บอกความจริงเสมอส่งสัญญาณแบบนั้น แต่ดูเหมือนรัฐบาลจะยังไม่เข้าใจหรือเข้าใจแล้วแต่ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร

 ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่ส่งสัญญาณอันตรายแล้วได้แก่ (1) ตัวเลขการจัดเก็บภาษีที่ได้ต่ำกว่าประมาณการมาตลอดตั้งแต่ยึดอำนาจ แสดงว่าคนไทยขาดกำลังซื้อจึงเก็บภาษีได้ต่ำ (2) รัฐบาลต้องก่อหนี้กู้เงินมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณตั้งแต่ปี 2558-2564 และกู้มากขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่มีแนวโน้มจะหยุดกู้ (3) หนี้ครัวเรือน ณ สิ้นปี 2562 สูงถึง 13.47 ล้านล้านบาท หรือเท่ากับ 85% ของจีดีพี ซึ่งการมีหนี้เยอะจะเป็นตัวฉุดกำลังซื้อของประชาชนทำให้การฟื้นฟูเศรษฐกิจยากยิ่งขึ้น (4) หนี้สาธารณะคงค้าง ณ สิ้นเดือนมกราคม 2563 จำนวน 7.0 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ที่รัฐบาลกู้โดยตรง 5.68 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นหนี้ที่พลเอกประยุทธ์กู้เอง 3.28 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมเงินกู้ตาม พรก. อีก 1.0 ล้านล้านบาท ดังนั้น ฉายา “นักกู้แห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยา” จึงไม่ได้มาเพราะโชคช่วย ตัวเลขทั้งหมดสะท้อนถึงความสามารถของรัฐบาลในการบริหารประเทศ

สำนักบริหารหนี้สาธารณะประเมินว่า ณ สิ้นปี 2564 หนี้สาธารณะของไทยจะอยู่ที่ร้อยละ 58 ของจีดีพี ทั้งนี้บนเงื่อนไขที่ว่าเศรษฐกิจในปี 2563 จะต้องติดลบไม่เกิน 5% และเศรษฐกิจปี 2564 จะต้องเติบโต 5% หากผิดไปจากนี้หนี้สาธารณะชนเพดาน 60% ทำให้รัฐบาลก่อหนี้ไม่ได้อีก แต่ ธปท เพิ่งแถลงว่าปี 2563 เศรษฐกิจจะติดลบถึง 8.1% นั่นคือรัฐบาลจะจัดทำงบประมาณไม่ได้เพราะกู้ไม่ได้อีกจึงไม่มีงบลงทุน หายนะก็จะเกิดกับประเทศและประชาชน ด้วยการบริหารแบบนี้จึงเกิดวิวาทะว่า “โง่” ส่วนใครจะเห็นว่านายกรัฐมนตรีเป็นคนฉลาดถึงได้บริหารประเทศจนบรรลัยได้ขนาดนี้ก็ถือเป็นเสรีภาพทางความคิด เพราะเราอยู่ในระบอบประชาธิปไตย.

 

รองโฆษกสาว ยกยอกันเอง ส.ส.พปชร. สุดยอด ทำการบ้านดี อภิปรายงบฯ 64 แก้ปัญหาปชช.รอบด้าน

 

4 ก.ค.63 - น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ อดีตผู้สมัครส.ส.กทม. เขตจอมทอง-ธนบุรี กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 วงเงิน 3.3 ล้านล้านบาท ตลอด 3 วันที่ผ่านมาว่า ในส่วนของ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐมีการทำหน้าที่นำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อความกินดีอยู่ดีของพี่น้องประชาชน เป็นตัวแทนสะท้อนเสียงของประชาชน เพราะเราตะหนักดีว่าเราเป็นพรรคแกนนำรัฐบาลที่มีจำนวน ส.ส. กว่า 119 คน และขอขอบคุณประชาชนที่ส่งเสียงคำแนะนำคำติชมมายังพรรคพลังประชารัฐ และมั่นใจว่า ส.ส. พรรคพลังประชารัฐจะทำหน้าที่ใน กมธ. พิจารณาร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี 64 โดยศึกษาและเสนอข้อมูลต่างๆ ที่เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแน่นอน

น.ส.ทิพานัน กล่าวว่า โดยการอภิปรายในครั้งนี้ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐ ได้อภิปรายอย่างสร้างสรรค์ รอบด้านและสมกับที่ทำการบ้านกันมาอย่างหนัก และได้อภิปรายงบประมาณเพิ่มเติมประเด็นจากการลงพื้นที่ฟังข้อทุกข์ร้อนของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่อง การศึกษาตั้งแต่ปฐมวัยถึงอุดมศึกษา การเกษตรทั้งกสิกรรมและปศุสัตว์การพัฒนาแหล่งน้ำเพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งและอุทกภัย การท่องเที่ยว การปรับปรุงและเพิ่มเติมโครงสร้างพื้นฐานให้ทันสมัย การพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ผู้ประกอบการรายย่อย และประชาชนในตลาดแรงงาน การสร้างชุมชนท้องถิ่นให้มีความเข้มแข็ง การจัดการและการทำงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการบูรณาการกับหน่วยงานของรัฐ จนไปถึงการจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับบริบทโลกเพื่อเป้าหมายแห่งการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นแนวทางการสร้างให้ประชาชนอยู่ดีกินดีอย่างยั่งยืนในระยะยาว สอดคล้องครอบคลุมกับการดำเนินภารกิจเพื่อขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ และนโยบายของรัฐบาลให้ประสบผลสำเร็จและเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยมุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำ การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดีขึ้น

“ขั้นตอนต่อไปคือการตั้งกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2564 จำนวน 72 คน โดยพรรคพลังประชารัฐจะมีตัวแทนจำนวน 13 คน เพื่อรวบรวมข้อมูลความคิดเห็นจากประชาชน โดย ส.ส. ทั้งหมดของพรรคพลังประชารัฐจะทำหน้าที่อย่างเต็มที่ในการร่วมพิจารณาเพื่อให้งบประมาณประจำปี 2564 มีการจัดสรรงบอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด กับประชาชนและประเทศชาติอย่างแท้จริง ประชาชนจะได้รับประโยชน์จากการจัดสรรงบประมาณปี 64 อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม” น.ส.ทิพานัน กล่าว

หลังจากนี้ในส่วนของ ส.ส. พรรคพลังประชารัฐที่ได้ปฏิบัติหน้าที่ในสภาอย่างเรียบร้อยลุล่วงแล้ว ส.ส. พรรคพลังประชารัฐจะทำการลงพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อดำเนินตามนโยบายของพลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ที่ให้ ส.ส. ทุกคนร่วมมือกัน รับฟังปัญหาทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชน มานำเสนอกับทางพรรค เพื่อท่านจะได้ทราบและเดินหน้าทำนโบายเพื่อประชาชนอย่างตรงจุด และเพื่อช่วยเหลือความทุกข์ร้อนที่เกิดขึ้นเฉพาะหน้าและแก้ปัญหาในระยะสั้นโดยเฉพาะผลกระทบจากวิกฤติการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19 อย่างเข้าถึงและทั่วถึงต่อไป รองโฆษกพรรคพลังประชารัฐ กล่าว

'บิ๊กป้อม' กำชับดูแลความมั่นคงและความปลอดภัยการจราจร ควบคู่มาตรการทางสาธารณสุข ช่วงหยุดยาวต่อเนื่อง

 

แฟ้มภาพ

4 ก.ค.63 - พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกประจำ รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้กำชับฝ่ายความมั่นคง ทั้งฝ่ายปกครอง ทหารและตำรวจ ร่วมกันดูแลความมั่นคงปลอดภัยของสังคม ควบคู่ไปกับการกำกับควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19 ตามมาตรการทางสาธารณสุขที่กำหนด ตลอดช่วงวันหยุดยาวต่อเนื่องเดือน ก.ค. ที่มีขึ้น โดยย้ำให้คงเข้มงานข่าวกับกลุ่มเสี่ยง เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด อาวุธสงครามและกลุ่มแนวคิดใช้ความรุนแรงที่แฝงตัวในพื้นที่ โดยให้เฝ้าระวังและดำรงความพร้อมของแผนและการปฏิบัติร่วมกันในระดับพื้นที่อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะระดับจังหวัดและอำเภอ เพื่อให้พร้อมรับมือกับปัญหาที่อาจมีขึ้นในพื้นที่อย่างทันท่วงที

พล.อ.ประวิตรได้ย้ำให้ฝ่ายความมั่นคง ประสานกับกระทรวงคมนาคมและส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันอำนวยความสะดวกการจราจรและดูแลความปลอดภัยการเดินทางของประชาชนจำนวนมากในช่วงวันหยุดยาวให้เป็นไปตามมาตรการป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่กำหนด โดยให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์ข้อมูลจราจร เพื่อลดความคับคั่งของการจราจรในเส้นทางต่างๆ การบังคับใช้กฎหมายเข้มกับกลุ่มเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุ เช่น ขับรถเร็ว เมาขับ และการฝ่าฝืนข้อบังคับจราจร ควบคู่ไปกับการประชาสัมพันธ์ปลูกฝังวินัยจราจร ทั้งนี้ได้กำชับให้เพิ่มการเฝ้าระวัง รวมทั้งมีมาตรการป้องกันและแก้ปัญหากับพื้นที่ล่อแหลมหรือจุดเสี่ยงเกิดอุบัติเหตุจากข้อมูลสถิติที่มีต่อเนื่องกันมา โดยขอให้ฝ่ายปกครองระดับท้องถิ่นมีส่วนร่วมทำงานกับจิตอาสาในพื้นที่ใกล้ชิดมากขึ้น เพื่อร่วมกันลดการสูญเสียและความเสียหายที่เกิดขึ้นในภาพรวม.

 

ผบ.ทบ.สหรัฐ จะเดินทางเข้ามาประเทศไทยสัปดาห์หน้า ในฐานะแขกของรัฐบาล

แฟ้มภาพ

3 ก.ค.63 - ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) มีรายงานว่า พลเอก เจมส์ แมคคอลวิลล์ ผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐอเมริกา จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ โดยเดินทางมาในฐานะแขกของรัฐบาล และจะเข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ที่ทำเนียบรัฐบาล หลังจากนั้นจะเดินทางมาเยี่ยมคำนับ พล.อ.พรพิพัฒน์ เบญญศรี ผู้บัญชาการทหารสูงสุด (ผบ.ทสส.) และจะเดินทางมาเยี่ยมคำนับ พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) หลังจากที่ก่อนหน้านี้ พล.อ.อภิรัชต์ ได้เดินทางไปเยี่ยมคำนับผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ เมื่อต้นปี 63 ที่ผ่านมา และมีการเชิญให้เดินทางมาประเทศไทยด้วย

ทั้งนี้มีรายงานว่า พล.อ.อภิรัชต์ ได้นำแผนการเดินทางของผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ ให้ทางศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด - 19 (ศบค.) พิจารณา เนื่องจากมีข้อกังวลว่าการเดินทางของผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ อาจสุ่มเสี่ยงต่อการแพร่ระบาดของเชื้อโควิด เพราะสหรัฐฯ เป็นประเทศที่มีการติดเชื้อมากที่สุดเกือบ 3 ล้านคนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทุกวัน

แหล่งข่าวระดับสูงกองทัพบก กล่าวยอมรับว่า ขณะนี้แผนการเดินทางของผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯ ถูกส่งไปให้กระทรวงการต่างประเทศ เพื่อให้พิจารณาถึงความเหมาะสมแล้ว ขณะที่การเคลื่อนไหวในส่วนของกองทัพบก มีการจัดเตรียมสถานที่ พร้อมจัดทหารกองเกียรติยศ เพื่อเป็นเกียรติอก่ผบ.ทบ.สหรัฐฯ ด้วย แต่อาจจะไม่ให้อนุญาตให้สื่อมวลชนร่วมทำข่าวในวันที่เดินทางมาเยือนของผู้บัญชาการทหารบกสหรัฐฯในครั้งนี้

'บิ๊กแดง' ยัน ผบ.ทบ.สหรัฐ เยือนไทย ต้องถูกตรวจโควิดทุกขั้นตอนไม่มียกเว้น

 

3 ก.ค.63 -  ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังจากที่มีข่าวระบุว่าพลเอก เจมส์ แมคคอนวิลล์ ผบ.ทบ. สหรัฐอเมริกา (General James McConville , U.S. Army Chief ) ที่จะมาเยือนไทย 9-10 กค. นี้ ไม่ยอมตรวจโควิดฯ และไม่กักตัว และ ศบค.ตีกลับแผนการเดินทาง นั้น พลเอก อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผบ.ทบ. ปฏิเสธข่าวนี้ อย่างสิ้นเชิง

ทั้งนี้ Gen James Mcconville ผบ.ทบ สหรัฐฯ ทำตามมาตรการ และปฎิบัติตามระเบียบ ของทางการไทย ทุกมาตรการทุกอย่าง โดยไม่มีข้อแม้ ด้วยความเต็มใจ

ทั้ง 1.การมีใบรับรองแพทย์ Fit to fly 2.มีใบรับรองแพทย์ว่า ปลอดโควิด ภายใน 72 ชม. ก่อนการเดินทางและ3.มีกำหนดการเดินทางชัดเจน 4.มีคณะเดินทาง6 คน และ5.มีการตรวจโควิดฯ ที่สนามบินสุวรรณภูมิ และ6. มีชุดติดตาม ด้านการแพทย์และสาธารณสุข รวมทั้ง7. งดไปสถานที่สาธารณะ โดยจะเดินทางไปเฉพาะสถานที้ในกำหนดการเท่านั้น

ทั้งนี้ ขั้นตอน กำหนดการเดินทางทั้งหมดเสร็จสิ้นไป ผ่านการอนุมัติเรียบร้อยหมดแล้ว จึงได้กำหนดวันเดินทางมา

นอกจากนี้ ศบค ได้มีคำสั่งอนุญาตให้ นักธุรกิจต่างชาติ และ แขกตปท ของ หน่วยราชการ ที่มาไม่เกิน 14 วัน ไม่ต้องกักตัว แต่ให้ อยู่ในพื้นที่ที่กำหนดตามกำหนดการ และปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐกำหนด

ที่ปรึกษาประธานสภา นำบุตรสาวส.ส.เพื่อไทย แถลงยันเปล่าเป็นไข้เสี่ยงโควิด อุณหภูมิร่างกายสูงเพราะตากแดด

 

3 ก.ค.63 - ที่รัฐสภาช่วงบ่าย ขณะมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณวันที่ 3 ว่า มีรายงานข่าวจากสำนักรักษาคสามปลอดภัย สำนักเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรว่า เครื่องตรวจวัดอุณหภูมิบริเวณทางเข้าชั้น B2 ของอาคารรัฐสภา ได้ตรวจพบหญิงรายหนึ่งที่มีอุณหภูมิร่างกาย 37.6 องศาเซลเซียส เดินทางเข้ามาในพื้นที่อาคารรัฐสภา ซึ่งเกินกว่ามาตรการ 37.5 องศาเซลเซียสที่ถือว่าเป็นอาการบ่งชี้ของผู้ติดเชื้อโรคโควิด-19 แต่ปรากฎว่าเจ้าหน้าที่ที่ประจำอยู่บริเวณนั้นกลับอนุญาตให้เข้าพื้นที่ตามปกติ โดยไม่ได้ดำเนินการตามขั้นตอนรักษาความปลอดภัยในช่วงโควิด-19 แต่อย่างใด

ทำให้ในเวลาต่อมานายสรศักดิ์ เพียรเวช เลขาธิการสภาผู้แทนราษฏร กล่าวว่า หลังทราบเรื่องได้สั่งการให้ผอ.สำนักงานแพทย์ของสภาผู้แทนราษฏรไปตรวจสอบและมารายงานตนด้วยวาจาว่า หญิงคนดังกล่าวเดินเข้ามาในสภาและตรวจด้วยกล้องอินฟาเรดปรากฎอุณหภูมิ 37.6 องศาเซลเซียส  จึงให้ทำการตรวจซ้ำอีกครั้งโดยให้นั่งรอและตรวจสอบประวัติว่าเป็นไข้หรือไม่ ตรวจทางเดินหายใจพบว่า ไม่มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินหายใจ ไม่มีไข้ และผลการตรวจอุณหภูมิครั้งที่สองพบว่าอยู่ที่37.4 องศาเซลเซียส  เมื่อไม่มีปัญหาใดๆจึงให้ผ่านเข้ามาในสภา

“กล้องอินฟาเรดของสภาเป็นมาตรฐานเดียวกับกรมการแพทย์ และกระทรวงสาธารณสุข โดยมีการตั้งกล้องเกิน 37.5 องศาเซลเซียส  ตั้งค่ากล้องเกินระบบเหมือนกับทุกที่ยืนยันว่าหญิงคนดังกล่าวไม่มีไข้ หรือติดเชื้อไวรัสโควิดเข้ามา ขอยืนยันอีกครั้งว่าสภาการ์ดไม่ตก เราเคร่งครัด ผมกำชับทุกวันว่าไม่ว่าใครจะใหญ่แค่ไหน ระดับไหนหากอุณหภูมิเกิน37.5องศาเซลเซียส ไม่ให้เข้ามาในสภา แต่ให้ตรวจซ้ำได้ เพราะบางทีบางคนมาแดดร้อนๆอุณหภูมิอาจสูงได้ เพราะหากเกินอะไรขึ้นในสภาซึ่งมีผู้ใหญ่ทั้งนั้นก็จะทำให้เป็นปัญหาตามมา”นายสรศักดิ์กล่าว

ต่อมา ที่ห้องแถลงข่าวรัฐสภาฯ นพ.สุกิจ อัตโถปกรณ์ ที่ปรึกษาประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้นำน.ส.อาทิตยา พงษ์สมบัติ  เลขานุการประจำคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ สภาผู้แทนราษฎร บุตรสาวนางมุกดา พงษ์สมบัติ ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อไทย  ร่วมแถลงข่าวหลังมีกรณีพบหญิงสาวอุณหภูมิร่างกายสูง 37.6 องศาเซลเซียส  สามารถผ่านเครื่องตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายของรัฐสภาเข้ามาได้

นพ.สุกิจกล่าวว่า ช่วงเช้าที่ผ่านมาน.ส.อาทิตยาได้เข้ามาปฏิบัติภารกิจในรัฐสภา เมื่อตรวจวัดอุณหภูมิได้ 37.6 องศาเซลเซียส เจ้าหน้าที่ได้ให้นั่งพักก่อน จากนั้นได้ตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายอีกครั้งวัดได้ 37.4 องศาเซลเซียส  เจ้าหน้าที่จึงอนุญาตให้เข้ามาในรัฐสภาได้ ในฐานะที่ตนเป็นหมอการที่อุณหภูมิร่างกายสูงสามารถเกิดขึ้นได้จากการตากแดดหรือการอบตัวอยู่ในที่อากาศร้อน และเพื่อเป็นการยืนยันว่า น.ส.อาทิตยา มีสุขภาพเป็นปกติ ได้ติดตามตัวเพื่อซักถามซึ่งพบว่าไม่มีประวัติเป็นไข้ ไอ เจ็บคอ หรือรับกลิ่นไม่ได้ ไม่มีประวัติสัมผัสกับผู้ป่วยโควิด-19 แต่อย่างใด จึงเป็นที่แน่ชัดว่ารัฐสภาไม่ได้ปล่อยให้บุคคลที่มีอาการป่วยเข้ามาในพื้นที่ และมีมาตรการคัดครองตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

เจ้าหน้าที่รัฐสภาได้ใช้เครื่องวัดอุณหภูมิร่างกายตรวจวัดไข้ น.ส.อาทิตยา ต่อหน้าสื่อมวลชน โดยพบว่าครั้งแรกตรวจได้อุณหภูมิ 36.4 องศาเซลเซียส  และครั้งที่ 2 ได้ 36.1 องศาเซลเซียส

 

 

04 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

หน้าหนึ่ง ไทยโพสต์

ระอุ!บิ๊กตู่โต้ก้าวไกล ซัดคงไม่ทันใจที่หวังเปลี่ยนแปลง/‘ศิริกัญญา’ท้ายุบสภา!

ถกงบฯ วันสุดท้ายเดือดระอุ! ประธานวิปฝ่ายค้านซัดรัฐบาลตอบไม่ตรงคำถาม ส.ส.เพื่อไทยเตือนล้มละลายทางการคลัง ฉะมหาดไทยจัดซื้อ ฮ. 2 ลำ 1.8 พันล้านดับไฟป่า “บิ๊กป๊อก”อ้าง มท.ต้องมี ฮ. ป้องกันสาธารณภัยตามมาตรฐานสากล "มิ่งขวัญ” จวกรัฐบาลใช้งบฯ ไม่ตรงเป้าสมควรปลดออก เตรียมตัวให้ดีวิกฤติกว่าปี 40 เรื่องเล็ก


เล็งทำบุญประเทศหลังจบโควิด19

"สมเด็จพระสังฆราช" รับสั่งพระสงฆ์ไทยโชคดีไม่ติดโควิด นายกฯ ขอบคุณทุกคณะสงฆ์ดูแลกันเองดี ช่วยลดภาระรัฐบาล เตรียมทำบุญประเทศหลังสถานการณ์เบาลง ศบค.พบติดเชื้อเพิ่ม 1 รายกลับจากบาห์เรน ผลตรวจสถานบันเทิงให้ความร่วมมือดี เผยต่างชาติ 1.7 พันคนแห่ขอเข้ารักษาในไทย ส่วนทราเวลบับเบิลได้ข้อสรุปกลางเดือน ส.ค.


เสื้อแดงปลื้มประยุทธ์ทำให้อยู่ดีกินดี

"บิ๊กตู่" ย้อนถามนโยบายรวมไทยสร้างชาติจะให้นิรโทษกรรมใคร ขณะที่อดีตรอง ผอ.สำนักข่าวกรองฯ แนะนายกฯ-สภา ออกกฎหมายนิรโทษกรรมเหลือง-แดง แต่ไม่รวมคนผิด ม.112 ความผิดอาญาคดีคอร์รัปชัน มุ่งเน้นมวลชน ไม่ใช่แกนนำ เพื่อสลายสีเสื้อ "แรมโบ้" ต้อนรับ "ทอม ดันดี" กลับใจ อดีตประธานหมู่บ้านเสื้อแดงซาบซึ้งรัฐบาลประยุทธ์ช่วยพี่น้องกินดีอยู่ดี


ป้อมพร้อมคุมซ่อมปากนํ้า จตุพรชี้อย่าเหลิงส.ส.พรึ่บ

บิ๊กป้อมไม่กดกันเลือกตั้งซ่อมสมุทรปราการ ชี้แล้วแต่ประชาชน ขณะที่เพื่อไทยเคาะสลิลทิพย์ลงสนามสู้ ด้าน "จตุพร" ซัดนักการเมืองยังเริงร่าตัวเลข ส.ส.ในมือ ทั้งที่ประเทศมาถึงจุดขุดดินก้นเหวมุดลงอีก


ไฟใต้ฟื้น‘ปัตตานี’ปะทะดุผบ.ตร.เร่งสกัดท่อนํ้าเลี้ยง

ปัตตานีปะทะเดือด! คนร้ายยิงใส่ทหารพราน 42 ขณะเข้าตรวจค้น อส.เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 2 นาย คนร้ายถูกยิงดับ 1 ราย "ผบ.ตร." กำชับ ตร.ชายแดนใต้เร่งสกัดเครือข่ายยาเสพติด ตัดท่อน้ำเลี้ยงโจรใต้

 ......................................................................

4 กรกฎาคม 2563


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน