*/
  • นายยั้งคิด
  • ranking : สมาชิกทั่วไป
  • email : sunnytrack@hotmail.com
  • วันที่สร้าง : 2008-06-16
  • จำนวนเรื่อง : 4596
  • จำนวนผู้ชม : 3111469
  • จำนวนผู้โหวต : 1641
  • ส่ง msg :
  • โหวต 1641 คน
<< กุมภาพันธ์ 2018 >>
อา พฤ
        1 2 3
4 5 6 7 8 9 10
11 12 13 14 15 16 17
18 19 20 21 22 23 24
25 26 27 28      

[ Add to my favorite ] [ X ]


วันอังคาร ที่ 13 กุมภาพันธ์ 2561
Posted by นายยั้งคิด , ผู้อ่าน : 531 , 22:33:53 น.  
หมวด : การเมือง

พิมพ์หน้านี้
โหวต 0 คน

สวัสดีครับ

         'หมอธี' นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ ยอมขอโทษ 'บิ๊กป้อม' แล้วล่ะครับ ดังรายงานข่าวท้ายนี้

"หมอธี" ยอมรับพูดจริงนาฬิกาหรู "บิ๊กป้อม" ยอมขอโทษที่เสียมารยาทแต่ไม่ไขก๊อก ชี้เป็นบทเรียน ยันเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีใคร

หนุนหลังให้พูด เชื่อยังทำงานร่วมรัฐบาลได้

         ดังนั้น จึงเป็นอันว่า หาก 'บิ๊กป้อม' ไม่ถือสาแล้วให้อภัย เรื่องก็คงเงียบกันไป เป็นแน่

       

คม ชัด ลึก

 

"หมอธี" ถอย!! ใครได้ ใครเสีย ??

เจาะประเด็นร้อน  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
หมอธี,มวยล้ม,ใครได้ใครเสีย,คลิป,วิเคราะห์,นาฬิกาหรู

(มีคลิป) ถูกมองว่ากลายเป็น "มวยล้ม ต้มคนดู" สำหรับกรณีออกมาวิพากษ์ปมนาฬิกาหรูของ "หมอธี" งานนี้ ใครได้ ใครเสีย อย่างไรบ้าง ทั้ง บิ๊กตู่ บิ๊กป้อม และ หมอธี...

                 ร้อนฉ่าทันที เมื่อปรากฏข่าวออกมาว่า "หมอธี" นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ไปกล่าวกับนักเรียนไทย และนักธุรกิจไทยที่มาร่วมงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน เมื่อวันที่ 9 ก.พ.ที่ผ่านมา วิจารณ์ไปถึงปม "นาฬิกาหรู" ซึ่งแน่นอนส่งผลสะเทือนไปถึง "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ "ขาใหญ่" ใน "ครม.บิ๊กตู่" โดยตรง (อ่านต่อ...สะเทือนบิ๊กป้อม!! ฯ ) 

                 ชื่อ "หมอธี" ซึ่งปกติจะเป็นรัฐมนตรีที่นิ่งๆเงียบๆ (บางคนเรียกรัฐมนตรีโลกลืม) ไม่ค่อยมีข่าว ก็ปรากฏในพาดหัวใหญ่ทันที

                 โดยเฉพาะประโยค “เรื่องนาฬิกา ถ้าผมถูก exposed (เปิดโปง) เรือนแรก ผมก็ออกแล้ว"

                 ทุกสายตาจับจ้องที่เรื่องนี้ พร้อมคำถามว่า จะเกิดอะไรกับหมอธีหรือไม่? "ใคร" ส่งหมอธีมาทิ้งระเบิดใส่ "บิ๊กป้อม" หรือไม่? หมอธีจะลาออกหรือไม่? 

                 แต่วันนี้เหตุการณ์พลิก แบบหนังคนละม้วน "หมอธี" ออกมาขอโทษ "บิ๊กป้อม" และแสดงท่าทีชัดเจนว่าจะทำงานอยู่กับ ครม.พล.อ.ประยุทธ์ ต่อไป 

                ท่ามกลางคำถามว่านายกฯพูดอะไรกับ "หมอธี" บ้าง จึงทำให้ท่าทีเขาเปลี่ยนไป

                 บางคนว่า "หมอธี" กลับลำ...
                 บางคนว่า มวยล้มต้มคนดู...
                 บางคนนึกถึงสำนวนฝรั่ง From Hero to Zero...

                 กรณีนี้ ส่งผลอย่างไรบ้าง ใครได้ ใครเสีย ทั้ง บิ๊กตู่ บิ๊กป้อม และ หมอธี...???

                 ถ้าถามถึงใครได้... อาจจะเป็นการที่ "ครม.บิ๊กตู่" อยู่ต่อไปได้โดยไม่ต้องมีใครต้องออกจากตำแหน่ง ไม่ส่งผลสะเทือนให้ ครม.ต้องมีการปรับเปลี่ยน แต่ถ้าพูดถึงในแง่ "ภาพลักษณ์" อาจจะถูกตั้งคำถามมากขึ้น

                 "หมอธี" เสีย "เครดิต" ที่สั่งสมมาแน่ ต่อไปหมอธี ผู้แต่งหนังสือเรื่อง “ความฉลาดทางด้านจริยธรรมและศีลธรรม (MQ)” พูดอะไร อาจจะถูกตั้งคำถามว่า จริงหรือ?

                 "บิ๊กป้อม" ต้องกลับมาเครียดเพราะ "นาฬิกาหรู" อีกครั้ง หลังจากเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา "ลั้ลลา" เพราะมีกรณี "พรานไฮโซ" เปรมชัย เปรมสูตร มากลบกระแส

                 "บิ๊กตู่" ครั้งนี้ก็เป็นอีกครั้งที่ตอกย้ำว่า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น "บิ๊กตู่" ก็ยังเลือกที่จะเก็บ "บิ๊กป้อม" ไว้ข้างกายต่อไป

                 ติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมจากคลิปวิเคราะห์

 

"บิ๊กตู่" เตรียมให้ "หมอธี" ชี้แจง ปมวิจารณ์"นาฬิกาหรู"

การเมือง  :  12 ชั่วโมงที่ผ่านมา
นายกรัฐมนตรี,นพธีระเกียรติ เจริญศิลป์,ให้,ชี้แจง,การเมือง

"นายกฯ" ระบุ "เดี๋ยวให้เขาชี้แจง" หลัง "รมว.ศึกษาฯ" ลั่น ปม "นาฬิกาหรู" ลาออกตั้งแต่ถูกเปิดโปงเรือนแรก

           เมื่อวันที่13ก.พ.61 เวลา 09.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคสช. เป็นประธานการประชุมครม. โดยก่อนการประชุม ผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกรณีนพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวกับนักเรียนไทย และนักธุรกิจไทยที่มาร่วมงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เมื่อวันศุกร์ที่ 9 ก.พ. ที่ผ่านมาว่า ที่ระบุว่า "เรื่องนาฬิกา ถ้าผมถูกเปิดโปงเรือนแรก ผมก็ออกแล้ว" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า "เดี๋ยวให้เขาชี้แจง"
          เมื่อถามอีกว่าจะเป็นรอยร้าวในครม.หรือไม่ นายกฯ ปฏิเสธตอบคำถาม ก่อนเดินขึ้นตึกบัญชาการ1 

          อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีการยืนยันว่า น.พ.ธีระเกียรติมาร่วมประชุม ครม. ในวันนี้หรือไม่   โดยวันนี้ก่อนการประชุม ครม. จะมีการประชุม คสช. ก่อน

          ทั้งนี้มีรายงานจากกระทรวศึกษาธิการว่า น.พ.ธีระเกียรติได้เดินทางเข้าไปที่กระทรวงภายหลังกลับมาถึงประเทศไทยเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา 

"หมอธี" ขอโทษ "บิ๊กป้อม" เสียมารยาทวิจารณ์นาฬิกาหรู

การเมือง  :  6 ชั่วโมงที่ผ่านมา
หมอธี,บิ๊กป้อม,นาฬิกาหรู,ขอโทษ,เสียมารยาท,ครม,เชื่อมั่น,นายกฯ,บิ๊กตู่,ไขก๊อก

"หมอธี" ยอมรับพูดจริงนาฬิกาหรู "บิ๊กป้อม" ยอมขอโทษที่เสียมารยาทแต่ไม่ไขก๊อก ชี้เป็นบทเรียน ยันเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่มีใครหนุนหลังให้พูด เชื่อยังทำงานร่วมรัฐบาลได้

          13 ก.พ. 61 - นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ แถลงข่าวภายหลังเข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) และพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เพื่อชี้แจงกรณีไปกล่าวกับนักเรียนไทยและนักธุรกิจไทย ในงานเลี้ยงรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตไทยในกรุงลอนดอน และให้สัมภาษณ์เรื่องปมนาฬิกาหรู 25 เรือน ว่า "หากเป็นตัวเองถ้าถูกเปิดโปงเรื่องนาฬิกาตั้งแต่เรือนแรกผมก็ออกแล้ว" ว่า วันนี้มาพบนายกฯและพล.อ.ประวิตรตามที่เป็นข่าว สิ่งที่เกิดขึ้นคือตนไปบรรยายให้กับนักศึกษาไทยในกรุงลอนดอน ภาพที่เห็นในคลิปเป็นภาพนั่ง แต่เสียงเป็นคนละช่วงในการนั่งคุยกับผู้สื่อข่าวบีบีซี เมื่อสัมภาษณ์เสร็จก็มาดักคุยกับตนเรื่องนาฬิกา โดยไม่ทราบว่าอัดเทปเอาไว้ด้วย และถือว่าไม่ได้ให้สัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ

          "ผมก็ยอมรับว่าเป็นการทำผิดมารยาทในการกล่าวถึงเพื่อนร่วมครม. อย่างท่านรองนายกฯ พร้อมกับได้กล่าวขอโทษ ส่วนที่มีข่าวว่าผมจะทำอะไรต่อนั้น ขอยืนยันว่าผมยังให้ความมั่นใจกับพล.อ.ประยุทธ์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมมาทำงานที่นี่เพราะเชื่อมั่นในตัวนายกฯและเห็นความตั้งใจของนายกฯก็ยังทำงานให้กับนายกฯจนกว่าจะเห็นว่าไม่เหมาะ ขอยืนหยัดทำงานต่อไปและมั่นใจตัวนายกฯคนนี้อยู่" นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

          เมื่อถามว่า พล.อ.ประวิตรว่าอย่างไรบ้างหลังพูดคุย นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า พล.อ.ประวิตรพยักหน้ารับ ตนก็ขอโทษท่าน เรียกว่าตนเสียมารยาท เมื่อถามว่าเป็นการตัดต่อใช่หรือไม่ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ไม่ได้ตัดตอนเพียงแต่ภาพกับเสียงเป็นคนละส่วน ภาพเหมือนกับตนให้สัมภาษณ์ซึ่งไม่ใช่เลย เมื่อถามว่า แต่พูดจริงใช่หรือไม่ นพ.ธีระเกียรติ ตอบว่า ยอมรับว่าพูดแบบนั้นจริง และจากที่ตนเห็นจากคอมเมนต์ต่างๆ ถือว่าตนมีส่วนทำให้เกิดเรื่องขึ้นมา

          ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า ยืนยันว่าสิ่งที่พูดเป็นความเห็นส่วนตัวใช่หรือไม่ นพ.ธีระเกียรติ กล่าวว่า ถามแบบนี้เพื่ออะไร คนเราก็มีความคิดเห็นส่วนตัว ท่านถามเพื่อให้เกิดความขัดแย้งหรืออย่างไร เมื่อถามว่านายกฯให้คำแนะนำอย่างไรบ้าง รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า นายกฯก็น่ารักถามตนว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งตนก็พูดให้ท่านฟังและบอกว่ายังมั่นใจกับท่านอยู่ ซึ่งท่านให้ความมั่นใจที่ได้ร่วมงานกันมาถือเป็นครม.เดียวกัน ดังนั้นควรมีความไว้วางใจซึ่งกันและกัน ซึ่งตนก็ได้ขอโทษท่านที่ทำให้ไม่สบายใจ 

          เมื่อถามว่าการมาแถลงเป็นความคิดตัวเองหรือได้รับแรงกดดัน นพ.ธีระเกียร ตอบว่า เป็นความคิดของตัวเอง ตนเพิ่งกลับจากอังกฤษเช้ามาก็เหนื่อยเห็นข่าวออกมาเยอะแยะ จึงคิดมาขอพบนายกฯแต่ไม่ได้ร่วมประชุมครม. ด้วย เมื่อถามต่อว่าจะมีการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้ที่ปล่อยคลิปเสียงหรือไม่ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ไม่รู้จะดำเนินการทำไม เพราะไม่ได้เป็นการให้สัมภาษณ์อย่างจริงจัง ตนถือว่าเป็นการแอบอัดเทป เป็นการพูดคุยแสดงความคิดเห็น การดำเนินการคงไม่ได้ประโยชน์สูงสุดอะไร

ครม.ขึ้นเงินเดือนศาล-องค์กรอิสระ

การเมือง  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ครม,ไฟเขียว,ขึ้นเงินเดือน,ศาล,องค์กรอิสระ,ร้อยละ 10,เงินค่าครองชีพ,ชั่วคราว,บิดเบือน,นายกฯ,หลังเลือกตั้ง

ครม.ไฟเขียวขึ้นเงินเดือนศาล-องค์กรอิสระ ร้อยละ 10 แต่หั่นเงินค่าครองชีพชั่วคราวทิ้ง นายกฯหวั่นถูกบิดบือนขึ้นเบี้ยให้พวกตัวเอง ให้ดึงเรื่องออกต้องรอหลังเลือกตั้ง

          13 ก.พ. 61 - พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชุม ครม. ว่า ครม.เห็นชอบร่างกฎหมาย 10 ฉบับเกี่ยวกับการปรับปรุงค่าตอบแทน เงินเดือนและเงินประจำตำแหน่งให้กับศาล องค์กรอิสระ ข้าราชการอัยการ ประกอบด้วย ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ตุลาการ ประธานกกต. กรรมการกกต. ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ผู้ตรวจการแผ่นดิน ประธานกรรมการป.ป.ช. ประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ(กสม.) กรรมการกสม. อนุกรรมการกสม. และ ข้าราชการฝ่ายอัยการ เห็นชอบให้มีการปรับขึ้นประมาณร้อยละ 10 โดยศาลยุติธรรม ตั้งแต่ประธานศาลฎีกา ลงมาจนถึงข้าราชการ ย้อนหลังไปถึงวันที่ 1 ธ.ค.2557 เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เพราะไม่ได้รับขึ้นเงินเดือน ศาลปกครองก็เช่นกัน ทั้งนี้นอกจากศาลปกครองและศาลยุติธรรม นอกจากเงินเดือน เงินประจำตำแหน่ง ยังมีเงินค่าครองชีพชั่วคราว ซึ่งเป็นตัวเงินที่เขากำหนดเองได้ประมาณ 12,000 บาท วันนี้มีการหารือในรายละเอียดจะไม่มีเงินเพิ่มพิเศษแบบนี้แล้ว จะเอาไปรวมในเงินค่าตอบแทน และวันข้างหน้าไม่ต้องคิดเงินเพิ่มพิเศษตลอดไป เขายอมถือเป็นการประหยัดเงินของแผ่นดิน ส่วนศาลรัฐธรรมนูญ ให้ปรับขึ้นเงินเดือนร้อยละ10 ย้อนไปถึงปี 2555

          พล.ท.สรรเสริญ กล่าวว่า สำหรับข้าราชการรัฐสภา ข้าราชการเมือง รัฐบาล นายกฯ ครม.ไม่พิจารณาให้นำเรื่องกลับไป เพราะเป็นข้าราชการการเมือง แม้จะพิจารณาก็ยังไม่มีผล เพราะจะให้มีผลกับรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งหน้าไม่หมายรวมรัฐบาลนี้ และนายกฯเป็นห่วงกลัวจะถูกถูกบิดเบือนว่ารัฐบาลชุดนี้มีขึ้นเงินเดือนข้าราชการการเมืองของตนเอง จึงไม่พิจารณาขึ้นเงินเดือนให้ข้าราชการเมืองทั้งหมด ทั้งสภาฯ ทั้งซีกรัฐบาล ทั้งนี้การปรับเงินเดือนให้มีผลหลังจากกฎหมายมีผลบังคับใช้ การปรับขึ้นเงินเดือนครั้งนี้ สืบเนื่องจาก คสช.เข้ามาใหม่ๆ มีการนำเสนอการปรับเงินเดือน ค่าตอบแทน เงินเพิ่มพิเศษ ให้ข้าราชการฝ่ายประจำไปแล้ว แต่ไม่มีข้าราชการที่เกี่ยวกับศาล องค์กรอิสระ อัยการ จึงเป็นพวกตกสำรวจตั้งแต่วันนั้น ระยะเวลาผ่านมานานสมควรที่จะเยียวยาดูแลให้ เพราะถือว่าข้าราชการประจำได้รับอานิสงส์ตั้งแต่ คสช.เข้ามาแล้ว  

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่าสำหรับการปรับเงินเดือนครั้งนี้ จากเดิมที่ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุดเคยได้รับ 75,590 บาท เงินประจำตำแหน่ง 50,000 บาท อัตราปรับปรุง จะได้รับ 83,090 บาท เงินประจำตำแหน่ง 55,000 บาท ซึ่งประธานศาลจะมีเงินเดือนเทียบเท่ากับนายกรัฐมนตรี ประธานรัฐสภา.

ศาลให้ประกัน"สมเกียรติ" 3 แสนคดีร่วมบุก NBT

การเมือง ข่าวการเมือง  :  4 ชั่วโมงที่ผ่านมา
สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์
สมพงษ์ พงษ์ไพบูลย์,ม็อบ,พันธมิตร

ตร.สุทธิสารคุมตัว"สมเกียรติ"ฝากขังครั้งแรก ข้อหามั่วสุม 10 คนขึ้นไปก่อความวุ่นวายบุกส NBT ชุมนุมปี 51 เจ้าตัวหอบโฉนด 1.7 ล้าน ขอประกันศาลตีราคาประกัน 3 แสน

         13 ก.พ. 61 ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ร.ต.อ.ศรายุทธ์ สันทัด พนักงานสอบสวน สน.สุทธิสาร ได้ควบคุมตัว "นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์" อายุ 68 ปี อดีตแกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ผู้ต้องหาคดีร่วมชุมนุมบุกรุกสถานีโทรทัศนแห่งประเทศไทย NBT เมื่อปี 2551 มายื่นคำร้องฝากขังครั้งแรก เป็นเวลา 12 วัน ตั้งแต่วันที่ 13 -24 ก.พ.นี้ เนื่องจากการสอบสวนไม่เสร็จสิ้น โดยพนักงานสอบสวน ได้สอบสวนผู้ต้องหาไว้แล้ว ซึ่งผู้ต้องหา ขอเสนอพยานหลักฐานเพื่อต่อสู้คดี ภายในกำหนดเวลา 30 วัน ซึ่งกรณีนี้ผู้ต้องหา ได้มาพบพนักงานสอบสวนตามหมายเรียก แต่พนักงานสอบสวน เห็นว่ามีเหตุที่จะออกหมายขังผู้ต้องหา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา (ป.วิ.อ.) มาตรา 134 วรรคท้าย จึงได้นำตัวผู้ต้องหามาศาลเพื่อขอหมายขังมีกำหนด 12 วัน

        โดยศาลพิจารณาคำร้อง และสอบถามผู้ต้องหาแล้วไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้ฝากขังได้

        ต่อมา "นายสมเกียรติ์" จึงได้ยื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน มูลค่า 1.7 ล้านบาท ขอปล่อยชั่วคราวในชั้นฝากขังนี้

         กระทั่งเวลา 16.00 น. ศาลจึงมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว "นายสมเกียรติ" โดยตีราคาประกัน 300,000 บาท ซึ่งหลังจากศาลมีคำสั่งให้ปล่อยตัวระหว่างการฝากขังแล้ว "นายสมเกียรติ" ก็ได้เดินทางกลับไปทันที

         ทั้งนี้ สำหรับคำร้องฝากขัง ได้ระบุพฤติการณ์ข้อกล่าวหาสรุปว่า ระหว่างวันที่ 22-25 ส.ค.51 กลุ่ม พธม. ประท้วงขับไล่รัฐบาล ที่บริเวณสะพานมัฆวานรังสรรค์ แขวง-เขตดุสิต กทม. มี พล.ต.จำลอง ศรีเมือง กับพวกเป็นแกนนำปราศรัยบนเวทีขับไล่รัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช นายกรัฐมนตรี และวันเกิดเหตุที่ 26 ส.ค.51 พล.ต.จำลอง แกนนำ พธม. พูดกับกลุ่มผู้ชุมนุมว่า " วันนี้เราจะไป NBT , กระทรวงการคลัง , กระทรวงคมนาคม , กระทรวงเกษตรฯ , กระทรวงพลังงาน...จะไปเพื่อไม่ให้ข้าราชการทำงาน"

          แล้วเวลาประมาณ 05.00 น.เศษ ก็มีกลุ่มผู้ชุมนุมซึ่งเชื่อว่าเป็นกลุ่ม พธม.ได้ร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้ายตำรวจ และ รปภ. บริเวณทางเข้า-ออกด้านหน้า ติดกับบประตูรั้วด้านหลังของ NBT โดยมีมีดและปืนพกเป็นอาวุธ และมีเจตนาก่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จากนั้นก็ได้บุกรุกเข้าไปในสถานี NBT และได้ข่มขืนใจเจ้าหน้าที่ของสถานี NBT , เจ้าหน้าที่วิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย จนทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายหรือเสรีภาพ กระทั่งเจ้าหน้าที่ต้องหยุดทำงาน และหยุดการออกอากาศรายการวิทยุ-โทรทัศน์ จนเจ้าหน้าที่ต้องออกจากอาคารสำนักงานไป

           นอกจากนี้กลุ่มผู้ต้องหา ยังได้ทำลายทรัพย์สินภายในอาคารให้ได้รับความเสียหายด้วย ซึ่งฐานะหนึ่งในแกนนำผู้ชุมนุม พธม.ยังได้สลับกันปราศรัยบนรถบรรทุกติดเครื่องขยายเสียง พูดโจมตีรัฐบาลนายสมัคร พร้อมสั่งการต่อกลุ่มผู้ชุมนุมว่าต้องยึดสถานี NBT ให้ได้ กระทั่งเวลา 08.00น.เศษ กลุ่มผู้ชุมนุมได้ร่วมกันพังประตูรั้วเหล็กกั้นทางเข้า-ออก ด้านหน้าติดกับ ถ.วิภาวดี-รังสิต จนพังลงมา จากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมที่อยู่ด้านนอกจำนวนมาก ซึ่งบางคนมีอาวุธก็ได้บุกรุกเข้าไปในบริเวณสถานี NBT โดยมี น.ส.อัญชลี ไพรีรักษ์ ผู้ต้องหาที่ 86 , นายภูวดล ทรงประเสริฐ ผู้ต้องหาที่ 87, นายยุทธิยง ลิ้มเลิศวาที ผู้ต้องหาที่ 88 ,นายสมเกียรติ ผู้ต้องหาคดีขี้ เป็นผู้ต้องหาที่ 89 ,  นายชิติพัทธ์ หรือสนชัย ลิ้มทองกุล ผู้ต้องหาที่ 90 และนายอมร อมรรัตนานนท์ ผู้ต้องหาที่ 91 เป็นหัวหน้า หรือผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำดังกล่าว และเป็นหนึ่งในจำนวนของผู้บุกรุกเข้าไปด้วย

            จากนั้นเมื่อเข้าไปแล้ว กลุ่มผู้บุกรุกได้ทุบทำลายประตูกระจก เข้าไปในอาคารสถานี NBT และสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย โดยมี"นายชิติพัทธ์ หรือสนชัย ลิ้มทองกุล" ผู้ต้องหาที่ 90 เป็นหัวหน้าสั่งการ โดยผู้บุกรุกบางส่วนเข้าไปในอาคารสถานี NBT และบางส่วนกระจายอยู่ที่ถนน , สนามหญ้า กับรอบ ๆ อาคารภายในบริเวณของสถานี NBT  โดยมี "น.ส..อัญชลี ผู้ต้องหาที่ 86 , นายภูวดล ผู้ต้องหาที่ 87,นายยุทธิยง ผู้ต้องหาที่ 88 , นายสมเกียรติ ผู้ต้องหาที่ 89 และนายอมร ผู้ต้องหาที่ 91 พูดปราศรัยและสั่งการเป็นระยะ ๆ บนรถบรรทุกติดเครื่องขยายเสียง ซึ่งขับเคลื่อนเข้าไปภายใน NBT

            กระทั่งเวลา ประมาณ 17.00 น.ของวันที่ 26 ส.ค.51 กลุ่มผู้บุกรกจึงได้ถอนตัวกลับออกไป ต่อมาจึงได้มีการเข้าร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับกลุ่มผู้ต้องหา ในความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย หรือขู่เข็ญว่า จะใช้กำลังประทุษร้ายหรือกระทำอย่างหนึ่งอย่างใด ให้เกิดความวุ่นวายขึ้นในบ้านเมือง โดยคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ หรือโดยเป็นหัวหน้าหรือเป็นผู้มีหน้าที่สั่งการในการกระทำความผิดนั้น , ซ่องโจร , ร่วมกันบุกรุกเข้าไปในสำนักงานในความครอบครองของผู้อื่น โดยใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย

           โดยมีอาวุธและร่วมกันกระทำความผิดตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป , ร่วมกันตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปโดยมีอาวุธข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใด ไม่กระทำการใด หรือจำนนต่อสิ่งใด โดยทำให้กลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อร่างกาย เสรีภาพ หรือทรัพย์สินของผู้นั้นหรือของผู้อื่น และร่วมกันทำให้เสียทรัพย์ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210 , 215 ,309 , 358 , 365 ขณะที่คดีของผู้ต้องหาที่ 1- 85 อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา โดยในชั้นสอบสวนนี้ "นายสมเกียรติ" ผู้ต้องหาให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา เหตุเกิดที่ สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระเสียงแห่งประเทศไทย ถ.วิภาวดี-รังสิต แขวง-เขตดินแดง กทม.

             ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับคดีผู้ชุมนุม 85 ราย ประกอบด้วย การ์ด พธม.ชื่อ "นักรบศรีวิชัย" และผู้ร่วมชุมนุมนั้น ล่าสุดคดีอยู่ระหว่าง รอฟังคำพิพากษาศาลฎีกาในวันพุธที่ 21 ก.พ.นี้ เวลา  09.00 น. ขณะที่ผลคดีในชั้นศาลอุทธรณ์ ศาลมีคำพิพากษาเมื่อปี 2557 ว่า ให้จำคุก จำเลยทั้ง 85 ตั้งแต่ 3 เดือน - 8 เดือน โดยในกลุ่มนั้นมีบุคคล รวม 3 คนที่ขณะก่อเหตุยังเป็นเยาวชนศาลจึงให้โอกาสกลับจำเลย 3 คนนั้นด้วยการรอลงอาญาไว้ิ ขณะที่ศาลอุทธรณ์ให้ยกฟ้องที่โจทก์ฟ้องในความผิดฐานซ่องโจรด้วย

สนช.จ่อตั้งกมธ.ร่วมถกกม.ส.ส.-ส.ว.

การเมือง ข่าวการเมือง  :  5 ชั่วโมงที่ผ่านมา
 นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการ
นพเจตน์ ศิรธรานนท์,เลือกตั้ง,หาเสียง

"โฆษกวิปสนช."เผย 15 ก.พ.นี้ตั้งกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ถกกม.เลือกตั้ง 2 ฉบับ  ขณะที่"สมชาย แสวงการ" ถ่างขานั่งควบกฎหมายลูกส.ส.-ส.ว.  ปัดคว่ำกฎหมาย

          13 ก.พ.61 นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ โฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญกิจการสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (วิปสนช.) แถลงผลการประชุมว่า ที่ประชุมวิปฯได้พิจารณาถึงการตั้งคณะกมธ.ร่วม 3 ฝ่าย ในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และร่างพ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) โดยจะนำเข้าที่ประชุมใหญ่สนช.ในวันที่ 15 ก.พ.นี้ ซึ่งร่างกฎหมายลูกส.ส. ทั้งทางคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มีความเห็นแย้งใน 5 ประเด็น โดยประเด็นที่เห็นแย้งตรงกัน คือ การจัดมหรสพระหว่างการหาเสียงเลือกตั้งอาจขัดกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ส่วนกฎหมายลูกส.ว. นั้น ทางกรธ.โต้แย้ง 3 ประเด็น และทางกกต.โต้แย้ง 1 ประเด็น

          นพ.เจตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับรายชื่อผู้ที่จะเป็นกมธ.กฎหมายลูกส.ส. ในสัดส่วนสนช. ประกอบด้วย 1.นายวิทยา ผิวผ่อง 2.นายมหรรณพ เดชวิทักษ์ 3.นายชาญวิทย์ วสยางกูร 4.นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ และ5.นายสมชาย แสวงการ ส่วนกมธ.กฎหมายลูกส.ว. สัดส่วนสนช. ประกอบด้วย 1.นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ 2.พล.อ.อู้ด เบื้องบน 3.พล.ร.อ.ธราธร ขจิตสุวรรณ 4.นายทวีศักดิ์ สูทกวาทิน และ5.นายสมชาย แสวงการ ส่วนสัดส่วนที่มาจากกกต.นั้นทางกกต.ยังไม่ส่งชื่อว่า แต่คาดว่าจะเป็นนายศุภชัย สมเจริญ ประธานกกต. ทั้งนี้ การที่นายสมชายเป็นกมธ. 2 คณะ เนื่องจากเป็นผู้เสนอเกี่ยวกับการวิธีการเลือกส.ว.จากเลือกไขว้ให้เป็นเลือกตรง และที่มาจาก 20 กลุ่ม เป็น 10 กลุ่ม รวมทั้งการแบ่งประเภทส.ว.  ส่วนที่มีชื่อเป็นกมธ.ในกฎหมายลูกส.ส.นั้น นายสมชายมาจากสัดส่วนคณะกรรมาธิการสามัญพิจารณาศึกษา เสนอแนะ และรวบรวมความเห็นเพื่อการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตาม การพิจารณาของทั้ง 2 คณะจะต้องแล้วเสร็จภายใน 15 วัน ซึ่งจะครบกำหนดภายในวันที่ 1 มี.ค. และหลังจากนั้นจะนำบรรจุเป็นระเบียบวาระและพิจารณาในสัปดาห์ต่อไป

         นพ.เจตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนกระแสจะมีการคว่ำกฎหมายลูกนั้น ขณะนี้ยังไม่มี แต่หากจะคว่ำต้องใช้เสียง 2 ใน 3 ของสมาชิกสนช.ทั้งหมด แต่เชื่อว่าน่าจะเป็นไปตามโรดแมปและไม่น่าจะมีอุบัติเหตุเกิดขึ้น เพราะสนช.จะพิจารณาไปตามขั้นตอนของกฎหมายและตามรัฐธรรมนูญ

ศาลฟังอุทธรณ์ พิพากษา "น็อต กราบรถ" รอลงอาญา 2 ปี

ข่าวทั่วไป  :  3 ชั่วโมงที่ผ่านมา
กราบรถ,ศาลอาญา

"อัยการ"ยื่นอุทธรณ์ขอไม่รอลงอาญา"น็อต กราบรถ"ขณะที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนรอลงอาญา 2 ปี ชี้ศาลชั้นต้นใช้ดุลยพินิจเหมาะสมแล้ว

          13 ก.พ.61 ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ ถ.เจริญกรุง 63 ศาลได้อ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ คดีอ.1248/2560 ที่พนักงานอัยการคดีอาญากรุงเทพใต้ 2 เป็นโจทก์ ยื่นฟ้อง นายอัครณัฐ หรือน็อต อริยฤทธิ์วิกุล อายุ 30 ปี ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น "ธีร์" อดีตพิธีกรดังรายการเวคคลับ และนายวิทวัส ศรีบัณฑิตมงคล อายุ 29 ปีเพื่อนของนายอัครณัฐ เป็นจำเลยที่ 1-2 ในความผิดฐานร่วมกันทำร้ายร่างกายผู้อื่นจนเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายสาหัส ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 , ร่วมกันข่มขืนใจผู้อื่นให้กระทำการใดฯ โดยใช้กำลังประทุษร้ายจนต้องกระทำการนั้น มาตรา 309 , หน่วงเหนี่ยวกักขังผู้อื่นฯ มาตรา 310 และกระทำการอันเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้อื่นให้ได้รับความอับอายหรือความเดือดร้อนรำคาญ มาตรา 397

          โดยคำฟ้องอัยการ บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 4 พ.ย.59 เวลากลางวัน จำเลยทั้งสองร่วมกันใช้กำลังประทุษร้าย ดึงกระชากคอเสื้อของนายกิตติศักดิ์ หรือบอย สิงห์โต อายุ 27 ปี พนักงานคัดกรองเอกสาร สำนักงานสรรพากรพื้นที่ตลิ่งชัน ผู้เสียหายคู่กรณีขี่รถจักรยายนต์จากที่นั่งอยู่บนรถจักรยานยนต์ มาอีกฝั่งหนึ่งของถนนบริเวณปาก ซ.เจริญกรุง 44 แขวง-เขตบางรัก ที่มีรถยนต์ยี่ห้อ " มินิ" ของนายอัครณัฐ จำเลยที่ 1 จอดอยู่ แล้วใช้ฝ่ามือตบทีใบหน้าของผู้เสียหาย 2 ครั้ง และต่อยที่บริเวณใบหน้าอีก 1 ครั้ง ทำให้กระดูกจมูกชิ้นใหญ่จำนวน 4 ชิ้นหัก และกระดูกจมูกชิ้นเล็กอีกจำนวนหลายชิ้นหัก รวมทั้งมีบาดแผลฟกช้ำบริเวณเบ้าตาทั้งสองข้าง และแก้มด้านซ้ายบวมซึ่งเป็นเหตุให้ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส หลังจากนั้น จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันข่มขืนใจผู้เสียหายให้กราบรถยนต์ของนายอัครณัฐ จนทำให้ผู้เสียหายต้องจำยอมกราบรถจำเลยที่ 1 โดยไม่ได้สมัครใจซึ่งเป็นการรังแกหรือข่มเหงผู้เสียหายให้ได้รับความอับอาย

           ซึ่งศาลชั้นต้น มีคำพิพากษาไปเมื่อวันที่ 30 มิ.ย.60 หลังจากจำเลยให้การรับสารภาพ โดยระหว่างการพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น "น็อต อดีตพิธีกรวัยรุ่นชื่อดัง" ได้เยียวยาหนุ่มผู้เสียหายด้วยการชดใช้เงินค่าผ่าตัดรักษาดั้งจมูกหักและค่าขาดรายได้รวม 180,000 บาทด้วย
          ขณะที่คำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้จำคุกจำเลยทั้งสอง คนละ 2 ปีฐานทำร้ายร่างกายฯ ที่เป็นบทหนักสุด จำเลยรับสารภาพลดโทษกึ่งหนึ่งจึงจำคุกคนละ 1 ปี แต่เมื่อศาลพิเคราะห์รายการสืบเสาะและพินิจแล้ว เห็นสมควรให้รออาญาไว้มีกำหนดคนละ 2 ปี โดยจำเลยทำกิจกรรมบริการสังคมอีก 24 ชั่วโมง และต้องให้รายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติด้วยเป็นเวลา 4 ครั้งในระยะเวลา 1 ปี

          แต่ต่อมา "อัยการโจทก์" ได้ยื่นอุทธรณ์ขอให้ศาลไม่รอการลงโทษเฉพาะ "นายธีร์ หรือน็อต" จำเลยที่ 1 เนื่องจากเห็นว่า ที่จำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหาย เนื่องจากคดีมีการนำเข้าสู่ศาล ไม่ได้เกิดจากการสำนึกผิดที่ต้องการเยียวยาผู้เสียหายจึงขอให้ไม่ให้รอการลงโทษเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างและมีการบังคับใช้กฎหมาย

            โดยวันนี้ "น็อต อดีตพิธีกรวัยรุ่นชื่อดัง" เดินทางมาพร้อมครอบครัว และทนายความเพื่อฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

            ซึ่ง "ศาลอุทธรณ์" ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือกันแล้ว เห็นว่าที่ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยมานั้นเหมาะสมแล้ว อุทธรณ์อัยการโจทก์ ฟังไม่ขึ้น จึงพิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นที่ให้รอลงอาญา เป็นเวลา 2 ปี 

           ด้านทนายความของ "น็อต อดีตพิธีกรวัยรุ่นชื่อดัง" เปิดเผยว่า การอุทธรณ์ อัยการยื่นอุทธรณ์ในส่วนของน็อต เพียงคนเดียวทั้งที่การกระทำนั้นถูกฟ้องว่าร่วมกัน และศาลลงโทษเท่ากันแล้วเราก็ปฏิบัติตามเงื่อนไขการคุมประพฤติทุกประการซึ่งเราก็ได้แก้อุทธรณ์ครบถ้วน ซึ่งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ได้ระบุรายละเอียดไว้อย่างดีประมาณ 10 กว่าหน้า ในการกระทำของน็อตว่าเหตุการณ์ตั้งแต่เริ่มแรกคืออะไรของเหตุบันดาลโทสะ แต่เมื่อมีการกระทำเกิดขึ้นก็ย่อมเป็นความผิดตามกฎหมาย ซึ่งศาลได้ใช้ดุลยพินิจอย่างเหมาะสม ส่วนคดีต้องรอดูอีก 30 วันว่า อัยการจะขออนุญาตฎีกาอะไรอีกหรือไม่ หากไม่คดีจะถือที่สุดตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์นี้ 
 
           ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับ "น็อต อดีตพิธีกรวัยรุ่นชื่อดัง" นั้นได้ทำงานบริการสังคม 24 ชั่วโมงตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นด้วยการบริจาคเลือด , ล้างห้องน้ำวัดและโรงเรียนวัด  และรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติด้วยเป็นระยะเวลา 3 ครั้งแล้ว ก็คงเหลือนัดรายงานตัวครั้งสุดท้ายอีก 1 นัดเท่านั้นใน วันที่ 3 มี.ค. ซึ่งจะครบตามเงื่อนไข ที่กำหนดไว้ในการคุมประพฤติ 1 ปี 

 

‘ครูปรีชา’ ปัดขบวนการแบบครูจอมทรัพย์

อาชญากรรม ข่าวอาชญากรรม  :  1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ข่าวอาชญากรรม,หวย 30 ล้าน,เจ๊เกียว,เจ๊บ้าบิ่น,เจ๊พัช,ครูปรีชา,ลอตเตอรี,คลิปเสียง,กาญจนบุรี

‘ครูปรีชา’ ยันลอตเตอรี 30 ล้าน เป็นของตัวเอง ปฏิเสธขบวนการแบบครูจอมทรัพย์ โต้ข่าวเปิดเซฟเฮ้าส์ติวเข้มคดี เผยยังไม่ได้ฟังคลิปเสียง

               13 ก.พ. 61  ความคืบหน้ากรณี ร.ต.ท.จรูญ วิมูล อายุ 62 ปี อดีตข้าราชการเกษียณตำรวจ และนายปรีชา ใคร่ครวญ อายุ 50 ปี ครูชำนาญการพิเศษ โรงเรียนเทพมงคลรังษี ฟ้องร้องเป็นเจ้าของกรรรมสิทธิ์สลากกินแบ่งรัฐบาล รางวัลที่ 1 งวดประจำวันที่ 1 พ.ย. 2560 หมายเลข 533726 จำนวน 5 ใบ เป็นเงิน 30 ล้านบาท กระทั่งกองปราบฯ พบหลักฐานเป็นคลิปเสียงการสนทนาที่อ้างว่าเป็นเสียงของ นายปรีชา กับ นางรัตนาพร สุภาทิพย์ หรือ เจ๊บ้าบิ่น อายุ 58 ปี แม่ค้าที่ขายลอตเตอรีที่อ้างว่าขายให้กับ นายปรีชา โดยการสนทนาชายดังกล่าว ได้ระบุชัดเจนว่า ตนเองไม่ได้ถูกรางวัลที่ 1 ซึ่งทาง พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ได้ออกมาระบุว่า คดีนี้ทำเป็นแก๊งแบบครูจอมทรัพย์ อีกทั้ง พล.ต.ท.ฐิติราช หนองหารพิทักษ์ ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ออกมาระบุเช่นกันว่า รู้ว่าใครคือเจ้าของลอตเตอรีแล้วนั้น

               ล่าสุด เมื่อเวลา 14.45 น. ผู้สื่อข่าวจึงได้เดินทางไปพบ ครูปรีชา ที่โรงเรียนเทพมงคลรังษี เพื่อสอบถามถึงประเด็นต่างๆ โดย ครูปรีชา ได้เดินทางมาสอนหนังสือตามปกติ และแจ้งสื่อมวลชนที่ไปรอทำข่าวว่า ขอเวลาตรวจงานของนักเรียนก่อน จากนั้นจึงได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนได้สัมภาษณ์ และพูดเปรยๆ ออกมาว่า จริงๆ วันนี้ว่าจะไม่ให้ข้อมูลแล้ว เพราะไม่มีเวลาทำงาน

               พร้อมทั้งได้กล่าวถึงกรณีที่ ผบ.ตร. ออกมาให้ข่าวว่าคดีนี้ใกล้จะจบแล้ว โดยนายปรีชา กล่าวว่า ตนยังไม่ได้ดูข่าวเลย เนื่องจากงานเยอะ ส่วนการที่ตำรวจออกมาระบุว่ามีหลักฐานมากพอแล้วที่จะชี้ชัดได้ว่าใครพูดโกหกใครพูดจริงนั้น ตนขอยืนยันว่า ลอตเตอรีเป็นของตนร้อยเปอร์เซ็นต์ และไม่ได้เป็นการช่วยเหลือกันของคนที่รู้จักกัน ทุกอย่างเป็นไปตามความเป็นจริง อย่างที่เคยบอกว่า มีอยู่ 2 หลัก คือ ความจริง กับ ความเชื่อ ซึ่งครูยืนอยู่บนหลักของความจริง และพยานหลักฐานของครูก็เป็นความจริงทั้งหมด ฉะนั้นก็ไปพิสูจน์ในกระบวนการศาล ซึ่งขณะนี้ได้เข้าสู่กระบวนการศาล จึงไม่น่าจะมีประเด็นอะไรแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายจะต้องหาพยานหลักฐานมาพิสูจน์ให้ศาลเห็น ซึ่งตนไม่ได้มีความวิตกกังวลแต่อย่างใด

               ส่วนกรณีที่ ผบ.ตร. ออกมาระบุว่า คดีนี้ทำเป็นแก๊งแบบครูจอมทรัพย์ ครูปรีชา ตอบว่า ไม่ได้รู้สึกหนักใจแต่อย่างใด เพราะตนไม่ใช่ขบวนการ และเมื่อตนไม่ใช่ ก็จึงไม่รู้สึกหนักใจ ทุกอย่างเป็นไปตามหลักฐาน

               ส่วนเรื่องคลิปเสียงที่อ้างว่าเป็นเสียงสนทนากันระหว่าง ตน กับ แม่ค้าลอตเตอรี นั้น ประเด็นเหล่านี้มีข่าวออกมาทุกวัน แต่ไม่ได้ออกมาจากคู่กรณีทั้งสองฝ่าย ทั้งนี้ ตนยังไม่ได้ยินเสียงคลิปดังกล่าว จึงไม่รู้อะไร โดยขอตรวจสอบก่อน และไม่ขอตอบคำถามใดๆ เพราะหากตอบอะไรไปก็จะกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีก

               อีกทั้งยังต้องผ่านกระบวนการในการพิสูจน์ก่อนว่าคลิปเสียงมาอย่างไร โดยต้องรอข้อมูลข้อเท็จจริงก่อน จึงจะสามารถตอบได้ และขอปฏิเสธกรณีที่มีกระแสข่าวว่า ตนได้นัดกลุ่มแม่ค้าลอตเตอรี รวมทั้งทนายความไปพูดคุยกันเรื่องคดีนี้ที่รีสอร์ทแห่งหนึ่งใน จ.กาญจนบุรี ซึ่งตั้งแต่มีปัญหาก็ยังไม่ได้เจอกันเลย นอกจากแม่ค้าลอตเตอรีจะให้ตนช่วยซื้อลอตเตอรีที่เหลือก่อนที่จะออกรางวัลสลากฯ เท่านั้น เพราะเพิ่งจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการของศาล ยังไม่ได้มีการสืบพยาน จึงไม่ได้มีการนัดหมายพูดคุยกัน

               อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่ได้ติดต่อกับ เจ๊บ้าบิ่น เนื่องจากต่างคนต่างทำงาน แต่เชื่อว่า เจ๊บ้าบิ่น ไม่ได้หายไปไหน และยังต้องทำมาหากิน ดังนั้น ก็คงต้องกลับมาทำงานเหมือนเดิม

               “ส่วนพยานที่อ้างว่าเห็น ร.ต.ท.จรูญ ก้มเก็บลอตเตอรี ไม่ได้เจอกันเลย และขอยืนยันว่าได้ทำลอตเตอรีตกหล่นจริง แต่บริเวณใดไม่ทราบ”

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ตลาดเรดซิตี้ เขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ซึ่งวันนี้มีตลาดนัด ปรากฏว่า ไม่พบ เจ๊บ้าบิ่น มาขายลอตเตอรีอีกเช่นเคย พบเพียง นางปณัญชยา สุขผล หรือ เจ๊เกียว ผู้ค้าสลากรายใหญ่ของจังหวัดกาญจนบุรี และเป็นพยานคนสำคัญของฝ่าย ครูปรีชา และนางสาวพัชริดา พรมตา หรือ เจ๊พัช แม่ค้าขายลอตเตอรี ที่อ้างว่าขายลอตเตอรีให้กับนางรัตนาพร มาขายเท่านั้น โดยปฏิเสธการให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อ

               เจ๊เกียว บอกแต่เพียงว่า เจ๊บ้าบิ่น ยังมีชีวิตอยู่ ไม่ได้ถูกอุ้มไปไหน แต่ไม่ต้องการออกมาพบเจอกับใคร โดยเฉพาะไม่อยากที่จะตอบคำถามสื่อ

               ส่วนเจ๊พัช อายุ 53 ปี ช่วงเช้าวันนี้ยังคงเดินทางมาตั้งแผงขายลอตเตอรีอยู่เยื้องกับธนาคารกสิกรไทย ตามปกติ และยังมีลูกค้าเดินทางมาซื้ออย่างต่อเนื่อง โดยเจ๊พัชปฏิเสธที่จะตอบคำถาม พูดเพียงว่าคำตอบทั้งหมดอยู่ในสำนวนคดีแล้ว แต่ก็ยังกล่าวยืนยันที่จะเป็นพยานให้กับครูปรีชาต่อไป

               ผู้สื่อข่าวได้พยายามสอบถามถึงข้อเท็จจริงกรณีที่มีข่าว เช่นกรณีมีคลิปเสียงขณะคุยกับครูปรีชา เรื่องการที่ครูปรีชายังไม่ได้เดินทางไปรับลอตเตอรีจากเจ๊บ้าบิ่น ส่วนกรณีที่มีข่าวว่าครูปรีชาเองมีความสงสัยว่าลูกชายของเจ๊บ้าบิ่น อาจจะเป็นคนขโมยลอตเตอรีไป ซึ่งทั้งสองประเด็น เจ๊พัชก็ปฏิเสธที่จะตอบคำถามเช่นกัน แต่ได้กล่าวย้ำว่า ตนกับเจ๊บ้าบิ่นจะเป็นเพียงพยานให้กับครูปรีชาเท่านั้น โดยหลังจากที่เจ๊พัชขายลอตเตอรีที่บริเวณดังกล่าวแล้วเสร็จ จึงได้ย้ายสถานที่มาขายที่ตลาดเรดซิตี้ เนื่องจากวันนี้ที่ตลาดมีตลาดนัด

 

‘ครูปรีชา’ ปัดขบวนการแบบครูจอมทรัพย์

ศาลเน้น 4 ประเด็นเจ้าของหวยอลเวง 30 ล้าน (อ่านต่อ...)

 

‘ครูปรีชา’ ปัดขบวนการแบบครูจอมทรัพย์

ผบช.ก. รู้แล้วใครโกหก ‘หวย 30 ล้าน’ (อ่านต่อ...)

 

‘ครูปรีชา’ ปัดขบวนการแบบครูจอมทรัพย์

ผบ.ตร. กำชับคดีหวย 30 ล้านจบสิ้นเดือนนี้ (อ่านต่อ...มีคลิป)

กาง “พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 35 ”มัด ? “เปรมชัย”

 

เปรมชัย,พรบ ป่าสงวน,มัด

นักกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม ชี้ พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า 35 ได้กำหนดความหมายของคำว่า"ล่า"ไว้กว้างมาก เพราะต้องการคุ้มครองสัตว์ป่าอย่างจริงจัง

          กระแสแรงไม่เลิก กับกรณีจับกุมนายเปรมชัย กรรณสูต ประธานบริหารและกรรมการ บมจ. อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ พร้อมพวกอีก 3 คน ขณะตั้งแคมป์พักแรม บริเวณห้วยปะชิเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก

          พร้อมหลักฐาน อาวุธปืนยาว ปืนไรเฟิลติดลำกล้อง ปืนลูกซองแฝด และลูกกระสุนปืนจำนวนหนึ่ง

           ส่วนหลักฐานเนื้อสัตว์ มีทั้ง ซากไก่ฟ้าหลังเทา เก้ง หนังเสือดำ ถูกถลกสดๆ พร้อมด้วยเนื้อสัตว์แล่เป็นเนื้อแดงๆหลายกิโลกรัม

          พนักงานสอบสวนแจ้ง 9 ข้อหา นายเปรมชัยกับพวก ให้การปฏิเสธ และได้ประกันตัวไปในชั้นฝากขังศาล

          สำหรับ 9 ข้อหา( ไม่รวมถึงข้อหาที่งอกภายหลังซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการกระทำต่อสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า) ที่พนักงานสอบสวนดำเนินคดีกับนายเปรมชัย ส่วนมากเป็นการกล่าวหาว่ากระทำความผิด ตามพ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 แทบทั้งสิ้น

          นักกฎหมายด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม พลิกตำรา และชี้ให้เห็นว่า พ.ร.บ. สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 ได้มีการกำหนดความหมายของคำว่า“ ล่า” ไว้อย่างกว้างมาก เพราะต้องการคุ้มครองสัตว์ป่าอย่างจริงจัง

        “ล่า ” ตามกฎหมายฉบับนี้ หมายความว่า เก็บ ดัก จับ ยิง ฆ่า หรือทำอันตรายด้วยประการอื่นใดแก่สัตว์ป่าที่ไม่มีเจ้าของและอยู่เป็นอิสระ และหมายความรวมถึง การไล่ การต้อน การเรียก หรือการล่อด้วย

        มาตรา 16 ห้ามมิให้ผู้ใดล่าหรือพยายามล่าสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง (เสือดำเป็นสัตว์ป่าคุ้มครอง)

        จะเห็นได้ว่าแค่"พยายามล่า”ก็มีความผิดแล้ว

         มาตรา 19 ห้ามมิให้ผู้ใดมีไว้ในความครอบครองซึ่งสัตว์ป่าสงวน สัตว์ป่าคุ้มครอง ซากของสัตว์ป่าสงวน หรือ ซากของสัตว์ป่าคุ้มครอง

         มาตรา 36 ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้ามมิให้ผู้ใดล่าสัตว์ป่า ไม่ว่าจะเป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครองหรือมิใช่

         หมายความว่า ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ห้ามทำการล่าสัตว์ทุกชนิดเด็ดขาด แม้ว่าสัตว์นั้นจะไม่ได้เป็นสัตว์ป่าสงวนหรือสัตว์ป่าคุ้มครอง ก็ล่าไม่ได้

         มาตรา 37 ห้ามมิให้ผู้ใดเข้าไปในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่โดยต้องปฏิบัติตามเงื่อนไข

         “กฎหมายฉบับนี้ ได้กำหนดบทลงโทษไว้ในหลายมาตรา อาทิ มาตรา 47 เอาผิดกับผู้ที่ทำการล่าสัตว์ป่าสงวน หรือสัตว์ป่าคุ้มครอง โทษจำคุกไม่เกิน 4 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ,มาตรา 53 เอาผิดกับผู้ล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า จำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 5 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ”

        -ไม่ได้จับตอนยิง “เปรมชัย”อ้างไม่ได้ยิง“เสือดำ”หรือคนอื่นรับสารภาพว่ายิง“เสือดำ” เพียงคนเดียว ได้ไหม

        นักกฎหมายท่านนี้ เห็นว่า เป็นการ“ร่วมกัน”คนที่ถูกจับมีเพียง 4 คน นอกจาก “ เปรมชัย” แล้ว 2 คน เป็นลูกน้อง อีกคนเป็นพรานนำทาง ล้วนรู้จักกันทั้งสิ้น จะปฏิเสธว่าไม่ได้ร่วมรู้เห็นได้ยาก ซึ่งต่างจากการถูกจับที่เป็นคณะใหญ่มี 20-30 คน อาจมีคนใดคนหนึ่งอ้างว่าไม่ได้รู้เห็นกับการยิงสัตว์ป่าได้ง่ายกว่า

        -ไม่มีประจักษ์พยาน เป็นอุปสรรคทางคดีหรือไม่

         บางคดีไม่มีประจักษ์พยานก็ลงโทษได้ เช่น คดีหมอวิสุทธิ์ ฆ่าภรรยา โดยใช้พยานแวดล้อม คดีนี้มีพยานแวดล้อมหลายอย่างที่บ่งชี้ การยึดได้ปืนไรเฟิลซึ่งไม่ใช่ปืนที่มีไว้เพื่อป้องกันตัวแต่เป็นปืนใช้ล่าสัตว์, หาก่ไม่ได้ยิง ไม่ได้ล่าสัตว์ แล้วซากสัตว์ในที่เกิดเหตุมาจากไหนเต็มไปหมด ,การยึดปืนยาวได้หลายกระบอกที่บ้านนายเปรมชัย ก็นำสืบมาโยงได้ว่า น่าเป็นคนชอบล่าสัตว์

        -เขม่าดินปืนสำคัญแค่ไหน

        หากตรวจพบเขม่าดินปืนที่จำเลยคนใด ก็เป็นหลักฐานว่ามีการยิงสัตว์ป่า และต้องถือว่าร่วมกันยิง จะอ้างว่ายิงขึ้นฟ้า ยิงไล่นก คงไม่ได้เพราะมีสัตว์ป่าตายอยู่ในที่เกิดเหตุจำนวนมาก

       - อ้างยิงเสือดำเพื่อป้องกันตัว

         ธรรมชาติสัตว์ป่าเกรงกลัวคน ไม่ทำร้ายคนก่อน

      -อ้างซื้อซากสัตว์ป่ามาจากร้านอาหาร

      คงไม่มีร้านอาหารออกมายอมรับ เพราะมีความผิดข้อหาล่าสัตว์ป่าด้วย

     -อ้างพลัดหลงเข้าไปในเขตหวงห้าม

       เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า เขตอุทยาน มีประกาศในพระราชกฤษฎีกาและลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาพร้อมภาพถ่าย เพื่อให้คนรู้ทั่วไป การอ้างว่าพลัดหลง เข้าไปในเขตหวงห้ามก็เท่ากับปฏิเสธว่าไม่รู้กฎหมายซึ่งอ้างไม่ได้ อีกทั้งการเข้าไปในอุทยานใด ต้องขออนุญาตเจ้าหน้าที่ก่อน และเดินป่าได้ตามแนวเขตที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น อีกทั้งถูกจับขณะอยู่ในเขตหวงห้าม ไม่ได้ถูกจับเมื่อออกจากป่าแล้ว

      -อ้างถูกยัดหลักฐาน

     ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะทำอย่างนั้น ที่เกิดเหตุอยู่กันหลายคนและหากเจ้าหน้าที่ทำ เจ้าหน้าที่เองต้องรับโทษหนัก

     อย่างไรก็ตาม คดีนี้ต้องว่ากันไปตามกระบวนการยุติธรรม 3 ศาล จะด่วนฟันธงว่าจำเลยผิดแล้วไม่ได้

      มีสิ่งหนึ่งที่ควรตะหนัก คือ หลายคดีที่โด่งดังเมื่อครั้งถูกจับกุมแต่เมื่อคดีขึ้นสู่ศาลข้อเท็จจริงในคดีกลับเปลี่ยนไป ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เป็นข่าว

      การ “เกาะติดคดี” ของเราทุกคน จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง

 

 

คดี “โอ๊ค” ปมฟอกเงิน“กรุงไทย”.. ถึงไหนแล้ว ?

 

โอ๊ค,ฟอกเงิน,กุงไทย,กรุงไทย

กระแสข่าวเตรียมดัน นายพานทองแท้ บุตรชาย พ.ต.ท. ทักษิณ ขึ้นนั่งหัวหน้าพรรคไทย  กำลังมาแรง แต่ใช่ว่าจะราบรื่น เพราะ "โอ๊ค" มีคดีปมฟอกเงินธนาคารกรุงไทย ติดตัว

          กระแสข่าวพรรคเพื่อไทย เตรียมดัน นายพานทองแท้ ชินวัตร หรือ โอ๊ค บุตรชายคนเดียว พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ขึ้นนั่งตำแหน่งหัวหน้าพรรค โดยหวังว่า สายตรง“ทักษิณ” จะทำให้พรรคชนะเลือกตั้งครั้งหน้าอย่างถล่มทลายนั้น

           แต่ทว่าสำหรับนายพานทองแท้  ใช่ว่าจะราบรื่นในการที่เข้าสู่ถนนการเมือง เพราะตัวเขามีคดีติดตัวในข้อหาร่วมกันฟอกเงิน จากกรณีการปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทยให้แก่เครือกฤษดามหานคร

           คดีถึงไหนแล้ว ?

            สำหรับคดีฟอกเงินจากการทุจริตอนุมัติเงินกู้ของธนาคารกรุงไทย ให้กับเครือกฤษดามหานครซึ่งมีเงิน 2 ก้อนคือ 10 ล้านบาท และ 26 ล้านบาท ซึ่งเกี่ยวพันถึงกลุ่มของ พานทองแท้ ชินวัตร นั้น

           ในส่วนวงเงิน 10 ล้านบาทในทางคดี มีการชี้แจงมาโดยตลอดของฝ่ายผู้ถูกกล่าวหาว่า  เป็นเงินที่ นายรัชดา กฤษดาธานนท์ โอนมาเพื่อร่วมการลงทุนนำเข้ารถยนต์หรูเข้ามาจำหน่ายในประเทศไทย แต่ภายหลังแผนธุรกิจไม่เป็นไปตามข้อตกลง จึงยกเลิกโครงการโอนเงินคืนให้กับนายรัชดา ไปแล้ว ซึ่งพนักงานสอบสวนไม่เชื่อตามคำชี้แจง เนื่องจากรถยนต์หรูมีราคาสูง เงินลงทุนเพียงคนละ 10 ล้านบาท อาจไม่สามารถนำเข้ารถยนต์หรูได้จริง

           ส่วนวงเงิน 26 ล้านบาท ซึ่งเชื่อมโยงไปยังนางกาญจนาภา หงส์เหิน เลขานุการส่วนตัวของคุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร , วันชัย หงส์เหิน สามีนางกาญจนาภา และเกจินี จิปิภพ แม่ของกาญจนาภา นั้น อ้างว่าเป็นการโอนเงินของนายรัชดา กฤษดาธานนท์ ไปเพื่อลงทุนซื้อหุ้นแต่ไม่ได้ลงบัญชีกันเป็นลายลักษณ์อักษรเมื่อขายหุ้นได้มีกำไร ก็ได้ทยอยคืนเงินให้กับนายรัชดา กฤษดาธานนท์ ไปแล้ว

          ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 60  นายพานทองแท้ ได้เข้ารับทราบข้อกล่าวหาจากดีเอสไอ พร้อมให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา

          จากนั้นนายพานทองแท้ ได้มอบอำนาจให้ทนายความเข้ายื่นหนังสือขอให้ดีเอสไอสอบปากคำพยานเพิ่มเติม โดยพนักงานสอบสวนดีเอสไออนุมัติสอบปากคำพยานเฉพาะปากที่เกี่ยวข้องโดยตรงรวม 8 ปาก

        ทนายความของพานทองแท้  ไม่ยอมโดยได้เดินสายยื่นคำร้องขอความเป็นธรรมกับสำนักงานอัยการสูงสุด สำนักงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และอธิบดีดีเอสไอ เพื่อขอให้ดีเอสไอสอบสวนพยานตามที่ฝ่ายผู้ต้องหาร้องขอให้ครบทุกปาก

         อย่างไรก็ตาม คดีนี้จะครบอายุความ 15 ปี ภายในสิ้นปี 2561 ดังนั้นดีเอสไอจึงต้องกระชับการสอบสวนให้แล้วเสร็จภายในเดือน มี.ค.นี้ เพื่อให้มีระยะเวลาพอสมควรให้พนักงานอัยการได้พิจารณาสำนวนก่อนสั่งคดี จึงขอให้ฝ่ายผู้ต้องหาทำคำให้การของพยานบุคคลต่างๆ เป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อพนักงานสอบสวนจะพิจารณาประกอบสำนวนคดี

          สำหรับความผิดฐานฟอกเงิน มีโทษตามกฎหมาย จำคุก 1-10 ปี หรือปรับตั้งแต่ 20,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

 

....................................................

13 กุมภาพันธ์ 2561

S! NEWS 

 

อวสาน ครูจอมทรัพย์ จาก “แพะ” กลายเป็น “แกะ”

 1 ธ.ค. 60 (23:31 น.)  เปิดอ่าน 102,556 ความคิดเห็น 20
อวสาน ครูจอมทรัพย์ จาก “แพะ” กลายเป็น “แกะ”

อวสาน ครูจอมทรัพย์ จาก “แพะ” กลายเป็น “แกะ”

ปางปราบมาร

ปางปราบมาร

เปิดโปงความชั่วทั่วพิภพ ตีแผ่ความดีทั่วแผ่นดิน

“แพะ” เสียงเรียกหาความยุติธรรมจากผู้บริสุทธิ์ที่ต้องตกเป็นเหยื่อของกระบวนการยุติธรรม โดยไร้ข้อต่อสู้และหมดโอกาสโต้แย้งใดๆ ทำได้เพียงยอมจำนนเป็นเบี้ยล่าง รับผิดต่อข้อกล่าวหาที่ตนเองไม่ได้กระทำ ซึ่งไม่มีใครรับรู้ความจริงได้นอกจากตัวของเราเอง

และหนึ่งในแพะรับบาปที่กลายเป็นคดีสั่นคลอนกระบวนการยุติธรรม ไล่เรียงไปตั้งแต่ชั้นพนักงานสอบสวนจนถึงขบวนการตัดสินของศาลจนมีการรื้อฟื้นคดีกันขึ้นมาใหม่นั่นก็คือ

 หรือ นางจอมทรัพย์ แสนเมืองโคตร ที่ถูกตัดสินจำคุกในคดีขับรถโดยประมาททำให้ผู้อื่นเสียชีวิตเป็นเวลา 3 ปี 2 เดือน ตั้งแต่ปี 2556 และได้รับอภัยโทษออกจากคุกมาเมื่อปี 2558 ซึ่งรวมแล้วติดคุกเป็นเวลา 1 ปี 6 เดือน

โดยคดีนี้เหตุเกิดเมื่อปี 2548 ที่ อ.เรณูนคร จ.นครพนม โดยครูจอมทรัพย์เป็นคนสกลนคร ขับรถสีน้ำตาลบรอนซ์ ทะเบียน บค 56 สกลนคร

dee2

ซึ่งหลังพ้นโทษออกมา ครูจอมทรัพย์ได้ออกมาเรียกร้องหาความยุติธรรมขอรื้อฟื้นคดีขึ้นมาใหม่ โดยอ้างว่าตนเองตกเป็นแพะในคดีนี้และที่สำคัญต้องจบชีวิตทางราชการ ทำให้ขาดรายได้เลี้ยงครอบครัว ลูกชายหมดโอกาสเรียนหนังสือหมดอนาคต รวมทั้งชีวิตของตนเองก็ไม่อาจจะไปต่อได้

การต่อสู้คดีครั้งนี้ทางครูจอมทรัพย์ได้ยื่นหลักฐานใหม่ที่เป็นพยานปากสำคัญคือ นาย สับ วาปี ซึ่งเป็นคนขับรถชน ตัวจริง และเจ้าตัวก็รับสารภาพ ทำให้คดีแพะของครูจอมทรัพย์มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น กลายเป็นกระแสในโลกโซเชียลที่ชาวเน็ตต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงการทำงานของกระบวนการยุติธรรมว่าบกพร่องต่อหน้าที่หรือไม่

โดยเฉพาะในชั้นกระบวนการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ทำคดีผิดพลาด จับผู้บริสุทธิ์ติดคุกกลายเป็น "แพะ" ในคดีนี้

แต่แล้วเรื่องราวที่ดูเหมือนกับว่าจะไปถูกที่ถูกทางแล้ว สุดท้ายกลับกลายเป็นคดีโอละพ่อกลับตาลปัตรจากหน้ามือเป็นหลังมือ เมื่อพยานปากสำคัญคือนายสับ วาปี ได้สารภาพต่อนายเอ็มเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่าถูกจ้างมาให้เป็นแพะรับผิดแทนครูจอมทรัพย์ ซึ่งนายเอ็มจึงพูดว่าไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวจะช่วยให้ไม่ต้องติดคุกติดตะราง

e4r3

จากนั้นทางเจ้าหน้าที่กระทรวงยุติธรรม จึงนำตัวนายสับ วาปี เข้าเครื่องจับเท็จเพื่อตรวจสอบว่าเป็นผู้ที่ขับรถชนคนตายหรือไม่ ซึ่งเครื่องประมวลผลออกมาว่า นายสับ วาปี พูดเท็จ เขาจึงให้การรับสารภาพต่อเจ้าหน้าที่ผู้ควบคุมเครื่องจับเท็จว่าถูกจ้างมาให้รับผิดแทนนางจอมทรัพย์ ด้วยเงิน 400,000 บาท และแจ้งว่าจะพูดความจริงในการเบิกความในชั้นศาล

โดยยอมรับว่าตนเองรู้ว่าอาจผิดกฎหมาย แต่อยากได้เงิน เพราะครูอ๋องยืนยันว่าไม่ติดคุก จึงหลงเชื่อ แต่ตนไม่ได้รับความเป็นธรรม ทั้งที่ยอมรับจ้างแล้ว แต่ยังไม่ได้เงิน ได้เงินเพียง 2,000 บาท เพราะมีปัญหาเกิดขึ้นก่อน

นอกจากนี้ยังมีบทสนทนาที่นายสับ คุยกับครูจอมทรัพย์และนายสุริยา หรือ ครูอ๋อง ที่เป็นผู้จ้างวานในการรับผิดแทนครั้งนี้

ในขณะที่ทั้ง 3 คน ได้พักอยู่ที่ห้องพักภายในรีสอร์ตในกรุงเทพฯ ที่กระทรวงยุติธรรมจัดหาให้ โดยนายสับพักอยู่ห้องเดียวกับนายสุริยา และครูจอมทรัพย์พักอยู่ห้องติดกัน

ewerer3

ครูจอมทรัพย์ได้เปิดประตูเข้ามาต่อว่านายสับ ว่า “ทำไมจึงได้พูดความจริงเรื่องถูกจ้างเป็นแพะมารับผิดแทนครูจอมทรัพย์กับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอ”

นายสับได้ปฏิเสธกับครูจอมทรัพย์ว่า “ไม่ได้พูด”

ครูจอมทรัพย์จึงได้ให้ตรวจดูข้อความในไลน์ซึ่งมีผู้ส่งเข้ามาบอกว่า “นายสับ ได้รับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอแล้วว่าถูกจ้างมา”

นายสับ จึงได้รับกับครูจอมทรัพย์ว่า “ได้ให้การรับสารภาพกับเจ้าหน้าที่ดีเอสไอว่าถูกจ้างมาจริง เนื่องจากไม่ผ่านเครื่องจับเท็จ จึงต้องพูดความจริง”

ครูจอมทรัพย์จึงได้พูดกับนายสับ และนายสุริยา ว่า “ถ้าอย่างนั้นก็ตัวใครตัวมัน อย่าพาดพิงถึงคนอื่น”

นายสุริยา จึงได้บอกว่า “ไม่เป็นไรหรอกจะรับผิดชอบคนเดียวเอง”

fvf

ทั้งนี้จากหลักฐานและการสืบพยานทั้งหมด ศาลฎีกาได้อ่านคำพิพากษาในวันที่ 17 พ.ย. 60 โดยให้ยกคำร้องของนางจอมทรัพย์ เนื่องจากศาลวิเคราะห์แล้วเห็นว่าพยานหลักฐานของนางจอมทรัพย์ที่นำสืบไม่น่าเชื่อถือ และไม่ใช่พยานหลักฐานใหม่

รวมทั้งยังมีพิรุธ จึงมีความเห็นให้ยกคำร้อง ซึ่งเท่ากับว่ายังคงคำพิพากษาเดิมที่ให้จำเลยมีความผิด มีผลทำให้ไม่ต้องดำเนินกระบวนการรื้อฟื้นคดีอาญาเพื่อพิจารณาใหม่อีกต่อไป

จากนั้นเมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2560 ศาลจังหวัดนครพนมได้อนุมัติหมายจับ

1.นางจอมทรัพย์ และ 2.นายสุริยา หรือ ครูอ๋อง ในความผิดฐาน “ร่วมกันนำสืบ หรือแสดงหลักฐานอันเป็นเท็จในข้อสำคัญแห่งคดี ในการพิจารณาคดีอาญา และซ่องโจร”

ซึ่งหากทั้งหมดผิดจริงตามข้อกล่าวหานี้อาจจะต้องรับโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 180 วรรคสอง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน 60,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ถ้าความผิดดังกล่าวในวรรคแรก ได้กระทำในการพิจารณาคดีอาญา ผู้กระทำต้องระวางโทษไม่เกิน 7 ปี และปรับไม่เกิน 14,000 บาท

ส่วนอีกข้อหาสำคัญคือ ฐานซ่องโจร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 210  ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

gh545

ทั้งนี้เพราะสาเหตุใด ครูจอมทรัพย์ถึงเดิมพันสูงขนาดนี้ หากชนะคดีและหลุดจากการเป็นแพะ จะมีผลดีต่อครูจอมทรัพย์อย่างไร..?

ทาง Sanook! News จึงได้ติดต่อสอบถามไปยัง ทนายวรวัฒน์ บุญฤทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย ถึงประเด็นดังกล่าว ซึ่งได้แสดงความคิดเห็นว่า “หากครูจอมทรัพย์สามารถรื้อฟื้นคดีได้สำเร็จ ก็สามารถลบล้างมลทินได้ทั้งหมดที่เคยรับโทษมาก่อนหน้านี้ และสามารถกลับเข้าไปรับราชการได้เหมือนเดิม หากเกษียณก็จะได้รับบำนาญตลอดชีวิต

นอกจากนี้ครูจอมทรัพย์ยังจะได้รับค่าเยียวยาจากการถูกคุมขังวันละ 500 บาท ครูจอมทรัพย์ ติดคุก 1 ปี 6 เดือน เป็นเวลา 545 วัน จะได้เงินเยียวยา 272,500 บาท

ตาม พ.ร.บ.ค่าตอบแทนแก่ผู้เสียหาย และค่าทดแทน และค่าใช้จ่าย แก่จำเลยในคดีอาญา ฉบับใหม่ และยังมีสิทธิ์ที่จะขอค่าเยียวยาจากกระทรวงศึกษาธิการได้ในช่วงที่อยู่ในเรือนจำ รวมทั้งยังสามารถฟ้องร้องทางแพ่ง เพื่อเรียกร้องค่าเสียหายจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องซึ่งทำให้ตนเองขาดประโยชน์ในการประกอบอาชีพอีกด้วย

e3r

ยกตัวอย่างเช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ หน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง คาดว่ายอดเงินคงไม่ต่ำกว่าล้านบาท

แต่ส่วนตัวคิดว่า คงไม่มีใครอยากได้เงินทองมากกว่าการถูกตราหน้าว่าเป็นคนผิดทั้งที่ไม่ได้ทำ เพราะคนเราถ้าบริสุทธิ์แล้วถูกจับเป็นแพะมันช่างเป็นความรู้สึกที่แย่มากจริงๆ แต่ในทางกลับกันหากมีขบวนการจ้างติดคุกจริงๆ ท้ายที่สุดแล้วกระบวนการยุติธรรมก็จะทำหน้าที่ลงโทษต่อไป เพราะโอกาสมีให้เฉพาะคนที่บริสุทธิ์จริงๆ ไม่ใช่มีไว้เพื่อให้คนผิดสร้างหลักฐานเท็จ” ทนายวรวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

คดีครูจอมทรัพย์จากแพะกลายเป็นแกะ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่ต้องย้อนกลับไปดูว่า หากเชื่อข้อมูลเพียงด้านเดียวไม่มีการพิสูจน์ความจริง ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งในการเชื่อสิ่งที่มองเห็นเพียงด้านเดียว สามารถสร้างความเสียหายได้มากขนาดไหน และที่สำคัญผู้ที่แอบอ้างถามหาความบริสุทธิ์ สุดท้ายแล้วจุดอวสานคงไม่ต่างจากผู้กระทำผิดร้ายแรง

...............................

13 d6,4kryoTN 2561

 



อ่านความคิดเห็น

ความคิดเห็นที่ 2 (0)
นายยั้งคิด วันที่ : 14/02/2018 เวลา : 08.54 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/political79

ตอบ ความคิดเห็นที่ 1นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ ถูกใจความคิดเห็นนี้ (1)
like เรียบร้อยแล้ว

vinitvadee
..................................
เฟอะฟะ !!

ความคิดเห็นที่ 1 นายยั้งคิด ถูกใจสิ่งนี้ (1)
vinitvadee วันที่ : 14/02/2018 เวลา : 08.00 น.
http://oknation.nationtv.tv/blog/natcha2

“เรื่องนาฬิกา ถ้าผมถูก exposed (เปิดโปง) เรือนแรก ผมก็ออกแล้ว"

ก็คุณ หมอธี

แสดงความคิดเห็น


ถึง บล็อกเกอร์ ทุกท่าน โปรดอ่าน
   ด้วยทาง บริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ จำกัด (มหาชน) ได้ติดต่อขอความร่วมมือ มายังเว็บไซต์และเว็บบล็อกต่าง ๆ รวมไปถึงเว็บบล็อก OKnation ห้ามให้มีการเผยแพร่ผลงานอันมีลิขสิทธิ์ ของบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ บนเว็บ blog โดยกำหนดขอบเขตของสิ่งที่ห้ามทำ และสามารถทำได้ ดังนี้
ห้ามทำ
- การใส่ผลงานเพลงต้นฉบับให้ฟัง ทั้งแบบควบคุมเพลงได้ หรือซ่อนเป็นพื้นหลัง และทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือ copy code คนอื่นมาใช้
- การเผยแพร่ file ให้ download ทั้งที่อยู่ใน server ของคุณเอง หรือฝากไว้ server คนอื่น
สามารถทำได้
- เผยแพร่เนื้อเพลง ต้องระบุชื่อเพลงและชื่อผู้ร้องให้ชัดเจน
- การใส่เพลงที่ร้องไว้เอง ต้องระบุชื่อผู้ร้องต้นฉบับให้ชัดเจน
จึงเรียนมาเพื่อโปรดปฎิบัติตาม มิเช่นนั้นทางบริษัท จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ฯ จะให้ฝ่ายดูแลลิขสิทธิ์ ดำเนินการเอาผิดกับท่านตามกฎหมายละเมิดลิขสิทธิ์
OKNATION



กฎกติกาการเขียนเรื่องและแสดงความคิดเห็น
1 การเขียน หรือแสดงความคิดเห็นใด ๆ ต้องไม่หมิ่นเหม่ หรือกระทบต่อสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ หรือกระทบต่อความมั่นคงของชาติ
2. ไม่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย ดูหมิ่น ส่อเสียด ให้ร้ายผู้อื่นในทางเสียหาย หรือสร้างความแตกแยกในสังคม กับทั้งไม่มีภาพ วิดีโอคลิป หรือถ้อยคำลามก อนาจาร
3. ความขัดแย้งส่วนตัวที่เกิดจากการเขียนเรื่อง แสดงความคิดเห็น หรือในกล่องรับส่งข้อความ (หลังไมค์) ต้องไม่นำมาโพสหรือขยายความต่อในบล็อก และการโพสเรื่องส่วนตัว และการแสดงความคิดเห็น ต้องใช้ภาษาที่สุภาพเท่านั้น
4. พิจารณาเนื้อหาที่จะโพสก่อนเผยแพร่ให้รอบคอบ ว่าจะไม่เป็นการละเมิดกฎหมายใดใด และปิดคอมเมนต์หากจำเป็นโดยเฉพาะเรื่องที่มีเนื้อหาพาดพิงสถาบัน
5.การนำเรื่อง ภาพ หรือคลิปวิดีโอ ที่มิใช่ของตนเองมาลงในบล็อก ควรอ้างอิงแหล่งที่มา และ หลีกเลี่ยงการเผยแพร่สิ่งที่ละเมิดลิขสิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบหรือวิธีการใดก็ตาม 6. เนื้อหาและความคิดเห็นในบล็อก ไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการจัดทำเว็บไซต์ โดยถือเป็นความรับผิดชอบทางกฎหมายเป็นการส่วนตัวของสมาชิก
คลิ้กอ่านเงื่อนไขทั้งหมดที่นี่"
OKnation ขอสงวนสิทธิ์ในการปิดบล็อก ลบเนื้อหาและความคิดเห็น ที่ขัดต่อความดังกล่าวข้างต้น โดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของบล็อกและเจ้าของความคิดเห็นนั้นๆ
   

กลับไปหน้าที่แล้ว กลับด้านบน