• นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 3949
  • จำนวนผู้ชม : 2924500
  • จำนวนผู้โหวต : 1609
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1609 คน
<< มิถุนายน 2017 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28 29 30  

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันจันทร์ ที่ 19 มิถุนายน 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 254 , 21:42:10 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน น้องจ๋า โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         อ่อนใจเต็มทนแล้วครับ ที่ชืวิตของทหาร ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐ ครู นักเรียน ประชาชน แม้แต่พระสงฆ์องคเจ้าต้อง

ปลิดปลิวไป ด้วยการกระทำของโจรก่อการร้ายแบ่งแยกดินแดน ซึ่งเหตุการณ์ต่างๆก็มักจะอยู่ในรูปรอยแบบเดิมๆ โดยเฉพาะการฝัง

ระเบิดร้ายแรงเอาไว้ใต้ผิวถนน รอจังหวะให้รถทหารผ่านมาตรงจุดนั้น ก็จุดระเบิดทันที ซึ่งล่าสุดทหารหาญก็ต้องสังเวยชีวิตถึง

6 ศพ บาดเจ็บ 4 ราย ยานพาหนะที่เป็นรถพิคอัพธรรมดาถูกแรงระเบิดกระจัดกระจายเลยทีเดียว

         เหตุการณ์เช่นที่ว่า คนก่อเหตุก็คงจะรอดตัวไปเช่นเคย แล้วก็จะไปก่อเหตุต่อไปอีกเป็นแน่ มันช่างน่าแค้นใจเสียยิ่งนักแล้ว

 

 

คม ชัด ลึก

ลอบบึ้มทหารปัตตานี ดับ 6 เจ็บ 4

อาชญากรรม  :  6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
172
ลอบบึ้มทหาร, โจรใต้, บึ้มปัตตานี, ลอบบึ้มทหารปัตตานี, ดับ, เจ็บ, สอบสวน

คนร้ายลอบบึ้มทหารขณะออกลาดตระเวณในพื้นที่ทุ่งยาแดง ปัตตานี ดับ 6 เจ็บ 4 

          เมื่อเวลา 11.45 น.วันที่ 19 มิถุนายน พ.ต.ต.ป้อมเพ็ชร  โชติกลาง สว.(สอบสวน) สภ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี ได้รับแจ้งเหตุคนร้ายไม่จำนวนลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ทหารชุดลาดตระเวนเส้นทาง บริเวณ ม.3 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง หลังรับจึงรายงานผู้บังคับบัญชา ประสานเจ้าหน้าที่ชุดเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิด และเจ้าหน้าที่พิสูจน์หลักฐานปัตตานี พร้อมนำกำลังเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ 

ลอบบึ้มทหารปัตตานี ดับ 6 เจ็บ 4

          เบื้องต้นทราบว่า ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี 25 จำนวน 10 นาย ออกลาดตระเวณไปตามเส้นทางทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี โดยใช้รถยนต์เป็นพาหนะ  ระหว่างลาดตระเวนมาถึงบริเวณถนนลูกรัง ม.5 ต.น้ำดำ อ.ทุ่งยางแดง จ.ปัตตานี คนร้ายไม่ทราบจำนวนซุ่มข้างทางได้กดชนวนระเบิดแสวงเครื่อง น้ำหนักประมาณ 50 กก.ฝังไว้ใต้พื้นถนน แรงระเบิดถูกรถของเจ้าหน้าที่อย่างจังทำให้รถยนต์ที่นั่งมาแหลกกระจายเป็นชิ้นส่วนไม่เหลือสภาพตัวรถ ขณะที่เจ้าหน้าที่ที่อยู่ภายในรถกระเด็นไปคนละทิศละทาง ทำให้เสียชีวิตทันที 6 นาย และบาดเจ็บ 4 นาย

ลอบบึ้มทหารปัตตานี ดับ 6 เจ็บ 4

          สำหรับรายชื่อผู้เสียชีวิตมีดังนี้ 1.จ.ส.อ.สมปราช ศรีราชา 2.พลฯ ทหารอดิศักดิ์ ฤทธิเดช 3.พลฯ วีรภูมิ บุพผา 4.พลฯ อภิชาต หอยแก้ว 5.พลฯ กิตติพงษ์ บ่อหนา และ 6.พลฯ เจษฎา รุ่งวงศ์ 
          ส่วนผู้บาดเจ็บมีดังนี้ 1.ส.ท.นศรินทร์ อึ่งฮก 2.พลฯ เจ๊ะอามีน หะยีบูละ 3. ส.อ.วุฒิพงษ์ เรืองพุทธ และ 4.พลฯ วุฒิชัย ณ พัทลุง
          ทั้งนี้ หลังเกิดเหตุ พล.ต.ต.ปิยะวัฒน์ เฉลิมศรี ผบก.ภ.จ.ปัตตานี สั่งการให้เจ้าหน้าที่ทำการปิดล้อมพื้นที่เกิดเหตุ เพื่อรอชุดเก็บกู้วัตถุระเบิดเข้าตรวจสอบ พร้อมกระจายกำลังปิดล้อมตรวจค้นในรัศมี 1 กม. โดยเชื่อเป็นฝีมือกลุ่มก่อความไม่สงบสร้างสถานการณ์

 

 

คดีดังดีเอสไอถึงคราวต้องหยุดชะงัก !!!

ข่าวทั่วไป  :  12 นาทีที่ผ่านมา
86
ชาญเชาวน์ ไชยานุกิจ, รถหรู, ยุติธรรม, คดี, ดัง, ดีเอสไอ, ถึงคราว, ต้อง, หยุดชะงัก

คดีรถหรูเลี่ยงภาษี-คฤหาสน์บุกป่าพังงาต้องหยุดชะงักหลังขรก.กรมราชทัณฑ์ร้องค้านคำสั่งแต่งตั้งผิดพลาด เหตุกรรมการหมดอายุก่อนมีมติ 2 วันผลกระทบแรงทุกตำแหน่งDSI

          19 มิ.ย.60. แหล่งข่าวจากกกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า คำสั่งแต่งตั้งรองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ. ผู้บัญชาการสำนักคดี ผู้เชี่ยวชาญคดีพิเศษ มีปัญหาต้องถอยกลับไปเริ่มต้นกระบวนการสรรหาใหม่ทั้งหมด เนื่องจากการเซ็นคำสั่งแต่งตั้งของกระทรวงยุติธรรมมีความผิดพลาดเพราะคณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งหมดอายุก่อนมีมติเห็นชอบแต่งตั้งเพียง 2 วัน จึงถูกข้าราชการกรมราชทัณฑ์ร้องคัดค้านการแต่งตั้ง เมื่อตรวจสอบจึงพบว่าคณะกรรมการของกระทรวงยุติธรรมชุดดังกล่าว ไม่เพียงมีมติแต่งตั้งผู้บัญชาการเรือนจำเท่านั้น แต่ยังมีมติแต่งตั้งข้าราชการระดับสูงของดีเอสไอด้วย จึงเป็นผลให้กระทรวงยุติธรรมต้องย้อนไปเริ่มต้นกระบวนการสรรหาแต่งตั้งใหม่ทั้งหมด.โดยคาดว่าภายในวันที่ 20 มิ.ย.นี้ นายวิศิษฎ์ วิศิษฎ์สรอรรถ ปลัดกระทรวงยุติธรรม จะเซ็นคำสั่งยกเลิกคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายที่ทำไว้ในสมัยของนายชาญเชาวน์. ไชยานุกิจ. อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม เพื่อเริ่มต้นกระบวนการใหม่ให้แล้วเสร็จได้ภายในเวลา 1 เดือนครึ่ง

            แหล่งข่าวเปิดเผยด้วยว่า.  ปัญหาที่เกิดความผิดพลาดของกระทรวงยุติธรรม ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อตัวบุคคลที่ขึ้นดำรงตำแหน่งรองอธิบดีและผบ.สำนักคดีต่างๆ ที่ต้องคืนกลับสู่ตำแหน่งเดิมเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อคดีสำคัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชน.อย่างน้อย. 2 คดี คือ คดีการหลบเลี่ยงภาษีนำเข้ารถยนต์หรู ซึ่งอยู่ระหว่างการออกหมายเรียกผู้นำเข้ารถยนต์ที่ตรวจพบว่าเลี่ยงภาษี 650 ล้านบาท เข้ารับทราบข้อกล่าวหา อยู่ในความรับผิดชอบของพ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร  รองอธิบดีดีเอสไอ และคดีการก่อสร้างคฤหาสน์ 2 หลัง บุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ จ.พังงา ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของพ.ต.ท.ประวุธ วงศ์สีนิล รองอธิบดีดีเอสไอ

วันนี้ในอดีต16มิ.ย.วันเกิด‘จอมพลสฤษดิ์’ผู้นำ'อำนาจเบ็ดเสร็จ'

วันนี้ในอดีต  :  16 มิ.ย. 2560
1.8K
วันนี้ในอดีต, คมชัดลึก, จอมพลสฤษดิ์, อำนาจเบ็ดเสร็จ, สฤษดิ์, พันตรี, พันเอก, จอมพล ป พิบูลสงคราม, กบฏวังหลวง, พลโท, ผู้บัญชาการทหารบก, จอมพล,  จอมพล ป , จอมพลสฤษดิ์ , จอมพล ป , วีรบุรุษมัฆวานฯ, รัฐบาล จอมพล ป, จอมพล ป, รัฐบาลพจน์ สารสิน, พศ 2504–2509, น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก, รัฐธรรมนูญ ม17, พรบ คอม

วันนี้ในอดีต16 มิ.ย.2451 เป็นวันเกิดของ‘จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์’ ผู้นำประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เจ้าของคำพูด‘ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว


        วันนี้ในอดีตเมื่อ 109 ปีที่แล้ว 16 มิ.ย. 2451 เป็นวันเกิดของ‘จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์’นายกรัฐมนตรีคนที่ 11  ของไทย ซึ่งเป็นผู้นำประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา เจ้าของคำพูด‘ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว’
        'สฤษดิ์'เป็นคนบ้านปากคลองตลาด ตำบลพาหุรัด จังหวัดพระนคร ได้เข้าเรียนที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก จนกระทั่งสำเร็จการศึกษาเมื่อปี 2471 ต่อมาได้เข้ารับราชการเป็นนักเรียนทำการนายร้อย กองพันที่ 1 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ เมื่อปี 2472
         ต่อมาในปี 2476 เกิด‘กบฏบวรเดช’นำโดยพลเอก พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช  ร้อยตรีสฤษดิ์ ธนะรัชต์เป็นหนึ่งในผู้บังคับหมวดปราบปรามกบฏของฝ่ายรัฐบาล ที่มี‘พันเอกหลวงพิบูลสงคราม’เป็นผู้บังคับบัญชา หลังจากรัฐบาลได้รับชัยชนะ ได้รับพระราชทานยศร้อยโท จากนั้นอีก 2 ปีก็ได้เลื่อนยศเป็นร้อยเอก
         ในปี 2484  'สฤษดิ์' เข้าร่วมรบในสงครามมหาเอเชียบูรพา ขณะที่ดำรงตำแหน่งผู้บังคับการกองทัพทหารราบที่ 33จังหวัดลำปาง มียศเป็น'พันตรี' จนช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สองเมื่อวันที่ 1 เม.ย.2488 จึงได้เลื่อนยศเป็น 'พันเอก'ตำแหน่งผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 13 และผู้บังคับการจังหวัดทหารบกลำปาง
          หลังสงครามโลกครั้งที่สองสงบลง มีการผลัดเปลี่ยนอำนาจทางการเมือง โดยก่อนหน้านั้นปี 2487 อำนาจของจอมพล ป.พิบูลสงครามได้เริ่มเสื่อมถอยลง หลังจากลาออกจากตำแหน่งนายกฯ แต่พันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กลับเติบโตขึ้นโดยได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่ 1 รักษาพระองค์ ซึ่งเป็นหน่วยกำลังสำคัญ
          ปี 2490 คณะนายทหารนำโดยจอมพลผิน ชุณหะวัณ รัฐประหารโค่นรัฐบาลพลเรือตรี ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ โดยมีพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เข้าร่วมคณะรัฐประหารด้วย และเป็นการกลับคืนสู่อำนาจอีกครั้งหนึ่งของ‘จอมพล ป. พิบูลสงคราม’ โดยมีพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นขุนพลคู่ใจตั้งแต่นั้น
          และนับแต่นั้น ตำแหน่งของพันเอกสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ในปี 2492ได้รับพระราชทานยศพลตรี ดำรงตำแหน่งแม่ทัพกองทัพที่ 1 และรักษาการผู้บัญชาการกองพลที่ 1 
         ผลงานที่สร้างชื่อ คือ การเป็นหัวหน้าปราบ‘กบฏวังหลวง’  จากนั้นก็ได้รับการเลื่อนยศเป็น‘พลโท’ต่อด้วยการก้าวขึ้นตำแหน่งแม่ทัพภาคที่ 1 เมื่อปี 2493 
         ต่อมาในวันที่ 23 มิ.ย. 2497  พลเอกสฤษดิ์ ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น‘ผู้บัญชาการทหารบก’ 
        ในวันที่  1 ม.ค 2499 พลเอกสฤษดิ์ ได้รับพระราชทานยศ‘จอมพล’
        ในวันที่ 27 ก.ย. 2500 จอมพลสฤษดิ์  ในฐานะผู้บัญชาการทหารบกได้รับโปรดเกล้า ฯ ให้ดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดเป็นคนแรก
       ต่อมาในวันที่ 19 ก.พ. 2502 จอมพลสฤษดิ์ ได้รับพระราชทานยศจอมพลเรือและจอมพลอากาศ
       ในวันที่ 9 ก.ย. 2502 จอมพลสฤษดิ์ ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งรักษาราชการแทนอธิบดีกรมตำรวจ
       ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อ 26 ก.พ. 2500 ซึ่งมีการกล่าวขานว่าเป็น‘การเลือกตั้งสกปรก’ ซึ่งผล คือ พรรคเสรีมนังคศิลาของจอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้รับเสียงข้างมาก และได้ตั้งรัฐบาล ท่ามกลางความวุ่นวายอย่างหนักจากการเดินประท้วงของประชาชนจำนวนมาก ที่เรียกร้องให้ จอมพล ป. พิบูลสงคราม  นายกรัฐมนตรี และพลตำรวจเอก เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ ลาออกจากตำแหน่ง 
         เมื่อสถานการณ์ลุกลาม‘ จอมพล ป. ’ ได้แต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้บัญชาการ 3 เหล่าทัพ เพื่อคอยควบคุมสถานการณ์ แต่‘จอมพลสฤษดิ์ ’สั่งไม่ให้ทหารทำอันตรายประชาชนที่เดินขบวนชุมนุมประท้วง และเป็นผู้นำประชาชนเข้าพบ‘จอมพล ป. ’ที่ทำเนียบ ทำให้กลายเป็นขวัญใจของประชาชนทันที จนได้รับฉายาในตอนนั้นว่า“วีรบุรุษมัฆวานฯ”

         และจากเหตุการณ์ดังกล่าว ‘จอมพลสฤษดิ์’เห็นว่ารัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ขาดความชอบธรรมในการปกครองบ้านเมืองแล้ว ‘จอมพลสฤษดิ์’ จึงประกาศลาออกจากตำแหน่ง รมว.กลาโหม ที่ตนเองได้รับแต่งตั้งให้เป็นรัฐมนตรีใน‘รัฐบาล จอมพล ป.’ คงเหลือแต่ตำแหน่ง‘ผู้บัญชาการทหารบก’เพียงอย่างเดียว
         วันที่ 13  ก.ย. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และคณะทหารยื่นคำขาดต่อจอมพล ป. พิบูลสงครามให้รัฐบาลลาออก แต่ได้รับคำตอบจาก 'จอมพล ป.' ว่า ยินดีจะให้รัฐมนตรีลาออก แต่ตนจะขอเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเองยิ่งสร้างความไม่พอใจแก่ประชาชน ซึ่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้พูดผ่านวิทยุยานเกราะถึงผู้ชุมนุมในเหตุการณ์นี้ ว่า“พบกันใหม่เมื่อชาติต้องการ”
          วันที่ 15 ก.ย. 2500 ประชาชนพากันลุกฮือเดินขบวนบุกเข้าทำเนียบรัฐบาล เมื่อไม่พบจอมพล ป. พิบูลสงคราม จึงพากันไปบ้านจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในขณะที่รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม ก็กำลังเตรียมจับกุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในข้อหากบฏ แต่ไม่ทัน ในคืนวันที่ 16 ก.ย. 2500 จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นำกำลังทหารทำการรัฐประหารรัฐบาล จอมพล ป. พิบูลสงคราม และในคืนนั้นเอง จอมพล ป. พิบูลสงคราม และพลตำรวจเอกเผ่า ศรียานนท์ ได้ลี้ภัยไปต่างประเทศ
          หลังยึดอำนาจรัฐบาล ‘จอมพล ป.’แล้ว ‘จอมพลสฤษดิ์’ เห็นว่า ไม่เหมาะสมที่ตนเองจะขึ้นครองอำนาจ ประกอบกับมีปัญหาสุขภาพ จึงตั้งนายพจน์ สารสิน ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจาก‘รัฐบาลพจน์ สารสิน’จัดการเลือกตั้งเป็นที่เรียบร้อย พลโทถนอม กิตติขจร ก็รับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2501 แต่ต่อมา ได้เกิดความวุ่นวายจากความขัดแย้งระหว่างสมาชิกพรรคที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐมนตรีขึ้นในรัฐบาลพลโทถนอม กิตติขจร และพลโทถนอม กิตติขจร ก็ไม่สามารถควบคุมสถานการณ์ ได้ ‘จอมพลสฤษดิ์’ จึงเดินทางกลับจากต่างประเทศ  พลโทถนอม กิตติขจร นายกรัฐมนตรี ได้ร่วมมือกับจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์  ยึดอำนาจรัฐบาลของตนเอง                 จากนั้นต่อมาอีกประมาณ 3 เดือนเศษ ‘จอมพลสฤษดิ์ ’ ก็ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 9 ก.พ. 2502
            ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ประกาศยกเลิกสถาบันทางการเมืองต่าง ๆ เช่นพรรคการเมือง โดยกล่าวว่า“ข้าพเจ้าขอรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว”
           นโยบายของจอมพลสฤษดิ์  ได้แก่ การออกกฎหมายเลิกการเสพและจำหน่ายฝิ่น,กฎหมายปราบปรามพวกนักเลง อันธพาล, กฎหมายปรามการค้าประเวณี ตลอดจนการวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจ มีการทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2504–2509) มีการสร้างสาธารณูปโภคสำคัญ เช่นไฟฟ้า,ประปา,ถนน ให้กระจายไปทั่วทั้งในเมืองและชนบท ซึ่งเรียกว่า“น้ำไหล ไฟสว่าง ทางสะดวก”
            จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ มีฉายาว่า“จอมพลผ้าขาวม้าแดง” คือ ใช้มาตรการเบ็ดเสร็จเพื่อให้เกิดความสงบเรียบร้อยของประเทศ เช่น ประหารชีวิตเจ้าของบ้านทันทีหากบ้านใดเกิดเพลิงไหม้ เพราะถือว่าเป็นการก่อความไม่สงบ ,การใช้ “รัฐธรรมนูญ ม.17” ปราบปรามการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ เป็นต้น ทั้งเป็นผู้รื้อฟื้นพิธีกรรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับพระมหากษัตริย์ เช่น จัดงานเฉลิมฉลองวันพระราชสมภพ,การสวนสนามของทหารรักษาพระองค์, การประดับไฟบนถนนราชดำเนินในวันเฉลิมพระชนมพรรษา

 
 

         'จอมพลสฤษดิ์' เป็นผู้ใช้ รัฐธรรมนูญมาตรา 17 เพื่อปราบปรามปัญญาชนและนักหนังสือพิมพ์หัวก้าวหน้าคนสำคัญหลายคน เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์, จิตร ภูมิศักดิ์ และเป็นผู้ออก "พรบ. คอมมิวนิสต์" ส่งผลให้เกิดการปราบปรามผู้นำชาวนาในข้อหามีการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ ที่นำมาซึ่งกรณี "ถีบลงเขา เผาลงถังแดง" อันลือลั่นทั่วทุกพื้นที่ในชนบท และเป็นผู้สถาปนา'ระบอบการปกครองแบบเผด็จการทหาร'

            นอกจากนี้แล้ว ระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้เกิดมีกรณีพิพาทกับประเทศกัมพูชา ในกรณีประสาทพระวิหาร ซึ่งก่อนหน้านั้นมีการเรี่ยไรเงินบริจาคจากประชาชนชาวไทยคนละ 1 บาท เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินคดีในศาลโลก

          หลังจากมีคำพิพากษาของศาลโลกออกมา จอมพลสฤษดิ์ ออกแถลงการณ์แก่ประชาชนชาวไทยด้วยตนเองผ่านทางวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย มีใจความตอนหนึ่งว่า' รัฐบาลและประชาชนชาวไทย ไม่ได้เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลโลก ทั้งในข้อเท็จจริง กฎหมายระหว่างประเทศ และหลักความยุติธรรม แต่ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นสมาชิกของสหประชาชาติ ก็ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีในกฎบัตรสหประชาชาติ กล่าวคือ ต้องยอมให้กัมพูชามีอธิปไตยเหนือเขาพระวิหาร ตามพันธกรณีแห่งกฎบัตรสหประชาชาติ แต่รัฐบาลขอตั้งประท้วงและขอสงวนสิทธิ์อันชอบธรรมของประเทศไทยในเรื่องนี้ ไว้ เพื่อสงวนสิทธิ์ที่จะดำเนินทางกฎหมายที่จำเป็นซึ่งอาจจะมีขึ้นในภายภาคหน้า ให้กรรมสิทธิ์นี้กลับคืนมาในโอกาสอันสมควร'
           จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจนถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2506 ด้วยโรคไตพิการเรื้อรังและอีกหลายโรค เมื่ออายุได้ 55 ปี เป็นนายกรัฐมนตรีไทยคนเดียวที่ถึงแก่อสัญกรรมในตำแหน่ง หลังจากนั้นไม่นานก็มีการขุดคุ้ยเรื่องการคอร์รัปชั่นและการมีอนุภรรยาจำนวนมากของอดีตผู้นำประเทศผู้นี้

 

 

เปิด‘ตลาดสินค้าเกษตร’รับแปลงใหญ่

Top 10  :  17 ชั่วโมงที่ผ่านมา
190
 
พลเอกฉัตรชัย สาริกัลยะ(กลาง)
แปลงใหญ่, ตลาดสินค้าเกษตร, สหกรณ์, เกษตรแปลงใหญ่, ข้าว, พันธุ์พิษณุโลก 2
ทุเรียนหลงลับแล
แปลงใหญ่, ตลาดสินค้าเกษตร, สหกรณ์, เกษตรแปลงใหญ่, ข้าว, พันธุ์พิษณุโลก 2
prev
next

เปิด‘ตลาดสินค้าเกษตร’รับแปลงใหญ่ ชู“สหกรณ์”ตัวกลางกระจายผลผลิต 

                หลังรัฐบาล ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เดินหน้าประกาศนโยบายโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ หรือเรียกง่ายๆ สั้นๆ ว่า "เกษตรแปลงใหญ่" มีเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิต โดยการรวมแปลงการผลิตของเกษตรกรเป็นแปลงใหญ่ มีเป้าหมายในการลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มโอกาสในการแข่งขันให้แก่สินค้าเกษตร  มีการรวมกลุ่มที่เข้มแข็ง โดยใช้ระบบสหกรณ์ในการบริหารจัดการตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เพื่อวางระบบการผลิตและการบริหารจัดการในแนวทางเดียวกันมากว่า 2 ปี อาจกล่าวได้ว่า ถึงวันนี้มีหลายพื้นที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะพื้นที่กลุ่มของเกษตรกรที่มีความพร้อม มีเครือข่ายสหกรณ์รองรับในการจัดการผลผลิต

เปิด‘ตลาดสินค้าเกษตร’รับแปลงใหญ่

 
 

                ปัจจุบันมีพื้นที่การเกษตรแบบแปลงใหญ่ทั่วประเทศ 600 แปลง มีสหกรณ์อยู่ในพื้นที่แปลงใหญ่จำนวน 327 แปลง 334 สหกรณ์ ประกอบด้วย แปลงใหญ่ที่ดำเนินการในพื้นที่ของสหกรณ์ จำนวน 36 แปลง มีสมาชิก 7,696 คน พื้นที่ 171,482 ไร่  แปลงใหญ่ที่มีสมาชิกของสหกรณ์อยู่ในพื้นที่ จำนวน 283 แปลง มีสมาชิก 15,470 คน พื้นที่ 205,005 ไร่ และแปลงใหญ่สมัยใหม่ ดำเนินการในพื้นที่สหกรณ์ 10 แห่ง มีสมาชิก 379 คน พื้นที่ 3,593 ไร่  

              “ขณะนี้มีการทำข้อตกลงซื้อขายสินค้าการเกษตรจากพื้นที่แปลงใหญ่ ผ่านระบบสหกรณ์แล้ว จำนวน 358 แปลง ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นสินค้าประเภทข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง โคนมและโคเนื้อ การบริหารจัดการแปลงใหญ่โดยสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรเกิดการรวมกลุ่มการผลิตที่เข้มแข็ง ลดต้นทุนจากการซื้อปัจจัยการผลิต และการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรร่วมกัน มีระบบการบริหารจัดการผลผลิตที่มีประสิทธิภาพ และมีตลาดรองรับผลผลิตที่แน่นอน สร้างอำนาจต่อรองให้สามารถขายผลผลิตได้ในราคาที่เป็นธรรม”

เปิด‘ตลาดสินค้าเกษตร’รับแปลงใหญ่

                 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ลงพื้นที่ จ.อุตรดิตถ์ เพื่อติดตามผลการดำเนินงานตามนโยบายกระทรวงเกษตรฯ ของจังหวัด ทั้งนโยบายการบริหารจัดการแปลงใหญ่ข้าว และสถานการณ์การผลิตสินค้าเกษตรจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ที่สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ และยืนยันว่า ในปี 2560 กระทรวงมีเป้าหมายที่จะขยายพื้นที่แปลงใหญ่เพิ่มอีก 400 แปลง จากเดิมที่มีอยู่ 600 แปลง รวมเป็น 1,000 แปลง ครอบคลุมสินค้าทั้งหมด 9 กลุ่มสินค้า ประกอบด้วย ข้าว พืชไร่ ไม้ผล ไม้ยืนต้น ผัก/สมุนไพร ประมง ปศุสัตว์ ไม้ดอกไม้ประดับ หม่อนไหม มีพื้นที่รวมประมาณ 5 ล้านไร่ เพิ่มขึ้นปีละ 4.5 แสนไร่ และในระยะต่อไปจะเร่งผลักดันให้สหกรณ์ภาคการเกษตรที่มีความพร้อมและเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เข้าสู่ระบบการส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่ทั้งหมดด้วย 

              เนื่องจากกระทรวงเกษตรฯ ได้ส่งเสริมให้ระบบสหกรณ์มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายการส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่พัฒนาด้านการผลิต การแปรรูป และการตลาด โดยระบบการผลิตจะต้องวางแผนการทำเกษตรให้เหมาะสม โดยใช้ อะกรี-แม็พ โซนนิ่ง, พัฒนาแหล่งน้ำ โดยสนับสนุนเงินกู้ปลอดดอกเบี้ยในการขุดสระกักเก็บน้ำ เจาะบ่อบาดาล แก่เกษตรกร เฉลี่ยรายละ 5 หมื่นบาท ชำระหนี้ใน 5 ปี สร้างธนาคารเมล็ดพันธุ์ สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ข้าวแก่เกษตรกรแปลงใหญ่ (ข้าว) แยกเป็นสนับสนุนสินเชื่อวงเงิน 10 ล้านบาท ให้แก่กลุ่มเกษตรกร สหกรณ์ วิสาหกิจชุมชน กู้ยืมเป็นเงินทุนหมุนเวียน ทั้งจัดหาปัจจัยการผลิต เครื่องจักรกลการเกษตร อุปกรณ์การตลาด และให้บริการเครื่องจักรกล เช่น รถเกี่ยวนวดข้าว เครื่องสีข้าวโพด เป็นต้น

เปิด‘ตลาดสินค้าเกษตร’รับแปลงใหญ่

            ตลอดจนระบบรวบรวมและแปรรูป โดยสหกรณ์จะรับซื้อผลผลิตจากเกษตรกรในพื้นที่แปลงใหญ่ เพื่อนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่า, สร้างความร่วมมือในรูปแบบประชารัฐ ระหว่างเกษตรกร สหกรณ์ และภาคเอกชน สร้างองค์ความรู้เรื่องการพัฒนาคุณภาพให้กับสินค้าเกษตรและบรรจุภัณฑ์สินค้า, การส่งเสริมช่องทางการตลาดผลผลิตสินค้าการเกษตรที่ผลิตขึ้นภายในพื้นที่แปลงใหญ่ แบ่งเป็นการซื้อขายระหว่างเกษตรกรตัวแทนกลุ่มผู้ผลิตเกษตรแปลงใหญ่กับสหกรณ์การเกษตรในพื้นที่, การซื้อขายระหว่างสหกรณ์ผู้ผลิตกับสหกรณ์ผู้ซื้อ, การซื้อขายระหว่างสหกรณ์กับภาคเอกชน เช่น โรงสี บริษัทผู้ผลิตสินค้าอุตสาหกรรม และได้ผลักดันให้เกิดตลาดสินค้าเกษตรกรในพื้นที่แปลงใหญ่ด้วย 

               “กระทรวงได้มอบหมายให้กรมส่งเสริมสหกรณ์เป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในภูมิภาค โดยมีเป้าหมายให้เป็นตลาดถาวร มีสถานที่ตั้งที่แน่นอนและเปิดให้บริการทุกวัน เพื่อเป็นการช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรให้มีสถานที่จำหน่ายสินค้า ให้เกษตรกรหมุนเวียนจัดหาสินค้าที่ตนเองผลิตมาวางจำหน่าย และยังเป็นการรองรับสินค้าสำหรับพี่น้องเกษตรกรในแปลงใหญ่ เกษตรกรทฤษฎีใหม่ วิสาหกิจชุมชน และเกษตรกรทั่วไป เป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในท้องถิ่นได้มีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่แน่นอน สามารถเพิ่มมูลค่าผลผลิตให้มีคุณภาพและสร้างความปลอดภัยให้แก่ผู้บริโภค”

                จะเห็นว่า จากการที่กระทรวงเกษตรฯ ในช่วงที่ผ่านมา มุ่งยกระดับภาคการเกษตรด้วยนโยบายส่งเสริมการเกษตรแปลงใหญ่ ส่งผลทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนได้ 20% และเพิ่มผลผลิตจากการทำเกษตรแปลงใหญ่ได้ 3% ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะ จ.อุตรดิตถ์นั้น มีการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรขึ้นที่สหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด และมีการส่งเสริมและพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์ให้เป็นตลาดถาวรและเปิดจำหน่ายได้ทุกวัน เพื่อเป็นช่องทางการตลาดให้แก่เกษตรกรในพื้นที่มีสถานที่จำหน่ายผลผลิตในท้องถิ่น สามารถวางแผนการผลิตได้ อย่างเป็นระบบ

                โดยมีการรวบรวมพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของ อ.ลับแล ได้แก่ ทุเรียน ลางสาด ลองกอง มังคุด ข้าว หอมแดง และพริก มีการส่งเสริมการผลิตสินค้าเกษตรปลอดภัยจีเอพี ผลไม้ตามฤดูกาล ซึ่งเป็นสินค้าเอกลักษณ์ของท้องถิ่น เช่น ทุเรียน มะปราง โดยตลาดสินค้ากลางสินค้าเกษตรอำเภอลับแลจะเป็นตลาดที่ช่วยแก้ไขปัญหาสินค้าเกษตร ป้องกันปัญหาความไม่เที่ยงตรงของการชั่งน้ำหนัก ลดการถูกกดราคารับซื้อจากพ่อค้า ซึ่งการเปิดตลาดสินค้าเกษตรครั้งนี้ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานภาคีเครือข่าย เช่น สำนักงานสหกรณ์จังหวัดอุตรดิตถ์ กรมส่งเสริมสหกรณ์ สันนิบาตสหกรณ์แห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หอการค้าจังหวัดอุตรดิตถ์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใน อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์

               ปัจจุบันประชากรใน อ.ลับแล 17,579 ครัวเรือน เป็นสมาชิกสหกรณ์ 8,000 ครัวเรือน จากการเปิดตลาดสินค้าเกษตรของสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด ตลาดมีการเปิดจำหน่ายสินค้าของพี่น้องเกษตรกรทุกวัน สินค้าที่มีจำหน่ายในตลาดสินค้าเกษตร เช่น ข้าวสารของโรงสีสหกรณ์และโรงสีเครือข่าย รวมทั้งผลผลิตทางการเกษตรที่ออกตามฤดูกาล เช่น ทุเรียนหมอนทอง ทุเรียนหลง–หลินลับแล มังคุด ผัก และปลาสด ซึ่งกรมส่งเสริมสหกรณ์ได้สนับสนุนงบประมาณเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในการพัฒนาตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ ส่งผลให้เกษตรกรผู้ผลิตในพื้นที่ อ.ลับแล สามารถร่วมกันวางแผนการผลิตและการตลาดได้อย่างเป็นระบบ สามารถจำหน่ายสินค้าให้แก่ผู้บริโภคได้โดยตรง โดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ทำให้ต้นทุนการตลาดลดลง เนื่องจากสหกรณ์การเกษตรเมืองลับแล จำกัด มีสถานที่จัดเก็บผลผลิตทางการเกษตร ทำให้สามารถรักษาคุณภาพของสินค้าเพื่อรอการจำหน่ายได้ 

              วิณะโรจน์ ทรัพย์ส่งสุข อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ยอมรับว่า กรมส่งเสริมสหกรณ์ถือเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินนโยบายจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์ต่างๆ ทั่วทุกภูมิภาค โดยจะคัดเลือกสหกรณ์ที่มีความพร้อม เปิดพื้นที่เป็นตลาดสินค้าเกษตร เพื่อเป็นสถานที่ในการจำหน่ายผลผลิตของสมาชิกสหกรณ์และเกษตรกรในพื้นที่และเปิดโอกาสให้ผู้บริโภคได้เลือกซื้อผลผลิตทางการเกษตรที่มีความสด ใหม่ สะอาดและมีคุณภาพจากเกษตรกรโดยตรง 

               “ขณะนี้ได้เปิดตลาดสินค้าเกษตรในสหกรณ์แล้วจำนวน 13 แห่ง ใน 10 จังหวัด ซึ่งช่วงเริ่มต้นดำเนินโครงการจะไม่เน้นเปิดตลาดที่มีขนาดใหญ่มากนัก แต่จะเลือกจากความพร้อมของสหกรณ์ที่จะเปิดตลาดสินค้าเกษตร ควบคู่กับการสร้างการเรียนรู้เรื่องของการตลาดให้กับเกษตรกร โดยจะเป็นแหล่งแลกเปลี่ยนแนวคิดในการผลิตสินค้าการเกษตรระหว่างเกษตรกรด้วยกัน และเกษตรกรจะได้มีโอกาสรับฟังความต้องการของผู้บริโภคด้วย เพื่อจะได้กลับไปผลิตสินค้าที่เหมาะสมกับความต้องการของตลาด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรมีรายได้และมีอาชีพที่มั่นคงในที่สุด”

                 อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ย้ำด้วยว่า ขณะนี้กรมกำลังดำเนินโครงการพัฒนาสหกรณ์การเกษตรเป็นองค์กรหลักในระดับอำเภอ โดยจะพัฒนาความเข้มแข็งของสหกรณ์ภาคการเกษตรระดับอำเภอให้เป็นที่พึ่งของสมาชิกสหกรณ์ เกษตรกรและคนในชุมชน และนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาเศรษฐกิจระดับฐานรากของทุกอำเภอทั่วประเทศ โดยสหกรณ์การเกษตรในระดับอำเภอจะทำหน้าที่เป็นแกนนำในการนำนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ไปดำเนินการเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่เกษตรกร และจะขยายตัวไปอย่างต่อเนื่อง

              ซึ่งการจัดตั้งตลาดสินค้าเกษตรในพื้นที่ของสหกรณ์การเกษตรที่มีความพร้อม เป็นส่วนหนึ่งของการยกระดับความเข้มแข็งสหกรณ์ในระดับอำเภอ เพื่อเปิดพื้นที่ให้เกษตรกรนำสินค้าที่ผลิตขึ้น ทั้งข้าวสาร ผักผลไม้ อาหารแปรรูป มาจำหน่ายให้ผู้บริโภคโดยตรง ผลผลิตทางการเกษตรส่วนใหญ่จะมาจากเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการตามนโยบายของกระทรวงเกษตรฯ ทั้งจากโครงการเกษตรแปลงใหญ่ เกษตรอินทรีย์ เกษตรผสมผสาน และเกษตรกรที่ได้น้อมนำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาปฏิบัติ ได้นำผลผลิตมาจำหน่ายในราคาท้องถิ่นให้แก่บผู้บริโภคโดยตรง จะทำให้เกษตรกรมีแหล่งจำหน่ายผลผลิตที่ชัดเจน และผู้บริโภคยังสามารถเลือกซื้อสินค้าที่สดใหม่มีคุณภาพในราคายุติธรรมอีกด้วย 

              การจัดตั้ง “ตลาดสินค้าเกษตร” ในโครงการเกษตรแปลงใหญ่ โดยมีสหกรณ์การเกษตรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลัก นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการสร้างความยั่งยืนสู่ภาคการเกษตรไทย ที่เริ่มจากตลาดสินค้าเกษตรระดับชุมชน ก่อนก้าวตลาดกลางสินค้าขนาดใหญ่ ภายใต้กลยุทธ์การบริหารใช้ “ตลาดนำการผลิต”  

หลากมุมมองเสียงสะท้อน“เกษตรกรแปลงใหญ่” 

              ยศกร จุมพล ประธานสหกรณ์ผู้เลี้ยงแพะแกะแปลงใหญ่ ราชบุรี จำกัด เปิดเผยว่า การเลี้ยงแพะในระบบแปลงใหญ่ได้เริ่มกันที่การเลี้ยงให้อยู่เฉพาะในคอก ซึ่งเดิมจะเลี้ยงกันแบบปล่อยทุ่ง ขณะเดียวกันก็มีการใช้พืชอาหารสัตว์เข้ามาให้แพะกินภายในพื้นที่เลี้ยง ทำให้ต้นทุนต่อตัวต่อกิโลกรัมลดลงเหลือที่ 63 บาท และมีการจัดการด้านการป้องกันโรคอย่างถูกวิธี ทำให้แพะมีสุขภาพดีขึ้น ลดอัตราการตายหลังคลอดเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการจำหน่ายแพะนั้น สหกรณ์ได้ทำเอ็มโอยูกับกลุ่มผู้เลี้ยงแพะและแกะ รวมถึงกลุ่มผู้เลี้ยงแพะในพื้นที่ใกล้เคียงอีก 15 กลุ่ม เช่น กลุ่มสวนผึ้ง กลุ่มจอมบึง กลุ่มบ้านคา และกลุ่มป่าหวาย เป็นต้น มีการกำหนดแนวทางร่วมกันในการทำการตลาด เช่น ตัวเมียที่มีลักษณะดี เหมาะในการทำเป็นแม่พันธุ์ ได้มีข้อตกลงร่วมกันว่าจะไม่ขาย เพื่อป้องกันการขาดแคลนแพะพ่อแม่พันธุ์ในระดับประเทศในอนาคต

เปิด‘ตลาดสินค้าเกษตร’รับแปลงใหญ่

            "เมื่อก่อนยังไม่เข้าระบบแปลงใหญ่ ขายให้พ่อค้าทั่วไปได้กิโลกรัมละ 90-95 บาท หลังจากเมื่อรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ และระบบแปลงใหญ่แล้ว สามารถขายได้กิโลกรัมละ 105-110 บาท ทำให้ได้ราคาที่ดี ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นตามมา การรวมตัวเป็นแปลงใหญ่ทำให้สามารถต่อรองราคา ขณะที่สามารถลดต้นทุนการผลิต ด้วยมีการรวมซื้อปัจจัยการผลิตทำให้ได้ราคาที่ต่ำ และการรวมกันขายเพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับผู้ซื้อทำให้ขายได้ราคาดีกว่าการต่างคนต่างเลี้ยงต่างคนต่างขาย ซึ่งก็คือผลกำไรที่เพิ่มขึ้นของผู้เลี้ยงนั่นเอง และนี่คือข้อดีที่มองเห็นได้อย่างชัดเจนของการเลี้ยงแพะแบบแปลงใหญ่” ยศกรกล่าว

          เกรียงศักดิ์ รสดี ประธานกรรมการสหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด กล่าวว่า สหกรณ์การเกษตรพรหมพิราม จำกัด ได้เข้าร่วมโครงการระบบส่งเสริมการเกษตรแบบแปลงใหญ่มาตั้งแต่ปี 2559 โดยดำเนินการตามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือในการซื้อ-ขายผลผลิตข้าวนาแปลงใหญ่จากเกษตรกร สำหรับในปีนี้สหกรณ์เปิดตลาดรับซื้อรวบรวมผลผลิตข้าวเปลือกตั้งแต่วันที่ 4 เมษายน 2560 เป็นต้นมา โดยรับซื้อในราคานำตลาด ตันละ 200 บาท จำแนกเป็น 1.การรวบรวมผลผลิตเพื่อจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ขนมจีนจำนวน 69 ราย ปริมาณ 498.59 ตัน จำนวน 3,259,930 บาท 2.การรวบรวมเพื่อผลิตเป็นเมล็ดพันธุ์ (พันธุ์พิษณุโลก 2) จำนวน 29 ราย ปริมาณ 421.44 ตัน จำนวน 3,397,290 บาท เพื่อสนับสนุนช่องทางตลาดข้าวแปลงใหญ่ของเกษตรกรให้เข้าสู่กระบวนการแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อช่วยให้เกษตรกรขายผลผลิตข้าวได้ในราคาดีและมีรายได้เพิ่มขึ้น 

           ลุงสาย อยู่สุขสวัสดิ์ ประธานกลุ่มชาวนาแปลงใหญ่ จังหวัดอุตรดิตถ์กล่าวว่า การรวมตัวกันของเกษตรกรปลูกข้าวร่วมกัน นอกจากจะสร้างความเข้มแข็งแล้ว ยังทำให้ลดต้นทุนการผลิต ประกันราคาข้าวได้อย่างแม่นย้ำไม่ถูกกดราคาอีกด้วย  ขณะเดียวกันเกษตรกรที่ปลูกพืชเศรษฐกิจอย่างทุเรียนและสับปะรด ของขึ้นชื่อของ จ.อุตรดิตถ์ ทางเจ้าหน้าที่ยังให้คำแนะนำโดยนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ ซึ่งตนได้นำมาใช้ในการส่งเสริมการขายและการเพาะปลูก เช่น การทำการตลาดออนไลน์ แม้กระทั่งการเพาะปลูกที่ใช้ข้อมูลที่ค้นหาอินเทอร์เน็ตอีกด้วย

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน !

คนนี้ใช่เลย “เทพไท เสนพงศ์” พี่มาร์ค..ขาดไม่ได้?

คนในข่าว  :  30 พ.ค. 2560
1.8K
เทพไท เสนพงศ์, อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ, ไลน์หลึด, คนในข่าว, คมชัดลึก, คนนี้ใช่เลย เทพไท, มาร์ค, ไลน์หลุด, คึก, สงบ, บ่าวคึก, พิเศษ, นิด้า, พศ 2525-2526, มท4, พรรคพลังธรรม, พรรคประชาธิปัตย์, มท2, หรอยอย่างแรง, ฟ้าวันใหม่, อบจ

คึก!! “เทพไท เสนพงศ์” องครักษ์ พิทักษ์ "มาร์ค" อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ของแท้ !!??

 

               เราจะไม่พูดเรื่องกรณี “ไลน์หลุด” ของคนดังแห่งช่องฟ้าวันใหม่ ว่า งานนี้มีเสียงวิจารณ์มากมาย ทำกันเอง จนเชื่อกันเอง หรืออะไรก็ช่าง เพราะยังไง ปชป.ก็ไม่มีแตก!!

               แต่เราจะโฟกัสไปที่บุคคลในไลน์ ซีกนักการเมือง อย่าง “เทพไท เสนพงศ์” ว่า จริงๆ แล้วเขาคือใคร แม้ว่าคนไทยจะรู้จักเขามานานแล้ว แต่ก็ยังไม่ชินสักที

 
 

               เทพไท เสนพงศ์ เกิดเมื่อ 12 มีนาคม 2504 มีชื่อเล่นว่า “คึก” เป็นคน อ.เชียรใหญ่ จ.นครศรีธรรมราช เป็นบุตรคนที่ 3 ในบรรดาพี่น้อง 8 คน ของ “สงบ” และ “เอื้อน” เสนพงศ์ ซึ่งมีเชื้อสายจีนไหหลำ และมีเชื้อสายตูนิเซียจากผู้เป็นตา แต่เดิมทีครอบครัวทำนา ฐานะยากจน

               “บ่าวคึก” มีคู่สมรสชื่องามนามเพราะ (ละม้ายนามของ “พิมพ์เพ็ญ ภริยาอดีตนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) ว่า “พอเพ็ญ” โดยเธอมีนามสกุลเดิมว่า “เริงประเสริฐวิทย์” เพราะเป็นบุตรสาวของคนใหญ่อย่าง “พ.อ. (พิเศษ) พล เริงประเสริฐวิทย์” อดีตคนสนิท พล.อ.กฤษณ์ สีวะรา 

               ประเด็นพ่อตานี่แหละ ที่เคยเป็นเรื่องเป็นข่าวใหญ่โตมาแล้ว เนื่องจาก “เสธ.พล” รวยจริงรวยจัง จนนักการเมืองรุ่นเดียวกันอิจฉา 

               เทพไทจบมัธยมจากโรงเรียนปากพนัง นครฯ และมาจบปริญญาตรีจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และปริญญาโทจากคณะพัฒนาสังคม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

               ข้อมูลจากนิตยสารไฮคลาส ฉบับที่ 218 เดือนสิงหาคม 2545 เล่าว่า ความยากจนที่บ่าวคึกเจอมาในวัยเด็ก ถึงขั้นที่ว่า ไปโรงเรียนได้เงินเดือนละ 250 บาท จึงต้องไปอาศัยอยู่บ้านพักครูของอาจารย์ใหญ่ที่เสียชีวิต

               นอกนั้นก็หาเงินเสริมด้วยการถีบสามล้อบ้าง เป็นคนงานตอกเสาเข็มบ้าง แต่ก็ยังทำกิจกรรมโรงเรียนไม่ขาด จนได้รับเลือกเป็นประธานชมรมและประธานนักเรียน

               และยังเป็นคนสนใจการเมืองตั้งแต่เด็ก ถึงขนาดอายุแค่ 8 ขวบ ก็สามารถท่องรายชื่อผู้สมัครใน จ.นครศรีฯ ได้หมดว่าใครเบอร์ไหน พรรคอะไร จนปัจจุบันก็ยังท่องได้อยู่

               แถมตอนเรียนรามฯ ก็ยังทำกิจกรรมไม่ขาด เป็นตัวแทนนักศึกษาลงสมัครสมาชิกพรรคการเมือง ทั้งที่อยู่ชั้นปีที่ 1 ส่วนปี 2 ขึ้นปี 3 (พ.ศ. 2525-2526) ได้รับเลือกให้เป็นนายกองค์การนักศึกษารามคำแหง ทั้งยังเป็นตัวแทนนักศึกษา 20 สถาบัน ไปร่วมกิจกรรมกับนักศึกษาอาเซียน ที่ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์

               บ่มเพาะความรู้ถึง 8 ปีเต็ม กว่าจะได้ใบปริญญามากอด แต่จังหวะดีได้เป็นผู้ช่วย ส.ส.ชำนิ ศักดิเศรษฐ์ ตั้งแต่ปี 2531 เพราะเป็นคนบ้านเดียวกัน ทั้งยังเป็นรุ่นพี่ร่วมสถาบัน

               กระทั่งชำนิได้เก้าอี้ รัฐมนตรีช่วยมหาดไทย (มท.4) ช่วงปี 2537 เทพไทก็ได้เป็นเลขานุการ รมช.มหาดไทย ขณะที่ชำนิยังอยู่ “พรรคพลังธรรม”

               จนชำนิย้ายมาอยู่ “พรรคประชาธิปัตย์” ได้เป็น รมช.มหาดไทย (มท.2) อีกครั้ง ช่วงปี 2540-2543 ซึ่งตรงกับสมัยรัฐบาลชวน 2 บ่าวคึกก็ตามมาด้วยในตำแหน่งเดิม

               ผ่านมาจนปี 2548 ถึงคราว “บ่าวคึก” ลงศึกบ้าง ปรากฏว่าลงปุ๊บก็ชนะเลย ได้เก้าอี้ ส.ส.นครศรีธรรมราช แถมต่อมายังมีบทบาทเป็นโฆษกของพรรค และโฆษกส่วนตัวของหัวหน้าพรรค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อีกด้วย

               ฟ้าบันดาล มาร์คได้นั่งนายกฯ คึกเลยได้เป็นโฆษกนายกรัฐมนตรี โดยหน้าที่โฆษก แน่นอนว่าจะคอยตอบโต้กับฝ่ายค้านและฝ่ายตรงข้าม

               แต่ของคึกเรียกว่า มีวาทะที่คนใต้เรียกว่า “หรอยอย่างแรง” แถมได้ภาพลักษณ์ของความเป็นองครักษ์พิทักษ์ “มาร์ค” มาครอง

คนนี้ใช่เลย “เทพไท เสนพงศ์” พี่มาร์ค..ขาดไม่ได้?

               ชีวิตด้านหนึ่งเรารู้กันดีว่า เขายังเป็นพิธีกรรายการสายล่อฟ้า ทางช่องบลูสกายแชนแนล โดยจัดร่วมกับ ศิริโชค โสภา และชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต เป็นสามเกลอที่คนไทยเรียกขาน

               จนต่อมาเมื่อรายการสายล่อฟ้าได้ยุติการออกอากาศลงช่วงรัฐประหารโดย คสช. แต่ก็กลับมาออกอากาศอีกครั้งเมื่อ 27 สิงหาคม 2557 ในชื่อสถานีใหม่ว่า “ฟ้าวันใหม่”

               ไม่เพียง “คึก” เทพไท ที่ได้ดิบได้ดีมีราคาในสนามใหญ่ แต่ยังส่งต่อไปยังรุ่นพี่น้องของเขาเอง จนได้ชื่อว่าครองบัลลังก์ท้องถิ่นขนาดใหญ่เมืองคอนมานาน

               โดยในส่วนของเทศบาลนครนครศรีธรรมราช ก็ได้พี่ชาย คือ ผศ.เชาวน์วัศ เสนพงศ์ นั่งเป็นนายกเทศมนตรี มีน้องชาย พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ เป็นรองนายกเทศมนตรี

               ขณะที่ในส่วนขององค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นครศรีฯ ยังมีน้องชายคือ มาโนช เสนพงศ์ นั่งเป็นนายก อบจ. ที่ได้เก้าอี้มาจากความเป็นคนรุ่นใหม่ จากกลุ่ม "ประชาธิปัตย์สร้างสรรค์” ทำคะแนนชนะเจ้าเก่าแบบสร้างประวัติศาสตร์

               ก่อนจะเสียหลัก ตอนปี 2558 ที่มาโนชต้องโดนใบแดง หลุดจากเก้าอี้ อบจ.นครศรีฯ พร้อมคณะ และถูกตัดสิทธิ์การเมือง 1 ปี เพราะโดนจับได้ว่าทุจริตเลือกตั้ง อบจ. โดยฝ่ายเทพไทยยังโดนด้วย ฐานจัดเลี้ยงเพื่อจูงใจ

               แต่ว่ากันว่า ไม่ได้สั่นคลอนบารมีใน อบจ.ลงเท่าไหร่ เพราะบ้านนี้มีสแปร์เยอะ ประมาณว่า ใครขาด คนที่เหลือก็เป็นอะไหล่เสียบได้ทันที เรื่องนี้คนในพื้นที่รู้กันดี ต้องไปถามกันเอง

               มาวันนี้ บทบาทของเทพไทออกแนวๆ ด่าทหารมาสักพัก สอดประสานกับบทบาทของ วัชระ เพชรทอง คนพรรคเดียวกัน โดยไม่พักคิดไกล พอแววมาว่าชาวบ้านรู้สึกไง คนประชาธิปัตย์ก็ไปทางนั้น คะแนนรัฐบาลสีเขียวลงฮวบขนาดไหน ยอมรับความจริงกันเถิด

               ยิ่งพอ “ลูกเพ่มาร์ค” เอาสูทออกมาปัดฝุ่นเตรียมลงศึกเลือกตั้ง ที่มาแน่ (แต่เมื่อไหร่?) เสี่ยคึกยิ่งคึกคัก เม้าท์กันว่า ยังวาดฝันจะดันน้องชาย พงศ์สินธุ์ เสนพงศ์ มาเป็นอะไหล่การเมืองอีกคน

               ถามว่าเทพไทจะไปต่อยังไง ตอบเลยสบายมาก ตอนนี้งานใหญ่ คือ ลงพื้นที่ดูน้ำท่วมที่เมืองคอน ไปตามดูได้ในทวิตเตอร์ "กลุ่ม ปชป.สร้างสรรค์” ทำคะแนนอยู่เงียบๆ แต่ภาพเพียบนะจ๊ะ!!

 

..........................................................

19 มิถุนายน 2560

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


                



แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน