*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 4652
  • จำนวนผู้ชม : 3126951
  • จำนวนผู้โหวต : 1644
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1644 คน
<< มกราคม 2018 >>
อา พฤ
  1 2 3 4 5 6
7 8 9 10 11 12 13
14 15 16 17 18 19 20
21 22 23 24 25 26 27
28 29 30 31      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 631 , 13:07:11 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 1 คน vinitvadee โหวตเรื่องนี้

สวัสดีครับ

         คนอุทัยธานีมีความภูมิใจ ขอเสนอข่าวสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาทรงงานระหว่างเสด็จมาประทับที่ 'บ้าน' ของพระองค์

ณ จังหวัดอุทัยธานี ช่วง 9 - 11 มกราคม 2561 ดังนี้;

 

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
 


สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ดังนี้
เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2561 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลอุทัยธานี อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี



สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดชัยนาท ระหว่างวันที่ 9 - 11 มกราคม 2561
วันที่ 9 ม.ค.2561 เวลา 09.04 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดห้องสมุดประชาชน "เฉลิมราชกุมารี" ตำบลหนองสรวง อำเภอหนองฉาง จังหวัดอุทัยธานี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงติดตามความก้าวหน้าโครงการพระราชดำริและการดำเนินงานของโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแพรกตระคร้อ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
วันนี้ (5 ม.ค.2561) เวลา 10.16 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านแพรกตระคร้อ ตำบลบึงนคร อำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี
เมื่อวันที่ 4 ม.ค.2561 เวลา 09.19 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังศูนย์การเรียนตำรวจตระเวนชายแดนบ้านไกรเกรียง อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจต่างๆ ดังนี้
เมื่อวันที่ 3 ม.ค.2561 เวลา 07.12 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงบาตรพระสงฆ์ เนื่องในวันคล้ายวันสถาปนาคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครบ 101 ปี ณ

สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี ดังนี้
 

ผู้สื่อข่าว : ชลิตา กลิ่นเชย
Rewriter : สุริยน ตันตราจิณ
สำนักข่าวแห่งชาติ กรมประชาสัมพันธ์ : http://nwnt.prd.go.th
วันที่ : 11 มกราคม 2561


เมื่อวันที่ 10 ม.ค.2561 เวลา 09.00 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังโรงพยาบาลอุทัยธานี อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี ทรงวางศิลาฤกษ์อาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุฉุกเฉิน จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นอาคารบริการด้านการแพทย์ฉุกเฉิน และตรวจรักษาโรคแผนกผู้ป่วยนอกทุกสาขา รวมถึงศูนย์ทันตกรรม ศูนย์ไตเทียม ศูนย์เคมีบำบัด ซึ่งจะเพิ่มศักยภาพและคุณภาพการบริการ ลดความแออัด และลดการส่งต่อผู้ป่วยออกนอกจังหวัดอุทัยธานี ตลอดจนเป็นการพัฒนาโรงพยาบาลอุทัยธานี ให้มีความทันสมัยและพัฒนาศักยภาพการบริการให้เป็นศูนย์เชี่ยวชาญดูแลโรคที่เป็นปัญหาของจังหวัด อาทิ โรคหัวใจ ไตวายเรื้อรัง โรคหลอดเลือดสมอง และด้านการดูแลผู้สูงอายุ เนื่องจากจังหวัดอุทัยธานีก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ต้องจัดระบบบริการรองรับให้เป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาพดี โดยเป็นอาคารสูง 9 ชั้น พื้นที่ใช้สอย กว่า 21,000 ตารางเมตร ประกอบด้วย ห้องและส่วนต่างๆ อาทิ ห้องฉุกเฉิน ห้องจ่ายยา ห้องเอกซเรย์ ห้องตรวจโรคแผนกต่างๆ เช่น ห้องตรวจด้วยเครื่องมือพิเศษ และศูนย์ตรวจสุขภาพ คาดว่าจะแล้วเสร็จในปี 2562
ROYAL.jpg
ปัจจุบันโรงพยาบาลอุทัยธานีเป็นโรงพยาบาลทั่วไป ขนาด 350 เตียง ให้บริการตรวจรักษาผู้ป่วยในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีและจังหวัดใกล้เคียง โดยในปี 2560 มีผู้ป่วยนอกไปรับบริการ 280,633 ครั้งและผู้ป่วยในเข้ารับบริการ 20,395 ครั้ง
เวลา 09.39 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิด "ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์" ตำบลอุทัยใหม่ อำเภอเมืองอุทัยธานี จัดสร้างขึ้นเพื่อเป็นศูนย์ฝึกอาชีพให้แก่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีและใกล้เคียง ตามพระราชดำริสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี โดยตั้งอยู่บนที่ดิน ที่นางสาววงเดือน อาคมสุรทัณฑ์ น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อปี 2556 จำนวน 3 งาน 31 ตารางวา
"ศูนย์วงเดือน อาคมสุรทัณฑ์" สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดอุทัยธานี ได้มีการศึกษา ค้นคว้า วิจัย และพัฒนาการศึกษาจากภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งอาชีพที่เหมาะสมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีการส่งเสริม สนับสนุน และพัฒนาการประกอบอาชีพของประชาชนอย่างครบวงจรและต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการบูรณาการ อาทิ การเปิดอบรมหลักสูตรระยะสั้น หลักสูตรละ 40 ชั่วโมง เช่น หลักสูตรการทำอาหารและขนม มีอาจารย์จากแผนกอาหารและโภชนาการ วิทยาลัยอาชีวศึกษานครสวรรค์ ไปสอนและให้ความรู้ในการประกอบอาหาร เช่น การทำขนมจีนซาวน้ำ ข้าวคลุกกะปิ แกงจืด 3 กษัตริย์ และขนมถั่วแปบ หลักสูตรดนตรีไทย โดยอาจารย์จากโรงเรียนอุทัยวิทยาคม เป็นผู้สอนและให้ความรู้การเล่นเครื่องดนตรีไทย หลักสูตรเครื่องแขวนไทย หลักสูตรร้อยมาลัยขั้นพื้นฐาน หลักสูตรการจัดดอกไม้และหลักสูตรการแทงหยวก โดยอาจารย์และผู้เชี่ยวชาญจากศูนย์กาญจนาภิเษกวิทยาลัยในวัง ไปทำการสอนและให้ความรู้
นอกจากนี้ ยังเป็นที่จัดแสดงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากศูนย์เรียนรู้ในเครือข่ายทั้ง 8 อำเภอในจังหวัดอุทัยธานี และโครงการในพระราชดำริ อาทิ ผ้าทอลายโบราณบ้านผาทั่ง อำเภอบ้านไร่ ปลาแรดแปรรูปต่างๆ เช่น ปลาร้าปลาแรด อำเภอเมืองอุทัยธานี กล้วยแปรรูป อำเภอห้วยคต น้ำข้าวกล้องงอก ข้าวสินเหล็ก อำเภอหนองฉาง และผลิตภัณฑ์จากการทอเสื่อกก อำเภอทัพทัน
เวลา 13.50 น. ประทับรถบัสพระที่นั่งซึ่งกรมการขนส่งทหารบกจัดถวาย เสด็จพระราชดำเนินไปยังบ้านสะนำ หมู่ 2 ตำบลบ้านไร่ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี เพื่อทอดพระเนตรต้นไม้ยักษ์ ซึ่งโตยืนต้นอยู่บนที่ดินของนางจีน ชาวป่า เนื้อที่ 1 ไร่ 1 งาน 28 ตารางวา ดูแลโดยนายเชียง ชาวป่า บริเวณโดยรอบเป็นพื้นที่ป่าหมาก
ต้นไม้ยักษ์ ใช้คนกางแขนโอบกว่า 30 คน มีชื่อสามัญว่าต้นเลียงผึ้ง ในพื้นที่เรียกว่าต้นเซียง เป็นต้นไม้ที่จะมีผึ้งมาทำรังอยู่เต็มต้น มีอายุประมาณ 300 ปี เป็นไม้ขนาดใหญ่เนื้ออ่อน ตระกูลไทร มีความสูง 53 เมตร มีพูพอนค้ำยันลำต้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุดต้นหนึ่ง ความโตเหนือพูพอน วัดได้ 5.90 เมตร จากระดับพื้นดิน 45 เมตร
ในอดีตมีต้นเลียงผึ้งหรือต้นเซียงในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีเป็นจำนวนมาก แต่ถูกตัดไปหมด เหลือเพียงต้นเซียงต้นนี้ต้นเดียวเท่านั้น ซึ่งด้านข้างเป็นที่ตั้งของศาลแม่นางวิไลวรรณ ที่ชาวบ้านเคารพนับถือ กราบไหว้บูชา ส่วนบริเวณใกล้เคียง มีศาลเจ้าบ้าน เป็นหอขนาดเล็กสองหลัง ที่คนในหมู่บ้านเคารพบูชาและเป็นศูนย์รวมจิตใจของคนไทยเชื้อสายลาวทุกหมู่บ้านในพื้นที่ โดยทุกๆ ปี ในวันแรม 1 ค่ำ เดือน 6 จะมีพิธีเลี้ยงเจ้าบ้านและประเพณีปิดบ้าน ซึ่งสืบทอดกันมาตั้งแต่ชาวลาวอพยพมาจากเวียงจันทน์ เป็นการแสดงความกตัญญูและความเคารพต่อวิญญาณบรรพบุรุษ ที่ปกปักษ์รักษาคุ้มครอง ให้อยู่ดีกินดี ต้นไม้ยักษ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของพิธีกรรมนี้ด้วย
ในด้านการอนุรักษ์และดูแลรักษา กรมส่งเสริมวัฒนธรรม กระทรวงวัฒนธรรม ได้คัดเลือกต้นไม้ขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับชุมชน จำนวน 65 ต้นทั่วประเทศ ซึ่งต้นเซียงหรือต้นเลียงผึ้ง เป็นหนึ่งในต้นไม้ที่ได้รับคัดเลือก เพื่อเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมพรรษา 65 พรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2560 อีกทั้งยังเป็นการสะท้อนถึงความผูกพันของคนกับธรรมชาติ วัฒนธรรม ความศรัทธา ของท้องถิ่น ตลอดจนวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมทั้งการสร้างความตระหนักถึงคุณค่าของมรดกทางธรรมชาติ ให้ดำรงอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ อนุรักษ์ให้ยั่งยืนเป็นมรดกของแผ่นดิน ทั้งนี้ กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้จัดทีม "รุกขกร" เข้ามาดูแลอนุรักษ์ต้นไม้ยักษ์ดังกล่าวนี้ตามหลักวิชาการให้มีความสมบูรณ์และมีอายุยืนยาวต่อไป
นอกจากนี้ ในบริเวณโดยรอบ ยังมีต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุเก่าแก่ อาทิ ต้นไทรย้อยใบแหลมที่โอบต้นเสลา สูง 30 เมตร มีรากอากาศจากกิ่งห้อยลง มีน้ำยางสีขาว อีกทั้ง มีต้นมะเกลือ , ต้นตาเสือ และต้นน่อง ไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 60 เมตร เปลือก-ต้น-ใบ ใช้แก้ไข้ และมีฤทธิ์เป็นยาแก้บิด น้ำคั้นขนาดน้อยเป็นยากระตุ้นหัวใจขนาดอ่อน ถ้ามากเป็นพิษต่อกล้ามเนื้อหัวใจ ส่วนน้ำยางมีพิษ ถ้าถูกแผลอาจทำให้เสียชีวิต เมล็ดมีรสขมแก่ท้องร่วง
โอกาสนี้ ทอดพระเนตรตลาดซาวไฮ่ บ้านไฮ่บ้านเฮา ที่มีการรวมกลุ่มของเกษตรกรในชุมชนนำผลผลิตทางการเกษตรแบบอินทรีย์ และผลผลิตแปรรูป รวมถึงผ้าท้องถิ่นมาจำหน่าย สัปดาห์ละ 2 วัน คือ วันเสาร์ และอาทิตย์ ตลอดจนเป็นสถานที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ระหว่างชาวบ้าน และเครือข่ายสมาชิกวิสาหกิจชุมชน มีการวางแผนการตลาดและช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในชุมชน อาทิ มะขามพันธุ์กระดาน ปลูกมากในพื้นที่ มาแปรรูป , แชมพูสระผมจากสมุนไพรในท้องถิ่น ทั้งประคำดีควาย, มะกรูด, บอระเพ็ด นอกจากนี้ มีน้ำตาลอ้อย, น้ำกลั่นโปร่งฟ้า ช่วยปรับความดันในเลือด ต้านเบาหวาน และผลิตภัณฑ์ผ้าย้อมครามที่เป็นต้นครามปลูกในท้องถิ่น, ผ้าฝ้ายทอมือและการทอผ้าตีนจก มีลวดลายโบราณ
ก่อนเสด็จพระราชดำเนินกลับ ทรงเยี่ยมราษฎรที่ไปเฝ้าทูลละอองพระบาทรับเสด็จอย่างทั่วถึง

ข่าวในพระราชสำนัก สทท

.................................................

แนวหน้า

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561
 
อำนาจเจริญ11องศาฯ หนาวสะท้านกายต้องก่อไฟผิง-ข้าวจี่ขายดียอดนิยม

อำนาจเจริญ11องศาฯ หนาวสะท้านกายต้องก่อไฟผิง-ข้าวจี่ขายดียอดนิยม

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561, 12.44 น.
 

12 ม.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่จังหวัดอำนาจเจริญ สภาพอากาศยังคงหนาวเย็นมีกระแสลมพัดแรงตลอดเวลา ติดต่อกันเป็นวันที่ 3 อุณหภูมิพื้นราบวัดได้อยู่ที่ 11 องศาเซลเซียส ส่วนยอดภูเขา ภูสิงห์-ภูผาผึ้ง อยู่ที่ 7-8 องศาฯ ซึ่งเป็นจุดสูงสุดของจังหวัดอำนาจเจริญ ส่งผลให้เด็กนักเรียนต้องใส่ชุดกันหนาว กางเกงขายาวไปโรงเรียนทุกคน ส่วนครูบางโรงเรียนก็จะพาเด็กนักเรียน ออกไปเรียนอยู่กลางสนามหญ้าเพื่อผิงแดด และบางโรงเรียนก็จะก่อไฟผิงเรียนหนังสือใกล้กองไฟเพื่อคลายหนาว ส่วนคนเฒ่าคนแก่ก็จะก่อไฟผิงอยู่หน้าบ้านหรือไม่ก็ใต้ถุนบ้าน ส่วนแม่ค้าขายข้าวจี่ ที่ตลาดสดเทศบาลเมืองอำนาจเจริญ ก็ขายดิบขายดีทำไม่ทันลูกค้า เพราะอากาศหนาวลูกค้าจึงนิยมบริโภค

นางจินตนา ศรีงาม อายุ 41 ปี แม่ค้าขายข้าวจี่ บอกว่า อากาศหนาวรอบนี้ มีความหนาวกว่าครั้งที่แล้ว ส่งผลให้ข้าวจี่ขายดีมาก ซึ่งขายก้อนละ 10 บาท ลูกค้าจะซื้อไปให้ลูกทานไปโรงเรียนและบางคนก็จะซื้อทานที่ร้านเลย คือทานไปด้วยผิงไฟไปด้วย และพูดคุยกันไปเรื่อยจนอิ่มท้อง วันนี้หนาวเป็นวันที่ 3 ทำให้ข้าวจี่ขายดี จากที่เคยทำขาย วันละ 2 กิโลกรัม ก็ต้องทำเพิ่มเป็น 6-8 กิโลกรัม ต้องแช่ข้าวเหนียวทำข้าวจี่เพิ่มขึ้น ได้กำไร วันละ 1,000-1,200 บาท สร้างรายได้ดีทีเดียว 

ด้าน นางสำรวย สมพงษ์ นายกเทศมนตรีตำบลหัวตะพาน อ.หัวตะพาน จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า จากสภาพอากาศหนาวเย็น ประกอบกับมีกระแสลมพัดแรงติดต่อกันหลายวัน ทำให้ผู้เฒ่าผู้แก่ ประสบกับอากาศหนาวเย็น โดยเฉพาะเช้าวันนี้อุณหภูมิอยู่ที่ 11 องศาฯ จึงต้องมีการก่อไฟผิงคลายหนาวตามบ้านเรือน เกรงว่าจะเกิดอัคคีภัย เทศบาลตำบลหัวตะพาน ได้มีการประชาสัมพันธ์ใช้รถติดตั้งเครื่องขยายเสียง ประกาศเสียงตามสาย ให้ประชาชนระมัดระวังเรื่องอัคคีภัยช่วงนี้ด้วย

หน้าแรก / การเมือง

มีชัยแนะสนช.ยื่นศาลรธน. ตีความกม.เอื้อกรรมการป.ป.ช.

มีชัยแนะสนช.ยื่นศาลรธน. ตีความกม.เอื้อกรรมการป.ป.ช.

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561, 11.29 น.
 
 

“พรเพชร”เผย“มีชัย”แนะให้ สนช. ยื่นศาลตีความกฎหมายป.ป.ช. เหตุมีปมยกเว้นลักษณะต้องห้าม เอื้อกรรมการป.ป.ช.กอดเก้าอี้ได้ต่อ 

12 ม.ค. 61 ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวว่า ขณะนี้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ไม่ได้เสนอให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่าง กรธ.  สนช. และคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่ง สนช.ได้พิจารณาเสร็จแล้ว อย่างไรก็ตาม สนช. ยังจะต้องรอความคิดเห็นอย่างเป็นทางการจากป.ป.ช.อีกครั้งก่อน ซึ่งจะมีกำหนดสิ้นสุดตามรัฐธรรมนูญพ.ศ.2560 ในวันนี้ 

นายพรเพชร กล่าวว่า ขณะเดียวกัน นายมีชัย ได้มีข้อเสนอแนะให้ สนช. พิจารณาประเด็นเกี่ยวกับบทเฉพาะกาลของร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าว ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการดำรงตำแหน่งต่อไปของกรรมการ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน เนื่องจากบทบัญญัติในร่างกฎหมายฉบับนี้ได้มีการยกเว้นให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่มีลักษณะต้องห้าม คือ เคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือกรรมการองค์กรอิสระมาก่อนยังสามารถดำรงตำแหน่งต่อไปได้ โดยนายมีชัยแสดงความคิดเห็นว่า ควรจะต้องมีการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เด็ดขาดว่า สามารถกำหนดการยกเว้นลักษณะต้องห้ามได้หรือไม่ 

ประธาน สนช. กล่าวว่า สำหรับการเสนอร่างกฎหมายไปให้ศาลรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันกำหนดให้สามารถดำเนินการได้ 2 วิธี ได้แก่ 

1.การให้สมาชิก สนช. เข้าชื่อร่วมกันไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 

2.นายกรัฐมนตรี เสนอไปให้ศาลรัฐธรรมนูญด้วยตัวเอง 

ในฐานะประธาน สนช. คงไม่สามารถไปดำเนินการเพื่อบอกกล่าวแก่สมาชิกสนช.ได้ เนื่องจากเป็นอิสระและดุลพินิจของสมาชิก สนช. อย่างไรก็ตามหากในอนาคตมีการยื่นไปยังศาลรัฐธรรมนูญจริง ส่วนตัวคิดว่า ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาวินิจฉัยได้ โดยไม่ได้มีปัญหาเรื่องคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของบุคคล ที่ดำรงตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญแต่ประการใด 

"ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจำนวน 5 คนที่หมดวาระไปแล้ว แต่ยังคงสามารถทำหน้าที่รักษาการต่อไปได้จนกว่าตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ เหมือนกับกรณีของกรรมการการเลือกตั้ง และ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ที่ปัจจุบันก็ยังทำหน้าที่รักษาการโดยมีอำนาจเต็มอยู่" นายพรเพชร กล่าว

ศธ.ยกทัพลง7เกาะ10รร.สตูล สำรวจปัญหาช่วยเหลือ-มอบของขวัญวันเด็ก

ศธ.ยกทัพลง7เกาะ10รร.สตูล สำรวจปัญหาช่วยเหลือ-มอบของขวัญวันเด็ก

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561, 11.51 น.
 

12 ม.ค.61 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า งานวันเด็กแห่งชาติ ซึ่งในหลายๆจังหวัดต่างจัดขึ้นเพื่อน้องๆหนูๆแม้กระทั้งในจังหวัดสตูลเช่นกัน แต่เด็กนักเรียนตามเกาะแก่งที่ห่างไกลชายฝั่งที่หากจะ เดินทางมาเที่ยวบนฝั่งเพื่อร่วมสนุกและเล่นเกมจับของรางวัลที่ผู้ใหญ่ใจดีหลายๆหน่วยงานจัดขึ้นตามสถานที่ราชการ จวนผู้ว่าสตูลคงลำบากในการเดินทางมาโดยเฉพาะน้องๆบนเกาะของโรงเรียนบ้าน เกาะบูโหลน ทั้ง 2 เกาะ ในพื้นที่ ของตำบลปากน้ำ อำเภอละงู ที่ห่างจากฝั่งหลายกิโลเมตรที่จะต้องนั่นเรือข้ามเกาะมาขึ้นฝั่งแล้วยังต้องนั่งรถเข้ามาในพื้นที่อำเภอที่จัดงานวันเด็กอีกที่เป็นเรื่องยุ่งยากลำบากแก่น้องที่อาศัยอยู่ตามเกาะ

เมื่อความลำบากห่างไกลและการขาดโอกาสในเรื่องต่างๆทั้งด้านการพัฒนาการศึกษา เทคโนโลยีที่ทันสมัย เรื่องไฟฟ้า การเดินทางที่แสนลำบาก ล่าสุดทำให้ทาง หม่อมหลวงปริยดา ดิศกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายโศภณ นภาธร ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานพร้อมคณะชุดใหญ่ หลายภาคส่วนในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการพร้อมผู้ใหญ่ใจดีที่นำอุปกรณ์หนังสือเรียนและกระเป๋านักเรียนแบบเป้สะพายจำนวนมาก ลงพื้นที่ลงไปมอบให้เป็นของขวัญวันเด็กแห่งชาติและของขวัญปีใหม่แก่เด็กๆนักเรียนบนเกาะบูโหลนเล และบูโหลนดอน รวมเดินทางเยี่ยม 7 เกาะ 10 โรงเรียน

พร้อมกับเดินทางมุ่งหน้ายังโรงเรียนบ้านเกาะอาดัง บนเกาะหลีเป๊ะ หมู่ที่ 7 ตำบลเกาะสาหร่าย อำเภอเมืองเช่นกันเพื่อลงไปเยี่ยมเยียนและรับฟังปัญหาอุปสรรคสำหรับครูอาจารย์หรือครูทะเลที่ทำงานที่ห่างไกลจากบ้านบนฝั่งเสียสละลงไปสอนนักเรียนที่เกาะด้วยความเต็มใจในอาชีพ ครู และรับฟังคำขอจากนักเรียนบนเกาะที่ต้องการอย่างให่ทางรัฐบาลและทางกระทรวงศึกษาธิการช่วยเหลือในครั้งนี้

นายบุญรักษ์ ยอดเพชร เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กล่าวว่า การแก้ปัญหาให้ รร. ในเกาะแบบครบวงจร เนื่องจากรับทราบปัญหาอย่างแท้จริง ซึ่งปัญหาของ รร.ทั้งบนดอย และตามเกาะแก่งมีลักษณะมีปัญหาคล้ายกัน โดยการแก้ปัญหาทั้งนั้น  เพื่อการพัฒนาให้มีประสิทธิภาพให้ แก่ผู้เรียนและสวัสดิการ  หลักการการจัดสรรงบประมาณ ที่จะต้องยึดการบริหารจัดการต้องคิดใหม่ ในการจัดสรรงบประมาณมาเพื่อเพิ่มอัตราส่วนรายหัว ที่พอจะช่วยเหลือครูอาจารย์ที่สอนเดินทางมาไกลแสนไกล ทั้งบนดอยและตามเกาะแก่ง แต่ต้อหารือเรื่องศึกษาข้อมูลเสนอในระดับสูงอย่างรอบคอบ เหมาะสม  

นอกจากนี้ด้านสพฐ.จะดำเนินการเข้ามาดูแลต่อไป อาทิการฟื้นฟูด้านจิตวิทยา อื่นๆต่อไปจนถึงสู่การเรียนเพื่อวิชาชีพเพื่อนร.ตัดสินใจที่จะเลือกเรียน และ เด็กๆนักเรียนตามเกาะเราจะหันนำวิชาการสร้างอาชีพนำลงมาสอนให้เพิ่มเติมเพราะส่วนใหญ่ 90เปอร์เซ็นต์  เด็กที่จบชั้นป.6 หรือมัธยมปีที่ 3 ก็จะไม่ไปเรียนต่อในเรื่องลำบากการเดินทาง ดังนั้นเรื่องการอาชีพจะมีแผนพัฒนาส่งเสริมการเรียนรู้แก่เด็กต่อไป

เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน  กล่าวเพิ่มเติมว่า ลงพื้นที่สตูลมาตามเกาะที่โรงเรียนบ้านเกาะบูโหลนดอน และ เกาะบูโหลนเล พบว่า แผงไฟฟ้าโซล่าเซลล์เสียมา 2 เดือนยังมิได้รับการแก้ไข จึงเกิดปัญหาเรื่องการศึกษาการเรียนทางไกลผ่านดาวเทียมจากโรงเรียนพระราชวังไกลกังวล ซึ่งทางเราจะเร่งนำไปแก้ไขช่วยเหลือทันที โดยของขวัญวันเด็กแก่น้องๆบนเกาะและบนดอยที่ทางท่านรัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการคือการเพิ่มไฮสปีคอินเตอร์เนตแก่นักเรียนเพื่อสร้างความรู้และได้ให้คุณครูใช้การเรียนการสินร่วมกัน ติดปัญหาอยู่เรื่องไฟฟ้า และน้ำเราต้องกลับไปดำเนินการช่วยเหลือแก้ไขทันที

ด้านหม่อมหลวงปริยดา ดิศกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า เมื่อมาดูพื้นที่ตามเกาะแก่งพบว่าเด็กๆนักเรียนต้องการพัฒนาที่ดีในการศึกษา โดยที่เกาะในจังหวัดสตูลมีปัญหาหลักๆเรื่องไฟฟ้า และสัญญาณอินเตอร์เน็ตเพราะจุดติดและบางจุดสัญญาณไม่ติดและการศึกษาผ่านดาวเทียมเช่นกัน ส่วนเรื่องอาชีพพบว่าชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวที่เกาะเยอะมากดังนั้นตนเองจะส่งเสริมการศึกษาภาษาอังกฤษเพท่อต่อยอดให้เด็กๆนักเรียน เก่งด้านภาษาต่อยอดอาชีพในอนาคตต่อไป เพราะแน่นอนหากส่งเสริมอาชีพแก่เด็กบนเกาะคือเรื่องการท่องเที่ยว มัคคุเทศก์น้อยพานักท่องเที่ยวเดินรอบเกาะเราจะเน้นเรื่องภาษาและครูต่างชาติมากขึ้น

 
 
 

 

สัมผัสลมหนาว ชมวิถีชาวอีสาน เที่ยวงาน 'เทศกาลแห่งว่าวอีสานและว่าวนานาชาติ'จ.บุรีรัมย์

สัมผัสลมหนาว ชมวิถีชาวอีสาน เที่ยวงาน 'เทศกาลแห่งว่าวอีสานและว่าวนานาชาติ'จ.บุรีรัมย์

วันศุกร์ ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2561, 11.28 น.
 
 

ชาวอีสานมีความคุ้นเคยกับการเล่นว่าวมาแต่โบราณกาล เช่นเดียวกันกับประชาชนในภูมิภาคอื่นๆ ซึ่งเดิมนั้นหลังฤดูการเก็บเกี่ยวชาวบ้านจะจัดทำว่าว เพื่อนำมาเล่นสร้างความบันเทิงไปพร้อมๆ กับการนวดข้าว แต่ในปัจจุบันวิถีการดำรงชีพของชาวบ้านเปลี่ยนแปลงไป เครื่องมือจักรกลการเกษตรได้เข้ามามีบทบาทสูง แรงงานในภาคเกษตรกรลดน้อยลง อีกทั้งความเป็นชุมชน ทำให้บริเวณลานกว้างที่จะเป็นสถานที่ให้เด็กวิ่งเล่นว่าวก็ถูกจำกัด จึงทำให้เราเห็นภาพการเล่นว่าวลดน้อยลงในตามท้องทุ่งนาและชนบททั่วไป

 

นายเกรียงศักดิ์ สมจิต นายอำเภอห้วยราช จังหวัดบุรีรัมย์ กล่าวว่า จ.บุรีรัมย์ ได้มีการสืบทอดภูมิปัญญาถิ่นและอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีการเล่นว่าวมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี พ.ศ.2529 โดยมีการจัดงานประเพณีมหกรรมว่าวอีสานบุรีรัมย์ ซึ่งปัจจุบันได้ทำมาเป็นปีที่ 31 แล้ว

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามของคนในท้องถิ่นอีสานให้คงอยู่สืบไป และเป็นการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการท่องเที่ยวของจังหวัด โดยในปีนี้ทางจังหวัดได้กำหนดจัดงานประเพณี “เทศกาลแห่งว่าวอีสาน และว่าวนานาชาติ”  ขึ้นในระหว่างวันที่ 19-20 ม.ค.61 นี้ ณ บริเวณสนามแข่งว่าว ข้างมหาวิทยาลัยรามคำแหงบุรีรัมย์ อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองบุรีรัมย์เพียง 10 กิโลเมตรเศษเท่านั้น และเป็นลานกว้างสามารถวิ่งเล่นว่าวและแข่งขันว่าวแอกโดยไม่มีอุปสรรคหรือสิ่งกีดขวางใดๆ

สำหรับว่าวอีสานที่เล่นกันในแต่ละถิ่นจะมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันไป แต่ลักษณะเด่นของว่าวอีสานจะเป็นว่าวที่มีตัวเป็นสองห้องจึงถูกเรียกว่า ว่าวสองห้อง หรือ ว่าวแม่ลูก ก็เรียก เพราะ ตัวว่าวที่ห้องบนขนาดใหญ่จะเรียกว่า "ตัวแม่" ตัวว่าวที่อยู่ด้านล่างลงมามีขนาดเล็กกว่าประมาณเท่าตัวเรียกว่า "ตัวลูก" แต่ในบางพื้นที่ก็เรียก "ว่าวแอก" เพราะด้วยว่ามี"แอก" ซึ่งทำจากไม้หวาย และใบหวายติดที่ส่วนหัวว่าว โดยจะส่งเสียงในเวลาที่ว่าวลอยติดลมบน ตัวแอกก็เรียก บ้างก็เรียก "ธนู" ดังนั้นจึงจะได้ยินชื่อเรียก "ว่าว" ของภาคอีสาน ไม่ว่า จะเป็นว่าวแอก ว่าวสองห้อง ว่าวธนู หรือว่าวแม่ลูก ตามแต่ละท้องถิ่นของชาวบุรีรัมย์ที่เรียกกัน

การเล่นว่าวทางภาคอีสานนั้นจะเป็นช่วงฤดูสั้นๆ ประมาณ 1 - 2 เดือน เท่านั้น โดยจะเริ่มในช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ของทุกปี เพราะช่วงนี้มีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดผ่าน หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า "ลมบน" และต้องเล่นว่าวในยามค่ำคืนในช่วงเวลาตั้งแต่ 5 โมงเย็น เรื่อยไปจนถึงสว่างประมาณ ตี 5 หรือ 6 โมงเช้า ลมว่าวก็จะหมดลง โดยการเล่นว่าวของคนอีสานส่วนมากจะมีการเล่นที่แฝงไว้กับจุดมุ่งหมายเกี่ยวกับการบวงสรวง หรือการเสี่ยงทาย ซึ่งมักจะมีความเชื่อมโยงกับเรื่องของความเชื่อกับการพยากรณ์ การเสี่ยงทายความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธ์ธัญญาหาร

โดยเชื่อว่า หากปีใดว่าวขึ้นสูงติดลมบนได้ตลอดทั้งคืน ปีหน้าฟ้าฝนจะดีข้าวปลาอาหารจะบริบูรณ์ ส่วนชาวถิ่นไทยเขมรใน จ.บุรีรัมย์ เชื่อกันว่า การชักว่าวขึ้นให้ติดลม และเสียงของแอกที่โหยหวน มีความหมายว่า เป็นการสร้างกรรม ดังนั้นเมื่อเลิกเล่นจึงนิยมตัดว่าวทิ้ง ซึ่งถือว่าเป็นการตัดเวรตัดกรรมออกไป เป็นการสะเดาะเคราะห์ และจะมีการผูกข้าวปลาอาหารให้ล่องลอยไปกับตัวว่าว

สำหรับในงานปีนี้ มีการจัดกิจกรรมการแข่งขันว่าวทุกประเภท ว่าวแอกโบราณ ซึ่งเป็นว่าวที่ใช้วัสดุทำตัวโครงว่าวจากไม้ไผ่ ใช้กระดาษปิดเป็นตัวว่าว และหางว่าวจะต้องทำจากใบตาล หรือใบลาน เท่านั้น โดยมีขนาดของตัวปีกตั้งแต่ 2.50 -3 เมตร ส่วนว่าวแอกพัฒนามีขนาดเช่นเดียวกันว่าวแอกโบราณ เพียงแต่วัสดุที่นำมาใช้ทำตัวว่าวจะทำจากวัสดุใดก็ได้และการแข่งขันว่าวแอกยักษ์ จะมีความยาวของส่วนปีกไม่น้อยกว่า 5 เมตร ใช้วัสดุอะไรในการสร้างว่าวก็ได้ แต่ต้องติดแอกในขณะแข่งขัน โดยว่าวที่แข่งขันจะต้องปล่อยในช่วงเย็น และจะต้องติดลมตลอดทั้งคืนจึงจะผ่านเกณฑ์การแข่งขัน

ทั้งนี้ เพื่อเป็นการร่วมอนุรักษ์การเล่นว่าวในหมู่เยาวชนคนรุ่นหลัง ทางจังหวัดจึงได้จัดให้มีการแข่งขันว่าวประดิษฐ์เยาวชน ที่มีขนาดว่าวแอกไม่น้อยกว่า 1.20 เมตร โดยให้เวลาประดิษฐ์และจัดทำว่าวไม่เกิน 2 ชั่วโมง ทั้งยังมีการแข่งขันแกว่งแอก ซึ่งเป็นลีลาและเป็นความสามารถเฉพาะตัวในการแกว่งแอกให้มีเสียงไพเราะ โดยปีนี้ได้มีการแข่งขันวิ่งว่าว(เขย) นานาชาติ ด้วย 

 

พร้อมทั้งจัดขบวนแห่มหกรรมว่าวอีสาน และมีธิดาว่าว โดยมีสาวงามจากทุกตำบลของอำเภอห้วยราช ที่เข้าร่วมจัดริ้วขบวนอย่างยิ่งใหญ่  พิธีทำขวัญข้าว ตัดกรรม สะเดาะเคราะห์และเสริมชะตาชีวิต  ส่วนในภาคกลางคืนชมการประกวดธิดาว่าว, ประกวดร้องเพลง, รำวงย้อนยุค, การเดินแบบผ้าไหม รวมทั้งชมการแสดงดนตรี การละเล่น พื้นบ้าน พร้อมกับชมว่าวกลางคืน ฟังเสียงแอกเมื่อต้องลมยามค่ำคืน ที่มีการปล่อยว่าวให้ติดลมบนตลอดคืน ถือเป็นการอนุรักษ์ประเพณีที่ดีงามของชาวบุรีรัมย์และชาวอีสานไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ ยังจะได้ชมการแสดงหมู่บ้านว่าวของชุมชนในพื้นที่  และการออกร้าน OTOP สุดยอดผลิตภัณฑ์ “หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์” ต่างๆ มากมาย ซึ่งนำมาแสดงและจำหน่ายในการออกร้านของแต่ละตำบล

ดังนั้น จึงขอเชิญชวนนักท่องเที่ยวร่วมสัมผัสลมหนาวกับการละเล่นพื้นบ้านของชาวอีสานใน “เทศกาลแห่งว่าวอีสาน และว่าวนานาชาติ” อ.ห้วยราช จ.บุรีรัมย์ เพื่อซึมซับกลิ่นไอ และร่วมดำรงวิถีชีวิตของชาวอีสานให้คงดำรงอยู่ต่อไป

.................................................

12 มกราคม 2561

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 12/01/2018 เวลา : 13.59 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

vinitvadee
....................................
ระหว่างที่สมเด็จฯ เสด็จมาประทับ ณ บ้านของพระองค์ ริมแม่น้ำสะแกกรัง อุทัยธานี นั้น ยามเช้าตรู่คนอุทัยฯจะคอยไปรอรับเสด็จ
อยู่ในตลาดริมน้ำที่มีทางเดินเลาะริมแม่น้ำผ่าน 'บ้าน' ของพระองค์ท่าน แล้วมักจะได้รับเสด็จพระราชดำเนินด้วยพระบาทมาที่ตลาดจริงๆด้วย และมักจะเสด็จมาลำพังพระองค์เดียวเสียด้วยนะ ทรงตรัสกับแม่ค้าที่วางของขายอยู่กับพื้นตามที่สนพระทัยทั่วตลาดทีเดียวครับ

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 12/01/2018 เวลา : 13.17 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

คุณลุงยั้งคิดคะ

ข่าวมหามงคลวันนี้ดีมากๆ เลยค่ะ
ขอบพระคุณที่คุณลุงกรุณานำลิงค์ไปแปะให้หลังจากคอมเมนท์แล้วด้วยนะคะ

หลานดูอื่นๆ อย่างสนุกมากเลยค่ะ _/\_

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน