*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5899
  • จำนวนผู้ชม : 3769626
  • จำนวนผู้โหวต : 1720
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1720 คน
<< กรกฎาคม 2011 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30
31            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม 2554
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 3388 , 18:15:10 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน พันธุ์สังหยด , หวานหวาน โหวตเรื่องนี้

My Notice

oน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่เงาของเธอขณะนี้ได้ทาบไปที่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีในทำเนียบรัฐบาลแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังรีรอไม่ยอมไปรายงานตัวเพื่อขอใบรับรองการเป็นส.ส.จากกกต.อยู่นั่นเอง โดยอ้างว่าจะรอให้แกนนำคนเสื้อแดงผ่านการถูกแขวนจากกกต.เสียก่อน ซึ่งฟังแล้วก็เห็นภาพการเอื้ออาทรต่อแกนนำคนเสื้อแดงทั้ง 12 คนเป็นอย่างดี แต่เมื่อมองให้ลึกลงไปแล้ว ก็จะเห็นว่าน.ส.ยิ่งลักษณ์พูดถึงการรั้งรอของเธอไม่ตรงต่อความเป็นจริง เพราะที่จริงแล้วเธออาจจะรอการตัดสินใจจะเอาใครมาร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลของเธอเองอยู่ก็ได้ โดยเฉพาะยังมีความไม่ลงตัวระหว่างความเห็นของเธอเองกับทักษิณพี่ชายของเธอก็ได้อีกเช่นกัน

oอย่างไรก็ตาม ขณะนี้คนไทยทั่วประเทศก็เห็นใจ 5 เสือกกต.เป็นอย่างยิ่ง เพราะต้องทำงานภายใต้ความกดดันรอบด้านอย่างหนักเลยทีเดียว โดยเฉพาะการกดดันด้วยการข่มขู่ของนปช.หรือคนเสื้อแดง ที่ต้องการให้กกต.ยกเลิกการแขวนแกนนำของพวกตนเสียทีนั่นเอง

ขอเชิญติดตามข่าววันนี้ได้แล้วครับ

..............................................

โปรยหัวข่าวเด่น

suthichaiyoon.com :  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน "เทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา

suthichaiyoon.com : นายกรัฐมนตรีแจงส่งความเห็นให้ศาลโลกแค่ปมการถกกรอบเวลา เชื่อตัดสินใน 4 เดือนก่อนเปลี่ยนองค์คณะ ระบุชัดไทย-กัมพูชาต้องคุยกันก่อนไฟเขียวผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่

suthichaiyoon.com : คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จัดประชุมนัดพิเศษเพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทของพรรคเพื่อไทย พร้อมกับแถลงท่าทีไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่ "ยิ่งลักษณ์"ยังยืนยันทำได้จริง แต่ต้องดูผลกระทบ 

suthichaiyoon.com : นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นประธานเปิดการประชุมโครงการศึกษาแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่องภาครัฐและเอกชน (Business Continuity Plan : BCP) เมื่อวานนี้ (20 ก.ค.)

suthichaiyoon.com :  บริษัทขนาดใหญ่หลายแห่งเพิ่มจำนวนสำนักงานในเอเชีย ฮ่องกงครองอันดับ 1 เมืองยอดนิยมสำหรับธุรกิจระดับโลก ขณะที่ "นิสสัน" ย้ายสำนักงานมาไทย

คม ชัด ลึก : นักกฎหมายชี้คดีโบอิ้ง 737 ยังไม่จบ แนะรัฐดึง 'งบกลาง' หมวดเงินสำรองฉุกเฉินจ่ายไปก่อน โดยไม่ต้องรอรัฐบาลใหม่ ด้าน ทอ. ย้ำ ไม่ได้เป็นของกองทัพอากาศนานแล้ว

คม ชัด ลึก :  "อภิสิทธิ์"ย้ำจุดยืน "ไทย-เขมร" ต้องคุยกัน ชี้กัมพูชาเป็นคนยื่นเรื่องไปศาลโลก เมื่อศาลสั่งก็ควรถอนทหาร ผบ.ทบ.ชี้รอสู้ที่ศาลโลกแนะหาช่องเจรจา ช่องสะงำคึกคักเชื่อสันติภาพกลับคืนมา บุรีรัมย์ตั้งด่านสกัดเขมรทะลักไทยหวังค่าแรงพุ่ง300บาท

คม ชัด ลึก : แกะรอยทรัพย์สินที่หายไป ของ 'พรทิวา นาคาศัย' นักการเมืองใหญ่ หลังพ้นตำแหน่ง บนข้อมูลหลักฐานเชิงลึกที่เป็น 'คำตอบ'

คม ชัด ลึก : "อภิสิทธิ์" วอนทุกฝ่าย "อย่ากดดัน กกต." จี้ "ยิ่งลักษณ์-ยงยุทธ" หัดปราบแกนนำนปช.บ้าง “ปู”วอนนปช.แล้ว มีรายงานจ่อปล่อย 11 แกนนำแดงยกเว้น"จตุพร" ประธานกกต.ส่งความเห็นไม่ควรยุบปชป.กรณีถูก นปช.ร้อง

กรุงเทพธุรกิจ : กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ :  'เราจะชนะหรือแพ้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเท่าไหร่ ผมก็ทำได้ดีที่สุดเท่านี้ ดีกว่านี้ไม่ได้ ต้องให้คนอื่นทำ'

กรุงเทพธุรกิจ :กกต.รับรอง 11แกนนำนปช.วันนี้ ขณะที่"จตุพร"ยังแขวนต่อ เหตุอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ที่ต้องให้ถ้อยคำ

กรุงเทพธุรกิจ :  "อภิสิทธิ์" วอนทุกฝ่าย "อย่ากดดัน กกต." จี้ "ยิ่งลักษณ์-ยงยุทธ" หัดปราบแกนนำนปช.บ้าง “ปู”วอนนปช.แล้ว มีรายงานจ่อปล่อย 11 แกนนำแดงยกเว้น"จตุพร" ประธานกกต.ส่งความเห็นไม่ควรยุบปชป.กรณีถูก นปช.ร้อง

.........................................

สารบัญพาดหัวข่าว
วันพฤหัสบดี ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

1.)'ในหลวง-ราชินี'เสด็จฯสดับพระธรรมเทศน์มหาชาติ

2.)มาร์คส่งความเห็นศาลโลกแจงแค่ปมถกกรอบเวลา

3.)กกร.ผนึกค้านนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ300บาท

4.)สภาพัฒน์ชงแผนรับมือภัยพิบัติให้รัฐบาลใหม่

5.)บริษัทชั้นนำแห่ตั้งสำนักงานในเอเชีย-'นิสสัน'ย้ายมาไทย

6.) นักกม.ชี้ช่องงบกลางวางประกันโบอิ้ง

7.)'อภิสิทธิ์'ย้ำจุดยืน'ไทย-เขมร'ต้องคุยกัน

8.)'เจ๊วา-น้ำมันปาล์ม'รวยลด45ล.หายไปไหน?

9.)'มาร์ค-ปู'วอนทุกฝ่ายอย่ากดดันกกต.

10.).จากใจ..กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ'เราไม่สู้..ในสิ่งที่ทำไม่ได้'

11.)กกต.รับรอง11แกนนำแดงวันนี้ แขวน'จตุพร'ต่อ

12.)เมื่อ "ยิ่งลักษณ์" ...น้ำท่วมปาก

..............................................

NEWS TODAY
Thursday 21st , July 2011

1.)'ในหลวง-ราชินี'เสด็จฯสดับพระธรรมเทศน์มหาชาติ
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

**

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พร้อมด้วย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดงาน "เทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และ เฉลิมพระเกียรติ 79 พรรษา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เพื่อสถาบันการแพทย์สยามินทราธิราช คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล" และทรงสดับพระธรรมเทศนามหาชาติเวสสันดรชาดก "กัณฑ์ทศพร 19 พระคาถา" ณ หอประชุมราชแพทยาลัย โรงพยาบาลศิริราช เมื่อเวลา 17.30 น.วันที่ 20 ก.ค. สมเด็จพระธีรญาณมุนี เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พลเอกจรัล กุลละวณิชย์ ที่ปรึกษากรรมการอำนวยการฝ่ายฆราวาสและประธานกรรมการฝ่ายหารายได้ และ ศาสตราจารย์คลินิก นพ.ธีรวัฒน์ กุลทนันทน์ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เป็นประธานกรรมการอำนวยการฝ่ายฆราวาส และพุทธศาสนิกชนเฝ้ารับเสด็จ

โดยเมื่อเวลา 09.00-11.00 น. มีขบวนแห่อัญเชิญผ้าไตรพระราชทาน ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และ พระบรมวงศานุวงศ์ ไปตามเส้นทางถนนอิสรภาพ (สี่แยกบ้านแขก-สี่แยกพรานนก) ถนนพรานนก (สี่แยกพรานนก-ท่าน้ำพรานนก) และ ถนนอรุณอมรินทร์ (วังเดิม-สี่แยกศิริราช-ท่าน้ำพรานนก)

การเทศน์มหาชาติเฉลิมพระเกียรติฯ ครั้งนี้ จัดให้มีขึ้นระหว่างวันที่ 20-22 กรกฎาคม 2554 โดยรวบรวมจตุปัจจัยถวายเป็นพระราชกุศล

2.)มาร์คส่งความเห็นศาลโลกแจงแค่ปมถกกรอบเวลา
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

**
 
นายกรัฐมนตรีแจงส่งความเห็นให้ศาลโลกแค่ปมการถกกรอบเวลา เชื่อตัดสินใน 4 เดือนก่อนเปลี่ยนองค์คณะ ระบุชัดไทย-กัมพูชาต้องคุยกันก่อนไฟเขียวผู้สังเกตการณ์เข้าพื้นที่ ตามที่ศาลโลกได้ให้ไทยส่งข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหารไปให้ภายในวันที่ 22 ก.ค.นี้ เมื่อเวลา 09.00 น.วันนี้ (21 ก.ค.) นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติถึงเส้นตายที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ให้ไทยส่งข้อสังเกตเกี่ยวกับคดีปราสาทพระวิหารไปให้ภายในวันที่ 22 ก.ค.ว่า เป็นการขอให้ไทยส่งข้อสังเกตที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี ที่สำคัญคือกรอบเวลาในการส่งคำชี้แจงในคดีหลักที่ยังไม่ได้เริ่มต้นในการให้ส่งคำชี้แจงต่างๆ

โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวยืนยันว่า ข้อสังเกตที่จะส่งไปยังไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาของคดีหลัก เป็นเพียงการตกลงเรื่องกรอบเวลาในการส่งเอกสารไปชี้แจง ซึ่งเท่าที่สอบถามจากกระทรวงการต่างประเทศในคืนวันที่ 20 ก.ค.ได้รับการยืนยันว่าน่าจะใช้เวลาราว 3-4 เดือน เพื่อให้สามารถตัดสินคดีได้ก่อนที่จะมีการเปลี่ยนแปลงองค์คณะ 5 ใน 15 คนภายในเดือนก.พ. 2555

เมื่อถามถึงการถอนทหารว่าทางกัมพูชาได้ติดต่อมาหรือยังว่าจะเจรจากับไทยเมื่อใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังไม่มี มีแต่การพูดเรื่องการเอาผู้สังเกตการณ์จากอินโดนีเซียเข้ามา ซึ่งท่าทีเราก็ยังเหมือนเดิม คือถ้าจะให้ผู้สังเกตการณ์เข้ามา จะต้องให้ออกไปจากพื้นที่ก่อน ซึ่งมุมมองยังไม่ตรงกัน ทั้ง 2 ฝ่ายจึงต้องพูดคุยกันก่อน

เมื่อถามว่า จุดยืนฝ่ายไทยต่อการส่งผู้สังเกตการณ์คืออะไร นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ควรจะต้องคุยขั้นตอนต่างๆให้เรียบร้อยก่อน ไม่ควรจะทำให้เกิดความเข้าใจผิด

เมื่อถามว่าฝ่ายกัมพูชาจะอ้างคำสั่งของศาลโลกเพื่อดึงผู้สังเกตการณ์เข้ามาทันทีได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “ถ้ากัมพูชาจะอ้างคำสั่ง ก็ต้องถอนทหารทันทีก่อน เพราะกัมพูชาเป็นฝ่ายไปขอศาล ศาลก็บอกให้กัมพูชาถอนทหารทันที”

เมื่อถามว่า ก่อนที่อินโดนีเซียจะดำเนินการอะไรควรจะถามไทยก่อนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในกรอบที่อินโดนีเซียจะดำเนินการ ต้องมีการพูดคุยกันอย่างน้อย 2 ฝ่าย 3 ฝ่าย และอาจรวมไปถึงอาเซียน

เมื่อถามว่าแปลว่าเวลานี้กัมพูชายังไม่แสดงท่าทีมาว่าจะคุยกับไทยเมื่อใด นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยัง มีแต่การออกแถลงการณ์เรียกร้องให้ไทยปฏิบัติ แต่ไม่ได้บอกว่ากัมพูชาจะปฏิบัติหรือไม่และเมื่อใด

เมื่อถามว่าท้ายสุดกัมพูชาจะยอมคุยกับไทยหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า “หนีไม่พ้นหรอกครับ เพราะจากการประชุมอาเซียนครั้งสุดท้าย ก็ชัดเจนว่าอินโดนีเซียก็อยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายคุยกัน ส่วนคุยกันแล้วจะมีใครนั่งฟังอยู่ด้วยหรือไม่ เป็นอีกเรื่อง”

เมื่อถามการพูดคุยในเวทีอาเซียนควรจะเกิดก่อนมีผู้สังเกตการณ์เข้ามาหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ถ้ากัมพูชายืนยันว่าเคารพการตัดสินของศาล ก็ควรจะมาคุยกับไทยเรื่องการถอนทหาร เพราะประเด็นหลักคือการลดความตึงเครียด ความสุ่มเสี่ยงต่อการปะทะกันบริเวณชายแดน

เมื่อถามว่า แปลว่าถ้ายังนับหนึ่งเรื่องการพูดคุยกันไม่ได้การส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาก็ยังเป็นเรื่องยาก นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนคิดว่ายังเป็นเรื่องยาก ส่วนการพูดคุยกันจะมีฝ่ายอื่นเข้ามาร่วมรับฟังด้วยหรือไม่ ยังเป็นรายละเอียดที่ควรจะให้กระทรวงต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมไปหารือว่าจะพูดคุยกันในรูปแบบใด และจะทาบทามให้กัมพูชามาพูดคุยกับไทยอย่างไร

3.)กกร.ผนึกค้านนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำ300บาท
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554


คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสมาคมธนาคารไทย จัดประชุมนัดพิเศษเพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบายปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาทของพรรคเพื่อไทย พร้อมกับแถลงท่าทีไม่เห็นด้วยในหลายประเด็น และอาจกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม ขณะที่ "ยิ่งลักษณ์"ยังยืนยันทำได้จริง แต่ต้องดูผลกระทบ 

ทั้งนี้ พรรคเพื่อไทยจัดประชุมคณะทำงานยุทธศาสตร์วานนี้ (20 ก.ค.) ซึ่งประเด็นการหารือเรื่องหนึ่ง หนีไม่พ้นการแปรนโยบายหาเสียงไปสู่ภาคปฏิบัติจริง เพราะหลายเรื่องยังถูกตั้งคำถาม โดยเฉพาะค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ

น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพิ่งประกาศรับรอง ส.ส.ไปหมาดๆ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยมุ่งมั่นทำในเรื่องค่าแรง 300 บาท เพราะหากดูสถิติที่ผ่านมาค่าแรงไม่ได้ขึ้น ขณะที่ค่าครองชีพสูงขึ้น ดังนั้นจึงอยากช่วยแบ่งเบาภาระให้ผู้ใช้แรงงาน แต่ทั้งนี้ก็ต้องไปดูผลกระทบทั้งหมดด้วย ก็คงจะต้องหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงบริษัทเอกชนว่ามีผลกระทบอย่างไร

"พรรคเพื่อไทยคงไม่เดินหน้าทำโดยไม่คำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบและผู้ที่เกี่ยวข้อง ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนของการเข้าไปหารือกับทุกภาคส่วนเท่าที่จะทำได้ แต่สุดท้ายก็ต้องหารือกับผู้ที่เกี่ยวข้อง คงจะไม่สามารถบอกว่าเป็นแนวทางปฏิบัติทันที แต่เราจะหารือร่วมกันเป็นแนวทางที่เห็นชอบร่วมกัน และยืนยันว่านโยบายสามารถทำได้จริง เพราะมีการคำนวณและศึกษามาระดับหนึ่งแล้ว" ว่าที่นายกฯ กล่าว

น.ส.ยิ่งลักษณ์ บอกด้วยว่า หลังจากนี้จะนัดพรรคร่วมรัฐบาลหารือเรื่องจัดทำนโยบายร่วมกัน เข้าใจว่าแต่ละพรรคกำลังเตรียมนโยบายของตัวเองไว้ก่อน หาก กกต.รับรองผลการเลือกตั้งทั้งหมดก็คงได้หารือกัน

"การหารือเรื่องนโยบายกับพรรคร่วมรัฐบาลคงเป็นลักษณะการหารือร่วมกัน เพราะส่วนใหญ่แต่ละพรรคก็ได้รับทราบกันแล้ว และจะมาคุยกันเรื่องรายละเอียด เชื่อมั่นว่าจะสามารถคุยกันได้ ไม่มีปัญหาอะไร" น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุ

ขณะที่นายดุสิต นนทะนาคร ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า กกร.ได้ประชุมนัดพิเศษเพื่อหารือเกี่ยวกับนโยบายการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ของรัฐบาลใหม่แล้วมีความเห็นร่วมกันว่าจะมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการจ้างงาน ซึ่งสุดท้ายจะกระทบกับประชาชน โดย กกร.พร้อมที่จะหารือกับภาครัฐเพื่อหาแนวทางในการดำเนินการนโยบายดังกล่าวเพื่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่ายหลังจากรัฐบาลใหม่เข้ามาทำงานแล้ว

"สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยเห็นว่าผลกระทบนโยบายดังกล่าวในระยะสั้นจะกระทบกับเอสเอ็มอีที่ส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการไทยที่จะได้รับผลกระทบอย่างมาก โดยผู้ประกอบการ 90% ไม่สามารถที่จะแบกภาระต้นทุนที่ปรับขึ้นได้ สำหรับผลกระทบระยะยาวจะทำให้ค่าจ้างของไทยสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งจะทำให้ไทยเสียความสามารถในการแข่งขันและการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ โดยปกตินักธุรกิจต่างประเทศจะเข้ามาลงทุนในไทยปีละ 4 แสนล้านบาท และนโยบายค่าจ้างขั้นต่ำดังกล่าวจะทำให้การลงทุนจากต่างประเทศลดลง 25% หรือ 1 แสน ล้านบาท เพราะต้นทุนการผลิตในไทยสูงขึ้นส่งผลต่อราคาสินค้าที่ผลิตในไทยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดโลก"

นายดุสิต ระบุว่า สภาหอการค้าแห่งประเทศไทยได้หารือกับหอการค้าต่างประเทศในไทย พบว่านักธุรกิจต่างประเทศกังวลเกี่ยวกับการปรับค่าจ้างแบบก้าวกระโดด ซึ่งอาจทำให้นักธุรกิจต่างประเทศย้ายฐานการลงทุนจากไทยไปประเทศเพื่อนบ้าน โดยเป็นเรื่องน่ากังวลเพราะถ้าย้ายฐานการผลิตไปแล้วจะย้ายกลับมาไทยลำบาก ซึ่งการตัดสินใจเลือกประเทศที่จะเข้าไปลงทุนของนักธุรกิจต่างประเทศจะดูจากความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ความมั่นคงทางการเมืองและต้นทุนค่าแรง

"ที่ผ่านมานักธุรกิจต่างประเทศสนใจมาลงทุนไทยแต่ขณะนี้เริ่มมีปัจจัยให้ต้องพิจารณามากขึ้นและอาจทำให้ไทยน่าสนใจที่จะลงทุนน้อยกว่าเวียดนามและมาเลเซีย รวมทั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) จะทำให้นักธุรกิจต่างประเทศมีทางเลือกมากขึ้น"

นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ความเชื่อมั่นการลงทุนในขณะนี้ลดลงเพราะนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำแบบก้าวกระโดด โดยค่าจ้างขั้นต่ำในกรุงเทพมหานครที่ปรับขึ้นจาก 215 บาท เป็น 300 บาท สูงขึ้นถึง 40% ส่วนต่างจังหวัดบางแห่งปรับขึ้นถึง 80% ซึ่งนักธุรกิจต่างประเทศกังวลว่าเมื่อปรับขึ้นครั้งนี้แล้วจะมีการปรับแบบก้าวกระโดดอีกหรือไม่

"ข้อเสนอดังกล่าวเป็นนโยบายประชานิยมที่ใช้ในการหาเสียงก่อนการเลือกตั้ง และถ้าเลือกตั้งครั้งต่อไปก็จะนำนโยบายปรับค่าจ้างขั้นต่ำมาหาเสียงอีกจะทำให้มีการปรับค่าจ้างแบบก้าวกระโดดทุกครั้ง"

นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคเอกชนเห็นด้วยกับการดูแลคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของแรงงานเพราะมีส่วนสำคัญกับภาคธุรกิจ โดยการปรับค่าจ้างขั้นต่ำจะต้องพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อให้ผู้ประกอบการ ประชาชนและแรงงานอยู่รอดได้ทุกฝ่าย ซึ่งสภาอุตสาหกรรมยืนยันจุดยืน 4 ข้อ คือ 1.ไม่เห็นด้วยกับการปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาททั่วประเทศ เพราะจะกระทบกับระบบเศรษฐกิจของประเทศ 2.การปรับค่าจ้างขั้นต่ำควรเป็นไปตามกลไกตลาด 3.การปรับค่าจ้างขั้นต่ำควรใช้กลไกคณะกรรมการค่าจ้างกลาง (ไตรภาคี) และต้องไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง 4.และถ้ารัฐบาลปรับค่าจ้างขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท จะต้องมีแนวทางช่วยเหลือเพื่อจ่ายส่วนต่างให้ผู้ประกอบการ

ด้านนายธวัชชัย ยงกิตติกุล เลขาธิการสมาคมธนาคารไทย กล่าวว่า ภาคเอกชน สนับสนุนนโยบายลดความเหลื่อมล้ำของรายได้ในสังคมไทย แต่เนื่องจากธุรกิจเอกชนมีระดับการพัฒนาที่แตกต่างกันมาก หากมีการขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาทต่อวันจะมีผลกระทบต่อธุรกิจต่างๆ มากน้อยไม่เท่ากัน ภาคเอกชนเห็นว่าการขึ้นค่าแรงจะต้องมีมาตรการเสริมเพื่อรองรับอย่างเหมาะสมเพื่อประกอบการตัดสินใจในการปรับตัวและวางแผนการลงทุนอย่างรอบคอบ

นายธวัชชัย ยังแสดงความต้องการที่จะให้ รัฐบาลใหม่สร้างความชัดเจนใน 3 ประเด็น คือ 1.หากมีการขึ้นค่าแรงจะมีขอบเขตครอบคลุมพื้นที่ต่างๆ อย่างไร และจะมีขั้นตอนการขึ้นอย่างไร 2.รัฐบาลมีมาตรการส่งเสริมการเพิ่มผลิตภาพ (productivity) ที่เป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการลดความเหลื่อมล้ำอย่างไร ทั้งในระยะสั้น และระยะยาว และ 3.สำหรับธุรกิจที่อาจจะต้องลดการจ้างงาน หรือเลิกกิจการ รัฐบาลจะมีมาตรการเยียวยาและรองรับคนที่ตกงานอย่างไร

4.)สภาพัฒน์ชงแผนรับมือภัยพิบัติให้รัฐบาลใหม่
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

**
 
นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) เป็นประธานเปิดการประชุมโครงการศึกษาแผนดำเนินธุรกิจต่อเนื่องภาครัฐและเอกชน (Business Continuity Plan : BCP) เมื่อวานนี้ (20 ก.ค.) โดยระบุว่า ประเทศไทยมีภัยพิบัติทั้งจากเกิดจากธรรมชาติและการกระทำของมนุษย์ การเตรียมแผนระยะยาว เช่น 20-50 ปี และการมีกลไกรับมือกับความเสี่ยงจากภัยพิบัติต่างๆ ล่วงหน้า จะทำให้การดำเนินธุรกิจเอกชนเป็นไปต่อเนื่อง และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจ นายอาคม เสนอว่า หลายประเทศมีการออกกฎหมายฟื้นฟูเหตุภัยพิบัตินั้นๆ โดยตรง และไม่ใช่แค่การช่วยเหลือชีวิตและชดเชยความเสียหายเท่านั้น แต่รวมไปถึงการฟื้นฟูโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ เพื่อให้การทำธุรกิจเดินต่อไปได้ เช่น กรณีเหตุการณ์เฮอริเคนแคทรีนา สหรัฐออกกฎหมายฟื้นฟูพื้นที่ดังกล่าว พร้อมทั้งอนุมัติวงเงินและระยะเวลาในการฟื้นฟู ขณะที่ไทยแม้มีการจัดสรรงบฯเพื่อฟื้นฟูภัยพิบัติต่างๆ เช่น น้ำแล้ง น้ำท่วม หรือสึนามิเมื่อปี 2547 แต่งบที่ลงไปส่วนใหญ่เป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

“ผมเสนอว่าไทยต้องมีแผนรับมือภัยพิบัติต่างๆ เช่น การปิดสนามบิน เหตุการณ์จลาจลในกรุงเทพฯ หรือแม้แต่ภัยแล้งและน้ำท่วม อย่างกรณีปิดสนามบิน เราก็ควรมีสนามบินสำรองไว้ หรือกรณีน้ำท่วม น้ำแล้ง เราก็ต้องมีแผนรับความเสี่ยง และแน่นอนว่าเราควรจะก้าวไปให้ไกล ถึงขั้นที่ว่ามีการออกกฎหมายและอนุมัติงบประมาณฉุกเฉินเพื่อฟื้นฟูภัยพิบัตินั้นๆ” นายอาคม กล่าว

นายอาคม ย้ำว่า การรับมือความเสี่ยงจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลานั้น สศช.จะเสนอผลการศึกษาฉบับนี้และข้อเสนอแนะให้รัฐบาลชุดใหม่พิจารณา พร้อมทั้งจะบรรจุแผนรับมือภัยพิบัติไว้ในแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ด้วย

นายธานินทร์ ผะเอม รองเลขาธิการ สศช. ระบุว่า ตลอด 10 ปีที่ผ่านมาไทยมีการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งการสูญเสียทางเศรษฐกิจจากภัยพิบัติต่างๆ เป็นมูลค่าหลายแสนล้านบาท เช่น เหตุการณ์ปิดสนามบิน การเกิดจลาจลกลางเมือง และภัยธรรมชาติอื่นๆ หากไทยมีแผนรับมือล่วงหน้า จะช่วยลดการสูญเสียจากความเสี่ยงจากภัยพิบัติ ที่มีมากมายหลายรูปแบบ เช่น น้ำท่วม ภัยจากพายุหมุนเขตร้อน ภัยจากแผ่นดินไหวและอาคารถล่ม ภัยจากโรคระบาด และภัยจากการก่อวินาศกรรม เป็นต้น

นางสาววิไลพร ทวีลาภพันทอง บริษัท ไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส เอฟเอเอส จำกัด กล่าวว่า ผลการศึกษาโครงการดังกล่าว เสนอว่า การรับมือกับภัยพิบัติไทยจะต้องออกกฎหมาย เพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญในการทำธุรกิจ และมีการจัดตั้งคณะกรรมการปกป้องโครงสร้างพื้นฐาน ที่นายกฯ หรือรองนายกฯ ที่มีอำนาจเต็มเป็นประธาน โดยคณะกรรมการชุดนี้มีอำนาจสั่งการ ขับเคลื่อนแผนงาน รวมทั้งมีอำนาจลงโทษ ในยามที่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น ขณะที่ลำดับการสั่งการต้องกระชับเพื่อลดขั้นตอนการสั่งการ

5.)บริษัทชั้นนำแห่ตั้งสำนักงานในเอเชีย-'นิสสัน'ย้ายมาไทย
วันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

**
 
 ผลสำรวจโดย ซีบี ริชาร์ด เอลลิส บริษัทที่ปรึกษาอสังหาริมทรัพย์ พบว่า เมืองในเอเชีย 4 แห่งติด 5 อันดับแรกของเมืองที่ดึงดูดธุรกิจระดับโลกมากที่สุด โดยฮ่องกงครองอันดับ 1 ตามด้วยสิงคโปร์ กรุงโตเกียว กรุงลอนดอน และนครเซี่ยงไฮ้

ผลการวิเคราะห์ที่ตั้งสำนักงานของบริษัทระดับสากล 280 แห่ง พบว่า ประมาณ 68% หรือ 191 บริษัท มีสำนักงานอยู่ในฮ่องกง และประมาณ 67.5% หรือ 189 บริษัท มีสำนักงานอยู่ที่สิงคโปร์ ส่วนเมืองอันดับ 6-10 ซึ่งเป็นที่ดึงดูดของบริษัทระดับโลก ได้แก่ กรุงมอสโก กรุงปักกิ่ง กรุงมาดริด นครดูไบ และกรุงปารีส ส่วนนครนิวยอร์กในสหรัฐรั้งอันดับ 11

นายเอ็ดเวิร์ด แฟร์ลีย์ ผู้อำนวยการวิจัยบริษัทอสังหาริมทรัพย์ในฮ่องกง มาเก๊าและไต้หวัน กล่าวว่า ฮ่องกงเป็นสถานที่พิเศษ เช่น สถานที่ตั้งเหมาะสม ไม่มีกฎหมายห้ามต่างชาติเป็นเจ้าของ แรงงานมีทักษะสูง และใช้ภาษาได้หลากหลาย อีกทั้งเป็นประตูสู่จีน สามารถรับประโยชน์จากการเปิดเสรีตลาดการเงินของจีน ยุทธศาสตร์ของบริษัทระดับโลกมุ่งเน้นมาที่การบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และพิจารณาว่าการไม่มีสำนักงานที่ฮ่องกงจะไม่เอื้อประโยชน์ต่อธุรกิจ

อย่างไรก็ตาม ผลสำรวจพบว่า ค่าเช่าที่ตั้งสำนักงานในฮ่องกงมีราคาแพงที่สุดในโลกในปีที่แล้ว แม้รัฐบาลพยายามลดความร้อนแรงในตลาดอสังหาริมทรัพย์ โดยราคาค่าเช่าเฉลี่ยที่ตั้งสำนักงานเพิ่มขึ้นเกือบ 1 ใน 3 จากปีก่อน และแซงเขตเวสต์ เอ็นของกรุงลอนดอนที่ครองแชมป์ในปี 2552

กรุงลอนดอนและนครนิวยอร์ก เป็นแหล่งดึงดูดธุรกิจการธนาคารและการเงิน โดยบริษัทในภาคธุรกิจดังกล่าวประมาณ 92% มีสำนักงานอยู่ใน 2 เมืองนี้ ส่วนฮ่องกงเป็นอันดับ 3

นิสสันย้ายสนง.มาไทย

ขณะที่นิสสัน มอเตอร์ โค ตัดสินใจย้ายสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาที่ประเทศไทย จากเดิมที่อยู่ในสิงคโปร์ ตามแผนการปรับโครงสร้างองค์กรครั้งสำคัญ โดยโฆษกของนิสสันกล่าวว่า สำนักงานใหญ่ในสิงคโปร์จะปิดตัวภายในสิ้นปีนี้ แต่ไม่ได้เปิดเผยว่า มีพนักงานกี่คนที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลง รายละเอียดต่างๆ จะเปิดเผยในการแถลงข่าวที่กรุงเทพฯ วันที่ 25 ก.ค.นี้


6.) นักกม.ชี้ช่องงบกลางวางประกันโบอิ้ง

**


          นายปรีชา สุวรรณทัต อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายการเงินการคลัง กล่าวถึงคำสั่งศาลเยอรมนีที่ให้ทางการไทยนำเงินไปวาง 20 ล้านยูโร หรือราว 845 ล้านบาท เพื่อนำเครื่องบินโบอิง 737 ที่ถูกอายัดไว้ก่อนหน้านี้กลับไปว่า คำสั่งของศาลเยอรมัน ไม่ได้หมายความว่า คดีนี้จบหรือถึงที่สุดแล้ว ยังต้องต่อสู้กันต่อ

          อย่างไรก็ตาม วาระเร่งด่วนที่สุดในขณะนี้คือ รัฐบาลต้องรีบนำเงินไปวางประกันเพื่อนำเครื่องบินออกมา ซึ่งเงินจำนวน 20 ล้านยูโรนี้ไม่ได้จ่ายขาด หรือตกเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทเอกชนที่ฟ้องคดี เพราะหากไทยชนะคดีก็จะได้เงินคืน

          นายปรีชา กล่าวว่า การนำเงินไปจ่ายเพื่อนำเครื่องบินกลับมา เป็นภารกิจที่รัฐบาลชุดปัจจุบันสามารถทำได้เลย โดยไม่ต้องรอรัฐบาลชุดใหม่

          ส่วนที่มาของเงินจำนวนนี้ เบื้องต้นต้องไปดูงบกลาง ในหมวดเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ซึ่งตั้งไว้ในงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2554 ก่อน

          "งบกลางตั้งไว้ 47,600 ล้านบาท แต่ปัจจุบันเงินยอดนี้เหลือเท่าไหร่ต้องสำรวจดู ถ้าเหลือพอ รัฐบาลสามารถนำเงินจำนวนนี้ไปวางประกันได้เลย แต่การใช้เงินจำนวนนี้ รัฐบาลรักษาการจะต้องขออนุมัติจาก กกต. ก่อน ซึ่งเป็นเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 (2)"

          นักวิชาการผู้นี้ บอกด้วยว่า หากงบกลางมีไม่เพียงพอ ยังมีเงินอีกก้อนหนึ่งสามารถนำไปใช้ได้ในภารกิจเร่งด่วนนี้ คือเงินทุนสำรองจ่ายจำนวน 100 ล้านบาท ที่ตั้งไว้ตามมาตรา 29 ทวิ พรบ.วิธีการงบประมาณ แต่มีเพดานเพียง 100 ล้านบาทเท่านั้น ซึ่งสามารถดึงมาเพิ่มเติมได้ แต่จะต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายชดใช้ในปีงบประมาณถัดไป

          "หากเงิน 2 ยอดนี้ ยังไม่พออีก ต้องไปใช้เงินนอกงบประมาณที่เป็นเงินคงคลังตามกฎหมายเงินคงคลังกรณีจำเป็นเร่งด่วน ซึ่งส่วนตัว เห็นว่า เข้าหลักเกณฑ์สามารถนำมาใช้ได้เช่นกัน" นายปรีชา ระบุ

 

"ผบ.ทอ."ย้ำโบอิ้ง 737-400 ไม่ได้เป็นของกองทัพอากาศแล้ว


          ด้านพล.อ.อ. อิทธพร ศุภวงศ์ ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าวว่า กองทัพอากาศได้รับการประสานเรื่องเอกสารที่เกี่ยวกับเครื่องบินดังกล่าว โดยได้ส่งหนังสือยืนยันไปว่า เครื่องบิน โบอิ้ง 737-400 กองทัพอากาศได้น้อมเกล้าฯ ถวาย สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมารตั้งแต่ปี 2550 แล้ว และเครื่องบินดังกล่าว ไม่ได้ประจำการอยู่ในกองทัพอากาศแล้ว ซึ่งขั้นตอนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการออกใบสำคัญ การจดทะเบียน ซึ่งกรมการขนส่งทางอากาศได้ดำเนินการไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ครั้งนั้น

          "จากเอกสารที่เขานำไปอ้างถึงเว็ปไซต์หนึ่ง ซึ่งไม่ได้เป็นเว็ปไซต์ของกองทัพอากาศ แต่เป็นของกลุ่มบุคคลที่เขามีความสนใจ และทำข้อมูลเกี่ยวกับเครื่องบินกองทัพอากาศ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง และเราได้ยืนยันไปแล้ว เพราะฉะนั้นสิ่งที่เข้านำไปอ้าง ไม่ใช่เอกสารของทางราชการ จึงไม่น่าจะมีน้ำหนักที่จะนำไปอ้างอิงได้ ส่วนข้อมูลของกองทัพอากาศ สามารถตรวจสอบได้ในเวบไซค์ของกองทัพอากาศ”ผู้บัญชาการทหารอากาศ กล่าว

          พล.อ.อ.อิทธพร กล่าวว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องนานมาแล้วที่เกี่ยวกับทางยกระดับโทลล์เวย์ที่จะต้องต่อสู้กันในชั้นศาล

          อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการปฏิบัติ ทุกอย่างต้องอยู่บนพื้นฐานของกฎหมาย ขณะเดียวกันก็ต้องคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศด้วย คิดว่าทั้งสองประเทศคงคำนึงถึงเรื่องเหล่านี้อยู่
'อภิสิทธิ์'ย้ำจุดยืน'ไทย-เขมร'ต้องคุยกัน
"อภิสิทธิ์"ย้ำจุดยืน "ไทย-เขมร" ต้องคุยกัน ชี้กัมพูชาเป็นคนยื่นเรื่องไปศาลโลก เมื่อศาลสั่งก็ควรถอนทหาร ผบ.ทบ.ชี้รอสู้ที่ศาลโลกแนะหาช่องเจรจา ช่องสะงำคึกคักเชื่อสันติภาพกลับคืนมา บุรีรัมย์ตั้งด่านสกัดเขมรทะลักไทยหวังค่าแรงพุ่ง300บาท

           (21ก.ค.)  นายอภิสิทธิ์ เชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลโลกได้มีคำสั่งให้ประเทศไทยและกัมพูชาได้ทำการถอนทหารออกจากพื้นที่ข้อพิพาท ว่า  ตนขอย้ำจุดยืนที่จะต้องให้มีการพูดคุยกันก่อนที่จะมีการถอนทหาร และการอนุญาตให้อาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามา

            นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามประเทศกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ยื่นเรื่องไปยังศาลโลก ดังนั้นเมื่อศาลสั่งให้ถอนทหารประเทศกัมพูชาก็ควรถอนทหารทันที อีกทั้งกัมพูชาก็หนีไม่พ้นการที่จะต้องมาพูดคุยกันกับฝ่ายไทย

 

ผบ.ทบ.ชี้ปัญหาไทย-กัมพูชารอสู้ที่ศาลโลกแนะหาช่องเจรจา

            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า จากนี้คงต้องสู้กันที่ศาลโลก ขณะนี้ต้องรอกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมหารือก่อน เพราะยังไม่มีการสั่งการใดๆ มายังกองทัพ อย่างไรก็ตาม ตนเองเห็นว่า คงต้องหาช่องทางเพื่อพูดคุยกับกัมพูชาว่าจะดำเนินการอย่างไร ภายหลังมติศาลโลกออกมาเช่นนี้ ไม่ใช่คิดว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะมาตรการของศาลโลกนับว่าเป็นการคุ้มครองชั่วคราวที่ป้องกันปัญหาการเผชิญหน้า

            ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่า กองทัพไม่ท้อ จะเดินหน้าทำงานต่อไป เพียงแต่ต้องการให้ทุกฝ่ายให้กำลังใจ และเห็นใจทหารที่ทำหน้าที่ มาโดยตลอด

 


ผบ.ตร.ขึ้นผามอแดงสำรวจพื้นที่ชายแดน

             เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.วิเชียร   พจน์โพธิ์ศรี  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.เดชาวัต   รามสมภพ  ผู้บัญชาการตำรวจ ภาค 3 และ  พล.ท.ธวัชชัย   สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2  กองกำลังสุรนารี เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ลงจอดที่ สนามหน้า กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 224 (ตชด.224)  อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อมาติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร หลังจากศาลโลกมีคำสั่งให้ทหารทั้งสองฝ่ายถอนกำลังออกจากพื้นที่โดยกำหนดเส้นแบ่งเขตปลอดทหารไว้ 4 จุด เพื่อลดการเผชิญหน้าเสี่ยงเกิดการปะทะขึ้นอีกรอบ  

             พล.ต.อ.วิเชียร  กล่าวเพียงสั้น ๆว่า วันนี้เดินทางมาดูพื้นที่เพื่อหาแนวทางเกี่ยวกับการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องตามแนวชายแดน  ไม่มีอะไรมาก ขอขึ้นไปดูพื้นที่ก่อน           

             เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ภารกิจวันนี้เป็นเรื่องการมาศึกษาความเป็นไปได้เรื่องแนวคิดที่ว่าเมื่อศาลโลกมีคำสั่งให้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่  เราอาจจะใช้กำลังของ ตชด. เข้าไปประจำการแทนได้หรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ยังไม่ถึงขนาดนั้น เรื่องนี้ต้องรอคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีก่อน ตอนนี้ขอมาดูพื้นที่ก่อน
           
             เช่นเดียวกับ พล.ท.ธวัชชัย   กล่าวถึงสถานการณ์ทั่วไปบนชายแดนเขาพระวิหารว่า ขณะนี้เหตุการณ์ทั่วไปยังปกติ ไม่มีความตึงเครียดแต่อย่างใด ส่วนเรื่องถอนกำลังทหารขณะนี้ยังไม่มีการถอนกำลัง ต้องรอให้จัดตั้งรัฐบาลเสร็จและให้รัฐบาลทั้งสองประเทศเจรจากันในรายละเอียดก่อนถึงจะดำเนินการได้      
    
             จากนั้นคณะได้เดินทางด้วยรถตู้ขึ้นไปบน ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนติดตามขึ้นไปด้วย

 

 ช่องสะงำคึกคักเชื่อสันติภาพกลับคืนมา

            เมื่เวลา 07.30 น.  ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ประชาชนคนเขมรข้ามพรมแดนด้วยความเชื่อมั่นหลังความตึงเครียดระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามีความคลี่คลาย โดยประชาชนที่อาศัยยอู่ตามแนวชายเดนไทยเขมรมีความมั่นใจด้านความปลอดภัย ไม่เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกันของทั้ง 2 ชาติ  ส่งผลบรรยากาศการไปมาหาสู่กันที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ เป็นจุดเปิดด่านเพื่อการค้า การท่องเที่ยว แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่าง 2 ชนชาติ  ประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง

            ทั้งชาวไทย ชาวเขมรมีความมั่นอกมั่นใจเกิดความเชื่อมั่นในคำสั่งของศาลโลก ซึ่งสามารถสร้างบรรยากาศการปรองดองกันด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม กลับคืนสู่ภูมิภาคนี้โดยสันติวิธี เหล่าบรรดาพ่อค้า แม่ค้าทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ กลางเล็ก ประชาชนระดับรากหญ้า ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ ทั้งไทย เขมร นับ 1,200-1,500 คนข้ามพรมแดนติดต่อซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะพ่อค้าชาวไทยหลังจากที่ซบเซาร่วมเกือบ 2 ปี กลับนำสินค้าขึ้นค้าขายแลกเปลี่ยนที่ตลาดนัดฝั่งไทย ตลาดช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษจากพ่อค้าขาจรที่มีไม่เคยถึง 10 ร้าน แต่ ณ เวลาปัจจุบันนี้ กลับมีพ่อค้าขาจรจากหลากหลายพื้นที่นับ 100 ราย นำสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด นำไปค้าขายแก่ประชาชนชาวเขมร ที่ข้ามพรมแดน มาซื้อหาสินค้ากลับบริโภคที่ฝั่งเขาเอง โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรของประเทศไทยอาทิ เงาะ ทุเรียนสับปะรด มะละกอ หอม กระเทียมผักชี มะละกอ กระท้อน ฝรั่ง มะนาว มะพร้าวส้มโออื่นๆอีกมาก ยิ่งอาหารประเภทเนื้อสัตว์ยอดนิยมปลาน้ำจืด ปลาทะเล เนื้อวัว เนื้อสุกร ตลอดสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาสระผม ผงชูรส ม่าม่า อุปกรณ์การก่อสร้างทุกชนิด ปูนทราย อิฐ หิน ซีเมนต์ สังกะสี ตลอดอุปกรณ์ด้านการเกษตร อาทิ เช่น จอบ เสียม มีดคราดอะไหล่รถไถนาเดินตาม

            วันนี้ประชาชนคนเขมรที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาไม่ว่าจาก จ.อุดรมีชัย จ.พระวิหาร จ.เสียมราฐ จ.กำปงจาม จ.สวายเรียงแห่ข้ามแดน เพื่อสั่งอาหารตามสั่งรับประทานกันอย่างสบายอกสบายใจ และยังซื้อหาสินค้าสำหรับการอุปโภคบริโภคด้วยประเทศเขมรเองยังเพาะปลูกพืชผักดังกล่าวยังไม่เพียงพอในการอุปโภคบริโภคในประเทสเขาเอง สินค้าส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาอาศัยจากประเทศไทยอีกจำนวนมหาศาล

 

บุรีรัมย์ตั้งด่านสกัดเขมรทะลักไทยหวังค่าแรงพุ่ง300บาท

            นายสุจินต์ วาจากิจ  นายอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์  ได้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง  ร่วมกับฝ่ายทหาร และตำรวจตระเวนชายแดน ที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ได้เพิ่มความเข้มงวดในการออกลาดตระเวนตรวจตรา และตั้งด่านตรวจสกัด เพื่อสกัดกั้นป้องกันไม่ให้แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวกัมพูชาเนื่องจากจ.บุรีรัมย์มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา ลักลอบเข้ามาขายแรงงานในพื้นที่จังหวัด หรือจังหวัดชั้นใน หลังจากว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ มีนโยบายจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงานวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ 

             ทั้งนี้เนื่องจากสภาพพื้นที่ของอำเภอบ้านกรวดเป็นพื้นที่ราบสามารถเดินข้ามไปมาได้  จึงต้องมีการดูแลคุมเข้มเป็นพิเศษพร้อมกันนี้ยังได้เน้นย้ำให้กำนัน  ผู้ใหญ่บ้านและชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.)  ได้ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหรือผู้ไม่หวังดีลักลอบเข้ามาในพื้นที่ ก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทหาร หรือฝ่ายปกครอง เข้าไปตรวจสอบเพื่อจะได้ดำเนินการจับกุมและผลักดันแรงงานต่างด้าวกลุ่มกลับประเทศภูมิลำเนาต่อไป

             นายอำเภอบ้านกรวด  ยังระบุอีกว่า หากมีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาในพื้นที่  อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง  และจะส่งผลกระทบกับแรงงานไทย เพราะแรงงานต่างด้าวจะเข้ามาแย่งงานแรงงานไทย ซึ่งจะทำให้แรงงานไทยตกงานเพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการ นายจ้าง หากมีการลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาทำงานโดยไม่ถูกต้อง ก็จะถูกดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

"อภิสิทธิ์"ย้ำจุดยืน "ไทย-เขมร" ต้องคุยกัน ชี้กัมพูชาเป็นคนยื่นเรื่องไปศาลโลก เมื่อศาลสั่งก็ควรถอนทหาร ผบ.ทบ.ชี้รอสู้ที่ศาลโลกแนะหาช่องเจรจา ช่องสะงำคึกคักเชื่อสันติภาพกลับคืนมา บุรีรัมย์ตั้งด่านสกัดเขมรทะลักไทยหวังค่าแรงพุ่ง300บาท

           (21ก.ค.)  นายอภิสิทธิ์ เชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลโลกได้มีคำสั่งให้ประเทศไทยและกัมพูชาได้ทำการถอนทหารออกจากพื้นที่ข้อพิพาท ว่า  ตนขอย้ำจุดยืนที่จะต้องให้มีการพูดคุยกันก่อนที่จะมีการถอนทหาร และการอนุญาตให้อาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามา

            นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามประเทศกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ยื่นเรื่องไปยังศาลโลก ดังนั้นเมื่อศาลสั่งให้ถอนทหารประเทศกัมพูชาก็ควรถอนทหารทันที อีกทั้งกัมพูชาก็หนีไม่พ้นการที่จะต้องมาพูดคุยกันกับฝ่ายไทย

 

ผบ.ทบ.ชี้ปัญหาไทย-กัมพูชารอสู้ที่ศาลโลกแนะหาช่องเจรจา

            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า จากนี้คงต้องสู้กันที่ศาลโลก ขณะนี้ต้องรอกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมหารือก่อน เพราะยังไม่มีการสั่งการใดๆ มายังกองทัพ อย่างไรก็ตาม ตนเองเห็นว่า คงต้องหาช่องทางเพื่อพูดคุยกับกัมพูชาว่าจะดำเนินการอย่างไร ภายหลังมติศาลโลกออกมาเช่นนี้ ไม่ใช่คิดว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะมาตรการของศาลโลกนับว่าเป็นการคุ้มครองชั่วคราวที่ป้องกันปัญหาการเผชิญหน้า

            ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่า กองทัพไม่ท้อ จะเดินหน้าทำงานต่อไป เพียงแต่ต้องการให้ทุกฝ่ายให้กำลังใจ และเห็นใจทหารที่ทำหน้าที่ มาโดยตลอด

 


ผบ.ตร.ขึ้นผามอแดงสำรวจพื้นที่ชายแดน

             เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.วิเชียร   พจน์โพธิ์ศรี  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.เดชาวัต   รามสมภพ  ผู้บัญชาการตำรวจ ภาค 3 และ  พล.ท.ธวัชชัย   สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2  กองกำลังสุรนารี เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ลงจอดที่ สนามหน้า กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 224 (ตชด.224)  อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อมาติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร หลังจากศาลโลกมีคำสั่งให้ทหารทั้งสองฝ่ายถอนกำลังออกจากพื้นที่โดยกำหนดเส้นแบ่งเขตปลอดทหารไว้ 4 จุด เพื่อลดการเผชิญหน้าเสี่ยงเกิดการปะทะขึ้นอีกรอบ  

             พล.ต.อ.วิเชียร  กล่าวเพียงสั้น ๆว่า วันนี้เดินทางมาดูพื้นที่เพื่อหาแนวทางเกี่ยวกับการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องตามแนวชายแดน  ไม่มีอะไรมาก ขอขึ้นไปดูพื้นที่ก่อน           

             เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ภารกิจวันนี้เป็นเรื่องการมาศึกษาความเป็นไปได้เรื่องแนวคิดที่ว่าเมื่อศาลโลกมีคำสั่งให้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่  เราอาจจะใช้กำลังของ ตชด. เข้าไปประจำการแทนได้หรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ยังไม่ถึงขนาดนั้น เรื่องนี้ต้องรอคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีก่อน ตอนนี้ขอมาดูพื้นที่ก่อน
           
             เช่นเดียวกับ พล.ท.ธวัชชัย   กล่าวถึงสถานการณ์ทั่วไปบนชายแดนเขาพระวิหารว่า ขณะนี้เหตุการณ์ทั่วไปยังปกติ ไม่มีความตึงเครียดแต่อย่างใด ส่วนเรื่องถอนกำลังทหารขณะนี้ยังไม่มีการถอนกำลัง ต้องรอให้จัดตั้งรัฐบาลเสร็จและให้รัฐบาลทั้งสองประเทศเจรจากันในรายละเอียดก่อนถึงจะดำเนินการได้      
    
             จากนั้นคณะได้เดินทางด้วยรถตู้ขึ้นไปบน ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนติดตามขึ้นไปด้วย

 

 ช่องสะงำคึกคักเชื่อสันติภาพกลับคืนมา

            เมื่เวลา 07.30 น.  ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ประชาชนคนเขมรข้ามพรมแดนด้วยความเชื่อมั่นหลังความตึงเครียดระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามีความคลี่คลาย โดยประชาชนที่อาศัยยอู่ตามแนวชายเดนไทยเขมรมีความมั่นใจด้านความปลอดภัย ไม่เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกันของทั้ง 2 ชาติ  ส่งผลบรรยากาศการไปมาหาสู่กันที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ เป็นจุดเปิดด่านเพื่อการค้า การท่องเที่ยว แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่าง 2 ชนชาติ  ประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง

            ทั้งชาวไทย ชาวเขมรมีความมั่นอกมั่นใจเกิดความเชื่อมั่นในคำสั่งของศาลโลก ซึ่งสามารถสร้างบรรยากาศการปรองดองกันด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม กลับคืนสู่ภูมิภาคนี้โดยสันติวิธี เหล่าบรรดาพ่อค้า แม่ค้าทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ กลางเล็ก ประชาชนระดับรากหญ้า ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ ทั้งไทย เขมร นับ 1,200-1,500 คนข้ามพรมแดนติดต่อซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะพ่อค้าชาวไทยหลังจากที่ซบเซาร่วมเกือบ 2 ปี กลับนำสินค้าขึ้นค้าขายแลกเปลี่ยนที่ตลาดนัดฝั่งไทย ตลาดช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษจากพ่อค้าขาจรที่มีไม่เคยถึง 10 ร้าน แต่ ณ เวลาปัจจุบันนี้ กลับมีพ่อค้าขาจรจากหลากหลายพื้นที่นับ 100 ราย นำสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด นำไปค้าขายแก่ประชาชนชาวเขมร ที่ข้ามพรมแดน มาซื้อหาสินค้ากลับบริโภคที่ฝั่งเขาเอง โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรของประเทศไทยอาทิ เงาะ ทุเรียนสับปะรด มะละกอ หอม กระเทียมผักชี มะละกอ กระท้อน ฝรั่ง มะนาว มะพร้าวส้มโออื่นๆอีกมาก ยิ่งอาหารประเภทเนื้อสัตว์ยอดนิยมปลาน้ำจืด ปลาทะเล เนื้อวัว เนื้อสุกร ตลอดสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาสระผม ผงชูรส ม่าม่า อุปกรณ์การก่อสร้างทุกชนิด ปูนทราย อิฐ หิน ซีเมนต์ สังกะสี ตลอดอุปกรณ์ด้านการเกษตร อาทิ เช่น จอบ เสียม มีดคราดอะไหล่รถไถนาเดินตาม

            วันนี้ประชาชนคนเขมรที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาไม่ว่าจาก จ.อุดรมีชัย จ.พระวิหาร จ.เสียมราฐ จ.กำปงจาม จ.สวายเรียงแห่ข้ามแดน เพื่อสั่งอาหารตามสั่งรับประทานกันอย่างสบายอกสบายใจ และยังซื้อหาสินค้าสำหรับการอุปโภคบริโภคด้วยประเทศเขมรเองยังเพาะปลูกพืชผักดังกล่าวยังไม่เพียงพอในการอุปโภคบริโภคในประเทสเขาเอง สินค้าส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาอาศัยจากประเทศไทยอีกจำนวนมหาศาล

 

บุรีรัมย์ตั้งด่านสกัดเขมรทะลักไทยหวังค่าแรงพุ่ง300บาท

            นายสุจินต์ วาจากิจ  นายอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์  ได้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง  ร่วมกับฝ่ายทหาร และตำรวจตระเวนชายแดน ที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ได้เพิ่มความเข้มงวดในการออกลาดตระเวนตรวจตรา และตั้งด่านตรวจสกัด เพื่อสกัดกั้นป้องกันไม่ให้แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวกัมพูชาเนื่องจากจ.บุรีรัมย์มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา ลักลอบเข้ามาขายแรงงานในพื้นที่จังหวัด หรือจังหวัดชั้นใน หลังจากว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ มีนโยบายจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงานวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ 

             ทั้งนี้เนื่องจากสภาพพื้นที่ของอำเภอบ้านกรวดเป็นพื้นที่ราบสามารถเดินข้ามไปมาได้  จึงต้องมีการดูแลคุมเข้มเป็นพิเศษพร้อมกันนี้ยังได้เน้นย้ำให้กำนัน  ผู้ใหญ่บ้านและชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.)  ได้ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหรือผู้ไม่หวังดีลักลอบเข้ามาในพื้นที่ ก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทหาร หรือฝ่ายปกครอง เข้าไปตรวจสอบเพื่อจะได้ดำเนินการจับกุมและผลักดันแรงงานต่างด้าวกลุ่มกลับประเทศภูมิลำเนาต่อไป

             นายอำเภอบ้านกรวด  ยังระบุอีกว่า หากมีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาในพื้นที่  อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง  และจะส่งผลกระทบกับแรงงานไทย เพราะแรงงานต่างด้าวจะเข้ามาแย่งงานแรงงานไทย ซึ่งจะทำให้แรงงานไทยตกงานเพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการ นายจ้าง หากมีการลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาทำงานโดยไม่ถูกต้อง ก็จะถูกดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

7.)'อภิสิทธิ์'ย้ำจุดยืน'ไทย-เขมร'ต้องคุยกัน

(21ก.ค.)  นายอภิสิทธิ์ เชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลโลกได้มีคำสั่งให้ประเทศไทยและกัมพูชาได้ทำการถอนทหารออกจากพื้นที่ข้อพิพาท ว่า  ตนขอย้ำจุดยืนที่จะต้องให้มีการพูดคุยกันก่อนที่จะมีการถอนทหาร และการอนุญาตให้อาเซียนส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามา

            นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ตามประเทศกัมพูชาเป็นฝ่ายที่ยื่นเรื่องไปยังศาลโลก ดังนั้นเมื่อศาลสั่งให้ถอนทหารประเทศกัมพูชาก็ควรถอนทหารทันที อีกทั้งกัมพูชาก็หนีไม่พ้นการที่จะต้องมาพูดคุยกันกับฝ่ายไทย

 

ผบ.ทบ.ชี้ปัญหาไทย-กัมพูชารอสู้ที่ศาลโลกแนะหาช่องเจรจา

            พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า จากนี้คงต้องสู้กันที่ศาลโลก ขณะนี้ต้องรอกระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหมหารือก่อน เพราะยังไม่มีการสั่งการใดๆ มายังกองทัพ อย่างไรก็ตาม ตนเองเห็นว่า คงต้องหาช่องทางเพื่อพูดคุยกับกัมพูชาว่าจะดำเนินการอย่างไร ภายหลังมติศาลโลกออกมาเช่นนี้ ไม่ใช่คิดว่าใครได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เพราะมาตรการของศาลโลกนับว่าเป็นการคุ้มครองชั่วคราวที่ป้องกันปัญหาการเผชิญหน้า

            ผู้บัญชาการทหารบก ยืนยันว่า กองทัพไม่ท้อ จะเดินหน้าทำงานต่อไป เพียงแต่ต้องการให้ทุกฝ่ายให้กำลังใจ และเห็นใจทหารที่ทำหน้าที่ มาโดยตลอด

 


ผบ.ตร.ขึ้นผามอแดงสำรวจพื้นที่ชายแดน

             เมื่อเวลา 09.00 น. พล.ต.อ.วิเชียร   พจน์โพธิ์ศรี  ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พร้อมด้วย พล.ต.ท.เดชาวัต   รามสมภพ  ผู้บัญชาการตำรวจ ภาค 3 และ  พล.ท.ธวัชชัย   สมุทรสาคร แม่ทัพภาคที่ 2  กองกำลังสุรนารี เดินทางด้วยเฮลิคอปเตอร์ลงจอดที่ สนามหน้า กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 224 (ตชด.224)  อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อมาติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย - กัมพูชา ด้านเขาพระวิหาร หลังจากศาลโลกมีคำสั่งให้ทหารทั้งสองฝ่ายถอนกำลังออกจากพื้นที่โดยกำหนดเส้นแบ่งเขตปลอดทหารไว้ 4 จุด เพื่อลดการเผชิญหน้าเสี่ยงเกิดการปะทะขึ้นอีกรอบ  

             พล.ต.อ.วิเชียร  กล่าวเพียงสั้น ๆว่า วันนี้เดินทางมาดูพื้นที่เพื่อหาแนวทางเกี่ยวกับการดูแลรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องตามแนวชายแดน  ไม่มีอะไรมาก ขอขึ้นไปดูพื้นที่ก่อน           

             เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ภารกิจวันนี้เป็นเรื่องการมาศึกษาความเป็นไปได้เรื่องแนวคิดที่ว่าเมื่อศาลโลกมีคำสั่งให้ถอนกำลังทหารออกจากพื้นที่  เราอาจจะใช้กำลังของ ตชด. เข้าไปประจำการแทนได้หรือไม่ พล.ต.อ.วิเชียร กล่าวว่า ยังไม่ถึงขนาดนั้น เรื่องนี้ต้องรอคำสั่งจากนายกรัฐมนตรีก่อน ตอนนี้ขอมาดูพื้นที่ก่อน
           
             เช่นเดียวกับ พล.ท.ธวัชชัย   กล่าวถึงสถานการณ์ทั่วไปบนชายแดนเขาพระวิหารว่า ขณะนี้เหตุการณ์ทั่วไปยังปกติ ไม่มีความตึงเครียดแต่อย่างใด ส่วนเรื่องถอนกำลังทหารขณะนี้ยังไม่มีการถอนกำลัง ต้องรอให้จัดตั้งรัฐบาลเสร็จและให้รัฐบาลทั้งสองประเทศเจรจากันในรายละเอียดก่อนถึงจะดำเนินการได้      
    
             จากนั้นคณะได้เดินทางด้วยรถตู้ขึ้นไปบน ผามออีแดง อุทยานแห่งชาติเขาพระวิหาร โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนติดตามขึ้นไปด้วย

 

 ช่องสะงำคึกคักเชื่อสันติภาพกลับคืนมา

            เมื่เวลา 07.30 น.  ที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ประชาชนคนเขมรข้ามพรมแดนด้วยความเชื่อมั่นหลังความตึงเครียดระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามีความคลี่คลาย โดยประชาชนที่อาศัยยอู่ตามแนวชายเดนไทยเขมรมีความมั่นใจด้านความปลอดภัย ไม่เกิดความหวาดระแวงซึ่งกันและกันของทั้ง 2 ชาติ  ส่งผลบรรยากาศการไปมาหาสู่กันที่จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ เป็นจุดเปิดด่านเพื่อการค้า การท่องเที่ยว แลกเปลี่ยนศิลปวัฒนธรรมระหว่าง 2 ชนชาติ  ประชาชนทั้ง 2 ฝั่ง

            ทั้งชาวไทย ชาวเขมรมีความมั่นอกมั่นใจเกิดความเชื่อมั่นในคำสั่งของศาลโลก ซึ่งสามารถสร้างบรรยากาศการปรองดองกันด้านเศรษฐกิจ การเมือง สังคม กลับคืนสู่ภูมิภาคนี้โดยสันติวิธี เหล่าบรรดาพ่อค้า แม่ค้าทั้งผู้ประกอบการขนาดใหญ่ กลางเล็ก ประชาชนระดับรากหญ้า ตำรวจ ทหาร เจ้าหน้าที่ ทั้งไทย เขมร นับ 1,200-1,500 คนข้ามพรมแดนติดต่อซึ่งกันและกัน โดยเฉพาะพ่อค้าชาวไทยหลังจากที่ซบเซาร่วมเกือบ 2 ปี กลับนำสินค้าขึ้นค้าขายแลกเปลี่ยนที่ตลาดนัดฝั่งไทย ตลาดช่องสะงำ ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษจากพ่อค้าขาจรที่มีไม่เคยถึง 10 ร้าน แต่ ณ เวลาปัจจุบันนี้ กลับมีพ่อค้าขาจรจากหลากหลายพื้นที่นับ 100 ราย นำสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคแทบทุกชนิด นำไปค้าขายแก่ประชาชนชาวเขมร ที่ข้ามพรมแดน มาซื้อหาสินค้ากลับบริโภคที่ฝั่งเขาเอง โดยเฉพาะพืชผลทางการเกษตรของประเทศไทยอาทิ เงาะ ทุเรียนสับปะรด มะละกอ หอม กระเทียมผักชี มะละกอ กระท้อน ฝรั่ง มะนาว มะพร้าวส้มโออื่นๆอีกมาก ยิ่งอาหารประเภทเนื้อสัตว์ยอดนิยมปลาน้ำจืด ปลาทะเล เนื้อวัว เนื้อสุกร ตลอดสินค้าที่จำเป็นในชีวิตประจำวันไม่ว่าจะเป็นผงซักฟอก สบู่ ยาสีฟัน น้ำยาสระผม ผงชูรส ม่าม่า อุปกรณ์การก่อสร้างทุกชนิด ปูนทราย อิฐ หิน ซีเมนต์ สังกะสี ตลอดอุปกรณ์ด้านการเกษตร อาทิ เช่น จอบ เสียม มีดคราดอะไหล่รถไถนาเดินตาม

            วันนี้ประชาชนคนเขมรที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนไทยกัมพูชาไม่ว่าจาก จ.อุดรมีชัย จ.พระวิหาร จ.เสียมราฐ จ.กำปงจาม จ.สวายเรียงแห่ข้ามแดน เพื่อสั่งอาหารตามสั่งรับประทานกันอย่างสบายอกสบายใจ และยังซื้อหาสินค้าสำหรับการอุปโภคบริโภคด้วยประเทศเขมรเองยังเพาะปลูกพืชผักดังกล่าวยังไม่เพียงพอในการอุปโภคบริโภคในประเทสเขาเอง สินค้าส่วนใหญ่ยังต้องพึ่งพาอาศัยจากประเทศไทยอีกจำนวนมหาศาล

 

บุรีรัมย์ตั้งด่านสกัดเขมรทะลักไทยหวังค่าแรงพุ่ง300บาท

            นายสุจินต์ วาจากิจ  นายอำเภอบ้านกรวด จ.บุรีรัมย์  ได้สั่งกำชับให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง  ร่วมกับฝ่ายทหาร และตำรวจตระเวนชายแดน ที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน ได้เพิ่มความเข้มงวดในการออกลาดตระเวนตรวจตรา และตั้งด่านตรวจสกัด เพื่อสกัดกั้นป้องกันไม่ให้แรงงานต่างด้าว โดยเฉพาะชาวกัมพูชาเนื่องจากจ.บุรีรัมย์มีพื้นที่ติดกับประเทศกัมพูชา ลักลอบเข้ามาขายแรงงานในพื้นที่จังหวัด หรือจังหวัดชั้นใน หลังจากว่าที่รัฐบาลชุดใหม่ มีนโยบายจะปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำให้กับผู้ใช้แรงงานวันละ 300 บาทเท่ากันทั่วประเทศ 

             ทั้งนี้เนื่องจากสภาพพื้นที่ของอำเภอบ้านกรวดเป็นพื้นที่ราบสามารถเดินข้ามไปมาได้  จึงต้องมีการดูแลคุมเข้มเป็นพิเศษพร้อมกันนี้ยังได้เน้นย้ำให้กำนัน  ผู้ใหญ่บ้านและชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน (ชรบ.)  ได้ช่วยกันสอดส่องดูแล หากพบกลุ่มบุคคลต้องสงสัยหรือผู้ไม่หวังดีลักลอบเข้ามาในพื้นที่ ก็ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ทหาร หรือฝ่ายปกครอง เข้าไปตรวจสอบเพื่อจะได้ดำเนินการจับกุมและผลักดันแรงงานต่างด้าวกลุ่มกลับประเทศภูมิลำเนาต่อไป

             นายอำเภอบ้านกรวด  ยังระบุอีกว่า หากมีแรงงานต่างด้าวลักลอบเข้ามาในพื้นที่  อาจจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคง  และจะส่งผลกระทบกับแรงงานไทย เพราะแรงงานต่างด้าวจะเข้ามาแย่งงานแรงงานไทย ซึ่งจะทำให้แรงงานไทยตกงานเพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ยังได้แจ้งเตือนผู้ประกอบการ นายจ้าง หากมีการลักลอบจ้างแรงงานต่างด้าวที่ลักลอบเข้ามาทำงานโดยไม่ถูกต้อง ก็จะถูกดำเนินการเอาผิดตามกฎหมายด้วยเช่นกัน

8.)'เจ๊วา-น้ำมันปาล์ม'รวยลด45ล.หายไปไหน?

**


         ในการเปิดเผยบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา นักการเมืองที่มีทรัพย์สิน “ลดลง” จากตอนเข้ารับตำแหน่ง ส.ส.เมื่อต้นปี 2551 กว่า 45 ล้านบาท คือนางพรทิวา นาคาศัย  ส.ส.ชัยนาท ซึ่งต่อมาได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่ากากระทรวงพาณิชย์ สมัยรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

        ตอนรับตำแหน่ง ส.ส. นางทิวา แจ้งว่ามีทรัพย์สินรวม 144,272,421 บาท หนี้สิน 953,783 บาท

        นายอนุชา นาคาศัย สามี มีทรัพย์สิน 6,581,360 บาท   ไม่มีหนี้สิน

        บุตรไม่บรรลุนิติภาวะมีทรัพย์สิน 225,908 บาท

       รวม 151,079,689 บาท

       ตอนพ้นตำแหน่ง ส.ส. 10 พ.ค.2554  (ยุบสภาฯ)

       นางพรทิวา แจ้งว่ามีทรัพย์สินรวม 103,061,586 บาท หนี้สิน 767,268 บาท

       นายอนุชา นาคาศัย สามี มีทรัพย์สิน 2,178,329 บาท   ไม่มีหนี้สิน

        บุตรไม่บรรลุนิติภาวะมีทรัพย์สิน 238,695 บาท

       รวม 105,478,610 บาท

        เมื่อเปรียบเทียบการยื่นบัญชีฯทั้ง 2 ครั้ง ทรัพย์สินลดลง 45,414,563บาท

        รายการทรัพย์สินที่ลดลงประกอบด้วย

        1.เงินลงทุนของนางพรทิวา 8,735,902 บาท ของนายอนุชา 4,392,000 บาท  รวม 13,127,902 บาท

       2.เงินฝาก ของนางพรทิวา 25,521,869 บาท  ของนายอนุชา 11,031 บาท รวม 25,532,900 บาท

       3.ทรัพย์สินอื่น  ของนางพรทิวา10,940,000 บาท

        รายการทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น ประกอบด้วย

        1.ที่ดิน 2,862,000 บาท (เพิ่ม 1 แปลง ของนางพรทิวา)

        2.ยานพาหนะ รถยนต์ 1,124,936 บาท (ของนางพรทิวา)

         ทำให้เกิดข้อสงสัยว่าทรัพย์สินที่ลดลง โดยเฉพาะ “เงินฝาก” กับ “เงินลงทุน” หายไปไหน?

         การที่จะตรวจสอบเงินฝากเป็นเรื่องยาก (นอกจากเจ้าตัวที่รู้) แต่ในส่วนของ “เงินลงทุน” ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนฯ (TCIJ)  เรียบเรียงข้อมูลมาเสนอดังนี้

        ตอนเป็น ส.ส.ชัยนาท วันที่ 22 มกราคม 2551 นางพรทิวา ระบุว่า มีเงินลงทุน 8 รายการ มูลค่า 8,735,902 บาท  3 รายการ เป็นหุ้น

        1.บริษัท เอ.พี.คอนส์ จำกัด  23,916 หุ้น มูลค่า 2,391,600 บาท

        2.บริษัท ณิชาบูล จำกัด   20,000 หุ้น มูลค่า 2,000,000 บาท   และ

        3.บริษัท รัชดาเรียลเอสเตท จำกัด 3,333 หุ้น มูลค่า 333,333 บาท   รวมมูลค่า 4,724,933 บาท

        นายอนุชามีเงินลงทุน 2 บริษัท มูลค่า 4,392,000 บาท  ได้แก่

       1.บริษัท เอ.พี.คอนส์ จำกัด  23,920 หุ้น มูลค่า 2,392,000 บาท และ

       2.บริษัท ณิชาบูล จำกัด   20,000 หุ้น มูลค่า 2,000,000 บาท

        ในการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินตอนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ วันที่ 22 ธันวาคม 2551 นางพรทิวาแจ้งว่า มีเงินลงทุนหุ้นบริษัทการบินไทย จำกัด 200 หุ้น มูลค่า 2,000 บาท  และบริษัทหลักทรัพย์นครหลวงไทย จำกัด 500 หุ้น ไม่มีมูลค่า

       ขณะที่นายอนุชามีทรัพย์สิน 2,188,058 บาท ไม่มีเงินลงทุน

       บุตรไม่บรรลุนิติภาวะมีเงินฝาก 228,856 บาท

       รวมทรัพย์สิน 99,808,822 บาท หนี้สิน 3,387,464 บาท  (เฉพาะนางพรทิวา) เบ็ดเสร็จมีทรัพย์สินมากกว่าหนี้สิน 96,421,358 บาท

       เท่ากับในช่วงเวลา 11 เดือนหลังเป็น ส.ส. ทรัพย์สินของนางพรทิวาและสามีลดลง 51,270,867 บาท โดยเฉพาะเงินลงทุนรวม 13.1 ล้านบาท

         ในจำนวนนี้เป็นหุ้นของนางพรทิวา 3 บริษัท จำนวน  47,249 หุ้น มูลค่า 4,724,933 บาท และหุ้นของนายอนุชา 2 บริษัท จำนวน 43,920 หุ้น มูลค่า 4,392,000 บาท รวมมูลค่า 9,116,933 บาท

       ศูนย์ข้อมูล&ข่าวสืบสวนฯ (TCIJ)  ตรวจสอบพบว่า ก่อนยื่นบัญชีฯทรัพย์สินก่อนรับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์  2 วัน นางพรทิวาได้โอนหุ้น  บริษัท เอพีคอนส์ จำกัด (ประกอบธุรกิจรับเหมา)  บริษัท ณิชาบูล จำกัด (ประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์) และ บริษัท รัชดาเรียลเอสเตท จำกัด (ธุรกิจสถานบริการ “โพไซดอน”)  ไปให้นางบุญเรือน ศักดิ์ศิริเวทย์กุล ผู้เป็นแม่ ส่วนนายอนุชาโอนหุ้น 2 บริษัทไปให้นางบุญเรือน ศักดิ์ศิริเวทย์กุล (แม่ยาย) เช่นเดียวกัน

        จึงเป็นที่มาของทรัพย์สิน (เงินลงทุน) ที่หายไป

       ซึ่งก็ได้คำตอบว่า วนเวียนอยู่กับคนใกล้ตัวนั่นแหละ? 

 
9.)'มาร์ค-ปู'วอนทุกฝ่ายอย่ากดดันกกต.

**

"อภิสิทธิ์" วอนทุกฝ่าย "อย่ากดดัน กกต." จี้ "ยิ่งลักษณ์-ยงยุทธ" หัดปราบแกนนำนปช.บ้าง “ปู”วอนนปช.แล้ว มีรายงานจ่อปล่อย 11 แกนนำแดงยกเว้น"จตุพร" ประธานกกต.ส่งความเห็นไม่ควรยุบปชป.กรณีถูก นปช.ร้อง

          เมื่อเวลา 08.45 น. วันที่ 21 ก.ค. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี  ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อลำดับ 1 ของพรรคประชาธิปัตย์ เดินทางมารับหนังสือรับรองที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต.เพื่อนำไปรายงานตัวที่รัฐสภา

          นายอภิสิทธิ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการพิจารณารับรองผลการเลือกตั้ง ส.ส.ว่า ขอให้ทุกฝ่าย โดยเฉพาะคนเสื้อแดง อย่ากดดันการทำงานของ กกต.โดยเฉพาะการรับรองผลการเลือกตั้งของแกนนำ นปช.ที่ยังคงอยู่ในระหว่างการพิจารณาของ กกต.

          นายอภิสิทธิ์ กล่าวด้วยว่า ตนขอเรียกร้องไปยังพรรคเพื่อไทย โดยเฉพาะน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ว่าที่นายกรัฐมนตรี และนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นบ้างกับกรณีที่กลุ่มคนเสื้อแดง ได้ใช้มวลชนไปกดดันการทำงานของกกต.เพื่อให้รับรองผลการเลือกตั้ง

           "อย่างไรก็ตามเห็นว่านปช.มีความผูกพันกับกองค์กรอิสระอย่างกกต. และปปช. เนื่องจากองค์กรอิสระดังกล่าวเกิดขึ้นตามรัฐธรรมนูญ 2540 ที่นปช.ต้องการนำกลับมาใช้ ดังนั้นจึงควรเคารพองค์กรอิสระที่เกิดจากรัฐธรรมนูญ 2540 ด้วย ส่วนตัวคิดว่าพอได้กับการใช้มวลชนออกมากดดัน" นายอภิสิทธิ์ กล่าว

 

“ปู”วอนนปช.อย่าเคลื่อนไหวกดดันกกต.แล้ว

            เมื่อเวลา 09.55 น.น.ส.ยิ่งลักษณ์กล่าวว่า ตนอยากให้ทุกฝ่ายรอ กกต. จะดีกว่า เพราะไม่อยากให้ไปกดดัน กกต.ตนเชื่อว่า กกต. จะให้ความยุติธรรมแก่ทุกฝ่าย ส่วนจะมีการหารือเพื่อให้สถานการณ์นิ่งลงหรือไม่นั้น วันนี้ตนอยากให้ทุกอย่างเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย วันนี้เราได้ก้าวไปสู่ในช่วงการรอผลการเลือกตั้งไปแล้ว จึงอยากให้การเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างยุติธรรม และที่สำคัญต้องเคารพในกฎกติกา และเคารพในเสียงของประชาชน จึงอยากขอความร่วมมือทุกฝ่ายด้วย

            เมื่อถามว่าจะมีการหารือกับแกนนำ นปช. โดยเฉพาะผู้สมัคร ส.ส.ที่ยังไม่ได้รับรองสถานภาพหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า วันนี้อยากขอความร่วมมือทุกฝ่าย อยากให้รอฟังผลการรับรองจา กกต. จะดีกว่า ทั้งหมดนี้ตนเชื่อว่า กกต. จะทำงานอย่างเข้มแข็ง เพราะยังมีบุคคลที่ยังไม่รับการรับรองสถานะภาพ ส.ส. อีกจำนวนมาก ซึ่ง กกต. ก็คงต้องเร่งทำตรงนั้น ตนอยากให้ กกตง ทำงานอย่างเป็นอิสระ

            เมื่อถามว่าหากมีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นจริง ซึ่งส่งผลกระทบต่อพรรคด้วยนั้นจะดำเนินการอย่างไร น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่าเบื้องต้นเชื่อว่าทุกคนจะมีเหตุผลเพียงพอ และเชื่อว่าคงไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ อย่างไรก็ตามเชื่อว่าทุกคนคงต้องรอฟังผลการรับรองเสียก่อน เพราะประเทศชาติเราต้องการที่จะเดินหน้าแล้ว เราอยากเห็นอนาคตข้างหน้าแล้วว่าจะเป็นอย่างไร อีกทั้งเรายังต้องช่วยกันหารายได้เข้าประเทศอีกด้วย เรื่องนี้ต้องเป็นอีกมุมที่เราต้องมานั่งหารือกันแล้วในบรรยากาศแบบนี้

            เมื่อถามว่าวันที่ 22 ก.ค.นี้จะมีการเรียกประชุม ส.ส.พรรค จะเน้นย้ำเรื่องอะไรเป็นพิเศษหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า เรื่องนี้คงต้องรอดูต่อไป เพราะวันศุกร์นี้จะมีการนัดประชุมกับ ส.ส.ด้วย

            เมื่อถามว่าจะมีการลงพื้นที่ช่วยลูกพรรคหาเสียงในพื้นที่เลือกตั้งซ่อมหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า หากตนมีเวลาเพียงพอ ก็จะลงไปช่วยหาเสียงอย่างแน่นอน เมื่อถามว่ารายชื่อในคณะรัฐมนตรี (ครม.) จะมีคนนอกพรรคหรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กล่าวว่า ก็มีมองๆไว้บ้าง ส่วนแคนดิเดตรัฐมนตรีต่างประเทศนั้นจะเป็นบุคคลที่เป็นอดีตทูตหรือไม่นั้น เรื่องนี้ยังไม่ลงตัวเลย ยังไม่ทราบด้วย ต้องรอดูต่อไป
 
            ผู้สื่อข่าวรายงานว่าเมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีต่างประเทศ จะเป็นนายวิกรม คุ้มไพโรจน์ เอกอัครราชทูตไทย ประจำกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ หรือไม่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ตอบอะไร เพียงแต่สายหน้าและยิ้มให้สื่อเท่านั้น

 


“ชวน”บอกเห็นใจกกต.ทำอะไรก็ถูกวิจารณ์


             นายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนเห็นใจคนทำงาน ทำอะไรก็ถูกวิจารณ์ ซึ่งกฎหมายก็ให้อำนาจกกต.หากท่านใช้อำนาจตามกฎหมายตรงไปตรงมาคงไม่มีปัญหาอะไร ความจริงการทำงานไม่ง่ายนักเพราะต้องดูสำนวนและหลักฐาน  หากวินิจฉัยเร็วหรือช้าไปก็ถูกตำหนิ  ดังนั้นต้องดูความพร้อม มีข้อมูล ที่จะวินิจฉัยแต่ละบุคคลได้ ไม่ควรกดดันหรือเร่งรัดเกินกำลังที่จะทำได้ ตนเห็นใจคนทำงานเพราะเวลาที่จะทำงานจริงๆ ไม่ง่ายอย่างที่คิดเหมือนอยู่ข้างนอก อย่างไรก็ตามเชื่อว่าช่วงเวลาที่เหลืออยู่กกต.จะรู้ดีกว่าเราว่าจะทำอะไรให้เสร็จเมื่อไหร่

             เมื่อถามว่ามองบทบาทของสภาอย่างไรเพราะมีคนหลากหลายกลุ่มและหลายสีมาอยู่ในสภา นายชวน กล่าวว่า อยู่ที่ความรับผิดชอบของแต่ละคน ถึงแม้จะมีพรรคการเมืองก็ตาม ถ้าเทียบสภาชุดที่แล้วปัญหาใหญ่คือการแกล้งไม่ให้องค์ประชุมครบ ไม่ใช่มาไม่ครบ ส่วนใหญ่ก็มาครบ ไม่แสดงตนเพียงเพื่อไม่ให้องค์ประชุมครบ เพื่อไม่ให้ทำงานได้ สิ่งนี้เที่ยวนี้น่าจะหมดไป เพราะกลุ่มที่มีปัญหามาเป็นรัฐบาลเอง เพราะฉะนั้นเขาคงไม่แกล้งตัวเอง สิ่งนี้น่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น

             เมื่อถามว่าจะทำให้สภาปั่นป่วนหรือไม่เพราะบางคนก็เคลื่อนไหวนอกสภา แต่มาอยู่ในสภาแทน นายชวน กล่าวว่า ไม่อยากพยากรณ์ล่วงหน้า แต่สิ่งที่รู้สึกในช่วงที่ผ่านมามีปัญหาความรับผิดชอบของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ไม่แสดงตนทำให้องค์ประชุมไม่ครบ ทำให้ถูกวิพากวิจารณ์ว่าส.ส.ขี้เกียจไม่มาประชุม สิ่งที่เขาทำมา 2 ปีกว่าวัตถุประสงค์ก็เพื่อไม่ให้ทำงานได้ ให้รัฐบาลล้มให้ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้คงจะพ้นไป คงไม่มีปัญหาเรื่ององค์ประชุม

             เมื่อถามว่าเมื่อเป็นส.ส.ควรจะออกไปเคลื่อนไหวข้างนอกหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า การใช้สิทธิ์ของสมาชิกอะไรที่อยู่ภายใต้กฎหมายก็มีสิทธิ์ที่จะทำได้ แต่ว่าความเหมาะสมเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ดุลยพินิจของสมาชิกดีพอว่าอะไรควรไม่ควร

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุม กกต.ในวันนี้ จะเริ่มในเวลา 10.00 น.ที่จะเป็นการพิจารณาเรื่องร้องเรียน และร้องคัดค้านผลการเลือกตั้ง ส.ส.รวมทั้ง การพิจารณารับรองผลการเลือกตั้งในรอบที่ 3 ซึ่งอาจมีการพิจารณารับรอง ว่าที่ ส.ส.ที่เป็นแกนนำ นปช.12 คน รวมทั้งนายจตุพร พรหมพันธุ์

 

จ่อปล่อย 11 แกนนำแดงยกเว้น"จตุพร"

            ทั้งนี้มีรายงานข่าวจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แจ้งว่า ในการประชุม กกต. วันที่ 21 กรกฎาคม จะมีการพิจารณาประกาศผลการเลือกตั้งเพิ่มเติมชุดที่ 3 คาดว่าที่ประชุม กกต.จะประกาศผลการเลือกตั้งให้แก่ 11 ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และว่าที่ ส.ส.แบ่งเขต พรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ซึ่งยังมีปัญหาร้องคัดค้านเรื่องคุณสมบัติที่ถูกคุมขังโดยหมายศาล จะทำให้ขาดความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ โดยจะประกาศผลการเลือกตั้งให้แก่แกนนำ นปช.ที่ได้รับเลือกตั้ง ได้แก่ 1.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 2.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย 3.นพ.เหวง โตจิราการ 4.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไทย 5.นายพายัพ ปั้นเกตุ 6.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 7.นายวิเชียร ขาวขำ 8.นายการุณ โหสกุล 9.จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ 10.นายวรชัย เหมะ และ 11.นายสถาพร มณีรัตน์ เนื่องจากอนุกรรมการได้ดูในประเด็นข้อกฎหมายแล้วยังไม่เห็นว่า 11 แกนนำ นปช.จะพ้นจากความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทย จึงเห็นควรให้ประกาศผลการเลือกตั้งได้

           รายงานข่าวแจ้งว่า ในส่วนปัญหาร้องคัดค้านเรื่องคุณสมบัติของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อนั้น ขณะนี้ กกต.ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหานายจตุพร เนื่องจากนายจตุพรยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ จึงยังไม่มีการพิจารณาเพื่อประกาศผลให้แก่นายจตุพรในวันที่ 21 กรกฎาคม อีกทั้งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอนุกรรมการสืบสวนสอบสวน ที่จะต้องเข้าไปในเรือนจำ เพื่อให้นายจตุพรให้ถ้อยคำข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ กกต.ยืนยันจะพิจารณากรณีดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้ง

           ส่วนกรณีพรรคประชาธิปไตยใหม่ ที่ กกต.ยังไม่ประกาศผลการเลือกตั้งให้นางพัชรินทร์ มั่นปาน ว่าที่ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อลำดับที่ 2 เนื่องจากยังมีปัญหาเกี่ยวกับการที่นายสุรทิน พิจารณ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่ เป็นบุคคลล้มละลาย จะดำเนินการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่นั้น กกต.จะพิจารณาในวันที่ 21 กรกฎาคม ว่าจะประกาศผลการเลือกตั้งให้แก่นางพัชรินทร์ได้หรือไม่

           แหล่งข่าวกล่าวว่า การประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 21 กรกฎาคมนั้น ขณะนี้ยังไม่ยืนยันว่าจะพิจารณาประกาศผลให้ครบจำนวน ส.ส.ที่ร้อยละ 95 ในวันดังกล่าวได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามหากมีการพิจารณาให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้ได้รับเลือกตั้งรายใดภายในวันที่ 21 กรกฎาคมนี้ ก็จะต้องจัดให้มีการเลือกตั้งใหม่พร้อมกันทุกเขตในวันที่ 31 กรกฎาคม แต่หากมีการพิจารณาให้ใบเหลือง หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ได้รับเลือกตั้งไม่ทันในวันที่ 21 กรกฎาคม ก็จะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งจะต้องพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหลังวันที่ 31 กรกฎาคม

 

ประธานกกต.เห็นควรไม่ยุบปชป.

           แหล่งข่าวเปิดเผยอีกว่า ในวันเดียวกันนี้ นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธาน กกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ทำความเห็นแจ้งให้ที่ประชุม กกต.รับทราบว่า ไม่เห็นควรให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีที่นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่ม นปช. เคยยื่นคำร้องขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยุบพรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ นายอลงกรณ์ พลบุตร นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นต้น ได้สนับสนุนและร่วมกันสมคบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการชุมนุมเพื่อให้พรรคพลังประชาชนพ้นจากการบริหารราชการแผ่นดิน จนทำให้ต่อมานายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และยังแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตร เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

          ซึ่งการกระทำดังกล่าวของพรรคประชาธิปัตย์เป็นการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นว่า ยังไม่ปรากฏพยานหลักฐานว่ากรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้สนับสนุนและร่วมชุมนุมปราศรัยกับกลุ่มพันธมิตร จึงยังไม่เข้าข่ายการกระทำการต้องห้ามตามมาตรา 94 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีโทษยุบพรรค

10.).จากใจ..กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ'เราไม่สู้..ในสิ่งที่ทำไม่ได้'
วันที่ 21 กรกฎาคม 2554 06:00 น.

โดย : นิภาวรรณ แก้วรากมุกข์


บทวิเคราะห์
จากใจ..กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ'เราไม่สู้..ในสิ่งที่ทำไม่ได้'


 'เราจะชนะหรือแพ้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเท่าไหร่ ผมก็ทำได้ดีที่สุดเท่านี้ ดีกว่านี้ไม่ได้ ต้องให้คนอื่นทำ'

     ผ่านมาเกือบ 3 สัปดาห์แล้ว ที่ผลการเลือกตั้ง กำลังจะเปลี่ยนผ่านรัฐบาลใหม่อีกครั้ง พรรคเพื่อไทยในฐานะว่าที่แกนนำรัฐบาล กำลังอยู่ระหว่างจัดตั้งคณะรัฐมนตรี และจัดระเบียบนโยบายหาเสียง ที่ต้องทำตามสัญญาประชาชน
     ทว่าในมุมของผู้แพ้ อย่างประชาธิปัตย์ ที่ต้องอำลาจากหน้าที่รัฐบาล กลับไปทำหน้าที่ฝ่ายค้าน... แม้จะผ่านประสบการณ์ทำนองนี้มาหลายครั้งหลายครา แต่ทุกครั้งก็ได้บทเรียนใหม่ไม่น้อย รวมทั้งการสู้ศึกเลือกตั้งครั้งนี้
      ทีมยุทธศาสตร์ที่เป็นหัวใจสำคัญในการวางแผน ยอมรับการปราชัยที่ไม่สามารถเอาชนะคู่แข่งสุดขั้วอย่างพรรคเพื่อไทยได้ ทั้งนโยบายและกระแส ซึ่ง กอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ประธานคณะกรรมการนโยบายและยุทธศาสตร์ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ของประชาธิปัตย์ เปิดใจอธิบายปรากฏการณ์ครั้งนี้ทุกแง่มุม

0 ประชาธิปัตย์ประเมินปัจจัยที่เอาชนะเพื่อไทยไม่ได้เพราะอะไรบ้าง
     อย่างแรกคือ "นโยบาย" พรรคเพื่อไทยเป็นนโยบายที่ตอบสนองทุกกลุ่มในสังคม ส่วนจะทำได้จริงหรือไม่ ไปว่ากันทีหลัง ซึ่งส่วนตัวผมไม่ทำ เพราะทำไปแล้วผมกังวลว่า เผื่อเราได้มาทำจริง แล้วเราทำไม่ได้ ความเสียหายจะเกิดขึ้นระยะยาว เป็นความต่าง ที่ทำให้เราแพ้อย่างชัดเจน เช่น นโยบายเงินเดือน 1.5 หมื่น คนจบปริญญาตรี เขาก็ไม่เคยบอกรายละเอียด ว่าต้องจบที่ไหน อย่างไร และก็ไม่มีคนกล้าถามว่า ให้ทุกคนหรือข้าราชการ แต่คนเข้าใจว่านโยบายอะไรที่ คุณทักษิณ ชินวัตร พูด แล้วจะทำได้จริง เพราะเคยทำได้จริง นี่คือหัวใจ เครดิตเขาดีมาก พูดอะไรคนเชื่อหมด ถ้าพรรคอื่นไปบอกให้ 400 คนก็ไม่เชื่อว่าทำได้
      นโยบายค่าแรงขั้นต่ำวันละ 300 บาท เขาขึ้นป้าย 300 บาทเฉยๆ ทุกคนก็เชื่อหมด ตอนแรกเขาบอกว่า 3-4 เดือนทำได้ ตอนนี้เปลี่ยนมาเป็น 5-6 เดือน และอาจจะไม่ใช่ทั่วประเทศ
      พูดง่ายๆ ว่า ยุทธศาสตร์ของเขา คือเอาชนะไว้ก่อน เหมือนกับการเลือกตั้ง ว่าจะซื้อเสียงหรือไม่ซื้อเสียงไม่เป็นไร ขอให้เป็นส.ส.ก่อน ถ้าถูกสอยทีหลัง ค่อยแก้ปัญหาทีหลัง ซึ่งยุทธศาสตร์ของประชาธิปัตย์ไม่ทำ อันนี้แพ้ครับ ของเราคือต้องทำได้จริง
      สิ่งสำคัญ คือคนส่วนใหญ่เชื่อสิ่งที่เขาพูด เพราะเห็นจากอดีตที่ผ่านมาที่เขาทำได้ เอาความเชื่อมาหลอก ผมให้สัมภาษณ์ไปก่อนเลือกตั้งแล้วว่า เป็นนโยบายที่หลอกลวง แต่มันก็ไม่ทันแล้ว
      สิ่งหนึ่ง ที่ผมผิดหวังในตัวนักวิชาการ เพราะเกือบทุกเวทีที่ผมไป นักวิชาการทุกคนก็จะพูดด้วยความเกรงอกเกรงใจ ว่าทุกพรรคการเมืองนโยบายดีเหมือนกันหมด ชี้ให้เห็นเลยว่า คนที่มีหน้าที่ ไม่ได้ทำหน้าที่ตัวเอง นักวิชาการความจริงไม่ควรเป็นห่วงเรื่องความเป็นกลาง เพราะเขามีหน้าที่วิเคราะห์ว่านโยบายไหนดีไม่ดี และมีความเป็นไปได้หรือไม่ แต่เขาไม่กล้าวิเคราะห์ หากจะปรับปรุง คือจะต้องมีคนกลางมาวิเคราะห์ก่อนหน้าการเลือกตั้ง ใครดีก็ว่าดี ใครไม่ดีก็ว่าไม่ดี ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการหรือสื่อ สังคมมันแปลกๆ กลัวๆ

0 ประเมินอะไรพลาดหรือเปล่า
      ไม่ได้พลาด 1 รู้อยู่แล้วว่าแพ้ และไม่กล้าที่จะสู้ เพราะสู้แล้วมันทำไม่ได้ เขาบอกค่าแรงวันละ 300 แล้วเราจะบอกได้อย่างไรว่า 350 มันทำไม่ได้ เราก็สู้เฉพาะของจริงที่เราทำได้จริง และทำได้ทันที งบประมาณเราไม่มีการบิดเบือน เราก็ทำได้แค่นี้
      อันที่ 2 คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาล ซึ่งถือเป็นความโชคร้ายของพรรค ที่ปัญหาของแพงในช่วง 6 เดือนหลัง รัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ชัด และยังมีปัญหาทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ชั่งกิโลขายไข่ไก่ เรื่องน้ำมันปาล์ม เรื่องปาล์มเป็น Issue ที่น่าสนใจ แต่เรื่องไข่ชั่งกิโล เป็นเรื่องที่ไร้สาระที่สุด แต่เขามี Political operative คือ มีคนที่ไม่รู้ว่าเป็นใคร มาทำเรื่องพวกนี้
      ถ้าดู 6 เดือนย้อนหลังกลับไป ก็จะเห็นว่า มีการปั่นกระแสเรื่องพวกนี้ติดต่อกัน ทำให้เกิดภาพว่าเราแก้ปัญหาเศรษฐกิจไม่เป็น และถ้าดูในภาพรวม อะไรที่พรรคเพื่อไทยเก่งที่สุด เราแย่ที่สุด เช่น ชาวบ้านเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยเก่งเรื่องเศรษฐกิจ 6 เดือนหลังเราแย่เรื่องเศรษฐกิจ ชาวบ้านเห็นว่าพรรคเพื่อไทยปราบปรามยาเสพติดเก่งที่สุด ของเราปราบปรามยาเสพติดแย่ที่สุด
       "Political operative ของเราเป็นศูนย์ งานใต้ดินเราไม่ได้ทำ เราระมัดระวังเรื่องอย่างนี้ แต่เพื่อไทยเดิน 2 ระบบ ทำให้เขาคล่องตัวมากกว่า คนเสื้อแดงทำอะไรก็ได้ ไม่ผิดกฎหมาย ขณะที่เราขยับตัวไม่ได้ ถูก กกต.จับตา"
 
0 ตัวคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นปัจจัยหนึ่งหรือไม่
       ตัวคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของพรรคเพื่อไทย คนทุกคนมองคุณยิ่งลักษณ์ คือมองคุณทักษิณ ถ้าหากเป็นคุณมิ่งขวัญ (แสงสุวรรณ์) ภาพจะไม่ใช่อย่างนี้  ซึ่งเรารู้มานานแล้วว่าเขาจะเสนอคุณยิ่งลักษณ์ เพราะเป็นยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดของเขา และไปผูกกับเรื่องที่ คนยังมีความเชื่อในตัวคุณทักษิณ มีการไปทำวิจัยมาแล้ว ในช่วงที่เขาเป็นนายกฯ คนไม่ชอบเขาในฐานะนายทักษิณ แต่ชอบเขาในฐานะนายกฯทักษิณ
       "ยุทธศาสตร์ของเขาเก่ง พอเขาประกาศมา ผมก็...พูดตรงๆ ผมก็แพ้แล้ว" ซึ่งผมไม่มองว่าเป็นคุณยิ่งลักษณ์ แต่มองว่าเป็น "ชินวัตร" คือใครก็ตามที่นามสกุลชินวัตร คุณทักษิณถึงต้องใช้คำว่า "ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ" เพราะต้องการใช้ตัวเองในการหาเสียง
        ผมไม่เคยให้สัมภาษณ์ว่าผมชนะเลยนะ และผมก็เคยพูดว่า เราจะชนะหรือแพ้ ไม่ได้อยู่ที่ตัวเราเท่าไหร่ เพราะเราทำได้แค่นี้

0 คิดว่าข้อได้เปรียบของเพื่อไทย คือเสนอว่าที่นายกฯหญิงและเป็นของใหม่หรือเปล่า
        มีน้อย แต่หลักคือ ความเป็น "ชินวัตร"

0 ที่หลายคนในพรรคพูดว่า"สูสี" แสดงว่ารู้ว่าจะแพ้มาตั้งแต่ต้น
       มีความเข้าใจว่า เราแพ้ไม่มาก เพราะถ้าดูจริงๆ จุดสำคัญเราก็เข้าเป้าหมด ยกเว้นอีสาน ที่ถือว่า Fail เราหวังจะได้ 8 ที่นั่ง แต่ได้มาแค่ 4 คือแย่ลงนิดหน่อย แต่ไม่ได้ดีขึ้นเลย แต่ถึงทำได้ ก็ยังไม่พอ
       ส่วนภาคเหนือตอนล่างและภาคกลาง เราต่ำกว่าเป้านิดหน่อย เป้าที่ดีที่สุดคือ 200 เป้าที่น่าเป็นไปได้มากที่สุดคือ 170-180 ก็ต่ำกว่าเป้านิดหน่อย แต่ที่ทำให้แพ้ห่าง เพราะพรรคร่วมรัฐบาลได้ไม่เข้าเป้า เพื่อไทยเจาะส.ส.เขตของเราได้น้อย แต่ที่ได้มากกว่าคือบัญชีรายชื่อ เพราะคราวนี้ชาวบ้านตัดสินใจเลือก ส.ส.เขต กับพรรคเบอร์เดียวกัน ใน  อีสานเราเคยคิดว่าจะได้มากกว่าเดิม แต่ไม่ได้ เราคิดว่า โครงการประกันรายได้ที่ชาวบ้านชอบมาก จะช่วยให้ได้คะแนน แต่เราไม่ได้คะแนนเลย

      เราแก้ปัญหาเศรษฐกิจหลายอย่าง ประกันรายได้ คนยังลืมหมดเลย ยอมรับหลายปัญหาที่ประชาธิปัตย์ทำมาก็ถูกลืม เช่น คนว่างงาน เพราะโหวตเตอร์เขาคิดเฉพาะอนาคต อะไรที่เคยได้แล้ว แล้วไป อย่างเรื่องเบี้ยผู้สูงอายุ 500 ต่อเดือน คนจำได้ แต่พอเพื่อไทยหาเสียงให้มากกว่า ก็กลายเป็นว่าเราให้น้อย  นี่คือประชานิยมของแท้ ที่เราทำไม่ได้ ผมไม่กล้าทำของพวกนี้ มันทำไม่ได้ เขาคิดว่าต้องเอาชนะไว้ก่อน แต่มันยุ่งนะ     

     "ยุทธศาสตร์ทำงานพลาดไหม ถ้าถามผม ผมก็ทำได้ดีที่สุดเท่านี้ ดีกว่านี้ไม่ได้ ต้องให้คนอื่นทำ"

 0 คุณกอร์ปศักดิ์ เคยคาดหมายว่าจะชนะส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และได้คะแนนเพิ่มขึ้นจากนโยบาย ทำไมถึงไม่เป็นอย่างที่คิด
      ระบบเลือกตั้งเดิม ครั้งที่แล้ว สส.เขต กับบัญชีรายชื่อเป็นคนละเบอร์ คนก็แยกแยะ แต่ครั้งนี้เบอร์เดียวกันคนก็ไม่แยกแยะ เพราะเมื่อส.ส.เขตกับปาร์ตี้ลิสต์เป็นเบอร์เดียวกัน ชาวบ้านจะกาเบอร์เดียวกัน เลือกส.ส.เขตเบอร์ไหนก็เลือกปาร์ตี้ลิสต์เบอร์นั้นด้วย

0 เวทีราชประสงค์ในโค้งสุดท้ายช่วยอะไรไม่ได้หรือ
       เราต้องแก้โจทย์ที่ถูกกล่าวหากรณี 91 ศพ ถูกชูป้ายว่าเป็นฆาตกร ก็คุยกันว่าจะแก้ยังไง ก็ต้องพูดเรื่องคุณทักษิณ ก็คิดว่าจะเอาที่ไหนดี ราชประสงค์เดิมภาคเอกชนก็ไม่เห็นด้วย แต่ในที่สุดเขาก็โอเค ซึ่งเนื้อหาเราไม่พูดเรื่องคนเสียชีวิตเพราะเป็นความทุกข์ของทุกคน แต่ก็ต้องชี้แจงด้วยเหตุผล ซึ่งผมก็พูดประเด็นที่นายกฯต้องการปรองดองอย่างไร

0 มองว่าเพื่อไทยจะทำนโยบายที่หาเสียงไว้ได้ทั้งหมดหรือไม่
     ผมเชื่อว่านโยบายที่ประชาธิปัตย์ทำมาทั้งหมด เพื่อไทยทำได้ และคงทำแน่ หลายนโยบายที่เราทำมา ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่ก็ทำต่อได้ทันที และไม่มีปัญหาเรื่องเงินเพราะไม่ต้องลงทุนเองอย่าง รถไฟไทย-จีน ท้ายที่สุดผมเชื่อว่าเขาทำ เพราะเป็นเรื่องที่สภาฯ อนุมัติมาแล้ว                                                       

 0 รถไฟฟ้า 10 สาย เก็บ 20 บาท เชื่อว่าทำได้ไหม
      เรื่องนี้ผมไม่ห่วง เพราะไม่ได้ทำทันที อีก 2 สมัยก็อาจไมได้ทำ เพราะทำไม่ได้อยู่แล้ว คือ PPP จะเชิญให้คนมาลงทุนแล้วบอกว่าเก็บ 20 บาท แล้วใครจะมาลงทุน กว่าจะสร้างเสร็จ 20 บาท เหลือประมาณ 5 บาท เพราะฉะนั้นก็จะต้องเอาเงินภาษีไปโปะอีก 45 บาท ยกเว้นเราบอกว่าจะเก็บค่าโดยสารเอง ถ้าราคา 50 บาท เก็บ 20 บาท แล้วรัฐ ต้อง Subsidize 30 บาท ซึ่งก็เชื่อว่ารัฐคงไม่สามารถจ่ายได้
 

0 คาดหวังครม.ใหม่ว่าจะทำตามนโยบายหาเสียงของเพื่อไทยได้หรือไม่
       ผมว่าใครมาก็เหมือนกัน เพราะเป็นนโยบายพรรค ก็ไม่ต้องสนใจว่า ใครคนไหนมา เช่น รมว.แรงงานมา ก็ต้องทำเรื่องค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท รมว.คลังมาถึงปุ๊ป ก็มีหน้าที่ลดภาษีนิติบุคคลจาก 30% เป็น 23% เพราะฉะนั้นเกือบจะไม่ต้องคิดเลย

0 ถ้าหน้าตาครม.ออกมาดี ไม่เชื่อมั่นหรือว่าเพื่อไทยจะทำนโยบายตามที่หาเสียงไว้ได้
      ผมกลัวว่า เอาคนเก่งๆ มาแล้วเขาจะไม่ทำตาม หากมันทำไม่ได้ เพราะคนเก่งก็อาจจะไม่กล้าเข้ามาร่วม ถ้าหากต้องทำทุกอย่างตามแนวของพรรคทั้งหมด เพราะฉะนั้นก็อาจจะมีเฉพาะคนของพรรคเขาเองที่จะกล้า เชื่อว่าคนข้างนอกคงไม่กล้า แต่ถ้ากล้าเข้ามารับตำแหน่งแล้วจะกล้าทำในแนวทางของเพื่อไทยหรือไม่ หรืออาจจะต้องสัญญาณกันไว้ล่วงหน้าก่อนว่า ถ้าเข้ามาเป็นรัฐมนตรีแล้วเบี้ยว ก็จะใช้ประเด็นนี้เป็นเหตุผลในการไม่ทำ ถ้ารัฐมนตรีไม่ยอม ก็เป็นทางออกหนึ่ง ที่ไม่ต้องทำ ผมมองว่า ถ้าเรื่องค่าแรง 300 บาท เขาคงไม่ใช้รัฐมนตรีคนนอก คงเป็นคนใน

0 อนาคตของคุณกอร์ปศักดิ์ ที่ไม่ได้ลงเลือกตั้งครั้งนี้ จากนี้ไปจะวางมือการเมืองหรือไปทำอะไรต่อ
        ก็เป็นแค่ Hotelier (หัวเราะ) เจ้าของโรงแรม(ที่อ.ปาย จ.แม่ฮ่องสอน) กลับไปทำอาชีพเดิม แต่ผมจะเป็น Policy  Watch โดยที่ไมได้เป็น ส.ส. ผมไม่มีวิทยุ โทรทัศน์เอง ผมจะใช้ระบบโซเชียลมีเดีย ซึ่งกำลังวางแผนงานอยู่ ก็จะทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลในฐานะประชาชนคนหนึ่งนอกสภาฯ เพราะผมเป็นประชาชนเต็มขั้น คิดว่าจะเป็นประโยชน์ สำหรับสื่อเองด้วย หัวใจสำคัญ คือเรื่องนโยบาย และความโปร่งใส ผมก็ทำงานเหมือนตอนเคยเป็นฝ่ายค้าน หรือ ส.ส.ดีกว่าอยู่เปล่าๆ

11.)กกต.รับรอง11แกนนำแดงวันนี้ แขวน'จตุพร'ต่อ
วันที่ 21 กรกฎาคม 2554 05:12 น.

11 แกนนำแดงเตรียมเฮ กกต.เล็งปล่อยเข้าสภา ส่วน"จตุพร"ยังต้องร้องเพลงรอ เหตุอนุฯขอเข้าเรือนจำไปสอบถามเพิ่มเติม เผย ”อภิชาต” มีคำสั่ง ไม่ยุบปชป.ปม มาร์คนำปชป.หนุนพันธมิตรล้มพปช.พ้นฝ่ายบริหาร

ผู้สื่อข่าวจากจากสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)แจ้งว่า ในการประชุม กกต.วันนี้(21ก.ค.) ที่ประชุมกกต.จะมีการพิจารณาประกาศผลการเลือกตั้งเพิ่มเติมชุดที่ 3 โดยคาดว่าที่ประชุมกกต.จะประกาศผลการเลือกตั้งให้กับ 11 ว่าที่ส.ส.บัญชีรายชื่อ และส.ส.แบ่งเขต พรรคเพื่อไทย ที่เป็นแกนนำกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ที่ยังมีปัญหาร้องคัดค้านเรื่องคุณสมบัติที่ถูกคุมขังโดยหมายศาลจะทำให้ขาดความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยหรือไม่ โดยจะประกาศผลการเลือกตั้งให้แก่แกนนำนปช.ที่ได้รับเลือกตั้ง ประกอบด้วย 1.นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ 2.พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย 3.นพ.เหวง โตจิราการ 4.นายวิภูแถลง พัฒนภูมิไท 5.นายพายัพ ปั้นเกตุ 6.นายก่อแก้ว พิกุลทอง 7.นายวิเชียร ขาวขำ 8.นายการุณ โหสกุล 9.จ.ส.ต.ประสิทธิ์ ไชยศรีษะ 10.นายวรชัย เหมะ และ 11.นายสถาพร มณีรัตน์ เนื่องจากอนุกรรมการได้ดูในประเด็นข้อกฎหมายแล้วยังไม่เห็นว่า 11 แกนนำนปช.จะพ้นจากความเป็นสมาชิกพรรคเพื่อไทยจึงเห็นควรให้ประกาศผลการเลือกตั้งได้

ในส่วนปัญหาร้องคัดค้านเรื่องคุณสมบัติของนายจตุพร พรหมพันธุ์ ว่าที่ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ นั้น ขณะนี้กกต.ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อกล่าวหานายจตุพร เนื่องจากนายจตุพร ยังถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ จึงยังไม่มีการพิจารณาเพื่อประกาศผลให้แก่นายจตุพรในวันนี้ อีกทั้งอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของอนุกรรมการสืบสวนสอบสวนที่จะต้องเข้าไปในเรือนจำ เพื่อให้นายจตุพรให้ถ้อยคำข้อเท็จจริงประกอบการพิจารณา  แต่ทั้งนี้กกต.ยืนยันจะพิจารณากรณีดังกล่าวให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลา 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง

ส่วนกรณีพรรคประชาธิปไตยใหม่ ที่กกต.ยังไม่ประกาศผลการเลือกตั้งให้นางพัชรินทร์ มั่นปาน ว่าที่ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ ลำดับที่ 2 เนื่องจากยังมีปัญหาเกี่ยวกับการที่นายสุรทิน พิจารณ์ อดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปไตยใหม่เป็นบุคคลล้มละลายจะดำเนินการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้หรือไม่นั้น กกต.จะมีการพิจารณาในวันที่ 21 กรกฎาคม ว่าจะประกาศผลการเลือกตั้งให้แก่นางพัชรินทร์ได้หรือไม่

แหล่งข่าวกล่าวว่า สำหรับการประกาศผลการเลือกตั้งในวันที่ 21 กรกฎาคมนั้น ขณะนี้ยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าจะพิจารณาประกาศผลให้ครบจำนวนส.ส.ที่ร้อยละ 95 ในวันดังกล่าวได้หรือไม่ อย่างไรก็ตามหากมีการพิจารณาให้ใบเหลืองหรือใบแดงแก่ผู้ได้รับเลือกตั้งรายใดภายในวันที่ 21 ก.ค.นี้ก็จะต้องจัดให้เลือกตั้งใหม่พร้อมกันทุกเขตในวันที่ 31 กรกฎาคม แต่ทั้งนี้หากมีการพิจารณาให้ใบเหลืองหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งแก่ผู้ได้รับเลือกตั้งไม่ทันในวันที่ 21 กรกฎาคมก็จะไม่สามารถจัดการเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 31 กรกฎาคม ซึ่งจะต้องพิจารณากำหนดวันเลือกตั้งใหม่อีกครั้งหลังวันที่ 31 กรกฎาคม

แหล่งข่าว ยังเปิดเผยอีกว่า ในวันเดียวกันนี้นายอภิชาต สุขัคคานนท์ ประธานกกต. ในฐานะนายทะเบียนพรรคการเมือง ได้ทำความเห็นแจ้งให้ที่ประชุมกกต.รับทราบว่าไม่เห็นควรให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ จากกรณีที่นายคารม พลทะกลาง ทนายความกลุ่มนปช.เคยยื่นคำร้องขอให้นายทะเบียนพรรคการเมืองยุบพรรคประชาธิปัตย์เนื่องจาก นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ นายสาธิต ปิตุเตชะ นายอลงกรณ์ พลบุตร และนายไตรรงค์ สุวรรณคีรี เป็นต้น ได้สนับสนุนร่วมกันสมคบกับกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยในการชุมนุมเพื่อให้พรรคพลังประชาชนพ้นจากการบริหารราชการแผ่นดิน

จนทำให้ต่อมานายอภิสิทธิ์ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และยังแต่งตั้งนายกษิต ภิรมย์ ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีพันธมิตรเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งการกระทำดังกล่าวของพรรคประชาธิปัตย์เป็นการกระทำเพื่อเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยนายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นว่ายังไม่ปรากฏพยานหลักฐาน ว่ากรรมการบริหารพรรคประชาธิปัตย์ได้สนับสนุนและร่วมชุมนุมปราศรัยกับกลุ่มพันธมิตร จึงยังไม่เข้าข่ายการกระทำการต้องห้ามตามมาตรา 94 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองที่มีโทษยุบพรรค

12.)เมื่อ "ยิ่งลักษณ์" ...น้ำท่วมปาก
โดย : เฉลา กาญจนา kanchanatuk@hotmail.com,Twittr@chalao_k


 แม้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศรับรองให้เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ไปแล้วจะทำให้  ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หมดความกังวลใจไปเปลาะหนึ่ง แต่เหนือสิ่งอื่นใด ความวุ่นวายและความยุ่งยาก ยังถาโถมเข้ามาอย่างไม่ขาดสาย นั่นคือ การเสนอชื่อรายผู้ที่จะเข้ามาเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์

 สภาพของยิ่งลักษณ์ วันนี้ "ไม่เป็นตัวของตัวเอง" สักเท่าไหร่ นับวันยิ่งออกอาการรุนแรงขึ้น ทั้งกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่กล้าโหวกเหวกโวยวายอะไร ในเมื่อหลายสิ่งที่เกิดขึ้น เป็นเรื่อง "เครือญาติ" ล้วนๆ

 จะเห็นว่าช่วงหลังๆ ยิ่งลักษณ์ ไม่อยากพบปะผู้คน แต่เป็นเพราะไม่รู้จะตอบสื่อมวลชนอย่างไร กับบทบาทและอำนาจที่มีอยู่ จนถูกสังคมมองว่า ออกจากบ้านไม่ได้ เพราะ "ขาดโพย" หรือ "ขาดสคริป"

 ปัญหาหนึ่ง เป็นเพราะยิ่งลักษณ์ ยังไม่เจนจัดในเวทีการเมือง ขาดลูกล่อลูกชน ยังเป็นมาด "ซีอีโอ" แบบผู้หญิงๆ มากกว่า

   ซ้ำร้ายไปกว่านั้น สิ่งที่ยิ่งลักษณ์ กำลัง ขาดความเป็นตัวตน อย่างเห็นชัด การเสนอรายชื่อผู้ที่จะเข้ามาเป็นคณะรัฐมนตรีในรัฐบาลใหม่ ไม่ว่าจะเป็นคนนอกหรือคนในพรรค ยิ่งลักษณ์ แทบไม่มีสิทธิมีเสียงแม้แต่น้อย

 การเป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่น้องหลายคน ไม่ได้หมายความว่าจะดีและอบอุ่นเสมอไป ตราบใดที่ผลประโยชน์เข้าตา

  ฉะนั้น โผแต่งตั้งคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดใหม่ ถ้าจะบอกว่ายิ่งลักษณ์ อยู่ "วงนอก" ก็ไม่ผิด

 ต่างจากช่วงหาเสียง ที่ถูกเชิดให้เป็นผู้นำพรรค  แม้เจ้าตัวจะออกยืนยันว่า "การจัดตั้งรัฐบาลอำนาจอยู่ที่เมืองไทยไม่ใช่ดูไบ" แต่สถานการณ์ตอนนี้กลับตรงกันข้าม


  สิ่งที่ปรากฏตอนนี้ จนทำให้ยิ่งลักษณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก็เพราะการเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรีในโควตาของพรรค รายชื่อที่โผล่ๆ ออกมา ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องแม้แต่น้อย

 ยิ่งลักษณ์ พยายามเสนอชื่อผู้ที่ใกล้ชิดเข้ามาช่วยงาน ทั้งคนในพรรคและบุคคลภายนอกในนาม "ยิ่งลักษณ์" แต่ก็ถูกตีกันจากญาติพี่น้องโดยสิ้นเชิง กลุ่มที่มีชื่ออันดับต้นๆ จะหนักไปทางกลุ่ม ประจบสอพลอ

  กลุ่มคนที่เข้ามาจัดการโผคณะรัฐมนตรีหนักไปทาง "เครือญาติ" มีตั้งแต่ระดับพี่ชาย พี่สาว พี่เขย พี่สะใภ้ เพื่อนพี่ชาย เพื่อนพี่สาว เพื่อนพี่สะใภ้ รวมไปถึงโต๊ะของแกนนำบ้านเลขที่ 111 บางกลุ่ม ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้ยิ่งลักษณ์ อยู่ในสภาพน้ำท่วมปาก

 เวลานี้ แต่ละกระทรวงตอนนี้ มีรายชื่อผู้ถูกส่งเข้าประกวด 7-8 คน เป็นอย่างน้อย และหลายเผ่าพันธุ์ ต่างเสนอชื่อ "นอมินี" ของตัวเองเข้าไป

 สิ่งที่หลายฝ่ายวิตกกังวลเวลานี้ หากการเสนอรายชื่อคณะรัฐมนตรี เป็นเพียงการส่งไม้ต่อมาจากเครือญาติปราศจากคนที่ถูกผลักดันโดยยิ่งลักษณ์แล้ว ผลที่ตามมา คือการเป็นผู้นำรัฐบาลจะสง่างามตรงไหน

 สำคัญยิ่ง ผู้ที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรี เขาจะเชื่อฟังนายกฯ ที่ชื่อยิ่งลักษณ์ได้อย่างไร สุดท้ายจะเป็นเพียง "นายกฯ ตรายาง" อย่างนั้นหรือ

 การบริหารประเทศ ถึงยิ่งลักษณ์จะเป็นตัวของตัวเองไม่ได้ 100% ขอเพียงแค่ 50% ก็พอแล้ว แต่หากไม่ได้เลย ก็อย่าหวังว่าสังคมจะให้อภัย เพราะนั่นหมายถึง "ภาวะผู้นำ" ของยิ่งลักษณ์ก็จะหมดไปทันที

ฉะนั้น โฉมหน้าคณะรัฐมนตรีที่จะออกมา จะเป็นตัวพิสูจน์การบริหารประเทศของยิ่งลักษณ์ และสังคมว่าจะรับได้หรือไม่ หากเป็นเพียงคณะรัฐมนตรีต่างตอบแทนและพรรคพวก โอกาสที่จะพัง ก็อาจเกิดขึ้นได้เร็ววัน

  ที่สำคัญหากทีมเศรษฐกิจไม่เข้มแข็งพอ อย่าหวังว่ารัฐบาลนี้จะอยู่รอด เพราะล่าสุดบุคคลภายนอกที่ถูกทาบทาม โดยเฉพาะตำแหน่ง รมว.คลัง อย่าง "นายแบงก์" ก็ยังโบกมือลาไปแล้ว

  ดังนั้น ในเมื่อพี่ชายอย่าง "ทักษิณ ชินวัตร" บอกชัดเจนว่า "ยิ่งลักษณ์" คือ โคลนนิง ก็ต้องจัดการกับคณะรัฐมนตรีให้สังคมรับได้ ไม่ใช่เลือกให้ตำแหน่งด้วยสูตร "ต่างตอบแทน"


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 13 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 20.51 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ความคิดเห็นที่ 9
SNOW_Noi
.............................................
ทำป.โทจบแล้วใช่ไหมครับ ขอแสดงความยินดีด้วยครับ .......... สำหรับคนที่รักในหลวงก็จะประสบแต่ความเจริญและความสุขในชีวิตครับ ไม่มีวันตกต่ำครับ

ความคิดเห็นที่ 12 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 20.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ความคิดเห็นที่ 5
พันธุ์สังหยด
.............................................
เรื่องเช็คบิลย้อนหลังของคนเสื้อแดงเขาเอาแน่อยู่แล้วครับ เสื้อแดงมีตั้งหลายสาย คนนี้ไม่เอาเรื่อง คนอื่นก็เอาครับ
...............................................

ความคิดเห็นที่ 6
เทียนเซี่ย
..............................................
พูดถึงว่า นาวา'เจ๊ปู'จะไปไม่รอดหรือครับ
.................................................

ความคิดเห็นที่ 7
Cat@
................................................
มาร์คหมดลุ้น เหลือแต่'เจ๊ปู'เท่านั้นที่จะลุ้นครับ แต่ ...... คนลุ้นเป็นรัฐมนตรีก็กำลังลุ้นกันใหญ่
.............................................

ความคิดเห็นที่ 8
cozy
...............................................
คุณ cozy ไม่มีคอมเมนท์หรือครับ
...........................................

ความคิดเห็นที่ 11 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 20.32 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ความคิดเห็นที่ 1
หวานหวาน
........................................................
ทั้งสองพระองค์ทรงมีพระพลานามัยแข็งแรงนะครับ พสกนิกรก็ชื่นชมพระบารมียิ่งนัก และสองพระองค์ก็ทรงบำเพ็ญพระองค์ในพระราชกุศลให้เราเดินตามรอยบาทของพระองค์ตลอดมา
............................................................

ความคิดเห็นที่ 2
กนิษฐ์
.............................................................
สถานการณ์ขณะปัจจุบันนี้ คนที่ชอบข่มขู่ก็ทำกันตามสบาย แล้วยังจะต่อเนื่องไปอีกในช่วงรัฐบาล'เจ๊ปู' แล้วตำรวจทั่วไปก็จะต้องเกรงใจคนพวกนี้ เพราะผบ.ตร.คนใหม่จะเป็นญาติสนิทของ'เจ๊ปู'แกด้วยครับ
...........................................................

ความคิดเห็นที่ 3
Payont
......................................................
พระราชจริยาวัตรของทั้งสองพระองค์ช่างงดงามเสียจริงๆนะครับ เรื่องการทรงพระราชกุศลมิได้ขาดเลยทีเดียว
.........................................................

ความคิดเห็นที่ 4
feng_shui
................................................
ข่าวล่าสุด สมเด็จพระบรมฯทรงมีพระราชกระแสรับสั่งว่าไม่ต้องนำเงินไปวางครับ
..............................................

ความคิดเห็นที่ 10 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 20.08 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79


เมื่อมีข่าวออกมาว่า "ยิ่งลักษณ์กำลังน้ำท่วมปาก" ก็ทำให้คนอ่านรู้สึกเป็นห่วงเธอไปตามกัน เพราะหากว่าใครก็ตามต้องตกอยู่ในสภาพที่ไม่สามารถพูดจาได้ตามสบาย แต่ต้องเกรงใจใครๆว่าคำพูดของตัวจะไปสร้างความไม่พอใจให้เขาเข้าแล้ว คนที่พูดไม่ออกผู้นั้นก็จะตกอยู่ในความทุกข์ทรมานมิใช่น้อยเลยทีเดียว แต่ตามความเป็นจริงนั้น คนที่เป็นห่วง'เจ๊ปู'ในเรื่องนี้ก็เลิกเป็นห่วงเธอได้แล้วครับ เพราะ'เจ๊ปู'เธออยู่ท่ามกลางกุนซือที่แวดล้อมอย่างหนาแน่น ซึ่งเหล่ากุนซือจะแนะนำเธอให้วางตัวแทบทุกอริยาบทเมื่ออยู่ท่ามกลางสาธารณชน พร้อมๆกับมอบบทพูดให้เธออย่างพอใช้เสมอ ซึ่งแม้เธอจะพูดผิดไปบ้าง หรือพูดอะไรขาดตกบกพร่องไปบ้าง ก็จะมีคนบอกให้เธอแก้ไขได้อย่างทันการณ์ในภายหลัง ด้วยเหตุนี้เราจึงเห็นกันอยู่บ่อยๆว่า 'เจ๊ปู'พูดวันนี้อย่างหนึ่ง แต่พอรุ่งขึ้นเธอก็พูดกลับเป็นตรงกันข้ามอย่างหน้าตาเฉยไปเลย ซึ่งพอเธอมีอาการอย่างนี้บ่อยๆเข้า เราเองก็ชักจะชาชินเสียแล้วครับ เพียงแต่อยากให้เธอพูดจาหรือทำอะไรให้เป็นที่น่าเชื่อถือ สมกับคนที่กำลังจะรั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของประเทศไทยนั่นเอง.

ความคิดเห็นที่ 9 (0)
SNOW_Noi วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 16.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/snownoi
เรารักในหลวง 

รักในหลวงค่ะ

ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

ปล. สวัสดีค่ะคุณลุง ขอบคุณที่แวะไปทักทายในบลอกนะคะ

ความคิดเห็นที่ 8 (0)
cozy วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 13.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kakalot
I agreed that what really matters is what you like, not what you are like... Books, records, films -- these things matter. Call me shallow but it's the fuckin' truth - High Fidelity


ความคิดเห็นที่ 7 (0)
Cat@ วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 09.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/catadler
อีกบ้าน ธรรมะ กับชีวิตhttp://www.oknation.net/blog/Akanittha

ลุ้นกันไป

ความคิดเห็นที่ 6 (0)
เทียนเซี่ย วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 07.00 น.

น้ำ ทำให้เรือลอยได้
น้ำ ก็คว่ำเรือได้เช่นกัน

ความคิดเห็นที่ 5 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 22/07/2011 เวลา : 00.49 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

เมื่อได้รัฐบาลชุดใหม่ แบบไม่เต็มใจ อาจมีการเช็คบิลย้อนหลัง กกต.อาจติดคุกครับ ข่าวว่าเสื้อแดงกำลังรวบรวมข้อมุลอยุ่ จะเช้คบิลย้อนหลังตอนตนเองเป็นรัฐบาลแล้ว เพราะว่ากกต.จัดเลือกตั้งไม่โปร่งใสไม่ยุติะรรมหลายจุด แถม ๕ เสือกกต.หายไปต่างประเทส ซะ ๔ ขณะที่กำลังอยุ่ในช่วงเลือกตั้ง หนีงาน แถมเกิปัญหาหยุมหยิมเยอะ ไม่โปร่งใสแบบนี้อาจโดนคดีตามหลังเหมือคนก่อนละครับ

ความคิดเห็นที่ 4 (0)
feng_shui วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 21.55 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/buzz
feng_shui

20 ล้านยูโร หรือราว 845 ล้านบาท วางไปแล้ว คดีก็ยังไม่จบ

เนอะคะ

.

ความคิดเห็นที่ 3 (0)
Payont วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 21.44 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/payont

1.)'ในหลวง-ราชินี'เสด็จฯสดับพระธรรมเทศน์มหาชาติ

ขอพระองค์ทรงพระเจริญ

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
กนิษฐ์ วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 19.57 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/kanis
แม้ร่างกายจะเหนื่อยล้า  แต่จิตวิญญาณยังแข็งแกร่ง

ข่มขู่ กกต. หาก กกค.ยอมเขาง่ายๆ ก็เท่ากับยกอำนาจให้คนเผาเมืองเข้ามามีอำนาจรัฐได้..และจะกลายเป็นต่อไปนี้ใครอยากจะเข้ามามีอำนาจรัฐ ก็ง่ายจะตายแค่เผาบ้านเผาเมืองเมื่อไหร่ก็ได้ ก็สามารถหลุดออกมาเป็น ส.ส.มีอำนาจ ได้เป็น รมต.ด้วย..โกงชาติโกงเมืองก็โกงได้ ในเมื่อโพลล์ที่มีคนทำออกมาบอกคนไทยวัยรุ่น เห็นด้วย รับได้กับคนโกงชาติหากทำให้คนในชาติก็รวยไปด้วย..เฮ้อ เวรกรรมชาติไทย

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
หวานหวาน วันที่ : 21/07/2011 เวลา : 19.06 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/warnwarn
คาราโอเกะกับหวานหวาน http://www.oknation.net/blog/warnwarnsong

'ในหลวง-ราชินี'เสด็จฯสดับพระธรรมเทศน์มหาชาติ'
ขอพระองค์ทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
.
.
.
สวัสดีค่ะพี่Young Kid

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน