*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2631719
  • จำนวนผู้โหวต : 529
  • ส่ง msg :
  • โหวต 529 คน
<< กรกฎาคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอาทิตย์ ที่ 5 กรกฎาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 372 , 16:14:04 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         อดีตทหารนอกก๊วน 'ลุงตู่' อีกคนที่ไปปักหลักอยู่กับซีกฝ่ายค้าน ก็เป็นข่าวตามตั้งใจ คือ

คณะก้าวหน้าเปิดตึกไทยซัมมิทจัดอบรมว่าที่ผู้สมัคร อบจ. "ธนาธร" ประกาศเขย่าการเมืองท้องถิ่น เดิมพันครั้งสำคัญขอกวาดเก้าอี้ 4,000 แห่งทุกระดับเกินครึ่งทั่วประเทศ   พูดเสียงดังฟังชัด แข่งด้วยอุดมการณ์ไม่ใช้เงิน ปลุกประชาชนแสดงพลังกันอีกครั้ง

         ข่าวนี้ก็ต้องเชื่อเอาไว้ก่อน ว่าทอน จะเอาจริง(อีกครั้ง) คราวนี้วางแผนยึดท้องถิ่นเอาไว้เป็นฐานรากทั้งประเทศ

......................................................

บงการ‘คณะก้าวหน้า’ส่งผู้สมัครสนามท้องถิ่นหวังเกินครึ่ง ‘ทอน’จะยึดประเทศ!

 

 

คณะก้าวหน้าเปิดตึกไทยซัมมิทจัดอบรมว่าที่ผู้สมัคร อบจ. "ธนาธร" ประกาศเขย่าการเมืองท้องถิ่น เดิมพันครั้งสำคัญขอกวาดเก้าอี้ 4,000 แห่งทุกระดับเกินครึ่งทั่วประเทศ   พูดเสียงดังฟังชัด แข่งด้วยอุดมการณ์ไม่ใช้เงิน ปลุกประชาชนแสดงพลังกันอีกครั้ง

    เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม ที่อาคารไทยซัมมิท ชั้น 8 คณะก้าวหน้าจัดอบรมว่าที่ผู้สมัครนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นที่จะมีขึ้นในอนาคต โดยมีทีมผู้สมัคร อบจ. 17 จังหวัดเข้าร่วม
    นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า อดีตหัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ให้สัมภาษณ์ก่อนอบรมว่า ทางคณะก้าวหน้าจัดกิจกรรมเพื่อซักซ้อมความเข้าใจให้กับผู้สมัครที่จะลงแข่งขันนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) และสมาชิก อบจ.ทั่วประเทศ เบื้องต้นเราส่งประมาณ 18 จังหวัด วันนี้เป็นการพบปะกันครั้งแรกของผู้สมัคร เขากล่าวว่า เมื่อพรรคอนาคตใหม่ถูกยุบพรรคไป วงจรของพรรคอนาคตใหม่แตกออกเป็นสองส่วน โดยส่วนหนึ่งคือพรรคก้าวไกล มี ส.ส. 54 คน ที่ยังยึดมั่นและหนักแน่นในอุดมการณ์ของพรรคอนาคตใหม่ ทำงานการเมืองระดับชาติในสภาผู้แทนราษฎร ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งคือกลุ่มกรรมการบริหารพรรคที่ถูกตัดสิทธิ์ ก็ไม่หยุดยั้งทำงานการเมือง เพื่อเปลี่ยนแปลงประเทศไทยในนามของคณะก้าวหน้า โดยคณะก้าวหน้าจะทำงานการเมืองระดับท้องถิ่น ไม่ว่าจะเป็น อบจ. เทศบาล อบต. การเมืองท้องถิ่นทุกระดับ
    นายธนาธรเผยว่า คณะก้าวหน้ายืนยันที่จะใช้แนวทางของอดีตพรรคอนาคตใหม่เดิม คือการแข่งขันด้วยอุดมการณ์ ความจริงใจ ความคิดสร้างสรรค์ เอานโยบายใหม่ๆ มาพัฒนาเมือง ท้องถิ่น จังหวัด ยืนยันว่าจะไม่มีการใช้เงินซื้อเสียง เพราะเป็นจุดเริ่มต้นของการคอร์รัปชัน ถ้าเราใช้เงินในการทำงานการเมืองเมื่อใด เมื่อมีอำนาจก็จะใช้อำนาจนั้นในการถอนทุนคืน ซึ่งไม่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน และทำให้ประชาธิปไตยไม่เข้มแข็ง
    "สิ่งที่เราต้องการคือทำงานการเมืองโดยไม่ใช้เงิน ไม่ใช้อิทธิพล ไม่ใช้เครือข่ายราชการ เราจะทำงานการเมืองแบบที่อนาคตใหม่เคยทำมาคือ การใช้ความคิดเป็นตัวนำ ความสร้างสรรค์ และนโยบาย"
     ผู้สื่อข่าวถามว่า มีแนวคิดจะส่งผู้สมัครลงแข่งขันผู้ว่าฯ กทม.หรือไม่ ประธานคณะก้าวหน้าตอบว่า ตอนนี้เรายังไม่ได้ให้ความสำคัญถึงตรงนั้น เรายังอยู่ระดับนายก อบจ. เทศบาล และ อบต. ในส่วนของ อบจ. 18 จังหวัด เรายังจะเปิดรับเรื่อยๆ สำหรับทุกคนที่สนใจ ส่วนในระดับเทศบาลและตำบลคงไม่ใช่ 18 จังหวัด แต่เป็นทั่วประเทศ ดังนั้นหากใครที่เบื่อ ทนไม่ไหว ที่เห็นบ้านตัวเองไม่ได้รับการพัฒนา อยากเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดตัวเองให้สวยงามและน่าอยู่ มาร่วมกับคณะก้าวหน้า โดยไม่จำเป็นต้องเป็นตระกูลการเมืองหรือเป็นคนที่มีชื่อเสียง
    ต่อมานายธนาธรกล่าวเปิดการอบรมตอนหนึ่งว่า เรื่องการเลือกตั้งท้องถิ่นนั้น เรามีความตั้งใจไว้แล้วตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นพรรคอนาคตใหม่ ถ้าไม่ถูกยุบไปเสียก่อนก็ส่งแน่นอน แต่เมื่อถูกยุบจึงแยกออกเป็น 2 ส่วน คือ พรรคก้าวไกล ที่ ส.ส.ทำงานในสภาผู้แทนราษฎร กับคณะก้าวหน้า ที่กรรมการบริหารที่ถูกตัดสิทธิทางการเมืองทุกคนยังอยู่ครบและทำงานกันต่อ
    โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.งานรณรงค์ปักธงทางความคิด เช่น แก้รัฐธรรมนูญ ทลายทุนผูกขาด ยุติรัฐราชการรวมศูนย์ เป็นต้น 2.งานการเลือกตั้งท้องถิ่น ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เราจะส่งลงแข่งขันจากองค์กรบริหารการปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) จำนวน 7,800 องค์กร เป้าหมายของเราในการส่งครั้งนี้คือส่งมากกว่าครึ่ง นั่นคือ 4,000 แห่งทั่วประเทศในทุกระดับ
    นายธนาธรกล่าวอีกว่า การเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งนี้มีความสำคัญหลายประการ ได้แก่ 1.เป็นการเลือกตั้งท้องถิ่นครั้งแรกอย่างน้อยในรอบ 7 ปี ในยุคสมัยที่ผู้คนต้องการความเปลี่ยนแปลง ต้องการเห็นสิ่งใหม่ๆ นี่คือโอกาสดีที่เราจะได้เสนอคนใหม่ นโยบายใหม่ และรูปแบบการทำงานแบบใหม่ให้กับท้องถิ่น 2.เป็นการต่อสู้กับเผด็จการ เพราะภายหลังยึดอำนาจเมื่อปี 2557 คสช.ก็ได้ดึงอำนาจกลับเข้าสู่ส่วนกลางหมด ไม่ว่าจะเป็นการปลดนายกท้องถิ่น แต่งตั้งข้าราชการส่วนกลาง หรือแม้แต่ให้ทหารไปร่วมจัดสรรงบประมาณ เป็นต้น
    3.เป็นการยุติรัฐราชการรวมศูนย์ เพื่อให้ท้องถิ่นมีอำนาจ มีงบประมาณอย่างแท้จริง เราจะผนึกกำลังกันอย่างเป็นเอกภาพเพื่อทวงคืนอำนาจให้ท้องถิ่นได้ดูแลจัดการทรัพยากรและกำหนดอนาคตตัวเอง และ 4.นี่คือการเดิมพันครั้งสำคัญของประเทศ เราต้องการรวมคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเกิดตนเองมาทำงานด้วยกัน ที่ผ่านมาไม่เคยมีใครส่งเลือกตั้งท้องถิ่นในแคมเปญเดียวกันแบบนี้
    "เราจะส่งผู้สมัครลง อปท. 4,000 แห่ง ภายใต้ชื่อเดียวกัน อุดมการณ์เดียวกัน กรอบนโยบายแบบเดียวกัน ทำให้ประชาชนตื่นตัว เห็นความสำคัญ เพราะท้องถิ่นถ้าทำให้ดี อย่างมีคุณภาพ เราจะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยได้ อีกทั้งการเมืองท้องถิ่นเป็นสิ่งที่ยึดโยงกับประชาชน ตอบโจทย์คนท้องถิ่นอย่างแท้จริง"
    ประธานคณะก้าวหน้ากล่าวว่า ก้าวต่อไปของคณะก้าวหน้า เราจะใช้รูปแบบการทำงานแบบพรรคอนาคตใหม่มาทำงานกับการเลือกตั้งท้องถิ่น คือ  1.ไม่ซื้อสิทธิ์ ไม่ใช้เงินซื้อเสียง เราจะไม่ใช้เงินทำงาน เพราะเมื่อไหร่ที่ใช้เงิน พอมีอำนาจก็อาจเข้าไปทุจริตคอร์รัปชันถอนทุนคืน ดังนั้น อาวุธของเราที่สำคัญคือความคิดและการรณรงค์ 2.ไม่ใช้อิทธิพล
    ทั้งนี้ การเลือกตั้งระดับชาติที่ผ่านมาความรุนแรงน้อยลง ซึ่งถือเป็นพัฒนาการที่ดี เราหวังว่าเลือกตั้งท้องถิ่นคงเป็นเช่นกัน เรายืนยันจะไม่ใช้อิทธิพล แต่สิ่งที่จะใช้คือแนวคิดที่ถูกต้อง นโยบายที่ดี แคมเปญการรณรงค์ที่มีพลัง พวกเราเคยเขย่าประเทศไทยมาแล้วด้วยกันในการเลือกตั้งระดับชาติเมื่อต้นปีที่แล้ว
    นายธนาธรกล่าวว่า วันนี้ขอเชิญชวนทุกคนมาเขย่าประเทศไทยด้วยกันอีกครั้งในระดับรากฐาน จากระดับการเลือกตั้งท้องถิ่น ให้ขีดการเลือกตั้งเป็นที่ส่งเสียงความต้องการประชาชนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง ให้ขีดการเลือกตั้งที่เป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของประชาชนในการสร้างความเปลี่ยนแปลงกลับมามีพลังอีกครั้ง มาทำงานร่วมกัน เราเคยทำได้แล้วในการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 ครั้งนี้ไม่รู้ว่าเลือกตั้งท้องถิ่นจะเกิดอีกเมื่อไหร่ แต่เชื่อว่าถ้ายึดแนวทางที่ถูกต้อง อุดมการณ์ที่ถูกต้อง วิธีการที่ถูกต้อง เราจะทำสำเร็จอีกครั้ง
    "วันนี้คณะก้าวหน้าพร้อมจะเขย่าการเมืองท้องถิ่น เพื่อปลุกความหวังของผู้คน เพื่อปลดปล่อยศักยภาพของถิ่น ตนอยากฝากไปถึงประชาชนทุกคนว่า ถ้าที่ผ่านมาท่านเลือกอนาคตใหม่ แต่กลับได้อนาคตเก่า ดังนั้นนี่จะเป็นอีกครั้งที่จะแสดงพลัง ส่งเสียงตัวเองว่าประเทศต้องการอะไร ผ่านการเลือกตั้งท้องถิ่นที่เป็นฐานที่มั่นสุดท้ายของประชาชนที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลง"
    นายธนาธรกล่าวว่า ผู้สนใจอยากร่วมสร้างความเปลี่ยนแปลง อยากพัฒนาบ้านเกิด หากท่านมีความมุ่งมั่น พร้อมปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองและท้องถิ่นของตัวเอง คณะก้าวหน้าเปิดกว้าง เราเปิดรับสมัครผู้มาร่วมเป็นตัวแทนลงเลือกตั้งท้องถิ่นในนามคณะก้าวหน้าด้วยกัน
    ด้านนายชำนาญ จันทร์เรือง กรรมการบริหารคณะก้าวหน้า อดีตกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ กล่าวอภิปรายเรื่อง "แนวคิดจังหวัดจัดการตนเองและการเคลื่อนไหวถึงปัจจุบัน" ช่วงหนึ่งว่า จังหวัดจัดการตนเองเริ่มจากเมื่อปี 2550 จากการเสนอแนวคิดร่าง พ.ร.บ.บริหารราชการเชียงใหม่มหานคร ซึ่งตนเป็นประธานร่างกฎหมายฉบับนี้ รณรงค์ขับเคลื่อนกลุ่มเชียงใหม่จัดการตนเอง โดยหลักการยกเลิกราชการบริหารส่วนภูมิภาค มีผู้ว่าราชการมาจากการเลือกตั้ง มีการแบ่งหน้าที่กันทำงาน การให้มีสภาพลเมืองที่มีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบ และการปรับโครงสร้างด้านภาษี โดยภาษีทุกชนิดที่เก็บได้ในพื้นที่จะส่งคืนรัฐบาลส่วนกลางร้อยละ 30 และคงไว้ที่จังหวัดร้อยละ 70 ขณะที่จังหวัดอื่นก็เคลื่อนไหวรณรงค์ แต่เกิดรัฐประหารเสียก่อน เครือข่ายจังหวัดจัดการตนเองแม้ไม่ได้เคลื่อนไหวในช่วงนั้น เราก็ทำเรื่องต่างๆ ถอดบทเรียนกัน
    เขากล่าวด้วยว่า หลังมีการเลือกตั้งทั่วไป 2562 เกิดขึ้น ตนได้รับเลือกเป็น ส.ส. ก็มีโอกาสเป็นประธานอนุกรรมาธิการปกครองท้องถิ่นฯ ก็นำเรื่องนี้กลับขึ้นมาใหม่ เป็นร่าง พ.ร.บ.ระเบียบบริหารจังหวัดจัดการตนเอง ใช้ฐานเดิมมายกร่าง พิจารณาหลายมาตราไปเกือบเสร็จ พวกตนก็ถูกสั่งยุบพรรคอนาคตใหม่ ต้องออกมาข้างนอก แต่เขาก็ยังดำเนินการต่อ ตั้งตนเป็นที่ปรึกษากรรมาธิการฯ เชิญไปพรีเซนต์วันพุธ (8 ก.ค.) ที่จะถึงนี้ เพื่อจะเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร และตนเชื่อว่าคงไม่มีพรรคไหนที่จะคัดค้าน เพราะทุกพรรคไปหาเสียงหมดเรื่องกระจายอำนาจ ลดอำนาจรัฐเพิ่มอำนาจประชาชน ขอให้สำเร็จได้ และเสนอลงประชามติจังหวัดจัดการตัวเองขึ้นมา
    วันเดียวกันนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย ในฐานะที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค และรองประธานคณะกรรมการสรรหาผู้สมัครรับเลือกตั้ง พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ถึงการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งซ่อมเขต 5 จังหวัดสมุทรปราการ ว่าวันที่ 10 กรกฎาคมนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารพรรคจะได้มีการลงมติรับรองตัวผู้สมัครที่จะเป็นตัวแทนของพรรคในการลงสมัครรับเลือกตั้งในเขตดังกล่าว ส่วนการตั้งผู้อำนวยการการเลือกตั้งซ่อมในเขตดังกล่าวของพรรคนั้น ทางพื้นที่กับตัวผู้สมัครจังหวัดสมุทรปราการจะต้องไปพูดคุยกันก่อนว่าเห็นใครเหมาะสม จากนั้นจึงส่งชื่อให้คณะกรรมการบริหารพรรคพิจารณาให้ความเห็นชอบและเซ็นแต่งตั้งต่อไป.

 

 

05 กรกฎาคม พ.ศ. 2563

หน้าหนึ่ง ไทยโพสต์

 

 

'การอยู่-การไป' ของสมคิด

 

        อยากรู้ใช่มั้ย ว่าจะปรับ ครม.เมื่อไหร่?

                วันนี้ มีคำตอบ.......

            คำตอบไม่ได้มาจากนายกฯ หากแต่มาจากไทม์ไลน์สภา ว่าด้วยการจัดทำงบประมาณแผ่นดิน ปี  ๒๕๖๔

            ถ้าจะปรับ

            ช่วงนั้น ความ "สมเหตุ-สมผล" ลงตัวที่สุด!

            การพิจารณางบฯ ปี ๖๔ ยอดรวม ๓.๓ ล้านล้าน ตามที่รัฐบาล-ค้านตกลงเวลากัน น่าจะโหวตรับหลักการวาระแรกไปเมื่อคืน (๓ ก.ค.๖๔)

            ขั้นตอนต่อจากนี้

            ตั้งคณะกรรมาธิการฯ ๗๒ คน เพื่อพิจารณาและแปรญัตติภายใน ๓๐ วัน สู่วาระ ๒ และ ๓

            ต้องให้เสร็จก่อน ๑๐๕ วันตามเงื่อนไขกฎหมาย

            คือก่อน วันที่ ๒๘ กันยายน พ.ร.บ.งบฯ ปี ๖๔ ต้องจบในชั้นสภาผู้แทนฯ และส่งเข้าสู่สภากลั่นกรอง คือวุฒิสภา

            จากนั้น นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย.....

            เพื่อทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยและทรงลงพระปรมาภิไธย ประกาศใช้ต่อไป

            สรุป "กรกฎา-สิงหา-กันยา" เรื่องปรับ ครม. "ยังไม่ต้องพูดถึง"!

            ทีมสมคิด "อุตตม-สนธิรัตน์-สุวิทย์-กอบศักดิ์" อยู่หรือไป ยังไม่ต้องถามถึง ในเมื่อยังไม่มีการปรับ "๔ กุมาร" ก็ยังคงเดิม

            ไตรมาส ๔ "ตุลา" นั่นแหละ

            "พรรคหลัก-พรรคร่วม" ที่กลั้นอยากมานาน คงถึงคราวปลดปล่อย ตั้งรัฐบาลเป็นทีม A ทีม B  ขนาดนั้น ก็ไม่แน่ใจจะ "ครบอยาก-ครบคน" หรือไม่?

            เอาเป็นว่า ราวๆ ตุลา ถ้าปรับ ครม.จริง

            แล้วทีมสมคิด "ยังอยู่" หรือ "ต้องไป" นี่เป็นคำถามสุดท้าย ที่ต้องร่อนตะแกรงหาคำตอบ

            เชื่อว่าคนที่ประกาศ "ใครจะเสนอใครมาก็ได้ แต่การตัดสินใจอยู่ที่ผม" คนนั้น มีความคิดสำเร็จรูปอยู่ในใจแล้ว

            "ลุงป้อม".........

            หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็คง "แล้วแต่ตู่" ตั้งนานแล้วด้วย!

            ลองมาร่วมคิดกันเล่นๆ ก็ได้ ในประเด็น "ทีมสมคิด" ยังอยู่หรือต้องไป?

            กุญแจไขคำตอบ อยู่ตรง "โควิด" สร้างยุค New Normal!

            เราจะเห็นว่า ตั้งแต่ต้นปีเรื่อยมา โควิดเหมือนกองทัพยกมาโจมตีประเทศ "อาจารย์แพทย์" ทำหน้าที่ทัพหลวงออกบัญชาการรบ

            เมื่อศึกประชิดเมือง ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้าทำมาหากินไม่ได้

            ท่านรองฯ สมคิดและรัฐมนตรีอุตตม รับคำสั่งนายกฯ ทำหน้าที่ด้านพลาธิการ จัดหาเสบียงกรัง

            ส่วนเฉพาะหน้า.......

            ต้องบริหาร "ยึดประชาชนทุกสาขาอาชีพเป็นที่ตั้ง" ในภาวะไม่เป็นอันได้ทำกิน "ทีมสมคิด" ต้องทำให้ประเทศไม่วิกฤติทางเศรษฐกิจและการคลัง

            และ "เงิน" จะต้องหมุนไปสู่กระเป๋าประชาชนทุกคน-ทุกสาขาอาชีพ พอปะทะ-ปะทังกันไป เพื่อหมุนเฟืองเศรษฐกิจ-การค้า ไม่ให้ขาดลมหายใจ

            และจากปัจจุบันสู่อนาคต.......

            สถานการณ์โควิด เปลี่ยนโลก เปลี่ยนโครงสร้าง "วิถีชีวิต-เศรษฐกิจ-การค้า-การลงทุน" ไปทั้งหมดแล้ว

            ซึ่งนั่น สำคัญนัก!

            เป็นหน้าที่สมคิด "ผู้บัญชาการทัพเศรษฐกิจ" และอุตตม "ขุนคลัง" ต้อง "กำหนดทิศ-กำหนดทุน" รองรับสังคมใหม่

            เป็นภารกิจ "เป็น-ตาย" ที่ผู้บัญชาการใหญ่ประเทศ คือนายกฯ มอบหมาย ห้ามพลาด

            ต้องนำประเทศแลนดิงลงสนาม New Normal ให้รอดและปลอดภัย เป็นปัจจุบันเชื่อมต่ออนาคต เป็นไทยยุคใหม่

            ไทยยุค "Big Data"!

            สังคมโลกต่อจากนี้ไป กลไกระบบดิจิทัลจะเป็นตัวขับเคลื่อน "วิถีชีวิต-เศรษฐกิจ-การสังคม" ของมนุษย์ทั้งโลก

            เราไม่ไป.......

            ก็หมายความว่า พอใจคืนประเทศสู่มิติหลังเขา

            แต่เรายังต้องการอยู่ร่วมสังคมโลก ดังนั้น จำเป็นต้องหมุนตามโลกไปกับเขา

            บางคนอาจถาม ไหน...Big Data อะไรที่ว่านั่น?

            ขอถามว่า......

            ท่านมีบัตรสวัสดิการประชารัฐ ที่เรียก "บัตรคนจน" กันหรือเปล่า ท่านลงชื่อรับเงิน ชิม-ช้อป-ใช้ "แอปเป๋าตัง-เป๋าตุง" กันหรือเปล่า?

            ท่านมีบัตรประกันสังคมหรือเปล่า ท่านเป็นคนพิการ ท่านเป็นผู้สูงอายุ, คนชรา แม่เลี้ยงเดี่ยว หรือเปล่า?

            ท่านรับเงินคนละ ๕ พัน ๓ พัน และสารพัด-สารพันแจกจากรัฐบาลกันหรือเปล่า?

            ท่านใช้แอป "ไทยชนะ" กันหรือเปล่า ท่านเป็นเกษตรกรกันหรือเปล่า ท่านเป็นผู้ว่างงานกันหรือเปล่า?

            นี่ ตอนนี้ เห็นว่าจะแจกเงินให้เที่ยวกันอีกมิใช่หรือ?

            นั่นคือ คนไทย ๗๐ ล้าน เวลานี้..........

            ขณะนี้ กว่า ๔๐-๕๐ ล้านคน ท่านเป็นมนุษย์สังคม Big Data สู่ยุค New Normal กันแล้วโดยไม่รู้ตัว!

            ไม่ว่า พ่อเฒ่า แม่แก่ ลุง ป้า น้า อา เด็กเล็ก เด็กใหญ่ จะเป็น เศรษฐี ยาจก วณิพก ขอทาน

            ที่ร้องกันว่า ทำไม่เป็น ไม่รู้เรื่อง วานลูกหลานกรอกข้อมูล ทำบัตร ทำแอป ต่างๆ นานาเหล่านั้น

            ที่กรอกๆ กันไป..........

            ข้อมูลที่กรอก มันไปรวมอยู่ในฐานข้อมูลขนาดใหญ่ของรัฐบาลที่เรียก Big Data เรียบร้อยหมดแล้ว

            รองฯ สมคิด ขุนคลังอุตตม และกระทรวงต่างๆ อีก ๔-๕ กระทรวง ค่อยๆ ทดลองระบบผ่านโครงการต่างๆ ตามเห็นในรอบ ๒-๓ ปีที่ผ่านมา

            และตอนนี้ เริ่มเข้าที่ จนไทยเราจะใช้เงินดิจิทัลแทนเงินกระดาษกันอีกไม่นานจากนี้

            ต่อไป ยุค New Normal ใช้บัตร ใช้แอปเป๋าตังแทนเงินสด จะซื้ออะไร แค่แตะ แค่ยกมือถือจ๊ะเอ๋กัน เสร็จแล้ว

            หรือจะไปติดต่อราชการ ไม่ต้องไปซีรอกซ์ ไม่ต้องหอบเอกสาร-สำเนา ไปเป็นปึกๆ

            แค่บัตรใบเดียว เกี่ยวกับตัวเรา พรวดออกมาหมด!

            Big Data คือระบบฐานข้อมูลจากเลขประจำตัว ๑๓ หลักนั่นแหละ

            แล้วรัฐบาลแอบไปล้วงประวัติส่วนตัวอันเป็นข้อมูลตัวเราตั้งแต่เมื่อไหร่...........

            ละเมิดสิทธิส่วนบุคคลนะเนี่ย?

            อย่างนี้ต้องให้ปิยบุตรพาไปร้องสภากงว็องซียง ของแซ็ง-ฌุสต์ ที่ฝรั่งเศสซะละมั้ง?

            เปล่าหรอก รัฐบาลไม่ได้แอบล้วง

            หากแต่พวกเราที่มีบัตร มีแอป รับเงิน สมัครรับแพ็กเกจต่างๆ เต็มใจให้ข้อมูลส่วนตัวกับรัฐบาลไปเอง

            ต่อไปนี้ สมมุติ เกิดอุบัติภัย น้ำท่วม ไฟไหม้ หรืออะไรก็ตามเกี่ยวกับประชาชนที่รัฐต้องดูแลช่วยเหลือ

            ด้วยฐานข้อมูล Big Data "รัฐ-ประชาชน" ถึงตัวกันโดยตรง ปัญหาซ้ำซ้อนต่างๆ จะหมดไป

            คร่าวๆ นี่ เป็นโครงงานปัจจุบัน ที่จะเปลี่ยนอนาคตประเทศ ทั้งหลายนี้ เป็นภารกิจ กำลังพัฒนาต่อเนื่อง

            แล้วตอบกันซิ ถ้าปรับ ครม.ให้รองฯ สมคิด รัฐมนตรีอุตตม ออกไป

            โลกไม่แตกหรอก..........

            แต่ภารกิจอันเป็นโครงสร้างหลักทางเศรษฐกิจ-การคลัง ที่สัมพันธ์ถึงฐานรากประชาชน ที่กำลังเดินๆ อยู่

            ไม่สะดุด จนพาที่ลงทุนทำมาทั้งหมดพังไปหรือ?

            นี่ยังไม่พูดถึง อีอีซี โครงการชี้ชะตาอนาคตประเทศ จริงอยู่ สมคิดไป คนอื่นก็ทำต่อได้

            แต่กับงานที่ค้างคา คนกำลังทำอยู่ต้องไป คิดหรือว่า คนเข้ามาใหม่ จะเข้าใจแล้วสานต่อเดินหน้าได้ทันที-ทันใด?

            และคิดหรือ คนมาใหม่ จะไม่เปลี่ยนเป้าเจตนา และยักเยื้องรายทางโครงการ จนลำไม้ไผ่กลายเป็นบ้องกัญชา?

            ยิ่งยุบสภา "เลือกตั้งใหม่"

            ผมว่า ที่กำลังทำทั้งหมด "ฉิบหาย" ทันที ด้านเชื่อมั่นนักลงทุน

            เวลา ๕-๖ ปี กับเงินมหาศาลเพื่อก่อร่างสร้างอนาคตชาติ-ประชาชน หายวับไปกับการเมืองเรื่องแย่งเก้าอี้ระบบสภา

            เพราะช่วงรอยต่อโควิดซึ่งยังหาจุดสะเด็ดน้ำไม่ได้นี้ ถ้าเลือกตั้งใหม่ กว่าจะได้รัฐบาลมาบริหาร

            เร็วที่สุด ก็ไม่หนี ๖ เดือน

            ถามว่า ๖ เดือนช่วง "รัฐบาลรักษาการ" กับสถานการณ์โควิดจริง เหมือนศัตรูที่ยังล้อมกรุงอยู่

            จะทำไง?......

            ในเมื่อรัฐบาลรักษาการ "สั่งสู้-สั่งถอย" อะไรไม่ได้ทั้งนั้น เพราะไม่มีอำนาจทางนโยบาย

            นี่คือโจทย์ ปรับ ครม. "ปรับได้" แต่ปรับเอา "สมคิด-อุตตม" ออก มันยาก ในทาง "งาน" ของประเทศ

            ยิ่ง "ยุบสภา-เลือกตั้งใหม่"..........

                โควิดไปสนิทเมื่อไหร่ นั่นแหละค่อยว่ากัน. 

 เปลวสีเงิน คนปลายซอย 'การอยู่-การไป'-ของสมคิด

 

'ภราดร'สวมบทกูรูฟันฉับ!แก้ปัญหาศก.ต้องเปลี่ยนรัฐบาลอย่างเดียว

 
 

5 ก.ค.63-พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขานุการคณะกรรมการกิจการพิเศษพรรคเพื่อไทย(พท.) กล่าวถึงการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2564 ว่า เป็นร่างพ.ร.บ.งบประมาณที่ไม่ตอบโจทย์ที่จะรับมือกับวิกฤติประเทศจากโควิดแผนงานที่จัดเป็นรูปแบบเดิม โดยเฉพาะเรื่องของกองทัพที่มีการจัดซื้ออาวุธทั้งที่ควรชะลอไว้ก่อน เพื่อนำงบมาแก้ปัญหาเรื่องสุขภาพ ตอนนี้สิ่งที่ประชาชนคาดหวังมากที่สุดคือการแก้ปัญหาด้านเศรษฐกิจและการอำนวยความยุติธรรมแก้ความเหลื่อมล้ำ แต่เรื่องเศรษฐกิจพิสูจน์แล้วว่าฝีมือของรัฐบาลพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและรมว.กลาโหม ไม่ถึง เพราะจัดงบขาดดุลปีละประมาณ 5 แสนล้านมาตลอด 6 ปี เมื่อเจอวิกฤติคนก็คาดหวังต้องมีการปรับคณะรัฐมนตรี มาทำหน้าที่แทนทีมเศรษฐกิจชุดเดิม แต่ข่าวที่ออกมาเกี่ยวกับทีมเศรษฐกิจใหม่ก็ไม่เป็นที่เชื่อมั่นของประชาชน ยิ่งทำให้ประชาชนมองมุมกลับ เป็นวิกฤติซ่อนวิกฤติลากประเทศไปสู่ภาวะล้มละลาย 

"ตอนโควิดกู้มา 2 ล้านๆ ปี 64 งบขาดดุลก็เพิ่มเป็น 6 แสนล้าน มากกว่าที่ผ่านมา แต่คนมองว่ากลางปีรัฐบาลอาจต้องกู้เงินอีกเพราะปี 63 การเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า 1 แสนกว่าล้าน ตัวเลขที่กล่าวมาสะท้อนชัดว่ารัฐบาลนี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้ เพราะความเป็นมาไม่ชอบธรรม ฝีไม้ลายมือไม่ถึง ทำให้คนไม่เชื่อมั่น ยิ่งใช้กฎหมายพิเศษอีกยิ่งทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากนักลงทุน ทางออกมาทางเดียวคือต้องเปลี่ยนรัฐบาล รัฐบาลนี้เป็นเสียงข้างมากที่ไม่ชอบธรรมเพราะมีการดึงงูเห่าเข้าไปฝ่ายค้านจึงทำอะไรไม่ได้ ประกอบกับองค์กรอิสระต่างๆก็ยังเป็นที่สงสัยในแง่ความยุติธรรม จึงเป็นที่มาว่าเมื่อจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริงคือประชาชนต้องออกมาเรียกร้องเองและจะเป็นที่มาของม็อบต่างๆที่จะเคลื่อนไวเรียกร้องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล คิดว่าคงใช้เวลาอีกไม่นาน "

เดิมพันสูง! 'ชาญวิทย์' หวัง 'ธนาธร' ชนะเลือกตั้งท้องถิ่น เบิกทางพลิกโฉมประเทศจากเบื้องล่าง

 

5 ก.ค.63 - นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กสนับสนุนนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ แกนนำคณะก้าวหน้า ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยระบุว่า ขอให้เจริญๆๆๆ ขอให้ชนะ ๆๆๆ Local Government in Thailand ลงท้องถิ่นอยู่กับประชาชนดีแล้วครับ ผลักดันให้ 'การบริหารส่วนภูมิภาค' เป็นประชาธิปไตยสากล คนเท่ากัน ก็อาจช่วยให้ 'ส่วนกลาง-ชาวกรุง' 'ส่วนภูมิภาค' เจริญ มีอารยะขึ้นมาได้บ้าง

เราเสียเวลา หมกมุ่น กับส่วนกลาง/ส่วนภูมิภาค มา 88 ปีแล้ว เปลี่ยนโลกของคนไทย จากเบื้องล่างน่าจะดีกว่าครับ

ขณะเดียวกัน นายชาญวิทย์ เกษตรศิริ ได้แชร์ข้อความจากเพจเฟซบุ๊ก ขยะมรสุม Monsoon Garbage Thailand โพสต์เรื่องนายธนาธรเดินเก็บขยะชายหาดป่าตอง จังหวัดภูเก็ต มีเนื้อหาดังนี้ ธนาธรมาทำไม เดินเก็บขยะหาดป่าตอง ข้ามคลองไปหาดแม่ขัน ไปดูจุดที่ปูเสฉวนปะปนกับขยะ คุยเรื่อง พ.ร.บ.ของกรมทะเล คุยเรื่องปูเสฉวนปูลม หอยมือเสือ ปะการัง เรื่องน้ำเสีย เรื่องขยะ ตามที่ต่างๆ คุยเรื่องพี่น้องทุกท่านที่เดินเก็บตามที่ต่างๆ คุยเรื่อง คนบริจาคเปลือกหอย คุยทุกเรื่อง เผื่อว่าจะมีเรื่องใดเข้าไปถึงกรรมาธิการสิ่งแวดล้อมได้บ้าง

ขอบพระคุณทุกคน ขอบคุณพี่เอก (ธนาธร) ที่ลงมาเดินกับเรา ขอบคุณเพื่อนๆพี่น้องของผม ทีมโรมทุกท่าน คณะก้าวหน้า พี่ๆพรรคก้าวไกล โค้ชแซม Godzilla สีเขียว บังไหว แทรสฮีโร่ป่าตอง เบย์วอชป่าตอง

ขอบพระคุณกระสอบข้าวที่นำมาใช้เก็บขยะ และทุกท่านที่มา ผมเดินได้กับทุกคน ใครอยากมารับฟังผมเอาหมด

"ถ้าคิดว่า ผมอิงการเมือง ตอบว่าใช่ครับ" ถ้าใครเชิญท่านนายกฯประยุทธ์ จันทร์โอชา มาเดินกับผมได้ผมก็จะเดินไปคุยไปแบบเดียวกัน ถ้าประโยชน์ตกต่อพื้นแผ่นดินนี้ได้ผมทำหมด

 ชาญวิทย์-เกษตรศิริ ธนาธร-จึงรุ่งเรืองกิจ คณะก้าวหน้า เลือกตั้งท้องถิ่น

 

ซูเปอร์มาร์เก็ตผู้ดีเชื่อ'พีตา' แบนกะทิไทยใช้แรงงานลิง คู่หมั้นนายกฯผสมโรงด้วย

 
 

บีบีซีเผย ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งในอังกฤษเลิกขายผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวที่ได้จากการใช้แรงงานลิง "พีตา" ระบุสวนมะพร้าวไทยบังคับลิงเก็บมะพร้าวได้วันละ 1,000 ลูก ขณะ "แคร์รี ไซมอนด์ส" คู่หมั้นนายกรัฐมนตรีอังกฤษ เรียกร้องซูเปอร์มาร์เก็ตทุกแห่งพร้อมใจกันบอยคอต

    รายงานในเว็บไซต์ของบีบีซีเมื่อวันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2563 กล่าวว่า ซูเปอร์มาร์เก็ตหลายแห่งเก็บผลิตภัณฑ์ที่ทำจากมะพร้าว เช่น กะทิ, น้ำมะพร้าว และน้ำมันมะพร้าว ออกจากชั้นวาง หลังจากมีการเปิดเผยว่าผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้มาจากการเก็บผลผลิตโดยใช้แรงงานลิง

    องค์กรพิทักษ์สัตว์ (พีตา) กล่าวว่า ลิงกังในไทยถูกจับออกมาจากป่าแล้วฝึกให้เก็บมะพร้าว สัตว์พวกนี้ถูกปฏิบัติเหมือน "เครื่องจักรเก็บมะพร้าว"

    ข้อมูลขององค์กรเอกชนแห่งนี้กระตุ้นให้ซูเปอร์มาร์เก็ตเวทโทรส, โอคาโด, โค-ออป และบูตส์ ประกาศจะยุติการขายสินค้าเหล่านี้ ส่วนมอร์ริสันเผยว่าได้เก็บผลิตภัณฑ์ที่มาจากมะพร้าวที่ใช้แรงงานลิงออกจากชั้นวางขายสินค้าแล้ว

    แคร์รี ไซมอนด์ส นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นคู่หมั้นของนายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน ทวีตเมื่อเช้าวันศุกร์ เรียกร้องให้ซูเปอร์มาร์เก็ตทุกแห่งบอยคอตผลิตภัณฑ์เหล่านี้ ส่วนทวีตในเวลาต่อมาเธอเจาะจงเรียกร้องห้างค้าปลีกเทสโกให้เลิกขายผลิตภัณฑ์พวกนี้ด้วย

    พีตาอ้างว่า พวกเขาตรวจพบว่าสวนมะพร้าว 8 แห่งในไทยบังคับให้ลิงเก็บมะพร้าวที่ส่งออกไปขายทั่วโลก ข้อมูลของพีตานั้นกล่าวว่า ลิงกังตัวผู้สามารถเก็บมะพร้าวได้ถึงวันละ 1,000 ลูก ในขณะที่คนเก็บมะพร้าวได้วันละประมาณ 80 ลูก

    รายงานบีบีซียังกล่าวด้วยว่า องค์กรพิทักษ์สัตว์แห่งนี้อ้างว่าพวกเขาค้นพบ "โรงเรียนฝึกลิงหลายแห่ง" ที่ฝึกให้ลิงเก็บผลไม้ รวมถึงขี่จักรยาน หรือเล่นบาสเกตบอล เพื่อให้ความบันเทิงแก่นักท่องเที่ยว ลิงในโรงเรียนเหล่านี้ หลายตัวถูกจับออกมาจากป่าอย่างผิดกฎหมายตั้งแต่เด็ก พวกมันมีพฤติกรรมในแบบแผนเดียวกันที่บ่งชี้ถึงความเครียดอย่างที่สุด

    พีตากล่าวว่า ลิงหลายตัวโดนจับล่ามโซ่ไว้กับยางรถยนต์เก่าๆ หรือขังในกรงแคบๆ พวกเขายังได้รับคำบอกเล่าว่าลิงจะโดนถอนฟันทิ้งถ้าพวกมันพยายามกัดคนฝึก

    เอลิซา อัลเลน ผู้อำนวยการพีตา กล่าวว่า สัตว์แสนรู้เหล่านี้ถูกปฏิเสธการกระตุ้นทางจิตใจ, มิตรภาพ, เสรีภาพ และทุกสิ่งทุกอย่างที่จะทำให้ชีวิตของพวกเค้ามีคุณค่าต่อการมีชีวิตอยู่ ทั้งหมดนี้ก็เพื่อใช้ให้พวกเค้าเก็บมะพร้าว พีตาเรียกร้องให้คนดีๆ อย่าได้สนับสนุนการใช้แรงงานลิงด้วยการหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ทำจากมะพร้าวจากประเทศไทย.

 ......................................................
 
5 กรกฎาคม 2563
 
 

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน