*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 4283
  • จำนวนผู้ชม : 3029767
  • จำนวนผู้โหวต : 1627
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1627 คน
<< เมษายน 2017 >>
อา พฤ
            1
2 3 4 5 6 7 8
9 10 11 12 13 14 15
16 17 18 19 20 21 22
23 24 25 26 27 28 29
30            

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 21 เมษายน 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 313 , 09:13:34 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

          เชิญอ่านบทความของคุณเปลว เรื่องให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ถึง 99 ปีครับ เพราะพอเห็นตัวเลข 99 ปี ก่อนอื่นเราก็

จะมองว่าช่างนานเสียจริงๆ และในสมัยล่าอาณานิคมชาติมหาอำนาจก็มักจะทำสัญญากับชาติที่ตกเป็นเหยื่อด้วยเวลาเกือบ

ร้อยปีนี้ แต่มีเหตุผลอย่างอื่นหรือเปล่า 

          รัสเซียยุคนี้ขยับตัวให้กว้างขวางขึ้น อย่างกับการส่งเรือรบ 2 ลำมาถึงฟิลลิปปินส์เมื่อวาน เพื่อซ้อมรบร่วมกัน ซึ่งก่อนหน้า

นี้รัสเซียก็เคยส่งเรือรบมาเทียบท่าอู่ตะเภาเมื่อปีก่อนมาแล้ว

         ส่วนปธน.ทรั้มป์ก็มีกำหนดเยือนอาเซียนปีหน้า ก็คงไม่พลาดที่จะมาเยือนไทยเราด้วย

 

แนวหน้า

 Home »

๙๙ ปี "ขายชาติ" หรือ "ตะแบงชาติ"?

 
  • Friday, April 21, 2017 - 00:00


    เมื่อวาน...........

    บอกกล่าว "พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์หลวงตาพระมหาบัว วัดป่าบ้านตาด อุดรธานี" ว่าลงมือก่อสร้างแล้ว

    และอาทิตย์ที่ ๓๐ เม.ย.นี้ ผู้ว่าฯ อุดรฯ จัดพิธีทอดผ้าป่า ครั้งที่ ๑ ขึ้นที่วัดป่าบ้านตาด เพื่อรวบรวมเงินสมทบสร้าง

    มีองคมนตรี "นายพลากร สุวรรณรัฐ" เป็นประธานพิธี

    ผมบอกเลขที่บัญชีแบงก์ไป ๔ แบงก์ แต่ลืมบอกชื่อบัญชี จนมีผู้โทร.มาทักถาม

    ก็ขออภัย ชื่อบัญชี "โครงการพิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์ วัดป่าบ้านตาด จังหวัดอุดรธานี" ใช้ชื่อบัญชีนี้ เหมือนกันทุกแบงก์ครับ

    พิพิธภัณฑ์ธรรมเจดีย์หลวงตา.........

    จะเป็นศูนย์กลางสมาธิสัมพันธ์แห่งมนุษยชาติในอนาคต เพราะหลวงตานั้น ชนทั้งหลาย ทราบว่าท่านอริยสงฆ์ ผู้เป็นพ่อแม่ครูอาจารย์ของศิษย์สายวิปัสสนากรรมฐานจำนวนมาก

    ฉะนั้น เมื่อโลกร้อน ชาวโลกก็แสวงหาที่ดับเย็น และร้อนใดๆ ในโลก ก็ดับไม่ได้ เว้น "ดับที่ใจ"

    ณ ลานธรรมเจดีย์ จะมีวิปัสสนาจารย์ สอนวิธี "ดับเย็นที่ใจ" ด้วย "สมาธิธรรม" หรือที่เรียกว่า "เมดิเทชั่น" ให้กับทุกคน

    ไม่มีคำว่า "เชื้อชาติ-ศาสนา" เป็นอุปสรรค-แบ่งแยก เพราะ "ธรรม" ไม่ใช่ของศาสนาใด-ลัทธิใด

    "ธรรม" คือ "ธรรมชาติ" เป็นสากล

    แต่บางคนไม่รู้ ทึกทักผูกขาดเป็นของลัทธินั้น-ศาสนานี้ แท้จริงแล้ว ธรรมที่ใช้ดับโลกเร่าร้อน เป็นภาวะมีอยู่ตามเป็นจริง

    เพียงพระพุทธองค์ตรัสรู้ สู่ความเป็น "ผู้รู้-ผู้ตื่น-ผู้เบิกบานภายใน" และทรงบอกวิธีนั้นสงเคราะห์ชาวโลก

    ส่วนใครจะนำไปทำหรือไม่ทำตาม ก็เรื่องของแต่ละคน การฝึกสมาธิจิต ที่เรียกเมดิเทตนั้น ไม่ผูกขาดความเป็นศาสนา-ลัทธิ ใดๆ ทั้งสิ้น!

    ก็จบเพียงแค่นี้.........

    ส่วนวันนี้ ผมไม่คุย-ไม่เขียน แต่ขออนุญาตนำที่ผู้ใช้นามว่า Kittitouch Chaiprasith โพสต์ fb ไว้มาลง

    ไม่ใช่เพราะถูกใจ หากแต่สิ่งที่คุณ Kittitouch Chaiprasith เขียนนั้น ถูกต้องที่สุด

    จะเป็นเรื่องใด โปรดอ่าน ขออนุญาตยกมา "ทั้งดุ้น" นะครับ

    - Kittitouch Chaiprasith

    เรื่องหนึ่งที่กำลังเป็นประเด็นร้อนเวลานี้ คือเรื่องที่มีกระแสข่าวที่พูดต่อๆ กันไปว่า รัฐกำลังจะร่างกฎหมายให้ต่างชาติเช่าที่ดินได้ถึง 99 ปี และมีการโพนทะนาว่า "ขายชาติ"

    นำโดยนักวิชาการที่เคลื่อนไหวการเมืองบางคน รวมไปถึงกลุ่มพันธมิตรฯ เดิมที่ยังหลงเหลืออยู่ ทำให้คนแตกตื่นว่าจะมีการขายชาติให้กับต่างชาติ

    ผมอยากขอให้ตั้งสติและศึกษาข้อมูลก่อนว่ามันมีข้อเท็จจริงอย่างไร ก่อนที่จะเชื่อตาม

    ---------------------------

    ไม่ใช่การร่างกฎหมายการเช่าที่ดินใหม่ แต่เป็นกฎหมายเดิมใช้ตั้งแต่ปี 2542

    ---------------------------

    - แท้ที่จริง ปัจจุบันไม่ได้มีการแก้กฎหมายเกี่ยวกับการเช่าที่ดินอะไรเลย มีแต่การร่าง พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ตามโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจ-ภาคตะวันออก หรือ EEC ต่างหาก

    - โดยร่าง พ.ร.บ.นี้ ให้ต่างชาติเช่าที่ดินเพื่อการลงทุนระยะยาวเป็นเวลา 50 ปี

    จากนั้น ให้มีสิทธิต่อรอบสองได้อีก 49 ปี ตามการเห็นชอบของรัฐบาลผู้ปล่อยเช่า ซึ่งถ้ารัฐบาลในเวลานั้น มองว่าไม่เหมาะที่จะปล่อยเช่า ก็มีสิทธิที่จะไม่ต่อสัญญา

    http://m.thairath.co.th/content/916845

    http://www.posttoday.com/biz/gov/490741

    https://www.pptvthailand.com/…/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%…/52190

    *** ประเด็นคือ กฎหมายนี้ ไม่ใช่เพิ่งถูกร่าง แต่ใช้กันมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2542 หรือเกือบจะ 20 ปีแล้ว!!!

    ใช้มาตลอดทุกยุค ตั้งแต่ยุคของรัฐบาลชวน, ทักษิณ, สุรยุทธ์, สมัคร, อภิสิทธิ์, ยิ่งลักษณ์ จนมาถึงรัฐบาล คสช.ในปัจจุบันนี้

    *** แปลว่าไม่ว่าจะมี พ.ร.บ.เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออกหรือไม่ก็ตาม นักลงทุนต่างชาติก็เช่าที่ดินได้ 50 ปี และต่อได้ 50 ปีมาได้ตลอด

    http://www.dol.go.th/dol/index.php

    http://vtlandlawoffice.com/landleasealien.html

    โดยใน พ.ร.บ.ที่ใช้กันมาจะ 20 ปีแล้วนั้น ก็มีรายละเอียดไว้หลายข้ออยู่แล้วนะครับ เช่น กำหนดประเภทของกิจการที่จะมาเช่า กำหนดวงเงินในการลงทุนว่าต้องไม่ต่ำกว่า 20 ล้านบาท

    ในกรณีที่เช่าไม่เกิน 100 ไร่ ซึ่งถ้าเกินกว่า 100 ไร่ ต้องเป็นกิจการที่มีเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 100 ล้านบาท และเพิ่มมูลค่าการส่งออกหรือสนับสนุนและการจ้างแรงงานภายในประเทศ เป็นต้น

    ---------------------------

    กฎหมายขายชาติ?

    แล้วที่เค้าใช้กันทั่วโลกล่ะ?

    ---------------------------

    หลายคนอาจจะพยายามแย้งว่า...

    "ใช้มาเกือบ 20 ปีแล้วยังไง กฎหมายขายชาติก็เป็นกฎหมายขายชาติอยู่ดี ต้องยกเลิกให้หมด!!"

    - อันนี้ก็เป็นเรื่องตลกพิลึกพิลั่นครับ เพราะถ้าบอกว่ากฎหมายที่มีระยะเวลาเช่า (เพื่อการลงทุน) แบบนี้เป็นกฎหมายขายชาติ#ประเทศส่วนใหญ่ในโลกคงขายชาติกันหมด

    เพราะระยะเวลาการเช่าที่ดิน 50 และต่อได้ หรือ 99 ปีนั้น เป็นหลักสากลที่เค้าใช้ทั่วไป

    ในอเมริกา อังกฤษ แคนาดา ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน อเมริกาใต้ หรือประเทศรอบข้าง

    อย่างกัมพูชา ลาว เวียดนาม พม่า สิงคโปร์ ก็ล้วนแต่ให้เช่าได้ตั้งแต่ 50-99 ปีทั้งนั้น

    - บางประเทศกำหนดเขตการเช่าไว้ เช่น เช่าเพื่อการลงทุนและในเขตเศรษฐกิจพิเศษ ก็จะยาวตั้งแต่ 50-75-99 ปี ส่วนเช่าอยู่อาศัย บางที่ก็เริ่มที่ 30 ปี (เช่น ประเทศไทย เป็นต้น)

    แต่บางที่ ก็ไม่กำหนดเลย เช่น ยุโรปส่วนใหญ่ ต่างชาติเช่าที่ดินได้ เหมือนกับพลเมืองเค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะไม่เกิน 99 ปี

    ส่วนประเทศที่เช่าได้ 50 ปี ก็มักจะมีออปชั่นเสริมที่ให้ผู้เช่าต่ออายุได้เมื่อครบกำหนดแล้ว (ของไทยเราก็ใช้ตามสูตรนี้)

    https://www.ft.com/con…/9f84451c-44a0-11e4-ab0c-00144feabdc0

    http://www.austrade.gov.au/land-…/Land-tenure/leasehold-land

    http://www.planning.act.gov.au/…/leases-and-licen…/leasehold

    http://www.akasakarealestate.com/wiki/index.php/Investment

    http://www.nationmultimedia.com/…/business/property/30261116

    http://www.business-in-asia.com/…/land_in_southeast_asia.ht…

    https://tranio.com/…/european_limitations_on_foreign_prope…/

    ---------------------------

    สรุป

    ---------------------------

    *** สรุปว่าเค้าก็ใช้กันแบบนี้กันทั่วโลกนะครับ บางประเทศไม่มีกำหนดเกณฑ์ควบคุมด้วยซ้ำ

    ของเราที่กำหนดไว้ที่ 50 และต่ออายุได้ 49 ปี ก็อยู่ในระดับกลางๆ คือไม่มากระดับ 99 ปีเลย และไม่น้อยจนเกินไป จนนักลงทุนไม่อยากมา

    ซึ่งก็น่าประหลาดใจมากว่า คนบางกลุ่มจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาปลุกกระแสกันทำไม??

    อย่างกลุ่มพันธมิตรฯ นี่ไม่แปลกใจครับ เพราะเค้าทำแบบนี้กันประจำอยู่แล้ว (จนหลายคนเลิกติดตามกันไปแล้ว)

    *** แต่ที่น่าประหลาดใจมากๆ ก็คือพวกนักวิชาการเสื้อแดง/หัวก้าวหน้าฯ ที่ชอบออกมาโพนทะนา ว่าไม่มีต่างชาติมาลงทุน เพราะรัฐประหาร บลาๆ แต่มาทีนี้ กลับแกล้งหยิบเอาเรื่อง "ขายชาติ" มาเล่น

    ทั้งที่ก่อนหน้านี้ ก็เคลื่อนไหวกับนักวิชาการคนอื่นๆ หาว่าคนไทยกลุ่มหนึ่ง "คลั่งชาติ" ทำให้ไม่มีต่างชาติมาลงทุนในประเทศ เลยสงสัยว่า พวกเค้าจะเอาอย่างไรกันแน่?

    เห็นกลับไปกลับมาตลอด หรือว่าอะไรที่หยิบเอามาสร้างกระแสโจมตีรัฐบาลที่ตนต่อต้านได้ ก็พร้อมจะหยิบเอามาเล่น แม้ว่าจะขัดแย้งกับที่พวกตนเคยพูดและสนับสนุนในอดีตก็ตาม?

    (ก็ไม่รู้ว่าคนพวกนี้มีศักดิ์ศรีอยู่บ้างหรือไม่ เพราะรู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ และก็พร้อมจะกลืนน้ำลายตัวเองตลอดเวลา)

    - อย่าง Voice TV นี่ก็ตลก ที่ทำมาเป็นพาดหัว "ลาวเลิก ‘ต่างชาติเช่าที่ดิน 99 ปี’ สวนทางไทย" http://news.voicetv.co.th/world/481644.html

    ทั้งที่ในความเป็นจริงนั้น

    ทางลาวจากเดิมที่ ให้ทีเดียวถึง 99 ปี ก็เปลี่ยนมาเป็นแบบของไทย คือ 50 ปี แล้วค่อยพิจารณาต่ออายุเพิ่มอีก

    ก็ไม่เข้าใจว่ามัน "สวนทาง" กับไทยอย่างไร

    หรือว่าพาดหัว เพราะรู้ว่าคนที่ติดตามตัวเองนิยมอ่านแต่พาดหัว ไม่อ่านเนื้อหาข่าวอยู่แล้ว รวมถึงไม่เคยคิดจะหาข้อมูลเพิ่มเติมกันด้วย??

    ---------------------------

    ข้อคิดที่ได้จากเรื่องนี้

    ---------------------------

    *** สุดท้ายครับ อยากจะขอฝากคนไทยว่า เรื่องราวต่างๆ ในสังคมออนไลน์เวลานี้ ช่างน่ากลัว และน่าเบื่อ เพราะมีแต่การใช้อารมณ์ความรู้สึก มากกว่าเหตุผลข้อเท็จจริง

    เราถูกปลุกระดมกันง่ายมาก ด้วยถ้อยคำสวยๆ การพยายามอุปโลกน์ตนเป็นผู้ต่อต้านความอยุติธรรมจนเกินความจริง จนตกเป็นเหยื่อของอัตตาตนเอง จนแยกแยะไม่ได้แล้วว่าอะไรเป็นอะไร

    รวมถึงการขาดทักษะในการ#ใช้เหตุบนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์ หรือที่เรียกกันว่า #Critical_Thinking

    ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับในยุคนี้ ที่ข้อมูลข่าวสารมาจากหลายๆ ทาง ใครก็พูดอะไรได้ ใครก็สร้างภาพได้ ขอเพิ่งพูดให้มันดูสวยๆ และพูดซ้ำๆ คนก็พร้อมจะคล้อยตามอย่างง่ายดาย

    โดยไม่เคยตั้งข้อสงสัยหรือคิดเลยสักนิดว่า

    ข้อมูลที่ตนได้ยินมานั้น จริงเท็จเพียงไร และคนอื่นๆ ทั่วโลกเค้าทำอย่างไรกันบ้าง

    - จึงทำให้เราเหมือนคนที่ "เดินปิดตา" และพร้อมเชื่อผู้นำทางความคิดบางคนที่ปากอ้างว่ากำลังทำให้เราตาสว่าง และลุกขึ้นมาต่อสู้กับความอยุติธรรมอยู่

    ทั้งที่จริงๆ เค้าต่างหาก ที่กำลังปิดตาเราอยู่...

    ---------------------------

    หมายเหตุ : ใครที่พยายามจะยกกรณีฮ่องกง ช่วยทำความเข้าใจให้ถูกต้องด้วยนะครับว่า ฮ่องกงนั้นไม่ได้อยู่ดีๆ ให้อังกฤษเช่าที่ดิน

    แต่เพราะฮ่องกงอยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1842 และในปี ค.ศ.1860 ก็ยึดพื้นที่เกาลูนเพิ่มอีก...

    ภายหลังอังกฤษเลยขอเช่าที่ดินรอบๆ เพิ่มในปี ค.ศ.1898 และเช่ายาวมาจนครบ 99 ปี ก่อนจะคืนที่ดินที่เช่า รวมถึงเขตที่ยึดครองมาให้กับรัฐบาลจีนทั้งหมดในวันที่ 1 ก.ค.1997

    คือโดนยึดประเทศในส่วนเกาะหลักไปหมด ภายหลังยังดีหน่อย ที่มาขอเช่าที่ดินรอบๆ (มันไม่ยึดเพิ่มก็ดีถมไปแล้วนะครับ)

    https://en.wikipedia.org/…/Transfer_of_sovereignty_over_Hon…

    https://en.wikipedia.org/wiki/Hong_Kong

    ครับ...ขอบคุณ "คุณ Kittitouch Chaiprasith" โดยเฉพาะ "ข้อคิด"

    ในสังคม "ยกมือแค่หู"

    เมื่อมีคนหนึ่งยกนำ "เหนือหัว" ผมเชื่อว่า ไม่ช้า ก็...พรึ่บทั้งห้อง!.

 

 Home »

'ทรัมป์'เยือนอาเซียนปลายปีนี้

 
  • Friday, April 21, 2017 - 00:00


    โดนัลด์ ทรัมป์ ภาพเอเอฟพี

    รองประธานาธิบดีไมค์ เพนซ์ ของสหรัฐ ประกาศระหว่างเยือนอินโดนีเซียเมื่อวันพฤหัสบดีว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะมาร่วมประชุมสุดยอด 3 เวทีที่ประเทศอาเซียนเป็นเจ้าภาพในเดือนพฤศจิกายนปีนี้ คุยส่งสัญญาณ "พันธกิจแน่วแน่" ของอเมริกาต่อภูมิภาคนี้

    เพนซ์อยู่ระหว่างการเยือนหลายประเทศในเอเชีย เริ่มต้นจากเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น แล้วต่อด้วยอินโดนีเซีย ระหว่างการเยือนเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 20 เมษายน เขาได้ไปเยือนสำนักงานใหญ่ของสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) ในกรุงจาการ์ตา และพบปะกับบรรดาตัวแทนของอาเซียนด้วย ที่นี่เพนซ์ได้ประกาศข่าวที่สร้างความประหลาดใจว่า ประธานาธิบดีทรัมป์จะมาเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำในภูมิภาคนี้ 3 เวทีในเดือนพฤศจิกายนปีนี้

    การประชุมที่ทรัมป์จะมาเข้าร่วมด้วยตนเองประกอบด้วย การประชุมสหรัฐ-อาเซียน และการประชุมอีสต์เอเชีย ที่ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ กับการประชุมสุดยอดผู้นำกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) ซึ่งจะจัดขึ้นที่เวียดนาม

    อดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งชูนโยบายปักหมุดเอเชีย เคยมาเยือนประเทศในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกหลายครั้ง โดยเป็นส่วนหนึ่งของการปรับนโยบายต่างประเทศของสหรัฐ หันมาให้ความสำคัญกับภูมิภาคนี้มากขึ้น เพื่อทัดทานการแผ่อิทธิพลของจีน ในขณะที่ทรัมป์กลับโอ่โวหาร "อเมริกาต้องมาก่อน" และตัดสินใจสละเรือธงความตกลงหุ้นส่วนข้ามแปซิฟิก (ทีพีพี) ที่เป็นแกนหลักของการปักหมุดด้านเศรษฐกิจในสมัยของโอบามา

    รองประธานาธิบดีเพนซ์กล่าวว่า การมาร่วมประชุมของทรัมป์เป็นสัญญาณที่แสดงถึงพันธกิจที่หนักแน่นและแน่วแน่ของสหรัฐ ที่จะสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งที่เราต่างร่วมแบ่งปันกันอยู่แล้ว

    การประชุมอีสต์เอเชียซัมมิตที่ฟิลิปปินส์นั้น ประเทศที่เข้าร่วมนอกจาก 10 ชาติอาเซียนและสหรัฐแล้ว ยังรวมถึงรัสเซียและจีนด้วย ส่วนเวทีเอเปกนั้นกว้างขึ้น โดยรวม 21 ประเทศสองฟากฝั่งแปซิฟิก

    รายงานเอเอฟพีกล่าวว่า คำประกาศของเพนซ์ถือเป็นการส่งสัญญาณล่าสุดว่ารัฐบาลของประธานาธิบดีทรัมป์นั้นต้องการคลายความวิตกกังวลของประเทศพันธมิตรของสหรัฐต่อถ้อยคำโวหารที่มักชวนทะเลาะของทรัมป์

    ระหว่างการเยือนเกาหลีใต้และญี่ปุ่น เพนซ์ยังได้ลดทอนน้ำหนักของวาทกรรมเกี่ยวกับนโยบายกีดกันทางการค้าของทรัมป์ และย้ำว่าสหรัฐยังยึดมั่นต่อสนธิสัญญาด้านความมั่นคงที่สหรัฐทำไว้กับสองประเทศนั้น ในช่วงยามที่มีความตึงเครียดมากขึ้นจากปัญหาโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

    ก่อนเดินทางออกจากญี่ปุ่นเมื่อวันพุธ เพนซ์ย้ำว่าสหรัฐยังยึดมั่นต่อพันธกิจในการยับยั้งความทะเยอทะยานด้านนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

    สำหรับอินโดนีเซีย ซึ่งมีความกังวลต่อนโยบายกีดกันคนเข้าเมืองของทรัมป์ที่ถูกมองว่าพุ่งเป้าประเทศมุสลิม เพนซ์ได้กล่าวระหว่างแถลงข่าวร่วมกับประธานาธิบดีโจโก วิโดโด ชื่นชมอินโดนีเซียซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมุสลิมมากที่สุดในโลก ว่าการยึดแนวทางอิสลามสายกลางของอินโดนีเซียเป็นแรงบันดาลใจต่อโลก

    "ประเทศของท่านก็เหมือนประเทศของผม คือศาสนาสร้างความเป็นเอกภาพ ไม่ใช่สร้างความแตกแยก" เพนซ์กล่าว

    เพนซ์ยังกล่าวถึงประเด็นด้านเศรษฐกิจด้วย โดยกล่าวว่ารัฐบาลของเขาต้องการทำการค้ากับอินโดนีเซียแบบที่มีความยุติธรรมกว่านี้

    อินโดนีเซียเป็น 1 ใน 16 ประเทศที่กำลังถูกทบทวนนโยบาย ในฐานะประเทศที่เกินดุลการค้ากับสหรัฐ ข้อมูลอย่างเป็นทางการของกระทรวงพาณิชย์อินโดนีเซียระบุว่า ปี 2559 มูลค่าการค้าระหว่างสหรัฐกับอินโดนีเซียอยู่ที่ 23.44 พันล้านดอลลาร์ โดยอินโดนีเซียเป็นฝ่ายเกินดุลการค้า 8.84 พันล้านดอลลาร์.

 Home »

รัสเซียส่งเรือรบ เยือนฟิลิปปินส์ กระชับสัมพันธ์

 
  • Friday, April 21, 2017 - 00:00


    ลูกเรือตั้งแถวใกล้กับฐานยิงมิสไซล์ของเรือลาดตระเวนอาวุธปล่อยนำวิถีขณะเทียบท่าที่ฟิลิปปินส์เมื่อวันพฤหัสบดี ภาพเอเอฟพี

    กองทัพเรือฟิลิปปินส์ส่งเรือรบ 2 ลำเข้าเทียบท่าของฟิลิปปินส์เมื่อวันพฤหัสบดี เตรียมซ้อมรบร่วมกระชับความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงตามแผนรื้อนโยบายต่างประเทศของประธานาธิบดีโรดริโก ดูเตร์เต ที่ต้องการถอยห่างจากสหรัฐ

    เว็บไซต์ของสำนักข่าวรอยเตอร์รายงานเมื่อวันที่ 20 เมษายนว่า การมาเยือนฟิลิปปินส์นาน 4 วันเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี ของเรือลาดตระเวนอาวุธปล่อยนำวิถี "วาร์ยัก" พร้อมกับเรือบรรทุกน้ำมันของกองทัพเรือรัสเซีย เป็นการแวะเทียบท่าฟิลิปปินส์เป็นครั้งที่ 2 ในช่วงเวลาเพียง 3 เดือน

    นาวาเอกลูเอ็ด ลินกูนา ผู้อำนวยการศูนย์กิจการสาธารณะของกองทัพเรือฟิลิปปินส์ กล่าวว่า กองทัพฟิลิปปินส์หวังจะได้เรียนรู้จากรัสเซียระหว่างทำการฝึกซ้อมร่วมกันและการแสดงระบบอาวุธและยุทโธปกรณ์ที่มีความก้าวหน้า
    กำหนดการระหว่างการเยือนของเรือธงแห่งกองเรือแปซิฟิกของรัสเซียลำนี้ รวมถึงการฝึกฝนและกิจกรรมด้านกีฬา และการจัดคอนเสิร์ตของรัสเซียด้วย

    ด้านนาวาเอกอเล็กเซย์ อุลยาเนนโก ผู้บัญชาการเรือวาร์ยัก กล่าวว่า การแวะเทียบท่าครั้งนี้จะเกื้อหนุนอย่างมีนัยสำคัญต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์และการธำรงเสถียรภาพในภูมิภาคนี้

    การมาแวะเทียบท่าของเรือรบรัสเซียครั้งล่าสุดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ดูเตร์เตเรียกว่า การดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เป็นอิสระตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ประธานาธิบดีฟิลิปปินส์ผู้นี้ไม่เคยปิดบังความชิงชังที่เขามีต่อ
    สหรัฐอเมริกา อดีตเจ้าอาณานิคมของฟิลิปปินส์ และได้ให้ความสำคัญกับการผูกมิตรกับรัสเซียและจีนเป็นอันดับแรกในการผลักดันความสัมพันธ์ที่มีความหลากหลายขึ้น

    รัฐบาลรัสเซียต้องการช่วยเหลือฟิลิปปินส์ด้านการต่อสู้กับกลุ่มลัทธิหัวรุนแรงสุดโต่งและพวกโจรสลัด และได้เพิ่มความร่วมมือและช่วยฝึกฝนในด้านต่างๆ ที่แต่เดิมฟิลิปปินส์มักจะร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับสหรัฐ

    คาดว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียและฟิลิปปินส์จะพัฒนายิ่งขึ้นในเดือนหน้า เมื่อดูเตร์เตจะเยือนกรุงมอสโกและจะได้ร่วมเป็นสักขีพยานการลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านกลาโหมพร้อมกับประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน

    ดูเตร์เตเคยแนะให้กระทรวงกลาโหมฟิลิปปินส์มองหาช่องทางจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ทันสมัยจากรัสเซีย ไม่ว่าโดรน, กล้องส่องที่มืด, ปืนสไนเปอร์ไรเฟิล และเฮลิคอปเตอร์.

     

     Home »

    ราชบุรีโฮดิ้งลงทุน3แสนล้านบาท กางแผน10ปีผลิตไฟฟ้าเพิ่ม7พันเมก-แห่ขอติดโซลาร์รูฟทะลัก

     
    • Friday, April 21, 2017 - 00:00


      RATCH โชว์แผน10 ปีเตรียมงบลงทุน 3 แสนล้านบาทขยายกำลังผลิตไฟฟ้าเพิ่ม 7,000 เมก หวังรักษาและเสริมสร้างฐานธุรกิจของบริษัทฯ ให้แข็งแกร่งและมั่นคง ด้าน พพ. แจงคนแห่ขอติดโซลาร์รูฟท็อปพุ่ง

      นายกิจจา ศรีพัฑฒางกุระ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง หรือ RATCH เปิดเผยถึงทิศทางการดำเนินงานว่า ภายใน 10 ปีหรือในปี 2570 บริษัทตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นอีก 7,000 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งจัดหาเงินรองรับการลงทุนประมาณ 300,000 ล้านบาท เพื่อรักษาและเสริมสร้างฐานธุรกิจของบริษัทฯ ให้แข็งแกร่งและมั่นคงต่อเนื่อง

      ทั้งนี้ การจัดหากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวนั้น นอกเหนือแผนธุนกิจในปี 2560 นี้ที่คณะกรรมการ (บอร์ด) บริษัทให้เห็นชอบให้เร่งสร้างกำลังการผลิตให้ได้ถึง 7,500 เมกะวัตต์ รวมถึงการบริหารสินทรัพย์ให้มีประสิทธิภาพเพื่อรักษาการเติบโตของรายได้ โดยมุ่งเน้นที่โรงไฟฟ้าสินทรัพย์หลัก ได้แก่ โรงไฟฟ้าราชบุรี โรงไฟฟ้าหงสาใน สปป.ลาว กลุ่มโรงไฟฟ้าโคเจนเนอเรชั่น และกลุ่มโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน

      "บริษัทได้กำหนดเป้าหมายเพิ่มกำลังผลิตอีก 7,000 เมกะวัตต์ในปี 2570 โดยเน้นการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่ ส่วนรูปแบบนั้นจะใช้วิธีการซื้อและควบรวมกิจการให้มากขึ้น เพื่อลดระยะเวลาการพัฒนาโครงการและสามารถรับรู้เมกะวัตต์และรายได้ในทันที ส่วนการลงทุนแบบพัฒนาโครงการหรือ กรีนฟิลด์ จะมุ่งเน้นโครงการประเภทพลังงานทดแทน เพราะระยะเวลาพัฒนาโครงการสั้นเพียง 1-3 ปี "นายกิจจากล่าว

      อย่างไรก็ตาม เป้าหมายการลงทุนของบริษัทนั้นจะขยายขอบเขตให้ครอบคลุมตั้งแต่ ธุรกิจไฟฟ้า เชื้อเพลิง พลังงานทดแทน สาธารณูปโภค ตลอดจนธุรกิจอื่นๆ ที่เป็นนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีใหม่ที่ตอบสนองกระแสโลกในอนาคต เช่นธุรกิจสีเขียว ธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับพลังงานทดแทน

      ปัจจุบัน ราชบุรีโฮลดิ้ง รับรู้กำลังผลิตจากการลงทุน รวม 6,980 เมกะวัตต์ โดยเป็นกำลังผลิตในประเทศ 4,948.59 เมกะวัตต์ และต่างประเทศ 2,031 เมกะวัตต์ หากโครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ Riau ในอินโดนีเซียดำเนินกระบวนการลงทุนสำเร็จกำลังผลิตจะเพิ่มขึ้นเป็น 7,115 เมกะวัตต์

      นายประพนธ์ วงษ์ท่าเรือ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กล่าวว่า

      หลังจากประกาศเชิญชวนให้เข้าร่วมโครงการโซลาร์รูฟท็อปเสรี (ระยะนำร่อง) พบมีผู้สนใจเข้าร่วมสมัครรวมทั้งสิ้น 788 ราย รวมกำลังการผลิต 70 เมกะวัตต์และได้รับการพิจารณาอนุมัติโครงการฯ แล้ว รวมจำนวน 358 ราย รวมกำลังการผลิต 32.75 เมกะวัตต์

      "ปัจจุบันโครงการฯ อยู่ระหว่างการติดตามประเมินผลจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หากโครงการฯ ผ่านการประเมิน คาดว่าในช่วงปลายปี 2560 นี้ จะสามารถเปิดโครงการในระยะที่สองได้เพิ่มเติม และมีโอกาสที่ผู้เข้าร่วมโครงการฯ จะสามารถขายไฟฟ้าส่วนเกินเข้าระบบได้" นายประพนธ์กล่าว.

 Home »

พิษจำนำสูง!ขายข้าวสต็อกเจ๊ง1.5แสนล.

 
  • Friday, April 21, 2017 - 00:00

    พาณิชย์ย้ำ! ระบายข้าวในสต็อกได้หมดภายในปีนี้ หลังรัฐบาล คสช.ขายไปแล้ว 11.73 ล้านตัน เผยตัวเลขขาดทุน 1.5 แสนล้านบาท

    นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า นับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ มีข้าวสารในสต็อกรัฐบาลอยู่ที่ 17.76 ล้านตัน สามารถระบายได้แล้ว 12.72 ล้านตัน เป็นการระบายภายใต้การอนุมัติของรัฐบาลชุดปัจจุบัน 11.73 ล้านตัน มูลค่า 1.11 แสนล้านบาท ที่เหลืออีก 9.9 แสนตัน เป็นการอนุมัติขายของรัฐบาลชุดก่อน แต่ส่งมอบในรัฐบาลชุดปัจจุบัน และคาดว่าไม่เกินสิ้นปีนี้ จะสามารถระบายข้าวในสต็อกที่มีอยู่ได้ทั้งหมด

    ปัจจุบัน มีข้าวคงเหลือในสต็อกปริมาณ 5.04 ล้านตัน แยกเป็น 3 กลุ่ม โดยกลุ่ม 1 เป็นข้าวที่บริโภคได้ เหลืออยู่ 1.72 ล้านตัน กลุ่ม 2 เป็นข้าวที่คนไม่สามารถบริโภคได้ แต่เป็นอาหารสัตว์ได้ เหลือ 2.15 ล้านตัน และกลุ่ม 3 เป็นข้าวเสื่อมคุณภาพ ข้าวผิดชนิด ผิดมาตรฐาน และเก็บนานเกิน 5 ปี ต้องระบายเข้าสู่อุตสาหกรรม มีเหลือ 1.04 ล้านตัน ซึ่งกำลังจะเกิดระบายในวันที่ 28 เม.ย.นี้ หากระบายได้หมด จะมีข้าวคงเหลือประมาณ 4 ล้านตัน จากนั้นในเดือน พ.ค. จะระบายข้าวที่เหลือของกลุ่ม 1, เดือน มิ.ย. ระบายข้าวที่เหลือของกลุ่ม 2 และในเดือน ก.ค. จะระบายข้าวที่เหลือตกค้างทั้งหมด

    สำหรับข้าวกลุ่ม 3 ที่เปิดระบาย 1.04 ล้านตัน ถือเป็นข้าวที่เสื่อมสภาพมาก ราคาเสนอซื้อ อาจจะต่ำกว่าทุกกลุ่มที่นำมาเปิดประมูลก่อนหน้านี้ โดยคณะทำงานระบายข้าวจะต้องเทียบเคียงราคาวัตถุดิบที่อุตสาหกรรมเคยใช้ และการอนุมัติขายจะต้องใช้หลายปัจจัยประกอบการพิจารณา เช่น ค่าฝากเก็บสต็อกข้าวที่มีค่าใช้จ่ายวันละ 17 ล้านบาท และผลกระทบต่อราคาข้าวในตลาดภาพรวม แต่คงจะไม่ยึดเรื่องการขาดทุนเป็นหลัก เพราะข้าวกลุ่มนี้ ยิ่งเก็บไว้ยิ่งไม่มีราคา จะสนใจแต่ราคาขายคงไม่ได้ หากแบกภาระต่อไป มูลค่าข้าวจะไม่เหลือ และสุดท้ายจะต้องเสียค่าขนข้าวออกไปด้วยซ้ำ

    สำหรับการส่งออกข้าวไทยตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-18 เม.ย.2560 ส่งออกได้แล้ว 3.48 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 6.4% เทียบช่วงเดียวกันปี 2559 มีมูลค่า 5.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.87% คาดว่าการส่งออกข้าวไทยปีนี้จะเป็นไปตามเป้าหมายที่ 10 ล้านตัน

    รายงานข่าวแจ้งว่า หากคำนวณปริมาณข้าวที่ คสช. อนุมัติขาย 11.73 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่า 1.11 แสนล้านบาท หรือราคาเฉลี่ยที่อนุมัติขายประมาณ 1.1 หมื่นบาทต่อตัน หรือ 11 บาทต่อกิโลกรัม (กก.) เมื่อเปรียบเทียบกับราคาต้นทุนที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกเฉลี่ย 1.5 หมื่นบาทต่อตัน หรือต้นทุนข้าวสาร 2.4 หมื่นบาทต่อตัน จะขาดทุนประมาณ 1.3 หมื่นบาทต่อตัน รวมปริมาณ 11.73 ล้านตัน จะขาดทุนจากต้นทุนรับจำนำข้าวประมาณ 1.5 แสนล้านบาท.

 
 
 Home »

แม้วดิ้นเบี้ยวภาษี1.7หมื่นล. สมุนร้องปปช.ฟันสรรพากร

 
  • Friday, April 21, 2017 - 00:00


    "เรืองไกร" ร้อง ป.ป.ช.เอาผิด ครม.-สรรพากร สั่งประเมินภาษี "ทักษิณ" 1.7 หมื่นล้านไม่ชอบ กม. เผย "แม้ว" ครวญโดนกลั่นแกล้งหวังผลการเมือง ขู่กระทบปรองดองแน่

    เมื่อวันที่ 20 เมษายน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทย เปิดเผยว่า กรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 14 มี.ค.2560 ให้กรมสรรพากรทำการประเมินภาษีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำนวนกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และต่อมาเจ้าหน้าที่กรมสรรพากรได้นำหนังสือประเมินภาษีที่ไม่มีการระบุเลขที่ ไปปิดที่หน้าบ้านเมื่อ 28 มี.ค.ที่ผ่านมานั้น ถือเป็นการใช้อำนาจโดยไม่มีหลักกฎหมายและผิดไปจากข้อเท็จจริงที่ยุติไปแล้ว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ อม.1/2553 และคำพิพากษาศาลภาษีอากรกลางที่ 242-243/2553 ซึ่งจากผลของคำพิพากษาทั้งสอง กรมสรรพากรจึงมีการสั่งยุติเรื่องไปแล้ว

    โดยเอกสารราชการที่ถือเป็นหลักฐานเด็ด 2 ฉบับ คือ 1.บันทึกข้อความของสำนักตรวจสอบภาษีกลาง ที่ กค 0710/ตส/1460 ลงวันที่ 2 มี.ค.2555 ที่อธิบดีกรมสรรพากรมีคำสั่งให้ยุติเรื่อง และ 2.หนังสือกระทรวงการคลัง ที่ กค 0717/ล.1804 ลงวันที่ 15 พ.ย.2555 ที่ตอบไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า การซื้อขายหุ้นชินคอร์ปดังกล่าวจึงไม่เกิดขึ้นผล ก็คือเมื่อธุรกรรมการซื้อขายหุ้นไม่เคยเกิดขึ้น ดังนั้น นายทักษิณย่อมไม่มีเงินได้จากการซื้อขายหุ้นชินคอร์ปผ่านบริษัทแอมเพิลริช และการขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 ม.ค. 2549 เป็นการขายในตลาดหลักทรัพย์ กำไรที่ได้จากการขายหุ้น จึงได้รับยกเว้นภาษีตามกฎกระทรวง

    นายเรืองไกรกล่าวว่า กรณีดังกล่าวคณะรัฐมนตรี กรมสรรพากร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องรู้ถึงผลของคำพากษาศาลฎีกาและศาลภาษีแล้ว รวมทั้งการสั่งยุติเรื่องตามข้อความในหนังสือทั้งสองฉบับด้วย ดังนั้น การหาเหตุมาประเมินภาษีครั้งนี้ จึงชัดเจนว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่มีอำนาจที่จะทำได้

    "ในฐานะหนึ่งในทีมงานอดีตนายกฯ ทักษิณ ท่านยังบอกกับผมที่ดูไบเมื่อช่วงสงกรานต์ว่า เรื่องนี้น่าจะมีเหตุมาจากความไม่พอใจส่วนตัวของคนไม่กี่คนที่อาจอยู่เบื้องหลังกรณีนี้ คนที่รับไม้ต่อก็ทำไปโดยมีเจตนากลั่นแกล้งเพื่อหวังผลทางการเมือง ซึ่งการไม่ใช้กฎหมายอย่างนี้อาจส่งผลกระทบไปถึงการปรองดองด้วย" นายเรืองไกรระบุ

    ทั้งนี้ การสั่งให้ประเมินไปก่อนแล้วให้นายทักษิณไปสู้คดีต่อในชั้นศาลดังที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ จึงเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าลักษณะความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมาย ป.ป.ช.อย่างชัดเจน รวมทั้งกรณีนี้ ป.ป.ช.ต้องทราบดีอยู่แล้วด้วย ตามหนังสือที่กระทรวงการคลังส่งให้ ป.ป.ช.ดังกล่าวข้างต้น ด้วยเหตุนี้ จึงต้องร้องต่อ ป.ป.ช. เพื่อให้ทำการไต่สวนเอาผิดกับคณะรัฐมนตรีและกรมสรรพากรต่อไปโดยเร็ว โดยจะไปยื่นหนังสือด้วยตนเองที่สำนักงาน ป.ป.ช.สนามบินน้ำ ในวันที่ 21 เม.ย. เวลา 10.00 น.

 

 Home »

โวกฎหมายยิ่งใหญ่ รับร่างพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ 'วิษณุ'ชี้เหนือกว่าทุกฉบับ

 
  • Friday, April 21, 2017 - 00:00


    สภาฝักถั่วลงมติท่วมท้นรับวาระแรกร่าง พ.ร.บ. ”ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี-แผนและขั้นตอนปฏิรูป” เนติบริกรยันเป็นกฎหมายยิ่งใหญ่เหนือกว่าทุกฉบับผูกพันทุกองค์กร ลั่นไม่ต้องรับฟังความคิดเห็นประชาชน เพราะ สปท.ทำแล้ว! จับตา สนช.ถก 2 กฎหมายลูกเข้าศุกร์นี้ มาร์คชงหั่นค่าสมาชิก 100 บาท เพื่ออธิบายสมาชิกง่าย

    เมื่อวันพฤหัสบดี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีการประชุมครั้งที่ 26/2560 เพื่อพิจารณาเรื่องเร่งด่วน ซึ่งประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ..... และร่างพระราชบัญญัติแผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ..... ที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

    โดยนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ได้ชี้แจงถึงร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติว่า กฎหมายฉบับนี้พ่วงเป็นพวงเดียวกับร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศเป็นพี่น้องกัน แต่ไม่ถึงขนาดเป็นฝาแฝด กฎหมายยุทธศาสตร์ชาติเปรียบเป็นพี่ใหญ่กว่า สำคัญกว่า เพราะตามรัฐธรรมนูญ 2560 มาตรา 65 และมาตรา 275 กำหนดให้ ครม.ต้องจัดทำกฎหมายยุทธศาสตร์เพื่อวางเป้าหมายเป็นแผนที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ เศรษฐกิจ การใช้งบประมาณ และกำลังคน ให้เสร็จภายใน 120 วัน หลังร่างรัฐธรรมนูญประกาศใช้ จากนั้นนับหนึ่งตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หรือเรียกว่าซูเปอร์บอร์ด เพื่อให้ดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดขึ้นมา ให้เสร็จใน 1 ปี ซึ่งเป็นกฎหมายที่เหนือกว่าทุกฉบับ มีผลผูกพันกับทุกองค์กร

    นายวิษณุกล่าวต่อว่า หากหน่วยงานใดไม่ปฏิบัติตามแผนแม่บทยุทธศาสตร์ชาติ จะมีมาตรการเชิงบังคับ ในสถานเบาจะตักเตือนหน่วยงานที่ฝ่าฝืนให้ปรับปรุงแก้ไข แต่ถ้ายังไม่นำพา ให้ส่งเรื่องไปที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หาก ป.ป.ช.ชี้ว่ากระทำผิดจริง จงใจฝ่าฝืน ให้ดำเนินการกับหัวหน้าส่วนราชการที่ฝ่าฝืนตามกฎหมายได้ ส่วนที่กังวลว่าการกำหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ล่วงหน้า 20 ปี สุ่มเสี่ยงต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกนั้น รัฐบาลใดก็ตามที่เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ก็ปรับแก้ไขกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติได้ ไม่เหลือบ่ากว่าแรง

    “ยืนยันว่าแก้ไขไม่ยาก แต่ต้องเข้าตามตรอกออกตามประตู ร่างกฎหมายยุทธศาสตร์ชาติยังต้องผ่านการรับฟังความคิดเห็นประชาชน และต้องผ่านสภาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 77 ตามรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สนช.ไม่ต้องกังวล เพราะต้องชมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ (สปท.) ที่ดำเนินการรับฟังความคิดเห็นส่งมาที่รัฐบาลแล้ว ก็ไม่ต้องรับฟังความเห็นเพิ่มอีก แต่ต่อจากนี้จะเปิดเผยเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ.ดังกล่าวต่อสาธารณะเรื่อยๆ” นายวิษณุกล่าว
    จากนั้นที่ประชุมเปิดให้สมาชิกอภิปราย โดยสมาชิกทั้งหมดเห็นด้วยกับการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ แต่ตั้งข้อสังเกตถึงการมีซูเปอร์บอร์ด 14 คน โดยอยากให้มีความหลากหลายในทุกสาขาอาชีพ รวมทั้งให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมมากขึ้น เช่น เอ็นจีโอและสื่อมวลชน และไม่ควรกำหนดห้ามผู้ที่มีอายุเกิน 75 ปีมาเป็นคณะกรรมการ

    ผ่านวาระแรกฉลุย

    โดยหลังจากอภิปรายพอสมควร ที่ประชุมได้ลงมติรับหลักการร่าง พ.ร.บ.การจัดทำยุทธศาสตร์ชาติในวาระแรกด้วยคะแนน 196 ต่อ 0 งดออกเสียง 3 เสียง และได้ตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญ 33 คน เพื่อพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าว โดยกำหนดเวลาดำเนินงานภายใน 60 วัน

    ทั้งนี้ ร่างกฎหมายดังกล่าวมีทั้งสิ้น 29 มาตรา โดยมีทั้งสิ้น 3 หมวด และบทเฉพาะกาล โดยหมวด 1 เป็นเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งอยู่ในมาตรา 5-11 หมวด 2 คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ มาตรา 12-22 หมวด 3 การติดตามการตรวจสอบและการประเมิน มาตรา 23-27 และบทเฉพาะกาล 28-29

    ต่อมานายวิษณุได้ชี้แจงร่าง พ.ร.บ.แผนและขั้นตอนการดำเนินการปฏิรูปประเทศ พ.ศ..... ว่าร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติที่ต้องควบคู่กันไป เป็นแผนการปฏิรูปตามที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนด และระบุถึงขั้นตอนการปฏิรูปด้านต่างๆ ทั้ง 11 ด้านไว้อย่างละเอียด โดยให้จัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปประเทศขึ้นมา และให้ตั้งคณะกรรมการปฏิรูปแต่ละด้านขึ้นมาอีกทอดหนึ่ง เมื่อคณะกรรมการทำแผนปฏิรูปเสร็จ ต้องส่งให้ ครม.พิจารณาและประกาศใช้ ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ได้รับฟังความคิดเห็นและผลกระทบจากประชาชนแล้ว และจะเผยแพร่ให้ทราบต่อไป

    “วันพรุ่งนี้ (21 เม.ย.) จะมีการประชุม ป.ย.ป. เชิญประธาน สนช. ประธาน สปท. เข้าประชุมร่วมกับนายกรัฐมนตรี จำลองรูปแบบของคณะกรรมการปฏิรูปและคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติใน พ.ร.บ. 2 ฉบับนี้ทุกประการ และผมขอใช้โอกาสนี้กราบเรียนความในใจของนายกฯ ซึ่งท่านกำชับว่าขอให้แจ้งต่อสภานี้ด้วยว่าวันนี้สภาได้ทำสิ่งซึ่งเป็นประวัติศาสตร์ของประเทศไทย” นายวิษณุกล่าว

    จากนั้นมีสมาชิก สนช.อภิปรายสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวอย่างกว้างขวาง และที่ประชุมมีมติรับหลักการร่างฯ ด้วยคะแนนเสียง 186 งดออกเสียง 3 และให้ตั้งคณะ กมธ.เพื่อพิจารณา 26 คน โดยใช้เวลา 45 วันในการดำเนินการ
    ทั้งนี้ ร่างกฎหมายนี้มีทั้งสิ้น 33 มาตรา และมีทั้งสิ้น 3 หมวด และบทเฉพาะกาลเช่นกัน โดยหมวด 1 การปฏิรูปประเทศ มาตรา 5-13 หมวด 2 คณะกรรมการปฏิรูปประเทศ มาตรา 14-23 หมวด 3 การติดตาม การตรวจสอบ และการประเมินผล มาตรา 24-28 และบทเฉพาะกาล มาตรา 29-33

    ในขณะที่ในการประชุม สนช.ในวันที่ 21 เม.ย.นั้น จะมีการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) พ.ศ..... และร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ..... ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) เป็นผู้เสนอ

    “มาร์ค” ชงลดค่าสมาชิก

    โดยนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ โดยเฉพาะการเสียเงินบำรุงของสมาชิกพรรค ว่าในหลักการอยากให้พรรคการเมืองนั้นเก็บค่าบำรุงจากสมาชิก ซึ่งที่ผ่านมา ปชป.ก็พยายามทำอยู่ แต่การไปเขียนไว้ในกฎหมายจะทำให้เกิดปัญหาได้กับหลายๆ ฝ่าย และควรต่ำกว่า 100 บาท เพราะพรรคการเมืองต้องทำความเข้าใจกับประชาชนถึงประโยชน์ที่ได้มีส่วนร่วมในการเป็นสมาชิกพรรค

    วันเดียวกัน ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเตรียมการเพื่อสร้างความสามัคคีปรองดอง เพื่อสรุปข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับจากพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง และภาคประชาชน ทั้งในส่วนกลางและส่วนท้องถิ่น เพื่อกำหนดกรอบการดำเนินการต่อไป โดยมีผู้เกี่ยวข้องประชุมอย่างพร้อมเพรียง

    หลังใช้เวลาประชุม 1.30 ชั่วโมง พล.อ.ประวิตรแถลงว่า ขณะนี้ขั้นตอนการสร้างความปรองดองอยู่ในช่วงคณะกรรมการรับฟังความคิดเห็น นำรายละเอียดทั้งหมดมาสรุปชี้แจงให้คณะกรรมการทั้งหมด คณะที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญรับทราบ รวมถึง ครม.รับทราบ ซึ่งที่ปรึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และ ครม.ได้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม และเห็นด้วยในข้อคิดที่ประชาชนและฝ่ายการเมืองเสนอแนะ แต่จะให้คณะอนุกรรมการรับฟังความคิดเห็นรวบรวมข้อคิดเห็นทั้งหมดอีกครั้ง ว่าครอบคลุม 10 ประเด็น และ 1 คำถามหรือไม่

    “ข้อมูลทั้งหมดต้องบูรณการว่าตอบโจทย์สิ่งที่ประชาชน พรรคการเมือง และกลุ่มการเมืองต่างๆ ให้ข้อคิดเห็นมาหรือไม่ ซึ่งกระบวนการทั้งหมดยังไม่ออกกฎหมาย เพราะคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 2 ต้องไปบูรณาการ เพื่อตอบสังคมให้รับทราบทั้งหมด จากนั้นจะส่งต่อให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 3 ดำเนินการ เพื่อให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติ จะเรียกว่าสัญญาประชาคม หรือสัญญาความร่วมมือให้อยู่ร่วมกันอย่างสันติก็ได้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายพยายามเร่งมือดำเนินการ เพื่อให้ทุกฝ่ายอยู่ร่วมกัน และให้ประเทศเดินต่อไปได้ในอนาคต” พล.อ.ประวิตรกล่าว

    โอ่ปรองดองมาถูกทาง

    เมื่อถามว่า ข้อคิดเห็นเพิ่มเติมคืออะไร พล.อ.ประวิตรตอบว่า เป็นเรื่องปัญหาที่ดิน ซึ่งไม่มีรายละเอียดมาก จึงจำเป็นให้คณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 1 สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าดำเนินการอย่างไรไปบ้าง โดยต้องดำเนินการให้เสร็จภายในเดือน เม.ย.นี้ ขณะที่ร่างสัญญาประชาคม จะเห็นได้ชัดเจนในคณะอนุกรรมการฯ ชุดที่ 3

    ซักต่อว่า ร่างสัญญาประชาคมจะเสร็จในเดือน มิ.ย.หรือไม่ พล.อ.ประวิตรกล่าวว่า ทั้งหมดอยู่ที่คนทำงานดำเนินการตามกรอบ ต้องให้เวลา อย่างไปเร่งรัด ส่วนประเด็นทางการเมืองไม่มีอะไรเพิ่มเติม เพราะทุกคนต้องใช้กฎหมายเดียวกันการเลือกตั้ง เราต้องการให้ประชาชน เลือกคนดีเข้ามาบริหารประเทศ

    "ผมมีความพึงพอใจในความคืบหน้าของการสร้างความปรองดอง โดยคนที่อยู่ในที่ประชุมมีทั้งคนที่มีความรู้มีความสามารถ และอดีตนักการเมือง ต่างก็เห็นด้วยกับการดำเนินการสร้างความปรองดอง ซึ่งแสดงว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว" พล.อ.ประวิตรกล่าว

    พล.ต.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ ประธานอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ฯ คณะกรรมการเตรียมการสร้างความปรองดองสมานฉันท์ และในฐานะโฆษก กห.แถลงว่า หลังจากคณะกรรมการฯ ได้ร่วมกันพิจารณาข้อคิดเห็นต่างๆ แล้ว เพื่อให้ได้ข้อสรุปและสามารถใช้ในการประชุมกลุ่มย่อยเพื่อเป็นพื้นฐานการทำร่างสัญญาประชาคม จึงจะมีการประชุมกลุ่มย่อยจากส่วนกลางในวันที่ 26 เม.ย.นี้ โดยสำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม ในขณะที่ส่วนภูมิภาคจะเป็นหน้าที่ของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ดำเนินการในกลุ่มจังหวัด จังหวัดละ 4-9 จังหวัด ดำเนินการภาคละ 3 ครั้ง คือ ภาคเหนือ ที่ จ.เชียงใหม่, เชียงราย และพิษณุโลก ภาคกลางที่ กทม., สระบุรี และเพชรบุรี ภาคใต้ที่ กระบี่, สุราษฎร์ธานี และสงขลา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อุบลราชธานี, อุดรธานี และนครราชสีมา

    “ส่วนแนวทางร่างสัญญาประชาคมที่จะออกมานั้น คงไม่ถึงขั้นเป็นรูปเล่ม แต่จะออกมาเป็นภาพรวม อธิบายให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมและความเป็นมาของปัญหา รวมทั้งสิ่งที่ประชาชนมุ่งหวัง โดยจะจัดลำดับความเร่งด่วนออกมา ทำเนื้อหาสาระที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และส่งเสริมการปฏิบัติที่เป็นไปได้ มีความปรองดองและปฏิบัติได้จริง ส่วนอะไรที่ยังไม่สามารถทำได้ เห็นสมควรต้องระบุไปด้วย เมื่อถึงเวลาสมควรก็ต้องดำเนินการ ส่วนความคิดเห็นที่ไม่ได้จัดทำเป็นร่างสัญญาประชาคม คณะกรรมการฯ ก็ไม่ได้ละเลย จะประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบต่อไป" พล.ต.คงชีพกล่าว.

...................................................

21 เมษายน 2560

 

 

วิทยุ ฟังวิทยุ วิทยุออนไลน์ ฟังวิทยุออนไลน์ สถานีวิทยุ คลื่นวิทยุ ฟังเพลงวิทยุ radio

radio online thailand station center ฟังวิทยุออนไลน์ ผ่านเน็ต ฟรี หลากหลายสถานีได้แล้วที่นี่ตลอด 24 ชั่วโมง

รวมคลื่นวิทยุ สถานีวิทยุ ยอดฮิต radio online ให้คุณเลือกฟังกันอย่างจุใจ อยากฟังคลื่นไหน คลิกเลือกที่คลื่นนั้นได้เลย

กรุงเทพมหานคร
 

 

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน