*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 5899
  • จำนวนผู้ชม : 3518977
  • จำนวนผู้โหวต : 1716
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1716 คน
<< สิงหาคม 2011 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 18 สิงหาคม 2554
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 797 , 21:06:20 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน พันธุ์สังหยด โหวตเรื่องนี้

My Notice

oข่าววันนี้พรรคฝ่ายค้านปชป.จะเล่นงานรมว.ต่างประเทศ ถึงขั้นถอดถอนเลยทีเดียว แล้วกำลังดูว่านางยิ่งลักษณ์นายกรัฐมนตรีจะเข้าข่ายด้วยหรือเปล่า โดยปชป.ตั้งข้อกล่าวหาว่ารัฐมนตรีไปช่วยคนที่มีคดีอาญาติดตัวอยู่ คือ ทักษิณ ชินวัตร คนที่มีความผิดตามกฎหมายให้เดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้เป็นกรณีพิเศษ เรื่องอย่างนี้หวังเอากันถึงตายเลยทีเดียว

oคอลัมนิสต์คมชัดลึก พูดถึงทักษินในช่วงนี้ว่า .......  ดูเหมือนว่าทักษิณ จะสนุกสนานกับการแสดงความเป็นเจ้าของ "ชัยชนะ" จากการเลือกตั้ง และเข้าใจว่า เป็นเจ้าของประเทศที่จะทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย แต่ทักษิณกลับไม่คิดถึงน้องสาวที่เพิ่งเข้าโรงเรียนอนุบาลการเมืองมาไม่ถึง 100 วัน ........ คงจะสงสาร'เจ๊ปู'เต็มแก่นั่นเอง แต่ที่จริงแล้วไม่รู้ว่าจะสงสารได้หรือเปล่าน่ะซี !

ขอเชิญติดตามอ่านข่าวบรรยากาศการเมืองที่รุ่มร้อน ท่ามกลางอุทกภัยที่เกิดขึ้นทางภาคเหนือและลุ่มน้ำเจ้าพระยาขณะนี้ครับ

..................................

โปรยหัวข่าวเด่น

คม ชัด ลึก : ปชป.เล็งถอด'นายกฯ-สุรพงษ์'

คม ชัด ลึก : ถอดรหัส "ทักษิณ" เยือนกัมพูชา!!จับตา "ขุมทรัพย์พลังงาน" ในทะเล

โพสต์ทูเดย์ :  "ธิดา"ซัดขวัญชัยไม่พอใจเพราะปล่อยเสื้อแดงตั้งหมู่บ้าน ยันเป็นสิทธิส่วนบุคคลห้ามไม่ได้

โพสต์ทูเดย์ :  รมช.คมนาคมคิดแผนป้องกันน้ำทะเลท่วมกรุงเทพฯ-ปากน้ำสร้างสะพานลัดฝั่งอ่าวไทยยันไม่กระทบธุรกิจท่องเที่ยว

...........................................

ลำดับข่าว
วันพฤหัสบดีที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554

1.)ทีมกฎหมาย ปชป.ชงเรื่องยื่นถอดถอน-ฟ้องอาญา"ยิ่งลักษณ์-สุรพงษ์" 

2.) 'แม้ว'เข้าเขมรมุ่งเป้าพลังงานในทะเล

3.)"ประชา"เผยเยียวยาผู้ชุมนุมทุกเหตุการณ์เป็นนโยบายรบ.

4.)'ทักษิณ'สนุกจนลืมน้องสาวผู้น่าสงสาร 

6.)ธรรมนูญ "ทักษิณ" กาง 3 บัญชี จัดแถว ส.ส.-รมต.เพื่อไทยคงเสียงในสภา

7.)ธิดาเชื่อขวัญชัยฉุนเหตุปล่อยแดงตั้งหมู่บ้าน

8.)คมนาคมเล็งสร้างสะพานลัดอ่าวไทย

....................................................

NEWS TODAY
Thursday 18th , August 2011

คม ชัด ลึก

1.) ปชป.เล็งถอด'นายกฯ-สุรพงษ์'
ฐานช่วย"แม้ว"เข้าประเทศญี่ปุ่น

**

          ผู้สื่อข่าวรายวานว่า นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะคณะทำงานฝ่ายกฎหมาย ปชป. เปิดเผยว่า หลังจากที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้า ปชป. มอบหมายให้รับผิดชอบการดำเนินการทางกฎหมาย  กรณีนายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ เกี่ยวข้องกับการเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีนั้น

          เบื้องต้นทีมกฎหมายมีความเห็นว่า น่าจะผิดใน 2 เรื่อง คือ ในทางการเมือง รัฐบาลยังไม่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา รัฐมนตรีจึงไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่หรือดำเนินการใดๆ ได้  แต่เชื่อว่านายสุรพงษ์คงไม่คิดทำเรื่องนี้โดยลำพัง  น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี จะต้องรู้เห็นเป็นใจด้วย   ซึ่ง น.ส.ยิ่งลักษณ์อาจจะไม่รู้ในข้อกฎหมาย  แต่ก็ถือว่าเป็นการกระทำผิดบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ  สามารถยื่นถอดถอนได้ และสามารถดำเนินคดีอาญาฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157 ได้ เพราะแทนที่จะดำเนินการตามตัวกลับมาดำเนินคดี กลับไปร้องขอทางการญี่ปุ่นให้ออกวีซ่าให้ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่ก็อยู่ที่ว่าประธานวุฒิสภาจะรับเรื่องถอดถอนหรือไม่ และศาลคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองจะรับไว้พิจารณาหรือไม่

          ส่วนจะสามารถยื่นเรื่องได้เมื่อไรนั้น คงต้องรอที่ประชุมใหญ่ของพรรคก่อน โดยทีมกฎหมายเพียงเสนอความเห็นเบื้องต้นเท่านั้น และจะมีการแถลงอีกครั้งในวันที่ 18 ส.ค.นี้ เวลา 10.00 น. ที่ พรรคประชาธิปัตย์

ปธ.ชี้ยื่นถอดสุรพงษ์เป็นสิทธิ์-เชื่อไม่น่าผิด

          นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึง กรณีที่ พรรคประชาธิปัตย์ เตรียมยื่นเรื่องถอดถอน นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ที่มีการประสานงานให้ รัฐบาลญี่ปุ่น ช่วยเหลือดำเนินการออกวีซ่าให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นผู้ต้องหาว่า ถือเป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้าน ที่จะดำเนินการได้ ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์ไปตามกระบวนการของกฎหมาย

          "แต่ส่วนตัวมองว่า การพบปะกับทูตญี่ปุ่นนั้น เป็นเพียงแค่การพูดคุยแสดงความคิดเห็นของ นายสุรพงษ์ เท่านั้น เนื่องจาก ยังไม่ได้มีการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิทธิ์ที่สามารถทำได้ ทั้งนี้เชื่อว่า ไม่น่าจะมีปัญหา อีกทั้ง ยังมองว่า การออกวีซ่าต้องเป็นดุลพินิจของรัฐบาลญี่ปุ่น รัฐบาลไทย คงไม่สามารกดดันอะไรได้ อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเชื่อว่า นายสุรพงษ์ ไม่น่าจะมีความผิดจนถึงขั้นต้องถูกถอดถอน" นายสมศักดิ์กล่าว

2.) 'แม้ว'เข้าเขมรมุ่งเป้าพลังงานในทะเล

**

เป็นที่แน่ชัดแล้วว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จะเดินทางเข้าพบ สมเด็จฮุน เซน นายกรัฐมนตรีกัมพูชา หลังมี "สัญญาใจ" กันว่าหากพรรคเพื่อไทยชนะการเลือกตั้งจะเดินทางไปเยือนกัมพูชาเพื่อกระชับสัมพันธ์ และสานต่องานที่คั่งค้างให้เสร็จ

            เบื้องต้น พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เดินทางออกจากเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 16 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยกำหนดที่จะเดินทางไปประเทศ มองโกเลีย  เกาะมาเก๊า ฮ่องกง กัมพูชา และ ญี่ปุ่น จะเยือนระหว่างวันที่ 22-29 สิงหาคมนี้ เพื่อบรรยายพิเศษให้สถาบันการศึกษาแห่งหนึ่งของประเทศญี่ปุ่น

            โดยกำหนดการเยือนกัมพูชาเป็นเวลา 3 วันของ พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกจับตามองมากว่าเขาเข้ามาคุยกับ "เพื่อนซี้" อย่าง สมเด็จฮุน เซน ในเรื่องอะไร และมีเรื่อง "ธุรกิจ" ของ พ.ต.ท.ทักษิณ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่

            สำหรับประเด็นที่ถูกจับตามองมากที่สุด คือ เรื่อง "พื้นที่ทับซ้อน" ทางทะเลไทย-กัมพูชา ที่มีขนาดพื้นที่ประมาณ 2.6 หมื่นตร.กม. ทั้งนี้ ธนาคารโลกประเมินว่า แหล่งพลังงานในกัมพูชาน่าจะมีน้ำมันถึง 2 พันล้านบาร์เรล ก๊าซธรรมชาติอีก 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต โดยจะสร้างรายได้ให้กัมพูชาไม่น้อยกว่า 2 พันล้านดอลลาร์ต่อปี (เมื่อเทียบกับราคาน้ำมันดิบบาร์เรลละ 60 ดอลลาร์)

            ส่วนพื้นที่ที่น่าจะมีก๊าซธรรมชาติ และน้ำมันมากที่สุด ก็คือ "พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล" กับไทย !!!

            น่าสนใจว่า การทำบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ หรือ "เอ็มโอยู" ปี พ.ศ.2544 เพื่อทำข้อตกลงเรื่องการอ้างสิทธิ์ในเขตไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทย-กัมพูชา ก็เกิดขึ้นในสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ นั่นเอง

            โดยเมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2544 ณ กรุงพนมเปญ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รมว.ต่างประเทศของไทย (ในขณะนั้น) กับ นายซก อัน รัฐมนตรีอาวุโสของกัมพูชา ลงนามจัดตั้งคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิคไทย-กัมพูชา โดยมีแบ่งพื้นที่การเจรจาออกเป็น 2 ส่วน

            ส่วนแรก พื้นที่ทับซ้อนเหนือเส้นละติจูด 11 องศาเหนือขึ้นไป ซึ่งไม่มีข้อขัดแย้งกันให้แบ่งเขตทางทะเลอย่างชัดเจนตามกฎหมายระหว่างประเทศ

            ส่วนที่สอง พื้นที่ทับซ้อนใต้เส้นละติจูด 11 องศาเหนือลงมา ให้เป็นพื้นที่พัฒนาร่วมกัน (Joint Development Area-JDA)

            หลังจากนั้นจึงมีการจัดการประชุมเพื่อ "แบ่งเส้นเขตแดน" และ "แบ่งสัดส่วนผลประโยชน์" ในพื้นที่ทับซ้อนเรื่อยมา โดยการเจรจาครั้งสุดท้ายในสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นนายกรัฐมนตรี เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2549

            แต่ผลการเจรจากลับ "ไม่ได้ข้อยุติ" โดยที่เห็นพ้องกัน คือ จะมีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการขุดเจาะก๊าซและน้ำมัน ในสัดส่วน 50-50

            ทว่า พื้นที่ด้านซ้ายและด้านขวาของพื้นที่ทับซ้อน กัมพูชาเสนอให้แบ่งผลประโยชน์ในสัดส่วน 90-10 แต่ไทยเห็นควรแบ่งในสัดส่วน 60-40 และการเจรจาได้หยุดลงอย่างสิ้นเชิง เมื่อรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ถูกรัฐประหารเมื่อ 19 กันยายน 2549

            ต่อมา ในสมัยรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ข้อตกลงดังกล่าวกลับ "ถอยหลัง" เข้าไปอีก เมื่อมีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2552 ให้ "ยกเลิกเอ็มโอยูปี 44" หลังจากรัฐบาลกัมพูชาประกาศแต่งตั้ง พ.ต.ท.ทักษิณ เป็น "ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจ"

            ดังนั้น การเดินทางเยือนกัมพูชาในห้วงเวลาที่ "อำนาจรัฐ" กลับมาเป็นของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงย่อมถูกจับตามองเรื่องนี้มากเป็นพิเศษ ขณะที่ นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รมว.พลังงาน ก็ออกมาประกาศว่า จะยกวาระเรื่อง "ปิโตรเคมี" ในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา เป็น "วาระแห่งชาติ" สอดรับกันพอดิบพอดี

            นายพิชัยให้สัมภาษณ์พิเศษกับ "กรุงเทพธุรกิจ" หลังเข้ารับตำแหน่งว่า นโยบายระยะสั้นที่สำคัญที่คิดว่าจะต้องเร่งดำเนินการ คือ การเจรจากับรัฐบาลกัมพูชาเพื่อร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา บริเวณอ่าวไทยในรูปแบบรัฐต่อรัฐ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวเป็นแหล่งปิโตรเลียมที่สำคัญ มีการสำรวจพบว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติสำรองที่สามารถใช้ได้อีก 30-40 ปี หากไทยและกัมพูชา สามารถเจรจาเพื่อพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนในบริเวณอ่าวไทยร่วมกันสำเร็จ ประโยชน์จะตกอยู่กับประชาชนของทั้งสองประเทศ

            "เรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศโดยรวม ไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ แอบแฝง เพราะการร่วมกันพัฒนาแหล่งปิโตรเลียมในพื้นที่ทับซ้อนไทย-กัมพูชา เป็นการลงทุนในลักษณะรัฐต่อรัฐ ในลักษณะเดียวกับโครงการพัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย หรือเจดีเอ

            หากสามารถเจรจาสำเร็จ ผู้ที่จะเข้าไปลงทุนร่วมกับกัมพูชา คือ บริษัทปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ผมให้ความสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้มาก และคิดว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นวาระแห่งชาติ" รมว.พลังงาน กล่าวย้ำ

            เมื่อ รมว.พลังงาน ยืนยันเองว่า จะหยิบยกเรื่องพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนขึ้นมาปัดฝุ่น ขณะที่เรื่องดังกล่าวก็เป็นนโยบายเก่าของ พ.ต.ท.ทักษิณ จึงไม่แปลกที่คนขี้สงสัยจะคิดกันไปต่างๆ นานา

            นอกจากประเด็นเรื่อง "ขุมทรัพย์พลังงาน" ในพื้นที่ทับซ้อน ยังมีข่าวว่า อดีตผู้นำของไทยและผู้นำเขมรจะมีการพูดคุยถึงเรื่องการให้ความช่วยเหลือคนไทย 2 คน คือ นายวีระ สมความคิด กับ นางราตรี พิพัฒนาไพบูลย์ ที่ยังคงติดคุกอยู่ภายในเรือนจำเพรย์ซอว์ด้วย

            รวมทั้งการหารือก่อนที่ พล.อ.ยุทธศักดิ์?ศศิประภา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม (รมว.กลาโหม) จะเดินทางไปประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (จีบีซี) ครั้งที่ 8 ที่ประเทศกัมพูชาเป็นเจ้าภาพด้วย

            ทั้งนี้ หลังจาก รมว.กลาโหม เดินทางไปเยือนกัมพูชาแล้ว คิวต่อไปก็จะเป็น น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และ "น้องสาว" สุดที่รักของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่จะไปเยือนกัมพูชาเพื่อฟื้นความสัมพันธ์ และกระชับความสัมพันธ์ให้ดูดดื่มยิ่งขึ้น

            อย่างไรก็ตาม แม้การเยือนกัมพูชาของ พ.ต.ท.ทักษิณ จะถูกจับจ้องเรื่อง "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ที่สะดุดลงไปในช่วง 2 ปีของรัฐบาลอภิสิทธิ์

            แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงรายหนึ่งก็อยากให้มองในมุมกลับว่า การไปเยือนครั้งนี้น่าจะเป็นประโยชน์กับ "ประเทศไทย" อยู่บ้าง เห็นได้ชัดจากสถานการณ์การสู้รบตามแนวชายแดนที่กลับเข้าสู่ภาวะปกติตั้งแต่พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาล

            "ขณะนี้กำลังทหารกัมพูชาบางส่วนได้ลดกำลังออกนอกพื้นที่บ้างแล้ว ขณะที่กำลังทหารไทยยังไม่ได้ลดกำลัง เนื่องจากต้องรอคำสั่ง และผลการประชุมจีบีซี ที่จะเกิดขึ้นภายในต้นเดือนกันยายนนี้” ผู้เชี่ยวชาญคนเดิม ชี้ให้เห็นถึงแนวโน้มที่ดีขึ้น

            กระนั้น ถึงที่สุดแล้วก็ต้องมีการ "ชั่งน้ำหนัก" กันว่า ระหว่างผลดีที่ไทยจะได้ คือ ความสงบสุขของคนตามแนวชายแดน กับการแบ่งสรรผลประโยชน์ก๊าซธรรมชาติ และน้ำมัน ที่ไทยอาจจะต้องยอม "เฉือนเนื้อ" ในดินแดนของไทยไปให้กัมพูชา..อย่างไหนจะคุ้มกว่ากัน!?

3.)"ประชา"เผยเยียวยาผู้ชุมนุมทุกเหตุการณ์เป็นนโยบายรบ.
18 สค. 2554 13:50 น.

พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงความคืบหน้าการพิจารณาให้เงินเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมทางการเมือง รายละ 10 ล้านบาท ว่า ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับเรื่องดังกล่าวอย่างเป็นทางการ แต่ยืนยันว่าการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการชุมนุมจะเป็นหนึ่งในนโยบายของรัฐบาลที่จะแถลงต่อสภาในวันที่ 24 ส.ค. นี้ ซึ่งจะเป็นการเยียวยาผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการชุมนุมทั่วไป ไม่เฉพาะแต่การชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แต่รวมถึงการชุมนุมของกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ด้วย ทั้งนี้หากกระทรวงได้รับมอบหมายให้ดำเนินการก็จะพิจารณาตามขั้นตอน โดยให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพเป็นผู้นำเสนอความเห็นและหลักเกณฑ์ที่เหมาะสม สำหรับนโยบายของกระทรวงยุติธรรมที่จะแถลงเป็นนโยบายของรัฐบาลตนได้ส่งมอบให้กับนายกรัฐมนตรีนำไปเย็บเล่มเพื่อเรียบร้อยแล้ว

พล.ต.อ.ประชา กล่าวถึงกรณีที่มีกระแสข่าวที่ระบุถึงการร่วมคณะเดินทางไปพบพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เกาะมาเก๊า ว่า โดยยืนยันว่าข่าวลือดังกล่าวไม่เป็นความจริง เมื่อวันที่ 17 ส.ค.ตนนั่งทำงานในกระทรวงยุติธรรมอยู่จนถึง 19.00 น. ในช่วงเช้าวันนี้ (18 ส.ค.) ก็นั่งเซ็นเอกสารอยู่ภายในบ้านพัก และเดินทางเข้ากระทรวงในเวลา 13.00 น. นอกจากนี้ที่ผ่านมาพ.ต.ท.ทักษิณ ไม่เคยเข้ามามีบทบาทในการกำหนดนโยบายและการทำงานของกระทรวงยุติธรรม

4.)'ทักษิณ'สนุกจนลืมน้องสาวผู้น่าสงสาร
สนุกจนลืมน้องสาวผู้น่าสงสาร : ขยายปมร้อน โดย ศรายุทธ สายคำมี

**

   เป็นเรื่องที่รอไม่ได้จริงๆ สำหรับความกระหายที่จะลิ้มรสผลแห่งชัยชนะ สำหรับ ทักษิณ ชินวัตร

            ถึงแม้ว่าใครต่อใครตั้งคำถามเชิงปรามาสเอาไว้ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งแล้วว่า ถ้าได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลาย ได้กลับมาเป็นรัฐบาล น้องสาวได้เป็นนายกฯ แล้วทักษิณจะรอให้ทุกอย่างเข้าที่เข้าทาง ให้ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ไม่ประสีประสาการเมืองได้มั่นอกมั่นใจในทุกก้าวย่างท่ามกลางเสือ สิงห์ กระทิง แรด แล้วค่อยโผล่หัวยืดอกมาบอกว่า ความสำเร็จของน้องสาวนั้น มีพี่ชายที่แสนดีอยู่เบื้องหลัง

            ความจริงอาการมันก็ออกมาแต่ก่อนหน้านี้แล้ว ว่า ทักษิณ รอไม่ได้

            ทันทีที่รู้ผลเลือกตั้งอย่างไม่เป็นทางการทีวีทุกช่อง ถึงแม้ว่าจะไม่ได้เวลาเดียวกัน แต่ก็ประมาณว่า "ไม่ต้องรีบ ได้ทุกคน"

            แล้วทักษิณ ในวันนั้นก็เปลือยจนหมดเปลือกว่า อยากจะออกมาพูด (ถึงความสำเร็จ) ตั้งแต่ก่อนวันเลือกตั้งเสียอีก

            ความมั่นใจของ ทักษิณ ในวันนั้นยิ่งมากเท่าไหร่ ก็กระทบต่อความเชื่อมั่นในตัวน้องสาวมากเท่านั้น

            เริ่มจากการดึงพรรคร่วมรัฐบาลที่ทักษิณ ก็พูดตั้งแต่แรกแล้วว่า แม้จะได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้ง มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสภา ก็จะเลือกพรรคขนาดเล็กมาร่วมรัฐบาล

            รุ่งขึ้นก็ได้รับการการันตีจากน้องสาว ที่ตอนนั้นเป็นว่าที่นายกฯ หญิงคนแรกของประเทศ ว่าเอาตามนั้น

            จากนั้นเป็นช่วงการจัดตั้งรัฐบาลซึ่งก็ถูกจับตามองว่า โควตารัฐมนตรีใครได้เท่าไหร่ อย่างไร

            แล้วก็มีข่าวว่า บรรหาร ศิลปอาชา ผู้มีบารมีแห่งพรรคชาติไทยพัฒนา ไปพบทักษิณ แล้วก็กลับมาด้วยความสุโขสโมสร และมีกระแสข่าวว่า "ได้ตามที่ขอ" และสุดท้ายก็ได้อย่างนั้นจริงๆ

            ตัวอย่างของ บิ๊กเติ้ง กลายเป็นกรณีศึกษาให้คนในพรรคเพื่อไทย...หลายกลุ่มจึงบินไปดูไบเป็นว่าเล่น

            ในขณะที่ยิ่งลักษณ์ยืนยันซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพื่อให้เข้าใจว่า โผ ครม.นั้นตนจัดเองกับมือ ยืนยันว่าจัด โผ ครม.กันที่กรุงเทพฯ นี่แหละ

            สุดท้าย ทักษิณ ก็โผล่มาฉีกหน้า เปิดปากกับสื่อแดนปลาดิบว่า เป็นผู้แนะนำให้ยิ่งลักษณ์จัดโผ ครม.

            แต่ที่เละเป็นโจ๊กตกตึก น่าจะเป็นเรื่องที่ สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ ซึ่งนานาชาติเขาถือว่าเป็น "เบอร์ 2" ของประเทศ รองจากผู้นำ ไม่ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรี หรือประธานาธิบดี ฝ่าไปร้องขอให้ญี่ปุ่นเปิดบ้านรับทักษิณ เข้าประเทศเป็นกรณีพิเศษนั่นแหละ

            ครั้งแรกก็อ้ำอึ้งพูดครึ่งเดียว จนกระทั่งเลขาฯ ครม.ญี่ปุ่น เขาอดรนทนไม่ไหว แถลงออกมาอย่างเป็นทางการว่า รัฐบาลไทยร้องขอไป โดยอ้างว่าทักษิณจะไปช่วยเหลือเหยื่อสึนามิและแผ่นดินไหว รวมทั้งจะทำให้ความสัมพันธ์ไทย-ญี่ปุ่นระดับทวิภาคีแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

            ยิ่งลักษณ์ซึ่งแบ่งรับแบ่งสู้มาโดยตลอด ก็ถึงเวลาที่ไม่อาจปฏิเสธได้อีกว่า ทางการไทยได้ช่วยเหลือทักษิณ ซึ่งอยู่ระหว่างหลบหนีโทษจำคุก 2 ปี

            ไม่เพียงเท่านั้น ยิ่งลักษณ์ยังไม่อาจปฏิเสธได้ว่า "รับรู้" การเคลื่อนไหวของทักษิณมาโดยตลอด หลังจากที่คนวงในบอกว่า หลังจากไปญี่ปุ่น ประเทศต่อไปคือ กัมพูชา

            แต่ยิ่งลักษณ์ก็ตอบได้แค่เพียงว่า การไปของทักษิณนั้นไม่ใช่ไปในนามตัวแทนประเทศไทย

            "เป็นเรื่องส่วนตัว" ...ปัญหาก็คือคำตอบของยิ่งลักษณ์ไม่ได้ตอบในฐานะ "น้องสาว" ที่รู้การเคลื่อนไหวของพี่ชาย หากแต่เป็นนายกรัฐมนตรีของไทย ที่ถือว่าเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ที่มีหน้าที่ทำตามกฎหมาย และการปฏิบัติต่อนักโทษอย่างเคร่งครัด ไม่เว้นแม้ว่านักโทษคนนั้นจะเป็นพี่ชายหรือไม่

            ไม่เพียงเท่านั้น คนในพรรคเพื่อไทยยังหางานเพิ่มให้ได้อึดอัดใจในยามเจอกับนักข่าวอีกเรื่อง คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่ที่ยิ่งลักษณ์เองก็รู้แต่แรกว่า "เกินกำลัง" และพยายามบ่ายเบี่ยงมาตลอดว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และจะทำเพื่อคนส่วนใหญ่

            แต่ก็มีคนในเพื่อไทยปูดมาว่า จะแก้ให้เสร็จภายใน 3 เดือน

            เมื่อพูดถึงเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ ก็ต้องพูดถึงความผิดของทักษิณ ที่ดูเหมือนว่า จะไม่มีหนทางอื่นใดที่จะไปล้มล้างคำพิพากษาของศาลได้

            ดูเหมือนว่าทักษิณ จะสนุกสนานกับการแสดงความเป็นเจ้าของ "ชัยชนะ" จากการเลือกตั้ง และเข้าใจว่า เป็นเจ้าของประเทศที่จะทำอะไรก็ได้ แม้กระทั่งเรื่องที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย แต่ทักษิณกลับไม่คิดถึงน้องสาวที่เพิ่งเข้าโรงเรียนอนุบาลการเมืองมาไม่ถึง 100 วัน

            ทักษิณได้แต่เรียกร้องหาโอกาสให้แก่ตนเอง แต่ไม่ได้ให้โอกาสผู้เป็นน้องสาวผู้น่าสงสารเลยแม้แต่น้อย

            ไม่รับรู้ว่า ทุกวันที่ตื่นมาปฏิบัติหน้าที่ต้องเผชิญกับกองทัพนักข่าวที่รุมตั้งคำถามในสิ่งที่ตนไม่อาจควบคุมได้

            ความภาคภูมิใจของการได้เป็นนายกรัฐมนตรี แม้ว่าจะใช้เวลาเพียงแค่ 49 วัน มันช่างแสนสั้นจริงๆ


มติชน

5.)"หมอตุลย์"นำกลุ่มคนเสื้อหลากสีบุกสถานทูตญี่ปุ่น"ประท้วง-คัดค้าน
"ออกวีซ่าให้"แม้ว"เข้าประเทศ
วันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 12:00:00 น.
 
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 10.00 น.วันที่ 18 สิงหาคม กลุ่มคนเสื้อหลากสีภายใต้การนำของนาย นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเครือข่ายพลเมืองอาสาปกป้องแผ่นดินและกลุ่มคนเสื้อหลากสี รวมตัวประท้วงหน้าสถานทูตญี่ปุ่น ถนนวิทยุ พร้อมยื่นหนังสือคัดค้านกรณีรัฐบาลญี่ปุ่นที่ออกวีซ่าให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้าประเทศ

หลังจากจากการเดินทางไปยื่นหนังสือหน้าสถานทูตแล้ว ในเวลา 14.00 น. กลุ่มคนเสื้อหลากสีจะเดินทางไปให้กำลังใจ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ICT) ที่ประกาศว่า จะปราบปรามเว็บไซต์หมิ่นสถาบันว่าจะทำจริงหรือไม่

 
6.)ธรรมนูญ "ทักษิณ" กาง 3 บัญชี จัดแถว ส.ส.-รมต.เพื่อไทยคงเสียงในสภา
"กลุ่มคนดัง-กบฎ" ส้มหล่น !!
วันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2554 เวลา 18:30:04 น.

การใช้หนี้บุญคุณการเมืองของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เริ่มขึ้นทันทีที่จัดสำรับคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น

เป็นไปตามสูตรคณิตศาสตร์การเมือง สำนักคิดไทยรักไทย ที่ขึ้นบัญชีผู้มีตำแหน่งทางการเมืองไว้ 3 บัญชี

บัญชีแรก-เป็นรายชำระหนี้ทางการเมือง ปูนบำเหน็จให้ได้เป็นรัฐมนตรี

บัญชีที่สอง-ตัดรายชื่อผู้ได้เป็นรัฐมนตรีพ้นจาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แล้วเลื่อนผู้ไม่ได้เป็น ส.ส.ขึ้นบัญชี ส.ส.

บัญชีที่สาม-ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ทั้งในระบบ ส.ส.เขต-ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่รอบรรจุเป็นรัฐมนตรี

เมื่อการจัดคณะรัฐมนตรีวางตำแหน่งทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรลงตัว ส.ส.ลำดับที่เกินกว่าหมายเลข 61 ที่รอคิวรับบรรจุจึงมีความหวังได้รับการปูนบำเหน็จค่าเหนื่อย

เปิดโอกาสให้กลุ่ม ส.ส.ประเภทต้อง ขอใช้สิทธิ์ทวงสิ่งที่สมควรได้ขอเป็น "ผู้ทรงเกียรติ" ในสภาแทน ส.ส. ที่ได้รับโอกาสครอบครองเก้าอี้ "เสนาบดี"

เหตุผลที่กลุ่ม ส.ส.อกหักกล้าเปิดหน้าเคลื่อนไหวส่งแรงกระเพื่อมทวงสิทธิ์ครั้งนี้ เป็นเพราะ "ธรรมนูญทักษิณ" ที่จารึกไว้ตั้งแต่ยุคไทยรักไทยว่า หาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์คนใดได้รับปูนบำเหน็จให้เป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจากการเป็น ส.ส. เปิดทางให้ผู้สมัคร ส.ส.ลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาเพื่อคงเสียงในสภาไว้ให้เท่ากับจำนวนเดิมที่มีอยู่

เป็นกฎให้ผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขต และปาร์ตี้ลิสต์ทุกคนจะต้องเขียนใบ ลาออก พร้อมลงนาม-เซ็นชื่อไว้ แต่ไม่ลงวันที่ พร้อมเขียนข้อความระบุไว้ด้วยว่า "ผม-ดิฉัน มีปัญหาการทำงานกับพรรค พร้อมที่จะลาออก โดยไม่ได้ถูกกดดันหรือถูกขับออกจากพรรค"

ธรรมเนียมปฏิบัติ "แบบทักษิณ" ยังถูกบังคับใช้ในพรรคเพื่อไทย ด้วยเงื่อนไขพรรคร่วมรัฐบาลได้เสียงในสภาเกินครึ่งไม่มากนัก

ยืนยันผ่านปากของ "พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 11 ที่เปิดเผยถึงข้อตกลงในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค "ในที่ประชุมนั้น ได้มี การหารือกันก่อนแล้วว่า หาก ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อคนใดได้รับตำแหน่งทางการเมือง เช่น ได้เป็นรัฐมนตรีก็อาจต้อง ลาออกจากสถานภาพ ส.ส. ที่ดำรงอยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้อัตรา ส.ส. มีจำนวนคงที่ และหากไปทำหน้าที่ทาง การเมืองแล้ว การทำหน้าที่ ส.ส.ก็คงทำได้ไม่เต็มที่"

"ส่วนของผมนั้นไม่ได้ติดปัญหาใด ๆ กับการลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เพราะเป็นเรื่องที่ตกลงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนจะลาออกวันไหนน่าจะต้องเข้าที่ประชุมเพื่อหารือกันก่อน โดยเฉพาะในส่วนของกรรมการบริหารอาจต้องให้ความชัดเจนเรื่องการกำหนดวัน เพื่อจะได้ดำเนินการพร้อม ๆ กัน"

จึงปรากฏหน้าของ "ชินวัฒน์ หาบุญพาด" ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 72 ผู้ที่เข้าข่ายได้รับประโยชน์จาก "ธรรมนูญทักษิณ" ได้ออกมาบี้ ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรีให้ทิ้งตำแหน่ง ส.ส. ผู้ทรงเกียรติด้วยการส่งสัญญาณว่า "เมื่อดูจากจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีรวมตำแหน่งทางการเมืองอย่างอื่น ผู้ที่เข้าข่ายต้อง ลาออกน่าจะอยู่ที่ 15 คน"

ยังมีผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีกหลายคนที่รอรับบรรจุในตำแหน่งผู้ทรงเกียรติ เคลื่อนไหวในพรรคอย่างเงียบ ๆ แต่ไม่กล้าเปิดหน้ามากนัก เพราะหวั่นเกรงว่าจะเป็นเป้าจนถูกสั่ง "ขึ้นบัญชีดำ"

ส.ส.ที่คาดว่าส้มหล่นใส่มีทั้งชื่อที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบัญชีคนดัง เช่น "ดนุพร ปุณณกันต์-ยุรนันท์ ภมรมนตรี" บัญชีกบฏอย่าง "ชวลิต วิชยสุทธิ์" กลุ่ม บิ๊กจิ๋วที่เคลื่อนไหวจะแยกตัวออก จากเพื่อไทยก่อนถึงวันลงสมัครรับ เลือกตั้ง แม้กระทั่งบัญชีแดงที่มีชื่อของ "ชินวัตร หาบุญพาด"

หมากเกมที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" วางไว้เพื่อคงเสียงในสภา ถูกขยายเหตุผลตามรัฐธรรมนูญ หมวด "คณะรัฐมนตรี" มาตรา 177 วรรค 2 "ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้ารัฐมนตรี ผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย ห้ามมิให้รัฐมนตรี ผู้นั้นออกเสียงลงคะแนน"

เช่นเดียวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า "การอภิปรายทั่วไปรัฐมนตรีจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้"

ส.ส.ที่ถูกแต่งตั้งเป็น "รัฐมนตรี" อยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตาม "ธรรมนูญทักษิณ" มี 11 ชีวิต อาทิ

ยงยุทธ วิชัยดิษฐ, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ปลอดประสพ สุรัสวดี, วิรุฬ เตชะไพบูลย์, สันติ พร้อมพัฒน์, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก, พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก, กฤษณา สีหลักษณ์, สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล, พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ฯลฯ

ทั้งหมดอาจถูก "จับมือ" เซ็นชื่อในท้ายใบลาออกจากการเป็น ส.ส. เพื่อให้ผู้สมัคร ส.ส.คนอื่นได้เลื่อนลำดับเข้ามาสวมหน้าที่โหวตกฎหมาย และโหวตในการอภิปรายทั่วไปแทนได้

แต่ยังคงเว้นไว้เฉพาะบางรายที่ได้รับการการันตีทั้งด้าน "มันสมอง" และ "ฝีปาก" เพื่อปกป้อง "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ให้พ้นจากคมหอกคมดาบของ "ประชาธิปัตย์" ในเกมสภาผู้แทนราษฎร

โดยมีชื่อของ เฉลิม อยู่บำรุง และปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นหัวหอก ส่วน "ประชา พรหมนอก" ถูกกันไว้เป็นนายกฯสำรอง หาก "เพื่อไทย" ประสบอุบัติเหตุทางการเมืองเหมือนที่เคยประสบกับ "ไทยรักไทย-พลังประชาชน"

ธรรมนูญของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ตรงกับกฎเกณฑ์ของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์" เธอยืนยันว่า "ทางพรรคจะหารือกันภายใน สำหรับผู้ที่จะลาออกมีหลายท่าน และเรามีกำหนดกฎเกณฑ์อยู่แล้ว"

บัญชีเสียงที่พร้อมโหวตในสภาผู้แทนราษฎรของเพื่อไทยจำนวน 265 เสียง หักบัญชีรัฐมนตรี 11 เสียง จะเหลือเพียง 254 เสียง

เกินครึ่งมาแค่ 4 เสียงเท่านั้น

ยังไม่นับรวมกับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีกหลายคน ที่อาจได้รับการปลอบขวัญในตำแหน่งทางการเมืองอีกหลายตำแหน่ง

ทั้ง "บัณฑูร สุภัควณิช" ส.ส. ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 13 อดีตผู้อำนวยการสำนักงบประมาณที่ถูกวางเป็น "เลขาธิการนายกรัฐมนตรี"

เหมือนกับ "พร้อมพงศ์ นพฤทธิ์" ส.ส.ลำดับที่ 41 โฆษกพรรคซึ่งติดตาม "ยงยุทธ วิชัยดิษฐ" รมว.มหาดไทย ไปดูห้องทำงานของตัวเองที่กระทรวงมหาดไทย อาจได้รับบรรจุในตำแหน่งมือ ขวา "ยงยุทธ" ในกระทรวงคลองหลอด

การต่อรอง-การใช้หนี้-บัญชีบุญคุณ ทุกตำแหน่งล้วนเป็นไปตามกฎแห่ง "ธรรมนูญทักษิณ"

(ประชาชาติธุรกิจ ฉบับ 18-21สิงหาคม 2554)
 
การใช้หนี้บุญคุณการเมืองของ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" เริ่มขึ้นทันทีที่จัดสำรับคณะรัฐมนตรีเสร็จสิ้น

เป็นไปตามสูตรคณิตศาสตร์การเมือง สำนักคิดไทยรักไทย ที่ขึ้นบัญชีผู้มีตำแหน่งทางการเมืองไว้ 3 บัญชี

บัญชีแรก-เป็นรายชำระหนี้ทางการเมือง ปูนบำเหน็จให้ได้เป็นรัฐมนตรี

บัญชีที่สอง-ตัดรายชื่อผู้ได้เป็นรัฐมนตรีพ้นจาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แล้วเลื่อนผู้ไม่ได้เป็น ส.ส.ขึ้นบัญชี ส.ส.

บัญชีที่สาม-ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง ทั้งในระบบ ส.ส.เขต-ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่รอบรรจุเป็นรัฐมนตรี

เมื่อการจัดคณะรัฐมนตรีวางตำแหน่งทางการเมืองในสภาผู้แทนราษฎรลงตัว ส.ส.ลำดับที่เกินกว่าหมายเลข 61 ที่รอคิวรับบรรจุจึงมีความหวังได้รับการปูนบำเหน็จค่าเหนื่อย

เปิดโอกาสให้กลุ่ม ส.ส.ประเภทต้อง ขอใช้สิทธิ์ทวงสิ่งที่สมควรได้ขอเป็น "ผู้ทรงเกียรติ" ในสภาแทน ส.ส. ที่ได้รับโอกาสครอบครองเก้าอี้ "เสนาบดี"

เหตุผลที่กลุ่ม ส.ส.อกหักกล้าเปิดหน้าเคลื่อนไหวส่งแรงกระเพื่อมทวงสิทธิ์ครั้งนี้ เป็นเพราะ "ธรรมนูญทักษิณ" ที่จารึกไว้ตั้งแต่ยุคไทยรักไทยว่า หาก ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์คนใดได้รับปูนบำเหน็จให้เป็นรัฐมนตรีก็ต้องลาออกจากการเป็น ส.ส. เปิดทางให้ผู้สมัคร ส.ส.ลำดับถัดไปเลื่อนขึ้นมาเพื่อคงเสียงในสภาไว้ให้เท่ากับจำนวนเดิมที่มีอยู่

เป็นกฎให้ผู้สมัคร ส.ส.ระบบเขต และปาร์ตี้ลิสต์ทุกคนจะต้องเขียนใบ ลาออก พร้อมลงนาม-เซ็นชื่อไว้ แต่ไม่ลงวันที่ พร้อมเขียนข้อความระบุไว้ด้วยว่า "ผม-ดิฉัน มีปัญหาการทำงานกับพรรค พร้อมที่จะลาออก โดยไม่ได้ถูกกดดันหรือถูกขับออกจากพรรค"

ธรรมเนียมปฏิบัติ "แบบทักษิณ" ยังถูกบังคับใช้ในพรรคเพื่อไทย ด้วยเงื่อนไขพรรคร่วมรัฐบาลได้เสียงในสภาเกินครึ่งไม่มากนัก

ยืนยันผ่านปากของ "พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก" รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ส.ส.บัญชีรายชื่อลำดับ 11 ที่เปิดเผยถึงข้อตกลงในที่ประชุมกรรมการบริหารพรรค "ในที่ประชุมนั้น ได้มี การหารือกันก่อนแล้วว่า หาก ส.ส.ในระบบบัญชีรายชื่อคนใดได้รับตำแหน่งทางการเมือง เช่น ได้เป็นรัฐมนตรีก็อาจต้อง ลาออกจากสถานภาพ ส.ส. ที่ดำรงอยู่ เพื่อเปิดโอกาสให้อัตรา ส.ส. มีจำนวนคงที่ และหากไปทำหน้าที่ทาง การเมืองแล้ว การทำหน้าที่ ส.ส.ก็คงทำได้ไม่เต็มที่"

"ส่วนของผมนั้นไม่ได้ติดปัญหาใด ๆ กับการลาออกจากตำแหน่ง ส.ส. เพราะเป็นเรื่องที่ตกลงกันมาก่อนหน้านี้แล้ว ส่วนจะลาออกวันไหนน่าจะต้องเข้าที่ประชุมเพื่อหารือกันก่อน โดยเฉพาะในส่วนของกรรมการบริหารอาจต้องให้ความชัดเจนเรื่องการกำหนดวัน เพื่อจะได้ดำเนินการพร้อม ๆ กัน"

จึงปรากฏหน้าของ "ชินวัฒน์ หาบุญพาด" ผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ลำดับที่ 72 ผู้ที่เข้าข่ายได้รับประโยชน์จาก "ธรรมนูญทักษิณ" ได้ออกมาบี้ ส.ส.ที่เป็นรัฐมนตรีให้ทิ้งตำแหน่ง ส.ส. ผู้ทรงเกียรติด้วยการส่งสัญญาณว่า "เมื่อดูจากจำนวน ส.ส.บัญชีรายชื่อที่ไปรับตำแหน่งรัฐมนตรีรวมตำแหน่งทางการเมืองอย่างอื่น ผู้ที่เข้าข่ายต้อง ลาออกน่าจะอยู่ที่ 15 คน"

ยังมีผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีกหลายคนที่รอรับบรรจุในตำแหน่งผู้ทรงเกียรติ เคลื่อนไหวในพรรคอย่างเงียบ ๆ แต่ไม่กล้าเปิดหน้ามากนัก เพราะหวั่นเกรงว่าจะเป็นเป้าจนถูกสั่ง "ขึ้นบัญชีดำ"

ส.ส.ที่คาดว่าส้มหล่นใส่มีทั้งชื่อที่ถูกจัดอยู่ในกลุ่มบัญชีคนดัง เช่น "ดนุพร ปุณณกันต์-ยุรนันท์ ภมรมนตรี" บัญชีกบฏอย่าง "ชวลิต วิชยสุทธิ์" กลุ่ม บิ๊กจิ๋วที่เคลื่อนไหวจะแยกตัวออก จากเพื่อไทยก่อนถึงวันลงสมัครรับ เลือกตั้ง แม้กระทั่งบัญชีแดงที่มีชื่อของ "ชินวัตร หาบุญพาด"

หมากเกมที่ "พ.ต.ท.ทักษิณ" วางไว้เพื่อคงเสียงในสภา ถูกขยายเหตุผลตามรัฐธรรมนูญ หมวด "คณะรัฐมนตรี" มาตรา 177 วรรค 2 "ในการประชุมสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถ้ารัฐมนตรี ผู้ใดเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในขณะเดียวกันด้วย ห้ามมิให้รัฐมนตรี ผู้นั้นออกเสียงลงคะแนน"

เช่นเดียวกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจในรัฐธรรมนูญ มาตรา 179 ระบุไว้ตอนหนึ่งว่า "การอภิปรายทั่วไปรัฐมนตรีจะลงมติในปัญหาที่อภิปรายมิได้"

ส.ส.ที่ถูกแต่งตั้งเป็น "รัฐมนตรี" อยู่ในข่ายต้องปฏิบัติตาม "ธรรมนูญทักษิณ" มี 11 ชีวิต อาทิ

ยงยุทธ วิชัยดิษฐ, ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง, ปลอดประสพ สุรัสวดี, วิรุฬ เตชะไพบูลย์, สันติ พร้อมพัฒน์, พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก, พล.ต.ท. ชัจจ์ กุลดิลก, กฤษณา สีหลักษณ์, สุรพงษ์ โตวิจักษ์ชัยกุล, พล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ฯลฯ

ทั้งหมดอาจถูก "จับมือ" เซ็นชื่อในท้ายใบลาออกจากการเป็น ส.ส. เพื่อให้ผู้สมัคร ส.ส.คนอื่นได้เลื่อนลำดับเข้ามาสวมหน้าที่โหวตกฎหมาย และโหวตในการอภิปรายทั่วไปแทนได้

แต่ยังคงเว้นไว้เฉพาะบางรายที่ได้รับการการันตีทั้งด้าน "มันสมอง" และ "ฝีปาก" เพื่อปกป้อง "น.ส.ยิ่งลักษณ์" ให้พ้นจากคมหอกคมดาบของ "ประชาธิปัตย์" ในเกมสภาผู้แทนราษฎร

โดยมีชื่อของ เฉลิม อยู่บำรุง และปลอดประสพ สุรัสวดี เป็นหัวหอก ส่วน "ประชา พรหมนอก" ถูกกันไว้เป็นนายกฯสำรอง หาก "เพื่อไทย" ประสบอุบัติเหตุทางการเมืองเหมือนที่เคยประสบกับ "ไทยรักไทย-พลังประชาชน"

ธรรมนูญของ "พ.ต.ท.ทักษิณ" ตรงกับกฎเกณฑ์ของ "น.ส.ยิ่งลักษณ์" เธอยืนยันว่า "ทางพรรคจะหารือกันภายใน สำหรับผู้ที่จะลาออกมีหลายท่าน และเรามีกำหนดกฎเกณฑ์อยู่แล้ว"

บัญชีเสียงที่พร้อมโหวตในสภาผู้แทนราษฎรของเพื่อไทยจำนวน 265 เสียง หักบัญชีรัฐมนตรี 11 เสียง จะเหลือเพียง 254 เสียง

เกินครึ่งมาแค่ 4 เสียงเท่านั้น

ยังไม่นับรวมกับ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อีกหลายคน ที่อาจได้รับการปลอบขวัญในตำแหน่งทางการเมืองอีกหลายตำแหน่ง

โพสต์ทูเดย์

7.)ธิดาเชื่อขวัญชัยฉุนเหตุปล่อยแดงตั้งหมู่บ้าน
18 สิงหาคม 2554 เวลา 10:58 น.

นางธิดา ถาวรเศรษฐ รักษาการประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึง กรณีที่ นายขวัญชัย ไพรพนา ประธานชมรมคนรักอุดร แสดงความไม่พอใจในการทำหน้าที่ของตนว่า ตนกับนายขวัญชัย  ไม่ได้มีปัญหาอะไรกัน  แต่สิ่งที่ นายขวัญชัย ไม่พอใจน่าจะเป็นเรื่องที่ตน ปล่อยให้มีการจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงขึ้นโดยไม่ได้ห้ามปราม ทั้งนี้ส่วนตัวมองว่า การจัดตั้งหมู่บ้านเสื้อแดงนั้นเป็นสิทธิของกลุ่มบุคคลดังกล่าว ตนคงไม่มีสิทธิไปห้าม

อย่างไรก็ตามก่อนหน้านี้ก็ได้มีการเตือนเรื่องหมู่บ้านเสื้อแดงไปแล้วว่าอาจตกเป็นเป้า และอาจได้รับอันตรายได้  ส่วนกรณีที่ นายขวัญชัย ไม่พอใจเรื่องหมู่บ้านเสื้อแดงนั้น ตนคิดว่า น่าจะเป็นเพราะ นายขวัญชัย ต้องการขยายอาณาจักรชมรมคนรักอุดร ไปให้ทั่วพื้นที่ภาคอีสาน  ซึ่ง นายขวัญชัย ไม่เคยเข้ามาร่วมประชุมกับ กลุ่ม นปช. จึงไม่ทราบในหลักการว่า กลุ่ม นปช. ต้องการสร้างความเข้มแข็งในหมู่ประชาชน  โดยจะทำเป็นรูปแบบของคณะกรรมการ เดินหน้าวิธีทางประชาธิปไตย และทวงความยุติธรรมให้กับคนเสื้อแดง

8.)คมนาคมเล็งสร้างสะพานลัดอ่าวไทย
18 สิงหาคม 2554 เวลา 14:16 น.


พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า มีแนวคิดเสนอโครงการก่อสร้างสะพานลัดฝั่งอ่าวไทย ช่วงแหลมฉบัง-อำเภอชะอำ จ.เพชรบุรี ระยะทางประมาณ 80 กม. เพื่อให้รัฐบาลบรรจุเป็นนโยบายแถลงต่อรัฐสภา

สะพานดังกล่าวจะประกอบด้วย เขื่อนกั้นน้ำ ทางรถไฟ และถนน สามารถป้องกันน้ำท่วมพื้นที่ปากน้ำสมุทรปราการ และพื้นที่กรุงเทพฯ หลังการแถลงนโยบายแล้วจะมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาความเป็นไปได้ให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน และมีความเป็นไปได้ที่จะเปิดให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุน

“สิ่งที่เป็นห่วงในโครงการนี้คือ ปัญหาน้ำทะเลชายฝั่งที่ถูกกั้นไว้จะสกปรก เพราะส่วนหนึ่งเป็นน้ำเสียที่ถูกทิ้งจากบ้านเรือน แต่เชื่อว่าจะไม่กระทบกับธุรกิจท่องเที่ยวบริเวณแนวชายฝั่ง เพราะสะพานดังกล่าวยื่นออกไปในทะเล ไม่ได้เกะกะชายฝั่ง ซึ่งจะมีพื้นที่จากชายฝั่งถึงสะพานลัดฝั่งอ่าวไทยประมาณ 2 แสนไร่”พล.ต.ท.ชัจจ์ กล่าว

 


 


อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 19/08/2011 เวลา : 15.10 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

เห็นในข่าว TV 2 - 3 วันมาแล้วนี้ น่าสงสารชาวนามากนะครับ บางรายบอกว่าอีกสักอาทิตย์เดียวก็จะเกี่ยวข้าวได้อยู่แล้ว แต่ไม่ทันน้ำท่วมเสียก่อน บางที่เป็นสวนกล้วยที่กำลังออกเครือแล้ว ได้แต่ดูที่มันจมน้ำตาย แถววัดท่าจันทน์ขณะน้ำเจิ่งเป็นทะเลใช่ไหมครับ ต้องพายเรือบิณฑบาตรหรือเปล่าครับ

ความคิดเห็นที่ 1 (0)
พันธุ์สังหยด วันที่ : 19/08/2011 เวลา : 13.29 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/sawnoyzi

ทีใครทีมันนะครับงานนี้

รายงานครับ หลังวัดท่าจันทร์ แม่น้ำน่าน บริเวณอ.ชุมแสง ตอนนี้ เอ่อท้นเข้าท่วมพื้นที่สูงขึ้นวันละศอกครับ ชาวบ้านเร่งเกี่ยวข้าวหนีน้ำกันทั้งยังเขียว ๆ เลยทีเดียว
แต่ที่วัดโชคดียังไม่ท่วมครับสบาย ๆ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน