*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 4246
  • จำนวนผู้ชม : 3020545
  • จำนวนผู้โหวต : 1626
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1626 คน
<< มีนาคม 2017 >>
อา พฤ
      1 2 3 4
5 6 7 8 9 10 11
12 13 14 15 16 17 18
19 20 21 22 23 24 25
26 27 28 29 30 31  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 598 , 12:17:42 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

          อากาศปรวนแปรกันใหญ่นะครับ ร้อนก็แสนจะร้อน แล้วหลายๆจังหวัดทั่วประเทศยังโดนพายุซ้ำเติมเข้าให้อีก

หลายครอบครัวหลังคาบ้านเปิดเปิง หรือพังพินาศไปเลย

         อวยพรวันเกิด 'บิ๊กตู่' 21 มีนาคม ด้วยครับ ครบรอบ 63 ปี

 

S ! NEWS

เปิดประวัติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 25 พ.ค. 57 (20:50 น.)  เปิดอ่าน 167,939 
 
 
เปิดประวัติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

เปิดประวัติ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

S! News

สนับสนุนเนื้อหา

ประยุทธ์ จันทร์โอชา

 ชื่อเล่น ตู่ หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่า "บิ๊กตู่" เกิดเมื่อวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2497 ที่จังหวัดนครราชสีมา 

ประวัติการศึกษา

สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาจากโรงเรียนวัดนวลนรดิศ 
นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 12 ( ตท.12) 
นักเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า รุ่น 23

ชีวิตครอบครัว

พลเอกประยุทธ์ สมรสกับรองศาสตราจารย์นราพร จันทร์โอชา อาจารย์ประจำสถาบันภาษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีบุตรสาวฝาแฝดสองคนคือ น.ส.ธัญญา และ น.ส.นิฏฐา จันทร์โอชา

ประวัติรับราชการ

เริ่มต้นรับราชการที่หน่วย "ทหารเสือราชินี" ( กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ หรือ ร.21 รอ.) ตั้งแต่เป็นผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ( ผบ.ร.21 พัน.2 รอ.) เป็นเสนาธิการกรมฯ รองผู้บังคับกรม และขึ้นเป็นผู้บังคับการกรมฯตามลำดับ

ต่อมาย้ายมาเป็น รองผู้บัญชาการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ( พล.ร.2 รอ.) และเป็นผู้บัญชาการกองพลฯ ต่อจากนั้นได้รับตำแหน่งเป็น รองแม่ทัพภาคที่ 1

 

ในเหตุการณ์รัฐประหารโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ คปค. เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ที่มีพลเอกสนธิ บุญยรัตกลินเป็นหัวหน้าคณะ พลตรีประยุทธ์ จันทร์โอชา (ยศในขณะนั้น) ก็เป็นผู้หนึ่งที่มีบทบาทสำคัญในการยึดอำนาจด้วยรับคำสั่งตรงจาก พลโทอนุพงษ์ เผ่าจินดา แม่ทัพภาคที่ 1 (ยศและตำแหน่งในขณะนั้น)

หลังจากนั้นเมื่อ พลโทอนุพงษ์ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบกและเลื่อนชั้นยศเป็น "พลเอก" พลตรีประยุทธ์ก็ได้เลื่อนชั้นยศขึ้นเป็น "พลโท" รับตำแหน่ง แม่ทัพภาคที่ 1 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2549 และได้รับแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติจากคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช. อีกด้วย

พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับตำแหน่งเป็น รองหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ระหว่างวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2551 ถึง 14 กันยายน พ.ศ. 2551 และได้รับแต่งตั้งเป็น หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 ถึง 22 ธันวาคม พ.ศ. 2553

2 กันยายน พ.ศ. 2553 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งให้เป็น ผู้บัญชาการทหารบก ต่อจาก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ที่เกษียณอายุราชการในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2553 ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม พ.ศ. 2553 เป็นต้นไป

ปัจจุบัน 

พล.อ.ประยุทธ์ ได้รับหน้าที่ผู้อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ผอ.รส.) อีกครั้งในการประกาศกฏอัยการศึกทั่วราชอาณาจักร เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 หลังจากการหารือของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความวุ่นวายทางการเมืองทั้ง 7 ฝ่าย ไม่เป็นผลสำเร็จ จึงทำการรัฐประหารในวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2557 และดำรงตำแหน่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ หรือ คสช.

 

ดูทีวี ช่อง11ออนไลน์ ออนไลน์ NBTThai Live TV ONLINE

แนวหน้า

 

 

ปภ.รายงาน18จว.กระทบวาตภัย จนท.เร่งเข้าช่วยผู้ประสบภัยด่วน!

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 10.49 น.
 

กระทรวงมหาดไทย โดยกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) รายงานเมื่อวันที่ 14 - 20 มี.ค. 60 มีจังหวัดได้รับผลกระทบจากวาตภัย 18 จังหวัด 50 อำเภอ 291 ตำบล 3,580 หมู่บ้าน บ้านเรือนเสียหาย 3,580 หลัง

 

 

 

 

 

ซึ่ง ปภ.ได้ร่วมกับหน่วยทหารและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยสำรวจและประเมินความเสียหาย แจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค อุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือนหรือจ่ายเงินช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ รวมถึงประสานภาคเหนือตอนล่าง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง เตรียมพร้อมรับมือพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงในระยะนี้ โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัย จัดชุดเคลื่อนที่เร็วและเครื่องมืออุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัย

 

 

 

นายฉัตรชัย พรหมเลิศ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เปิดเผยว่า เมื่อช่วงวันที่ 14 - 20 มีนาคม 2560 มีจังหวัดได้รับผลกระทบจากวาตภัย 18  จังหวัด 50 อำเภอ 291 ตำบล 3,580 หมู่บ้าน

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 10 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ เลย สกลนคร มหาสารคาม นครราชสีมา  หนองคาย ร้อยเอ็ด  และขอนแก่น

ภาคกลาง 6 จังหวัด ได้แก่ ลพบุรี นครสวรรค์ สุโขทัย ชัยนาท กำแพงเพชร และเพชรบูรณ์

ภาคเหนือ 1 จังหวัด ได้แก่ พะเยา

ภาคตะวันออก 1 จังหวัด ได้แก่ สระแก้ว บ้านเรือนเสียหาย 3,580 หลัง มีผู้เสียชีวิต 3 ราย

 

 

ซึ่งกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยได้ประสานจังหวัด หน่วยทหาร และหน่วยงานทีเกี่ยวข้องเร่งให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยในเบื้องต้น โดยแจกจ่ายเครื่องอุปโภคบริโภค กระเบื้องมุงหลังคาและวัสดุอุปกรณ์ซ่อมแซมบ้านเรือนแก่ผู้ประสบภัย รวมถึงจัดเจ้าหน้าที่สำรวจและประเมินความเสียหาย เพื่อดำเนินการช่วยเหลือตามระเบียบกระทรวงการคลังฯ ทั้งการชดเชยความเสียหายของบ้านเรือนเป็นวัสดุก่อสร้าง หรือจ่ายเงินช่วยเหลือตามความเหมาะสม อีกทั้งจ่ายเงินสงเคราะห์ค่าจัดการศพตามระเบียบและหลักเกณฑ์ที่กำหนดแก่ครอบครัวผู้เสียชีวิต

 

 

ทั้งนี้ จากการติดตามสภาพอากาศกับกรมอุตุนิยมวิทยา พบว่า ระยะนี้ประเทศไทยจะมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งและลมกระโชกแรงในหลายพื้นที่ บริเวณภาคเหนือตอนล่าง  ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ปภ. จึงได้ประสานจังหวัดในพื้นที่ดังกล่าวเตรียมรับมือพายุฝนฟ้าคะนอง โดยจัดเจ้าหน้าที่ติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังสถานการณ์ภัยพร้อมจัดเตรียมวัสดุอุปกรณ์ให้พร้อมปฏิบัติการเผชิญเหตุและช่วยเหลือผู้ประสบภัย ตลอดจนแจ้งเตือนประชาชนให้ระมัดระวังอันตรายจากพายุลมแรงอยู่ให้ห่างจากต้นไม้ใหญ่ ป้ายโฆษณา และสิ่งก่อสร้างที่ไม่แข็งแรงในระยะนี้ไว้ด้วย 

 

พายุฤดูร้อน!!!กระหน่ำนครศรีฯ ตกหนักนับช.ม.ท่วมเมืองทุ่งใหญ่ 

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 10.48 น.
 

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงดึกวานนี้ ที่ตลาดเทศบาล ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช ได้เกิดพายุฝนหลงฤดูตกลงมาอย่างหนักนานนับ 1 ชั่วโมง ประกอบลมพัดกรรโชกแรงตลอดเวลา ส่งผลให้น้ำท่วมขัง เนื่องจากไหลลงท่อระบายน้ำไม่ทัน ทำให้เกิดท่วมถนนหลายสาย

 

 

 

 

โดยแชเฉพาะถนนสายทุ่งใหญ่ - กรุงหยัน บริเวณหน้าตลาดสดเทศบาลท่ายาง หมู่ 2 ต.ท่ายาง อ.ทุ่งใหญ่ และถนนสายสี่แยกไปหน้าธนาคารกรุงไทย เกิดน้ำท่วมสูงเกือบ 30 เซนติเมตร ทำให้รถยนต์เล็กและรถจักรยานยนต์ไม่สามารถสัญจรผ่านได้ ต้องจอดรอให้น้ำลดระดับระบายลงท่อระบายน้ำ

นอกจากนี้หลายหมู่บ้านในอำเภอทุ่งใหญ่ได้เกิดไฟดับ ซึ่งเจ้าหน้าที่เทศบาลตำบลท่ายาง และเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค สาขาทุ่งใหญ่ เร่งให้การช่วยเหลือประชาชน

 

 

เขื่อนเจ้าพระยาน้ำต่ำกว่ามาตรฐาน ผวจ.สั่งคุมเข้มห้ามทำนาเพิ่ม!!

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 10.03 น.
 

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบสถานการณ์ภัยแล้งในพื้นที่ จ.ชัยนาท ก็ยังคงขยายวงกว้างอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเกษตรนับแสนไร่ที่จำต้องทิ้งร้าง ขณะที่ระดับน้ำในเขื่อนเจ้าพระยา ต.บางหลวง อ.สรรพยา จ.ชัยนาท ก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำกว่าจุดมาตรฐาน กักเก็บ 15 เมตร 

 

 

 

 

โดยวันนี้วัดได้ 14.84 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ขณะที่ระดับน้ำท้ายเขื่อนเองวัดได้ 5.65 เมตร จากระดับน้ำทะเลปานกลาง ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่ต่ำมากจนสามารถมองเห็นท้องแม่น้ำ และสันดอนทรายที่โผล่ขึ้นเป็นจุดๆ ตลอดความยาวของแม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านหลายจังหวัดภาคกลาง โดยเขื่อนเจ้าพระยายังคงระบายน้ำคงที่ 70 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เพื่อรักษาระบบนิเวศและผลักดันน้ำเค็ม

ด้านนายนิมิต วันไชยธนวงศ์ ผวจ.ชัยนาท ได้พูดคุยกับหัวหน้าส่วนราชการ ในการหารือแบบสภากาแฟล่าสุดว่า ขอให้ทุกหน่วยงานช่วยกันทำความเข้าใจกับเกษตรกร ในการขอให้งดการทำนารอบที่ 3 อย่างเด็ดขาด เพื่อให้การบริหารจัดการน้ำและการแก้ปัญหาราคาข้าวเป็นไปตามแผนของรัฐบาล โดยเฉพาะตามแนวทางการทำงานที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมต.เกษตรและสหกรณ์ได้มอบหมายสั่งการ และคาดโทษผู้ว่าราชการจังหวัดไว้ หากพบการทำนารอบที่ 3 จะมีการพิจารณาประสิทธิภาพการทำงานและมีบทลงโทษด้วย

 

 

นาทีระทึก!พายุซัด'นครพนม'หลังคาปลิวว่อน หนีตายจ้าละหวั่นเสียหาย30เรือน

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 09.15 น.
 

20 มี.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายชลิต วิเศษศิริ นายอำเภอนาหว้า จ.นครพนม เปิดเผยว่า หลังทราบว่ามีพายุฤดูร้อนพัดถล่มภายในพื้นที่ ต.บ้านเสียว อ.นาหว้า จ.นครพนม จึงได้นำกำลังเจ้าหน้าที่ทั้งฝ่ายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยฯ ร่วมกับ นายสฤษดิ์ ไตรตระการเดช นายกองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านเสียว นายวิสุทธิ์ ทองนู กำนันตำบลบ้านเสียว หน่วยทหารประจำพื้นที่อำเภอนาหว้า (ชุด ชป.กร.ที่5) และผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 7,8 และ 9 ลงพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นแก่พี่น้องประชาชนที่ประสบภัยในครั้งนี้

โดยเหตุการณ์ดังกล่าว สร้างความเสียหายให้แก่ชาวบ้าน จำนวน 31 หลังคาเรือน ห้องน้ำและโรงครัววัดโพนทองเสียหาย รวมทั้งยุ้งฉางข้าวประจำหมู่บ้าน 1 หลัง สายไฟฟ้าแรงสูงที่จ่ายไฟฟ้ารอบนอกหมู่บ้านขาด ใช้การไม่ได้ในระยะประมาณ 3 กิโลเมตร และหอกระจายข่าวภายในหมู่บ้านเสียหาย

 

นางแต๋ว ป้องดู่ ชาวบ้านโคกสะอาด ตำบลบ้านเสียว หนึ่งในผู้ประสบภัย กล่าวว่า พายุก่อตัวดำทะมึนมาแต่ไกล คาดการณ์ว่าพายุลูกนี้คงถล่มพัดแน่ จึงเตรียมเก็บข้าวของไว้ในที่ปลอดภัย แต่ยังไม่ทันจะทำอะไร พายุก็เข้ามาในหมู่บ้าน ประมาณช่วงเวลา 14.30 น. (19 มี.ค.) ซึ่งลมได้พัดมาจากทุ่งนาทางทิศใต้ของหมู่บ้าน ตรงมาที่บ้านของตนเอง แรงลมมาปะทะกับกำแพงบ้านจนพังลงมา ก่อนที่จะยกตัวขึ้นเอาหลังคาบ้านเปิดออก ตนและลูกหลานต่างวิ่งหนีตายจ้าละหวั่น มองขึ้นไปบนท้องฟ้าเห็นสังกะสีจากบ้านหลังอื่นๆปลิวว่อนในอากาศ

จากนั้นก็มีสายฝนตกกระหน่ำลงมาประมาณ 30 นาที ก่อนที่จะเงียบสงบเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น เมื่อมาสำรวจความเสียหายพบว่าด้านหลังบ้านพังเสียหาย หลังคาป้านเปิดออก หน้าต่างบ้านชั้น 2  หลุดออกมาทั้งแถบ ทั้งต้นมะขามที่อยู่ท้ายบ้านก็ล้มลงมาทับเล้าไก่ และคอกควายพังเสียหาย ถือว่าเป็นครั้งแรกในหมู่บ้านที่พายุพัดถล่มจนบ้านเรือนเสียหายหลายสิบหลัง

 

 

 

 วันสถาปนากรมการข้าว ครบรอบ 11 ปี

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.
 

เมื่อวันที่ 16 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา เป็นวันคล้ายวันสถาปนากรมการข้าว ครบรอบ 11 ปี ทั้งหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ตลอดจน
องค์กรต่างๆ มากมาย ต่างพากันไปร่วมแสดงความยินดีกับนายอนันต์ สุวรรณรัตน์ อธิบดีกรมการข้าว อาทิ นายสุรสีห์ กิตติมณฑล 
อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร นำคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ร่วมแสดงความยินดี นายสมชาย ชาญณรงค์กุล อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร พร้อมคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ร่วมแสดงความยินดี โดยในงานนี้กรมการข้าวได้เชิญชวนให้ผู้มาร่วมแสดงความยินดีร่วมบริจาคทรัพย์สมทบทุนศิริราชมูลนิธิ เพื่อผู้ป่วยยากไร้โรงพยาบาลศิริราช เพื่อเป็นการทำบุญร่วมกัน....

 

 

 

 

สุดยอด!'บัวขาว'โชว์สเต็ปไหว้ครู อวดฝีมือ'มวยไทย'เข่าศอกเต็มพิกัด

วันจันทร์ ที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2560, 11.09 น.
 

20 มี.ค.60 ถ้าเอ่ยถึงชื่อ 'บัวขาว บัญชาเมฆ' เชื่อว่าหลายคนคงจะรู้จักเป็นอย่างดี เพราะเป็นถึงนักมวยไทยคนดัง ที่มีฝีมือการออกอาวุธทั้งศอกและเข่าที่เด็ดขาด

 

 

 

 

 

 

ล่าสุดบัวขาวได้ไปร่วมงานไหว้ครูมวยไทยโลก ครั้งที่ 13 บริเวณอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธย จ.พระนครศรีอยุธยา

โดยภายในงานนักมวยคนดัง ก็โชว์ศิลปะการร่ายรำไหว้ครู ได้อย่างสวยงามน่าประทับใจ อีกทั้งยังมีนักมวยหลากหลายเชื้อชาติ เข้าร่วมพิธีไหว้ครูมวยอันศักดิ์สิทธิ์นี้กันอย่างคับคั่ง 

 

 

 

ภาพ : Banchamek Gym (Buakaw Banchamek, บัวขาว บัญชาเมฆ) 
ภาพ : (ททท.) 

 ........................................................

 

 

 

 Home »

แค่ 'สัญญาณบอกเหตุ' ก่อนกันยา

 Monday, March 20, 2017 - 00:00
  • "โกตี๋ไม่ใช่คนเสื้อแดง เขาอาจแค่ใส่เสื้อแดง โปรดอย่าเหมารวมว่าเป็นแกนนำ นปช.ด้วย"

    ครับ....ร้อนขนาดนี้.........

    ถ้าเห็นคนสติไม่สมประกอบ เคยอยู่ป่า สวมแว่น มีเมียอาวุโสกว่าโดยวัย ออกมายืนแก้ผ้ากลางเมือง ตะโกนเพ้อพกอย่างนั้นละก็

    อย่าไปถือสาอะไรเขาเลย!

    โปรดเข้าใจ .............

    ว่านั่นเพราะเป็นระยะสุดท้ายของคนเป็นไข้หวัดแม้ว จะมีอาการ "แดงทั้งแผ่นดินขึ้นสมอง" อย่างนี้

    ปากแข็ง ตาขวาง แต่ตูดนิ่มป๋อย โปรแกรมสมองถูกล็อกตายตัว แยกแยะ "ผิด-ถูก-ชั่ว-ดี" ไม่ได้

    ตะโกนแต่คำว่า "พวกผมถูกใส่ร้าย...พวกผมถูกไล่ล่า" สลับกับคำว่า "แดงเทียม..แดงเทียม" เป็นจังหวะ

    เหตุที่ชื่อ "โกตี๋" เป็นข่าวเปรี้ยง จนมีคนบ้าออกมาเพ้อเจ้อด้วยถ้อยคำข้างบนนั้น สืบเนื่องจาก

    ตำรวจ-ทหาร และฝ่ายความมั่นคง เขาเฝ้าติดตามสถานการณ์บ้านเมือง และแกะรอยความเคลื่อนไหว "กลุ่มเป้าหมาย" จ้องก่อการมาตลอด

    ตัวการที่พูดว่า "ผมหยุดแล้ว...ผมเลิกแล้ว"

    ปากเขาก็หยุดและเลิกแหละ............

    แต่พวกสมุนในคราบโจรการเมือง-โจรสมุนการเมือง-โจรผสมแดก และพวก "หมดที่ไป" เหมือนขี้หมู-ขี้หมาที่ไหลมากองรวมอยู่ด้วยกัน

    บนดิน ก็ตะแบงไปวันๆ

    ใต้ดินก็ชอนไช เคลื่อนไหวรอวัน "อำนาจเก่า" กลับคืน ด้วยฝันลมๆ แล้งๆ ว่า เลือกตั้งวันไหน?

    พวกกูก็จะกลับมาใหญ่ "ครองเมือง" อีก วันนั้น!

    และเมื่อวันเสาร์ (๑๘ มี.ค.๖๐) ตำรวจทหาร ก็บุกพร้อมกัน ๙ จุด ใน ๗ จังหวัด "ปิดล้อม" พื้นที่เป้าหมาย จู่โจมเข้าค้นและจับ

    เพราะพบการเคี่ยวคลั่ง หวังสวมรอย-ผสมโรงการทลายรังโจรเหลืองเตรียมก่อเหตุ "ป่วนบ้าน-กวนเมือง" ตามจุดต่างๆ ใน ๗ จังหวัด

    ก็มี...ปทุมธานี, อ่างทอง, หนองคาย, สุรินทร์, นครราชสีมา, ประจวบคีรีขันธ์ และ สมุทรปราการ

    ทั้ง ๙ จุดนั้น เป็น "เครือข่ายโกตี๋" แดงปทุมธานีเจ้าเก่า ที่ตอนนี้ หนีไปอยู่ฝั่งลาว!

    ในจุดอื่นๆ ไม่มีรายงาน มีแต่ที่ปทุมธานี นัยว่า พบอาวุธสงครามชนิดต่างๆ ซุกซ่อนไว้ ถ้าจะเรียกว่า "คลังอาวุธ" ก็พออนุโลมได้

    ผมดูที่ Wassana Nanuam นักข่าวสายทหารเขาโพสต์ ว่า......

    ตรวจค้น บ.ไทยแม็กกรุ๊ป จำกัด เลขที่ 1/1 ม.6 ต.คูคต อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี

    ตำรวจระบุ เป็นบ้านของ "โกตี๋" อดีตแกนนำแดงปทุมฯ พบคือ

    1.ระเบิดขว้าง SFG 75 จำนวน 1 ลูก

    2.ระเบิดขว้าง RGD 5 จำนวน 10 ลูก

    3.เรือนชนวน RGD 5 จำนวน 16 อัน

    4.เครื่องกระสุน ขนาด .40 มม. ชนิด HE จำนวน 8 นัด

    5.เครื่องยิงลูกระเบิด แบบ 10 (ขนาด 40 มม.)

    6.อาวุธปืนเล็กยาว (ปลย.) 16 จำนวน 4 กระบอก

    7.อาวุธปืนกลมือ (ปกม.) 88 Thomsan จำนวน 1 กระบอก

    8.อาวุธปืนลูกซอง จำนวน 1 กระบอก

    9.เครื่องกระสุน ขนาด 5.56 จำนวน 4,566 นัด

    10.เครื่องกระสุน ขนาด 7.62 จำนวน 235 นัด

    11.เครื่องกระสุนซ้อม ขนาด 7.62 จำนวน 8 นัด

    12.เครื่องกระสุน ขนาด .22 จำนวน 220 นัด

    13.เครื่องกระสุนลูกซอง จำนวน 160 นัด

    14.เครื่องกระสุน ขนาด .38 จำนวน 78 นัด

    15.เครื่องกระสุน ขนาด .38 ซูเปอร์ จำนวน 33 นัด

    16.เครื่องกระสุน ขนาด 9 มม. จำนวน 38 นัด

    17.เครื่องกระสุน ขนาด .45 มม. จำนวน 189 นัด

    18.ซองบรรจุกระสุน ปืน M16 ยาว 3 อัน สั้น 2 อัน

    19.ซองบรรจุกระสุน ปืน AK47 ยาว จำนวน 3 อัน

    20.ซองบรรจุกระสุน ปืน ปกม.88 จำนวน 1 อัน

    อืมมมมม.........

    ไม่แปลก ในความเป็น "คลังแสงแดง"

    แปลกตรงที่ว่า พวกแดงทั้งแผ่นดิน ไปเอาอาวุธสงครามเหล่านี้มาจากแหล่งไหน เอามายังไง

    ลำพังราษฎรเต็มขั้น นายนั่น-นางนี่ มีปัญญา มีศักดาบารมี คาบมาสะสม-ซุกซ่อน ชนิดใช้ปล้น "ยึดกรุงเทพมหานคร" ได้สบายๆ อย่างนี้ โดยเจ้าหน้าที่บ้านเมือง "ทุกฝ่าย" ไม่ระแคะระคายอะไรเลยเชียวหรือ?!

    ที่ยิ่งคิด ก็ยิ่งไม่สบายใจ คือ.........

    ปทุมธานี เป็นจุดแนบชิด "อาณาจักรจานบิน" และเป็นพื้นที่ใจกลางเดียวกันกับความเป็นเมืองหลวง

    แต่ปล่อยปละ-หละหลวมกันยังไง ให้มีคนสะสมอาวุธสงครามถึงขั้น "คลังแสง" ตั้งอยู่ปลายจมูกได้ขนาดนี้?

    น่าคิด...น่าห่วง ด้าน "ความปลอดภัย-มั่นคง" ของบ้านเมืองเอาการ!

    อย่าลืม ในความเป็นประเทศไทย ทั้งคนไทยและคนโลก ยึดนิยามว่า

    ประเทศไทย คือกรุงเทพฯ และ

    กรุงเทพฯ คือประเทศไทย!

    ด้วยนิยามยึดนี้ ถ้าใครคิดจะทำลายประเทศไทย ไม่ต้องเหนื่อยยากตะลอนเหนือ-ตะลอนใต้ที่ไหน

    บึ้ม ๓-๔ จุดในกรุงเทพฯ และชานเมือง ติดต่อกันวัน-สองวัน ขบวนการข่าวสารแดงทั้งแผ่นดิน จะออกจอ-ออกเน็ต สัมภาษณ์กันเองเสร็จ เป็นฉากๆ

    โจรก่อการร้ายแทรกซึมเข้ามาไทยแล้วบ้าง ประชาชนหมดความอดทนกับรัฐบาลทหารที่แก้ไขปัญหาปากท้องให้ไม่ได้แล้วบ้าง

    แล้วก็สรุป...........

    รัฐบาล คสช.ไร้สมรรถภาพ ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์รักษาบ้านเมืองให้มีความสงบเรียบร้อยได้

    มาทางไหน จงรีบไสหัวกลับไปทางนั้น ..........

    คืนประชาธิปไตยให้ประชาชนโดยเร็ว ด้วยการเลือกตั้ง!

    นี่...จะมากันในธีมนี้..........

    เหมือนตอนนี้ ที่หน่วยองครักษ์พิทักษ์ไข่แม้ว จะใช้วาทกรรม "อภินิหารกฎหมายไล่ล่า" เป็นธีมตอบโต้รัฐบาล

    ฐานเรียกเก็บภาษีเงินได้พ่อ ที่ขายหุ้นให้ลูก "นอกตลาด"!

    จะมีกลุ่มเดียวเท่านั้น ที่บริสุทธิ์-ผุดผ่อง ไม่ถูกเอ่ยอ้างในเหตุการณ์ก่อกวน คือ

    "กลุ่ม นปช.เสื้อแดง"

    เพราะเหวงเขาว่า "นปช.-แกนนำ ไม่นิยมความรุนแรง"!?

    นี่เป็นข้อคิดกังวล ในด้านว่า ...........

    ขนาดรัฐบาล คสช.ควบคุมอำนาจปกครองประเทศ ยังมีขบวนการซ่องสุม-สะสมอาวุธสงครามกลางบ้าน-กลางเมืองขนาดนี้

    และเชื่อแน่ว่า ยังมีที่ไม่พบอีกมาก อีกหลายแห่ง

    นึกย้อนกลับไปในอดีตที่ "แดงทั้งแผ่นดิน" ครองเมือง ข้าราชการ-ทหาร-ตำรวจ "บางส่วน" หมอบอยู่ใต้ระบอบทักษิณ

    ทั้ง "ใต้ดิน-บนดิน" ถ้าเหตุการณ์เดินไปถึงจุดที่เขาเตรียมไว้ ด้วยอาวุธสงคราม และด้วยกำลังพินอบอำนาจ

    ประเทศไทย...อะไรจะเหลือ?

    และจากภาพประจักษ์ ค้นพบอาวุธเครือข่ายโกตี๋แดงปทุมฯ ขนาดนี้ ในยุครัฐบาล คสช.

    สิ่งต้องคิด คือ ภายในกระบวนการร่างกาย คือประเทศ

    ถึงวันนี้............

    "ไส้เน่า" ยังมีหลงเหลืออยู่แน่!

    ไม่งั้น ไม่อะร้าอร่ามกลางเมืองอย่างที่เห็นได้หรอก เพราะ คสช.ไม่ใช่เพิ่งมา หากแต่เข้ามาควบคุมอำนาจประเทศ อีก ๒ เดือนก็ครบ ๓ ปีแล้ว

    ขนาดนี้ ยังเล็ดลอด หรือมีคนร่วมมือ ในความเป็น "คลังแสง"

    แล้วถ้าปลายปีนี้-ต้นปีหน้าเลือกตั้ง รัฐบาลใหม่ ที่ต้องประจบ-เอาใจฐานเสียงในการบริหารประเทศ

    ประเทศไทยมี ๗๗ จังหวัด

    มิต้องมี "อย่างน้อย" ๗๗ คลังแสงแดง กระจายไปทั่วหรือ!?

    ที่พูดนี่ ก็อยากจะบอกว่า ในวงล้อมกรรมที่บีบกระชับแน่นหนา "คนดีปรีดา-คนชั่วช้าอับเฉา" นั้น

    ยิ่งสงกรานต์นี่ด้วย หน่วยความมั่นคง รวมทั้งหน่วยข่าว ต้องทำงานให้หนักและจริงจังเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัว

    "มันจ้องเอาแน่"!

    ต้องไม่ลืม "ถ้ากูอยู่ไม่เป็นสุข ใครก็อย่าหวังจะได้อยู่เป็นสุข"

    ยิ่งรู้ตัวว่า "ยิ่งนาน-ยิ่งแพ้" ทุกแนวรบ

    "สิ่งหวังครั้งสุดท้าย" ว่าจะได้เกาะเพื่อฟื้น ก็ไม่เป็นดังหวังแน่นอนแล้ว

    เลือกตั้ง ที่ตดดมกันเอง แล้วหลอกกันเองว่าหอม จะได้กลับมานั้น แท้จริงแล้ว ต่าง "รู้อยู่แก่ใจ"

    "ทหารไม่ได้กินหญ้า"............

    ฉะนั้น มีแต่พวกเขาเองที่กินหญ้าเป็นภักษาหาร จึงทึกทักกันเองว่า ถึงวันเลือกตั้ง ทหารจะถอยกลับไป ยกบ้านเมืองให้พวกเขา "นักเลือกตั้ง" เฮกันว่า

    "ถึงตาพวกกูบ้างละโว้ย"!

    ด้วย "ไก่เห็นตีนงู-งูเห็นนมไก่" อย่างนี้ ไอ้ที่ปูตลาดด้วยข่าวเขย่าให้รีบเลือกตั้งนั้น มันเป็นเป้าหมายลวง

    เพราะถึงเลือกตั้ง ถ้าปล่อยให้รัฐบาลทหารไปแบบ สมูธ แอส ซิลก์ อย่างนี้ นักเลือกตั้ง จะมีความหมายอะไรให้คนต้องเลือก?

    การสร้างสถานการณ์ "เขย่าบ้านเมือง" จากนี้ไปจนถึงกันยาถือเป็น "สงครามครั้งสุดท้าย" ของฝ่ายแดงทั้งแผ่นดิน

    รู้ใช่มั้ย......?

    ว่าเวลานับจากสงกรานต์ไป ประเทศต้องตระเตรียมงานใหญ่ "ระดับชาติ-ระดับโลก" ตอนปลายปี

    ถ้าปล่อยให้เขย่าประเทศเป็นข่าว "ไม่สันติ-มั่นคง" แพร่ออกไปได้

    ที่ควรตายอันดับแรก คือ...........

    รัฐบาลทหาร!

    ฉะนั้น จากนี้ไป ฝ่ายบ้านเมือง "อย่าติดหล่ม" ข่าวลวง จากฝ่ายตรงข้าม ที่หวังแต้มต่อจากสถานการณ์ กระทั่งพวกที่ยก ยูเอ็น ยูเอ็นเอชซีอาร์ มาอ้าง

    ....มันจ้องเอาแน่!

     

     Home »

    แฉซ้ำมีนักการเมืองนับ100เลี่ยงภาษี

     Monday, March 20, 2017 - 00:00
    •  

      ผู้ว่าฯ สตง.ขู่กรมสรรพากร หากไม่เก็บภาษี 60 นักการเมืองจะยื่น ป.ป.ช.เอาผิดข้อหาละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ จ่อส่งรายชื่อให้อีกนับร้อยราย ซัดภาษีหุ้นชินฯ ก็ไม่ทำอะไร นั่งกินเงินเดือน ปชช.ไปวันๆ เผยมีนักการเมืองทรัพย์สินเพิ่ม 458 ล้าน แจ้งสรรพากรออกหมายเรียก "วัฒนา" อ้างซื้อหายหุ้นชินฯ ทั้ง 2 ครั้งไม่ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน "อนุสรณ์" เผานาย หุ้นเป็นของทักษิณตั้งแต่ต้น ถือว่าไม่มีธุรกรรมเกิดขึ้น

      เมื่อวันอาทิตย์ นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวถึงการเรียกเก็บภาษีเงินได้ย้อนหลังนักการเมือง 60 ราย ในยุครัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า หลังการเปลี่ยนแปลงปี 57 ทางคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) มีนโยบายปฏิรูประบบการเก็บภาษีเป็นธรรมกับทุกคนในประเทศนี้ จึงได้วางมาตรการปิดช่องโห่วลดความเหลื่อมล้ำให้คนทุกอาชีพมาเข้าสู่ระบบเดียวกัน โดยทุกอาชีพมีหน้าที่เสียภาษีเงินได้

      "ที่ผ่านมา สตง.ได้ดำเนินการมาต่อเนื่อง เรียกเก็บภาษี เก็บค่าเปรียบเทียบปรับ มีเงินมาเข้าหลวงได้เกือบหมื่นล้านบาท และในช่วงต้นปี 58 ที่ สตง.ส่งรายชื่อนักการเมืองเหล่านี้ไปให้กรมสรรพากรจัดเก็บภาษี ทางกรมสรรพากรก็ยังไม่ดำเนินการอะไร แต่เบี่ยงเบนไปทำหนังสือสอบถามสำนักงานคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าทั้ง 60 นักการเมืองร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ ถ้ารวยเป็นปกติก็จะไม่จัดเก็บภาษีรายได้เพิ่ม"

      ผู้ว่าฯ สตง.กล่าวว่า ตนได้สั่งกำชับไปอีกรอบให้ สตง.ทำรายงานเตือนกรมสรรพากรว่าถ้าพวกนี้ร่ำรวยผิดปกติก็โดนสอบทุจริตไปหมดแล้ว แต่ถึงแม้รวยเป็นปกติ พบว่ามีบัญชีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น ก็เป็นหน้าที่ของกรมสรรพากรต้องจัดเก็บภาษีเพิ่ม จะเห็นจากการแสดงบัญชีทรัพย์สิน 3 ช่วง ก่อนเข้า หลังเข้า และพ้นจากตำแหน่งไปแล้ว 1 ปี มีรายได้เพิ่มมาก บางคนจาก 50 ล้าน เป็น 500 ล้าน บางรายเพิ่มเป็นพันล้านบาท ซึ่งที่ผ่านมาก็มีข่าวว่าเป็นถึงอดีตนายกฯ และรัฐมนตรี

      "ใครเป็นใครไปเปิดดูได้ในเว็บไซต์ของ ป.ป.ช.ชุดนี้เป็นกลุ่มใหญ่ที่มีรายได้เพิ่มอย่างชัดเจน ไม่อยากให้เป้าใหญ่หลุด จึงเร่งส่งรายงานให้กรมสรรพากรดำเนินการเรียกเก็บก่อน ชุดอื่นๆ กำลังจะตามมานักการเมืองที่อยู่ในสภาก็ไม่เสียภาษีมีเป็นร้อยราย โดย คตง.มีนโยบายว่าเงินแผ่นดินเป็นเงินบริสุทธิ์ ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไหม้ และไม่มีอายุความ อยู่ที่ไหนตามทวงคืนได้หมด ดังนั้น สตง.จึงออกมาเร่งรัดกรมสรรพากร หากยังปล่อยปละละเลยอาจโดนข้อหาละเว้นไม่ปฏิบัติหน้าที่ ถ้ายังไม่ดำเนินการใดๆ คงส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.ตั้งคณะกรรมการสอบสวนเอาผิดกรมสรรพากร มีพฤติกรรมใช้กฎหมายประมวลรัษฎากรเป็นคุณแก่ผู้จงใจหลีกเลี่ยงภาษี รวมทั้งกรณีหุ้นบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือหุ้นชินคอร์ป ก็พยายามยกข้อกฎหมายที่ทำอะไรไม่ได้และหมดอายุความ พูดอยู่แค่นี้เพื่อไม่ต้องทำอะไร นั่งกินเงินเดือนประชาชนไปวันๆ" นายพิศิษฐ์กล่าว

      ด้านนายประสงค์ พูนธเนศ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมข้อมูลเอกสารหลักฐานเพื่อดำเนินการเรียกประเมินภาษีจากการซื้อขายหุ้นของนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยยังไม่ขอให้ความเห็นเกี่ยวกับรายละเอียดว่าจะดำเนินการด้วยกฎหมายใด หรือเรียกประเมินภาษีเป็นตัวเงินเท่าไร แต่จะเร่งดำเนินการให้ได้คำตอบภายในวันที่ 31 มี.ค.นี้ ในฐานะที่เป็นข้าราชการ พร้อมทำหน้าที่อย่างเต็มที่ โดยยึดหลักของกฎหมาย กฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โดยไม่ได้ดูว่าเป็นการทำเพื่อใคร หรือเป็นคนของใคร แต่จะยึดผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

      นายสุริยะใส กตะศิลา รองคณบดีฯ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม ม.รังสิต กล่าวว่า เห็นด้วยที่ สตง.เรียกร้องให้กรมสรรพากรดำเนินการเรียกเก็บภาษีจากนักการเมืองทั้งในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์และรัฐบาลอภิสิทธิ์ โดยใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับการดำเนินการกรณีเรียกเก็บภาษีการซื้อขายหุ้นชินฯ จากนายทักษิณ โดยใช้บรรทัดฐานเดียวกันกับทุกคนอย่างตรงไปตรงมา และให้แจกแจงกับสังคมว่านักการเมืองกว่า 60 คนที่เข้าข่ายต้องจ่ายภาษีนั้นมีใครบ้าง ไม่ใช่ปล่อยอึมครึมหรือตีความกันไป ซึ่งอาจทำให้มองได้ว่าเป็นแค่การขู่หรือปรามนักการเมืองให้เข้าสู่กระบวนการปรองดองเท่านั้น เพราะอาจโดนข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่เสียเอง

      "เชื่อว่าการดำเนินการตรงไปตรงมาของกรมสรรพากรจะไม่กระทบกับกระบวนการปรองดอง เพราะใช้บรรทัดฐานเดียวกัน ไม่เป็นการเลือกปฏิบัติ หากไม่ทำหรือเลือกทำเป็นบางกรณีต่างหากที่ทำลายหลักการปรองดอง ขณะนี้มีกลุ่มการเมืองบางกลุ่มพยายามยกเอาการกระทำที่ผิดกฎหมายหรือเข้าข่ายทุจริตของตนมาเป็นข้ออ้างในกระบวนการสร้างความปรองดองนั้นเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เพราะการปรองดองต่างจากการฮั้วทางการเมือง ใครทำผิดกฎหมายก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าผิดจริง และมีกระบวนการรับผิดและลงโทษ" นายสุริยะใสกล่าว

      นายสมหมาย กู้ทรัพย์ ทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กล่าวถึงกรณี สตง.ส่งเรื่องให้กรมสรรพากร ตรวจสอบและประเมินภาษีนักการเมือง 60 คน โดยระบุว่ามีอดีตนายกฯ รวมอยู่ด้วย และมีกระแสข่าวว่าจะเป็นน.ส.ยิ่งลักษณ์ว่า เรื่องนี้ไม่ทราบเรื่องเลย ไม่ได้เป็นคนทำเรื่องภาษีใดๆ ให้กับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้รับผิดชอบส่วนนี้ และไม่ได้ตามรายละเอียดตามที่เป็นข่าว จึงไม่สามารถให้รายละเอียดได้ ส่วนจะเป็นทนายความคนไหนในทีมทนายความของอดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ทราบเรื่องหรือไม่นั้น ก็ไม่ทราบเช่นกัน

      ก่อนหน้านี้ มีรายงานว่าเมื่อปี 2559 สตง.ได้ทำการตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของอดีตรัฐมนตรี 113 คน ในรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่กรมสรรพากรส่งข้อมูลบางส่วนมาให้ในการตรวจสอบ โดยพบว่ามีอยู่รายหนึ่งแสดงทรัพย์สินสุทธิในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่ยื่นต่อ ป.ป.ช. ณ วันรับตำแหน่งไว้ 540 ล้านบาทเศษ และแสดงทรัพย์สินและหนี้สินไว้ในวันพ้นจากตำแหน่ง 628 ล้านบาทเศษ จึงมีทรัพย์สินสุทธิเพิ่มขึ้น 88 ล้านบาทเศษ และสำหรับคู่สมรสนักการเมืองผู้นี้ได้แสดงหนี้สินของคู่สมรส ณ วันที่นักการเมืองผู้นี้เข้ารับตำแหน่งไว้จำนวน 370 ล้านบาทเศษ

      "แต่ ณ วันที่นักการเมืองผู้นี้พ้นจากตำแหน่ง นักการเมืองผู้นี้ได้แสดงรายการหนี้สินของคู่สมรสว่าไม่มีหนี้สิน การที่เคยมีหนี้สิน 370 ล้านบาทเศษ แต่ในวันที่พ้นจากตำแหน่งหนี้สินไม่มีเลย ก็ต้องแสดงว่าต้องมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 370 ล้านบาทเศษ จึงจะไปชำระหนี้ได้ ซึ่ง 370 ล้านบาทเศษที่เพิ่มขึ้น ถือเป็นรายได้พึงประเมินที่ต้องเสียภาษี เพราะว่าเงินได้ที่ต้องเสียภาษีไม่จำเป็นต้องเป็นเงินสด เป็นทรัพย์สินก็ได้ นักการเมืองผู้นี้ที่มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้น 88 ล้านบาทเศษ สำหรับคู่สมรสไม่มีหนี้สิน 370 ล้านบาทเศษในวันพ้นจากตำแหน่ง"

      โดยตอนนั้น สตง.เห็นว่านักการเมืองคนดังกล่าว กับคู่สมรสมีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นในวันพ้นจากตำแหน่งรวม 458 ล้านบาทเศษ ซึ่งเป็นเงินรายได้พึงประเมินที่จะต้องเสียภาษี แต่ปรากฏว่าในแบบ ภ.ง.ด.ที่นักการเมืองผู้นี้ยื่น ไม่มีการแสดงรายการทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้น 458 ล้านบาทเศษ คงแสดงแต่ว่ามีรายได้จากเงินเดือนปีละ 1,500,000 บาท และเสียภาษีเพียง 150,000 บาทเศษเท่านั้น กรณีนี้ถือว่าเสียภาษีไม่ถูกต้องครบถ้วน สตง.จึงจะแจ้งเรื่องกรมสรรพากรออกหมายเรียกนักการเมืองผู้นี้มาตรวจสอบไต่สวนและแจ้งการประเมินให้เสียภาษี

      นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก "อภินิหารหรืออภิมหาอันธพาล" ว่า กรณีนี้คือใบหุ้นที่อยู่ในชื่อของโอ๊ค-เอม ที่ศาลฎีกาเห็นว่าถือไว้แทนนายกทักษิณ จะต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขว่าทรัพย์สินดังกล่าวก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน แต่ธุรกรรมเกี่ยวกับหุ้นชินคอร์ปไม่เคยก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน กล่าวคือ ครั้งแรกแอมเพิลริชได้ขายหุ้นดังกล่าวให้กับโอ๊ค-เอมในราคาหุ้นละ 1 บาท ที่หลายฝ่ายเห็นว่าเป็นการขายต่ำกว่าราคาตลาดจึงสามารถเรียกเก็บภาษีได้ซึ่งคลาดเคลื่อน เพราะหากจะถือว่าหุ้นเป็นสินค้าหรือบริการ ซึ่งกรมสรรพากรอาจใช้มาตรา 65 ทวิ (4) ประเมินภาษีได้นั้น จะต้องประเมินและเรียกเก็บจากผู้ขาย ส่วนโอ๊ค-เอมที่เป็นผู้ซื้อไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษี ต่อมาหุ้นดังกล่าวถูกขายให้กับกองทุนเทมาเส็ก แต่เป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์จึงได้รับยกเว้นภาษีอีกเช่นกัน ดังนั้น ธุรกรรมทั้งสองครั้งไม่ว่า โอ๊ค-เอม จะกระทำฐานะส่วนตัวหรือในฐานะตัวแทนของนายกทักษิณก็ไม่ต่างกัน เพราะไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีทั้งสองธุรกรรม

      "หากพิจารณาเรื่องนี้ตามกฎหมายบนหลักนิติธรรม ไม่ว่าจะใช้อภินิหารขนาดไหนก็ไม่อาจใช้มาตรา 61 มาประเมินภาษีได้ เพราะไม่มีภาระภาษีเกิดขึ้น เนื่องจากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปทั้งสองครั้งไม่ก่อให้เกิดเงินได้พึงประเมิน วิธีเดียวที่จะทำได้ใช้อำนาจเผด็จการแก้ไขกฎหมายเพื่อเรียกเก็บภาษีจากนายกทักษิณ แต่ไม่ใช่อภินิหารของกฎหมาย และไม่จำเป็นต้องข้ามน้ำข้ามทะเลไปเรียนถึงเมืองนอกเพราะสำนักทรงเจ้าเข้าทรงก็สอนได้" นายวัฒนาระบุ

      นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า มีการบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ ขัดหลักนิติธรรม เพื่อไล่ล่าฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองหรือไม่ อธิบดีกรมสรรพากรชี้แจงว่าไม่อาจจะเรียกเก็บได้ ศาลพิพากษาว่าหุ้นดังกล่าวเป็นของนายทักษิณ ตนเห็นว่าจะมีการซื้อขายหุ้นที่ต้องเสียภาษีจากส่วนต่างผลกำไรที่เพิ่มขึ้นได้อย่างไร เพราะกรรมสิทธิ์เป็นของนายทักษิณตั้งแต่ต้น จะไปซื้อหุ้นตัวเองได้อย่างไร จึงถือว่าไม่มีธุรกรรมการซื้อขายนี้เกิดขึ้น แต่รองนายกรัฐมนตรีจะใช้อภินิหารทางกฎหมาย Miracle Of Law มาดำเนินการ ถึงขั้นยอมรับว่าเรื่องนี้เป็นสีเทา แต่รัฐบาลต้องเสี่ยงทำ ถึงขั้นระดมเกจิมาหาแนวทางจนได้ผลสรุปที่รัฐบาลแฮปปี้ แต่หากแฮปปี้บนความทุกข์ผู้อื่นที่ได้รับผลจากการกระทำที่ไม่เป็นธรรม ขัดต่อหลักนิติธรรม ในที่สุดประชาชนทั้งในประเทศ ต่างประเทศ จะไม่แฮปปี้ด้วย

      "รวมถึงการเรียกเก็บภาษี 60 นักการเมือง หากดำเนินการตรวจสอบทุกรัฐบาลไม่มีข้อยกเว้น รวมถึงรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ในชุดปัจจุบัน อย่างเท่าเทียม ไม่มีธง ไม่เลือกปฏิบัติ ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม จะไม่กระทบต่อการปรองดอง แต่ถ้าหากจ้องจะกระทำหรือไล่ล่าแต่ฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง การปรองดองก็เกิดยาก ดังนั้นรัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักและตัดสินใจให้ดีว่าเรื่องใดควรทำ-ไม่ควรทำ ประชาชนทั้งประเทศจับตาดูอยู่ว่ารัฐบาลจะตะแบงไปถึงไหน ระวังจะได้ไม่คุ้มเสีย" นายอนุสรณ์กล่าว

     

     

     

    Monday, March 20, 2017 - 00:00


    • วิกิพีเดียออกบทความ “ขบวนการล้มเจ้า” แล้ว มีทั้งสิ้น 7 หัวข้อ พร้อมเปิดรายชื่อพรึ่บ โดยเฉพาะแกนนำหลักที่เคลื่อนไหวในประเทศต่างๆ ทั้งสหรัฐ-ยุโรป-ออสเตรเลีย-กัมพูชา

      มีรายงานว่า เมื่อเร็วๆ นี้ วิกิพีเดียภาษาไทย สารานุกรมออนไลน์เสรี ที่เริ่มเขียนเมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2546 และปัจจุบันมี 115,206 บทความ ซึ่งเป็นวิกิพีเดียที่มีขนาดใหญ่เป็นอันดับที่ 53 ได้มีบทความในเรื่องขบวนการล้มเจ้าแล้ว ซึ่งมีเนื้อหาทั้งสิ้น 7 ส่วน คือ 1.การเคลื่อนไหว 2.การเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์ 3.องค์ประกอบ 4.การจัดการจากฝ่ายรัฐ 5.การจัดการจากฝ่ายทหาร 6.ปฏิกิริยา และ 7.อ้างอิง

      ทั้งนี้ ในเรื่องการเคลื่อนไหว วิกิพีเดียระบุว่า มีกลุ่มบุคคลเคลื่อนไหวในหลายช่องทาง เช่น เผยแพร่บทความใบปลิว การให้ข่าวหรือให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างประเทศ การจัดรายการวิทยุ การจัดรายการโทรทัศน์ การเผยแพร่สื่อสารไปยังประชาชนโดยตรง โดยการพูดหรือปราศรัยในที่สาธารณะ การเผยแพร่บนระบบอินเทอร์เน็ต เช่น การจัดทำเว็บไซต์ อาทิ เว็บไซต์ฟ้าเดียวกัน หรือเว็บบอร์ด อาทิ เว็บบอร์ดคนเหมือนกัน การเผยแพร่ภาพและบทความ หนังสือ คลิปวิดีโอ อีเมล การจัดรายการวิทยุออนไลน์ รายการโทรทัศน์ออนไลน์ และเครือข่ายสังคมออนไลน์

      ส่วนการเคลื่อนไหวผ่านเครือข่ายสังคมออนไลน์นั้น กลุ่มสหพันธรัฐไทยเคลื่อนไหวผ่านทางยูทูบและเฟซบุ๊กเป็นหลัก มีการจัดรายการวิพากษ์วิจารณ์สถาบัน โดยผู้เคลื่อนไหวหลัก ได้แก่ เสน่ห์ ถิ่นแสน, สุดา รังกุพันธุ์, ไฟเย็น, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, จรรยา ยิ้มประเสริฐ, จอม เพชรประดับ, ชูพงศ์ ถี่ถ้วน, จรัล ดิษฐาอภิชัย, ดารุณี กฤตบุญญาลัย, ชนินทร์ คล้ายคลึง, ปวิน ชัชวาลพงษ์พันธ์, ศรัณย์ ฉุยฉาย, สนั่น การเพียร หรือนามแฝง นัน เบลเยียม และพันทิพย์ ไร้คเนอร์ Phanthip Reineke หรือนามแฝง หนิง ดีเค รวมทั้งมีแนวร่วมรณรงค์เรียกร้องต่อองค์กรในต่างประเทศเพื่อให้แทรกแซงกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพในประเทศไทย ผู้เคลื่อนไหวหลัก เช่น ประจวบ เจริญสุข, นริศรา วิวัฒน์ชรา, เชาว์ ซื่อแท้, ศิริวรรณ นิมิตรศิลป์ และสนั่น เมลโรส ในนามกลุ่ม Red USA

      นอกจากนั้นยังมีการเคลื่อนไหวผ่านทางสหรัฐอเมริกา คือ จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ, เสน่ห์ ถิ่นแสน หรือนามแฝง ดร.เพียงดิน รักไทย, จรัล ดิษฐาอภิชัย, สุนัย จุลพงศธร, ดารุณี กฤตบุญญาลัย, จอม เพชรประดับ, จรรยา ยิ้มประเสริฐ, จุติเทพ วิไชยคำมาตย์ หรือโจ กอร์ดอน, มนูญ ชัยชนะ หรือเอนก ชัยชนะ ในนามสมัชชาประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ในประเทศฟิลิปปินส์มีชูพงษ์ ถี่ถ้วน และ พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย ทวีปยุโรปได้แก่ วันเพ็ญ วงษ์ทองดี หรืออภัสรา แทงบัลด์ Aphatsara Tengblad, สมศักดิ์ เจียมธีรสกุล และแอนดรูว์ แม็กเกรเกอร์ มาร์แชลล์ ส่วนกลุ่มที่เคลื่อนไหวในกัมพูชาเป็นหลัก เช่น ชูชีพ ชีวะสุทธิ์, วงไฟเย็น, สุรชัย ด่านวัฒนานุสรณ์, วัฒน์ วรรลยางกูร, ไตรรงค์ สินสืบผล, ชฤต โยนกนาคพันธุ์, ชัยอนันต์ ไผ่สีทอง และนิธิวัต วรรณศิริ ส่วนทางทวีปออสเตรเลีย ผู้เคลื่อนไหวหลักได้แก่ เอกภพ เหลือรา, องอาจ ธนกมลนันท์ และสมศักดิ์ ราชโส

      สำหรับการจัดการจากฝ่ายทหาร วิกิพีเดียระบุว่า ภายหลังรัฐประหาร พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้ออกคำสั่งเรียกบุคคลที่กล่าวโจมตีว่าร้ายสถาบันมารายงานตัวตามคำสั่ง คสช. และดำเนินคดีที่ศาลทหารโดยเพิ่มโทษหนักขึ้น มีการจับกุมบุคคลที่ต้องสงสัยว่ากล่าวโจมตีสถาบันในอินเทอร์เน็ต อาทิ การจับกุมนายสิรภพ กรณ์อรุษ และพงษ์ศักดิ์ ศรีบุญเพ็ง ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ได้แก้ไขพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ โดยมีสาระสำคัญคือให้รัฐบาลปิดเว็บไซต์ได้โดยไม่ต้องขออำนาจจากศาล รัฐบาลยังจัดตั้งคณะกรรมการติดตามการป้องกันและปราบปรามกระทำความผิดที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่สถาบันพระมหากษัตริย์ ตามคำสั่งนายกฯ ซึ่งคณะกรรมการดังกล่าวประชุมครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 มิ.ย.2559 โดยมี ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ ในขณะนั้นเป็นประธานคณะกรรมการ ขณะที่ พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา รมว.ยุติธรรม ขณะนั้นระบุว่า ทางการไทยต้องการบุคคลมาดำเนินคดีอย่างน้อย 29 ราย รายชื่อส่วนใหญ่ถูกศาลทหารออกหมายจับในความผิดฐานไม่ไปรายงานตัว ยกเว้น 2 ราย คือ นายอิมิลิเอ เอสเทแบบ และนายริชาร์ด สายสมร.

     

    ......................................................

    20 มีนาคม 2560






แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน