• นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 4128
  • จำนวนผู้ชม : 2989174
  • จำนวนผู้โหวต : 1622
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1622 คน
<< กันยายน 2017 >>
อา พฤ
          1 2
3 4 5 6 7 8 9
10 11 12 13 14 15 16
17 18 19 20 21 22 23
24 25 26 27 28 29 30

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน 2560
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 491 , 11:04:38 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 2 คน สิงห์นอกระบบ , vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         ผบ.ทบ.เชื่อว่า 'เต้น' ณัฐวุฒิ จะแถลงเรื่อง 99 ศพโดยจะไม่เกี่ยวกับการเมือง ซึ่งก็ไม่น่าเชื่อว่าผบ.ทบ.จะเชื่อเช่นนั้น

จึงสงสัยว่าจะ 'ขุดบ่อ ล่อปลา'หรือเปล่า

 

สตรีมสด Blue Sky Media https://youtu.be/wJ2wmU0CXHY

..................................

 

 
วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560
 
ผบ.ทบ.ไฟเขียวนปช.แถลงรื้อ99ศพ

ผบ.ทบ.ไฟเขียวนปช.แถลงรื้อ99ศพ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 10.31 น.

ผบ.ทบ.ไฟเขียว นปช.แถลงแนวทางรื้อคดีสลายการชุมนุมปี 2553 ยันทำได้ ถ้าไม่เกี่ยวกับการเมือง

ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก วันที่ 14 ก.ย.60 พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) และเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงกรณีที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.) แถลงข่าวติดตามคดีทวงคืนความยุติธรรม 99 ศพ จากเหตุการณ์สลายการชุมนุมเมื่อปี 2553 ว่า เท่าที่ทราบเป็นการแถลงข่าว ถ้าไม่เป็นเรื่องทางการเมืองก็ไม่มีปัญหา ซึ่งที่ผ่านมาทีมโฆษก คสช.ได้ชี้แจงไปแล้ว ถ้าเป็นการเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการเมือง ทาง คสช.ก็ต้องขอร้อง โดยใช้การพูดคุย ทั้งนี้ก็ทราบว่านายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. ก็มีความเข้าใจดี และบอกว่าการแถลงข่าวดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง 

 

‘บิ๊กป๊อก’ถอดชนวนห้วยเม็ก  จ่อเพิกถอน!  ส่งซิกผู้ว่าขอนแก่นจัดการ

‘บิ๊กป๊อก’ถอดชนวนห้วยเม็ก จ่อเพิกถอน! ส่งซิกผู้ว่าขอนแก่นจัดการ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.
 

 

‘บิ๊กป๊อก’ถอดชนวนห้วยเม็ก

จ่อเพิกถอน!

ส่งซิกผู้ว่าขอนแก่นจัดการ

ยังคาใจโดนลูกน้องวางยา

จี้สอบลงลึกถึงระดับอำเภอ

ขู่ใครลักไก่ต้องรับผิดชอบ 

“บิ๊กป๊อก” เก้าอี้ร้อน ยอมรับคาใจถูกวางยางปมยกป่าชุมชน “ห้วยเม็ก” ให้นายทุน จี้สอบยิบพร้อมส่งซิกพ่อเมืองขอนแก่นพิจารณาเพิกถอนเผยกำลังสาวลงระดับอำเภอ ขู่หากพบปลอมลักไก่–ตอบไม่ได้ ต้องรับผิดชอบ 

“บิ๊กป๊อก” พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 13 กันยายน ถึงความคืบหน้าภายหลังสั่งกรมที่ดิน ลงไปตรวจสอบการอนุมัติป่าชุมชนในพื้นที่โคกห้วยเม็ก ต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ จ.ขอนแก่น จำนวน 31 ไร่ ให้กับกลุ่มทุนเอกชนว่า กรมที่ดินได้ตรวจสอบเอกสารในระดับจังหวัดแล้ว ขณะนี้กำลังตรวจสอบลงไปยังระดับอำเภอ ซึ่งหลักฐานที่อยากทราบคือ ในขั้นการดำเนินการ มีการมาร้องคัดค้านหรือไม่อย่างไร และหากมีการคัดค้าน ทำไมเอกสารนี้ไม่เข้ามาสู่การพิจารณา ถ้ายังมีผู้คัดค้านก็ยังไม่สามารถเสนอเรื่องนี้ขึ้นมาได้ 

ส่วนหนังสือคัดค้านของประชาชนในพื้นที่ ไม่จำเป็นต้องนำมาให้ตน เพราะเป็นเรื่องที่อยู่ในระดับพื้นที่ ถ้ามีผู้มาร้องขอที่สาธารณะแล้วไปทำประชาคม หรือไปสอบถามประชาชนแล้วพบว่าประชาชนยังใช้ประโยชน์อยู่ และถ้าอนุมัติแล้วจะเกิดความเสียหาย ก็จะทำเรื่องขึ้นมาไม่ได้แล้ว 

“ผมขอย้ำว่า ไม่ต้องส่งมาที่ผม เขาพิจารณาจากระดับล่างแล้วก็จบเลย แต่ถ้าไม่จบ ยังมีการใช้ประโยชน์ในป่าชุมชนอยู่ ก็ส่งเรื่องขึ้นมาไม่ได้ ที่สื่อมวลชนลงข่าวไปในแนวทางว่า ต้องส่งเรื่องขึ้นมาให้ผม มันไม่ใช่ ถ้าเขามาร้องขอที่สาธารณะแล้วประชาชนยังใช้ประโยชน์อยู่ การอนุมัติจะเกิดความเสียหาย ทำเรื่องขึ้นมาไม่ได้ ต้องทำให้ครบถ้วนตามระเบียบ เมื่อทำเสร็จ ผมมีอำนาจให้เห็นชอบ พอเห็นชอบเสร็จ ทางผู้ว่าราชการจังหวัดก็ไปออกคำสั่ง ไม่ใช่ผมไปออกคำสั่ง ดังนั้นหากจะมีการเพิกถอน ก็ต้องเพิกถอนโดยผู้ว่าฯ ขณะนี้กำลังตรวจเอกสารอยู่ที่ระดับอำเภอ ประเด็นอย่างที่บอก ถ้ามีขั้นการทำประชาคม แล้วมีประชาชนมาคัดค้าน ไม่ว่า เรื่องอะไรก็แล้วแต่ แล้วไม่มีการนำประเด็นคัดค้านมาพิจารณา ต้องมีคนรับผิดชอบ” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว 

เมื่อถามว่า มีชาวบ้านในพื้นที่ออกมาเปิดเผยไม่เคยได้เข้าร่วมทำประชาคมในเรื่องนี้ แต่กลับมีรายชื่อเห็นชอบในประชาคมให้ใช้ป่าชุมชน รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ในพื้นที่เขาก็ต้องตรวจสอบ มีใครไปปลอมแปลงเอกสารหรือไม่ หากชาวบ้านรายนั้นไม่ได้ไปร่วมเห็นชอบจริง แล้วมีการเซ็นชื่อแทน มันทุจริต ใครทำก็ต้องว่ากัน ทางคณะตรวจสอบก็ต้องไปหามา แต่ตนขอถามกลับว่า ตอนทำประชาคม ชาวบ้านรายนี้ได้ไปหรือไม่ เพราะมีการติดประกาศไว้แล้ว 30 วัน ได้แสดงตัวหรือไม่ ถ้าส่งเอกสารมาว่า คัดค้าน ก็คงได้ แต่เจ้าหน้าที่นำเข้ามาพิจารณาหรือไม่ ตนไม่รู้ ก็ให้ตรวจสอบอยู่ทั้งหมด หากทำมาโดยชอบก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าทำมาโดยมิชอบ ก็ต้องหาผู้กระทำผิด 

“ขณะนี้คณะทำงานเขากำลังตรวจสอบเอกสารในการทำประชาคมอยู่ เอกสารคัดค้านถ้ามี เสนอขึ้นมาให้ผม ก็ผิดแล้ว ก็ต้องถามว่า ทำไมมันผิดหลายระดับนัก ถ้ามีการคัดค้านมันไม่น่าผ่านมาจากท้องถิ่น มาถึงนายอำเภอ ขึ้นมาที่ผู้ว่าฯ ขึ้นมาที่อธิบดีกรมที่ดิน มันคงไม่ผ่านมาได้ ผมอธิบายชัดเจนแล้ว ตรวจสอบตามขั้นตอนมีการร้องคัดค้านอย่างไร ถ้ามีการคัดค้านก็ต้องจบในพื้นที่ แต่ถ้าส่งมาข้างบน ก็แสดงว่ามิชอบ ถ้ามีคนมาคัดค้าน แต่ไม่มีใครนำมาพิจารณา ก็ต้องมาหาว่า ใครผิด ไม่ต้องมาคัดค้านผม ไม่ต้องมาเรียนนายกรัฐมนตรี มันจบตั้งแต่ข้างล่างแล้ว” พล.อ.อนุพงษ์ กล่าว

เมื่อถามว่า จะต้องมีการตรวจสอบตามลำดับขั้นอย่างไร รมว.มหาดไทย กล่าวว่า ก็ต้องตรวจสอบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความเป็นไปเป็นมาต่างๆ เขามีการร้องขออย่างไร ขั้นตอนการพิจารณาทำอย่างไร ถูกต้องหรือไม่ เอกสารจริงหรือปลอม เอกสารส่งมาไม่ครบหรือไม่อย่างไร ก็คงจะตรวจสอบประมาณนี้ ดังนั้นเจ้าหน้าที่ต้องดำเนินการ ตนได้สั่งการให้อธิบดีกรมที่ดิน ไปดูการดำเนินการเป็นอย่างไร จะมีการทุจริตหรือไม่ 

วันเดียวกัน นายนิติธรณ์ ชาญวิรัตน์ ปลัด อบต.ห้วยโจด อำเภอกระนวน จ.ขอนแก่น อดีต ปลัดอบต.บ้านดง อ.อุบลรัตน์ เปิดเผยว่า ตนเคยไปแจ้งความที่โรงพักอำเภออุบลรัตน์ว่า เอกสารเกี่ยวกับการทำประชาพิจารณ์เรื่องการขอใช้ป่าห้วยเม็กหายจากห้องทำงานปลัด จึงไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน ซึ่งในนั้นมีข้อมูลทั้งหมดว่า ชาวบ้านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับการให้เช่าพื้นที่ป่าชุมชนป่าห้วยเม็ก

ปูเผ่นเส้นทางอรัญฯ ผบ.ทบ.ยันไม่มีตัดต่อภาพ

ปูเผ่นเส้นทางอรัญฯ ผบ.ทบ.ยันไม่มีตัดต่อภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 10.17 น.
 

ผบ.ทบ.เผยกล้องแถวอรัญประเทศ จับภาพรถต้องสงสัยพา“ปู”หนีได้ ไม่ยืนยันอยู่ในรถหรือไม่ เผยทุกฝ่ายทำงานไม่ข้ามหน้าข้ามตา

ที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก วันที่ 14 ก.ย.60 พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผู้บัญชาการทหารบก(ผบ.ทบ.) ในฐานะเลขาธิการคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) กล่าวถึงความคืบหน้าการติดตาม น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีออกนอกประเทศไปทางด่าน จ.สระแก้ว ว่า จากข้อมูลที่ทราบรถต้องสงสัยนำ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปทาง อ.อรัญประเทศ ตนได้สั่งการให้กองกำลังบูรพาให้ติดตามเรื่องนี้ คือ 1.ตรวจสอบกล้องวงจรปิด CCTV ทุกพื้นที่ตามชายแดน และ 2.ติดตามหาข้อมูลด้านการข่าว ซึ่งปัจจุบันไม่มีข้อมูลยืนยันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกนอกประเทศไปทางใด เพียงแต่ภาพจากกล้องวงจรปิดจับภาพได้เพียงรถต้องสงสัยอยู่บริเวณใด เรายังไม่มีพยานยืนยันว่าออกไปจุดไหน

พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า สำหรับการออกมาให้ข้อมูล ทั้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กับ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.) ตนคิดว่าข้อมูลตรงกันว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ออกจากกรุงเทพฯ ไปเปลี่ยนรถเขตมีนบุรี เพื่อไปชายแดน แต่จุดที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไปทางไหนนั้น ข้อมูลยังไม่ชัดเจน เพราะรถต้องสงสัยคันดังกล่าวไม่ได้ผ่านด่าน และเดินทางหลังเวลา 22.00 น. ซึ่งเป็นเวลาด่านปิด ขณะเดียวกันยังได้ตรวจสอบกล้องวงจรปิดทุกจุดแล้วพบว่าไม่มีรถข้ามด่านไป เพียงแต่ทั้ง 2 ท่าน ยังไม่ลงลึกรายละเอียดว่ารถยี่ห้ออะไร ออกไปเส้นทางใด เนื่องจากจะเกี่ยวพันผู้ต้องสงสัยที่ต้องนำมาสอบสวนในอนาคต ดังนั้นตนยืนยันให้สังคมเข้าใจว่าเราติดตามเรื่องนี้มาตลอด

เมื่อถามว่า ยืนยันได้หรือไม่ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ อยู่ในรถ พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า การหลบหนีของเขาเตรียมการไว้ล่วงหน้า คงไม่เดินออกมาให้กล้องวงจรปิดจับภาพได้ เมื่อเราไม่เห็นคนเดินขึ้นรถ หรือมองเห็นจากกระจกรถ จึงยังยืนยันไม่ได้ เราต้องดูภาพจากกล้อง และการข่าวมาประกอบกัน เมื่อได้ความชัดเจนอย่างไรจะออกมาเป็นรูปธรรม

เมื่อถามอีกว่า กรณีข้อสังเกตว่าด่านปิดก่อน 22.00 น. แต่กล้องจับภาพได้นั้น พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า เป็นกล้องในตัวเมือง เพื่อผ่านไปทางด่าน อ.อรัญประเทศ เวลา 22.00 น. แต่กล้องวงจรปิดที่ด่านไม่ได้ผ่าน และด่านก็ปิดอีกด้วย ซึ่งข้อมูลที่เรามีตอนนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาด้วยรถ และยืนยันว่าเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ได้นำภาพในกล้องไปเก็บ หรือไปตัดต่อแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวถามอีกว่ากรณีที่ พล.อ.ทวีป เนตรนิยม เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ออกมาระบุว่าแหล่งที่อยู่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทาง พล.อ.เฉลิมชัย กล่าวว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ แต่อยากให้ทุกฝ่ายเห็นใจเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน ไม่มีใครทำงานข้ามหน้าข้ามตากัน เพราะคดีนี้อยู่ในความรับผิดชอบของตำรวจ ขณะเดียวกันตนส่งคนไปทำงานด้วยเช่นกัน และพยายามพูดในส่วนที่จำเป็น โดยทางตำรวจจะเป็นผู้ชี้แจงในรายละเอียดต่อไป

“กระบวนการทั้งหมดให้กฎหมายปกติ หากหลบหนีเข้าเมือง ทางสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(สตม.) ดำเนินการตามกฎหมาย  ทหาร ตำรวจ ทำงานร่วมกัน ไม่โยนความรับผิดชอบกัน ตำรวจรายงาน พล.อ.ประวิตร ส่วนผมก็ต้องติดตามเรื่องนี้ด้วย เพื่อเรียน พล.อ.ประวิตร เช่นกัน ทั้งหมดเป็นไปแนวทางเดียวกัน ไม่มีตรงไหนให้ข่าวต่างกัน ยกเว้นไปพูดไม่เหมือนกัน เพราะเป็นเรื่องต้องสงสัยทั้งสิ้น พร้อมทั้งขอยืนยันว่าไม่ได้ปล่อยอย่างใด  หากทุกอย่างครบสมบูรณ์ จะแถลงอย่างเป็นทางการต่อไป” เลขาธิการ คสช. กล่าว

โรฮิงญา  ชนชาติที่ถูกสาป

โรฮิงญา ชนชาติที่ถูกสาป

วันพฤหัสบดี ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2560, 08.47 น.
 
 

เป็นปัญหาที่ยาวนานและเป็นเรื่องที่ชาวโลกจับตามอง กับกรณีความขัดแย้งใน เมียนมา ระหว่าง “รัฐบาลพม่า” กับกลุ่มชนชาว “โรฮิงญา” (“โรฮีนจา” หรือที่ทางการเมียนมาพยายามให้เรียกว่า “เบงกาลี”) ที่ปรากฏเป็นข่าวเสมอว่ารัฐบาลเมียนมามีนโยบายค่อนข้างรุนแรง เพื่อกดดันให้กลุ่มชนดังกล่าวออกไปจากประเทศ ทำให้เกิด “คลื่นผู้อพยพ” เข้าไปยังบังกลาเทศบ้าง หรือเป็น “มนุษย์เรือ” /ฝ่าคลื่นลมทะเลมาแวะใน “ประเทศไทย” ก่อนเดินทางไปยังประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย หรือไปไกลถึงออสเตรเลีย

ชนชาวโรฮิงญาที่เป็นรู้จักของสังคมไทย เมื่อปรากฏหลุมศพขนาดใหญ่ของชาวโรฮิงญาในจังหวัดทางภาคใต้ของไทยนำไปสู่การสืบสวนจับกุมในข้อหาค้ามนุษย์กับผู้ต้องหาหลายราย อาทิ พล.ท.มนัส คงแป้น อดีตนายทหารสังกัด กองอำนวยการรักษาความสงบภายใน (กอ.รมน.) ซึ่งศาลได้อ่านคำพิพากษาในคดีนี้ไปเมื่อ 19 ก.ค. 2560 ที่ผ่านมา ทว่ารัฐบาลไทย ฝ่ายความมั่นคงไทย และสังคมไทย ต้องกลับมาอยู่ในภาวะกังวลกับผู้อพยพโรฮิงญาอีกครั้ง หลังรัฐบาลพม่าดำเนินการปราบปรามชาวโรฮิงญาอย่างรุนแรง ช่วงปลายเดือน ส.ค. 2560

บ่ายวันที่ 13 ก.ย. 2560 ที่งานเสวนาเรื่อง “โรฮิงญา : เรื่องที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในงานนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านเมียนมาคนหนึ่งของไทยอย่าง รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์ คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย จุฬาฯ บอกเล่าประวัติศาสตร์ที่ฟังแล้วคงไม่ผิดนัก หากจะบอกว่าชาวโรฮิงญานั้นเป็น “ชนชาติที่ถูกสาป” เพราะอยู่ในดินแดนที่ไม่มีใครต้องการ และไปที่ไหนก็ไม่ค่อยจะมีใครอยากอ้าแขนรับ


รศ.ดร.สุเนตร ชุตินธรานนท์

อาจารย์สุเนตร เล่าถึง “ประวัติศาสตร์กระแสหลัก” ของเมียนมา ที่มองว่าชาวโรฮิงญาเป็น “คนนอก” (Foreigner) เป็นชาวต่างด้าวต่างชาติ ไม่ใช่ “ชนดั้งเดิม” ในแผ่นดินเมียนมาอย่างกลุ่มชาติพันธุ์อื่นๆ อาทิ มอญ ไทยใหญ่ กะเหรี่ยง ว้า ฯลฯ ขณะเดียวกัน พื้นที่ที่ชาวโรฮิงญาอยู่อาศัยนั้น เรียกว่า “อาระกัน” (Arakan) หรือ “ยะไข่” เดิมก็เป็นรัฐอิสระเช่นกัน กระทั่งในปี 2327 (ค.ศ.1784) อาณาจักรพม่าจึงสามารถยึดครองดินแดนอาระกันได้สำเร็จ ซึ่งก็มีเรื่องเล่าว่า ชาวอาระกันที่นับถือศาสนาอิสลาม “หนีตาย” ออกจากเมืองไปเป็นจำนวนมาก

แผนที่ดินแดน “อาระกัน” (Arakan) หรือ “ยะไข่” (Rakhine)

ภาพจากเว็บไซต์ https://joshuaproject.net/people_groups/13207/BM

แต่นั่นก็ตามมาซึ่ง “ปัญหาใหม่” นั่นคือกลายเป็นว่าพม่ามีพรมแดนติดกับ “เอเชียใต้” ซึ่งตกอยู่ใต้อิทธิพลของ “อังกฤษ” มหาอำนาจโลกตะวันตกขณะนั้น และเมื่อเกิดเหตุกระทบกระทั่งจนพม่ากับอังกฤษทำสงครามกันในปี 2367 - 2368 (ค.ศ.1824 - 1825) ผลคือพม่าเป็นฝ่ายแพ้ และต้อง “เสียอาระกัน” ให้กับอังกฤษ โดยถูกผนวกรวมเข้ากับอินเดียและบังกลาเทศ ซึ่งช่วงนี้เองที่การโยกย้ายถิ่นฐานไปมาของผู้คนระหว่างบังกลาเทศกับอาระกันเกิดขึ้นทั่วไป

“ช่วงที่เข้ามากันมาก คือช่วงต้นคริสตศวรรษที่ 20 (ค.ศ.1900 หรือ พ.ศ.2443 เป็นต้นมา) อังกฤษต้องการใช้แรงงานคนแขกซึ่งก็มีหลายเผ่า แต่ส่วนใหญ่เป็นมุสลิม จึงมีการนำคนจากฝั่งโน้น (บังกลาเทศ) เข้ามาจำนวนมาก จะรู้ได้อย่างไรว่าโรฮิงญากลุ่มไหนอยู่เก่าแก่ หรือกลุ่มไหนอังกฤษนำเข้ามา แต่รัฐบาลพม่าเหมาเอาทั้งหมดว่าเข้ามาหลัง ค.ศ.1824” อาจารย์สุเนตร ระบุ

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เมียนมาท่านนี้ เล่าต่อไปว่า เมื่ออังกฤษนำคนแขกมุสลิมเข้ามา ก็มีปัญหาระหองระแหงกระทบกระทั่งกันบ้างกับชาวพื้นถิ่นที่เป็น “ชาวพุทธ” แต่เหตุการณ์ที่เป็น “รอยร้าว” ระหว่างชน 2 กลุ่ม อยู่ในช่วง “สงครามโลกครั้งที่ 2” เมื่อพม่าที่ขณะนั้นตกเป็นอาณานิคมอังกฤษ “ขบวนการกู้เอกราชพม่า” ได้จับมือกับ “ญี่ปุ่น” เพื่อหวังให้กองทัพลูกพระอาทิตย์มาขับไล่มหาอำนาจตะวันตกออกไป ในทางตรงกันข้าม กองทัพอังกฤษก็ได้ทิ้งอาวุธจำนวนมากไว้ให้ชาวโรฮิงญาในอาระกัน เพื่อต่อสู้กับญี่ปุ่นเช่นกัน

“อังกฤษทิ้งอาวุธให้โรฮิงญา เพื่อจะเอาไว้เป็นกันชนไม่ให้ญี่ปุ่นตามเข้าไปถึงอินเดีย สถานการณ์นี้เป็นรอยแผลสำคัญเลยที่เกิดขึ้น ส่วนรอยแผลอันที่ 2 คือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 มีปรากฏการณ์การแยกประเทศ เช่นมีปากีสถานตะวันตก ปากีสถานตะวันออก (ปัจจุบันคือบังกลาเทศ) โรฮิงญาก็มีกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อแยกประเทศเช่นกัน อย่างที่มีชื่อออกมาคือ Arakanistan ในช่วงนั้น ซึ่งเป็นเรื่องสุดท้ายที่รัฐบาลพม่าจะยอมให้เกิด” อาจารย์สุเนตร กล่าว

“สะพานข้ามแม่น้ำแคว” ทางรถไฟที่สร้างขึ้นจากชีวิตเชลยศึกในกองทัพญี่ปุ่น มุ่งให้เป็นเส้นทางเดินทัพเข้าสู่พม่าในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

ท่าทีของพม่าหลังได้รับเอกราชจากอังกฤษใหม่ๆ ในปี 2491 (ค.ศ.1948) รัฐบาลพม่าในขณะนั้น “แม้จะยังไม่ยอมรับชาวโรฮิงญาเป็นชนเผ่าหนึ่งของประเทศ แต่ก็ได้ให้สิทธิเสรีภาพพอสมควร” ชาวโรฮิงญาตั้งสมาคม ชมรมต่างๆ อย่างเปิดเผย ถึงขนาดมีสถานีวิทยุเป็นของตนเอง ทว่าทุกอย่างได้เปลี่ยนไป เมื่อเกิดการยึดอำนาจในปี 2505 (ค.ศ.1962) โดยผู้นำฝ่ายทหาร นายพล “เน วิน” (Ne Win) จากนั้นก็เป็นที่ทราบกันดีว่า แผ่นดินพม่าได้เข้าสู่ “ยุคมืด” เพราะมีการ “ปิดประเทศ” และเปิดฉากสมัยแห่ง “ระบอบเผด็จการ” ยาวนานนับทศวรรษ

นายพล “เน วิน” (Ne Win) ผู้นำพม่าเข้าสู่ยุคเผด็จการปิดประเทศ

อาจารย์สุเนตร กล่าวว่า เมื่อ เน วิน ขึ้นครองอำนาจ ท่าทีของรัฐบาลพม่าต่อชนชาวโรฮิงญาได้เปลี่ยนไปแบบ “จากยืดหยุ่นสู่กวาดล้าง” โดยเฉพาะในปี 2521 (ค.ศ.1978) รัฐบาลทหารพม่าได้ใช้นโยบาย Operation Nagamin เข้าควบคุมพื้นที่อาระกัน โดยอ้างว่า “เพื่อรักษาความสงบ” หรือก่อนหน้านั้น ในปี 2517 (ค.ศ.1974) มีการออกกฎหมาย “ยกเลิกบัตรประชาชน” ของชาวโรฮิงญา และในปี 2525 (ค.ศ.1982) ได้ยกระดับสู่การ “ยกเลิกทุกสิทธิ” ที่ชาวโรฮิงญาเคยมีเหมื่อนชนกลุ่มอื่นๆ หรือก็คือการไม่ยอมรับ “การมีตัวตน” ของโรฮิงญาบนแผ่นดินพม่าอีกต่อไป

นั่นคือเรื่องราวในอดีต แต่ในวันนี้ที่ประชาคมโลกถามหา “อองซานซูจี” (Aung San Suu Kyi) ว่าหายไปไหน? ทำไมไม่พูดอะไรเกี่ยวกับวิกฤติโรฮิงญาบ้าง ทั้งที่เคยถูกยกย่องเป็น “วีรสตรีนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย” จนได้รับ “รางวัลโนเบลสาขาสันติภาพ” (Nobel Peace Prize) ในปี 2534 (ค.ศ.1991) ในขณะที่ถูกรัฐบาลทหาร SLORC และ SPDC สั่งจองจำในบ้านพักของเธอเอง กระทั่งในเวลาต่อมาถูกปล่อยตัวและกลับมามีบทบาทสำคัญทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อพม่าปฏิรูปการเมืองสู่ประชาธิปไตย และพรรค NLD ของเธอชนะเลือกตั้งในปี 2558 (ค.ศ.2015)

“อองซานซูจี” (Aung San Suu Kyi)

นักวิชาการด้านประวัติศาสตร์เมียนมาท่านนี้ อธิบายสภาพสังคมเมียนมาที่เกี่ยวข้องกับประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจ คือ “2 พรรคใหญ่” ในการเมืองเมียนมา คือ พรรค NLD ของนางอองซานซูจี กับ พรรค USDP หรือพรรคการเมืองของ “ฝ่ายทหาร” ซึ่งถือเป็น “คู่แข่ง” ของพรรค NLD โดยตรง แน่นอนว่าในสังคมประชาธิปไตย “ฐานเสียง” จากประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ทว่านั่นคือ “โชคร้าย” เพราะชนชาวพม่า “ส่วนใหญ่เป็นชาวพุทธ และไม่ชอบโรฮิงญา” ประเด็นโรฮิงญาจึงเป็นเรื่อง “ต้องห้าม” ที่นักการเมืองทุกรายไม่ควรเอ่ยปากพูดถึง

“ไม่ว่าจะ NLD หรือ USDP ต่างคาดหวังว่าจะได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชน ซึ่งกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นพุทธ ดังนั้นถ้ารัฐบาลแสดงทีท่าเห็นอกเห็นใจมุสลิมโรฮิงญา ก็จะถูกต่อต้านจากประชาชน หมวกที่อองซานซูจีสวมอยู่ขณะนี้คือหมวกนักการเมือง ไม่ใช่หมวกของผู้ชนะรางวัลโนเบลสันติภาพ ฉะนั้นเขาก็ต้องระวัง ถ้าไปทำอะไรมากคะแนนเสียงจะเสีย” อาจารย์สุเนตร กล่าว

นอกจากพรรคการเมืองใหญ่ระดับชาติแล้ว ยังมี “ตัวแปร” อื่นๆ เช่น พรรคการเมืองท้องถิ่นรัฐอาระกัน แน่นอนว่ามีแนวทางแบบ “พุทธหัวรุนแรง” ไม่ต่างจากชนชาวพม่าส่วนใหญ่ที่มองโรฮิงญาเป็นคนนอก ความสำคัญของพรรคการเมืองนี้ต่อรัฐบาลกลางเมียนมา คือ “พรรครัฐบาลเอาชนะเลือกตั้งที่อาระกันไม่ได้” ทำให้ขั้วการเมืองรัฐบาลต้องให้ความใส่ใจอย่างมาก หรือแม้แต่ “ภาคประชาชน” ในรัฐอาระกัน ที่จำนวนมากก็เป็นกลุ่มเคลื่อนไหวของชาวพุทธที่ไม่เอาชาวโรฮิงญา แบ่งเป็น 3 กลุ่มใหญ่ และยังมีกลุ่มย่อยอื่นๆ ออกไปอีก

“โรฮิงญายังเป็นปัญหาเรื่องสีผิว เพราะมีสีผิวต่างจากคนพม่าชัดเจน ภาษาก็คนละภาษา แถมศาสนายังแตกต่าง ปัญหาของโรฮิงญาจึงเห็นภาพว่ามีกลุ่มยะไข่พุทธกับโรฮิงญาที่ขัดแย้งกัน ทั้งๆ ที่ในอาระกันไม่ได้มีแค่ 2 ชาติพันธุ์ แต่กลุ่มที่เด่นๆ คือยะไข่พุทธกับมุสลิมโรฮิงญา พอเป็นแบบนี้รัฐก็วางตัวยาก จะเอนเอียงสนับสนุนไปทางไหน? แน่นอนก็ต้องทางพุทธ แล้วพอเป็นแบบนี้มันก็ข้ามพรมแดนแล้ว ไม่ได้อยู่แต่ในรัฐยะไข่เท่านั้น แต่กระจายไปพม่าส่วนอื่นๆ ที่เป็นชาวพุทธด้วยกัน ก็มีความเคลื่อนไหวต่อต้านโรฮิงญา” อาจารย์สุเนตร กล่าวย้ำ

สุดท้ายเมื่อถามหา “กลไกระหว่างประเทศ” เช่น ประชาคมอาเซียน อาจารย์สุเนตร ระบุว่า รัฐบาลพม่ายืนยันเสมอว่า “นี่คือเรื่องภายในของฉัน คนอื่นอย่าเข้ามายุ่ง” ดังนั้นแล้ว ชะตากรรมของชาวโรฮิงญา จึงต้อง

“เคว้งคว้าง” อย่างไม่รู้ที่สิ้นสุด!!!

SCOOP@NAEWNA.COM

 ...............................................

14 กันยายน 2560

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 14/09/2017 เวลา : 13.15 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

vinitvadee
......................................
ฝนกำลังถอยห่างออกไปแล้วครับ น้ำก็อกบ้านผมร้อนเหมือนผ่านเครื่องทำน้ำอุ่น แล้วฤดูหนาวจอมปลอมก็มาถึงในไม่ช้าครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 14/09/2017 เวลา : 11.22 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

คุณลุงขา บ้านคุณลุงฝนตกไหมคะ
ไม่เกี่ยวกับเรื่องในนี้เลย
ก็หนูอยากถามแบบนี้นี่คะ

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน