*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-07-01
  • จำนวนเรื่อง : 4083
  • จำนวนผู้ชม : 2568900
  • จำนวนผู้โหวต : 529
  • ส่ง msg :
  • โหวต 529 คน
<< กรกฎาคม 2020 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 6 กรกฎาคม 2563
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 346 , 14:05:45 น.  
หมวด : ทั่วไป

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ในเมื่อปชป.เป็นเพียงพรรคร่วมก็จะต้องเจียมเนื้อเจียมตัว ดังเช่นที่นายจุรินทร์นำพาอยู่ขณะนี้ ทั้งนี้ ปชป.ได้โอกาสโชว์ฝีมือ

ให้คนเห็นเรียกคะแนนนิยมจนสำนักดุสิตโพลก็ยังให้คะแนนเยี่ยมในฐานะพรรคร่วมขณะนี้ ส่วนพรรคหลักแท้ๆ โพลกลับเห็นว่าต้อง

ปรับค.ร.ม.

 

 

'การเมือง' ที่ไม่มี 'วันพระ'


 
 

    วันนี้ แรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ เป็นวันเข้าพรรษา
    เมื่อพูดถึงคำว่า "เข้าพรรษา"
    สิ่งแรกที่คนไทยแทบทุกคนนึกถึง คือ คำว่า "ทำบุญ"
    เรื่องบุญนั้น..........
    "หลวงพ่อชา สุภัทโท" วัดหนองป่าพง บอกว่า
    "การทำบุญ โจรมันก็ทำได้ มันเป็นแค่ปลายเหตุ การไม่ทำบาปทั้งหลายทั้งปวง นั้นคือต้นเหตุ"
    นี้คือธรรมสัจจะ บางคนอาจนึก คำของหลวงพ่อชา ฟังแล้วเก็ตทันที แต่ดูบ้านๆ
    ก็อยากจะบอกว่า.........
    บ้านๆ นี่แหละ คือ "หัวใจธรรม" ทั้งหมดใน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ ที่เรียก "หัวใจพระปาฏิโมกข์" อันถือเป็น "หัวใจพระพุทธศาสนา"
    "เหตุและผล" คือ หลักของพระพุทธศาสนา
    การไม่ทำบาปทั้งปวง, การทำกุศลให้ถึงพร้อม, การทำจิตใจของตนให้ผ่องใส คือ หัวใจพระพุทธศาสนา
    ครั้งพระพุทธองค์ ทรงส่งพระอริยสงฆ์แยกเป็นสายๆ ออกเผยแผ่พระพุทธศาสนา ทรงให้ยึดหลัก ๓  ประการนี้ในการเผยแผ่
    -สัพพะปาปัสสะ อะกะระณัง ไม่ทำความชั่วทุกอย่าง หมายถึง........
    การไม่ประพฤติชั่วทางกาย วาจา ใจ คือไม่ทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น
      -กุสะลัสสูปสัมปะทา ทำแต่ความดี 
    หมายถึง..........
    การประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ คือทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความสุข ความเจริญ แก่ตนเองและผู้อื่น
      -สะจิตตะปะริโยทะปะนัง ทำใจให้ผ่องใส 
    หมายถึง..........
    การอบรมจิตใจของตนเองให้บริสุทธิ์สะอาด ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คือ ความโลภ ความโกรธ  ความหลง
    นี้คือ "ต้นเหตุ" แห่งบุญแท้
    ไม่ใช่ ชั่วทั้ง กาย-วาจา-ใจ ทุกวัน-ทุกเวลา ได้ไปเวียนเทียน ใส่ซองทอดกฐินซักครั้ง ก็ทึกทัก ว่าทำบุญ-ได้บุญแล้ว
    มันเป็นอย่างที่หลวงพ่อชาบอกนั่นแหละ.....
    "การทำบุญ โจรมันก็ทำได้ เป็นแค่ปลายเหตุ"
    จะได้บุญมั้ยล่ะ ในเมื่อ "ต้นเหตุ" คือวันๆ ใจหมกมุ่นครุ่นคิดแต่จะหมายปองจ้องร้ายคนอื่นเขาร่ำไป
    วันนี้ กูจะปั่นเฟกนิวส์ใส่ร้ายป้ายสีรัฐบาลเรื่องอะไรดี กูจะประดิษฐ์คำ-พลิกประเด็นด่านายกฯ ให้แสบสันอย่างใดดี กูจะคิดแผนชั่ว-เรื่องชั่ว ทำลายบ้านเมืองอย่างใดดี?
    เนี่ย.......
    แบบนี้ ถึงจะทอดกฐินร้อยวัด ก็ไม่แน่จะได้บุญ เพราะมันเป็นแค่ "ปลายเหตุ"!
    ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สภาผู้แทนประชุมพิจารณา พ.ร.บ.งบประมาณ ปี ๖๔ 
    เห็น ส.ส.พรรคก้าวไกล มีทั้งหญิง ทั้งชาย ทั้งไม่หญิง-ไม่ชาย หลายคน พกไฟในหัวใจแสดงโวหาร เป้าหมาย พิฆาตคลั่งนายกฯ ประยุทธ์ 
    การแสดงออกแบบนั้น........
    เมื่อไหร่จะ "กุสะลัสสูปสัมปะทา" คือประพฤติชอบทางกาย วาจา ใจ ทำสิ่งที่ก่อให้เกิดความสุข ความเจริญ แก่ตนเองและผู้อื่นล่ะ?
    ดูหน้าจอโทรทัศน์ เห็นนายกฯ ชี้แจง ที่ ส.ส.ก้าวไกลนางหนึ่งอภิปรายว่า นายกฯ มองคนเห็นต่างเป็นศัตรู
    นายกฯ ชี้แจง เนื้อหาตามคำพูดบางตอน ว่า.........
    "หลายท่านเป็นคนรุ่นใหม่ ผมยอมรับว่าเขาพูดเก่ง แต่อย่ามากล่าวหาว่า ผมใช้กฎหมายไปกับผู้เห็นต่าง 
    กฎหมายก็อยู่ของกฎหมายเฉยๆ ผมก็นั่งอยู่ของผมเฉยๆ ใครผิดกฎหมายก็โดนลงโทษ จะให้ผมทำยังไง ให้ผมสั่งเขาได้ใช่ไหม 
    ถ้าผมสั่งได้ คงไม่เป็นแบบนี้ แต่ผมไม่ได้สั่ง ระวังตัวบ้างก็แล้วกัน กฎหมายมันมีผลบังคับใช้หมดทุกคน แม้กระทั่งผมเอง ผมก็ยอมรับกฎหมาย ......."
    เจตนาก็ชัดเจนในคำที่นายกฯ พูด 
    แต่คงเพราะบางคนขาดธรรมข้อ "สะจิตตะปะริโยทะปะนัง" จิตจึงหมกมุ่น ตกคลั่กอยู่แต่ในอารมณ์ "โลภ, โกรธ, หลง"
    ตัดฉับ เอาเฉพาะวลี "ระวังตัวบ้างก็แล้วกัน" ปั่นประเด็น ปั่นแฮชแท็ก โพนทะนา "นายกฯ ข่มขู่"!
    นี่...ต้นเหตุ จาก "อกุศลจิต" ของตัวเอง มุ่งบิดเรื่อง-บิดประเด็น หวังใส่ร้ายต่อนายกฯ
    นายกฯ ไม่ซวย แต่ตัวเองซวย เพราะผู้มีธรรมในหัวใจ เขารู้-เขาเห็น-เขาฟัง ออกมาเป็นพยานยัน "อิหยังของพวกสังคังสังคมกลุ่มนี้วะ"
    "ตัดประโยค-ตัดคำ" ไปทิ่มตำกันดิบๆ ด้านๆ ต่อหน้า-ต่อตาประชาสังคมขนาดนี้เชียวหรือ?
    ประชาชนเดี๋ยวนี้ ยึดเหตุและผล เป็นหลักในการรับรู้ข่าวสารบ้านเมืองดีขึ้นผิดหู-ผิดตากว่าแต่ก่อนมาก
    เป็นเรื่องน่าดีใจนะ ในระบอบประชาธิปไตย เมื่อชาวบ้านเสพการเมืองแบบมีหลักการ 
    นักกินเมือง นักปลุกปั่นเมือง ไม่ว่ารุ่นใหม่-รุ่นเก่า ที่อาศัยคราบระบบเลือกตั้ง หวังเข้ามาด้วยทุจริต-คิดไม่ชอบ จะค่อยๆ ถูกชาวบ้าน ใช้บั้นท้ายเท้าเขี่ยออกไป
    อย่างเรื่อง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน รัฐบาลคงไว้เป็นเครื่องมือปราบโควิด "เผื่อจำเป็น" จะได้ออกมาตรการทันท่วงที
    ประชาชนเข้าใจ รัฐบาลคงไว้เฉยๆ ในทางปฏิบัติทั่วไปไม่ได้ใช้ พ.ร.ก.นั้น ไขว้เขวไปทางใช้กำจัดกากเดนใดเลย
    ก็มีแต่พวกจิตอกุศล จ้องคิดชั่ว-ทำชั่วต่อบ้านเมืองเท่านั้น ดิ้นเร่าๆ เหมือนผีเข้าถูกข้าวสารเสก  ร้องแรกแหกกระเชอ รัฐบาลคงไว้หวังใช้ปราบปรามฝ่ายตรงข้าม
    ใครล่ะ ฝ่ายตรงข้าม?
    ถ้ามีคนคิดชั่ว-ทำชั่วต่อบ้านเมือง คนพวกนั้นแหละคือฝ่ายตรงข้าม แล้วที่ไหนในโลก เลี้ยงคนชั่วต่อชาติไว้บ้างล่ะ?
    คนคิดชั่ว-ทำชั่วกับบ้านเมือง เลี้ยงไว้ทำไม....... 
    กับสุจริตชน ประชาธิปไตยโดยธรรมชาติ ก็เป็นประชาธิปไตยพระ แต่กับทุจริตชน ธรรมชาติของประชาธิปไตย ก็ต้องเป็นประชาธิปไตยโจร ตามนัยของมัน!
    ๔-๕ วันก่อน........
    เห็น "รองโฆษกพลังประชารัฐ" คนหนึ่ง "น.ส.ทิพานัน ศิริชนะ" ตอบโต้เป็นข่าวทางโทรทัศน์และตามหน้าหนังสือพิมพ์ฟังแล้ว-อ่านแล้ว อดชมในใจไม่ได้
    เด็กคนนี้ "มีหลัก" ในการพูดจาแถลงโต้ แถลงแต่ละครั้ง ยึดเหตุผลและหลักกฎหมาย ไม่มุ่งทางสีสัน ปั่นวาทะหยาบกร้าน แต่แหลมคมทางมุมคิดและข้อเท็จจริง
    อย่างเรื่อง "นายปิยบุตร" โพสต์เฟซ...... 
    "ไม่มีความจำเป็นใดหลงเหลือ ในการคงประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน"
    รองโฆษกพลังประชารัฐ "น.ส.ทิพานัน" ชี้แจง "เผ็ดในเนื้อ" ได้น่าทึ่ง
    “พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ไม่มีเป้าหมายทางการเมือง ผลของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ทำให้ประเทศไทยควบคุมโรคได้ดี จนได้รับโอกาสต่างๆ เช่น สหภาพยุโรป ให้พลเมืองไทยได้รับอนุญาตเดินทางเข้าประเทศ 
    ต่างประเทศสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เนื่องจากมีความปลอดภัย และเชื่อว่าโอกาสต่างๆ จะตามมาอีกมาก 
    ในการพิจารณาคง พ.ร.ก.ฉุกเฉิน นั้น มีการพิจารณารอบด้านทุกมิติจากทีมแพทย์ ทีมสาธารณสุข ที่เกี่ยวข้อง ว่ายังมีความจำเป็น
    เพราะในเดือน ก.ค.จะมีการผ่อนคลายในระยะที่ ๕ ของกิจการและกิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูงในโซนสีแดง ล่อแหลมต่อการระบาดของโควิดมากที่สุด 
    ดังนั้น จึงต้องให้ความสำคัญในการป้องกันอย่างมาก จำเป็นต้องใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อไป เพราะเป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันการแพร่ระบาดระลอกใหม่
    คณะก้าวหน้ากลับไม่เคยก้าวเท้าออกมาจากบ้านลงพื้นที่ เพิ่งจะมีการลงพื้นที่ครั้งแรก คือวันที่ ๒๗  มิ.ย.ตามที่นายธนาธรได้ให้สัมภาษณ์ใว้ 
    ซึ่งเห็นได้ชัดว่า ระหว่างช่วงเวลาวิกฤติที่ผ่านมาเกือบ ๔ เดือน คณะก้าวหน้าไม่เคยได้รับฟังเสียงประชาชนจริงๆ เลย 
    การกล่าวอ้างต่างๆ ว่าเป็นเสียงของประชาชน อาจจะมาจากเสียงของแกนนำ ๓ คนที่คุยกันทางโทรศัพท์เท่านั้นหรือไม่ 
    ส่วนที่อ้างความเห็นสื่อญี่ปุ่นประกอบการวิพากษ์วิจารณ์จากห้องแอร์ของนายปิยบุตรนั้น ก็ดูตลก 
    เหมือนจัดฉากทำเป็นขบวนการ โดยให้ฝ่ายตัวเองให้ข่าวกับสื่อญี่ปุ่น แล้วเอาข่าวของสื่อญี่ปุ่นมากล่าวอ้างอีกที 
    เพราะไม่แน่ใจว่า......
    ข้อมูลที่สื่อญี่ปุ่นได้รับนั้น เป็นความเห็นฝ่ายเดียวจากความเห็นส่วนตัวของ ส.ส.พรรคก้าวไกลที่ให้สัมภาษณ์สื่อประเทศญี่ปุ่นเมื่อสัปดาห์ที่แล้วหรือไม่?    
    ไม่แน่ใจว่า การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายปิยบุตรเป็นไปเพื่ออะไรกันแน่ เพื่อประโยชน์ทางสุขภาพของประชาชน 
    หรือเพื่อประโยชน์ทางการเมืองของตนเอง”
    อืมมม.....
    คม สุภาพ แต่แสบ และบาดลึก นานๆ ได้เห็นคนรุ่นใหม่พลังประชารัฐ เป็นมวยหลักในการพูดจาสร้างภาพลักษณ์ให้พรรค "ได้รังวัด" แบบนี้!
    ก็คุยกันเท่านี้ละมัง.......
    ช่วงนี้ คงกระจัด-กระจายย้ายแยกไปอัดฉีดสภาพคล่องเข้าระบบผ่านการท่องเที่ยวกัน พุธนั่นแหละจะกะปลก-กะเปลี้ยมาทำงานกัน
    ฉะนั้น วันนี้ สัพพี ติโย แค่นี้ก่อนนะ.

 ............................................................

 มอง'อุตตม-สนธิรัตน์'ผลงานไม่เข้าตา

 

 

5 ก.ค. 2563 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลสำรวจของประชาชน เรื่อง “ปรับ ครม.?” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 29 – 30 มิถุนายน 2563 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษาและอาชีพทั่วประเทศ  รวมทั้งสิ้น จำนวน 1,251 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างด้วยวิธีแบบง่าย (Simple Random Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์     ทางโทรศัพท์โดยกำหนดค่าความเชื่อมั่นที่ร้อยละ 95.0

จากการสำรวจเมื่อถามถึงการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ของนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 43.09 ระบุว่า ควรปรับ ครม. ทั้งคณะ เพราะ การบริหารงานที่ผ่านมายังไม่ค่อยมีประสิทธิภาพ ยังไม่มีผลงานให้เห็นเด่นชัด และอยากให้   ท่านอื่นลองเข้ามาบริหารบ้าง รองลงมา ร้อยละ 39.89 ระบุว่า ควรปรับ ครม. บางตำแหน่ง เพราะ บางตำแหน่งยังทำงานไม่ตรงกับตำแหน่งที่ได้รับ อยากได้บุคคลเข้ามาทำงานเหมาะสมกับตำแหน่ง ร้อยละ 16.95 ระบุว่า ยังไม่ถึงเวลาปรับ ครม. เพราะ อยากให้การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID - 19 หมดจากประเทศก่อน ขณะที่บางส่วนระบุว่า ดีอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องปรับ ครม. และร้อยละ 0.07 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ด้านการปรับ ดร.อุตตม สาวนายน ออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.76 ระบุว่า ควรถูกปรับออกจากตำแหน่ง เพราะ การบริหารงานมีความล่าช้า ผลงานยังไม่มีความโดดเด่น ไม่เหมาะสมกับตำแหน่งที่ได้รับ   รองลงมา ร้อยละ 38.61 ระบุว่า ไม่ควรถูกปรับออกจากตำแหน่ง เพราะ การทำงานดีอยู่แล้ว นโยบายช่วยเหลือประชาชนดี ควรให้โอกาสในการดำรงตำแหน่งต่อไปก่อน ร้อยละ 14.95 ระบุว่า ไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี และร้อยละ 1.68 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ส่วนการปรับ นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ ออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 41.17  ระบุว่า ควรถูกปรับออกจากตำแหน่ง เพราะ ไม่มีผลงานให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ อยากได้บุคคลที่ตรงกับตำแหน่งเข้ามาทำงานมากกว่า รองลงมาร้อยละ 36.05 ระบุว่า ไม่ควรถูกปรับออกจากตำแหน่ง เพราะ ผลงานที่ผ่านมายังดีอยู่ อยากให้โอกาสอยู่ในตำแหน่งต่อเพื่อดูผลงานต่อไปร้อยละ 19.26 ระบุว่า ไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี และร้อยละ 3.52 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

สำหรับการปรับ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ ออกจากตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 37.73 ระบุว่า ไม่ควรถูกปรับออกจากตำแหน่ง เพราะ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส COVID - 19 ควรให้โอกาสในการดำรงตำแหน่งต่อไปก่อน รองลงมา ร้อยละ 36.45 ระบุว่า ควรถูกปรับออกจากตำแหน่ง เพราะ ผลงานยังไม่มีความโดดเด่นเท่าที่ควร ไม่มีการพัฒนา ไม่มีประสิทธิภาพ ร้อยละ 20.78 ระบุว่า ไม่แน่ใจ ขึ้นอยู่กับนายกรัฐมนตรี และร้อยละ 5.04 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเหมาะสมกับตำแหน่ง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของพรรคพลังประชารัฐ ของโฆษกรัฐบาล ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 44.44 ระบุว่า ไม่เหมาะสม เพราะ ยังขาดประสบการณ์การทำงานทางด้านเศรษฐกิจ ผลงานยังไม่มีความโดดเด่นเท่าที่ควร และการทำงานยังสู้หัวหน้าทีมเศรษฐกิจคนเดิมไม่ได้ รองลงมา ร้อยละ 32.45 ระบุว่า เหมาะสม เพราะ มีความสามารถในการแจกแจงปัญหาได้ชัดเจน มีเหตุมีผล และอยากให้มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ดีขึ้น ร้อยละ 17.11 ระบุว่า ไม่แน่ใจ และร้อยละ 6.00 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ      

 

'แทนคุณ' เชื่อ 'จุรินทร์' นำพรรคมาถูกทาง หลังโพลชี้ปชป.คนนิยมอันดับ 1 พรรคร่วม

 

6 ก.ค.63 - นายแทนคุณ จิตต์อิสระ คณะที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในฐานะประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า สำหรับผลสำรวจของซุปเปอร์โพล เกี่ยวกับความนิยมต่อพรรคการเมืองนั้น ยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าดีใจที่พรรคประชาธิปัตย์ ณ ปัจจุบันนี้มีคะแนนนิยมสูงที่สุดในบรรดาพรรคร่วมรัฐบาล แม้ว่าคะแนนนิยมจะอยู่ในลำดับที่ต่ำกว่าอีก 2 พรรคซึ่งเป็นพรรคการเมืองฝ่ายค้าน

นายแทนคุณ กล่าวว่า กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ร่วมทำกิจกรรมของพรรคได้ร่วมการวิเคราะห์-วิจัย-วิจารณ์กันในเรื่องคะแนนนิยมนี้ ขณะเดียวกันก็ตรวจสอบผลการดำเนินกิจการกิจกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ในตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ดีขึ้นมาก เนื่องจากนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดำเนินยุทธศาสตร์ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาในลักษณะ 3 กลไกบริหารจัดการ นั่นคือ 1.กลไกพรรคการเมือง มุ่งหน้าทำกิจกรรมรับเรื่องรับฟังประชาชน 2.กลไกสภาผู้แทนราษฎร มุ่งหน้าทำหน้าที่ผู้แทนประชาชนในสภาฯอย่างเต็มที่ และ3.กลไกรัฐบาล มีรัฐมนตรีของพรรคมุ่งหน้าทำงานช่วยประชาชนตามนโยบายของพรรคอย่างเต็มกำลัง

" ผลสำรวจรอบล่าสุดนี้ถือว่าพรรคประชาธิปัตย์ร่วมรัฐบาลมาเกือบครบหนึ่งปีและหัวหน้าพรรคนำเรามาได้ถูกทางเพราะได้ใช้ความรู้ความสามารถทั้ง 3 กลไกการบริหาร ใช้เวลาทุกนาทีอย่างมีค่าที่สุดผลักดันนโยบายที่ประกาศต่อรัฐสภาอย่างเต็มที่ทั้งนโยบายประกันรายได้เกษตรกรที่ช่วยเกษตรกรกว่า 7.2 ล้านครอบครัว นโยบายลดค่าของชีพ-ลดราคาสินค้าก็ทำได้มีประสิทธิภาพโดยเฉพาะ back to school ช่วยผู้ปกครองนักเรียนได้มากกว่า 10.7 ล้านคน นโยบายด้านการเกษตรกรก็เพิ่มสมรรถภาพให้เกษตรกรมีน้ำใช้และจะสร้างเกษตรทันสมัยปรับใช้เทคโนโลยีมากขึ้น ด้านพัฒนาสังคม ก็มีรูปธรรมในการช่วยเหลือเพิ่มบ้านให้ผู้ด้อยโอกาส กรรมสิทธิ์ที่ดินก็ได้จัดการโดยผ่านกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาเกษตรกรโดยมีการซื้อหนี้แทนและคืนโฉนดให้เกษตรกรทำกิน " นายแทนคุณ กล่าว 

ประธานคณะกรรมการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า นายจุรินทร์ กับ นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ร่วมกับคณะกรรมการบริหารยุคนี้ เดินหน้ามาถูกทางและมั่นใจว่าจะเดินหน้านำพาพรรคประชาธิปัตย์มีโอกาสครองใจประชาชนมากขึ้นอีก เพราะใช้ยุทธศาสตร์นิ่งและเดินหน้าทำงานตามหน้าที่ใน 3 กลไกทำให้ประชาชนได้รับประโยชน์อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย แม้จะเจอวิกฤตโรคระบาดพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังเป็นที่พึ่ง ออกหน่วยช่วยประชาชนทั่วทุกพื้นที่ 

" ดังนั้นถ้าวิเคราะห์จากผลสำรวจฉบับนี้ก็สอดคล้องกับวิถีที่เราทำงาน เราจะสังเกตเห็นได้ว่าประชาชนมักจะรำคาญพรรคการเมืองที่มีการแก่งแย่งอำนาจ แต่ประชาชนจะชื่นชมคนที่ก้มหน้าก้มตาทำงานให้ประชาชน" นายแทนคุณ กล่าว

 

วิถีแห่งศรัทธา! ชาวเมียนมาพร้อมใจแต่งชุดประจำชาติ ทำบุญเข้าพรรษาที่เจดีย์ชเวดากององค์จำลอง

 

ชาวพุทธที่เป็นแรงงานต่างด้าวชาวเมียนมาแต่งกายด้วยชุดประจำชาติมาร่วมทำบุญวันเข้าพรรษาที่พระธาตุมหาธาตุเจดีย์ชเวดากององค์จำลองที่วัดคลองแห ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้าเพื่อความเป็นสิริมงคล

6 ก.ค.63 - ที่ จ.สงขลา บรรยากาศในวันเข้าพรรษานอกจากพุทธศาสนิกชนคนไทยจะเข้าวัดทำบุญแล้ว บรรดาชาวพุทธที่เป็นแรงงานชาวเมียนมาที่เข้ามาทำงานอยู่ใน จ.สงขลา ก็พากันไปเข้าวัดทำบุญเช่นเดียวกัน

โดยเฉพาะที่พระธาตุมหาธาตุเจดีย์ชเวดากององค์จำลองที่วัดคลองแห ต.คลองแห อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ตั้งแต่ช่วงเช้าได้มีแรงงานชาวเมียนมาซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคนหนุ่มสาวแต่งกายด้วยชุดประจำชาติอย่างสวยงามทั้งหญิงและชาย เหมารถมาทำบุญในวันเข้าพรรษา ไหว้พระรอบพระธาตุมหาธาตุเจดีย์ชเวดากองจำลอง และพระทันใจ เพื่อความเป็นสิริมงคลในวันเข้าพรรษาซึ่งเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาของชาวพุทธทุกเชื้อชาติ รวมทั้งถ่ายภาพเก็บความสวยงามเป็นไว้ที่ระลึกด้วย

สำหรับพระธาตุมหาธาตุเจดีย์ชเวดากององค์จำลองแห่งนี้ แรงงานชาวเมียนมาได้ร่วมกันบริจาคเงินสร้างขึ้นและเป็นเจดีย์แห่งแรกที่ชาวเมียนมาสร้างขึ้นในประเทศไทย เพื่อให้เป็นมหาเจดีย์ชเวดากองไทย-เมียนมาและเป็นศูนย์รวมใจของชาวเมียนมาในจ.สงขลา ในวันพระและวันสำคัญทางพุทธศาสนาก็จะมีแรงงานชาวเมียนมาที่ทำงานอยู่ในจ.สงขลาเดินทางมาร่วมทำบุญกันเป็นประจำ และจะแต่งกายด้วยชุดประจำชาติทั้งหญิงและชาย

 

ผบ.ทบ.สหรัฐ ตรวจความพร้อมรบ 'กองร้อยทหารราบ' กองทัพไทย ที่ฮาวาย

 

ผบ.ทบ.สหรัฐฯ ตรวจสภาพความพร้อมรบ “ร้อย.ร.ไทย” ระหว่างฝึก “LF20” ที่ฮาวาย ก่อนบินเยือนไทยทางการ 9-10 ก.ค. ชื่นชมระบบวางแผนแก้ปัญหา พร้อมรบยุทธวิธีสำคัญ สนใจกับอุปกรณ์เป้สนาม “RTA Combat Team” ตรวจสอบมาตรการเฝ้าระวังโควิด-19

6 ก.ค.63 - ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหวของพล.อ.เจมส์ ซี. แมคคอนวิลล์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) สหรัฐอเมริกา ก่อนเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 9-10 ก.ค.นี้ ซึ่งถือเป็นแขกต่างประเทศกลุ่มแรกของรัฐบาลไทยที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทยภายหลังจากสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในประเทศไทยดีขึ้นตามลำดับนั้นว่า เมื่อวันที่ 5 ก.ค. ตามเวลาท้องถิ่นของสหรัฐอเมริกา พล.อ.เจมส์ ซี. แมคคอนวิลล์ได้เดินทางมาตรวจสภาพความพร้อมรบของ RTA Combat Team กองร้อยทหารราบของกองทัพบกไทย (ร้อย.ร.ไทย) ในพื้นที่การฝึก ณ ค่ายสกอฟิลด์ รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา โดยได้มีการสอบถามถึงการเดินทาง การฝึก และความพร้อมของสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ ที่จะต้องมีการปรับแต่งให้เหมาะสมและสอดคล้องกับระบบการฝึก Lightning Forge 2020 หรือ LF20 ในครั้งนี้ โดยให้ความสนใจกับเป้สนาม อุปกรณ์ และแผนการบรรทุกของ RTA Combat Team และตรวจสอบถึงมาตรการในการเฝ้าระวังป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19ด้วย

ทั้งนี้ พล.อ.เจมส์ ซี. แมคคอนวิลล์ ยังได้กล่าวชื่นชมกองร้อยทหารราบของกองทัพบกไทยที่สามารถวางแผนแก้ปัญหาในการฝึกได้อย่างดี ซึ่งปีนี้ RTA Combat team ได้รับคำสั่งการฝึกให้ขึ้นการบังคับบัญชากับกองพันทหารราบ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องฝึกพร้อมรบในยุทธวิธีที่สำคัญ อาทิ การยุทธ์เคลื่อนที่ทางอากาศ การเข้าตีในเวลากลางคืน เป็นต้น ซึ่งกองร้อยทหารราบของกองทัพบกไทยได้มีการฝึกฝนจากประเทศไทยมาอย่างเข้มข้น จนมาถึงการฝึก LF20 ในขณะนี้กองร้อยทหารราบของกองทัพบกไทยสามารถปรับตัวในการฝึกได้เป็นอย่างดี

 

'หมอมนูญ'การันตีหน้ากากอนามัยกันโควิดได้ดีสุด ชี้ผู้นำ2ประเทศต้านสวมจนวิกฤติ
 

6 ก.ค. 63 - นพ.มนูญ ลีเชวงวงศ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคระบบทางเดินหายใจ โรงพยาบาลวิชัยยุทธ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "หน้ากากอนามัย ล้างมือ เว้นระยะห่างทางสังคม อย่างไหนสำคัญที่สุดในการป้องกันโรคไวรัสโควิด-19?

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ใช้เทคโนโลยีใหม่ แสงเลเซอร์ ส่อง เวลาคนพูดส่งเสียงดัง ตะโกน ร้องเพลง ไอ หรือจาม ทำให้เห็นละอองน้ำทั้งใหญ่และเล็ก ลอยออกมาในอากาศจากปากและจมูก ออกมาไกลกว่า 2 เมตร เวลาจามไปได้ไกลถึง 8 เมตร ละอองใหญ่มีน้ำหนักจะตกลงพื้นในระยะ 1-2 เมตร ละอองฝอยจะลอยต่อเนื่อง เมื่อน้ำในละอองฝอยระเหยออกไป เชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถล่องลอยในอากาศไปได้ไกล มีชีวิตนานเป็นชั่วโมง แล้วแต่ทิศทางลมพาไป เมื่อคนที่อยู่ในห้องเดียวกับผู้ป่วยที่อากาศปิด ถ่ายเทไม่ดี หายใจอากาศที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส ลงลึกเข้าไปในถุงลมในปอด ทำให้ปอดติดเชื้อ

 

คนที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ส่วนใหญ่มีอาการไข้ ไอ เหนื่อย ซึ่งเป็นอาการทางเดินหายใจส่วนล่างคือถุงลมในปอด แต่มีอาการทางเดินหายใจส่วนบน (น้ำมูกไหล คัดจมูก เจ็บคอ) น้อย แสดงว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่ เกิดจากการหายใจละอองฝอยลงถุงลมในปอด มากกว่าหายใจละอองใหญ่ติดเชื้อในจมูก แล้วเคลื่อนที่ลงปอดทีหลัง หรือเกิดจากการติดเชื้อทางอ้อมคือเอานิ้วมือที่ไปสัมผัสกับเชื้อไวรัสโควิด-19 ปนเปื้อนบนพื้นผิวมาแคะจมูก ขยี้ตา

ทางเข้าของเชื้อโรคไวรัสโควิด-19 ที่ทำให้คนติดเชื้อส่วนใหญ่น่าจะเป็นถุงลมเพราะมีตัวรับ ACE2 เยอะมากจากการหายใจละอองฝอย มากกว่าทางเดินหายใจส่วนบนจากการเอานิ้วมือมาแคะจมูก ขยี้ตา บริเวณปากของรูจมูกไม่มีตัวรับ ACE2 ตัวรับจะอยู่ลึกเข้าไปในรูจมูก ต้องใช้นิ้วมือแยงถึงจะเข้าถึงตัวรับ การเอามือมาจับหน้า ลูบจมูก แต่ไม่ได้ล้วงลึกเข้าไปในจมูก ไม่น่าจะทำให้เกิดการติดเชื้อได้

การล้างมือด้วยน้ำและสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลก่อนเอานิ้วมือมาแคะขี้มูก แคะจมูก ขยี้ตา ป้องกันการติดเชื้อทางอ้อมนี้ได้ การเว้นระยะห่าง 2 เมตรก็ยังไม่ปลอดภัย เชื้อไวรัสโควิด-19 สามารถแพร่กระจายผ่านละอองฝอยที่เกิดจากผู้ติดเชื้อพูดเสียงดัง ตะโกน ร้องเพลง ไอหรือจามได้ไกลกว่า 2 เมตร

การใส่หน้ากากอนามัยเป็นวิธีป้องกันการแพร่ระบาดเชื้อที่สำคัญที่สุด หน้ากากจะจับละอองใหญ่และละอองฝอย ไม่ให้ล่องลอยไปไกลๆในอากาศ ละอองส่วนใหญ่จะอยู่รอบๆ หน้ากากบริเวณใบหน้าของผู้ติดเชื้อที่พูดเสียงดัง ตะโกน ร้องเพลง ไอ หรือจาม ลดโอกาสคนที่อยู่ใกล้ชิดหายใจเอาเชื้อไวรัสเข้าปอด ยิ่งคนใกล้ชิดสวมหน้ากากอนามัยด้วย โอกาสหายใจเอาเชื้อไวรัสเข้าปอดยิ่งน้อยลง (ดูรูป)

ตัวอย่าง 2 ประเทศที่ผู้นำต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัย เป็นแบบอย่างให้คนในประเทศปฏิบัติตามไม่ยอมสวมหน้ากาก คือประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศบราซิล ทั้ง 2 ประเทศขณะนี้ได้รับผลกระทบจากไวรัสโควิด- 19 หนักหน่วงที่สุด ประเทศสหรัฐฯพบผู้ป่วยใหม่มากถึงวันละ 55,000 คน พบผู้ติดเชื้อแล้วเกือบ 3 ล้านคน เสียชีวิตแล้วกว่า 130,000 คน เท่ากับ 25% ของผู้เสียชีวิตทั้งโลก ประธานาธิบดีสหรัฐฯโดนัลด์ ทรัมป์เพิ่งให้สัมภาษณ์กลับลำจุดยืนต่อต้านการสวมหน้ากากอนามัย (ดูรูป) ประเทศบราซิลมียอดผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตมากเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐฯ ประธานาธิบดีบอลโซนาโรไม่ยอมสวมหน้ากากอนามัยเวลาร่วมชุมนุมทางการเมือง ถูกศาลพิพากษาสั่งให้ผู้นำบราซิลสวมหน้ากากอนามัยทุกครั้งที่ออกงานสาธารณะ ถ้าฝ่าฝืนถูกปรับวันละ 16,693 บาท

การสวมหน้ากากอนามัยสามารถลดการติดเชื้อ อาจทดแทนการล็อกดาวน์ ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจต่างๆดำเนินต่อไปได้ ไม่ต้องถูกสั่งปิดเหมือนครั้งแรก สถานการณ์โรคไวรัสโควิด-19 ยังไม่ไว้วางใจ คนไทยต้องช่วยกันใส่หน้ากากอนามัยต่อไปเวลาออกนอกบ้าน เขาใส่เพื่อป้องกันเรา เราใส่เพื่อป้องกันเขา ทุกคนจะปลอดภัย".

 ...............................................................

6 กรกฎาคม 2563

 

 


แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน