• นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 4006
  • จำนวนผู้ชม : 2942813
  • จำนวนผู้โหวต : 1609
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1609 คน
<< พฤษภาคม 2017 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 381 , 10:40:02 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ถ้า 'กรรม' คือองค์กรของมนุษย์แล้วไซร้ ก็คงจะเหน็ดเหนื่อยด้วยการสะสางภาระกิจที่คั่งค้างอยู่มิใช่น้อย ดังที่เราได้

รับรายงานข่าว 'คนผิด' กำลังได้รับ 'ผลกรรม' ตามๆกันในช่วงเวลานี้ แต่สำหรับบางคนที่เคยรุ่งเรืองและร่ำรวยมาก่อน กลับ

ต้องมาข้องเกี่ยวกับอลัชชีด้วยความศรัทธาอันแรงกล้า แล้วถูกฉุดลงนรกไปด้วย เช่น นายอนันต์ อัศวโภคิน เป็นต้น

          รายงานข่าวเจ้าหน้าที่ตำรวจ - ทหาร สกัดจับยาบ้าล็อตใหญ่ๆ ขนาดนับแสนนับล้านเม็ดบ่อยทีเดียว ซึ่งก็น่าชื่นชมผล

การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่เป็นอย่างมาก แต่ไม่วายเป็นห่วงว่า การเก็บยาบ้าของกลางมีการเก็บรักษากันอย่างไร เพราะต้อง

ใช้เวลาในการดำเนินคดียาวนาน จนเกรงกันว่าอาจจะมีการนำของกลางออกมาหมุนเวียนอีก ซึ่งก็มีความเป็นไปได้ และเคยมีตัว

อย่างมาแล้วด้วย

 

 

แนวหน้า

ถึงคราวกรรมตามเช็คบิล? มหาเศรษฐีศิษย์สำนักจานบิน

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 02.00 น.
 

กรรมจากเงินมาจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่นและแหล่งต่างๆ แล้วเล่นแร่แปรธาตุถ่ายเทสู่สำนักจานบินมูลค่ามหาศาล แล้วเปลี่ยนมือไปสู่เหล่าแกนนำศิษย์ใกล้ชิดธัมมชโยอดีตเจ้าสำนักจานบินที่ขณะนี้ยังหนีหมายจับข้อหาฟอกเงินและรับของโจรไปอย่างลอยนวล ยังคงตามเช็คบิลเหล่าตัวละครสำคัญที่เกี่ยวข้องมากขึ้นเรื่อยๆ โดยล่าสุดกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ออกหมายเรียกนายอนันต์ อัศวโภคิน มหาเศรษฐีอันดับต้นๆ ของประเทศให้มารับทราบข้อกล่าวหาสมคบและร่วมกันฟอกเงินในคดีเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงเงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น

ก่อนหน้านี้ดีเอสไอได้ออกหมายเรียก น.ส.อลิสาอัศวโภคิน บุตรสาวของนายอนันต์ มารายงานตัวและให้การกรณีมีชื่อเป็นเจ้าของที่ดินซึ่งเป็นที่ตั้งของอาคารบุญรักษาภายในสำนักจานบินเนื่องจากมีข้อมูลว่า ที่ดินดังกล่าวซื้อมาจาก นายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธานสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่นผู้อื้อฉาว ซึ่งขณะนี้ถูกดำเนินคดีและติดคุกในข้อหาฉ้อโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น โดยเงินที่ฉ้อโกงส่วนหนึ่งถูกยักย้ายถ่ายเทมายังสำนักจานบินและบุคคลสำคัญในสำนักจานบิน

ทั้งนี้สืบเนื่องจากการประชุมของคณะกรรมการธุรกรรมของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมาได้มีมติให้อายัดที่ดินจำนวน 8 แปลง ซึ่งตั้งอยู่ที่ ต.คลองสาม อ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่อยู่ในบริเวณสำนักจานบินซึ่งเป็นของ น.ส.อลิสา ที่ครอบครองแทนผู้เป็นพ่อคือ นายอนันต์

ที่ดินทั้ง 8 แปลงของ น.ส.อลิสา ที่ปปง.มีมติอายัดเดิมเป็นของนายศุภชัย ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ใกล้ชิด ธัมมชโย ที่ยักยอกฉ้อโกงเงินสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น เป็นมูลค่าสูงถึง 21,935 ล้านบาท โดยเงินที่ฉ้อโกงจำนวนมากถูกยักย้ายถ่ายเทในรูปแบบต่างๆ ไปยัง ธัมมชโย และคนใกล้ชิด ซึ่งรวมทั้งที่ดิน 8 แปลงข้างต้นที่ นายศุภชัย นำเงินที่โกงจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ซื้อเก็บไว้จนเมื่อ นายศุภชัย รู้ตัวว่ากำลังจะถูกดำเนินคดีฐานฉ้อโกง จึงรีบชิงยักย้ายถ่ายเทขายที่ดินให้ น.ส.อลิสา ในราคา 298 ล้านบาท เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2556 ซึ่งการซื้อขายดังกล่าวเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ฟอกเงิน

ทั้งนี้ นายอนันต์ นั้นเป็นผู้ใกล้ชิดและเป็นบุคคลสำคัญที่ร่วมกับ ธัมมชโย ก่อตั้งสำนักจานบินตั้งแต่เมื่อ 47 ปี ที่แล้วทำให้นายอนันต์ เป็นผู้ทรงอิทธิพลคนหนึ่งในสำนักจานบิน นอกจากนี้นายอนันต์ยังเป็นหนึ่งผู้ร่วมก่อตั้งและเป็นนายทุนคนสำคัญที่สนับสนุนพรรคไทยรักไทยมาตั้งแต่ต้นทำให้ถูกตั้งข้อสังเกตว่า เขาคือตัวเชื่อมระหว่างสำนักจานบินกับขบวนการเพื่อแม้วที่เป็นพันธมิตรอันแนบแน่นที่เกื้อกูลกันมาช้านานทั้งเรื่องผลประโยชน์และเรื่องทางการเมืองหรือไม่

นายอนันต์ นั้นมีบทบาทสำคัญในการดูแลโครงการก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ของสำนักจานบินทั้งหมดซึ่งมีมูลค่ามหาศาล

นายอนันต์ ในฐานะคนใกล้ชิด ธัมมชโยเคยปลุกระดมเชิญชวนปลูกฝังแนวคิดให้เหล่าศิษย์สำนักจานบินทุ่มเงินทำบุญบริจาคให้กับสำนักจานบินแบบหมดหน้าตักห้ามมีการกั๊กหรือเม้มเก็บไว้อย่างเด็ดขาด ซึ่งเป็นไปตามคำโฆษณาชวนเชื่อลัทธิขายบุญที่อ้างว่าเพื่อที่จะได้ไปขึ้นสวรรค์ชั้นต่างๆ ยิ่งทำบุญบริจาคมากก็จะขึ้นสวรรค์ชั้นไฮโซหรูหรามากขึ้นเท่านั้นซึ่งจากคำโฆษณาชวนเชื่อของลัทธิจานบินทำให้ประชาชนหลายคนที่เชื่ออย่างไม่ลืมหูลืมตาทุ่มบริจาคจนหมดเนื้อหมดตัวและทำให้หลายครอบครัวถึงกับทะเลาะเบาะแว้งจนบางครอบครัวบ้านแตกสาแหรกขาด

ข้อน่าสังเกตก็คือขณะที่ นายอนันต์ เรียกร้องให้สานุศิษย์ลัทธิจานบินทุ่มเงินบริจาคให้สำนักจานบินแบบไม่มีเม้ม แต่ นายอนันต์ เองกลับร่ำรวยมากขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางการถูกตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลจากงานก่อสร้างทั้งหมดของสำนักจานบินในอดีตที่ผ่านมาคิดเป็นมูลค่ามหาศาล

นอกจากนี้เงินจากสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น ส่วนหนึ่งที่ยักย้ายถ่ายเทมายังสำนักจานบินผ่าน พระทัตตชีโว ซึ่งเป็นผู้ทรงอิทธิพลเป็นอันดับสองในสำนักจานบินรองจากธัมมชโย พบเบาะแสมีการนำเงินส่วนหนึ่งไปลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีส่วนโยงใยการซื้อขายหุ้นในพอร์ตบริษัทในเครือของ นายอนันต์ และนักปั่นหุ้นชื่อดังบางคนซึ่งเป็นศิษย์คนสำคัญของสำนักจานบินจนถูกตั้งข้อสงสัยว่าเข้าข่ายการปั่นหุ้นหรือไม่

สำนักจานบินนั้นถูกตั้งข้อสังเกตว่าเป็นอาณาจักรรัฐอิสระซึ่งคาดว่าเป็นแหล่งฟอกเงินที่ซ่อนไว้ด้วยผลประโยชน์ขุมทรัพย์มูลค่ามหาศาลใหญ่ที่สุดของประเทศ โดยถูกปิดบังซ่อนเร้นมานาน แต่กำลังจะถูกตีแผ่กระชากหน้ากากขบวนการที่แสวงหาผลประโยชน์โดยอาศัยภาพลักษณ์ทางศาสนาบังหน้า

สำหรับนายอนันต์และบุตรสาวในฐานะผู้ถูกกล่าวหาฐานสมคบร่วมกันฟอกเงินคงต้องพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองด้วยกฎหมายและกฎ
แห่งกรรม และคดีนี้จะเป็นอีกบทพิสูจน์หนึ่งถึงความศักดิ์สิทธิ์และเท่าเทียมของกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม

ทีมข่าวการเมือง

วัดต้องไม่เป็นที่หากิน ของคนบาป-คนชั่ว

วัดต้องไม่เป็นที่หากิน ของคนบาป-คนชั่ว

คนไทยจำนวนมากมักจะชอบใช้เงินเพื่อทำบุญกับวัดและกับพระสงฆ์ โดยไม่ได้ใช้วิจารณญาณให้ลึกซึ้งและถี่ถ้วน คนบางคนนั้นก็สักเพียงแต่ว่าเมื่อเห็นว่าเป็นวัด และเป็นพระสงฆ์ก็ให้เงินบริจาคจำนวนมากบ้าง น้อยบ้างไปโดยทันที โดยอ้างแบบไร้ตรรกะว่าเป็นการทำบุญเพื่อบำรุงพระพุทธศาสนาให้ยั่งยืนสืบต่อไป

ด้วยเพราะเหตุที่คนจำนวนไม่น้อยลุ่มหลงแล้วชอบถวายเงินให้พระสงฆ์และวัด โดยที่ไม่เคยเข้าไปศึกษาและตรวจสอบให้ลึกซึ้งว่า พระสงฆ์นำเงินที่ได้รับบริจาคไปทำกิจอันใดเพื่อเป็นการสืบสานทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาโดยแท้จริงหรือไม่ดังนั้นจึงเท่ากับเป็นการส่งเสริมให้คนใจบาปจำนวนไม่น้อยพากันเข้าไปหากินโดยไม่ชอบอยู่ภายในวัด ด้วยการแปลงร่างตนเองให้มีสภาพเป็นเสมือนพระภิกษุสงฆ์ ทั้งที่จริง ๆ แล้วคนสามานย์เหล่านั้นมิใช่พระภิกษุสงฆ์ผู้เคร่งครัดในหลักพระธรรมวินัยแม้แต่น้อย มิหนำซ้ำยังจงใจละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ

กรณีการฟอกเงินจำนวนมหาศาลที่กลายเป็นคดีความใหญ่โต ซึ่งเกิดขึ้นภายในวัดพระธรรมกายนั้น ถือได้ว่าเป็นปัญหาที่ปรากฏอยู่บนยอดภูเขาน้ำแข็ง เพราะเมื่อพิจารณาให้ถ่องแท้แล้วก็จะพบด้วยว่า มีสภาพปัญหาคล้ายๆ กันนี้เกิดขึ้นในวัดอื่นๆ เป็นจำนวนมากในประเทศไทย เพียงแต่กรณีปัญหาที่เกิดในวัดอื่นๆ ของไทยมิได้มีเงินจำนวนหลายพันล้านเหมือนเช่นคดีความที่เกิดขึ้นในวัดพระธรรมกาย แต่ถึงแม้เรื่องราวการยักย้ายยักยอกเงินบริจาคให้วัดและให้พระสงฆ์ในวัดอื่นๆ จะไม่ได้มีมูลค่ามากมายเหมือนกับคดีที่เกิดในวัดพระธรรมกาย แต่เมื่อรวมเงินบริจาคของทุกวัดทั่วประเทศที่มีปัญหาทำนองนี้แล้ว ก็นับได้ว่ามีจำนวนเงินมหาศาลเช่นกัน

ล่าสุด สาธารณชนที่สนใจเรื่องการยักยอกและฟอกเงินของวัดพระธรรมกายคงได้ทราบแล้วว่ากรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ออกหมายเรียกตัวนายอนันต์ อัศวโภคิน เพื่อรับทราบข้อกล่าวหากรณีสมคบและร่วมกันฟอกเงินคดีสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น มูลค่าความเสียหายประมาณ 13,000 ล้านบาท

ทั้งนี้มีหลักฐานจาก DSI ระบุว่านายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยน คลองจั่น จำกัด นายอนันต์ อัศวโภคิน และพระธัมมชโยมีส่วนเกี่ยวพันกับเหตุอันเชื่อได้ว่าไม่สุจริตในประเด็นนี้ (ติดตามอ่านรายละเอียดได้ในข่าวรายวันเรื่อง DSI ออกหมายเรียกนายอนันต์ อัศวโภคิน รับทราบข้อหาฟอกเงิน ได้จากหนังสือพิมพ์แนวหน้าไทยโพสต์ โพสต์ทูเดย์ และหนังสือพิมพ์รายวันฉบับอื่นๆ)

มีคำถามว่า ทำไมวัดจึงกลายเป็นแหล่งทำมาหากินโดยไม่สุจริตของเหล่ามิจฉาชีพไปได้ และมีคำถามอีกว่า เหตุใดพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยจึงกลายเป็นผู้มีส่วนร่วมในฐานะตัวการหลัก หรือตัวการรอง ในการกระทำเหตุทุจริตผิดกฎหมายขึ้นภายในวัด เรื่องเลวร้ายเช่นนี้เกิดขึ้นได้เพราะพระสงฆ์เป็นตัวการหลัก หรือเป็นเพราะว่าฆราวาสเข้าไปส่งเสริมให้พระสงฆ์กระทำผิด

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พุทธศาสนิกชนทั้งหลายจะต้องเร่งยุติการบริจาคเงินให้วัดและพระสงฆ์ ถึงเวลาแล้วหรือยังที่พุทธศาสนิกชนจะต้องเข้าไปร่วมกันตรวจสอบการใช้เงินบริจาคในวัดต่างๆ วิญญูชนต่างรู้ดีมิใช่หรือว่าเมื่อพระสงฆ์เข้าไปเกี่ยวข้องกับเงินทองแล้ว ความบริสุทธิ์ในพระธรรมวินัยของสงฆ์จะมัวหมอง ถึงเวลาแล้วที่พุทธศาสนิกชนจะต้องช่วยกันชำระล้าง แล้วทำความสะอาดให้วัดทุกแห่งให้ปราศจากเหล่าอลัชชีโล้นชั่ว และฆราวาสสามานย์ที่ร่วมกันบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา

 

หมายเรียกเจ้าสัวธรรมกาย

หมายเรียกเจ้าสัวธรรมกาย

สรุปประเด็น กรณีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เรียกนายอนันต์ อัศวโภคินเจ้าสัวใหญ่ธรรมกาย มารับทราบข้อกล่าวหา “สมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน”

ต่อไปนี้ เป็นการสรุปประเด็นจากข้อมูลที่ดีเอสไอแถลง โดยที่คุณอนันต์ก็ยังเป็นผู้บริสุทธิ์อยู่

1. เป็นคดีพิเศษที่ 10/2560 แยกออกมาอีกหนึ่งคดี

2. สืบเนื่องมาจากการสอบสวนดำเนินคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับการทุจริตภายในสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ความเสียหายรวมประมาณ 13,000 ล้านบาท

ดำเนินการสอบสวนขยายผลถึงขบวนการฉ้อโกงประชาชนรับของโจร และความผิดฐานฟอกเงินที่ได้จากการกระทำความผิดในเรื่องดังกล่าวจำนวนหลายคดี

ในการสอบสวนคดีพิเศษที่ 99/2558 กรณีนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ประธานคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด กับพวกร่วมกันดำเนินการนำเงินของสหกรณ์ฯ ที่ได้มาจากการฉ้อโกงประชาชน ออกจากสหกรณ์ โดยวิธีการที่ผิดระเบียบ ข้อบังคับ และวัตถุประสงค์ของสหกรณ์ฯ

สั่งจ่ายเป็นเช็คของสหกรณ์ฯ จำนวนหลายฉบับ

คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดและสรุปสำนวนการสอบสวนพร้อมความเห็นควรสั่งฟ้องนายศุภชัย กับพวกในความผิดตามตัวกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ต่อพนักงานอัยการสำนักงานคดีพิเศษแล้ว

คดีของนายอนันต์ แตกแขนง ขยายผล ออกมาจากคดีนี้

3. สำหรับคดีพิเศษที่ 99/2558 ก็คือคดีที่มีทนายความของธัมมชโย นายสัมพันธ์ เสริมชีพ ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาด้วยนั่นเอง

พบว่า นายศุภชัย ได้สั่งจ่ายเช็คหลายฉบับ รวมประมาณ 275ล้านบาท เพื่อนำไปซื้อหุ้นทั้งหมด (TAKE OVER) ของบริษัท เอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 จำกัด และเป็นส่วนหนึ่งของค่าซื้อทรัพย์สินที่เป็นที่ดินของบริษัท 3 แปลง

ในจำนวนดังกล่าวมีที่ดินตามโฉนดเลขที่ 31344 เนื้อที่ 46 ไร่3 งาน 56.2 ตารางวา ตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียงวัดพระธรรมกาย รวมอยู่ด้วย

ซื้อในนามสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด

นายศุภชัย ได้ส่งคนของตนเองไปเป็นกรรมการบริษัทดังกล่าว

โดยมีหนังสือกำหนดให้การบริหารจัดการบริษัท อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของสหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น จำกัด ซึ่งนายศุภชัยควบคุมดูแล

4. หลังจากเทคโอเวอร์แล้ว วันที่ 21 ธันวาคม 2554 คณะกรรมการบริษัท ได้มีมติให้นำที่ดินของบริษัท ไปขายเพื่อนำเงินมาชำระหนี้ โดยที่ดินตามโฉนดเลขที่ 31344 เนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 56.2 ตารางวา ได้มีมติขายให้ นายอนันต์ อัศวโภคิน

ทำสัญญาซื้อขาย ณ สำนักงานที่ดินอำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2554 ภายหลังจากที่คณะกรรมการมีมติเพียง 2 วัน

ซื้อขายในราคาไร่ละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 93,781,000 บาท

ขณะที่ราคาประเมินที่ดินขณะนั้น ราคาตารางวาละหนึ่งหมื่นห้าพันบาทคิดเป็นราคาที่ดินประมาณ 281 ล้านบาท มีความแตกต่างและต่ำกว่าราคาประเมินถึง 3 เท่า

อันทำให้บริษัทได้รับความเสียหาย

ไม่ปรากฏหลักฐานการจ่ายเงินจำนวนดังกล่าวให้บริษัท เอ็ม-โฮมเอสพีวี 2 จำกัด แต่อย่างใด

5. ต่อมา นายอนันต์ ได้ขายที่ดินแปลงนี้ต่อให้บุคคลอื่นในราคา 492 ล้านบาทเศษ

นายอนันต์ ได้นำเงินที่ได้จากการขาย จำนวนประมาณ 303 ล้านบาท บริจาคให้กับมูลนิธิคุณยายจันทร์ ขนนกยูง ซึ่งมีพระธัมมชโย เป็นองค์อุปถัมภ์

มูลนิธิดังกล่าวเป็นผู้รับผิดชอบในการก่อสร้างถาวรวัตถุต่างๆ ในบริเวณมูลนิธิวัดพระธรรมกาย รวมถึงอาคารบุญรักษาด้วย

6. คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษยังพบหลักฐานสำคัญว่า นายศุภชัย ศรีศุภอักษร ได้ทำหนังสือฉบับ ลงวันที่ 23 ธันวาคม 2554 อันเป็นวันเดียวกันกับวันที่ไปทำสัญญาซื้อขายที่ดินฯ แสดงเจตนาถวายที่ดินโฉนดเลขที่ 31344 เนื้อที่ 46 ไร่ 3 งาน 56.2 ตารางวา ของบริษัทเอ็มโฮมฯ ให้กับพระธัมมชโย

โดยนายศุภชัย จะเป็นผู้จัดซื้อที่ดินแปลงดังกล่าว และถวายให้พระธัมมชโย โดยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินในนามนายอนันต์ อัศวโภคิน ซึ่งพระธัมมชโยมอบหมายให้เป็นผู้ถือกรรมสิทธิ์แทน โดยมีแต่ลายมือชื่อของผู้อื่นในเอกสาร แต่นายศุภชัย ไม่ได้ลงชื่อ และไม่มีการดำเนินการตามหนังสือฉบับดังกล่าว โดยเป็นการดำเนินการผ่านการขายให้นายอนันต์ แทน

กรณีดังกล่าว คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษพิจารณาแล้วเห็นว่ามีพยานหลักฐานตามสมควรว่าอาจเป็นความผิดฐาน “สมคบกันและร่วมกันฟอกเงิน” จึงแยกการสอบสวนเป็นอีกคดีหนึ่ง ตามคดีพิเศษที่ 10/2560

พนักงานสอบสวนคดีพิเศษและพนักงานอัยการได้มีมติร่วมกันให้เรียกตัวนายอนันต์ อัศวโภคิน มารับทราบข้อกล่าวหาที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ

7. เพิ่มเติมข้อมูล คือ ส่วนที่ดินแปลงอื่นๆ นั้น ก็มีการขายให้ใครต่อใคร

ดังปรากฏเอกสารรายงานการประชุมประจำปี 2554 ของบริษัทเอ็ม-โฮม เอสพีวี 2 ในวันที่ 21 ธันวาคม 2554 รายงานว่า บริษัททำการแบ่งแยกโฉนดออกจำหน่ายไว้เพื่อนำเงินมาชำระหนี้ตามสัญญา โดยรายชื่อผู้ซื้อส่วนใหญ่เป็นศิษย์วัดพระธรรมกาย ดังนี้

1. ที่ดินโฉนดหมายเลข 161409-161415 รวม 7 โฉนด เนื้อที่50 ไร่ ทำสัญญาขายที่ดินให้กับ บริษัท พี เอส แมนแลนด์ จำกัด ราคาไร่ละ 5.5 ล้านบาท คิดเป็นจำนวนเงิน 275 ล้านบาท

2. ที่ดินโฉนดหมายเลข 161420 เนื้อที่ดิน 7 ไร่ 2 งาน ทำสัญญาขายให้กับนายวันชัย ทองสุวรรณ์ คิดเป็นจำนวนเงินรวม 42.2 ล้านบาท

3. ที่ดินโฉนดหมายเลข 161419 เนื้อที่ดิน 7 ไร่ 2 งาน ทำสัญญาขายที่ดินให้กับ นางมณฑิกา ลีลากุลเศรษฐ์, นางวงดี สมบัติพาณิชย์ และนายพิชัย แซ่อึ้ง ราคาไร่ละ 6 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 45 ล้านบาท

4. ที่ดินโฉนดหมายเลข 161421-161423 รวม 3 โฉนด เนื้อที่ดิน 22 ไร่ 2 งาน ทำสัญญาขายที่ดินให้กับ บริษัทเสนาดีเวลลอปเมนท์ และบริษัทบ้านร่วมทางฝัน ราคาไร่ละ 5.9 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 133.8 ล้านบาท

5. ที่ดินโฉนดหมายเลข 161424 เนื้อที่ดิน 12 ไร่ 1 งาน ทำสัญญาขายที่ดินให้กับ นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ ราคาไร่ละ 6 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 73.9 ล้านบาท

6. ที่ดินโฉนดหมายเลข 161425, 161426 เนื้อที่ดิน 10 ไร่ทำสัญญาขายที่ดินให้กับ นางสรีระเพ็ญ โอทกานนท์ และนายบุญย์ธนิสร์โอทกานนท์ ราคาไร่ละ 6 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 73.9 ล้านบาท

7. ที่ดินโฉนดหมายเลข 161428 เนื้อที่ดิน 1 ไร่ 2 งานทำสัญญาขายที่ดินให้กับ นายปกรณ์ หยั่งสายชล นายพินัย ปฐมพรวิวัฒน์ และนายชาญวิทย์ หิรัญอัศว์ ราคาไร่ละ 2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 3.2ล้านบาท

และ 8. ที่ดินโฉนดหมายเลข 31344 เนื้อที่ดิน 46 ไร่ 3 งาน 56.2 ตารางวา ทำสัญญาขายที่ดินให้กับนายอนันต์ อัศวโภคิน ประธานและกรรมการผู้จัดการ บริษัท แลนด์แอนด์เฮ้าส์ จำกัด ในราคาไร่ละ2 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 93.8 ล้านบาท อันเป็นที่มาของคดีล่าสุดนี้

สารส้ม

รองปลัดฯยธ.แจงไม่มีนโยบายเลิกจ้างลูกจ้างชั่วคราว

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 09.56 น.
 

19 พ.ค.60 เมื่อเวลา 23.00 น. วานนี้ (18 พ.ค.) นายธวัชชัย ไทยเขียว รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะโฆษกกระทรวงยุติธรรมได้ส่งข้อความผ่านไลน์สื่อมวลชน ถึงวิกฤตการเลิกจ้างลูกจ้างในสังกัดกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรมไม่มีนโยบายเลิกจ้างลูกจ้าง โดยระบุว่า

ปกติกระทรวงยุติธรรมจะมีเงินเสริมงบประมาณจากดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางที่คู่ความนำมาวางไว้ที่กรมบังคับคดีที่นำไปฝากไว้กับธนาคาร ซึ่งกระทรวงการคลังอนุญาตให้กระทรวงยุติธรรมนำไปใช้เสริมงบประมาณได้ โดยให้กำหนดเป็นระเบียบการใช้จ่ายเงินดอกเบี้ย อันเกิดจากเงินกลางของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงยุติธรรม พ.ศ.2526 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยให้ส่งเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางจำนวนร้อยละ 10 ของยอดเงินดอกเบี้ยคงเหลือทุกสิ้นเดือนมีนาคมและสิ้นเดือนกันยายนของทุกปีเป็นรายได้แผ่นดินโดยให้นำส่งภายใน 60 วันนับแต่วันสิ้นเดือนนั้นๆ

นับแต่นั้นเป็นต้นมากระทรวงยุติธรรมก็จะได้รับการจัดสรรงบประมาณไม่เป็นไปตามจริงตามภารกิจปกติและภารกิจที่เพิ่มขึ้นของกระทรวงยุติธรรม แต่จะสามารถใช้เงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลาง เพื่อเสริมงบประมาณตลอดมา ตั้งแต่เพื่อการปลูกสร้างซ่อมแซมหรือต่อเติมอาคารสถานที่ราชการ การขออนุมัติซื้อครุภัณฑ์ต่างๆ รวมถึงการจ้างลูกจ้างชั่วคราวหรือการจ้างเหมาบริการ โดยที่ส่วนราชการต่างๆในสังกัดต้องมีหนังสือหรือบันทึกขอใช้จ่ายเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางตามแบบบัญชีประมาณการรายจ่าย พร้อมด้วยบันทึกชี้แจงเหตุผลความจำเป็นและรายละเอียดต่างๆ ประกอบ โดยเฉพาะต้องเป็นรายการจำเป็นที่ได้ของบประมาณมาแล้วแต่ไม่ได้รับการจัดสรร เพื่อให้กระทรวงยุติธรรมพิจารณา โดยจะมีคณะอนุกรรมการกลั่นกรองที่เป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านพิจารณาในเบื้องต้นก่อนที่จะเสนอคณะกรรมการดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้พิจารณาในลำดับสุดท้าย เว้นแต่กรณีที่เป็นนโยบายสำคัญที่มีความจำเป็นเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ราชการก็ให้ปลัดกระทรวงยุติธรรมเป็นผู้มีอำนาจอนุมัติได้เลย แต่ต้องมีการแจ้งให้คณะกรรมการฯ ทราบในโอกาสต่อไป ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดต้องดำเนินการภายใต้ระเบียบราชการเหมือนการใช้งบประมาณปกติ

สำหรับอัตรากำลังลูกจ้างที่มีการขอให้เงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางนั้นเป็นภารกิจจำเป็นที่ไม่ได้รับการสนับสนุนอัตราข้าราชการและพนักงานราชการอันเนื่องมาจากมาตรการจำกัดอัตรากำลังภาครัฐ เช่น การขยายหน่วยงานตามการเปิดศาลใหม่ การฟื้นฟูกิจการลูกหนี้ของสถาบันการเงินต่างๆ อาทิ สหกรณ์เครดิตยูเนียนคลองจั่น หรือ SME ปริมาณที่เพิ่มขึ้นเพราะขยายอัตราโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 56 ที่ศาลให้รอลงอาญาและคุมประพฤติจากอัตราโทษไม่เกิน 3 ปี เป็น 5 ปี หรือการนำมาตรการควบคุมทางอิเล็กทรอนิกส์หรือ EM มาใช้ในงานคุมประพฤติ การปฏิบัติตามคำสั่ง คสช. เรื่อง การควบคุมสถานบันเทิงและเด็กแว้นของกรมพินิจฯ การแก้ปัญหาการอำนวยความยุติธรรมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำให้คนจนคนด้อยโอกาส แก้ปัญหาคนจนนอนคุก คนรวยนอนบ้าน ปัญหาตีนโรงตีนศาล ปัญหาเหยื่ออาชญากรรม โดยกองทุนยุติธรรมและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ และอื่นๆ โดยผ่านสำนักงานยุติธรรมจังหวัดที่ปัจจุบันไม่มีอัตรากำลังราชการเลยใน 57 จังหวัด และ 2 สาขา

จากความจำเป็นดังกล่าว จึงจำเป็นต้องใช้เงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางไปจ้างลูกจ้างชั่วคราวและจ้างเหมาบริการทั้งหมดรวม 8 หน่วยงาน จำนวน 2,777 อัตรา รวมเป็นเงิน 454,1750 ล้านบาทต่อปี

แต่เนื่องจากนโยบายของกระทรวงยุติธรรมต้องการเร่งรัดให้กรมบังคับคดีขายทอดตลาดและคืนเงินแก่คู่ความด้วยความรวดเร็ว และปฏิรูปการขายทอดตลาดใหม่โดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ เข้ามาดำเนินการ เพื่อต้องการให้เงินและสินทรัพย์ที่มีอยู่ในความดูแลไปกระตุ้นเศรษฐกิจ จึงทำให้มียอดการขายแต่ละปีสูงนับแสนล้านบาท ส่งผลทำให้ดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางลดลงโดยระบบดังกล่าว ประกอบกับรัฐบาลมีนโยบายที่ต้องการใช้ National e-payments ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์ จึงทำให้จะไม่มีเงินกลางของคู่ความไปวางที่กรมบังคับคดีอีกต่อไป นั่นจึงหมายความว่าในอนาคตจะไม่มีเงินดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางอีกต่อไป

แนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว กระทรวงยุติธรรม จึงได้นำอัตราทั้งหมดที่ใช้ดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางไปทำเป็นคำขอตั้งงบประมาณประจำปี พ.ศ.2560 ซึ่งขณะนี้ทราบแล้วว่าไม่ได้รับการจัดสรรตามที่ขอ ฉะนั้น จำนวนลูกจ้างชั่วคราวและจ้างเหมาบริการทั้งหมดในปีงบประมาณ 2560 ของกระทรวงยุติธรรมจึงอาจไม่ได้รับการจ้างต่อไป ก็จะส่งผลกระทบต่อประชาชนที่ต้องไปขอรับบริการจากส่วนราชการต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น

กระทรวงยุติธรรมตระหนักถึงปัญหาดังกล่าวเป็นอย่างดี ซึ่งในส่วนของสำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมจึงได้ขออัตรากำลังข้าราชการหรือพนักงานราชการ โดยเฉพาะในสำนักงานยุติธรรมจังหวัดไปยังสำนักงาน กพร. และ กพ. ขณะที่ส่วนราชการอื่นๆ ก็ทำคู่ขนานไปด้วยเช่นกัน  พร้อมทั้งได้ทำหนังสือถึงกรมบัญชีกลางเพื่อขอชะลอการใช้ระบบ National e-payments ในส่วนของกระทรวงยุติธรรมไปพลางก่อนจนกว่ากระทรวงยุติธรรม สำนักงบประมาณ สำนักงาน กพร. และสำนักงาน กพ. จะได้หาข้อยุติร่วมกันได้

อนึ่ง หากได้รับการยกเว้นการเข้าระบบ National e-payments และดอกเบี้ยอันเกิดจากเงินกลางเหลือน้อยลง การใช้เงินดอกเบี้ยดังกล่าวเสริมงบประมาณ หากต้องเลือกระหว่างการจ้างลูกจ้างจำนวนดังกล่าวข้างต้นกับการนำไปเสริมด้านอื่นๆ แล้ว กระทรวงยุติธรรมก็จะเลือกที่จะใช้จ้างลูกจ้างไว้ก่อน เพราะกระทบต่อการบริการประชาชนโดยตรง ส่วนงบบริหารอื่นก็ต้องของบประมาณปกติต่อไป

ตกใจ!เจอด่านทหารเผ่นหนี ทิ้งยาบ้า1.5แสนเม็ด

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 10.51 น.
 

19 พ.ค.2560 ผู้สื่อข่าวข่าวรายงานจากจังหวัดเชียงรายว่า เมื่อกลางดึกที่ผ่านมา พ.อ. กิดากร จันทรา ผบ.ฉก.ม.3 กองกำลังผาเมือง พ.อ.อดุลย์ ลอยฟ้า ผบ.ฉก.ทพ.31 กองกำลังผาเมือง มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ทหารร้อย ทพ.3105 ฉก.ทพ.31 จัดชุดกำลังพลไปทำการตั้งจุดตรวจจุดสกัดกั้นชั่วคราว บนถนนสายบ้านปางมะหัน ม.8 และหมู่บ้านม้งเก้าหลัง ม.9 ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย ชายแดนไทย-เมียนมาเพื่อสกัดกั้นการลักลอบขนยาเสพติดเข้าสู่ชั้นในของประเทศ

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบรถจักรยานยนต์ 1 คัน ขับลงมาจากภูเขาตามเส้นทางสายดังกล่าว มีผู้ขับขี่รถลงมาก่อนถึงด่านตรวจของเจ้าหน้าที่ คาดว่าคนขับคงจะเห็นกลุ่มเจ้าหน้าที่ จึงได้รีบเลี้ยวกลับรถไปทางเดิม และทิ้งกระสอบฟางสีรุ้ง จำนวน 1 ใบ ไปที่พงหญ้าข้างทาง ก่อนจะอาศัยความมืดและความชำนาญในพื้นที่ ขับขี่รถหลบหนีไปได้

เจ้าหน้าที่จึงเข้าไปตรวจสอบที่กระสอบฟางใบดังกล่าว ปรากฎว่าภายในบรรจุห่อยาบ้าอยู่เต็มนับได้รวมจำนวน 150,000 เม็ด เจ้าหน้าที่จึงตรวจยึดไว้เป็นหลักฐาน และนำส่งพนักงานสอบสวน สภ.แม่ฟ้าหลวง เพื่อดำเนินการขยายผลตามกฎหมายต่อไป

 

บุกบ้านกลางสวนยางตรัง ยึดยาบ้า4ล้านเม็ด ขนจากเหนือลงใต้

วันศุกร์ ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 08.46 น.
 

19 พ.ค.60 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ เวลา 23.00 น เจ้าหน้าที่เจ้าหน้าที่ป้องกันและปราบปรามยาเสพติด  (ปปส.) ได้สะกดรอยติดตามขบวนการลำเลียงยาเสพติด จากภาคเหนือของประเทศไทยลงสู่พื้นที่ภาคใต้ โดยเจ้าหน้าที่ ปปส. ตำรวจปราบปรามยาเสพติด , ตำรวจภูธรจังหวัดตรัง ได้สนธิกำลังกว่า 100 นาย เข้าทำการตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งภายในสวนยางพารา พื้นที่บ้านห้วยลึก หมู่ที่ 5 ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง พบรถกระบะนิสสัน ทะเบียน ถอ 2634 กรุงเทพ  ต่อเติมรั้วสำหรับบรรทุกสิ่งของ ผักผลไม้ พร้อมด้วยผู้ต้องสงสัยเป็นชายที่ขับรถยนต์คันดังกล่าว  

เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นในบ้าน และทำการสอบสวนชายที่ขับรถยนต์กระบะจนรับสารภาพว่า มีการซุกซ่อนยาบ้าที่บรรจุใส่กระสอบที่ลำเลียงมาจากภาคเหนือจำนวน 20 สอบ รวมจำนวน 4 ล้านเม็ด อยู่ในป่าสวนยางติดภูเขา เจ้าหน้าที่จึงช่วยกันแบกยาเสพติดทั้งหมด ขึ้นรถยนต์กระบะของผู้ต้องหา พร้อมทั้งทำการจับกุม นายฤทธิชัย หรืออู๊ด ทองผึ้ง อายุ 30 ปี ชาว อ.ปลายพญา จ.กระบี่  พร้อมพวกเป็นชายอีก 1 คน และหญิงอีก 1 คน ไม่ทราบชื่อ

และนำไปควบคุมตัวที่ สภ.นาโยง โดยลงบันทึกประจำวัน และเจ้าหน้าที่จะนำผู้ต้องหาทั้งหมดเดินทางเข้ากรุงเทพเพื่อแถลงข่าว และจะเข้าตรวจค้นพื้นที่อย่างละเอียดแบบปูพรมอีกครั้งในช่วงเช้าของวันนี้ ส่วนยาบ้าจำนวน 4 ล้านเม็ด ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้บรรทุกใส่รถกระบะเพื่อนำไปแถลงข่าวที่กรุงเทพแล้วในคืนนี้ และรายละเอียดอื่นๆเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติหน้าที่ ไม่ยอมเปิดเผยรายละเอียดและไม่ให้บันทึกภาพใดๆกับผู้สื่อข่าว 

ล่าสุด นายศิริพัฒ พัฒกุล ผู้ว่าราชการจังหวัดตรัง ให้สัมภาณษ์ถึงเรื่องดังกล่าวว่า ตนได้รับรายงานจากกำนันผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ว่าหลังจากที่ ทางปปส.กับตำรวจร่วมกันจับ ซึ่งเป็นช่องทางลักลอบลำเลียงมาจากทางภาคเหนือ ภาคอีสาน ก่อนที่จะลงไปสู่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งผู้ลักลอบมีความกลัวว่ามีการผ่านด่านการตรวจค้นเยอะ จึงต้องอาศัยจุดพักยา จึงเลือกจุดที่เป็นรอยต่อระหว่างจังหวัดตรัง-พัทลุง ภายในเชิงเขาเทือกเขาบรรทัด หมู่ 5 ต.ช่อง อ.นาโยง จ.ตรัง แต่ก่อนหน้านี้ผู้กระทำความผิดคงมีการจัดวางสายว่าบริเวณด่านจุดตรวจมีเจ้าหน้าที่หรือเปล่า ถ้าไม่มีก็มีการขนย้ายกันต่อไป

นายศิริพัฒ กล่าวอีกว่า  ดังนั้นทางเจ้าหน้าที่จะต้องทันเกมกัน และให้เครดิสกับทาง ปปส.ที่ได้เกาะติดขบวนการนี้มาอย่างต่อเนื่อง เมื่อถึงเวลาทางจังหวัดก็ต้องลงไปช่วย เนื่องจากความชำนาญในพื้นที่ต่างกัน ตนเองได้กำชับกำนันผู้ใหญ่บ้านไปแล้ว เนื่องจากอำเภอนาโยงเป็นพื้นที่พักยาที่ทางอำเภอและตำรวจทราบดี ก่อนหน้านี้เคยจับได้ 8 หมื่นเม็ด ทางท้องที่อำเภอนาโยงรับทราบรับรู้และเป็นหูเป็นตากันอยู่  แต่ครั้งนี้เป็นเรื่องสดๆร้อนๆยังไม่ทันได้มีการขนย้ายแต่กลับมาโดนจับเสียก่อน

“ส่วนที่จะเป็นสถานที่พักยารายใหญ่ในพื้นที่หรือไม่นั้นก็ต้องมีการขยายผลต่อไป ก็ไม่กล้าพูดว่าจริงเท็จแค่ไหน แต่ผมเชื่อว่ามีเค้าอยู่แล้วว่าบริเวณพื้นที่อำเภอนาโยงเป็นแหล่งพักยาแต่ว่ายังจับไม่ได้สักที แต่ครั้งนี้ชัดเจนจับได้คาหนังคาเขา จับได้คาที่ คาบ้าน ถ้าปล่อยให้มีการจับกันที่ด่านหรือที่อื่น ก็จะไม่ทราบว่าบ้านไหนของอำเภอนาโยง อย่างไรก็ตาม ยังมีพื้นที่อำเภอรัษฎา อีกแห่งหนึ่งที่สืบทราบว่าเป็นแหล่งพักยา” นายศิริพัฒ กล่าว

 

 

 

'น้องเบลล์ มิสแกรนด์สระบุรี'ลูกแม่'แก้ว อภิรดี'อวดหุ่นแซบขึ้นแท่นตัวเต็ง

วันพฤหัสบดี ที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2560, 11.17 น.
 

ความสวยความแซบบอกเลยว่าได้แม่มาเต็มๆ สำหรับ 'น้องเบลล์ เลลาณี' ลูกสาวสุดสวยของ 'แก้ว อภิรดี' ที่เพิ่งคว้ามงฯ มิสแกรนด์สระบุรีมาได้สำเร็จ งานนี้ทางแม่แก้ว และสไตลิสต์ เลยต้องติวหนัก ด้วยออกแบบชุดให้สวยเป๊ะปังทุกชุด โดยเฉพาะคุณแม่ที่ขอมาเป็นเทรนเนอร์ดูแลรูปร่างของลูกสาวให้เป๊ะๆ ทุกองศา ก่อนจะประกวดในรอบตัดเชือกมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017  

เตรียมตัวหนักแบบนี้บอกเลยว่าไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง ยิ่งเรื่องการดูแลรูปร่างให้สวยแซบเผ็ดพริก10เม็ดตั้งแต่หัวจรดเท้า เป็นงานถนัดของแม่แก้วบอกเรื่องหมูๆ สบายมาก เลยทำให้ภาพ'น้องเบลล์'ในชุดว่ายน้ำที่ออกมาเป๊ะเว่อร์ งานนี้เห็นแล้วต้องยกป้าย 10 10 10 ให้หนุ่มๆ เห็นแล้วเป็นอันว่าต้องกลืนน้ำลาย เห็นแบบนี้ 'น้องเบลล์'ก็ขึ้นแท่นตัวเต็งมิสแกรนด์ไทยแลนด์ 2017ไปโดยปริยาย

 

...............................................................

19 พฤษภาคม 2560

 

 

 

 

 

 

 



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน