• นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 3956
  • จำนวนผู้ชม : 2926449
  • จำนวนผู้โหวต : 1609
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1609 คน
<< มิถุนายน 2017 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 325 , 10:57:18 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน สิงห์นอกระบบ โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         วันนี้แล้วที่ศาลอาญา นัด 6 แกนนำพธม. แต่ขณะนี้ยังไม่มีรายงานข่าวคำพิพากษา เราจึงได้แต่เอาใจช่วย

ให้หนักเป็นเบา และถ้าเป็นเพียงโทษเบาบางก็ขอให้ศาลท่านปรานีด้วยเถิด

 

แนวหน้า

ศาลนัดฟังคำพิพากษา คดีแกนนำพธม.บุกทำเนียบ

 
วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 09.53 น.
 
 
19มิ.ย. 60  เวลา 09.00 น. ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก นัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ คดีแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) บุกรุกทำเนียบรัฐบาลปี 2551 หมายเลขดำ อ.4925/2555 ที่พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง อายุ 82 ปี, นายสนธิ ลิ้มทองกุล อายุ 69 ปี, นายพิภพ ธงไชย อายุ 71 ปี, นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ อายุ 67 ปี นายสมศักดิ์ โกศัยสุข อายุ 71 ปี อดีตแกนนำ พธม. และ นายสุริยะใส กตะศิลา อายุ 44 ปี อดีตผู้ประสานงานพธม. เป็นจำเลยที่ 1-6 ในความผิดฐานร่วมกันบุกรุกโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 358,362,365
 
 
 

ชมรมนักข่าว(ITPC) ร่วมกับ  กสทช.  เอสไอเอส  ดีแทค และทรู เปิดเวทีเสวนา "ค่ายมือถือ ยึดหัวหาด  IoT"  ด้านกสทช. เผยผลสำรวจตลาด IoT คาดเงินสะพัด 34,000 ล้านบาท ส่วนกรรมการ คุ้มครองผู้บริโภคชี้พฤติกรรมประชาชนใช้งาน IoT เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน  ฝั่งโอปอเรเตอร์ต่อยอดการใช้งานสู่ภาคอุตสาหกรรม ภายในงานนายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกสทช. เป็นประธานเปิดงานเสวนาจิบน้ำชาครั้งที่ 1/2560 “ค่ายมือถือ ยึดหัวหาด IoT” จัดโดย ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ (ITPC)  สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย

นายฐากร  กล่าวว่า เป็นที่ทราบกันดีว่าในยุคปัจจุบันเทคโนโลยีการสื่อสารมีการพัฒนา และเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอด จากการเป็นเครื่องมือหนึ่งให้คนใช้สื่อสารกัน จนกลายมาเป็นเครื่องมือที่สื่อสารกันเองโดยไม่ต้องใช้คนอีกต่อไป เกิดรูปแบบใหม่ในการทำธุรกิจผ่านระบบ Internet of Things หรือ IoT จากข้อมูลสถิติของบริษัท IBM พบว่าปัจจุบันมีอุปกรณ์ IoT ที่เชื่อมต่อกันกว่า 13,000 ล้านชิ้น และคาดการณ์ว่าภายในปี 2562 การใช้งานอุปกรณ์ IoT ในหลายภาคส่วนจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้เศรษฐกิจโลกถึง 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ คิดเป็นประมาณร้อยละ 10 ของ GDP ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับหนึ่งของโลก

สำหรับสถานการณ์ IoT  ในประเทศไทยมีการคาดการณ์โดยบริษัท Frost & Sullivan ว่าอาจสร้างเม็ดเงินประมาณ 34,000 ล้านบาทได้ในอีก 3  ปีข้างหน้า หรือในปี 2563 ด้วยการเจริญเติบโตของการใช้งานที่สูงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี และในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ระบบ Sensor เชื่อมโยงผ่านอินเตอร์เน็ตในการติดตามแต่ละขั้นตอนและแต่ละชิ้นส่วนในสายการผลิต อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใช้ระบบ Sensor IoT สื่อสารแบบอัตโนมัติกับระบบรอบตัวรถเพื่อการนำทางและควบคุมโดยไม่ใช้คน และอุตสาหกรรมเกษตรที่สามารถประมวลผลข้อมูลสภาพดินและความชื้นจาก Sensor แบบอัตโนมัติผ่านระบบ IoT พร้อมคำนวณอัตราส่วนปุ๋ยและน้ำที่เหมาะสมกับระยะเวลาเก็บเกี่ยวที่ต้องการ เป็นต้น

ทั้งนี้จะเห็นว่าการใช้งาน IoT จะเกิดประโยชน์อย่างกว้างขวางและจะมีการใช้งานใช้งานสูงขึ้นในประเทศไทย สำนักงาน กสทช. จึงได้เตรียมความพร้อมรองรับบริการ IoT ในประเทศไทยด้วยการวางรากฐานการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตทั้งแบบไร้สายและแบบมีสาย แบบไร้สาย สำนักงาน กสทช. ได้จัดสรรคลื่นความถี่ย่าน 2100 MHz 1800 MHz และ 900 MHz เพื่อสนับสนุนบริการ 3G และ 4G ทำให้ประเทศไทยมีคลื่นความถี่รวมสำหรับกิจการโทรคมนาคมในปัจจุบันเท่ากับ 420 MHz นอกจากนั้น ยังมีแผนที่จะจัดสรรเพิ่มเติมอีก 380 MHz ในปี 2563 ซึ่งจะเพียงพอต่อการใช้งานตามคำแนะนำของ ITU ในส่วนของการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตทางสาย สำนักงาน กสทช.ดำเนินการติดตั้งอินเตอร์เน็ตความเร็วสูงทั่วประเทศผ่านโครงการ USO ซึ่งมีเป้าหมาย 19,652 หมู่บ้าน โดยสำเร็จแล้ว 3,920 หมู่บ้านและคาดว่ากลางปี 2561 จะแล้วเสร็จทั้งหมด เมื่อรวมกับส่วนที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมรับผิดชอบอีก 24,700 หมู่บ้านแล้ว จะสร้างการเข้าถึงอินเตอร์เน็ต Broadband ทางสายได้ทั่วประเทศ และเมื่อรวมกับบริการ 3G และ 4G ที่ครอบคลุมทุกจังหวัดแล้วในปัจจุบันทำให้ประเทศไทยมีความพร้อมสำหรับบริการ IoT ภายในปีหน้าอย่างแน่นอน

น.พ.ประวิทย์  ลี่สถาพรวงศา  กรรมการ กสทช. ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ไม่กี่ปีมานี้ประชาชนทั่วไปก็ใช้งาน  IoT โดยที่ไม่รู้ตัว เช่น สมาร์ททีวีถือเป็นอุปกรณ์ที่สื่อสารผ่านอินเทอร์เน็ต และเริ่มมีการใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ใช้ในเรื่องการแพทย์ มีทั้งส่วนที่ใช้สายและไม่ใช้สาย ปัจจุบันดีไวซ์หลายตัวมีทั้งการใช้งานแบบเคลื่อนที่และไม่เคลื่อนที่ เช่น รถขับเคลื่อนอัตโนมัติก็ใช้ระบบไร้สาย ดังนั้นในเรื่องของคลื่นความถี่เพื่อนำมาให้บริการจึงสำคัญ โดยในอนาคตจะระดับ 3-5 หมื่นล้านชิ้นทั่วโลก กสทช.จะต้องจัดสรรคลื่นความถี่เพื่อรองรับการใช้งาน ดังนั้น การใช้เทคโนโลยี 5จี จะตอบโจทย์การใช้งานไอโอทีได้อย่างดี

อย่างไรก็ตาม ผู้ให้บริการต่างพัฒนาไอโอทีเพื่อให้บริการเชิงพาณิชย์ในทุกกลุ่มอุตสาหกรรม อาทิ สมาร์ทมิเตอร์ ที่ไม่ต้องใช้คนเพื่อจดมิเตอร์ ระบบการจราจร ไฟอัจฉริยะ ในส่วนของภาคการเกษตรนั้น ไอโอทีจะวัดคุณภาพน้ำและบอกหมดทุกอย่าง เป็นต้น  ซึ่งอีก 20 ปีข้างหน้าการใช้รถจะไม่ต้องมีคนขับ เป็นต้น กสทช.จะต้องดูว่าคลื่นไหนว่างบ้างเพื่อจัดสรรให้ตรงกับธุรกิจ เพื่อตอบรับกับการใช้งานของทุกกลุ่มอุตสากรรม และที่สำคัญต้องเน้นเรื่องระดับสากล ประเทศไทยไม่ใช่ประเทศมหาอำนาจในเรื่องของเทคโนโลยี ประเทศไทยจึงต้องยึดมาตรฐานโลกเช่นกัน

นอกจากนี้ ในส่วนของการโจมตี ที่ผ่านมาเราจะเห็นข่าวเกี่ยวกับ ไวรัส วอนนาคราย จะเป็นการโจมตีระบบคอมพิวเตอร์ ถือว่ายังสามารถแก้ปัญหาได้ไม่ยาก แต่หากมาโจมตีระบบการใช้งานไอโอทีจะวุ่นวายมากกว่านี้ เพราะถ้าในครัวเรือนมีอุปกรณ์ไอโอทีในบ้านเป็น  10-20 ชิ้น ผู้ใช้งานจะไม่ชอบที่จะไม่อัพเดท ดังนั้น ผู้ผลิตจะต้องดูในเรื่องของระบบป้องกันด้วย เพราะถ้าสามารถเจาะข้อมูลได้ตัวนึงก็จะเจาะได้หมด  ซึ่งในส่วนของความรับผิดชอบนั้น ผู้ผลิตจะเป็นผู้รับผิดชอบ กสทช. จะกำกับในเรื่องของการให้ใบอนุญาต ต้องดูแลเรื่องโครงสร้างพื้นฐานและการสร้างความรู้แก่ผู้ใช้งาน

“อินเทอร์เน็ตไม่ได้ออกแบบมาเพื่อความปลอดภัย แต่ออกแบบเพื่อการสื่อสาร พอมาถูกใช้ในคนทั่วโลกจึงมีช่องโหว่ ซึ่งทุกอุตสาหกรรมต้องออกแบบตั้งแต่ต้นโดยเฉพาะความปลอดภัย ส่วนเน็ตเวิร์คโพรไวร์เดอร์ต่างๆ ต้องดูแลความปลอดภัยโครงข่าย เราจะเห็นว่าคนเชื่อมต่อกันมากขึ้น เชื่อว่าเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึงเรื่อยๆ และหลายฝ่ายก็คงจะคำนึงถึงเรื่องความปลอดภัยในการใช้งานไอโอทีแน่นอน ซึ่งสมัยก่อนใช้คอมพิวเตอร์ พอโดนไวรัสก็ไม่ได้ไปร้องฟ้องใคร แต่มาไอโอที เป็นเรื่องที่ต้องถกเถียงกัน จะมีกฏหมายระบุว่าเกิดจากตัวสินค้า ความเชื่อมโยงและความพิสูจน์มันซับซ้อนกว่าการใช้พัดลมธรรมดา สุดท้ายระบบประกันภัยจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้”

นายวีรวัฒน์  เกียรติพงษ์ถาวร  หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส กล่าวว่า ประเทศไทยใช้ไอโอทีมานานแล้ว เช่น เอทีเอ็ม ส่วนเอไอเอส มีไลเซ่นส์แบรนด์อยู่แล้ว สามารถให้บริการในพื้นที่ไกลผ่านคลื่นความถี่ 900 MHz นอกจากนี้ สิ่งที่สำคัญคือดีไวซ์ ที่ปัจจุบันจีนผลิตมาจำนวนมาก แต่ประเทศไทยยังน้อย สิ่งสำคัญคือการผลักดันให้มีการผลิตดีไวซ์ขึ้นมาในไทย รัฐบาลต้องส่งเสริมสตาร์ทอัพในไทย เพราะนอกจากขายในไทยแล้วยังขายได้ทั่วโลก ซึ่งหากดีไวซ์แมกเกอร์ของประเทศไทยสามารถผลิตมาได้ก็สามารถผลิตไปทั่วโลก ต่อไปอุปกรณ์รองรับไอโอทีจะมากกว่าจำนวนผู้ใช้ โดยเทรนด์ต่อไปประเทศไทยจะนำไอโอทีมาใช้ในทางการแพทย์ การเกษตร เป็นต้น

นายธีรพันธุ์  ศิริสุนทรไพบูลย์  ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ B2B บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ ดีแทค กล่าวว่า ดีแทคได้นำไอโอทีมาใช้เพื่อการเกษตรในโครงการดีแทค ฟาร์มแม่นยำ โดยนำข้อมูลไปประมวลผล สิ่งที่ดีแทคมองคือกลไกลหลักคือการสร้างพาสเนอร์ชิฟ สร้างโมเดลขึ้นมาแล้วจะขับเคลื่อนโมเดลอย่างไร ซึ่งดีแทคเน้นในเรื่องของทำอย่างไรให้เขานำไอโอทีไปใช้ในด้านธุรกิจให้ประสบความสำเร็จอย่างไร นอกจากนี้ ความเสถียรของการเชื่อมต่อสำคัญมาก การดูแลซิมการ์ดต่างๆ และสุดท้ายคือเรื่องของบริการหลังการขาย ทีมงานต้องสามารถช่วยวิเคราะห์ปัญหาได้ทันที ทั้งนี้ ในฝั่งเอเซียจะเห็นการนำไอโอทีไปใช้เยอะในด้านของโลจิสติกส์ ถ้ามองในภูมิภาคจะเห็นเรื่องทรานฟอร์เมชั่น การใช้ไอโอทีไปจับกลุ่มธุรกิจเคลื่อนที่ ออโตมิติก กับสมาร์ทซิตี้

นายสรรเสริญ สมัยสุต กรรมการผู้จัดการ บริษัท ทรู ดิจิตอล แอนด์ มีเดีย แพลตฟอร์ม จำกัด กล่าวว่า ไอโอทียังเป็นเรื่องใหม่ในตลาด การเข้าสู่ยุคไอโอที ไม่ได้เปลี่ยนเทคโนโลยีแต่เป็นการส่งถ่ายการใช้ไอทีเป็นดิจิตอล ไม่ได้เกิดจากผู้ให้บริการอย่างเดียว ภาคการผลิตก็แข่งขันกันสูง ฝั่งเน็ตเวิร์คถ้าภาครัฐสนับสนุนโครงข่าย ธุรกิจไอโอทีราคาก็ต้องต่ำด้วย ที่ผ่านมาก็จับมือซูโลชั่นผู้นำระดับโลก โดยทดลองกับซีพีกรุ๊ปก่อน เช่น สมาร์ทฟาร์มก็ใช้ทั้งหมดครอบคลุม ทั้งนี้ ต้องดูว่าการใช้ดิจิตอลนั้นคุ้มทุนแค่ไหน แต่ในความเป็นจริง แต่ละธุรกิจจะเอาเทคโนโลยีมาใช้ต้องเน้นเรื่องความคุ้มทุน เพราะเอสเอ็มอีขนาดเล็กไม่มีเงินที่จะสร้าง บริษัทใหญ่ต้องทำให้เห็นก่อน

 

‘ฐากร’ชี้อีก3ปีตลาด ‘IoT’เงินสะพัด3.4หมื่นล.

วันศุกร์ ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
 

เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2560 ชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ(ITPC) ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.)บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอสไอเอส, บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น หรือ ดีแทค และบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น เปิดเวทีเสวนา “ค่ายมือถือ ยึดหัวหาด IoT”

นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการ กสทช.กล่าวว่า ในอนาคตจะเกิดธุรกิจรูปแบบใหม่ในการทำธุรกิจผ่านระบบอินเตอร์เนตในทุกสิ่งหรือ Internet of Things หรือ IoT โดยจากข้อมูลสถิติ ของบริษัท IBM พบว่าปัจจุบันมีอุปกรณ์ต่างๆ ที่เชื่อมต่อกับอินเตอร์เนตกว่า 13,000 ล้านชิ้น พร้อมคาดการณ์ว่าภายในปี 2562 การใช้งานอุปกรณ์ IoT ในหลายภาค ส่วนจะสร้างมูลค่าเพิ่มให้ เศรษฐกิจโลกถึง 1.7 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

สำหรับสถานการณ์ IoT ในประเทศไทยมีการคาดการณ์โดยบริษัท Frost & Sullivan ว่าอาจสร้างเม็ดเงินประมาณ 34,000 ล้านบาท ได้ในอีก 3 ปีข้างหน้า หรือในปี 2563 ด้วยการเจริญเติบโตของการใช้งานที่สูงอย่างต่อเนื่องในแต่ละปี และในแต่ละอุตสาหกรรม เช่น อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้ ระบบ Sensor เชื่อมโยงผ่านอินเตอร์เนตในการติดตามแต่ละขั้นตอนและแต่ละชิ้นส่วนในสายการผลิต อุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใช้ระบบ Sensor IoT สื่อสารแบบอัตโนมัติกับระบบรอบตัวรถเพื่อการนำทางและควบคุมโดยไม่ใช้คน และอุตสาหกรรมเกษตรฯลฯ ขณะที่ สำนักงาน กสทช. เองได้เตรียมความพร้อมรองรับบริการ IoT ในประเทศไทยด้วยการวางรากฐานการเข้าถึงอินเตอร์เนตทั้งแบบ
ไร้สายและทางสายแบบไร้สายไว้แล้ว

นพ.ประวิทย์ ลี่สถาพรวงศา กรรมการ กสทช.ด้านคุ้มครองผู้บริโภคในกิจการโทรคมนาคม กล่าวว่า ไม่กี่ปีมานี้ประชาชนทั่วไปก็ใช้งานไอโอทีโดยที่ไม่รู้ตัว เช่น สมาร์ททีวีถือเป็นอุปกรณ์ที่สื่อสารผ่านอินเตอร์เนต และเริ่มมีการใช้งานมากขึ้นเรื่อยๆ แม้แต่ใช้ในเรื่องการแพทย์ มีทั้งส่วนที่ใช้สายและไม่ใช้สาย ระบบสมาร์ทมิเตอร์ ที่ไม่ต้องใช้คนเพื่อจดมิเตอร์ ระบบการจราจร ไฟอัจฉริยะ

นายวีรวัฒน์ เกียรติพงษ์ถาวร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้าน
ธุรกิจสัมพันธ์และองค์กร เอไอเอส กล่าวว่า ประเทศไทยใช้ไอโอทีมานานแล้ว เช่น เอทีเอ็ม โดยเทรนด์ต่อไปประเทศไทยจะนำมาใช้ในทางการแพทย์ การเกษตร เป็นต้น

นายธีรพันธุ์ ศิริสุนทรไพบูลย์ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจ B2B ดีแทคกล่าวว่า ดีแทคได้นำมาใช้เพื่อการเกษตรในโครงการดีแทค ฟาร์มแม่นยำ โดยนำข้อมูลทางการเกษตรไปประมวลผล

 

ทำไม‘โกตี๋’ยังลอยนวล? เคลื่อนไหวเย้ยอำนาจรัฐคสช.

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 02.00 น.
 

ทั้งๆที่อำนาจรัฐคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ทุ่มเทความพยายามทั้งมวลถึงขนาดผู้นำระดับสูงของรัฐบาลและกองทัพบินไปเจรจากับบุคคลระดับสูงของประเทศเพื่อนบ้านคือลาวก่อนหน้านี้หลายครั้งเพื่อให้จัดการนายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือ “โกตี๋” แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับคดีหมิ่นเบื้องสูงและคดีด้านความมั่นคงและพวกที่ยังคงเคลื่อนไหวบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงและอำนาจรัฐไทย จนมีข่าวว่าทางการลาวกดดันโกตี๋และพวกจนเงียบหายไปพักใหญ่ แต่ล่าสุด“โกตี๋”เผยโฉมอีกครั้งในมาดใหม่แต่ยังก้าวร้าวสุดขั้วเหมือนเดิม

“โกตี๋” หลังถูกทางการลาวกดดันก็มีข่าวบางกระแสระบุว่า ได้นำแดงฮาร์ดคอร์ในสังกัดกลุ่มหนึ่งไปกบดานอยู่ในกัมพูชาโดยได้รับความช่วยเหลือจากนายจักรภพ เพ็ญแข แกนนำขบวนการแดงล้มเจ้า ที่ยังมีสายสัมพันธ์กับผู้นำระดับสูงของกัมพูชา

จนกระทั่งมีงานข่าวร่องรอยล่าสุดของ “โกตี๋” ที่ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “Thais Voice” ทางช่องยูทูบของ นายจอม เพชรประดับ สื่อเสื้อแดงที่เคลื่อนไหวอยู่ในสหรัฐอเมริกา โดยครั้งนี้ “โกตี๋” หน้าตาซูบผอมอย่างเห็นได้ชัดและสวมหมวกดาวแดง สวมแว่นดำ ไว้หนวดเครา

โดย “โกตี๋” เริ่มกล่าวถึงร่างกายของตัวเองที่ซูบผอมลงอย่างเห็นได้ชัดจนเกิดเสียงร่ำลือว่าตัวเองป่วยด้วยโรคร้าย โดยยืนยันว่าตัวเองไม่ได้ป่วยด้วยโรคเอดส์ ป่วยหนักหรือเสพยาบ้าแต่อย่างใด แต่ที่ร่างกายซูบผอมเพราะกำลังฝึกฝนอย่างหนักเพื่อต่อต้านรัฐบาลคสช.

“โกตี๋” ยังกล่าวถึงข่าวการคุมตัว นายวัฒนา ภุมเรศ วิศวกรไฟฟ้ามือระเบิดโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้า และเคยก่อเหตุบึ้มป่วนเมืองก่อนหน้านี้รวมถึง 6 ครั้งว่า มีความพยายามจากหน่วยงานด้านความมั่นคงที่จะเชื่อมโยง นายวัฒนา มายังตัวเอง ทั้งนี้ขอยืนยันว่าไม่รู้จักนายวัฒนา แต่อย่างใด พร้อมทั้งตั้งข้อสังเกตว่าการจับกุม นายวัฒนา ครั้งนี้เป็นปาหี่เพราะคนมีความรู้อย่าง นายวัฒนา คงไม่วางระเบิดที่โรงพยาบาล

“ผมไม่รู้จักนายวัฒนา แต่รู้ว่าที่การไฟฟ้าฝ่ายผลิต(กฟผ.)ที่นายวัฒนาเคยทำงานใครก็รู้ว่าเหลืองจ๋า จึงแปลกใจที่พอจับนายวัฒนาได้กลับนำไปสอบสวนในค่ายทหาร ผมไม่เชื่อล้านเปอร์เซ็นต์ว่านายวัฒนาทำคนเดียวหรือไม่ได้ทำเลย เขาเป็นคนมีความรู้จะทำโรงพยาบาลทำไม แต่ถ้าเป็นผมจะระเบิดค่ายทหาร ผมไม่ทำหรอกที่โรงพยาบาล ผมกินข้าวมีมันสมอง ผมโดนข้อหาไม่ระคายผิวผมหรอก ผมหยุดไปตั้งแต่ 10 พ.ค. ทำงานอยู่ในพื้นที่ ขอด่าพวกสื่อไทยหน่อยมันน่าสมเพช พวกนี้ใส่ร้ายผมต่างๆ นานา ผมไม่สนใจหรอกใครที่ว่าผมป่วยบ้าง ติดยาบ้าง ผมสบายดี แต่ที่ดูผอมไปก็เพราะฝึกแนวร่วม ผมมันหมาขี้เรื้อนดีที่คสช.ทำให้เป็นพยัคฆ์ ยืนยันว่าผมไม่ได้เป็นเอดส์ วัณโรค หรือมะเร็ง ตอนนี้กลุ่มผมเข้ามาอยู่ไทยได้ 2 เดือนแล้ว ลองฝึกแนวร่วมอยู่อีสานตอนใต้ ขึ้นภาคเหนือ ตอนนี้เราฝึกความพร้อมกัน ผมมีแนวร่วมทั้งชาวบ้าน ข้าราชการระดับล่าง ผมรอเวลาดัง” นี่คือคำกล่าวอย่างอหังการของ “โกตี๋”

คำพูดข้ออ้างของ “โกตี๋” ที่ว่าขณะนี้ได้เข้ามาในไทยแล้วและกำลังขยายแนวร่วมซ่องสุมฝึกกองกำลังก่อการร้ายอยู่ในพื้นที่อีสานใต้ไปจนถึงภาคเหนือโดยมีข้าราชการระดับล่างให้ความร่วมมือเพื่อรอปฏิบัติการครั้งต่อไปนั้นต้องฟังหูไว้หู โดยด้านหนึ่งอาจจะเป็นแผนลับลวงพรางของ “โกตี๋” และพวกที่กำลังหนีหัวซุกหัวซุนและประสบความยากลำบากอย่างหนักจนต้องเปลี่ยนสถานที่กบดานไปอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทยบางประเทศ จึงพยายามกลบเกลื่อนเบี่ยงเบนแหล่งซ่อนตัวที่แท้จริง

แต่หากเป็นอีกด้านหนึ่งโดยเป็นเรื่องจริงอย่างที่ “โกตี๋” อ้างนั่นหมายถึงสัญญาณอันตรายและถือเป็นความล้มเหลวของหน่วยงานด้านความมั่นคง เพราะขณะที่ตามล่าตัว“โกตี๋” ชนิดสุดขอบฟ้า แต่กลับปล่อยให้ผู้ต้องหาหนีหมายจับคนสำคัญกลับมาซ่องสุมกำลังก่อการร้ายในบ้านโดยที่ไม่ระแคะระคายเลยแม้แต่น้อย และหากจริงแสดงว่ามีเกลือเป็นหนอน

ก่อนหน้านี้กำลังทหารและตำรวจได้บุกทลายจับเครือข่ายของ “โกตี๋” ได้กว่า 10 คน ในหลายจังหวัดโดยเฉพาะที่จ.ปทุมธานีพร้อมยึดอาวุธสงครามร้ายแรงได้จำนวนมากที่เตรียมก่อเหตุร้าย โดยผู้ต้องหาที่ถูกจับบางคนยอมสารภาพว่ามีบุคคลสำคัญของระบอบแม้วบางคนที่หนีหมายจับและเคลื่อนไหวอยู่ในต่างแดนโดยมีการอ้างพาดพิงถึง นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ อดีตรมว.มหาดไทย และอดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย บงการอยู่เบื้องหลัง “โกตี๋” ดังนั้นขบวนการบ่อนทำลายสถาบันเบื้องสูงและความมั่นคงของชาติกลุ่มนี้จึงเป็นขบวนการที่ไม่ธรรมดา

เพราะฉะนั้นไม่ว่าโกตี๋จะพูดจริงหรือโกหกหรือไม่ก็ตามกรณีอ้างว่าแอบเข้ามาซ่องสุมฝึกกองกำลังก่อการร้ายในภาคเหนือและอีสานของไทย สิ่งสำคัญคือ แกนนำแดงฮาร์ดคอร์ผู้นี้และพวกเป็นผู้ต้องหาหนีหมายจับคนสำคัญและถือเป็นขบวนการอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศเพราะมีอุดมการณ์ชัดเจนในแนวคิดล้มเจ้าเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองประเทศด้วยวิธีการอันรุนแรง ซึ่งหน่วยงานด้านความมั่นคงต้องติดตามจับกุมกวาดล้างให้ได้โดยเร็วที่สุด ไม่ใช่ปล่อยให้ลอยนวลมาจนทุกวันนี้

ทีมข่าวการเมือง

'ไพบูลย์'หวั่น'นายกฯ'ถูกวางยา ใช้'กองทุนไทยแลนด์ฟันด์'อุ้ม'สหกรณ์คลองจั่น'

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 10.25 น.
 

"ไพบูลย์"ห่วง"นายกฯ" ถูกวางยาใช้"กองทุนไทยแลนด์ฟันด์"เล่นแร่แปรธาตุอุ้ม "สหกรณ์คลองจั่น" จี้สองอธิบดีฯตรวจสอบแต่งบัญชีสหกรณ์หรือไม่

19 มิ.ย. 2560 นายไพบูลย์ นิติตะวัน ประธานเครือข่ายประชาชนปฏิรูป อดีต ส.ว. และ สปช. กล่าวว่า ได้มีหนังสือในนามคณะติดตามทรัพย์สินคืนประชาชนผู้เดือดร้อนและเสียหายจากสหกรณ์คลองจั่น ไปถึงอธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ เพื่อแจ้งให้ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ในฐานะรับผิดชอบกำกับดูแลสหกรณ์คลองจั่น เนื่องจากคณะฯได้ ตรวจพบว่า ในการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2559 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม 2560 คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คลองจั่นได้นำงบการเงินที่ผู้สอบบัญชีของกรมตรวจบัญชีสหกรณ์ยังไม่รับรองมาเผยแพร่ให้สมาชิกรับทราบ เพราะมีข่าวว่า ผู้สอบบัญชีได้มีการทักท้วง ยอดดอกเบี้ยที่เกิดจากให้สมาชิกกู้มียอดดอกเบี้ยค้างรับเพิ่มสูงถึง 123.1 ล้านบาท ซึ่งหากเป็นจริงตามนี้ ก็แสดงว่าจะต้องมี NPL เกิดขึ้นรวมมากกว่า 1,000 ล้านบาท จากการที่คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คลองจั่น ให้สมาชิกบางรายกู้จากสหกรณ์ฯ

จึงขอให้อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์และอธิบดีกรมตรวจบัญชีสหกรณ์เร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงและเปิดเผยว่า คณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คลองจั่นได้มีการอนุมัติให้เงินกู้ให้สมาชิกมียอดเงินกู้รวมเท่าไหร่ มีกี่ราย ชื่อนามสกุลผู้กู้ จำนวนเงินกู้ หลักประกันเงินกู้แต่ละราย ยอดค้างชำระค่าดอกเบี้ยเเต่ละราย เป็น NPL กี่รายรวมจำนวนยอดเงินกู้เท่าไหร่ เพราะขณะนี้ มีประชาชนผู้เสียหายจำนวน 758 คนที่มาขอความช่วยเหลือทางกฏหมายกับตน จึงเกรงว่า ดอกเบี้ยค้างรับจำนวนเงิน 123 .1 ล้านบาท จะเกิดจากการให้กู้แก่กลุ่มสมาชิกผู้ที่ไกล้ชิดกับกรรมการสหกรณ์ฯบางคนหรือไม่ จะเป็นการเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มพวก อาจจะทำให้สมาชิกส่วนใหญ่เสียเปรียบและเสียหายได้ เพราะนายศุภชัย ศรีศุภอักษร อดีตประธาน สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น และพวกในขณะที่เป็นผู้บริหาร ก็อนุมัติให้ตนเองและพวก กู้เงินไซฟ่อนเงินของประชาชนออกจากสหกรณ์คลองจั่น

นายไพบูลย์ กล่าวต่อว่า และขอให้อธิบดีทั้งสองกรมดำเนินการตรวจสอบตามอำนาจหน้าที่ว่า ทำไมจึงปรากฏค่าใช้จ่ายดำเนินงานเฉพาะปี 2559 ซึ่งเป็นปีแรกของการฟื้นฟูกิจการ มีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมากถึง 98.8 ล้านบาท น่าจะมีปัญหาทั้งเรื่องความโปร่งใส และการใช้จ่ายในเรื่องที่ไม่เหมาะสมของคณะกรรมการดำเนินการสหกรณ์คลองจั่น ทำให้เกิดการใช้จ่ายเงินของสมาชิกอย่างสุรุ่ยสร่ายอย่างนี้ หากไม่มีการฟื้นฟูกิจการ เม็ดเงินค่าใช้จ่ายดังกล่าวก็นำคืนให้ประชาชนผู้เสียหายเพิ่มได้ ไม่ต้องเสียไปเช่นนี้ รวมทั้งตั้งแต่ปี 2557-2559 ทำไมคณะกรรมการฯ จึงต้องมีการจ่ายเงินค่าทนายจำนวนมากถึง 43 ล้านบาท ให้สำนักกฏหมายซึ่งก่อนหน้าเคยร่วมงานใกล้ชิดกับนายศุภชัย ศรีศุภอักษร ผู้ต้องหาคดีฉ้อโกงประชาชนและฟอกเงินสหกรณ์คลองจั่น

อีกเรื่องสำคัญที่ต้องแจ้งไปยังนายกรัฐมนตรี พลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา ว่า กำลังมีการใช้วิธีเล่นแร่แปรธาตุกับ "กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์" ซึ่งรัฐบาลตั้งมาด้วยเจตนาดีเพื่อให้ประชาชนลงทุนมีผลตอบแทนสูงประมาณ 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี จะนำเงินกองทุนไปใช้ในโครงการรถไฟความเร็วสูงเป็นต้น แต่กลับถูกกรมส่งเสริมสหกรณ์ กับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงการคลัง นำมาดำเนินการผิดวัตถุประสงค์ ชงเรื่องให้ธนาคารของรัฐ 3 แห่งปล่อยเงินกู้แก่สหกรณ์ต่างๆ ที่เป็นเจ้าหนี้สหกรณ์คลองจั่น 30,000 ล้านบาท แล้วนำเงินที่กู้ได้ไปซื้อหน่วยลงทุน"กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์" เพื่อรอปันผล 6 เปอร์เซ็นต์แบ่งไปจ่ายดอกเบี้ยธนาคารรัฐอัตราตํ่าพิเศษ แล้วเอาเงินส่วนต่างดอกเบี้ยไปให้สหกรณ์คลองจั่น เพื่อให้สหกรณ์คลองจั่นนำเงินดังกล่าวมาชำระคืนกลับให้เฉพาะแก่สหกรณ์เจ้าหนี้เหล่านั้นอีกครั้งตามแผนฟื้นฟูกิจการ เป็นวิธีที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนไม่โปร่งใส จะทำให้"กองทุนไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์"และนายกรัฐมนตรี ถูกนำไปโจมตีจากหลายฝ่ายให้เสียหายในวันข้างหน้าอย่างแน่นอน ดังนั้นด้วยความเป็นห่วงจึงขอนายกรัฐมนตรีให้ระวังประเด็นนี้ด้วย

รายงานพิเศษ : ‘ชาศร สาริโพธิ์’ยุวเกษตรกรดีเด่นจากสสก.9 กับรับรางวัลสมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ ปี2560

วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
 

นายชาศร สาริโพธิ์ สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านวังเตย ตำบลตลุกดู่ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานี ได้รับการคัดเลือกเป็นบุคคลดีเด่นทางการเกษตร ประเภทสมาชิกยุวเกษตรกรดีเด่นระดับประเทศ ประจำปี 2560 ของกรมส่งเสริมการเกษตร ซึ่งได้เข้ารับพระราชทานโล่รางวัลในงานพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญจากพระหัตถ์ของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ถือเป็นเกียรติแก่ตนเองและวงศ์ตระกูล เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา

นายเกษม ไตรพิจารณ์ ผู้อำนวยการสสก.9 จ.พิษณุโลก กล่าวว่า “ด้วยใจรักในการเกษตรตั้งแต่เด็กของนายชาศร สาริโพธิ์ ที่ได้มาจากปู่และย่าที่ประกอบอาชีพเกษตรกรรมและค้าขายผลผลิตทางการเกษตร จึงสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรของโรงเรียนบ้านวังเตยซึ่งขณะนั้นกำลังศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ประกอบกับได้รับความรู้ด้านการเกษตรจากอาจารย์พินิจ คล้ายอ้น อาจารย์ที่ปรึกษากลุ่มยุวเกษตรกร ในโรงเรียนบ้านวังเตย รวมทั้งปฏิบัติกิจกรรมทางการเกษตรในโรงเรียนกับเพื่อนๆ สมาชิกกลุ่มยุวเกษตรกรนำกลับไปทำการเกษตรในพื้นที่ของปู่จำนวน 14 ไร่ วางแผนทำกิจกรรมการเกษตร มีการปลูกผัก เลี้ยงไก่ไข่ เป็ดเนื้อ เป็ดไข่ จิ้งหรีด ปลา ปุ๋ยมูลไส้เดือน และผลิตปุ๋ยหมักเพื่อลดต้นทุนการผลิต นอกจากนี้ยังได้เพาะพันธุ์ลูกสุกรจำหน่าย โดยผลผลิตจากการปลูกผักและเลี้ยงสัตว์ต่างๆ ให้ย่านำไปจำหน่ายในตลาดชุมชน เป็นการเพิ่มรายได้ให้กับครอบครัว หลังเลิกเรียนและในช่วงวันหยุดจะไปดูแปลงผัก รดน้ำพรวนดิน กำจัดวัชพืช และให้อาหารสัตว์เป็นกิจวัตร ด้วยเป็นคนขยันและประหยัด มัธยัสถ์ มีการจดบันทึกบัญชีรายรับ รายจ่าย จึงทำให้มีเงินเก็บสะสมของตนเอง ดูแลค่าใช้จ่ายของตนเองได้โดยไม่ต้องรบกวนเงินจากปู่และย่า นำเงินสะสมส่วนหนึ่งลงทุนต่อยอดผลผลิต เช่น การใช้ระบบน้ำ ในการรดน้ำแปลงผัก การขยายการเลี้ยงจิ้งหรีด นำผลผลิต ส่งให้แหล่งรับซื้อ ลงทุนขยายวงบ่อในการทดลองเลี้ยงปูนา และการเลี้ยงหมูขุน เงินสะสมส่วนที่เหลือเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาในอนาคต

ด้วยเป็นคนขยัน มีความรับผิดชอบ และมีระเบียบวินัย จึงได้รับเลือกเป็นประธานกลุ่มยุวเกษตรกรโรงเรียนบ้านวังเตย ทำกิจกรรมการเกษตรต่างๆ ในโรงเรียน ได้แก่ เลี้ยงเป็ดไข่ โดยใช้เศษอาหารในโรงอาหารของโรงเรียน ผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพ นำเอาใบไม้แห้ง เศษหญ้าในบริเวณโรงเรียนและเศษขยะสดที่เหลือจากโรงอาหารเป็นวัตถุดิบ เลี้ยงจิ้งหรีด เป็นกิจกรรมเลี้ยงแมลงที่นิยมรับประทาน เพาะถั่วงอกเพื่อสุขภาพ นำไปจำหน่าย เลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ ลานเรียนรู้เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง เป็นลานที่ใช้จัดกิจกรรมเรียนรู้ร่วมกันระหว่างอาจารย์ที่ปรึกษาและสมาชิกยุวเกษตรกร มีแปลงเรียนรู้การปลูกพืชผสมผสาน แปลงสาธิตการเรียนรู้เกี่ยวกับการบำรุงดิน เช่น ปลูกปอเทืองเพื่อบำรุงดิน นอกจากนี้ยังเป็นจิตอาสาให้กับผู้อื่นในชุมชน โดยการนำผลิตภัณฑ์น้ำหมัก มูลไส้เดือน หรือปุ๋ยมูลไส้เดือนไปให้ทดลองใช้ มีการติดตามผลการใช้และขยายผลหาเครือข่ายรวมกลุ่มในการผลิตน้ำหมักชีวภาพและทำปุ๋ยจากมูลไส้เดือน ด้วยเหตุนี้จึงเป็นที่รักของทุกคนที่บ้าน โรงเรียน และชุมชน

“นายชาศร สาริโพธิ์ มีความตั้งใจว่าในอนาคตอยากศึกษาต่อด้านการเกษตรให้สูงที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำความรู้กลับมาทำการเกษตรทฤษฎีใหม่ตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง อยากเป็นเกษตรกรต้นแบบด้านการเกษตรแบบเกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียงต่อไปในอนาคต ตามหลักทำเกษตรด้วยสมอง สองมือ และหัวใจที่พอเพียง”นายเกษม ไตรพิจารณ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

.............................................

19 มิถุนายน 2560

 

วัดอุโบสถาราม ศาสนสถานเก่ากาล สถาปัตยกรรมงดงามริมแม่น้ำสะแกกรังวัดอุโปสถาราม (Wat Uposatharam) จ.อุทัยธานี

 

      • โพสต์-1
      theTripPacker •  ธันวาคม 12 , 2556

      วัดอุโบสถาราม ศาสนสถานเก่ากาล สถาปัตยกรรมงดงามริมแม่น้ำสะแกกรัง

      หากพูดถึง “วัดอุโบสถาราม” เราเชื่อว่าคนกรุงน้อยคนนักที่จะรู้จัก แต่สำหรับชาวอุทัยฯ แล้วคงไม่มีใครที่ไม่รู้จักวัดเก่าแห่งนี้อย่างแน่นอน สังเกตได้จากร้านรวงต่างๆ ในตัวเมืองอุทัยธานี ไม่ว่าจะเป็นร้านค้าเล็กๆ ร้านอาหาร หรือแม้กระทั่งร้านขายยาจีน ก็มักจะมีภาพของวัดอุโบสถารามประดับอยู่ที่ผนังทั้งนั้น ซึ่งสามารถกระตุกต่อมอยากรู้อยากเห็นของเราได้ดีเหลือเกิน เห็นทีจะต้องแวะไปเที่ยวชมวัดอุโบสถารามเป็นขวัญตาตัวเองให้ได้ซะแล้ว

      “วัดอุโบสถาราม” หรือที่เรียกกันสั้นๆ ว่า “วัดโบสถ์” เดิมทีมีชื่อว่า “วัดโบสถ์มโนรมย์ ” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง จัดเป็นศาสนสถานเก่าแก่ที่อยู่คู่บ้านคู่เมืองอุทัยธานีมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น บรรยากาศของวัดเงียบสงบชนิดที่ว่าถ้าเราลองหลับตาเงี่ยหูฟังดีๆ ก็จะได้ยินเสียงลมหายใจของตัวเองได้ถนัดถนี่ชัดเจนกว่าปกติแน่นอน เราเริ่มต้นจาก “พระอุโบสถ” ซึ่งภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย 5 องค์ ผนังทั้ง 4 ด้านในพระอุโบสถงดงามไปด้วยจิตรกรรมฝาผนังสรรค์สร้างโดยจิตรกรสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น โดยเรื่องราวในภาพจิตรกรรมฝาผนังจะบอกเล่าถึงประวัติของพระพุทธองค์ตั้งแต่ประสูติจนถึงปรินิพพาน แม้บางส่วนของจิตรกรรมฝาผนังเหล่านี้จะชำรุดหลุดลอกบ้างตามกาลเวลา แต่ลวดลายอันอ่อนช้อยเหล่านี้ยังคงทรงเสน่ห์เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง

      ถัดจากพระอุโบสถไปคือ “พระวิหาร” ซึ่งตั้งอยู่คู่กัน ลักษณะภายนอกใกล้เคียงกับพระอุโบสถ พระประธานภายในพระวิหารเป็นพระพุทธรูปยืนปางห้ามญาติ ขนาบซ้ายขวาด้วยพระพุทธรูปฝั่งละหนึ่งองค์ ฝาผนังยังคงมีงานจิตรกรรมทั้ง 4 ด้านคล้ายกับภายในพระอุโบสถ แต่จะเป็นเรื่องของพระมาลัย พระอสีติมหาสาวก และพระอสุภกรรมฐาน 10 ลวดลายมีความวิจิตรงดงามน่าชมไม่แพ้กัน หลังจากที่เพลิดเพลินไปกับการชมจิตรกรรมฝาผนังเรียบร้อยแล้ว เราก็ไม่ลืมเดินชมความงดงามของสถาปัตยกรรมเก่าแก่ของ “เจดีย์สามสมัย” ที่บริเวณด้านหลังพระวิหารกันต่อ ซึ่งเจดีย์ทั้งสามองค์ มีรูปแบบที่แตกต่างกัน เริ่มจากเจดีย์ทรงระฆังเป็นศิลปะแบบอยุธยา  เจดีย์ย่อมุมไม้สิบสองซึ่งเป็นศิลปะแบบรัตนโกสินทร์ และเจดีย์ทรงระฆังเหลี่ยมศิลปะแบบผสมผสานระหว่างอยุธยาและรัตนโกสินทร์ ตั้งเรียงรายอยู่ในแนวระนาบเดียวกัน ถึงแม้ว่าเจดีย์สามองค์นี้จะมีชื่อเรียกว่าเจดีย์สามสมัยก็ตาม แต่จากการสันนิษฐานนั้นพบว่า เจดีย์ทั้งสามองค์นี้ถูกสร้างขึ้นพร้อมกันในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น

        • โพสต์-2
        theTripPacker •  ธันวาคม 12, 2556
        • โพสต์-3
        theTripPacker •  ธันวาคม 12 , 2556

         

        ด้านหลังของเจดีย์สามสมัยนั้นจะเป็น “มณฑปแปดเหลี่ยม” ซึ่งนับว่าเป็นสัญลักษณ์สำคัญของวัดอุโบสถารามเลยก็ว่าได้ โดยมณฑปนี้เป็นสถาปัตยกรรมแบบยุโรปสูงสองชั้นตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง จากประวัติที่เล่าต่อกันมาเล่าว่า มณฑปนี้สร้างขึ้นราวปี พ.ศ.2442 โดย “หลวงพิทักษ์ภาษา” เพื่อถวายแก่ “พระครูอุไททิศธรรม” เจ้าอาวาสวัดอุโบสถารามในขณะนั้นเพื่อให้ท่านจำพรรษา แต่ทว่าพระครูอุไททิศธรรมได้มรณภาพลงเสียก่อน มณฑปแห่งนี้จึงถูกใช้เป็นที่ทำศพและเป็นที่ประดิษฐานอัฐิธาตุพร้อมข้าวของเครื่องใช้ของท่านแทน หากยืนจากมณฑปแปดเหลี่ยมแล้วมองไปทางแม่น้ำสะแกกรัง ก็จะเห็น “แพโบสถ์น้ำ” เรือนแพไม้อันสง่างามตั้งตระหง่านอยู่กลางน้ำ โดยแพโบสถ์น้ำได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อใช้รับเสด็จในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเสด็จประพาสเมืองอุทัยธานีในปี พ.ศ.2499 ซึ่งปัจจุบันได้ถูกปรับเปลี่ยนประโยชน์ใช้สอยให้กลายเป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนาและงานบุญต่างๆ

        หลังจากที่เราสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และชมความงามภายในส่วนต่างๆ ของวัดอุโบสถารามจนครบถ้วนแล้ว ศาลาริมน้ำน่าจะเป็นตัวเลือกที่ไม่เลวเลยทีเดียวสำหรับการนั่งพักหย่อนใจ ทอดสายตามองดูผืนน้ำอันสงบนิ่ง ซึ่งอาจจะช่วยทำให้จิตใจของเราสงบนิ่งขึ้นได้ บางทีความสุขสงบอาจเรียบง่ายและอยู่ใกล้กว่าที่เราคาดคิด โดยเฉพาะสำหรับชาวพุทธอย่างเราๆ ด้วยแล้ว การเข้าวัดเข้าวา ไหว้พระ ทำบุญ ก็จัดว่าเป็นหน้าที่ของพุทธศาสนิกชน แต่ถ้าพอมีเวลามากหน่อยลองแวะมาเที่ยวชมความงามของวัดอุโบสถาราม รวมถึงวิถีชุมชนอันเรียบง่ายริมแม่น้ำสะแกกรังดูซักครั้งนะครับ เชื่อว่าหลายๆ คนจะต้องรู้สึกประทับใจไม่ต่างจากเราเลย

        ..................................................

        19 มิถุนายน 2560

       

       

       

       

       



      แสดงความคิดเห็น


      ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
         ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
      ห้ามทำ
      - การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
      - การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
      สามารถทำได้
      - เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
      - การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
      จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
      OKNATION



      กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
      1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
      2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
      3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
      4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
      5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
      คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
      OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
         

      กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน